ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

นักวิชาการ มธ. ชี้ปมศพทหาร ไม่เสี่ยงโรคระบาด!

จากกรณีที่ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ได้รับรายงานสถานการณ์ปัญหากลิ่นศพทหารกัมพูชาบริเวณแนวชายแดน อันเนื่องมาจากการที่รัฐบาลและกองทัพกัมพูชาปล่อยทิ้งศพทหารจำนวนมากไว้ในพื้นที่การสู้รบโดยไม่จัดการหรือกำจัดอย่างเหมาะสม ซึ่งอาจส่งผลกระทบทั้งต่อสุขภาพและสภาพจิตใจของทหารไทยที่อยู่ในพื้นที่แนวหน้า รวมถึงอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวั่นวิตกต่อมลภาวะต่างๆที่เป็นพิษ เช่น การแพร่ระบาดของเชื้อโรคที่มากับลำน้ำ สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง

ต่อมาวันที่ 6 ส.ค. นพ.ทศนัย พิพัฒน์โชติธรรม อาจารย์ประจำภาควิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ศพชายแดนไม่ได้มีความน่ากังวลอย่างที่คิด จึงไม่อยากให้ประชาชนเกิดความหวั่นวิตกเกินความเป็นจริง เพราะหากเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ภัยพิบัติสึนามิ เมื่อปี 2547 แม้จะมีผู้คนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ทว่าก็ไม่ได้นำมาสู่การแพร่ระบาดของเชื้อโรค หรือมลพิษที่ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด

นพ.ทศนัย กล่าวว่า สิ่งที่หลงเหลือภายในร่างกายมนุษย์หลังจากเสียชีวิตคือไวรัสและแบคทีเรีย กรณีของไวรัสส่วนใหญ่เมื่อระยะเวลาผ่านไปเกินกว่า 48 ชั่วโมงก็จะสูญสลายหายไป อีกทั้งไม่สามารถสติดเชื้อจากระยะไกลได้ ต้องมีการสัมผัสแบบใกล้ชิดเท่านั้น และกรณีของแบคทีเรีย คือสิ่งที่ทำให้ร่างกายเกิดการย่อยสลายจนเน่าเปื่อย โดยจะสิ่งกลิ่นเหม็นให้กับผู้คนที่อยู่ใกล้ ซึ่งสิ่งนี้กำลังส่งผลกระทบต่อทหารไทยที่อยู่ด่านหน้าบริเวณชายแดนกัมพูชาอยู่ ณ ขณะนี้

“หลังจากเสียชีวิตศพจะเน่ามากๆ อยู่ราว 3 -5 วัน หรือที่ภาษาทั่วไปเรียกว่าขึ้นอืด ทำให้หลายวันที่ผ่านมาผู้คนกล่าวถึงกันเยอะในเรื่องกลิ่นหลังจากนั้นเมื่อโดนแดดศพก็จะเริ่มแห้ง ในระยะนี้กลิ่นจะเริ่มลดลงมากกว่าช่วงแรก แต่จะมีเรื่องของหนอนแมลงที่เข้ามาตอมศพ ราว 1 – 2 สัปดาห์ แล้วเนื้อเยื่อจะค่อยๆ สลายๆ จนเริ่มเห็นกระดูก เมื่อเดินทางเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 – 4 ศพจะเริ่มแห้งเหลือแต่โครงกระดูก กลิ่นก็จะค่อยๆ หายไป เว้นแต่อยู่ในระยะที่ใกล้มากๆ ภาวะกลิ่นเหม็นเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดจากไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H₂S) หรือที่รู้จักกันในชื่อก๊าซไข่เน่าจากกระบวนการย่อยสลาย หากเกิดในพื้นที่ปิด อับลม ไม่มีอากาศถ่ายเทอาจเกิดอันตรายแก่คนที่อยู่ใกล้ได้ แต่ตรงพื้นที่ชายแดนเข้าใจว่าเป็นที่โล่ง มีอากาศถ่ายเท จึงไม่น่ากังวลอะไร” นพ.ทศนัย กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ยังกล่าวต่อไปด้วยว่า แม้จะมีหนอน แมลง จำนวนมากที่ตอมศพ แต่ส่วนตัวมองว่าไม่เสี่ยงต่อการเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโรคผ่านพาหะเหล่านั้น เพราะหากเชื่อในสมมติฐานที่ว่าผู้ที่จะมาเป็นทหารอาชีพย่อมมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ไม่มีประวัติเป็นโรคติดต่อร้ายแรงก็ไม่มีความน่ากังวล เพราะเมื่อศพเน่าสลายก็จะมีเชื้อแบคทีเรียเช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตอื่นที่เสียชีวิตและเน่าเหมือนกัน ซึ่งพบได้ในสิ่งแวดล้อมทั่วไป

ทั้งนี้ การเสียชีวิตจากการปะทะสู้รบแตกต่างจากการเสียชีวิตจากโรคติดต่อ เช่น การเกิดอหิวาตกโรคในอดีตที่เป็นเชื้อก่อโรคและมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากในพื้นที่เดียวกันและไม่ได้มีการจัดการอย่างถูกสุขลักษณะ ก็จะสุ่มเสี่ยงต่อการมีพาหะอย่างแมลง หรือหนอนที่นำไปสู่การแพร่ระบาดเชื้อโรคในวงกว้าง รวมไปถึงการปนเปื้อนลงสู่แม่น้ำ จนประชาชนไม่สามารถอุปโภค บริโภคน้ำได้ อย่างไรก็ตาม การปนเปื้อนเชื้อโรคลงสู่แม่น้ำจนส่งผลกระทบในวงกว้างก็อาจจะต้องเกิดจากจำนวนศพที่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เดียวกัน และไม่ห่างไกลจากแม่น้ำมากนัก ซึ่งในกรณีของชายแดนกัมพูชาไม่ได้เป็นเช่นนั้น

“จึงอยากจะฝากไปยังประชาชนว่าไม่ต้องวิตกกังวลมากเกินไป และหากเจอศพที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งสามารถจัดการได้ ก็สามารถจัดการได้ผ่านวิธีการที่ดีที่สุดคือการกลบฝังหรือโรยปูนขาว แต่ในแง่ของหน่วยงานรัฐ ส่วนตัวยอมรับว่ามีความเห็นใจ เพราะเหตุการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นในไทย หากเกิดในพื้นที่เรา หน่วยงานก็จะต้องเข้าไปจัดการอยู่แล้ว จึงเห็นใจว่าหน่วยงานและผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ที่ไม่สามารถดำเนินการจัดการศพข้ามเขตแดนได้ นอกจากการแจกหน้ากาก N 95 เพื่อบรรเทามลภาวะจากกลิ่นเน่าเหม็น หรือแจ้งเฝ้าระวังในมิติอื่นๆ ให้ประชาชนทราบ อย่างไรก็ตาม แม้จะบอกว่ายังไม่มีสิ่งที่น่ากังวล แต่เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น ในระยะถัดไปอาจจะจัดให้มีการตรวจวัดคุณภาพน้ำหรือยืนยันด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ในด้านอื่นๆ เพื่อความสบายใจได้” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

นักวิชาการ มธ. ชี้ปมศพทหาร ไม่เสี่ยงโรคระบาด!

ทำไมนักวิชาการ มธ. ถึงบอกว่าปมศพทหาร ไม่เสี่ยงโรคระบาด?

เหตุผลหลักๆ ที่นักวิชาการจาก มธ. มองว่า ปมศพทหาร ไม่เสี่ยงโรคระบาด ก็เพราะว่าการเสียชีวิตจากการสู้รบนั้นแตกต่างจากการเสียชีวิตจากโรคติดต่อร้ายแรง การจัดการศพอย่างเหมาะสม (เช่น การกลบฝัง) ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้มาก นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมบริเวณชายแดนที่มีอากาศถ่ายเท ก็ช่วยลดความเสี่ยงจากก๊าซพิษที่เกิดจากการย่อยสลายของศพอีกด้วย

ถึงแม้ว่าสถานการณ์ ปมศพทหาร ไม่เสี่ยงโรคระบาด แต่การเฝ้าระวังและจัดการอย่างเหมาะสมก็ยังคงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อความสบายใจของประชาชนในพื้นที่ และเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนควรทำคือติดตามข่าวสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด หากพบศพในพื้นที่ที่สามารถจัดการได้ ก็ให้ดำเนินการตามวิธีการที่เหมาะสม เช่น การกลบฝังหรือโรยปูนขาว

สิ่งสำคัญที่สุดคือการไม่ตื่นตระหนก และเชื่อมั่นในข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์ ปมศพทหาร ไม่เสี่ยงโรคระบาด หากเราทุกคนร่วมมือกัน เฝ้าระวัง และจัดการอย่างเหมาะสม ก็จะสามารถผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้อย่างปลอดภัย

ที่มา – อย่ากังวล! ‘นักวิชาการ มธ.’ เชื่อไม่เสี่ยงโรคระบาด ปมศพทหารเขมรเกลื่อน

Here we go! เชชโก เตรียมเซ็นผีแดงถึงปี 2030

เบนยามิน เชชโก หัวหอกเนื้อหอมของ แอร์เบ ไลป์ซิก ทีมแกร่งแห่งศึกบุนเดสลีกา เยอรมนี ตกลงใจที่จะย้ายไปเล่นให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เรียบร้อย แม้จะถูก นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ตามจีบอย่างเต็มกำลังก็ตาม

นิวคาสเซิล ยื่นข้อเสนอถึง 90 ล้านยูโร (ราว 3,420 ล้านบาท) เพื่อขอซื้อ เชชโก ไปร่วมทัพ และ ไลป์ซิก ก็ตอบรับเรียบร้อย ขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ยื่นข้อเสนอไปที่ 85 ล้านยูโร (ราว 3,230 ล้านบาท) ทว่ากลับเป็น “ผีแดง” ที่กำลังจะสมหวังเนื่องจาก เชชโก ต้องการย้ายไปค้าแข้งที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด มากกว่า แม้จะไม่ได้ลงเล่นในฟุตบอลสโมสรยุโรปก็ตาม

ขณะที่ ฟาบริซิโอ โรมาโน เหยี่ยวข่าวคนดัง รายงานว่า กองหน้าวัย 22 ปี เพิ่งตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่า จะเลือกไปอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อช่วง 24 ชม.ที่ผ่านมา กระทั่งล่าสุด เจ้าตัวสามารถบรรลุข้อตกลงส่วนตัวกับ เรด เดวิลส์ ได้แล้ว โดยจะเซ็นสัญญา 5 ปี หรือ จนถึงช่วงซัมเมอร์ปี 2030

อย่างไรก็ตาม แมนฯ ยูไนเต็ด ยังคงอยู่ระหว่างการเจรจากับ ไลป์ซิก เพื่อบรรลุข้อตกลงเรื่องค่าตัวของ กองหน้าทีมชาติสโลวีเนีย เนื่องจาก “กระทิงแดง” ยังไม่แฮปปี้กับตัวเลขที่พวกเขาเสมอไปให้มากนัก.

ภาพ AFP

Here we go! เชชโก เตรียมเซ็นผีแดงถึงปี 2030

กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความฮือฮาให้กับแฟนบอล “ปีศาจแดง” ทั่วโลก เมื่อมีรายงานว่า เบนยามิน เชชโก หัวหอกดาวรุ่งพุ่งแรงของ แอร์เบ ไลป์ซิก เตรียมที่จะย้ายมาร่วมทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในช่วงซัมเมอร์นี้ โดยข่าวนี้ได้รับการยืนยันจาก ฟาบริซิโอ โรมาโน่ นักข่าวชื่อดัง ทำให้ความน่าจะเป็นในการย้ายทีมครั้งนี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

รายละเอียดดีล Here we go! เชชโก เตรียมเซ็นผีแดงถึงปี 2030

ตามรายงานจาก ฟาบริซิโอ โรมาโน่ ระบุว่า เบนยามิน เชชโก ได้ตัดสินใจเลือกที่จะย้ายไปร่วมทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แม้ว่าจะมีข้อเสนอจาก นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ที่ยื่นข้อเสนอสูงถึง 90 ล้านยูโร แต่สุดท้าย เชชโก เลือกที่จะย้ายมายังถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ด้วยสัญญา 5 ปี หรือจนถึงปี 2030

ถึงแม้ว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะไม่ได้ไปเล่นในรายการ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้า แต่ เชชโก ก็ยังคงมองว่า “ปีศาจแดง” เป็นทีมที่มีศักยภาพและพร้อมที่จะพัฒนาฝีเท้าของเขาให้ก้าวไปอีกขั้น การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความทะเยอทะยานของ เชชโก ที่ต้องการจะประสบความสำเร็จในสีเสื้อของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

อย่างไรก็ตาม การเจรจาระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ แอร์เบ ไลป์ซิก ยังคงดำเนินต่อไป เนื่องจากทั้งสองทีมยังไม่สามารถตกลงเรื่องค่าตัวของ เชชโก ได้ โดย ไลป์ซิก ต้องการค่าตัวที่สูงกว่าที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เสนอไป แต่คาดว่าทั้งสองทีมจะสามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ในเร็วๆ นี้

การมาถึงของ เบนยามิน เชชโก จะเป็นการเสริมทัพที่ยอดเยี่ยมสำหรับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เนื่องจาก เชชโก เป็นกองหน้าที่ครบเครื่อง มีความเร็ว ความแข็งแกร่ง และทักษะในการทำประตูที่ยอดเยี่ยม นอกจากนี้ เขายังมีความสามารถในการเล่นลูกกลางอากาศที่ดีอีกด้วย

การได้ตัว เชชโก มาร่วมทีม จะทำให้แนวรุกของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีความหลากหลายและอันตรายมากยิ่งขึ้น และจะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำประตูให้กับทีมได้มากขึ้นอย่างแน่นอน นอกจากนี้ เชชโก ยังเป็นผู้เล่นที่มีอายุน้อยและมีศักยภาพในการพัฒนาฝีเท้าอีกมาก ทำให้เขามีโอกาสที่จะกลายเป็นกำลังหลักของทีมในระยะยาว

แฟนบอล “ปีศาจแดง” ต่างตั้งตารอคอยการมาถึงของ เบนยามิน เชชโก อย่างใจจดใจจ่อ และหวังว่าเขาจะสามารถสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมให้กับทีมได้ การเซ็นสัญญาครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังเดินหน้าเสริมทัพเพื่อกลับมาทวงความยิ่งใหญ่อีกครั้ง

การได้นักเตะอย่าง เบนยามิน เชชโก ถือเป็นก้าวสำคัญของทีมในการยกระดับคุณภาพและมุ่งสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมในอนาคต จับตาดูและร่วมเชียร์ “ปีศาจแดง” ไปด้วยกัน!

ที่มา – Here we go! “โรมาโน” ตีข่าว “เชชโก” เตรียมเซ็นผีแดงถึงปี 2030

ช็อก! ‘นนท์ นาราภัทร’ ประกาศเลิกราภรรยา

สร้างความตกใจและเสียดายให้กับแฟนๆ อย่างมาก เมื่อนักแสดงหนุ่ม “นนท์-นาราภัทร งดงาม” นักแสดงและอินฟลูเอนเซอร์ ที่หลายคนรู้จักในบทบาทของ “หมอแจ็ค สัปเหร่อ” และเห็นหน้าคาตาในบทบาท “เซบาสเตียน” ในซีรีส์สงครามส่งด่วน ซึ่งก่อนหน้านี้ นนท์ เพิ่งแต่งงานไปเมื่อไม่นานมานี้ แต่ล่าสุดก็ได้ออกมาประกาศข่าวช็อกผ่านโซเชียลมีเดียว่าได้ยุติความสัมพันธ์กับ “เจน” ภรรยาสาวแล้ว โดยเจ้าตัวได้เปิดเผยสาเหตุของการเลิกราอย่างตรงไปตรงมา ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า

“ผมกับเจนคุยและตกลงกันแล้วนะครับ ว่าขอหยุดสถานะ การเป็นแฟนกันไว้แค่นี้ (ผมขอเลิกเอง) จริงๆคุยกันมานานพอสมควรแล้วแต่ยังไม่ได้บอก ด้วยไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิตมันคนละทางกัน และผมก็ยังมีอีกหลายอย่างที่ยังอยากทำอยู่ เจนมันเฒ่าแล้ว 5555 ไม่อยากดึงเขาไว้ให้เสียเวลา พวกเราตกลงจบกันด้วยดีครับ เป็นพี่น้องทำธุรกิจด้วยกัน ขอบคุณผู้ใหญ่ทุกท่านที่เอ็นดูผมสองคนมาตลอดนะครับ ฝากชวนมันกินเหล้าหน่อยนะครับ มันกำลังเฮิร์ท”

นนท์ นาราภัทร เลิกราภรรยา

หลังจากโพสต์ข้อความดังกล่าวไปนั้น แฟนๆ ที่ติดตามทั้งคู่มาอย่างยาวนานต่างเคารพในการตัดสินใจ และเข้ามาคอมเมนต์ส่งกำลังใจให้อย่างมากมาย หลายคนแสดงความเสียดายต่อการตัดสินใจของ นนท์ นาราภัทร และภรรยา แต่ก็เข้าใจและพร้อมสนับสนุนทั้งคู่ต่อไป

นนท์ นาราภัทร
นนท์ นาราภัทร

ขอบคุณภาพจาก: นาราภัทร งดงาม

‘นนท์ นาราภัทร’ ประกาศเลิกราภรรยา

การประกาศ ‘นนท์ นาราภัทร’ ประกาศเลิกราภรรยา สร้างความตกใจให้กับหลายๆ คน เนื่องจากก่อนหน้านี้ภาพลักษณ์ของทั้งคู่ดูอบอุ่นและมีความสุข อย่างไรก็ตาม หลายคนก็เข้าใจว่าชีวิตคู่เป็นเรื่องส่วนตัวและการตัดสินใจของทั้งคู่ควรได้รับการเคารพ

สาเหตุการเลิกราของ นนท์ นาราภัทร

จากคำกล่าวของ นนท์ นาราภัทร สาเหตุหลักของการ ‘นนท์ นาราภัทร’ ประกาศเลิกราภรรยา มาจากไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตที่ไม่ตรงกัน รวมถึงนนท์เองยังมีสิ่งที่อยากทำอีกมาก ซึ่งอาจจะไม่สอดคล้องกับแผนการในอนาคตของภรรยา การตัดสินใจครั้งนี้จึงเป็นการยุติความสัมพันธ์เพื่อไม่ให้เป็นการดึงรั้งซึ่งกันและกัน

แม้ว่าจะจบความสัมพันธ์ในฐานะคนรัก แต่ทั้งคู่ยังคงสถานะพี่น้องและยังทำธุรกิจร่วมกัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจและมิตรภาพที่ดีต่อกัน

เรื่องราวของ ‘นนท์ นาราภัทร’ ประกาศเลิกราภรรยา เป็นเครื่องเตือนใจว่าชีวิตคู่ต้องอาศัยความเข้าใจ การปรับตัว และการยอมรับซึ่งกันและกัน หากความสัมพันธ์ไม่สามารถเดินต่อไปได้ การจบลงด้วยดีก็อาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย

ที่มา – ‘นนท์ นาราภัทร’ ประกาศเลิกราภรรยา ยันจบกันด้วยดีไม่อยากดึงให้เสียเวลา

ปลัดกลาโหมต้อนรับผู้ช่วยทูตทหารจีน ชูความร่วมมือ 50 ปี

เมื่อวันที่ 6 ส.ค. ที่ห้องพระบารมีปกเกล้า ในศาลาว่าการกลาโหม พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ได้ให้การต้อนรับ พล.ต. จาง หลินหง(Zhang Linhong)ผู้ช่วยทูตทหารสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง

โดยปลัดกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวแสดงความยินดีกับ พลตรี จาง หลินหง พร้อมทั้งแสดงความเชื่อมั่นว่าด้วยประสบการณ์และวิสัยทัศน์ของท่าน จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ไทย-จีน ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยการพบปะกันในวันนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างกัน นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงกลาโหมยังได้ฝากขอบคุณถึง พล.ร.ต. หวัง เจิ้ง (Wang Zheng)ผู้ช่วยทูตทหารคนก่อนสำหรับความร่วมมือที่ผ่านมา

ในโอกาสนี้ ปลัดกระทรวงกลาโหมได้ย้ำถึงความสัมพันธ์อันดีและความร่วมมือที่แนบแน่นระหว่างกองทัพไทยและกองทัพจีน พร้อมชื่นชมการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี พ.ศ. 2568 ภายใต้แนวคิด “ปีทองแห่งมิตรภาพไทย-จีน” ซึ่งตอกย้ำถึงความเป็น หุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน ระหว่างไทย-จีน ซึ่งที่ผ่านมามีพัฒนาการของความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นพลวัตร ความร่วมมือที่หลากหลายและเป็นประโยชน์ร่วมกัน  ไม่เพียงแต่จะสร้างผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนทั้งสองประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเสริมสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจในระดับกองทัพ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคง ในภูมิภาค

ทั้งนี้ การต้อนรับผู้ช่วยทูตทหารจีนคนใหม่ในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสอันดีที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของกองทัพไทยในการสานต่อและพัฒนาความสัมพันธ์อันดีกับมิตรประเทศต่อไป เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชนและภูมิภาคโดยรวม.

ปลัดกลาโหมต้อนรับผู้ช่วยทูตทหารจีน ชูความร่วมมือ 50 ปี

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา พลเอก สนิทชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ได้ให้เกียรติต้อนรับ พลตรี จาง หลินหง ผู้ช่วยทูตทหารสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ ณ ศาลาว่าการกลาโหม การพบปะครั้งนี้เป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความร่วมมือทางทหาร

ปลัดกระทรวงกลาโหมได้กล่าวชื่นชมความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งระหว่างกองทัพไทยและกองทัพจีน รวมถึงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี พ.ศ. 2568 ภายใต้แนวคิด “ปีทองแห่งมิตรภาพไทย-จีน” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านระหว่างสองประเทศ

ความร่วมมือระหว่างไทยและจีนนั้นมีความหลากหลายและเป็นประโยชน์ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือวัฒนธรรม ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนทั้งสองประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเสริมสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจในระดับกองทัพ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ความสำคัญของการสานต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การต้อนรับผู้ช่วยทูตทหารจีนคนใหม่ในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของกองทัพไทยในการสานต่อและพัฒนาความสัมพันธ์อันดีกับมิตรประเทศ เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชนและภูมิภาคโดยรวม ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างไทยและจีนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ปลัดกลาโหมต้อนรับผู้ช่วยทูตทหารจีนในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการกระชับความสัมพันธ์กับประเทศจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความร่วมมือทางทหาร ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพของภูมิภาค

  • ความร่วมมือทางทหารระหว่างไทยและจีนมีความสำคัญต่อการรักษาความมั่นคงในภูมิภาค
  • การเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน เป็นโอกาสอันดีในการกระชับความสัมพันธ์
  • การพบปะระหว่างผู้นำทางทหารของทั้งสองประเทศ ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจ

ความร่วมมือ 50 ปีระหว่างไทยและจีน แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ร่วมกัน การต้อนรับผู้ช่วยทูตทหารจีนคนใหม่จึงเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการสานต่อความสัมพันธ์อันดีนี้ต่อไป

การที่ปลัดกลาโหมต้อนรับผู้ช่วยทูตทหารจีน สะท้อนภาพความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และความมุ่งมั่นในการพัฒนาความร่วมมือให้แน่นเเฟ้นยิ่งขึ้นในอนาคต การเเลกเปลี่ยนความรู้เเละประสบการณ์ รวมถึงการสนับสนุนซึ่งกันเเละกัน จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความมั่นคงเเละความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในภูมิภาค

ที่มา – ‘ปลัดกลาโหม’ต้อนรับ‘ผู้ช่วยทูตทหารจีน’คนใหม่ ชูความร่วมมือ 50 ปี

“หงส์แดง” ตกลงปล่อย “นูนเญซ” ให้ “อัล ฮิลาล” แล้ว

ลิเวอร์พูล แชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ บรรลุข้อตกลงในการปล่อยตัว ดาร์วิน นูนเญซ หัวหอกทีมชาติอุรุกวัย ไปล่าตาข่ายให้กับ อัล ฮิลาล พ่อบุญทุ่มแห่งซาอุดีอาระเบียแล้ว ข่าวนี้สร้างความฮือฮาในวงการฟุตบอล และทำให้แฟนบอลหลายคนต่างจับตามองถึงอนาคตของนักเตะรายนี้

“สกาย สปอร์ตส์” สื่อเมืองผู้ดี รายงานว่า ลิเวอร์พูล ตกลงปล่อย “นูนเญซ” ให้ “อัล ฮิลาล” แล้ว ด้วยค่าตัว 46.2 ล้านปอนด์ (ราว 2,032.8 ล้านบาท) พร้อมโบนัสที่อาจจะทำให้ดีลนี้มีมูลค่าสูงสุดถึง 56.6 ล้านปอนด์ (ราว 2,490.4 ล้านบาท) ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ อัล ฮิลาล ที่ต้องการเสริมความแข็งแกร่งในแนวรุก

อย่างไรก็ตาม นูนเญซ ที่ซัดให้ ลิเวอร์พูล ไปแล้ว 40 ประตูจากการลงเล่น 143 นัดนับตั้งแต่ย้ายมาจาก เบนฟิกา เมื่อปี 2022 ยังไม่ได้ให้คำตอบว่า จะตอบรับหรือปฏิเสธข้อเสนอจาก อัล ฮิลาล ซึ่งพร้อมจะทุ่มค่าเหนื่อยให้ตามที่ ดาวยิงวัย 26 ปี เรียกร้อง การตัดสินใจของเขาจะเป็นอย่างไร ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ นอกจาก อัล ฮิลาล แล้ว ยังมี เอซี มิลาน ที่แสดงความสนใจ และเปิดโต๊ะคุยกับ ลิเวอร์พูล ถึงความเป็นไปได้ในการคว้า นูนเญซ ไปร่วมทีมเช่นกัน ทว่า “ปิศาจแดงดำ” น่าจะไม่สามารถจ่ายค่าตัว และค่าจ้างได้ในระดับเดียวกับ อัล ฮิลาล แน่นอน สถานการณ์นี้ทำให้ อัล ฮิลาล ดูจะได้เปรียบในการเจรจา

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมลิเวอร์พูลถึงตัดสินใจปล่อยตัว “นูนเญซ” ให้ “อัล ฮิลาล” แล้ว ทั้งที่เขายังเป็นผู้เล่นที่มีศักยภาพ และมีโอกาสพัฒนาฝีเท้าได้อีกมาก สาเหตุอาจมาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของค่าตัวที่น่าดึงดูด หรือความต้องการของนักเตะเองที่ต้องการหาความท้าทายใหม่ๆ

“หงส์แดง” ตกลงปล่อย “นูนเญซ” ให้ “อัล ฮิลาล” แล้ว

การย้ายทีมของ “นูนเญซ” หากเกิดขึ้นจริง จะส่งผลกระทบต่อลิเวอร์พูลอย่างแน่นอน ทีมจะต้องมองหาตัวแทนที่สามารถเข้ามาทดแทนตำแหน่งของเขาได้ และต้องปรับเปลี่ยนแผนการเล่นให้เหมาะสมกับผู้เล่นใหม่

อนาคตของ “นูนเญซ” กับ “อัล ฮิลาล” จะเป็นอย่างไร?

หาก “หงส์แดง” ตกลงปล่อย “นูนเญซ” ให้ “อัล ฮิลาล” แล้ว จริงๆ การย้ายไปเล่นในลีกซาอุดีอาระเบียจะเป็นความท้าทายใหม่สำหรับเขาอย่างแน่นอน เขาจะได้พบกับเพื่อนร่วมทีมใหม่ โค้ชใหม่ และสไตล์การเล่นที่แตกต่างออกไป

ความเป็นไปได้และผลกระทบ:

  • ความเป็นไปได้ในการย้ายทีม: แม้จะมีการตกลงเบื้องต้น แต่การย้ายทีมยังไม่แน่นอนจนกว่านักเตะจะเซ็นสัญญา การเจรจาอาจล้มเหลวได้
  • ผลกระทบต่อลิเวอร์พูล: ลิเวอร์พูลจะต้องหาผู้เล่นมาทดแทนตำแหน่งของนูนเญซ
  • ผลกระทบต่ออัล ฮิลาล: อัล ฮิลาลจะได้ผู้เล่นแนวรุกที่มีศักยภาพสูง

การตัดสินใจครั้งนี้ของลิเวอร์พูลแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นกับทีม สิ่งสำคัญคือการมองไปข้างหน้าและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ เพื่อรักษาความสำเร็จต่อไป

ที่มา – “หงส์แดง” ตกลงปล่อย “นูนเญซ” ให้ “อัล ฮิลาล” แล้ว

ทรัมป์ส่งทูตพิเศษหารือปูตินก่อนเส้นตาย

สถานการณ์โลกยังคงร้อนระอุ เมื่อนายยูริ อูชาคอฟ ที่ปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย เปิดเผยว่า ปูตินได้ต้อนรับนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ที่ทำเนียบเครมลิน การพบปะหารือกันเป็นเวลานานประมาณ 3 ชั่วโมง โดยต่างฝ่ายต่าง “แสดงจุดยืนของตัวเอง” แต่ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดใดๆ

ประเด็นสำคัญอยู่ที่การที่ทรัมป์ส่งทูตพิเศษเยือนรัสเซีย หารือปูตินก่อนครบกำหนด “เส้นตาย” ของทรัมป์ ที่ได้เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ โดยทรัมป์กล่าวว่าจะพิจารณาผลการหารือระหว่างปูตินกับวิตคอฟฟ์ “เพื่อกำหนดท่าทีในลำดับต่อไป” ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผู้นำสหรัฐฯ ได้ให้เวลารัสเซีย 50 วันในการยุติสงครามกับยูเครน

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์กลับพลิกผัน เมื่อทรัมป์ประกาศลดระยะเวลาดังกล่าวลงเหลือเพียง “10-12 วัน” โดยให้เหตุผลว่า “ไม่พอใจ” กับท่าทีของผู้นำรัสเซีย และขู่ว่าจะใช้มาตรการ “ภาษีรอง” หรือ “ภาษีทุติยภูมิ” ในอัตรา 100% กับทุกประเทศพันธมิตรที่ยังคงค้าขายกับรัสเซีย

ท่าทีดังกล่าวของทรัมป์สร้างแรงกดดันอย่างมหาศาลต่อรัสเซีย และตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการแก้ไขวิกฤตการณ์ยูเครนอย่างเร่งด่วน แต่คำถามคือ ปูตินจะยอมอ่อนข้อให้กับการกดดันนี้หรือไม่? และมาตรการ “ภาษีทุติยภูมิ” จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไร?

ด้านปูตินได้ออกมากล่าวถึง “กระแสกดดัน” และ “ความคาดหวัง” จากฝ่ายตะวันตก ที่เร่งเร้าให้รัสเซียบรรลุข้อตกลงหยุดยิงในระยะยาวกับยูเครนว่า “สำหรับความผิดหวังที่เกิดขึ้นจากฝ่ายใดก็ตาม เป็นผลจากความคาดหวังที่สูงเกินไป” เพราะความต้องการของ “ฝ่ายศัตรู” มีเพียงอย่างเดียวคือ “หยุดการรุกคืบของรัสเซียในแนวหน้า โดยใช้กลยุทธ์ทุกวิธีการ”

ทรัมป์ส่งทูตพิเศษเยือนรัสเซีย หารือปูตินก่อนครบกำหนด “เส้นตาย” ของทรัมป์

สถานการณ์ระหว่างประเทศยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การที่ทรัมป์ส่งทูตพิเศษเยือนรัสเซีย หารือปูตินก่อนครบกำหนด “เส้นตาย” ของทรัมป์ ถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการคลี่คลายวิกฤต แต่ผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไร ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

“เส้นตาย” ของทรัมป์กับจุดยืนของปูติน

การที่ทรัมป์กำหนดเส้นตายให้รัสเซียยุติสงครามในยูเครน แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกัน ปูตินก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าจะไม่ยอมอ่อนข้อให้กับแรงกดดันจากภายนอก ความขัดแย้งทางความคิดเห็นนี้ทำให้สถานการณ์มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากมาตรการ “ภาษีทุติยภูมิ” เป็นอีกประเด็นที่น่ากังวล หากสหรัฐฯ ตัดสินใจใช้มาตรการดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศที่เป็นพันธมิตรกับรัสเซียอาจต้องเผชิญกับความยากลำบากในการดำเนินธุรกิจ

ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและส่งผลกระทบในวงกว้าง การที่ทรัมป์ส่งทูตพิเศษเยือนรัสเซีย หารือปูตินก่อนครบกำหนด “เส้นตาย” ของทรัมป์ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง แต่ยังคงต้องรอดูกันต่อไปว่าการเจรจาครั้งนี้จะนำไปสู่ทางออกที่เป็นรูปธรรมได้หรือไม่

การที่ทรัมป์เร่งรัดให้รัสเซียยุติสงครามในยูเครนภายในระยะเวลาที่กำหนด อาจเป็นความพยายามที่จะแสดงบทบาทผู้นำในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่การตัดสินใจเช่นนี้ก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากยิ่งขึ้น หากรัสเซียไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม การที่ทรัมป์ส่งผู้แทนพิเศษมาเจรจากับปูตินโดยตรง แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะหาทางออกทางการทูต แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะไม่ราบรื่นนัก แต่การเจรจาเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความขัดแย้งและป้องกันการเกิดสงครามที่อาจลุกลามบานปลาย

สถานการณ์โลกยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และการตัดสินใจของผู้นำแต่ละประเทศมีผลกระทบอย่างมากต่อความเป็นไปของโลก การที่ทรัมป์ส่งทูตพิเศษเยือนรัสเซีย หารือปูตินก่อนครบกำหนด “เส้นตาย” ของทรัมป์ เป็นเหตุการณ์ที่น่าจับตามองและอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในวิกฤตการณ์ยูเครน

ที่มา – ทรัมป์ส่งทูตพิเศษเยือนรัสเซีย หารือปูตินก่อนครบกำหนด “เส้นตาย” ของทรัมป์

อุ๊ ช่อผกา! อดีตพิธีกรชื่อดัง เตรียมเป็นนักจิตบำบัด

ห่างหายจากวงการไปถึง 20 ปี สำหรับ “อุ๊-ช่อผกา วิริยานนท์” อดีตพิธีกรชื่อดัง ที่กลับมาพร้อมบทบาทใหม่ในวงการบันเทิงอีกครั้ง กับการเป็นโปรดิวเซอร์ของซีรีส์เรื่อง “ความลับใต้เสื้อกาวน์” โดยล่าสุดในงานทำความรู้จักกับซีรีส์เรื่องดังกล่าว อุ๊ ได้เผยถึงชีวิตส่วนตัวที่หายไปจากวงการ อีกทั้งแง้มสิ่งที่เตรียมทำในอนาคต โดยอุ๊เผยว่า

“ห่างหายจากวงการบันเทิงไปนานเกือบ 20 ปีเลย เพราะช่วงหลังพี่ทำบริษัทเป็นของตัวเอง เป็นบริษัททำสื่อก็คือทำงานประชาสัมพันธ์โครงการสื่อสารทั้งหลาย ชื่อบริษัท AU Communication ก็รับโครงการที่เป็นของหน่วยงาน พี่เป็นที่ปรึกษาด้านการสื่อสารการประชาสัมพันธ์ให้กับหน่วยงานราชการ หรือมหาวิทยาลัย รวมทั้งแพทยสภาก็มีงานที่ทำร่วมด้วย โดยเฉพาะช่วงหลังๆ เวลาหน่วยงานทัวร์ลงก็ใช้บริการพี่ในการไปวางแผน ไปวิเคราะห์ว่าเคสนี้จะแก้ยังไง แล้วทุกวันนี้ก็ทำรายการวิทยุ แต่ช่วงหลังจะเริ่มยากลำบาก เพราะงานซื้อมันยากลงเรื่อยๆ ก็ค่อยๆ ปรับตัวไป

และในเร็วๆ นี้พี่จะมีงานใหม่ หลายคนอาจจะไม่รู้ 20 ปีมานี้ พี่จะจับพลัดจับผลู พี่ไม่เคยวางแผนชีวิตนะ มันเหมือนชีวิตพาไป มีลูกน้องลากพี่ไปปฏิบัติธรรม โดยขอร้องให้พี่ไปเป็นเพื่อนพี่ไม่ได้อยากไป เลยไปรู้จักแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ที่เสถียรธรรมสถาน พี่เลยไปช่วยงานด้านสื่อทำให้พี่ได้ฝึกวิทยายุทธ์อันนึงคือการให้คำปรึกษาคนที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิต แล้วกลายเป็นว่าพี่มีประสบการณ์ 20 ปีในการให้คำปรึกษา นั่งนับเคสเคยคุย 400 คน พี่ตกใจมาก พี่นั่งมองหาว่าจะมีงานอะไรนะที่ต่อยอดในความเป็นเรานอกจากงานสื่อก็เลยมาเจอเรื่องนี้ เลยไปปรึกษาจิตแพทย์ว่าพี่อยากพัฒนาฝีมือพี่ คุณหมอเลยแนะนำให้พี่ไปเรียนเป็นนักจิตบำบัด เป็นหลักสูตรหนึ่งของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ พี่สอบผ่านนะ กำลังจะเริ่มเรียน เป็นการบำบัดเชิงพฤติกรรม เป็นนักจิตบำบัดเลย แต่บำบัดด้วยเทคนิคนี้เท่านั้น เรียนหนึ่งปีเต็ม ต้องฝึกเคสจริง 

ในอนาคตหวังว่าจิตแพทย์ที่รู้จักกันบอกว่าขอจองตัว เขาจะขอส่งคนไข้ให้พี่ เพราะคนเดี๋ยวนี้ป่วยเยอะ เวลาไปที่คุณหมอจิตแพทย์ต้องตรวจ ควรรักษาแบบไหน แต่ตอนทำทรีตเมนต์ต้องนั่งคุยเป็นชั่วโมง บางคนอาจต้องคุย 10 ครั้ง คุณหมอไม่มีเวลาที่จะทำ คนไข้จะเข้าคิวยาวมาก แต่ถ้ามีคนแบบเรามารับเคสต่อ ก็จะดูแลคนไข้ได้มากขึ้น อันนี้คืองานในอนาคตที่พี่อุ๊จะทำ ปัจจุบันพี่ก็ให้คำปรึกษา ตั้งกลุ่มกับเพื่อนที่รู้จักกันให้คำปรึกษาฟรี ด้วยวิธีแช็ตทาง LINE ชื่อ LINE @D-chat ทำมาเจ็ดปี”

อุ๊ เล่าต่อว่า “โดยตอนทำครั้งแรกงูๆ ปลาๆ พอทำไปสักหกเจ็ดปี หลังจากนั้นแม่ชีตั้งมหาวิทยาลัย ท่านตั้งหลักสูตรปริญญาโท โดนบังคับเรียนปริญญาโทพุทธศาสนา เราได้ฝึกการฟังให้คนได้ระบายสารพิษออก แล้วเราต้องมีเทคนิคในการสังเกตคนที่อยู่ตรงหน้าเรา มีศิลปะในการค่อยๆ แซะเข้าไป เพื่อจะให้เขาคลิกและหลุด พี่ฝึกอันนี้มาเกือบ 20 ปี ฝึกโดยประสบการณ์ มีคนจะฆ่าตัวตาย ตอนพี่ทำ LINE @ D-Chat แล้วน้องในทีมโทรมาพี่ประชุมอยู่ วางทุกอย่างไว้แล้วรับสาย ค่อยๆ คุยจนเขาวางมีด 1 ชั่วโมง เขารอดตาย แต่เราหมดพลังเลย พลังใจเวลาเราใช้มันดูดพลังกายนะ ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตที่จะได้เรียนแบบจริงจัง ได้ประกาศนียบัตร จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ค่ะ

ซึ่งแต่ละเคสก็ใช้พุทธศาสนาเข้าไปเยียวยา ถ้าคุณไปถามจิตแพทย์ที่ศึกษาพุทธศาสนา เขาจะบอกเลยว่าวิธีการทางจิตวิทยากับพุทธศาสนา เหมือนกันเป๊ะ แต่คำอธิบายทางจิตวิทยามันเป็นฮาวทู แต่คำอธิบายพุทธศาสนาเป็นอีกภาษานึง และมีความลึกมากกว่า เพราะฉะนั้นที่พี่สตาร์ตจากแนวพุทธ ทำให้พี่เข้าใจ พี่ไม่ได้มีญาณอะไรนะ แต่พี่สามารถสังเกตคน เช่นคนที่มีสัญญาณของการทำร้ายตัวเอง เดินผ่านมาพี่ชี้เลย เวลาคุณมีความทุกข์จะมีพลังงานบางอย่าง ความหม่น แววตา การโฟกัสที่ไม่แข็งแรงเท่าคนจิตใจปกติ ถ้าเราฝึกที่จะสังเกตเรารู้ อีกอันนึงที่แม่ชีศันสนีย์สอนพี่ เราดมกลิ่นได้ กลิ่นลมหายใจของคนที่แบกโลกเอาไว้ในใจ มันจะมีความเหม็นแบบนึง เหม็นแบบคนทุกข์ เราเลยรู้ว่าเขาอาจจะต้องการเพื่อน ถ้าเราพร้อมเราอาจเป็นเพื่อนให้เขาได้ ที่ผ่านมาไม่เคยได้เงินนะคะ แต่ที่ไปเรียนหวังว่าในอนาคตน่าจะเป็นอีกอาชีพหนึ่ง เพราะนักจิตบำบัดคิวยาวมาก ถ้าพี่เรียนจบได้ใบประกาศสามารถเป็นนักจิตบำบัดในเทคนิค CBT ได้ จะเป็นอาชีพเสริมของพี่ในอนาคต

แถมพอคนมีปัญหาได้ระบายกับเราความรู้สึก…โห เหมือนขึ้นสวรรค์เลย ถามว่าเราไม่รับกลับมาใช่ไหมเกี่ยวกับเรื่องราวคนอื่น คือพี่ฝึกตัวเองนานที่จะเป็นกระโถน แต่ไม่ซึมซับ เราต้องเป็นกระโถนให้เขาถุยเลยนะ แล้วเราไม่ต้องไปแทรกแซงเขา การฝึกฟังจริงๆ ฟังโดยไม่ตัดสิน มันจะทำให้คนที่ทุกข์ใจเขาดีขึ้นทันที แต่การบ้านของเราคือสารพิษที่เขาปล่อยกลับมาทำยังไงจะไม่ให้ซึมเข้าร่างเรา อันนี้คือการจัดการจิตใจของเรา เป็นเทคนิคที่ต้องฝึก แล้วพี่ก็ศึกษาเรื่องของจิต ศาสตร์นพลักษณ์ที่ว่าด้วยเรื่องบุคลิกภาพด้านใน แพตเทิร์นทางจิตใจของมนุษย์ เดินมารู้เลยว่าพลังงานแบบนี้ มีไว้เพื่อออกแบบการสื่อสารกับคนนี้ยังไง แต่เคยใช้เวลาจะขายงานลูกค้า”

อดีตพิธีกรชื่อดัง เผยต่อว่า “ส่วนมีคนดังมาปรึกษาไหม ก็ไม่เชิง เรียกว่ามีมาคุยแลกเปลี่ยนบ้างช่วงมีความทุกข์ แต่โดยมารยาทพี่จะไม่พูดว่าเป็นใคร มีบ้างเป็นคนดัง แต่เคสที่ปรึกษาเป็นเรื่องเป็นราวไม่ใช่คนดัง ถ้าปรึกษาผ่าน LINE @ จะไม่เห็นหน้าเลย เขาจะไม่รู้ว่าคนที่ตอบแช็ตคือพี่ มีอาสาตอบ 20 คน จะไม่รู้ว่าเป็นใครจบแล้วจบเลย เปิดเผยเต็มที่ เคยมีคนมาปรึกษา ทำยังไงดีชอบมีเซ็กส์กับคนข้างบ้าน พี่ก็แบบแล้ววันนี้จะให้ช่วยอะไร เขาบอกอยากเลิกแต่เลิกไม่ได้ พี่รู้เลยว่ามันทุกข์มาก ตอนหลังพี่ไปถามจิตแพทย์ มันเป็นโรคอย่างนึงพี่ไม่รู้โรคอะไร มันเป็นอาการทางจิตอย่างหนึ่ง คือการมีความถี่ในการมีเพศสัมพันธ์และไม่เลือกกับคนแปลกหน้า ไม่ใช่คู่นอนถาวร เดี๋ยวนี้คนป่วยทางจิตสารพัดรูปแบบ

อันนี้ความเห็นส่วนตัว คนมีปัญหาสุขภาพจิตเยอะ หนึ่งเพราะเราอาจมีชีวิตที่ไม่ลำบากเท่ากับยุคพ่อแม่เรา ภูมิต้านทาน ความแข็งแกร่ง การเผชิญน้อย มันเหมือนกับเราไม่แข็งแกร่ง เราไม่เคยเจอโจทย์ยากเราก็ไม่แกร่ง สองโซเชียลมีเดีย ทุกครั้งที่คุณใช้เวลากับโซเชียลมีเดียมากๆ มีผลต่อสุขภาพจิต เวลาไถต้องเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น แค่นี้มันทำให้พลังลบเกิดขึ้นในจิตใจแล้วนะ โซเชียลมันถูกออกแบบมาให้เราขี้อิจฉา แล้วถ้าเรื่องนั้นไปโดนปมชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์แบบก็น้อยลงเรื่อยๆ ครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ด้วยเหตุอะไรมากมาย มันเป็นแผล แผลในวัยเด็ก ผสมกับไปเห็นในโซเชียล

มนุษย์ก็ชอบดึงดูดสิ่งที่เป็นแผลเข้ามา เช่นถ้าใครมีแผลเรื่องความรัก พ่อแม่ไม่รัก เขาไถไปเจอเรื่องพ่อแม่ไม่รัก หรือการทำร้ายร่างกาย มันเหมือนเป็นจิตวิทยา รู้ว่าไม่ชอบแต่ดึงดูดสิ่งนั้นเข้ามา จนกว่าเราจะมีสติจริงๆ ที่รู้ว่าเรากำลังตกเป็นเหยื่อ วัฏจักรบางอย่างข้างในเราเอง สามเราห่างไกลศาสนา เราเป็นพุทธในบัตรประชาชน เป็นพุทธบริจาคโอนเงินแล้วจบ เราไม่ได้ปฏิบัติ เพราะการเข้าใจศาสนาคือการเข้าใจสภาวะที่เกิดขึ้นว่าทุกครั้งที่เราปั่นป่วนเราจะสังเกตตัวเองไหมว่าเราปั่นป่วน เราจะมีวิธีทำให้ความปั่นป่วนมันเปลี่ยนแปลงหายไปได้ไหม ถ้าเราฝึกจนเราทำได้ เราก็จะคามดาวน์ตัวเอง เราจะไม่ป่วย แต่เรามีสิทธิ์มีความทุกข์นะ แต่จะไม่ยกระดับจากทุกข์ใจไปเป็นโรคจิตเวช พอสังคมวัดที่ความสำเร็จเงินทอง มีชื่อเสียง หนังหน้าต้องตึง พี่เลยไม่ได้ทำศัลยกรรมเลย ปล่อยมันไป เป็นการฝึกตัวเองเหมือนกันว่าเราอายุขนาดนี้รับความเสื่อมตัวเองได้ไหม ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้นข้างใน แต่ถ้ากลับมาออกทีวีสงสัยต้องทำนะคะ (หัวเราะ) อันนี้เป็นตัวอย่างการใช้ชีวิตประจำวันของเรายังไงให้มีภูมิต้านทานในการใช้ชีวิต แล้วก็สังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นในใจเรา จนเรามีความฉลาดทางอารมณ์มากขึ้น เราจะป่วยน้อยลง”

อีกทั้ง อุ๊ ได้เล่าต่อว่า “แต่ข่าวต่างๆทำให้เราห่างไกลจากตรงนี้ ถ้าคุณฉลาดทางอารมณ์ เช่นข่าวกัมพูชาข่าวชายแดน 2-3 วันแรกพี่มีอาการเลย พี่หยุดบริโภคข่าวสารเลย เพราะพี่สังเกตเห็นว่าพี่โมโหง่าย เพราะเรื่องนี้มันกระทบจิตใจ เพราะฉันรักชาติ แล้วเลือกเอาเฉพาะรายการข่าวที่เล่าข้อเท็จจริง รายการที่ผู้ประกาศหรือคนดำเนินรายการใส่อารมณ์เยอะๆ เราก็จะไม่ฟัง มันจะทำให้เราจิตตก อันนี้คือเทคนิค ถ้าเรารู้ว่าเราไม่ไหว ก็ต้องสร้างบรรยากาศที่มันจะช่วยเราเอง ถ้าไม่ทันเราจะถูกหลุดเข้าไปในรายการที่เขาขยี้เยอะๆ ไม่จำเป็นต้องทำร้ายตัวเองโดยการดึงพลังลบเข้าตัวตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อคุณอยู่ในโซเชียลมีเดีย เพราะสุดท้ายคนที่ได้รับผลเสียที่สุดคือตัวคุณเอง เราต้องตั้งเป้าไว้ว่าเราจะไม่เป็นเหยื่อ เราจะใช้สื่อโดยการที่เราจะไม่เป็นเหยื่อในสื่อ เราจะเป็นนายโซเชียลมีเดีย

ก็อยากให้กำลังใจแฟนคลับ ไม่ว่าจะเป็นวงการไหนก็ตาม ในฐานะนักบำบัดจิตใจในอนาคต และในฐานะโปรดิวเซอร์ ความลับใต้เสื้อกราวน์ ซีรีส์อันนี้จะเป็นหนึ่งตัวอย่างให้คุณเห็น ว่าคุณต้องจัดวางความเข้าใจของคุณยังไง ในการใช้ชีวิต แม้กระทั่งวงการแพทย์ ที่น่าเชื่อถือและศรัทธา ก็เรื่องบางเรื่องให้เราคาดไม่ถึง และไม่ใช่การเหมารวมว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วทุกคนจะเป็นหมด เปรียบเทียบได้เลย เหมือนวงการสงฆ์ สิ่งไม่ดีเกิดขึ้น แต่ไม่ใช่ทั้งหมดแย่หมด ถ้าเรามีต่อมแยกแยะเราจะมั่นคง เราจะใจสั่นน้อยลง อย่ามีความทุกข์เพราะความเลวของคนอื่นค่ะ ใครทำเลวก็ให้มันทุกข์ไป เราไม่ได้ทำเลวทำไมเราต้องทุกข์ ถ้าเราทุกข์เพราะความเลวของคนอื่นคุณมีปัญหาแล้วล่ะ คุณต้องจัดการที่ตัวคุณเอง

แล้วคนที่รู้แล้วว่าสิ่งนี้ไม่ดี แต่ยังเชื่อและให้กำลังใจ พี่ว่าอันดับแรกเราต้องไม่ด่ากัน คนที่มีความรักมั่นคงต้องน่าชื่นชมนะ ถ้าเขารักและศรัทธาใครสักคน เขาพร้อมเชื่อมั่นในคนๆ นั้น เป็นคุณสมบัติที่ดีนะ แต่โชคร้ายที่รักคนผิด และโชคร้ายที่ไม่บอกตัวเอง คนเรารักคนผิดได้นะ เพราะฉะนั้นก็เอาใจกลับมาอยู่ที่เรา แล้วอะไรที่ไม่ดีก็ปล่อยไป เหมือนมีแฟนแล้วไม่โอต้องเลิกนะคะ ไม่งั้นลูกค้าใหม่เข้าไม่ได้นะ (หัวเราะ)”

อดีตพิธีกรชื่อดัง หายจากวงการไป20ปี กลับมาพร้อมบทบาทใหม่ เตรียมเป็นนักจิตบำบัดช่วยเหลือคน!

การกลับมาของอุ๊ ช่อผกา ในครั้งนี้ นอกจากบทบาทโปรดิวเซอร์แล้ว การเตรียมตัวเป็นนักจิตบำบัดของเธอก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะเธอได้นำประสบการณ์ชีวิตมาปรับใช้ช่วยเหลือผู้อื่น

เส้นทางใหม่ของอดีตพิธีกรชื่อดัง: เตรียมเป็นนักจิตบำบัด

อุ๊ ช่อผกา ไม่ได้หายไปไหน เธอกำลังเตรียมพร้อมสำหรับบทบาทใหม่ ที่จะนำความรู้และประสบการณ์มาช่วยเหลือผู้คนที่มีปัญหาสุขภาพจิต

การตัดสินใจของอดีตพิธีกรชื่อดังในการเป็นนักจิตบำบัดนั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือผู้อื่น และใช้ประสบการณ์ชีวิตของตัวเองให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม

ขอเป็นกำลังใจให้อุ๊ ช่อผกา กับเส้นทางใหม่ในการเป็นนักจิตบำบัด และขอให้ซีรีส์ “ความลับใต้เสื้อกาวน์” ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้

ที่มา – อดีตพิธีกรชื่อดัง หายจากวงการไป20ปี กลับมาพร้อมบทบาทใหม่ เตรียมเป็นนักจิตบำบัดช่วยเหลือคน!

ระบบ ‘นิรันดร์’ นำสู่บิ๊กดาต้าแก้ปัญหาวิกฤติประชากร

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีบทบาทสำคัญในการดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเตรียมพร้อมรับมือกับสังคมผู้สูงอายุจึงจำเป็นต้องมีนโยบายและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์

กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดกิจกรรมเพื่อหาทางออกให้ประเทศไทยในเรื่องนี้ ภายใต้แนวคิด “โครงการบริบาลและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุในชุมชน พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ แก้วิกฤติประชากร” โดยมีผู้แทนจากทั้งสองหน่วยงานเข้าร่วมงาน

ดร.ณัฐนันท์ ทัดพิทักษ์กุล ผู้อำนวยการขับเคลื่อนแผนงานระบบสนับสนุนการเข้าถึงสารสนเทศและการสื่อสารสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ และทีมวิจัยนวัตกรรมและข้อมูลเพื่อสุขภาพ กลุ่มนวัตกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัลสุขภาพการแพทย์ (DHCB) สวทช. และนักพัฒนาสังคม กระทรวง พม. เข้าร่วมงาน ณ ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ (ศพอส) องค์การบริหารส่วนตำบลนิคมกระเสียว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี

ศาสตราจารย์ ดร.กนก กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตประชากร โดยในปี 2567 ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ คิดเป็นร้อยละ 20.94 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งสวนทางกับอัตราการเกิดใหม่ที่ลดลง ทำให้ผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว และคาดการณ์ว่าในปี 2574 ประเทศไทยจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด กระทรวง พม. จึงให้ความสำคัญกับการสร้างพลังผู้สูงอายุ เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและเป็นพลังทางสังคม โดยผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย 5X5 ฝ่าวิกฤตประชากร โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสร้างกลไกการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน ผ่าน “โครงการบริบาลและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุในชุมชน” โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน สร้างผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ ทำหน้าที่ดุจลูกหลานของคนในชุมชน เพื่อปกป้อง คุ้มครองพิทักษ์สิทธิ ช่วยเหลือดูแล และพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุครอบคลุม ทั้ง 5 มิติ ได้แก่ มิติสังคม สุขภาพ เศรษฐกิจ สภาพแวดล้อม และเทคโนโลยี โดยการผนวกความร่วมมืองานทางด้านการ “พัฒนาสังคม” ของ กระทรวง พม. และ “นวัตกรรมเทคโนโลยี” ของ สวทช. เข้าด้วยกัน

“เราจำเป็นต้องทำให้ผู้สูงอายุที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นนั้น ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีหลักประกันความมั่นคงในช่วงปั้นปลายของชีวิต โดยส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกันบนศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตครอบคลุมในทุกมิติ ซึ่งเป็นการจัดระบบสวัสดิการชุมชนอย่างยั่งยืน

ดร.กนก กล่าวว่า ระบบนิรันดร์ใช้ประโยชน์ที่สำคัญคือการบริหารจัดการข้อมูลเพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย ทำให้ทราบข้อมูลสำคัญ เช่น สัดส่วนของผู้สูงอายุที่ติดบ้าน ติดเตียง หรือติดสังคม และการเปลี่ยนแปลงของจำนวนเหล่านี้ ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญสำหรับการกำหนดนโยบาย นอกจากนี้ ข้อมูลในระบบนิรันดร์ยังเป็นประโยชน์ต่อการวิจัยเชิงนโยบายเกี่ยวกับผู้สูงอายุ เพื่อให้การใช้งบประมาณของประเทศเกิดประโยชน์สูงสุด ทำให้มั่นใจได้ว่าในอีก 3 ปีข้างหน้าจะมีนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่แม่นยำมาก โดยเป้าหมายหลักของโครงการฯ คือ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และป้องกันการเข้าสู่ภาวะพึ่งพิงในผู้สูงอายุ ที่สำคัญ คือช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายงบประมาณของประเทศในการดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ

“ผู้บริบาลมีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน ซึ่งแตกต่างจาก อสม. เนื่องจากงานของผู้บริบาลจะลงลึกและครอบคลุมมากกว่า ไม่ใช่แค่มิติสุขภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องรายได้ ที่อยู่อาศัย เทคโนโลยี และสังคมด้วยแม้ผู้บริบาลจะได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 10,000 บาทจากการทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ แต่เน้นย้ำว่าแรงจูงใจหลักในการทำงานนี้ไม่ใช่เงิน แต่เป็น “ใจ” และ “ความรัก เสียสละ อดทน” ดร.กนก กล่าว

ดร.ณัฐนันท์ กล่าวว่า สวทช. พัฒนาระบบการปฏิบัติงานสำหรับผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ “Nirun for community” หรือเรียกว่า ระบบ ‘นิรันดร์’ ซึ่งเป็นระบบ ซอฟต์แวร์บริหารจัดการสถานดูแลผู้สูงอายุ ออกแบบมาเพื่อใช้ในการดูแลผู้สูงอายุ เพื่อสนับสนุนโครงการบริบาลสิทธิผู้สูงอายุในชุมชน ที่จะช่วย ‘ผู้บริบาล’ ใช้เป็นเครื่องมือในการทำงาน เช่น ใช้ในการดูแลผู้สูงอายุในมิติต่าง ๆ แนะนำกิจกรรมที่ผู้บริการต้องทำ บันทึกการลงไปทำงาน นำไปสู่การสรุปผลการทำงานของผู้บริบาล และสรุปผลสุขภาพผู้สูงอายุในโครงการได้ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ผู้บริหารของกระทรวง พม. สามารถนำไปใช้กำหนดยุทธศาสตร์การดูแลผู้สูงอายุในภาพรวมของประเทศได้ และยังตอบโจทย์ของ สวทช. ด้านมิติลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม จากการพัฒนาแพลตฟอร์มสนับสนุนการเข้าถึงสารสนเทศและการสื่อสารสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ (AI-C) ตามกลยุทธ์การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน (S&T Implementation for Sustainable Thailand) ด้วย

นายธาวินทร์ ลีลาคุณารักษ์ ผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ กล่าวว่า สิ่งที่ได้ประโยชน์จากระบบนิรันดร์ คือ การค้นหาข้อมูลผู้สูงอายุ จากเดิมจะบันทึกทำลงกระดาษ กว่าที่เราจะค้นหาเอกสารชื่อผู้สูงอายุต้องใช้เวลานาน แต่เมื่อมีระบบนิรันดร์ แค่พิมพ์ชื่อย่อผ่านระบบฯ บนโทรศัพท์มือถือก็สามารถเลือกหาผู้สูงอายุที่เราต้องการได้ในเสี้ยววินาที นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์เรื่องของพิกัดที่อยู่ของผู้สูงอายุ เมื่อเรารู้ชื่อ รู้ตำแหน่งบ้านผู้สูงอายุ ก็สามารถลงพื้นที่บ้านผู้สูงอายุได้อย่างแม่นยำ ที่สำคัญข้อมูลการดูแลในมิติต่าง ๆ ที่เราดูแลผู้สูงอายุทุกเดือน สามารถนำมาใช้วิเคราะห์ข้อมูลการดูแลผู้สูงอายุได้อย่างแม่นยำ เช่น ข้อมูลการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการ ทำให้เราสามารถประสานงานหน่วยงานต่าง ๆ ให้ผู้สูงอายุเข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้อย่างรวดเร็ว

ระบบนิรันดร์ยังมีปัญหาและความท้าทาย จากการเก็บข้อมูลพบว่าผู้บริบาลอายุน้อย: ลาออกเมื่อได้งานประจำ ขณะที่ผู้บริบาลบางคนบางคนพบว่างานยากเกินกว่าจะรับมือได้ เช่น การเจอผู้สูงอายุที่ประสบปัญหาด้านต่างๆ ทุกวัน ทำให้เกิดความรู้สึกท้อแท้กำลังพิจารณาเพิ่มเกณฑ์อายุผู้บริบาลเป็น 35 ปีขึ้นไป และมีแนวคิดกระตุ้นพลังใจทุก 3 เดือน”ศาสตราจารย์ ดร.กนก กล่าวทิ้งท้าย

ระบบ ‘นิรันดร์’ นำสู่บิ๊กดาต้าแก้ปัญหาวิกฤติประชากร

คุณสมบัติและการคัดเลือกผู้บริบาลผู้สูงอายุ

สำหรับโครงการบริบาลฯ กระทรวง พม. ได้เริ่มดำเนินการนำร่องโครงการ ตั้งแต่ปี 2567 โดยนำร่องใน 19 พื้นที่ 12 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี เชียงใหม่ เชียงราย พิษณุโลก สกลนคร อุบลราชธานี สงขลา ปัตตานี มีผู้บริบาลฯ จำนวน 35 คน ซึ่งผลลัพธ์ในปีแรก พบว่า มีผู้สูงอายุที่ได้รับการดูแลคุ้มครองทางสังคม จำนวนมากกว่า 24,340 คน และต่อมาในปี 2568 จึงขยายผลการดำเนินงานโครงการให้ครอบคลุม 76 จังหวัดทั่วประเทศ 156 พื้นที่

ผู้บริบาลฯ จำนวน 307 คน รวมทั้งสิ้น 342 คน (ปี 2567 – 2568) มีผู้สูงอายุที่ได้รับการดูแลคุ้มครองทางสังคม จำนวนมากกว่า 342,000 คน ซึ่งในอนาคต ปี 2569 กระทรวง พม. มีแผนขยายผลพื้นที่ดำเนินงานโครงการให้ครอบคลุมทุกอำเภอทั่วประเทศ 256 พื้นที่ 76 จังหวัด สร้างผู้บริบาลฯ เพิ่มขึ้น จำนวน 536 คน สำหรับคุณสมบัติ ต้องเป็นคนในชุมชนนั้น ได้รับการยอมรับในชุมชน และสามารถใช้สมาร์ทโฟนได้ โดยไม่มีเกณฑ์ความรู้ขั้นต่ำ ร่วมกับผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้บริบาลจะได้รับการอบรม 240 ชั่วโมง (ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ)

ระบบ ‘นิรันดร์’ กับการแก้ปัญหาวิกฤติประชากร

โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาวิกฤตประชากร โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยในการดูแลผู้สูงอายุ ทำให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และลดภาระค่าใช้จ่ายของประเทศ หากระบบ ‘นิรันดร์’ ได้รับการพัฒนาและขยายผลอย่างต่อเนื่อง จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการดูแลผู้สูงอายุในประเทศไทย

ที่มา – ระบบ ‘นิรันดร์’ นำสู่บิ๊กดาต้าแก้ปัญหาวิกฤติประชากร

สเปนล้มแผนซื้อ “เอฟ-35” หันหา “ยูโรไฟเตอร์” แทน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมาดริด ประเทศสเปน เมื่อวันที่ 6 ส.ค. ว่ากระทรวงกลาโหมสเปนออกแถลงการณ์ ว่ารัฐบาลมาดริดจะไม่พิจารณาแนวทางการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่เอฟ-35 ของสหรัฐอีกต่อไป โดยจะพิจารณาเครื่องบินขับไล่ยูโรไฟเตอร์ และอากาศยานซึ่งพัฒนาในโครงการพัฒนาระบบการบินรบแห่งอนาคตของยุโรป ( เอฟซีเอเอส ) แทน

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีพรรคสังคมนิยม เปโดร ซานเชซ ผู้นำสเปน ยืนยันว่า แผนการเพิ่มงบประมาณกลาโหมของประเทศจะสามารถบรรลุเป้าหมาย 2% ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ( จีดีพี ) ภายในปีนี้ ซึ่งเป็นไปตามแนวทางขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ ( นาโต ) แต่ยังคงปฏิเสธเพิ่มเป้าหมายเป็น 5% ตามแผนการของนาโตในระยะยาว

ท่าทีดังกล่าวของสเปนสร้างความไม่พอใจอย่างหนักให้กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ซึ่งขู่อย่างเจาะจง ว่าจะเก็บภาษีจากสเปนเพิ่มเติม แม้โดยหลักการสเปนเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ( อียู ) และเผชิญกับอัตราภาษีของสหรัฐ 15% เท่ากับประเทศสมาชิกอียูทุกแห่ง

อนึ่ง สื่อท้องถิ่นของสเปนรายงานว่า รัฐบาลกำหนดวงเงินงบประมาณไว้ที่ 6,250 ล้านยูโร ( ราว 234,856.25 ล้านบาท ) สำหรับการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ เมื่อปี 2566 อย่างไรก็ตาม จากแผนการที่จะมีการใช้งบประมาณกลาโหมเพิ่มอีก 10,500 ล้านยูโร ( ราว 394,558.50 ล้านบาท ) กับอุตสาหกรรมยุโรปเป็นส่วนใหญ่ในปีนี้ ทำให้ไม่สามารถจัดซื้อเครื่องบินรบของสหรัฐได้.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

สเปนล้มแผนซื้อ “เอฟ-35” หันหา “ยูโรไฟเตอร์” แทน

การตัดสินใจของสเปนในการสเปนล้มแผนซื้อ “เอฟ-35” หันหา “ยูโรไฟเตอร์” แทน ถือเป็นเรื่องที่น่าจับตามองในวงการกลาโหมระหว่างประเทศ เนื่องจากเครื่องบินขับไล่ F-35 ของสหรัฐฯ ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในเครื่องบินรบที่ทันสมัยที่สุดในโลก การที่สเปนเบนเข็มไปหาเครื่องบินยูโรไฟเตอร์ซึ่งเป็นผลผลิตของยุโรปแทนนั้น บ่งบอกถึงความสำคัญของการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีและการสนับสนุนอุตสาหกรรมภายในภูมิภาค

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจ สเปนล้มแผนซื้อ “เอฟ-35” หันหา “ยูโรไฟเตอร์” แทน

มีหลายปัจจัยที่อาจเป็นเหตุผลให้สเปนตัดสินใจเช่นนี้ ประการแรกคือเรื่องงบประมาณ ดังที่รายงานข่าวระบุว่า สเปนมีแผนที่จะเพิ่มงบประมาณกลาโหมให้กับอุตสาหกรรมยุโรปเป็นส่วนใหญ่ การจัดซื้อเครื่องบินยูโรไฟเตอร์จึงสอดคล้องกับนโยบายดังกล่าวมากกว่า นอกจากนี้ การที่สเปนเข้าร่วมโครงการพัฒนาระบบการบินรบแห่งอนาคตของยุโรป (FCAS) ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สเปนต้องการสนับสนุนเทคโนโลยีของยุโรป

ประการต่อมาคือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การขู่เก็บภาษีจากสเปนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของสเปนได้ แม้ว่าสเปนจะเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปและเผชิญกับอัตราภาษีเดียวกับประเทศสมาชิกอื่นๆ แต่การถูกขู่เช่นนี้อาจทำให้สเปนพิจารณาทางเลือกอื่นที่เอื้อประโยชน์ต่อประเทศมากกว่า

การที่สเปนล้มแผนซื้อ “เอฟ-35” หันหา “ยูโรไฟเตอร์” แทน ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์ทางการเมืองและความมั่นคงของโลก ยุโรปกำลังพยายามที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันตนเองและลดการพึ่งพาทางทหารจากสหรัฐฯ การตัดสินใจของสเปนจึงเป็นการส่งสัญญาณที่สำคัญต่อทิศทางดังกล่าว

นอกจากนี้ การที่สเปนเลือกยูโรไฟเตอร์ อาจมีข้อดีในแง่ของการบำรุงรักษาและการซ่อมบำรุง เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน การเข้าถึงอะไหล่และความเชี่ยวชาญจึงอาจง่ายและรวดเร็วกว่า

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจนี้ก็อาจมีข้อเสียเช่นกัน เครื่องบิน F-35 ได้รับการยกย่องว่าเป็นเครื่องบินรบที่มีสมรรถนะสูงกว่ายูโรไฟเตอร์ในหลายด้าน การที่สเปนเลือกยูโรไฟเตอร์อาจทำให้กองทัพอากาศของสเปนเสียเปรียบในแง่ของขีดความสามารถในการรบ

โดยรวมแล้ว การตัดสินใจของสเปนในการสเปนล้มแผนซื้อ “เอฟ-35” หันหา “ยูโรไฟเตอร์” แทน เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง การตัดสินใจนี้จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของสเปนและยุโรปในระยะยาว

ที่มา – สเปนล้มแผนซื้อ “เอฟ-35” หันหา “ยูโรไฟเตอร์” แทน

ไทยเวียตเจ็ท ขยายเส้นทางบิน ญี่ปุ่น/เกาหลีใต้/อินเดีย

เตรียมตัวให้พร้อม! ไทยเวียตเจ็ท เตรียมขยายเส้นทางบินระหว่างประเทศไปยัง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย เอาใจนักท่องเที่ยวให้เดินทางสะดวกสบายยิ่งขึ้น นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเวียตเจ็ทไทยแลนด์ เผยแผนการขยายเครือข่ายเส้นทางบินระหว่างประเทศในปี 2568 ที่จะถึงนี้ โดยมุ่งเน้นการเปิดตัวเที่ยวบินตรงสู่เมืองสำคัญทั่วเอเชียหลายเส้นทาง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเดินทางที่เพิ่มขึ้นระหว่างประเทศไทยกับประเทศเศรษฐกิจสำคัญอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย ซึ่งการขยายเส้นทางบินครั้งนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มทางเลือกให้ผู้โดยสารเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและสนับสนุนการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยให้กลับมาคึกคักอีกครั้งในฐานะจุดหมายปลายทางยอดนิยมของภูมิภาคเอเชีย

สำหรับเส้นทางบินใหม่ที่ ไทยเวียตเจ็ท เตรียมเปิดให้บริการนั้น ประกอบด้วยเส้นทางบินตรงจากกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) สู่กรุงโซล (อินชอน) ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งจะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ตามด้วยเส้นทางสู่เมืองโอซาก้า (คันไซ) ประเทศญี่ปุ่น เริ่มวันที่ 1 ธันวาคม และโตเกียว (นาริตะ) ประเทศญี่ปุ่น เริ่มวันที่ 15 ธันวาคม นอกจากนี้ ยังมีเที่ยวบินตรงจากภูเก็ตสู่มุมไบ ประเทศอินเดีย ซึ่งจะเปิดให้บริการในวันที่ 14 สิงหาคม 2568 เส้นทางจากกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) สู่โกลกาตา ประเทศอินเดีย ในวันที่ 16 พฤศจิกายน และอาเมดาบัด ประเทศอินเดีย ในวันที่ 4 ธันวาคม

Osaka, Japan – November 21, 2018: street view of Shinsekai and Tsutenkaku tower in osaka. shinsekai is a retro downtown area of southern Osaka

ไทยเวียตเจ็ท ขยายเส้นทางบินระหว่างประเทศ ญี่ปุ่น/เกาหลีใต้/อินเดีย

เพื่อรองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไทยเวียตเจ็ท เตรียมเปิดรับสมัครพนักงานใหม่กว่า 5,000 อัตราในหลากหลายสายงาน ไม่ว่าจะเป็นนักบิน ลูกเรือ วิศวกร ช่างเทคนิค พนักงานภาคพื้นดิน และตำแหน่งในสายงานอื่น ๆ เช่น ทรัพยากรบุคคล ไอที การตลาด การเงิน และอื่น ๆ อีกมากมาย การขยายตัวครั้งนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างงานและพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมการบินอีกด้วย นี่คือโอกาสทองสำหรับผู้ที่สนใจร่วมงานกับสายการบินชั้นนำและเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมการบินที่กำลังเติบโต

โอกาสดีๆ จากไทยเวียตเจ็ท

  • เส้นทางใหม่หลากหลาย: บินตรงสู่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย
  • เปิดรับสมัครพนักงาน 5,000 อัตรา: โอกาสในการร่วมงานกับสายการบินชั้นนำ
  • สนับสนุนการท่องเที่ยว: มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

การขยายเส้นทางบินของ ไทยเวียตเจ็ท ในครั้งนี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับนักเดินทางและผู้ที่กำลังมองหางานในอุตสาหกรรมการบิน การเชื่อมต่อประเทศไทยกับประเทศเศรษฐกิจสำคัญอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย จะช่วยส่งเสริมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ รวมถึงสร้างโอกาสในการทำงานและพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมการบินให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ที่มา – “ไทยเวียตเจ็ท” ขยายเส้นทางบินระหว่างประเทศ ญี่ปุ่น/เกาหลีใต้/อินเดีย