ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ตม.6 รวบหนุ่มอังกฤษ ชิงไอโฟน ซุกสุราษฎร์ฯ

เมื่อวันที่ 6 ส.ค. ว่าที่ พ.ต.อ.วุฒิภัทร นภาโชติ ผกก.สส.บก.ตม.6 ได้มอบหมาย ให้ว่าที่ พ.ต.ท.อัครวินท์ อินทะมุสิก สว.กก.สส.บก.ตม.6 พร้อมด้วย พ.ต.ท.ปัฐน์ แสนอินอำนาจ รอง ผกก.สส.บก.ตม.6 นำกำลังตำรวจสืบสวนตรวจคนเข้าเมือง 6 (ตม.6) ติดตามจับกุมชายชาวต่างชาติผิวเข้ม ลักษณะทรงผมแนวฮิปฮอป ทราบชื่อ นายคาน (นามสมมุติ) อายุ 29 ปี สัญชาติอังกฤษ ภายในห้องพักโรงแรม ย่านถนนหน้าเมือง จ.สุราษฎร์ธานี หลังจากก่อเหตุทำร้ายร่างกายนักท่องเที่ยวชาวคองโก ที่ย่านพระโขนง กรุงเทพมหานคร แล้วชิงทรัพย์โทรศัพท์มือถือไอโฟน หลบหนีมายัง จ.สุราษฎร์ฯ คาดว่ากำลังหาทางเดินทางต่อไปเกาะสมุยหรือเกาะพงัน แหล่งท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาติชอบไปท่องเที่ยวพักอาศัย

ภาพประกอบการจับกุม

จากการสอบสวนขยายผล ยังพบด้วยว่าเดินทางเข้าประเทศไทย ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2566 โดยใช้วีซ่าท่องเที่ยว แต่ไม่เดินทางออกตามกำหนด จนกลายเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย พรบ.คนเข้าเมืองอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะการอยู่เกินกำหนดนานเกือบ 2 ปี กระทั่งมาก่อเหตุชิงทรัพย์ดังกล่าว เบื้องต้นได้ประสานงานไปยัง พ.ต.อ.ดร.พรณรงค์ การอรชัย ผกก.สภ.เมืองสุราษฎร์ พ.ต.ท.ยศ ชาวเรา รอง ผกก.สส. สภ.เมืองสุราษฎร์ฯ เพื่อส่งตัวไปให้ควบคุมตามขั้นตอนกฎหมาย ล่าสุดทางพนักงานสอบสวน สน.พระโขนง ยังแจ้งให้ช่วยอายัดตัวเพื่อคุมไปดำเนินคดีชิงทรัพย์ต่อไป.

เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องหา

“ตม.6” ตามรวบ หนุ่มอังกฤษผิวเข้ม ชิงไอโฟนนักท่องเที่ยวคองโก หนีซุกตัวเมืองสุราษฎร์ฯ

เรื่องราวการจับกุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการรักษาความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด แม้ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นชาวต่างชาติก็ตาม การทำงานอย่างรวดเร็วของ ตม.6 ทำให้สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทันท่วงที ก่อนที่จะหลบหนีไปยังแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ได้สำเร็จ

รายละเอียดการจับกุม “ตม.6”

  • วันที่ 6 สิงหาคม: ตำรวจ ตม.6 นำกำลังเข้าจับกุม นายคาน สัญชาติอังกฤษ
  • สถานที่: ห้องพักโรงแรม ย่านถนนหน้าเมือง จ.สุราษฎร์ธานี
  • ข้อหา: ทำร้ายร่างกายนักท่องเที่ยวชาวคองโก และชิงทรัพย์โทรศัพท์มือถือไอโฟน
  • พฤติการณ์: หลบหนีจากกรุงเทพฯ มายังสุราษฎร์ธานี คาดว่าจะเดินทางต่อไปยังเกาะสมุยหรือเกาะพงัน

ตม.6 ได้ทำการสอบสวนขยายผล พบว่านายคานเดินทางเข้าประเทศไทยด้วยวีซ่าท่องเที่ยว แต่ไม่ได้เดินทางออกตามกำหนด จนกระทั่งก่อเหตุชิงทรัพย์ดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการกระทำผิดกฎหมายคนเข้าเมืองอย่างร้ายแรง

การที่ผู้ต้องหาอยู่เกินกำหนด (Overstay) เกือบ 2 ปี แสดงให้เห็นถึงช่องโหว่ของการตรวจสอบและควบคุมชาวต่างชาติในประเทศไทย ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาปรับปรุงแก้ไข เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

คดีนี้เป็นอุทาหรณ์ให้เห็นถึงความสำคัญของการระมัดระวังตัวในการเดินทางท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย นักท่องเที่ยวควรเก็บทรัพย์สินมีค่าไว้ในที่ปลอดภัย และหลีกเลี่ยงการเดินทางในที่เปลี่ยวหรือในเวลากลางคืน

นอกจากนี้ การที่ ตม.6 สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้อย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากการประสานงานที่ดีระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการทำงานร่วมกันในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่น่าสนใจ เช่น แรงจูงใจในการก่อเหตุชิงทรัพย์ของนายคาน และความเป็นไปได้ที่จะมีผู้ร่วมขบวนการ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจคงต้องทำการสอบสวนเพิ่มเติมต่อไป เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับอาชญากรรม และการเรียนรู้เทคนิคในการป้องกันตัวเอง เป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตนเองและคนรอบข้าง

ที่มา – “ตม.6” ตามรวบ หนุ่มอังกฤษผิวเข้ม ชิงไอโฟนนักท่องเที่ยวคองโก หนีซุกตัวเมืองสุราษฎร์ฯ

‘ภูมิธรรม’ อุบตอบรายละเอียดเจรจาจีบีซี แต่ทิศทางดี

เมื่อเวลา 18.20 น. วันที่ 6 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)นัดพิเศษ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ว่า วันนี้ที่ประชุมได้รับฟังรายงานจากตัวแทนกองเลขาที่ไปประชุมกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย-กัมพูชา (จีบีซี) ที่ประเทศมาเลเซีย ร่วมกับกัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 4-6 ส.ค. รวม 3 วัน ซึ่งได้พูดคุยกันแล้ว แนวโน้มทั้งหมดเป็นไปในทิศทางที่ดี

ส่วนเรื่องแถลงรายละเอียดยังไม่สามารถแถลงได้จนกว่าจะถึงวันที่ 7 ส.ค. หลังจากที่มีการเจรจากันแล้วในช่วงบ่าย ซึ่งจะเปิดเผยทั้งหมดให้ทราบ โดยขณะนี้ที่ประชุมได้ให้กรอบไป และมอบหมายให้ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ในฐานะรักษาราชการแทนรมว.กลาโหม เข้าไปประชุมจีบีซี เพื่อไปเจรจากันให้ได้ข้อยุติที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ โดยนายภูมิธรรม ย้ำว่า เปิดเผยได้เท่านี้จริงๆ หลังจากบ่ายพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน

เมื่อถามว่า ในการเจรจาได้มีการพูดคุยเรื่องเขตแดนด้วยหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่มีอะไรทั้งนั้น ขอให้รอพรุ่งนี้แล้วจะตอบ ก่อนออกจากวงสัมภาษณ์เดินทางกลับทันที

การประชุม‘ภูมิธรรม’ อุบตอบรายละเอียดเจรจาจีบีซี แต่ทิศทางดี ที่ผ่านมานั้น เป็นไปในทิศทางที่ดี แต่รายละเอียดต่างๆ ยังคงต้องรอการเปิดเผยอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 ส.ค. นี้ ซึ่งจะมีการชี้แจงข้อมูลทั้งหมดให้สาธารณชนได้รับทราบต่อไป

สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของชาติ ดังนั้น การเจรจาใดๆ ก็ตาม จะต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

‘ภูมิธรรม’ อุบตอบรายละเอียดเจรจาจีบีซี แต่ทิศทางดี

การที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ยังคงอุบตอบรายละเอียดเกี่ยวกับการเจรจาจีบีซีในขณะนี้นั้น อาจเป็นเพราะต้องการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนแก่ประชาชนเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดหรือการตีความที่คลาดเคลื่อน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้

อย่างไรก็ตาม การที่นายภูมิธรรมกล่าวว่าแนวโน้มทั้งหมดเป็นไปในทิศทางที่ดี ก็เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่าการเจรจามีความคืบหน้าและเป็นไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

ประเด็นสำคัญในการติดตาม ‘ภูมิธรรม’ อุบตอบรายละเอียดเจรจาจีบีซี แต่ทิศทางดี

สิ่งที่เราควรติดตามต่อไปคือรายละเอียดของการเจรจาที่จะมีการเปิดเผยในวันที่ 7 ส.ค. ซึ่งจะทำให้เราทราบถึงประเด็นที่ได้มีการพูดคุยกัน ข้อยุติที่ได้ และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อประเทศไทย

  • ประเด็นเรื่องเขตแดน: มีการพูดคุยและหาข้อสรุปในประเด็นนี้อย่างไร
  • ความร่วมมือระหว่างประเทศ: จะมีความร่วมมือในด้านใดบ้างระหว่างไทยและกัมพูชา
  • ผลประโยชน์ของประเทศชาติ: การเจรจาครั้งนี้จะส่งผลดีต่อประเทศไทยในด้านใดบ้าง

การติดตามข่าวสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ‘ภูมิธรรม’ อุบตอบรายละเอียดเจรจาจีบีซี แต่ทิศทางดี อย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน

การเจรจาจีบีซีเป็นกระบวนการที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ การที่แนวโน้มเป็นไปในทิศทางที่ดี ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่ออนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา หวังว่าการเจรจาครั้งนี้จะนำมาซึ่งผลประโยชน์ร่วมกันและสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค

ในสถานการณ์ที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนเช่นนี้ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างถูกต้องและตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล การรอคอยการเปิดเผยรายละเอียดในวันที่ 7 ส.ค. จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ เพื่อให้เราได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนและถูกต้อง ก่อนที่จะมีการแสดงความคิดเห็นหรือตัดสินใจใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ อุบตอบรายละเอียดเจรจาจีบีซี แต่ทิศทางดี

ได้ผู้รับเหมา สร้างทางต่างระดับแยกวัดศรีวารีน้อย

กรมทางหลวง (ทล.) ได้ประกาศผลการประกวดราคาผู้รับเหมาก่อสร้างทางต่างระดับแยกวัดศรีวารีน้อยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยบริษัท แพร่วิศวกรรม จำกัด เป็นผู้ชนะการประมูลในครั้งนี้ โครงการนี้มีจุดประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาจราจรบริเวณจุดตัดระหว่างทางหลวงหมายเลข 34 (ถนนเทพรัตน) กับทางหลวงชนบทหมายเลข สป.2001 (ถนนวัดศรีวารีน้อย) ในจังหวัดสมุทรปราการ

บริษัท แพร่วิศวกรรม จำกัด เสนอราคาต่ำสุดที่ 649,791,700 บาท ซึ่งต่ำกว่างบประมาณที่ตั้งไว้เล็กน้อย คาดว่าจะมีการลงนามในสัญญาจ้างภายในเดือนกันยายน 2568 และมีระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี หรือ 1,080 วัน โดยคาดการณ์ว่าจะแล้วเสร็จและเปิดให้บริการได้ประมาณปี 2571 โครงการทางต่างระดับแยกวัดศรีวารีน้อยนี้จะช่วยเพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนในบริเวณดังกล่าว

ทางต่างระดับแยกวัดศรีวารีน้อย: แก้ปัญหาจราจรสมุทรปราการ

รูปแบบการก่อสร้างประกอบด้วยสะพานคอนกรีตอัดแรงรูปกล่อง (Boxed Girder) ขนาด 1 ช่องจราจร มีความกว้าง 5.00 – 7.00 เมตร และยาว 393.600 เมตร นอกจากนี้ยังมีทางขึ้นลงรูปตัวซี (C Ramp) สำหรับรถที่มาจากถนนวัดศรีวารีน้อยที่ต้องการเลี้ยวขวาเข้ากรุงเทพฯ รวมถึงถนนระดับพื้นขนาด 2 ช่องจราจรสำหรับรถที่มาจากถนนเทพรัตนที่ต้องการเลี้ยวเข้าถนนวัดศรีวารีน้อย และอีก 1 ช่องจราจรสำหรับรถที่มาจากถนนวัดศรีวารีน้อยที่ต้องการเลี้ยวซ้ายออกถนนเทพรัตน

โครงการนี้ยังรวมถึงการก่อสร้างสะพานกลับรถบนบก เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่ต้องการกลับรถในบริเวณดังกล่าว การก่อสร้างทางต่างระดับแยกวัดศรีวารีน้อยนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของกรมทางหลวง เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรในพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่น และเพิ่มประสิทธิภาพในการเดินทาง

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากทางต่างระดับแยกวัดศรีวารีน้อย

  • ลดจุดตัดและความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ
  • แก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดบริเวณแยกวัดศรีวารีน้อย
  • เพิ่มความสะดวกและรวดเร็วในการเดินทาง
  • ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ

การก่อสร้างทางต่างระดับแยกวัดศรีวารีน้อย นี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตของประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว และช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระดับสากล

โครงการนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่สัญจรไปมาในบริเวณนี้ รวมถึงผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง หวังว่าเมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรและสร้างความสะดวกสบายในการเดินทางได้อย่างแท้จริง

ที่มา – ได้ผู้รับเหมาสร้างทางต่างระดับ“แยกวัดศรีวารีน้อย” สมุทรปราการ ใช้เวลา 3 ปีเสร็จ71แก้จุดตัด-ลดอุบัติเหตุ

“ชบาแก้ว” ฟอร์มโหด ถล่มอินโด ก่อนบู๊เขมร

ศึกฟุตบอลหญิงชิงแชมป์อาเซียน 2025 ที่ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา กลุ่ม A นัดแรก ณ สนามลัชไช สเตเดียม เหล่าทัพ “ชบาแก้ว” ทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย โชว์ฟอร์มสุดยอด พบกับทีมชาติอินโดนีเซีย ผลปรากฏว่า ครึ่งแรกไทยนำไปก่อนถึง 5-0 จากการทำประตูของ กาญจนธัช พุ่มศรี ในนาทีที่ 6, แมดดิสัน เจตน์ แคสทีน นาทีที่ 18, กาญจนธัช พุ่มศรี สังหารจุดโทษในนาทีที่ 27, พิชญธิดา มะโนวัง นาทีที่ 40, และจณิสตา จินันทุยา นาทีที่ 41

ในครึ่งหลัง ทีมชาติไทยยังคงเดินหน้าบุกอย่างต่อเนื่อง และสามารถทำประตูเพิ่มได้อีก 2 ประตู จาก ภิชญาภัชญ์ กลิ่นคล้าย นาทีที่ 71 และธวันรัตน์ พรมทองมี นาทีที่ 72 ทำให้จบเกม “ชบาแก้ว” เอาชนะอินโดนีเซียไปอย่างขาดลอยด้วยสกอร์ 7-0 สร้างความประทับใจให้กับแฟนบอลชาวไทยเป็นอย่างมาก

“ชบาแก้ว” ฟอร์มดุรัว “อินโด” 7-0 ก่อนบู๊ “เขมร”

ชัยชนะในนัดนี้ ทำให้ “ชบาแก้ว” เก็บ 3 แต้มสำคัญ และเป็นการเริ่มต้นทัวร์นาเมนต์ได้อย่างสวยงาม แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของทีมในการแข่งขันครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม เส้นทางสู่แชมป์ยังอีกยาวไกล ทีมต้องรักษาฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมนี้ไว้ และพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

ไฮไลท์สำคัญในเกม

  • ฟอร์มการเล่นที่เฉียบคมของกองหน้า “ชบาแก้ว” ที่สามารถจบสกอร์ได้อย่างเด็ดขาด
  • การประสานงานที่ลงตัวของแผงกองกลาง ทำให้สามารถควบคุมเกมได้อย่างเบ็ดเสร็จ
  • เกมรับที่เหนียวแน่น ทำให้ป้องกันการบุกของอินโดนีเซียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นัดต่อไปของทีมชาติไทย จะพบกับทีมชาติกัมพูชา ในวันที่ 9 สิงหาคม เวลา 16.30 น. แฟนบอลชาวไทยสามารถติดตามชมและให้กำลังใจทีม “ชบาแก้ว” ได้ในการแข่งขันครั้งนี้ มาร่วมเชียร์ให้พวกเธอคว้าชัยชนะและสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการฟุตบอลหญิงไทยไปด้วยกัน!

ฟอร์มการเล่นของ “ชบาแก้ว” ในนัดนี้ เป็นสัญญาณที่ดีว่าทีมชาติไทยมีพัฒนาการที่น่าจับตามอง และมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการแข่งขันระดับนานาชาติมากขึ้นในอนาคต การสนับสนุนจากแฟนบอลและทุกภาคส่วน จะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ทีมสามารถก้าวไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ได้

ที่มา – “ชบาแก้ว” ฟอร์มดุรัว “อินโด” 7-0 ก่อนบู๊ “เขมร”

“ชบาแก้ว” ฟอร์มโหด ถล่มอินโด ก่อนบู๊เขมร

ศึกฟุตบอลหญิงชิงแชมป์อาเซียน 2025 ที่ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา กลุ่ม A นัดแรก ณ สนามลัชไช สเตเดียม “ชบาแก้ว” ทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย โชว์ฟอร์มดุเดือด พบกับ อินโดนีเซีย เริ่มเกมครึ่งแรก ไทยนำไปก่อนถึง 5-0 จากการทำประตูของ กาญจนธัช พุ่มศรี นาทีที่ 6, แมดดิสัน เจตน์ แคสทีน นาทีที่ 18, กาญจนธัช พุ่มศรี ยิงจุดโทษ นาทีที่ 27, พิชญธิดา มะโนวัง นาทีที่ 40 และ จณิสตา จินันทุยา นาทีที่ 41

ครึ่งหลังทีมชาติไทยยังคงเดินหน้าทำเกมบุกอย่างต่อเนื่อง และได้ประตูเพิ่มจาก ภิชญาภัชญ์ กลิ่นคล้าย นาทีที่ 71 และ ธวันรัตน์ พรมทองมี นาทีที่ 72 สิ้นเสียงนกหวีดหมดเวลาการแข่งขัน ชบาแก้ว เอาชนะ อินโดนีเซีย ไปอย่างขาดลอยด้วยสกอร์ 7-0 สร้างความประทับใจให้กับแฟนบอลชาวไทย

“ชบาแก้ว” ฟอร์มดุรัว “อินโด” 7-0 ก่อนบู๊ “เขมร”

ชัยชนะในนัดนี้ถือเป็นการเริ่มต้นที่สวยงามสำหรับทีมชาติไทยในการแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์อาเซียน 2025 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นของนักกีฬาไทยในการแข่งขันระดับนานาชาติ

“ชบาแก้ว” กับเส้นทางสู่แชมป์อาเซียน

สำหรับนัดต่อไป ทีมชาติไทยมีคิว พบกับ กัมพูชา ในวันที่ 9 สิงหาคม เวลา 16.30 น. ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญอีกครั้งหนึ่งของทีม ชบาแก้ว ในการมุ่งสู่เป้าหมายการคว้าแชมป์อาเซียน

ก่อนเกมที่จะพบกับกัมพูชา มาดูสถิติที่น่าสนใจของทีมชบาแก้วกันหน่อยดีกว่า:

  • สถิติการทำประตูในเกมล่าสุด: 7 ประตู
  • ผู้ทำประตูสูงสุดในทีม: กาญจนธัช พุ่มศรี (2 ประตู)
  • สถิติการครองบอล: 65%

จากสถิติเหล่านี้ เราจะเห็นได้ว่าทีมชบาแก้วมีความแข็งแกร่งทั้งในด้านเกมรุกและเกมรับ พวกเธอมีความสามารถในการครองบอลและสร้างโอกาสในการทำประตูได้อย่างมากมาย นอกจากนี้ ผู้เล่นแต่ละคนในทีมก็มีความสามารถเฉพาะตัวที่โดดเด่น ทำให้ทีมมีความหลากหลายในการเล่นและยากต่อการรับมือ

แน่นอนว่าการแข่งขันกับกัมพูชาจะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกัมพูชาเองก็เป็นทีมที่แข็งแกร่งและมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมและความมุ่งมั่นของนักกีฬาไทย เราเชื่อมั่นว่าทีมชบาแก้วจะสามารถเอาชนะกัมพูชาและเดินหน้าสู่การคว้าแชมป์อาเซียนได้อย่างแน่นอน

สิ่งที่น่าจับตามองในเกมกับกัมพูชา:

  • การปรับแท็กติกของโค้ช: โค้ชจะมีการปรับแท็กติกอย่างไรเพื่อรับมือกับกัมพูชา?
  • ฟอร์มการเล่นของผู้เล่นหลัก: ผู้เล่นหลักของทีมจะสามารถรักษาฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมได้หรือไม่?
  • การสนับสนุนจากแฟนบอล: แฟนบอลชาวไทยจะให้การสนับสนุนทีมชบาแก้วอย่างเต็มที่หรือไม่?

มาร่วมส่งแรงใจเชียร์ทีมชบาแก้วให้คว้าชัยชนะในการแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์อาเซียน 2025 กันนะครับ!

การที่ทีมชาติไทยสามารถทำประตูได้มากมายในเกมแรก แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นที่จะคว้าแชมป์ในรายการนี้ แฟนบอลชาวไทยทุกคนต่างส่งกำลังใจเชียร์ให้ทีม ชบาแก้ว ประสบความสำเร็จในการแข่งขันครั้งนี้

ที่มา – “ชบาแก้ว” ฟอร์มดุรัว “อินโด” 7-0 ก่อนบู๊ “เขมร”

สิบล้อเบรกแตกชนวินาศสันตะโร: โค้งร้อยศพ!

เมื่อวันที่ 6 ส.ค. พ.ต.อ.สันติ พิทักษ์สกุล ผกก.สภ.สังขละบุรี ได้รับรายงานจากศูนย์วิทยุสถานีตำรวจภูธรสังขละบุรี ว่าเกิดอุบัติเหตุหมู่มีผู้บาดเจ็บหลายราย รถพังเสียหายหลายคัน บนถนนสาย 323 หมู่ 1 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี จึงสั่งการให้ไปตรวจสอบพร้อมประสาน แพทย์โรงพยาบาลสังขละบุรี ฝ่ายปกครองสังขละบุรี กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 134 และมูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ เข้าช่วยเหลือ

ที่เกิดเหตุชาวบ้านเรียกกันว่าโค้ง 100 ศพ พบรถบรรทุก 10 ล้อทะเบียน 83-6325 กาญจนบุรี อยู่ในสภาพพังยับเยิน นอกจากนี้ยังมีรถกระบะและจักรยานยนต์พังเสียหายรวมอีก 6 คัน ส่วนคนขับรถ 10 ล้อ ติดอยู่พวงมาลัย เจ้าที่จึงช่วยกันใช้เครื่องมือตัดถ่างเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ก่อนนำคนเจ็บส่งโรงพยาบาลได้ และยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 5 คนในอุบัติเหตุครั้งนี้

สอบสวนทราบว่า ขณะเกิดเหตุเป็นทางลาดชันเนินยาวได้มีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้รถ 10 ล้อคันดังกล่าวไม่สามารถเบรกได้ทัน จึงทำให้ชนรถคันที่อยู่ข้างหน้าจนพังเสียหายยับเยิน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ผ่านเพียงไม่ถึง 15 วัน ที่ชาวบ้านเรียกกันโค้ง 100 ศพ พบว่าได้เกิดอุบัติเหตุหมู่ 3 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 4 ราย และบาดเจ็บ 23 คน.

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าบริเวณโค้งอันตราย ทำให้หลายคนเชื่อว่าเป็นเพราะอาถรรพ์โค้งร้อยศพ แต่ในความเป็นจริงแล้ว สาเหตุหลักอาจมาจากความประมาทและการขาดความระมัดระวังในการขับขี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ความชำนาญและระบบเบรกที่มีประสิทธิภาพ

สิบล้อเบรกแตกชนวินาศสันตะโร: โค้งร้อยศพ!

เหตุการณ์สิบล้อเบรกแตกชนวินาศสันตะโรที่โค้งร้อยศพในจังหวัดกาญจนบุรี เป็นอุทาหรณ์ที่น่าสลดใจ สะท้อนให้เห็นถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุทางถนนที่ไม่คาดฝัน การป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนจึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญ

มาตรการป้องกันอุบัติเหตุบริเวณโค้งร้อยศพ

เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ สิบล้อเบรกแตกชนวินาศสันตะโร บริเวณโค้งอันตราย ควรมีมาตรการป้องกันที่เข้มงวด ดังนี้

  • ตรวจสอบสภาพรถ: ผู้ประกอบการและคนขับรถบรรทุกต้องหมั่นตรวจสอบสภาพรถอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะระบบเบรก เพื่อให้มั่นใจว่าพร้อมใช้งาน
  • จำกัดความเร็ว: กำหนดความเร็วที่เหมาะสมสำหรับรถบรรทุกในเส้นทางลาดชันและโค้งอันตราย
  • ติดตั้งป้ายเตือน: ติดตั้งป้ายเตือนและป้ายจำกัดความเร็วให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้ขับขี่ทราบถึงความอันตราย
  • เพิ่มความระมัดระวัง: ผู้ขับขี่ต้องเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ โดยเฉพาะในช่วงที่ฝนตกหรือทัศนวิสัยไม่ดี

นอกจากมาตรการดังกล่าว การปรับปรุงสภาพถนนและเพิ่มอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย เช่น แบริเออร์และไฟส่องสว่าง ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความรุนแรงของอุบัติเหตุได้

การเกิดอุบัติเหตุสิบล้อเบรกแตกชนวินาศสันตะโรครั้งนี้ ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนถึงความปลอดภัยบนท้องถนนและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยและลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน

นอกเหนือจากมาตรการป้องกันแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือจิตสำนึกของผู้ขับขี่ทุกคน ที่ต้องตระหนักถึงความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น เคารพกฎจราจร และมีสติในการขับขี่อยู่เสมอ

แล้วคุณล่ะ คิดเห็นอย่างไรกับเหตุการณ์สิบล้อเบรกแตกชนวินาศสันตะโรครั้งนี้?

ร่วมแสดงความคิดเห็นและแบ่งปันข้อเสนอแนะเพื่อสร้างความปลอดภัยบนท้องถนนไปด้วยกัน

ที่มา – ระทึก! สิบล้อเบรกแตกชนวินาศสันตะโร ผวาอาถรรพ์โค้งร้อยศพตาย-เจ็บอื้อ

ทรัมป์เริ่มเก็บภาษีไทยวันแรก! สินค้าโดนกี่ % เช็กเลย

จากกรณีที่สหรัฐอเมริกาเตรียมเริ่มใช้มาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้ากับสินค้าจากประเทศไทยในอัตรา 19% ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา หลายคนคงกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการที่ทำการค้ากับสหรัฐฯ วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงรายละเอียดของมาตรการนี้ รวมถึงสินค้ากลุ่มไหนที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด และรัฐบาลไทยมีแนวทางในการรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร

ทรัมป์เริ่มเก็บภาษีไทยวันแรก! สินค้าโดนกี่ % เช็กเลย

นายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาเปิดเผยถึงขั้นตอนและกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ รวมถึงผลกระทบทางภาษีที่สินค้าไทยจะต้องเผชิญ โดยยืนยันว่ารัฐบาลกำลังดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการไทย

สินค้าใดบ้างที่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการเก็บภาษีของทรัมป์

แม้ว่าอัตราภาษีที่เรียกเก็บจะอยู่ที่ 19% แต่ผลกระทบจะแตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่มสินค้า ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น มูลค่าการส่งออกของสินค้าแต่ละชนิด ความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก และความยืดหยุ่นในการปรับตัวของผู้ประกอบการ ตัวอย่างสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบ ได้แก่ สินค้าเกษตรแปรรูป สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องใช้ไฟฟ้าบางประเภท

สำหรับขั้นตอนการเจรจาของรัฐบาลไทยหลังจากนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางของความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ ในอนาคต รัฐบาลไทยจำเป็นต้องเตรียมพร้อมข้อมูลและข้อเสนอที่รอบด้าน เพื่อให้การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

“ล่าสุดได้รับแจ้งจากสหรัฐอเมริกาว่า จะเริ่มเจรจาเกี่ยวกับรายละเอียดทางเทคนิคด้านถิ่นกำเนิดสินค้า (RVC) และมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีกับประเทศไทยได้ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายนนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อเร่งบรรลุข้อตกลง Art Tex โดยเร็วที่สุด หลังจากนั้นจะต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา เพื่อให้ผู้แทนของประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่าข้อตกลงดังกล่าวนั้นเหมาะสมกับประเทศไทยหรือไม่” นายฉันทวิชญ์กล่าว

แนวทางการเจรจาเรื่องถิ่นกำเนิดสินค้าหรือ RVC นั้น เป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ การกำหนดนิยามและเกณฑ์ที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น

ทรัมป์เริ่มเก็บภาษีไทยวันแรก ส่งผลกระทบต่อSupply Chain อย่างไร?

มาตรการเก็บภาษีของทรัมป์ต่อสินค้าไทยอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในหลายภาคส่วน ผู้ประกอบการอาจต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น กำไรที่ลดลง และความเสี่ยงต่อการสูญเสียตลาดในสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลกระทบต่อการจ้างงานและการลงทุนในประเทศไทย

ทรัมป์เริ่มเก็บภาษีไทยวันแรก รัฐบาลไทยมีแนวทางช่วยเหลืออย่างไร?

รัฐบาลไทยกำลังพิจารณามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการเก็บภาษีของทรัมป์ โดยอาจมีการให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน การตลาด และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและลดผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว

การที่ ทรัมป์เริ่มเก็บภาษีไทยวันแรก ถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทย การปรับตัวและแสวงหาโอกาสใหม่ๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ผู้ประกอบการควรพิจารณาขยายตลาดไปยังประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากสหรัฐฯ และพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพและมาตรฐานสูงขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

การติดตามข่าวสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับมาตรการเก็บภาษีของทรัมป์อย่างใกล้ชิด จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนและปรับตัวได้อย่างทันท่วงที ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ประกอบการไทยทุกท่านผ่านพ้นช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้ด้วยดี

ที่มา – เริ่มพรุ่งนี้ ทรัมป์เก็บภาษีตอบโต้ไทยวันแรก สินค้านำเข้า ส่งออกโดนกี่เปอร์เซ็นต์ เช็กที่นี่

ศุภชัย มั่นใจ! พ่อไม่ทำชั่ว บุกรุกโบราณสถาน

นายศุภชัย ใจสมุทร โต้กลับ นายเดชอิศม์ ขาวทอง ยืนยันหนักแน่นว่า ‘พ่อผมไม่ทำชั่ว บุกรุกโบราณสถาน’ แม้ว่าบิดาจะเสียชีวิตไปนานแล้ว

จากกรณีที่นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวพาดพิงถึงบิดาของนายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ทำให้นายศุภชัยต้องออกมาตอบโต้ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า “พ่อผมเป็นครูประชาบาลธรรมดา ๆ เสียชีวิตไปแล้ว 35 ปี แต่สิ่งซึ่งผมมั่นใจได้ก็คือพ่อผมไม่ทำชั่ว บุกรุกโบราณสถานเหมือนพี่สาวคุณ พี่เขยคุณหรือหลานคุณ จึงไม่ต้องติดคุกแทน” คำกล่าวนี้แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจอย่างแรงกล้าของนายศุภชัยที่มีต่อบิดาผู้ล่วงลับไปแล้ว

นายศุภชัยยังกล่าวอีกว่า “ผมไม่ทราบว่าพ่อคุณสอนคุณมาอย่างไร แต่พ่อผมสอนลูกทุกคนให้เป็นคนดี ลูกทุกคนมีหน้าที่การงานที่ดีซื่อสัตย์สุจริตเป็นทนายความ รับราชการเป็นอัยการ เป็นครู ตำแหน่งสำคัญในรัฐวิสาหกิจ มีหลานก็ประกอบอาชีพการงานที่ดีเป็นผู้พิพากษา เป็นทนายความ นักธุรกิจ และอีกหลายอาชีพ ที่แน่ๆ พ่อผมไม่ได้ทำตัวให้ลูกเห็นว่าประพฤติชั่วเลวทราม หรือประกอบอาชีพสกปรกและไม่เคยทำผิดกฎหมายบ้านเมือง”

นายศุภชัยยังแสดงความรู้สึกรังเกียจต่อผู้ที่ประพฤติชั่ว โดยกล่าวว่า “ในทางตรงกันข้ามเกลียดและขยะแขยงคนประพฤติชั่วที่คิดว่าการมีตำแหน่งใหญ่โตในบ้านเมืองแล้วจะฟอกความสกปรกโสมมของตัวเองให้ขาวได้ นอกจากผมไม่ได้ประพฤติชั่วแล้ว ผมก็จะสอนลูกให้ประพฤติตนเป็นคนดี ผมจะไม่ให้ลูกเปิดบ่อนเพราะเงินที่ได้มาเป็นเงินสกปรก และผมจะไม่ให้ลูกสะใภ้เปิดบ่อนการพนันออนไลน์”

ศุภชัย มั่นใจ! พ่อไม่ทำชั่ว บุกรุกโบราณสถาน

นายศุภชัยยังยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเองในการทำงาน โดยกล่าวว่า “ผมเองก็มั่นใจยืนยันว่าผมไม่ได้ประพฤติชั่ว ทำหน้าที่อะไรก็ทำหน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ใจตั้งใจในการทำงานและไม่เคยทุจริต หรือทำลายบ้านเมือง เป็นสส. ก็ทำหน้าที่ทุ่มเททำงานเพื่อประชาชน และไม่เคยเบิกเบี้ยประชุมอันเป็นเท็จ ไม่คบจีนเทา จีนดำทำบ่อนการพนันกับใคร ผมไม่เคยถูก ป.ป.ช.ตรวจสอบว่าทุจริตประพฤติมิชอบ”

สำหรับประเด็นเรื่องที่ดินเขากระโดง นายศุภชัยกล่าวว่า “เรื่องเขากระโดงไม่มีใครบุกรุกไม่มีใครติดคุก เพราะอยู่ในพื้นที่เขากระโดง เพราะเขามีโฉนด มีเอกสารสิทธิ เขากระโดงไม่มีใครตกเป็นผู้ต้องหา แต่จะมีคนติดคุกเพราะสั่งให้อธิบดีเพิกถอนโฉนด เอกสารสิทธิที่เขากระโดงรอดู”

จุดยืนของศุภชัย: พ่อผมไม่ทำชั่ว บุกรุกโบราณสถาน

จากคำกล่าวทั้งหมดของนายศุภชัย ใจสมุทร แสดงให้เห็นถึงความภาคภูมิใจในบิดาของตนเอง และความมุ่งมั่นที่จะรักษาความดีงาม รวมถึงการต่อต้านการกระทำที่ไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกล่าวถึงประเด็นที่ว่า ‘พ่อผมไม่ทำชั่ว บุกรุกโบราณสถาน’ เป็นการเน้นย้ำถึงจุดยืนที่ชัดเจนของนายศุภชัย

การออกมาตอบโต้ของนายศุภชัยในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากสาธารณชนเป็นอย่างมาก และทำให้หลายคนหันมาพิจารณาถึงประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น รวมถึงการตรวจสอบจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม และความซื่อสัตย์สุจริตในการดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพ เพื่อสร้างสังคมที่น่าอยู่สำหรับทุกคน

เรื่องราวของนายศุภชัยที่ยืนยันว่า ‘พ่อผมไม่ทำชั่ว บุกรุกโบราณสถาน’ สะท้อนให้เห็นถึงความรักและความเคารพที่ลูกมีต่อพ่อ และความสำคัญของการมีแบบอย่างที่ดีในชีวิต

ที่มา – ‘ศุภชัย’ โต้ ‘เดชอิศม์’พ่อเสียชีวิตไปแล้ว มั่นใจ ‘พ่อผมไม่ทำชั่ว บุกรุกโบราณสถาน’

ธรรมศาสตร์ ชนะเลิศนวัตกรรมกีฬา ปี 68

ขอแสดงความยินดีกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่คว้าแชมป์การประกวดนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา ประจำปี 2568 จากกรมพลศึกษา! เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์การกีฬา อาคารสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาฯ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ 60 พรรษา จังหวัดปทุมธานี นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ในงาน Sport Science Innovation Contest 2025

โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ นายจรูญ แก้วมุกดากุล รองอธิบดีกรมพลศึกษา, ดร.พัฒพงศ์ พงษ์สกุล รองอธิบดีกรมพลศึกษา, ดร.ทวีโชค พงษ์ดี ผู้อำนวยการสำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา, ว่าที่ร้อยตรี ปราโมทย์ เลิศจิตรการุ ผู้อำนวยการสำนักนันทนาการ และนางสาวชัชฏาพร พิทักษ์เสถียรกุล ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา

และแล้วก็มาถึงช่วงเวลาสำคัญ… การประกาศผลรางวัล! ทีมจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สร้างชื่อเสียงด้วยการคว้ารางวัลชนะเลิศ จากผลงาน “ชุดอุปกรณ์ประเมินการทำงานของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว” นับเป็นอีกก้าวสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์การกีฬาในประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังมีผลงานที่น่าสนใจอื่นๆ อีกมากมาย ดังนี้:

  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1: ทีมนายพัชระ อัลอุมารี กับผลงาน “Smart Multi-Stage Fitness Test System”
  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2: ทีมนายพิชชา พะกาวัลย์ และนางสาวสุรสา โค้งประเสริฐ กับผลงาน “ชุดอุปกรณ์ทดสอบและฝึกการทรงตัวสำหรับผู้สูงอายุ-สตาร์บาลานซ์โปร 360 (StarBalance Pro360)”

รางวัลชมเชย ได้แก่:

  • ทีม SS-ICT กับผลงาน “แอพพลิเคชั่นตรวจสอบความถูกต้องท่าลุก-นั่ง (Squat) ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์”
  • ทีม The Sprint Timer กับผลงาน “อุปกรณ์จับเวลาเพื่อฝึกความคล่องแคล่วว่องไวของนักกีฬา”
  • ทีม FiTech กับผลงาน “Muscle exertometer”

นอกจากนี้ยังมีทีม LA CAMPANANELLA OP.15 กับผลงาน “ADPPAS บอดี้สูทอัจฉริยะเพื่อการวิเคราะห์สมรรถภาพทางกายโดยใช้ AI ประมวลผลข้อมูลแบบเรียลไทม์”, ทีม SMARTLAB@EGMU กับผลงาน “อุปกรณ์วัดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรยางค์ส่วนล่าง” และทีมพลศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ B กับผลงาน “นวัตกรรมกล่องวัดความอ่อนตัว โดยใช้เซนเซอร์เป็นตัววัดระยะ” ที่ได้รับรางวัล

รวมถึงทีมกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา โรงเรียนบางมดวิทยา “สีสุกหวาดจวนอุปถัมภ์” กับผลงาน “เครื่องวัดความอ่อนตัว ดิจิโต้” ก็ได้รับรางวัลเช่นกัน

ธรรมศาสตร์ กับรางวัลชนะเลิศนวัตกรรมกีฬา

การที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้รับรางวัลชนะเลิศในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักวิจัยและนักพัฒนาไทย ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อวงการกีฬาและสุขภาพ การพัฒนาชุดอุปกรณ์ประเมินการทำงานของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว จะช่วยให้นักกีฬาและบุคคลทั่วไป สามารถประเมินและฝึกฝนกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บและเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นกีฬา

ทำไม ธรรมศาสตร์ ถึงชนะเลิศ?

ความโดดเด่นของผลงานจากทีมธรรมศาสตร์ คือการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ได้อย่างลงตัว ทำให้สามารถประเมินการทำงานของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังเป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานง่ายและสามารถนำไปใช้ได้จริงในหลากหลายสถานการณ์

การประกวดนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา ประจำปี 2568 เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้นักวิจัยและนักพัฒนาได้แสดงศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งผลงานที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่สนใจในการพัฒนานวัตกรรมด้านกีฬาและสุขภาพต่อไปในอนาคต และจะช่วยยกระดับวงการกีฬาไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

ขอแสดงความยินดีอีกครั้งกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และทุกทีมที่ได้รับรางวัลในการประกวดครั้งนี้ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เห็นผลงานนวัตกรรมเหล่านี้ถูกนำไปใช้ประโยชน์จริง เพื่อพัฒนาวงการกีฬาและสุขภาพของคนไทยให้ดียิ่งขึ้น

ที่มา – “ธรรมศาสตร์” ชนะเลิศการประกวดนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา ประจำปี 2568 กรมพลศึกษา

เป๊ก ผลิตโชค รู้สึกตัวแล้ว! เย็บคาง 4 ชั้น

จากกรณีที่ สน.หัวหมาก รับแจ้งเหตุทำร้ายร่างกายโดยใช้อาวุธมีดมีผู้บาดเจ็บภายในปั๊มน้ำมันบางจาก ซอยรามคำแหง 76 จึงไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.ท.สวภณ คะอังกุ สวป.สน.หัวหมาก นำกำลังสายตรวจฝ่ายป้องกันและปราบปราม สน.หัวหมาก และอาสามูลนิธิสยามร่วมใจปู่อินทร์ ที่เกิดเหตุอยู่ภายในปั๊มน้ำมันบางจาก พบร่างเป๊ก ผลิตโชค อายนบุตร อายุ 40 ปี ดารานักร้องชื่อดัง มีบาดแผลฉกรรจ์ถูกอาวุธมีดฟันเข้าที่บริเวณใต้คาง 1 แผล ได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่จึงเร่งทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนเร่งนำตัวส่งรักษาต่อที่โรงพยาบาลสมิติเวช ส่วนผู้ก่อเหตุไม่หนีไปไหน ยืนรอมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ โดยเป็นชายวัย 21 ปี พร้อมของกลางอาวุธมีดพร้าสั้น ยาว 20 ซม. 1 เล่มที่ใช้ก่อเหตุ ถูกควบคุมตัวไปสอบปากคำที่โรงพัก ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดในเฟซบุ๊กของต้นสังกัดของเป๊กอย่าง White Music ก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวโดยการอัพเดตอาการของ เป๊ก ผลิตโชค โดยมีการระบุว่า “ขณะนี้ เป๊ก ผลิตโชค รู้สึกตัวแล้ว แต่ยังคงมีอาการปวดศีรษะอย่างต่อเนื่อง และบริเวณท้ายทอยยังคงบวมช้ำ จากการถูกกระแทกอย่างรุนแรง แพทย์ได้ทำการซีทีสแกนสมองแล้ว ซึ่งผลระบุว่าปลอดภัย แต่บาดแผลบริเวณคางที่ลึกถึงชั้นเยื่อกระดูก ได้รับการผ่าตัดและเย็บทั้งหมด 4 ชั้น โดยศัลยแพทย์ ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการเฝ้าระวังภาวะติดเชื้ออย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งต้องได้รับยาปฏิชีวนะและยาระงับปวดอย่างต่อเนื่อง ส่วนบริเวณหัวไหล่ยังมีอาการบวมและเจ็บมาก ยังไม่สามารถขยับแขนได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ โรงพยาบาลยังคงไม่อนุญาตให้เข้าเยี่ยมผู้ป่วย เพื่อป้องกันการติดเชื้อ และให้ผู้ป่วยได้รับการพักฟื้นอย่างเต็มที่ ตามแผนการรักษาของแพทย์”

พอมีการลงเรื่องราวไป ก็มีแฟนๆมาแสดงความคิดเห็นสองแง่มุมทั้งให้กำลังใจเป๊ก และขอให้หายไวๆ บ้างก็บอกว่าขอให้ใช้เวลาทบทวนและปรับปรุงตัวใหม่ บ้างก็มาต่อว่าเป๊ก บอกว่าหนีหรือเปล่า ทำไมตอนโดนปาดคางยังลุกขึ้นวิ่งได้ แล้วทำไมอาการหนัก เป็นต้น

ขอขอบคุณภาพประกอบจากอินสตาแกรม peckpalit

เป๊ก ผลิตโชค รู้สึกตัวแล้ว!

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเป๊ก ผลิตโชค สร้างความตกใจให้กับแฟนเพลงและคนทั่วไปอย่างมาก หลายคนส่งกำลังใจให้เขาหายป่วยโดยเร็ว และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับอาการของเขา

อาการล่าสุดของ เป๊ก ผลิตโชค

หลังจากเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน ตอนนี้ เป๊ก ผลิตโชค รู้สึกตัวแล้ว แต่อาการบาดเจ็บยังคงต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบริเวณคางที่ต้องเย็บถึง 4 ชั้น และอาการปวดศีรษะที่ยังคงมีอยู่

ทางต้นสังกัด White Music ได้ออกมาอัปเดตอาการของเป๊กอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แฟนๆ ได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง และคลายความกังวล ข่าวการที่ เป๊ก ผลิตโชค รู้สึกตัวแล้ว ถือเป็นข่าวดีที่ทำให้หลายคนโล่งใจ แต่ก็ยังคงต้องติดตามอาการของเขาต่อไป

สำหรับแฟนๆ ที่เป็นห่วงอาการของเป๊ก สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือส่งกำลังใจให้เขาพักผ่อนอย่างเต็มที่ และติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ เพื่อให้กำลังใจเขาในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเป๊ก ผลิตโชค เป็นอุทาหรณ์ให้เราทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง และมีสติอยู่เสมอ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ขอให้เป๊ก ผลิตโชค หายป่วยกลับมาแข็งแรงโดยเร็ววัน และกลับมาสร้างความสุขให้กับแฟนๆ อีกครั้ง เป็นกำลังใจให้เสมอครับ

ที่มา – รู้สึกตัวแล้ว! “เป๊ก ผลิตโชค” เย็บคางถึง 4 ชั้น ลึกถึงเยื่อกระดูก ท้ายทอยบวมช้ำปวดหัวอย่างต่อเนื่อง