ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เหรียญหลวงปู่ศิลา เกือบทุกรุ่นหมดเกลี้ยงแผง ล่าสุด พระปิดตายอดเศรษฐีโกฏิล้าน คนตามหากันวุ่น

เหรียญหลวงปู่ศิลา ยอดนิยม เกือบทุกรุ่นหมดแล้ว!

เมื่อไม่นานมานี้ วงการพระเครื่องในประเทศไทยได้ตื่นตัวอย่างมาก หลังมีข่าวเผยแพร่เกี่ยวกับเหตุการณ์น่าทึ่งของแพทย์ทหารพราน ที่ได้เล่าถึงนาทีระทึกขณะไปช่วยเหลือทหารที่เผลอเหยียบกับระเบิดขณะปฏิบัติภารกิจชายแดนไทย-กัมพูชา โดยในขณะนั้น คุณหมอเองก็ได้สวมใส่ พระปิดตายอดเศรษฐีโกฏิล้าน ที่ปลุกเสกโดยเกจิอาจารย์ชื่อดังอย่าง หลวงปู่ศิลา สิริจันโท และกลายเป็นกระแสที่ใครหลายคนไม่อยากปล่อยผ่าน

เหตุการณ์ที่ทำให้ พระปิดตายอดเศรษฐีโกฏิล้าน คึกคักแบบสุดๆ

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้มีการเปิดเผยว่า ระเบิดที่ทหารเหยียบนั้นได้ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บสามราย ในขณะที่ตัวของแพทย์ทหารพรานก็เกือบที่จะเจอเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นเดียวกัน เมื่อเขาเผยว่าเกือบจะเหยียบระเบิดใกล้จุดเกิดเหตุ แต่ระเบิดกลับไม่ทำงาน ทำให้เขาเชื่อมั่นในพลังบารมีของ พระปิดตายอดเศรษฐีโกฏิล้าน ที่ตัวเขาสวมใส่ตลอดเวลา ระหว่างปฏิบัติภารกิจ

หลังจากเรื่องราวถูกเผยแพร่ บรรดาคนรักพระเครื่องต่างแห่กันเข้าไปดูภาพและข้อมูลของเหรียญโดยรอบๆ ตัวของหลวงปู่ศิลา โดยเฉพาะในพื้นที่ของ ชมรมอนุรักษ์พระเครื่องเมืองขอนแก่น ที่มีร้านค้ารวมกว่า 60 ร้าน พบว่าแทบทุกร้านไม่มีเหรียญหรือผ้ายันต์นี้แล้ว

เหรียญพหูรมาน สื่อถึงความเคารพศรัทธาของแม่ทัพ ลูกน้อง

คุณจิระศักดิ์ ปฏิกานัง หรือที่รู้จักในวงการพระเครื่องอย่างดีในชื่อ ปีเตอร์ เมืองขอน เจ้าของร้านพระชื่อดัง ได้ให้ข้อมูลว่า พระปิดตายอดเศรษฐีโกฏิล้าน นี้ปลุกเสกโดยหลวงปู่ในปี 2567 ผ่านพิธีกรรมอันเข้มขลังถึง 77 จังหวัด และ 108 วัดทั่วประเทศ

โดยเหรียญดังกล่าวไม่ได้จัดแค่เพื่อการบูชาเท่านั้น แต่ยังเพื่อหารายได้เข้าโครงการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์และปรับปรุงกุฎิของหลวงปู่ศิลา ที่มีพุทธคุณเพื่อปกป้องรักษาชีวิต และช่วยให้ค้าขายคล่องตัว ความสำคัญของเหรียญพาหุรัด รุ่นดังกล่าวขยายมากขึ้นเมื่อแม่ทัพภาคที่ 2 ได้สั่งฟ้ามแจกจ่ายพระรุ่นนี้ให้กับทหาร เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและความศักดิ์สิทธิ์ในรักษาชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่

  • รุ่นอายุวัฒนะมงคล 2551
  • รุ่นเหนือดวง 1 2562
  • รุ่นเหนือดวง 2 2567

ความเชื่อมั่นในพลังเหรียญหลวงปู่ศิลา

ความพิเศษของพระเหรียญหลวงปู่ศิลา คือการที่แต่ละรุ่นถูกปลุกเสกอย่างจริงใจ และถูกสร้างขึ้นจากแรงศรัทธา ปัจจุบัน แทบทุกรุ่นของหลวงปู่ศิลาได้รับความนิยมจากคนทั้งวงการพระเครื่อง ไม่เพียงแค่พระปิดตายอดเศรษฐีโกฏิล้าน เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเหรียญทั่วไปที่ถูกจำหน่ายตามแผงตลาดพระ และร้านค้า

หลายคนเชื่อมั่นว่า การได้ครอบครองเหรียญของหลวงปู่ ไม่เพียงเพิ่มโชคลาภในทางธุรกิจและการงาน แต่ยังคอยคุ้มครองชีวิตจากภยันตรายทั้งปวง แม้แต่คุณไสยในรูปแบบลึกลับ ก็เชื่อว่าการบูชา เหรียญหลวงปู่ศิลา สามารถช่วยได้

ข้อเสนอสำหรับคนรักพระเครื่อง – อย่าพลาดการสะสมเหรียญหลวงปู่อะล้วน

หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่สนใจพระเครื่อง โดยเฉพาะจากหลวงปู่ศิลา สิริจันโท แนะนำให้เริ่มทำการตรวจสอบร้านค้าทั่วไปและตลาดนัดพระเครื่องในพื้นที่ใกล้ที่สุด เนื่องจากในช่วงนี้ มีแนวโน้มว่า หลวงปู่ศิลา ทุกรุ่นจะหาแทบยาก เพราะมีทั้งทหารและชาวบ้านคอยตามหาอย่างเข้มข้น

การบูชาพระอย่างถูกวิธีและการตั้งจิตศรัทธาก็ไม่ควรมองข้าม เพราะหากโชคเข้าข้าง และคุณได้มาสัมผัสเหรียญหลวงปู่ศิลา ถือว่าเป็นเรื่องมงคลอย่างยิ่ง

ที่มา – เหรียญหลวงปู่ศิลา เกือบทุกรุ่นหมดเกลี้ยงแผง ล่าสุด พระปิดตายอดเศรษฐีโกฎิล้าน คนตามหากันวุ่น

คปท. จัดชุมนุมใหญ่ “พิชิต” ประณาม “แพทองธาร” ต้นเหตุทำกัมพูชาได้ใจ จี้ให้ลาออกทันที

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ได้จัดการชุมนุมครั้งใหญ่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อแสดงพลังและเรียกร้องให้ น.ส. แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แสดงความรับผิดชอบต่อการที่ประเทศกัมพูชาแสดงท่าทีฮึกเหิมจนนำไปสู่ความขัดแย้งบริเวณชายแดน โดยแกนนำ คปท. อย่าง นายพิชิต ไชยมงคล ได้ออกมาให้สัมภาษณ์และชี้แจงถึงวัตถุประสงค์ของการเคลื่อนไหวครั้งนี้อย่างชัดเจน

การชุมนุมในครั้งนี้ถือเป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากขบวนการเคลื่อนไหวก่อนหน้าที่สะท้อนถึงความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะหลังคลิปเสียงหลุดของนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า ‘แม่ทัพภาคที่ 2 ไม่ใช่พวกเรา’ ถูกเผยแพร่ ซึ่งนายพิชิตระบุว่าเป็นคำพูดที่ส่งผลต่อภาพรวมของความมั่นคงแห่งชาติ มีผลทำให้ฝ่ายกัมพูชายิ่งได้ใจในการแสดงพละกำลังอย่างไม่เกรงกลัว

คปท. การเคลื่อนไหวที่เกินจากการเมือง

สำหรับ คปท. การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงต้องการให้นายกรัฐมนตรีแสดงความรับผิดชอบเท่านั้น แต่ยังเพื่อสะท้อนความผิดปกติของรัฐบาลโดยเฉพาะในการจัดการเรื่องความมั่นคง โดยผู้ชุมนุมมองว่านโยบายหรือท่าทีที่อ่อนข้อ เช่น การเจรจาหยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไข ทำให้ไทยเสียเปรียบในทางยุทธศาสตร์ รวมถึงประเด็นเรื่องการกู้ทุ่นระเบิดที่ประเทศกัมพูชาได้วางไว้ซึ่ง การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาออตาวา ที่ไทยเคยเป็นผู้ริเริ่มและยึดถือในเวทีระหว่างประเทศ

โยนความผิดให้รัฐบาล ไม่ใช่ทหารหรือประชาชน

นอกจากการมอบของบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุชายแดนแล้ว การเคลื่อนไหวครั้งนี้ยังมุ่งประณามไม่เพียงแค่นายกรัฐมนตรี แต่รวมถึงพฤติกรรมของทหารกัมพูชา ที่ยิงโจมตีพลเรือนจนได้รับผลกระทบ โดยนายพิชิตกล่าวว่าสิ่งเหล่านี้อาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม

  • เรียกร้องให้รัฐบาลแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนโดยทันที
  • การชุมนุม คปท. ครั้งนี้เน้นความมีระเบียบและสงบ
  • มีการเตรียมพูดคุยเชิงนโยบายกับผู้มาร่วมชุมนุมอย่างจริงจัง

คปท.ชี้ นางสาวแพทองธารคือไส้ศึกจากภายใน

หนึ่งในประเด็นร้อนในงานชุมนุมคือการกล่าวถึงบทบาทของ น.ส. แพทองธาร ว่าเป็นเหมือน ‘ไส้ศึก’ ที่เป็นจุดอ่อนของประเทศ เนื่องจากมองว่าแม้กองทัพจะปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ แต่นโยบายจากรัฐบาลทำให้เกิดความช่องโหว่ ทั้งด้านการเจรจาและการดูแลความมั่นคงของชาติ

ข้อเสนอให้รัฐบาลเร่งคิดและรีบปฏิบัติ

นายพิชิตกล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลที่ดีย่อมต้องรับฟังเสียงของประชาชนและพร้อมปรับปรุง ขณะเดียวกันยังเปิดเผยว่าจะมีการประชุมใหญ่หรือนัดการเคลื่อนไหวในรูปแบบใหม่ร่วมกับนายจตุพร พรหมพันธุ์ ซึ่งจะถูกจัดขึ้นใกล้ทำเนียบรัฐบาลในอนาคต เพื่อให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของความรับผิดชอบทางการเมือง

การเคลื่อนไหวล่าสุดนี้จึงไม่เพียงสะท้อนความไม่ไว้วางใจในหัวหน้ารัฐบาลเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อมิติของการเมืองระหว่างประเทศ เป็นกรณีศึกษาที่ประชาชนและผู้ติดตามการเมืองต้องจับตา โดยยิ่งกว่านั้นเป็นสัญญาณเตือนอย่างจริงจังว่านโยบายจากการเมืองภายในอาจส่งผลถึงเสถียรภาพของชาตินอกประเทศ ทั้งในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงของพื้นที่ชายแดน

ที่มา – คปท. จัดชุมนุมใหญ่ “พิชิต” ประณาม “แพทองธาร” ต้นตอทำกัมพูชาได้ใจ จี้ลาออกทันที

จับแก๊งอุ้มสาวเรียกค่าไถ่ 1 แสนบาท อ้างแฟนกู้เงินไม่จ่าย

เหตุการณ์สุดสะเทือนขวัญเกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2568 หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 9 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุอุ้มสาวอายุ 18 ปี เรียกค่าไถ่ 1 แสนบาท ได้ทั้งแก๊ง โดยมีรายละเอียดของการจับกุมอย่างลับลวงพรางและการปฏิบัติการเชิงยุทธวิธีที่นำไปสู่ความสำเร็จในการช่วยชีวิตเหยื่ออย่างปลอดภัย

จับกุมแก๊งร้ายยกล็อตบริเวณสตูล

เมื่อเวลา 02.00 น. วันที่ 2 สิงหาคม ตำรวจนครบาลภูธรภาคที่ 9 นำโดย พ.ต.อ. สมพงษ์ สุวรรณวงศ์ และ พ.ต.อ. ศักดา เจริญกุล ได้นำกำลังจากหลายหน่วย รวมถึงชุดพิเศษศรีตรัง บุกจับกุมผู้ต้องหาสี่รายในข้อหาร่วมกันอุ้มสาวและเรียกค่าไถ่ 100,000 บาท โดยจุดเกิดเหตุอยู่บริเวณจุดตรวจทุ่งนุ้ย ถนนยนตรการกำธร ตำบลทุ่งนุ้ย อำเภควนกาหลง จังหวัดสตูล

จากการสกัดกักรถยนต์ต้องสงสัย 2 คัน ตำรวจพบว่าหญิงสาวผู้ถูกอุ้มยังมีชีวิตอยู่ นั่งอยู่เบาะหลัง โดยมีนายโชคชัย ผู้ต้องหา เป็นคนขับ และนายประทีป นั่งข้างคนขับ

เหตุการณ์ลักพาตัวสุดตื่นเต้น

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม เวลาประมาณ 13.37 น. สภ.สิเกา จังหวัดตรัง ได้รับแจ้งหญิงสาวอายุ 18 ปี ถูกอุ้มหายจากบ้านโดยรถยนต์ 2 คัน มีแก๊งอุ้มรีดไถพาสาวไปกักขังไว้ในกระท่อมสวนปาล์มที่อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล จากนั้นคนร้ายได้ติดต่อไปหาแฟนของหญิงสาวเพื่อเรียกเงิน 100,000 บาท พร้อมขู่ว่าจะฆ่าและฝังศพหากไม่จ่ายเงินในคืนนั้น

  • แฟนผู้เสียหายจ่ายเงินล่วงหน้า 50,000 บาทเพื่อขอผ่อนผัน
  • คนร้ายนัดปล่อยตัวที่จังหวัดพัทลุง ทำให้เกิดแผนล่อซื้อ
  • ตำรวจใช้หลายหน่วยงานเข้าร่วมปฏิบัติการจับกุมจนประสบความสำเร็จ

ปมกู้เงินนอกระบบ

จากการสอบสวนเบื้องต้น ปรากฏว่าภารกิจ อุ้มสาว เพื่อเรียกค่าไถ่นี้เกิดจากความขัดแย้งเรื่องหนี้สินเงินกู้ โดยแฟนของเหยื่อกู้เงินผู้ต้องหาไว้ 250,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย 10% ต่อเดือน แต่หยุดชำระหนี้เงินกู้ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้คนร้ายรวบรวมทีมและบุกจับตัวแฟนสาวเพื่อทวงค่าไถ่

ประวัติอาชญากรรมของผู้ต้องหา

หนึ่งในผู้ต้องหา คือนายประทีป หรือ ‘หลง’ ที่ถูกหมายหัวเป็นผู้ต้องขังในคดีร้ายแรงเมื่อปี 2565 โดยศาลจังหวัดสงขลาออกหมายจับเขาในข้อหา ปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธ และยังอยู่ในลำดับที่ 185 ของรายชื่อที่ตำรวจภูธรออกตามล่า นอกจากนี้เขายังเชื่อมโยงกับคดีลักษณะเดียวกันหลายแห่งในภาคใต้

ขณะที่ผลตรวจค้นในเบื้องต้น ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาทั้งสี่รายอย่างหนัก โดยมีทั้งร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง และกรรโชกทรัพย์ พร้อมทั้งครอบครองอาวุธปืนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งหมดให้การปฏิเสธ และกำลังอยู่ระหว่างการขยายผลเพื่อดำเนินคดีต่อผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

วีรกรรมของตำรวจและบทเรียนที่ควรรู้

เหตุการณ์ อุ้มสาวเรียกค่าไถ่ ได้เป็นบทเรียนให้กับคนทั่วไปที่คิดจะกู้เงินนอกระบบ โดยเฉพาะกับความเสี่ยงที่ตามมาจากการที่มิจฉาชีพอ้างถึงหนี้สินเพื่อก่ออาชญากรรมต่อชีวิต

การดำเนินการของตำรวจในครั้งนี้แสดงถึงความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในเรื่องของข่าวกรวงสายลับและการบุกจับในจังหวะเวลาที่เหมาะสม จนสามารถกอบกู้ชิวิตของเหยื่อให้กลับคืนมาได้

หากคุณกำลังคิดจะกู้เงิน ควรระลึกอยู่เสมอว่า: ทางเลือกที่ปลอดภัยคือการกู้จากแหล่งที่ถูกกฎหมายและมีใบอนุญาตชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มผู้ก่อการร้ายอย่างกรณีนี้

ที่มา – จับได้ยกแก๊ง! อุ้มสาวเรียกค่าไถ่ 1 แสน ปมแฟนกู้เงินไม่จ่าย

‘อนุทิน’ บอกไม่เป็นไร ‘บุรีรัมย์’ ถูกรัฐบาลลืม มั่นใจชาวบ้านไม่ลืม!

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 2 สิงหาคม 2568 ที่อำเภอ บ้านกรวด จังหวัด บุรีรัมย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกระทรวงมหาดไทย และ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ประจำพื้นที่ลงพื้นที่ชายแดน เพื่อให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ทหารและชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ในพื้นที่เสี่ยงภัย

ในระหว่างการลงพื้นที่ พบว่าสถานการณ์โดยรวมของจังหวัด บุรีรัมย์ มีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ก็ยังมีรายงานการตรวจจับวัตถุที่น่าสงสัย เช่น โดรน ที่บินเข้ามาในพื้นที่ โดยยังไม่ทราบวัตถุประสงค์ ซึ่งจะต้องรอฝ่ายความมั่นคงของทหารเป็นผู้ประเมินอย่างละเอียด

‘อนุทิน’ ชื่นชมความเสียสละของเจ้าหน้าที่ชรบ.

อนุทินได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า แม้ในสถานการณ์ปัจจุบันเราจะต้องใช้ความรอบคอบในการดูแลพื้นที่ประเด็นชายแดนขนาดนี้ บุรีรัมย์ ยังคงมั่นคงได้ด้วยความร่วมมือของทหารและเจ้าหน้าที่ชุดรสบ. ที่ทำงานกันไม่หยุดยั้ง และเขาก็ได้ขอให้ ส.ส.ของพรรคในพื้นที่ทำหน้าที่ดูแลพูดคุยกับประชาชนให้มากที่สุด เพื่อให้ทุกคนอยู่ในสถานที่ปลอดภัยและผ่านช่วงเวลานี้ไปด้วยกัน

‘บุรีรัมย์’ ถูกลืมจริงหรือ?

ในระหว่างการพบปะ ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงข้อกังวลของชาวบุรีรัมย์ที่รู้สึกว่าจังหวัดถูกรัฐบาลลืมจากจำนวนรัฐมนตรีที่ไม่ได้เดินทางมาเยี่ยมพื้นที่ นายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์อย่างใจเย็นว่า

“ไม่เป็นไร พวกตนคนบุรีรัมย์อยู่แล้ว ใครจะลืมใครจะไม่ลืมไม่มีปัญหา ประชาชนชาวบุรีรัมย์ไม่มีวันลืมพวกเขา และตนก็ไม่มีวันลืมพวกเขาเช่นกัน”

ช่วงเวลาแห่งความสามัคคี

เมื่อถูกถามว่าเขามองเห็นประสิทธิภาพในการทำงานของรัฐบาลอย่างไร โดยเฉพาะการออกแบบการสื่อสารกับประชาชน นายอนุทินได้เน้นย้ำถึงข้อสำคัญว่า ‘ขณะนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมานั่งวิพากษ์วิจารณ์กัน แต่เป็นช่วงเวลากลางใจ การช่วยกันสร้างความปลอดภัยและสนับสนุนซึ่งกันและกัน’

เจ้าตัวได้กล่าวต่อว่า ‘ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ทุกฝ่ายต่างก็มีเป้าหมายเดียวกันคือปกป้อง สนใจประเทศชาติ และประชาชนออกมาได้’

‘บุรีรัมย์’ ยังคงเป็นหมุดสำคัญของความมั่นคง

การเยี่ยมเยียนชายแดนของผู้นำพรรคภูมิใจไทยครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงความพยายามในการติดตามสถานการณ์ เข้าใจมุมมอง ของชาวบุรีรัมย์ และยืนยันว่า ‘บุรีรัมย์ไม่ได้ถูกลืม’

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการพูดถึงโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ ทั้งด้านการสื่อสาร ความพร้อมของกำลังชาวบ้าน และการส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้องไปยังผู้บังคับบัญชาระดับสูง เพื่อให้ชุมชนชายแดนมีความปลอดภัยและสามารถดำเนินชีวิตตามปกติได้อย่างเต็มที่

สำหรับหลายคนที่ติดตามความเคลื่อนไหวของรัฐบาล ผลจากสถานการณ์ล่าสุดในพื้นที่ บุรีรัมย์ ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เกี่ยวกับการบริหารจัดการในช่วงวิกฤตที่ต้องอาศัยหลายฝ่ายร่วมดูแลและต่างคนต่างทำหน้าที่

เนื่องในวันที่ 4 สิงหาคม จะมีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ที่สำคัญ คาดว่าจะมีการตัดสินใจครั้งใหญ่และข้อมูลชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับความมั่นคงของพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ และจะเป็นโอกาสในการแสดงจุดยืนและความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ของทุกฝ่าย

ในบทสรุปของข่าวนี้ ‘การที่บุรีรัมย์ถูกลืมไปจากสายตานักรัฐศาสตร์’ ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามในระยะยาว แต่ความเป็นจริงคือประชาชน ‘ไม่มีวันลืมผู้ที่อยู่เคียงข้างพวกเขา’ เช่นเดียวกับที่นายอนุทินเองก็ยืนยันเช่นนั้น

ที่มา‘อนุทิน’ บอกไม่เป็นไร ‘บุรีรัมย์’ ถูกรัฐบาลลืม มั่นใจชาวบ้านไม่ลืม!

  • บทสรุปพื้นที่บ้านกรวด: ก่อนจะเกิดวันสำคัญ 4 ส.ค. ความเข้มงวดเชิงความมั่นคงยังคงต้องเน้นไว้สูงสุด
  • แนวโน้มความหวังของประชาชน: municipals สามารถ.Assertedตัวบ่งชี้ที่ดีของความรับผิดชอบในการดูแลประชาชนจากทุกฝ่าย
  • การสื่อสารกับประชาชน: เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องปรับปรุง เพราะไม่มีคำว่า ‘ฝ่ายค้าน’ หรือ ‘ฝ่ายรัฐบาล’ ในการปกป้องชาติ

กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย ติดตามสถานการณ์อุทกภัยจากพายุวิภาอย่างใกล้ชิด

อัปเดตล่าสุดจาก กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย เกี่ยวกับสถานการณ์อุทกภัยจากพายุวิภา

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2567 กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. ได้จัดการประชุมเพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและดินถล่มที่เกิดจากพายุวิภา โดยมีนายจำนง สวัสดิ์วงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบรรเทาสาธารณภัย เป็นประธานในที่ประชุม ซึ่งในที่ประชุมได้รวมหน่วยงานจากส่วนกลาง หัวหน้าสำนักงานป้องกันฯ จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

พายุวิภาส่งผลกระทบในหลายพื้นที่ ปภ.จึงติดตามสถานการณ์อุทกภัยอย่างใกล้ชิด

ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม ถึง 2 สิงหาคม กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย ได้รายงานว่ามี 12 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ น่าน เชียงราย พะเยา ลำปาง เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน แพร่ สุโขทัย ตาก อุตรดิตถ์ เลย และพิษณุโลก โดยมีพื้นที่ที่ได้รับอุทกภัยรวมทั้งสิ้น 74 อำเภอ 364 ตำบล และ 2,387 หมู่บ้าน

ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนมีจำนวนมากถึง 74,597 ครัวเรือน หรือราว 233,509 คน โดยมีผู้เสียชีวิต 6 ราย และสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน น้ำท่วมในพื้นที่ต่าง ๆ ส่วนใหญ่เริ่มลดระดับลงแล้ว โดยมีเพียง 4 จังหวัดที่ยังมีสถานการณ์อุทกภัย ได้แก่ น่าน เชียงราย สุโขทัย และพิษณุโลก ซึ่งครอบคลุม 9 อำเภอ 21 ตำบล 60 หมู่บ้าน และมีประชาชนได้รับผลกระทบประมาณ 3,230 ครัวเรือน หรือ 11,951 คน

กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย รายงานแนวโน้มสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย

พายุโซนร้อนวิภาได้ส่งผลให้เกิดเหตุอุทกภัยและดินโคลนถล่มในหลายพื้นที่ แต่จากข้อมูลล่าสุดพบว่าระดับน้ำในส่วนใหญ่ลดลงและ กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย ยังคงติดตาม Situation อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันเวลา ทั้งนี้กรมฯ ได้ประสานงานร่วมกับจังหวัดต่าง ๆ เพื่อบริหารความเดือดร้อนในทุกด้านอย่างเต็มกำลัง

  • จังหวัดที่ยังมีน้ำท่วมให้ดำเนินการติดตามและช่วยเหลือประชาชนต่อเนื่อง
  • จังหวัดที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลายควรสำรวจและจัดทำบัญชีความเสียหายอย่างรวดเร็ว
  • ดำเนินการช่วยเหลือตามระเบียบของกระทรวงการคลังให้แล้วเสร็จก่อนฌาปนกิจผู้เสียชีวิต

ประชาชนได้รับผลกระทบกำลังเป็นจุดศูนย์กลางของความช่วยเหลือจาก กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย

เป้าหมายหลักของการเคลื่อนไหวของ กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย คือการปกป้องประชาชนในพื้นที่ประสบภัย และบรรเทาความเดือดร้อนให้รวดเร็วที่สุด อย่างไรก็ตามการกระจายความช่วยเหลือยังคงเป็นไปตามข้อสั่งการของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และน.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รมช.มหาดไทย อย่างเคร่งครัด

สำหรับประชาชนทั่วไป หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด พร้อมปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งนี้ กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย ยังคงกระตือรือร้นในการวางแผนฟื้นฟูและฟื้นสภาพความปกติหลังพายุ

บทสรุปจาก กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย

สถานการณ์จากพายุวิภากำลังค่อย ๆ คลี่คลายลง แต่ยังคงต้องระมัดระวังในพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขัง การติดตามสถานการณ์หลังพายุจึงเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้การเตือนภัยล่วงหน้า หากคุณมีเครือข่ายในพื้นที่เสี่ยง ควรส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้องจากกรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย เพื่อช่วยลดผลกระทบและเพิ่มโอกาสในการช่วยเหลืออย่างทันเวลา

ที่มา – ‘กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย’ติดตามสถานการณ์อุทกภัยจากพายุวิภาภาพรวมมีระดับน้ำลดลง

รัฐบาลทรัมป์ระงับงบวิจัยยูซีแอลเอ เหตุต่อต้านยิว-ละเมิดสิทธิพลเมือง

ในช่วงต้นเดือนสิงหาคมปี 2020 สื่อหลายแห่งในสหรัฐอเมริกาได้รายงานข่าวที่สร้างความฮือฮาไม่น้อย เมื่อรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งระงับงบประมาณจำนวน 339 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา (ประมาณ 11,024.28 ล้านบาท) ที่จะมอบให้กับมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตลอสแอนเจลิส หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ ยูซีแอลเอ โดยให้เหตุผลว่าทางมหาวิทยาลัยมีพฤติกรรมในการต่อต้านชาวยิว ตลอดจนละเมิดสิทธิพลเมืองในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนโยบายความหลากหลายและการแข่งขันกีฬาสตรี

สาเหตุที่รัฐบาลทรัมป์ระงับงบวิจัยยูซีแอลเอ

ประเด็นหลักที่รัฐบาลทรัมป์ใช้เป็นเหตุผลในการยกเลิกงบประมาณครั้งนี้ คือการที่ยูซีแอลเอมีแนวปฏิบัติเกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม รวมถึงมีกรณีต่าง ๆ ที่ถูกอ้างถึงอย่างเรื่องการต่อต้านชาวยิวในมหาวิทยาลัย แม้จะไม่มีการชี้ชัดว่าเกิดขึ้นจริงในเชิงประจักษ์ แต่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเห็นว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งสัญญาณเกี่ยวกับการจำกัดเสรีภาพและการแสดงออกที่ไม่เป็นกลางทางการเมือง

การเคลื่อนไหวที่แตกต่างจากเดิม

ที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์มักจะระงับงบประมาณให้กับสถาบันอุดมศึกษาเอกชนรายใหญ่อย่างมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยเยล หรือมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ซึ่งล้วนเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในกลุ่มไอวีลีก ต่างจากการกระทำครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลแสดงความไม่พอใจต่อสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ โดยเฉพาะการให้การสนับสนุนโครงการวิจัยของ รัฐบาลทรัมป์ระงับงบวิจัยยูซีแอลเอ ถือเป็นกรณีที่เรียกได้ว่ามีนัยสำคัญในทางการเมืองและการศึกษา

ความเห็นเชิงวิเคราะห์: การตัดสินใจเช่นนี้สะท้อนแนวโน้มนโยบายของรัฐบาลทรัมป์ที่มุ่งจำกัดเสรีภาพในสถาบันการศึกษา ซึ่งอาจเป็นการส่งสัญญาณไปสู่สังคมว่ารัฐบาลต้องการควบคุมการวิจัยหรือการเรียนการสอนที่อาจขัดกับแนวทางของตน สิ่งนี้อาจสร้างความกังวลให้กับแวดวงวิชาการระดับโลกที่ยึดถืออิสระในการวิจัยเป็นหัวใจหลัก ซึ่งในมุมมองของผู้ติดตามประเด็นเกี่ยวกับการศึกษาและเทคโนโลยี นับว่ามีผลกระทบในระยะยาวต่อบรรยากาศเชิงนวัตกรรมและนักวิจัยระดับสูงทั่วโลก

เหตุการณ์นี้จึงเป็นโอกาสให้ผู้อ่านได้ตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสถาบันวิจัยสำคัญว่าจะสามารถคานสมดุลกันได้ในยุคที่การเมืองเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นหรือไม่ และเป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อไป อย่างใกล้ชิด

ท่าทีของ นายฮูลิโอ แฟรงก์ อธิการบดีของยูซีแอลเอ ระบุว่าสถานการณ์เช่นนี้ ‘น่าผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง’ เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อนักวิจัย คณาจารย์ และบุคลากรของมหาวิทยาลัย ที่คาดหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อสานต่องานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสหรัฐฯ และโลกโดยรวม

  • ยูซีแอลเอมีบทบาททางด้านวิจัยและนวัตกรรมขนาดใหญ่
  • การระงับงบถือเป็นการสั่นสะเทือนวงการวิชาการโลก
  • รัฐบาลทรัมป์ใช้ประเด็นสิทธิพลเมืองและต่อต้านยิวเป็นเหตุผล

ที่มา – รัฐบาลทรัมป์ระงับงบวิจัยยูซีแอลเอ เหตุต่อต้านยิว-ละเมิดสิทธิพลเมือง

‘ประเสริฐ’ ลงพื้นที่ศรีสะเกษ ร่วมไว้อาลัยผู้สูญเสีย พร้อมมอบเงินช่วยเหลือญาติ

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2567 เวลาประมาณ 09:30 น. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อร่วมแสดงความเสียใจและมอบเงินช่วยเหลือให้กับญาติของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

‘ประเสริฐ’ ลงพื้นที่ศรีสะเกษ พร้อมเป็นกำลังใจให้ประชาชนชายแดน

กิจกรรมครั้งสำคัญนี้ได้เริ่มต้นที่ศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ โดยนายประเสริฐได้มอบเงินช่วยเหลือจากกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรีให้กับญาติผู้เสียชีวิต 9 ราย ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ชายแดน

เยี่ยมศูนย์อพยพและรับฟังปัญหาอย่างใกล้ชิด

หลังจากนั้น รองนายกรัฐมนตรีได้นำคณะเข้าเยี่ยมศูนย์อพยพที่อำเภอกันทรลักษ์ เพื่อมอบสิ่งของจำเป็นที่ได้จากความร่วมมือน้ำใจของคนไทยทั่วประเทศ ผ่านทางไปรษณีย์ไทย โดยมีวัตถุประสงค์ในการเร่งด่วนคือการดูแลประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังมีการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับฟังแนวทางการเยียวยาเหยื่ออย่างเป็นระบบ พร้อมกันนี้ นายประเสริฐได้ให้คำสั่งเร่งด่วนในการทำงานขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนและผู้บาดเจ็บได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

คำสั่งเร่งด่วนต่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง

  • เร่งรวบรวมเอกสารผู้ประสบภัยอย่างรวดเร็ว: สํานักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ศรีสะเกษ ต้องดำเนินการให้รวดเร็วที่สุด
  • ตรวจสอบผู้ประสบภัยเพิ่มเติม 24 ราย: เพื่อให้การเยียวยาครอบคลุมทุกคน
  • สำรวจพื้นที่โครงสร้างพื้นฐาน: ถนน โรงพยาบาล โรงเรียน วัดวาอาราม และแหล่งประวัติศาสตร์ เพื่อขอรับเงินช่วยเหลือ

บทบาทของไปรษณีย์ไทยในการช่วยเหลือประชาชน

นายประเสริฐยังได้เดินทางไปยังจุดเกิดเหตุความรุนแรงที่สถานีบริการน้ำมันบ้านผือ อำเภอกันทรลักษ์ เพื่อร่วมวางดอกไม้ไว้อาลัย มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้หลายราย

นอกจากนี้ เขายังได้มีการเยี่ยมชมที่ทำการไปรษณีย์ไทยในพื้นที่ เพื่อให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ซึ่งได้ส่งความสำคัญต่อการทำงานเป็นด่านหน้าที่สนับสนุนทั้งเรื่องของอินเทอร์เน็ตและการสื่อสารในยามวิกฤต

รัฐบาลเตรียมมาตรการเพิ่มเติมเพื่อฟื้นฟูชุมชนชายแดน

นายประเสริฐได้กล่าวถึงแนวทางของรัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ว่ามีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูความเป็นอยู่ และรับฟังเรื่องราวความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอย่างจริงจัง ก่อนยืนยันว่าจะมีประกาศมาตรการใหม่ ๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยและฟื้นฟูโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมอย่างครอบคลุม

‘ตู้ ปณ. ช่วยผู้ประสบภัยไทย – กัมพูชา’ โครงการเพื่อชุมชนชายแดน

ทางไปรษณีย์ไทยได้เปิดโครงการ ‘ตู้ ปณ. ช่วยผู้ประสบภัยไทย – กัมพูชา’ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการจัดส่ง ระหว่างวันนี้ถึง 25 สิงหาคม 2568 เพื่อเชื่อมโยงน้ำใจจากพี่น้องชาวไทยทั่วประเทศมายังชุมชนชายแดนและทหารที่ปฏิบัติภารกิจ

ทั้งนี้ ‘การส่งต่อสิ่งของ’ มิใช่แค่การแบ่งปันทางวัตถุเท่านั้น แต่ยังสร้างกำลังใจและความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวในยามที่คนทั้งประเทศกำลังมองไปที่ความสงบสุขของพื้นที่ชายแดน

หากคุณมองในเชิงลึก การลงพื้นที่ของ ‘ประเสริฐ’ ในครั้งนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างจริงใจ โดยนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและช่วยเหลือประชาชนอย่างตรงจุด เช่น การขยายอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ หรือแม้กระทั่งการฟื้นฟูอาชีพชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ

เป็นสิ่งที่สะท้อนบทบาทของรัฐบาลในยุคใหม่ ที่ผสานการช่วยเหลือด้านสังคมกับเทคโนโลยี เพื่อขับเคลื่อนทุกอย่างให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่อาจคิดว่าความเปลี่ยนแปลงในสังคมมองไม่เห็น นี่คืออีกหนึ่งบรรทัดฐานที่ควรค่าติดตามและเป็นกำลังใจ ปิดท้ายด้วยข้อมูลต้นทางข่าวรวมถึงความคาดหวังของรัฐบาลในการสร้างสันติสุขที่ยั่งยืน

ที่มา – ‘ประเสริฐ’ลงพื้นที่ศรีสะเกษ ร่วมไว้อาลัยผู้สูญเสีย พร้อมมอบเงินช่วยเหลือญาติ

ชำนาญวิทย์-ไชยวัฒน์ พร้อมข้าราชการระดับสูงมหาดไทย เตรียมเกษียณ 1 ต.ค. นี้

ข้าราชการระดับสูงหลายกรมเตรียมวางมือ 1 ต.ค. นี้

หลังจากที่เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศรายชื่อข้าราชการที่เตรียมเกษียณอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป จำนวนทั้งหมด 208 ราย โดยเป็นบุคคลที่ดำรงตำแหน่งสำคัญในหลายกรม รวมถึง รองปลัดกระทรวง ผู้ตรวจราชการกระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด ไปจนถึงนายอำเภอ ซึ่งแน่นอนว่าถือเป็นการเปลี่ยนผ่านที่หลายฝ่ายรอติดตาม

นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ และนายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อยู่ในรายชื่อ

หนึ่งในบุคคลที่ถูกพูดถึงอย่างมากคือ นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทยผู้เคยมีบทบาทสำคัญในการเซ็นคำสั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ ดินแดนโครงการอัลไพน์ และ นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งทั้งสองคนมีชื่อในรายชื่อข้าราชการผู้จะพ้นจากตำแหน่งในครั้งนี้

รวมรายชื่อข้าราชการระดับสูงที่เกษียณในปีนี้

  • นายขจร ศรีชวโนทัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย
  • นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย
  • นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง
  • นายณรงค์ จีนอ่ำ ผู้ตรวจราชการกระทรวง
  • นายอดีเทพ กมลเวชซ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง
  • นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น
  • นายชุติเดช มีจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง
  • นายทวี เสริมภักดีกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก
  • นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี
  • นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  • นางนิศากร วิศิษฎ์สรอรรถ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม
  • นายศิริวัฒน์ บุปผาเจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์
  • นายสนั่น พงษ์อักษร ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์
  • นายสมคิด จันทมฤก ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี
  • นายสุพจน์ รอดเรือง ณ หนองคาย ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา
  • นายสุเมธ์ ธีรนิติ ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี
  • นายโสภณ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต
  • นายอำพล อังคภากรณ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี

ร่องรอยความสำเร็จจากเหล่าผู้นำสำคัญ

แต่ละบุคคลในรายชื่อที่เราได้กล่าวมานี้มีผลงานที่เป็นรูปธรรมในพื้นที่ของตนมาโดยตลอด เช่น นายโสภณ สุวรรณรัตน์ ที่สร้างความมั่นคงทางการท่องเที่ยวให้ภูเก็ตได้อย่างแข็งแกร่ง หรือ นายธวัชชัย ศรีทอง ที่นำชลบุรีเดินหน้าสู่ความทันสมัยในหลายด้าน ซึ่งบทบาทเหล่านี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่จะให้ทั้งคนรุ่นใหม่และประชาชนได้ติดตามต่อไปในระยะยาว

การเปลี่ยนผ่านที่อาจส่งผลต่อการบริหารประเทศ

อย่างไรก็ดี การเกษียณของ ข้าราชการระดับสูงมหาดไทย ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการบริหารราชการ ทั้งในระดับนโยบายและพื้นที่ เพราะผู้นำเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการประสานงานระหว่างจังหวัดและการกำหนดนโยบายของส่วนกลาง ดังนั้น จึงมีผู้มองว่าการรับไม้ต่อจากทีมงานใหม่จะต้องมีความพร้อมทั้งในเรื่องของการบริหารจัดการ และการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจตรงกัน

ควรเตรียมตัวรับการเปลี่ยนแปลงอย่างไร?

สำหรับผู้ติดตามข่าวสาร อาจต้องจับตาดูแนวโน้มในการเปลี่ยนผู้บริหารในแต่ละหน่วยงานอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นของเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม ที่การเปลี่ยนผ่านกำลังจะเกิดขึ้นจริง อย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตและบทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเห็นภาพรวมของทิศทางราชการไทยในปีต่อไป

ที่มา – ‘ชำนาญวิทย์-ไชยวัฒน์’ พร้อมข้าราชการระดับสูงมหาดไทย เตรียมเกษียณ 1 ต.ค.นี้

‘อนุทิน’ มั่นใจปมที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ทำถูกต้องตามกฎหมาย – ปมความรับผิดชอบหลังคำพิพากษาศาล

‘อนุทิน’ มั่นใจปมที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ทำถูกต้องตามกฎหมาย

เมื่อช่วงเวลา 12.00 น. ของวันที่ 2 สิงหาคม 2568 ณ จังหวัดบุรีรัมย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีของที่ดินเขากระโดงในจังหวัดบุรีรัมย์ โดยกระทรวงมหาดไทยเพิ่งแถลงผลการสอบสวนที่ยืนยันว่าที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นของ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และพร้อมดำเนินการเพิกถอนที่ดินจำนวนกว่า 5,000 ไร่ตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคมนี้เป็นต้นไป

ความชัดเจนจากคำสั่งศาลช่วยลดการถกเถียง?

กรณีที่ดินเขากระโดงเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองและเกิดการถกเถียงในสังคมมายาวนาน โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่และอาจได้รับผลกระทบจากคำสั่งดังกล่าว ‘อนุทิน’ ได้กล่าวยืนยันว่า การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามกฎหมาย และคำพิพากษาของศาลฎีกาและศาลปกครองอย่างเคร่งครัด

  • ยุติการถกเถียงทางการเมือง
  • ยืนยันการดำเนินการตามระเบียบและคำสั่งศาล
  • ไม่ต้องการให้ประเด็นเป็นเกมการเมือง

เขาย้ำว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปกป้องผู้ใดในปัจจุบัน เนื่องจากทุกอย่างได้ถูกดำเนินการอย่างครบถ้วนตามกรอบกฎหมาย ทั้งนี้ ใครก็ตามที่มีบทบาทในช่วงเวลาใด จะต้องรับผิดชอบผลลัพธ์ที่ตามมาตามยุคสมัยของตน

‘ปมที่ดินเขากระโดง’ สะท้อนความสำคัญของกฎหมายและความร่วมมือของคนในชาติ

นอกจากประเด็นเรื่องที่ดินแล้ว อนุทิน ยังได้กล่าวถึงความรู้สึกภาคภูมิใจในความร่วมมือน้ำใจของประชาชน ที่ช่วยเหลือศูนย์พักคอยผู้อพยพ บริเวณสนามแข่งรถในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีชาวไทยจากทุกสารทิศ ต่างแห่กันส่งสิ่งของช่วยเหลือผู้คนที่กำลังประสบปัญหาอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ใดก็ตาม

นายอนุทินกล่าวว่า คนไทยยังคงยึดมั่นในหลักน้ำใจและความสามัคคี ไม่ว่าจะเผชิญกับแรงกดดันหรือมรสุมทางการเมืองเพียงใด นี่คือสิ่งที่ควรโฟกัสมากกว่าการจับผิดหรือใช้ประเด็นความขัดแย้งเพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ความมั่นคง ชายแดน และจิตสำนึกของคนในชาติ

เมื่อมีคำถามว่า ‘ปมที่ดินเขากระโดง’ ถูกใช้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาชายแดนหรือไม่นั้น อนุทินระบุว่า ตัวเขาไม่ได้ตั้งใจให้โฟกัสเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของจิตสำนึกของคนในชาติที่ต้องร่วมกันปกป้องรัฐและประชาชน โดยเฉพาะศูนย์พักคอยสำหรับผู้อพยพที่ได้รับน้ำใจจากทั่วประเทศอย่างล้นหลาม

เขามองว่า ในภาวะความไม่สงบหรือความท้าทาย ความสามัคคีของพี่น้องคนไทยคือแรงผลักดันที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่การดิ้นรนหาจุดยืนทางการเมือง แต่เป็นการทำความเข้าใจและเคารพกฎหมาย เพื่อให้เกิดความสงบสุขและยั่งยืนในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องควรติดตามการดำเนินการจากรัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่กระทบสิทธิ์และชีวิตความเป็นอยู่ของผู้บริสุทธิ์ โดย ‘ปมที่ดินเขากระโดง’ ถือเป็นบทเรียนที่ดีว่า การทำงานตามระบบต้องชัดเจน โปร่งใส และยึดตามคำวินิจฉัยทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ทั้งนี้ สังคมไทยควรยึดหลักว่าการเมืองคือเครื่องมือหนึ่งในการพัฒนา แต่ความรักแผ่นดินและกฎหมายคือพื้นฐานของชาติที่แท้จริง

ที่มา – ‘อนุทิน’มั่นใจปมที่ดินเขากระโดง ทำถูกต้องตามกฎหมาย – คำพิพากษาศาล ลั่นใครทำอะไรต้องรับผิดชอบผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น?

รันทดบ้านพลทหารกล้าพลีชีพ แร้นแค้นกินนอนกระต๊อบ ‘ไร้น้ำ-ไร้ไฟ’

รันทดบ้านพลทหารกล้าพลีชีพ แร้นแค้นกินนอนกระต๊อบ ‘ไร้น้ำ-ไร้ไฟ’

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568 บรรยากาศที่วัดบ้านยางโป่งสะเดา ตำบลตาจง อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ เต็มไปด้วยความเศร้าสลด โดยมีครอบครัวของผู้ล่วงลับและประชาชนจากทั่วสารทิศทยอยเดินทางมาร่วมไว้อาลัยให้กับ พลทหารธีรยุทธ กระจ่างทอง หรือ สิบตรีธีรยุทธ กระจ่างทอง ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา

หลังจากที่ศพถูกนำกลับมาบำเพ็ญกุศลตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 จนถึงวันที่มีการทำพิธีฌาปนกิจในเวลา 15.00 น. ของวันนี้ (2 ส.ค. 68) โดยท่ามกลางความโศกเศร้าของทุกคนที่ได้รับทราบข่าว หลายคนยังคงรู้สึกสะเทือนใจเมื่อได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวพลทหารธีรยุทธ

ชีวิตที่ยากลำบากของครอบครัวพลทหารกล้าพลีชีพ

ทั้งนี้ ครอบครัวพลทหารธีรยุทธอาศัยอยู่ในสภาพกระต๊อบเล็ก ๆ ที่ช่วยกันปลูกเองบริเวณเขตชายป่า อยู่ในสภาพที่ ไร้น้ำประปา ไร้ไฟฟ้า ใช้แค่โซลาร์เซลเพียงชุดเดียวสำหรับใช้แสงสว่างเท่านั้น ซึ่งเพื่อนบ้านและคนใกล้เคียงเล่าว่า ทุกวันนี้ครอบครัวต้องใช้ชีวิตด้วยความยากลำบากอย่างมาก แต่มีความตั้งใจในการอบรมสั่งสอนลูกหลานให้เป็นคนดีและมีความรับผิดชอบ

นายกิมแดง กระจ่างทอง บิดาของพลทหารธีรยุทธ กล่าวเล่าด้วยน้ำเสียงแหบเสียงแห้งว่า ครอบครัวของตนมีฐานะยากจนมาตลอด ขณะที่ บ้านที่กำลังก่อสร้างก็ยังมีเพียงเสาและหลังคาเท่านั้น ไม่มีพื้นและผนัง ยังไม่ได้ใช้ขึ้นอาศัย ขณะที่ชีวิตประจำวันอาศัยกระต๊อบเดิมเป็นที่หลบแดดหลบฝนเพียงเท่านั้น

ความตั้งใจและฝันที่สูญสิ้นของพลทหารหนุ่ม

นายสิทธิชัย เจริญขุนทศ อายุ 51 ปี ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของพลทหารธีรยุทธ เปิดเผยว่า สิบตรีธีรยุทธมีความใฝ่ฝันอยากเป็นทหารมาตั้งแต่เด็ก เพราะครอบครัวมีประวัติในการรับราชการทหารมาแต่ปู่ อย่างไรก็ตามด้วยสภาพเศรษฐกิจของครอบครัว ทำให้เขาต้องหยุดเรียนไว้แค่เพียงชั้น ม.2 ก่อนที่จะสมัครเป็นทหารเกณฑ์ และศึกษาต่อจนได้ ม.3 ภายในค่ายทหาร โดยมีเป้าหมายที่จะเข้าระบบ กศน. เพื่อก้าวต่อไปในชีวิต

อย่างไรก็ตาม ความฝันเหล่านั้นต้องมาหยุดชะงักลง เพียงเพราะอุบัติเหตุจากการปฏิบัติหน้าที่ ด้วยอายุที่ยังไม่เลยวัย 25 ปี

ความหวังจาก ส.ว. และมติของสังคมในการสนับสนุนครอบครัว

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา ได้เดินทางมาร่วมสวดอภิธรรม และให้กำลังใจครอบครัวของพลทหารธีรยุทธ ซึ่งในโอกาสนี้เขายังระบุว่าจะพยายาม ประสานหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงสมาชิกวุฒิสภา ให้ร่วมกันระดมเงินเพื่อช่วยครอบครัวในการก่อสร้างบ้านใหม่ ที่เหมาะสมมากยิ่งขึ้น

แม้ว่าจะมีฝนตกหนักช่วงตั้งเต็นท์ไว้ภายในวัด แต่บรรยากาศภายในงานยังคงอบอวลด้วยความรักและความเคารพต่อการเสียสละของหนุ่มลูกอีสานคนนี้ ที่ทิ้งความฝันและความหวังไว้กลางเต็นท์ผ้าใบ ณ ชายแดนแดนไกล

นอกจากนี้ พี่เขยของพลทหารธีรยุทธ ระบุเพิ่มเติมว่าน้องเพิ่งจะซื้อรถจักรยานยนต์ใหม่และผ่อนชำระไปได้เพียง 3 เดือนเท่านั้น ยังไม่รู้ว่าครอบครัวจะจัดการค่างวดรถที่เหลืออยู่อย่างไร

ที่มา – รันทดบ้านพลทหารกล้าพลีชีพ แร้นแค้นกินนอนกระต๊อบ ‘ไร้น้ำ-ไร้ไฟ’