ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

“หมอเพียรศักดิ์” ตอบโต้ “เท้ง” หลังถูกกล่าวหาว่า รพ.ไม่รับผู้ป่วยชาวกัมพูชา ชี้ ‘คนไม่ยืนตรงกลาง ย่อมเป็นผู้นำไม่ได้’

“หมอเพียรศักดิ์” ตอบโต้ “เท้ง” หลังถูกกล่าวหาว่า รพ.สรรพสิทธิประสงค์ ไม่รับผู้ป่วยชาวกัมพูชา

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ประเด็นร้อนถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์ เมื่อ นพ.เพียรศักดิ์ แซ่หว่อง จากโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ออกมาตอบโต้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือที่หลายคนรู้จักกันดีในชื่อ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน หลังจากที่ “เท้ง” ให้สัมภาษณ์ในลักษณะกล่าวหารพ.สมมติฐานว่าไม่รับผู้ป่วยชาวกัมพูชา โดยนพ.เพียรศักดิ์ได้แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาผ่านการแชร์โพสต์ของอีกฝ่าย ระบุว่า การไม่ยืนอยู่ตรงกลางย่อมยากที่จะเป็นผู้นำที่แท้จริง

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่าง “หมอเพียรศักดิ์” กับ “เท้ง”

นพ.เพียรศักดิ์เริ่มคอมเมนต์อย่างตรงไปตรงมา โดยชี้ให้เห็นถึงอายุและประสบการณ์ของตนเองที่ยาวนานกว่าผู้พูด โดยระบุว่า “อายุของคุณเท้งยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของการเดินทางของโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์” ทำให้เกิดการถกกันในวงกว้างว่า คำวิจารณ์นี้มาจากอารมณ์ส่วนตัวหรือความไม่เข้าใจกันจริง ๆ เขาว่าไว้อย่างนั้น เพื่อสะท้อนถึงการที่อีกฝ่ายไม่ได้เข้าใจบริบริบทของโรงพยาบาลที่ต้องให้การรักษาผู้คนมากกว่า 6 ล้านคนในพื้นที่อีสานใต้ และพิจารณาความปลอดภัยของทั้งผู้ป่วยไทยและชาวกัมพูชา รวมทั้งบุคลากรกว่า 4,000 คน ที่ต้องปฏิบัติงานในสถานการณ์เสี่ยง

อีกทั้งยังตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ไปที่ “เท้ง” ว่า “ในวันที่มีความเดือดร้อนเกิดขึ้นมากมาย คุณไปอยู่ที่ไหน” และ “คุณทำอะไรบ้างเมื่อประชาชนลำบาก”

คำคมของความเป็นผู้นำและความเข้าใจในมนุษยธรรม

งานนี้ นพ.เพียรศักดิ์ไม่ได้แค่ปกป้องภาพลักษณ์ของโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ยังถ่ายทอดแนวคิดเกี่ยวกับความหมายที่แท้จริงของผู้นำและมนุษยธรรม โดยเขาบอกว่า การที่คนเราไม่ยืนอยู่ตรงกลางของความขัดแย้ง หรือเพียงมองเพียงด้านเดียว ย่อมนำมาซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์ที่ผิดจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

เขายังกล่าวเสริมว่า แทนที่จะลอกวาทศิลป์จากบทบาทสาธารณะ ควรลงพื้นที่ดูการทำงานจริงในโรงพยาบาล เพื่อเข้าใจว่าความเห็นอกเห็นใจและจิตสำนึกต่อสังคมนั้นต้องมาพร้อมกับความเข้าใจในรากเหง้าของปัญหา

แพทย์ควรเป็นเสียงแห่งความรับผิดชอบ

ท่านยังชี้ให้เห็นภาพกว้างของโรงพยาบาล เช่นความเข้มแข็งของระบบสาธารณสุขที่ต้องรับผู้คนกว่า 10,000 คนต่อวันในฐานะหน่วยงานที่ทำงานเพื่อประคับประคองทุกชีวิตไว้ให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง เช่นการระบาดของโรค หรือสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน โดยบทบาทของแพทย์และโรงพยาบาลต้องไม่ถูกมองเพียงตามวาทศิลป์ แต่ควรมองถึงความสามารถในการบริหารจัดการและความเสียสละที่แสดงผ่านการทำงานจริง

ในส่วนของผู้วิจารณ์ หมอเพียรศักดิ์รู้สึกว่า “บางคนเริ่มไม่เห็นค่าของคำพูดตนเอง” เมื่อไม่ลงพื้นที่ แต่นั่งตัดสินจากข้อมูลแค่ด้านเดียว

บทบาทของ “ความเป็นกลาง” กับการเป็นผู้นำในสังคมไทย

การจะเป็นผู้นำในสังคมไทย ไม่ใช่เพียงการพูดสวยหรือพยายามชูประเด็นเพื่อสร้างการรับรู้ แต่ต้องเข้าใจเส้นทางจิตวิญญาณของบริบทรอบข้าง และไม่ตัดสินด้วยทัศนคติที่ยังไม่ซึมซับวัฒนธรรมความเป็นมนุษยชนที่แท้จริง

หากคุณเป็นผู้นำที่ดี เวลามีปัญหาคุณควรพร้อมเข้าไปช่วยอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงวิจารณ์จากที่ปลอดภัยอย่างที่ “เท้ง” ทำอยู่ในขณะนี้ และในวันที่บุคลากรในรพ.เร่งทุ่มเทเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ต่างฝ่ายต่างก็ต้องการกำลังใจมากกว่าวิจารณ์ทัวร์ลง

แนวโน้มความเข้าใจในอาชีพหมอและบทบาททางสังคม

มีหลายคนไม่ได้เข้าใจว่า แพทย์แต่ละท่านไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเยียวยาผู้ป่วย แต่กระทู้อีกระดับหนึ่งของผู้นำในทุกชุมชน การปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มคนทั่วไปจึงควรพึ่งพาการพูดคุยที่รับฟังทั้งสองฝ่าย มากกว่าจะมองเพียงความสะใจในระยะสั้น

นพ.เพียรศักดิ์ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มุมมองวิพากษ์ควรเน้นให้กำลังใจมากกว่าวิจารณ์อย่างเสียดสี โดยเฉพาะในยามที่สังคมก่งขันและอ่อนล้าจากโลกแห่งความจริง ทุกอาชีพคู่ควรกับการเชื่อมโยงด้วยความเข้าใจที่ลึกซึ้ง

บทสรุป “หมอเพียรศักดิ์” ซัด “เท้ง” แต่เหตุผลสะท้อนคุณค่าของคนร่วมสังคม

แม้บทลงความเห็นจากนพ.เพียรศักดิ์จะดูรุนแรงในสายตาคนจำนวนหนึ่ง แต่หากกลับไปดูเบื้องลึก นี่คือการสะท้อนทางจริยธรรม ความมุ่งมั่น และอดทนของทีมแพทย์ที่ต้องรับมือกับความซับซ้อนทั้งภายในและภายนอกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – “หมอเพียรศักดิ์”ซัด “เท้ง”กล่าวหารพ.ไม่รับผู้ป่วยเขมร ลั่น ‘คนไม่ยืนตรงกลางย่อมเป็นผู้นำไม่ได้’

กกต. ยกคำร้องเลือกสว. ปมถ้อยคำผู้ร้องและพยานมีพิรุธ?

กกต. ยกคำร้องเลือกสว. ปมถ้อยคำผู้ร้องและพยานมีพิรุธ?

จอห์น สว. และประเด็นการได้มาซึ่งตำแหน่งอย่างโปร่งใส

วันที่ 2 สิงหาคม 2568 สำนักงาน กกต. ได้เผยแพร่คำวินิจฉัยกรณีสำคัญ เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ในระดับประเทศ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา กกต. ได้ตัดสินใจยกคำร้องกรณีที่มีการกล่าวหาว่า นายสงบ จินะแปง ผู้มีสิทธิเลือก สว. กลุ่มที่ 17 ได้เสนอผลประโยชน์ แลกกับคะแนนเลือก ให้ตนเองได้รับการเลือกตั้ง และจูงใจให้บุคคลอื่นลงคะแนนให้ โดยถ้อยคำที่มองว่าเป็นการเสนอให้เป็นผู้เชี่ยวชาญ

เรื่องราวของผู้ร้องและพยาน

ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกในกลุ่มเดียวกัน เล่าว่าในขณะที่นายสงบกำลังพูดคุยกับกลุ่มคนหนึ่ง มีการพูดถึงแนวทางการทำงานร่วมกัน โดยในคำร้องระบุว่า ถ้าผู้ร้องสามารถหาคะแนนให้นายสงบได้ 5 คะแนน และในกรณีที่นายสงบได้เป็น สว. ก็จะมอบตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญให้เป็นผลตอบแทน

นอกจากนี้ ผู้ร้องและพยานยังเผยว่าได้ยินนายสงบกล่าวว่า \’อยู่กลุ่มไหนกัน หากเราได้ลงคะแนนให้ในสายเดียวกัน ให้ช่วยกันเลือก\’ และแม้ว่าจะมีการอ้างถึงประเด็นที่นายสงบพูดว่า ‘ผมจะชวนไปทำงานด้วยกัน’ แต่เมื่อตรวจสอบถ้อยคำทั้งสองกลับไม่ตรงกันสมบูรณ์ ซึ่งทำให้น่าสงสัยในความจริงของข้อเท็จจริง

กกต. วินิจฉัยอย่างไร?

หลังจากการไต่สวน กกต. มีความเห็นว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่มีมติรับรองเพราะถ้อยคำที่ให้ไว้ของผู้ร้องและพยานมีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะรายละเอียดสำคัญเกี่ยวกับการ ล้มล้างกระบวนการเลือกที่โปร่งใส หรือ ไม่โปร่งใส ยังไม่มีพยานหลักฐานที่ชัดเจนเพียงพอ โดยถ้อยคำทั้งคู่ยังขัดแย้งกัน

ความคาดหวังของกระบวนการเลือก สว. คือการทำด้วยความซื่อตรงและปราศจากการจูงใจใด ๆ ตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2561 มาตรา 77 (1) ซึ่งห้ามไม่ให้มีการติดสินบนหรือเสนอผลประโยชน์ เพื่อให้คนใดคนหนึ่งได้รับการเลือก เป็นตัวแทนโดยไม่สุจริต

ความสำคัญของความโปร่งใสในการเลือกตั้ง

การให้สัมภาษณ์ของ กกต. ย้ำถึงความจำเป็นในการได้มาของ สว. ที่สุจริตและมีมาตรฐาน สำหรับสาธารณชนแล้ว สิ่งนี้เป็นบททดสอบครั้งสำคัญของระบบที่ต้องมีประสิทธิภาพในการป้องกันการใช้ความไม่โปร่งใสทางการเมือง ทั้งยังสะท้อนให้เห็นความสำคัญของการตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวลือ หรือข้อร้องเรียนก่อนนำไปสู่การตัดสินที่เด็ดขาด

  • หลักฐานต้องละเอียดและสมบูรณ์
  • คำพูดที่อาจเป็นการเสนอกำลังได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มงวด
  • กระบวนการตัดสินใจของ กกต. ยึดหลักกฎหมายทุกขั้นตอน

บทสรุปจากเหตุการณ์นี้

เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนในการเลือกตั้งระดับประเทศ การที่ กกต. ยกคำร้องครั้งนี้สะท้อนถึงการวินิจฉัยที่รอบคอบ เป็นกลาง และยึดหลักกฎหมายอย่างเข้มงวด ถือเป็นบทเรียนสำหรับประชาชนทั่วไปในการสังเกต การตรวจสอบถ้อยคำและการกระทำอย่างโปร่งใส

ดังนั้น สำหรับผู้ได้รับสิทธิเลือก สว. ทุกคน ควรตระหนักถึงความสำคัญของบทบาทตัวเอง ในการสร้างอนาคตทางการเมืองที่มั่นคงและมีคุณภาพ

ที่มา – กกต. ยกคำร้องเลือกสว. ปมช่วยหาคะแนนแลกเป็นผู้เชี่ยวชาญ

‘วิสุทธิ์’ เผย ‘เพื่อไทย’ เตรียมเลือกคนแทน ‘พิเชษฐ์’ ในวันที่ 5 ส.ค.

‘วิสุทธิ์’ เผย ‘เพื่อไทย’ เตรียมเลือกคนแทน ‘พิเชษฐ์’ ในวันที่ 5 ส.ค. เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากประชาชนและผู้ติดตามข่าวสารทางการเมืองเป็นอย่างมาก เมื่อวันที่ 2 ส.ค. ที่ผ่านมา นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ประธาน ส.ส. พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาระบุถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกเพื่อรับตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ที่ว่างลงหลังจาก ‘พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน’ ต้องพ้นตำแหน่ง ส.ส. เชียงราย

การประชุมสำคัญของพรรคเพื่อไทย 5 ส.ค. นี้

การประชุมในวันที่ 5 ส.ค. จะเป็นโอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะได้หารืออย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการเลือก คนขึ้นแทนตำแหน่ง รองประธานสภาคนที่ 1 ของ ‘พิเชษฐ์’ โดยในปัจจุบันยังไม่มีการตกลงกันว่าใครคือผู้ที่จะมารับหน้าที่นี้ ขณะที่ผู้เป็นประธาน ส.ส. ของพรรคเองอย่าง นายวิสุทธิ์ ก็ไม่ได้เร่งรัดในการเสนอชื่อตัวเองแต่อย่างใด

แผนการดำเนินการและความท้าทายที่รออยู่

นายวิสุทธิ์ ระบุว่าทางพรรคมี ‘คนเก่ง’ และ ‘ผู้มีความสามารถ’ หลายคนสามารถรับบทบาทต่อจาก ‘พิเชษฐ์’ ได้ การรอรับฟังเสียงของสมาชิกพรรคนั้นจึงสำคัญ เพราะทุกท่านมีความเห็นที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ ยิ่งไปกว่านั้น วันที่ 13-15 ส.ค. จะมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณในวาระที่ 2 และ 3 ซึ่ง ต้องมีรองประธานสภาอย่างเพียงพอเพื่อดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ

  • วันที่ 5 ส.ค. – พรรคเพื่อไทยกำหนดประชุมเพื่อเลือกคนแทน
  • วันที่ 7 ส.ค. – มีกระบวนการลงมติรับรองในสภา
  • วันที่ 13-15 ส.ค. – มีการพิจารณางบประมาณวาระ 2 และ 3

‘วิสุทธิ์’ ไม่เร่งเสนอชื่อตนเอง

เมื่อมีผู้สอบถามว่านายวิสุทธิ์จะขอรับผิดชอบตำแหน่งนี้หรือไม่ เขาก็ได้ตอบอย่างเป็นมิตรและเป็นนักการเมืองมืออาชีพว่า ‘จะขอเป็น ตัวเลือกสุดท้าย หากไม่มีใครสามารถรับภารกิจนี้ได้ เพราะเชื่อมั่นว่ามี ส.ส. ของพรรคหลายคนที่เหมาะสมและพร้อมจะนำพาประเทศก้าวไปข้างหน้า’

บทบาทของรองประธานในเวทีประชาธิปไตย

รองประธานสภาผู้แทนราษฎรถือว่าเป็นผู้ช่วยที่สำคัญในการบริหารจัดการการประชุม รวมไปถึงดูแลความเรียบร้อยทางกฎหมายที่นำเสนอในแต่ละวัน ดังนั้น ‘พรรคเพื่อไทย’ จึงจำเป็นต้องมี ผู้ที่มีความรู้ ประสบการณ์ และความกล้าในการตัดสินใจมานั่งในตำแหน่งนี้อย่างจริงจัง

การที่มีการเตรียมตัวและวางแผนให้สามารถเลือกสรร ‘คนที่ดีที่สุด’ เพื่อมานั่งแทน ‘พิเชษฐ์’ ก่อนวันที่ 7 ส.ค. จึงเป็นเรื่องสำคัญในการบริหารจัดการภายในพรรค

อย่างไรก็ตาม ผู้ติดตามการเมือง โดยเฉพาะที่สนใจในแนวทางของพรรคเพื่อไทยหรือติดตามผลกระทบทางการเมืองในช่วงเวลาสำคัญนี้ ควรติดตามผลหลังการประชุมในวันที่ 5 ส.ค. อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่พลาดข่าวสารสำคัญ

ที่มา – ‘วิสุทธิ์’เผย‘เพื่อไทย’เคาะคนนั่งเก้าอี้รองประธานสภาฯ แทน‘พิเชษฐ์’ 5 ส.ค.

‘เกรท วรินทร’ ยังไม่หมดสัญญากับช่อง 3 เตรียมเป็นอาจารย์พิเศษ ม.รังสิต

‘เกรท วรินทร’ มองหาโอกาสใหม่ ผันตัวสู่บทบาทอาจารย์พิเศษ ม.ดัง

เชื่อว่าแฟนๆ ต่างยังคงรักและให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องสำหรับพระเอกหนุ่มหน้าคม ‘เกรท วรินทร’ ที่ถึงแม้จะยังไม่หมดสัญญากับทางช่อง 3 แต่เขาก็ไม่หยุดพัฒนาและเปิดโอกาสให้ตัวเองก้าวเข้าสู่บทบาทที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น อย่างเช่นล่าสุดที่เขาได้มีโอกาสเป็น ‘อาจารย์พิเศษ’ ให้กับ มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งเป็นสถาบันที่เคยศึกษาในช่วงวัย студентаเติบโต

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการใช้ประสบการณ์ตรงจากชีวิตจริงในการให้ความรู้กับนิสิตและนักศึกษารุ่นใหม่ ภายใต้บรรยากาศที่เป็นกันเอง ไม่ตึงเครียด และยังคงความน่าสนใจของ ‘เกรท’ ที่ทั้งเข้าถึงง่ายและถ่ายทอดเรื่องราวได้อย่างน่าสนใจ

เกรท วรินทรเล่าถึงการเป็นอาจารย์พิเศษครั้งแรก

ในโอกาสที่มาร่วมงาน ‘Build the Grand Adventure with LEGO ONE PIECE’ เกรทได้เผยถึงบทบาทใหม่ทางด้านการศึกษาว่า “ยังอยู่ช่อง 3 รักช่อง 3 ครับ ละครที่ถ่ายกับช่องก็ยังอยู่ เราก็มีสิ่งใหม่ๆ ที่เข้ามาให้ได้เรียนรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ อย่างล่าสุดได้มีโอกาสไปเป็นวิทยากรพิเศษที่มหาวิทยาลัยรังสิต” พร้อมยืนยันว่าเป็นปรากฏการณ์ผันตัวครั้งใหม่ที่ไม่ใช่การจากลา แต่เป็นโอกาสในการเติมเต็มตัวเองในด้านอื่นๆ

เป็นได้ทั้งนักแสดงและอาจารย์พิเศษ

จากคำพูดของเขาเอง ชี้ให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการทำหน้าที่วิทยากร โดยกล่าวว่า “อย่าเพิ่งเรียกว่าอาจารย์เลยครับ เป็นแค่เสวนาเล็กๆ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้น้องๆ ฟังมากกว่า โดยเฉพาะนักศึกษาที่ต้องเผชิญกับชีวิตหลังเรียนจบ เหมือนให้ผมออกมาเล่าเรื่องราวของตัวเอง ว่าเรียนจบแล้วควรทำอะไร ก้าวต่อไปในชีวิตยังไง”

การสอนครั้งนี้ยังเป็นการกลับมาสู่โรงเรียนเก่าของ ‘เกรท วรินทร’ ซึ่งเขาให้ความรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่มีความหมายอย่างยิ่ง ทันทีที่เริ่มคลาสแรกไป เขารู้สึกตื่นเต้นมาก นอกจากนั้นเขายังกล่าวอีกว่า จำเป็นอย่างมากที่ต้องศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ เขาได้พยายามจับจุดที่จะเชื่อมโยงให้รุ่นพี่รุ่นน้องเข้าสู่กันได้

บทบาทที่ไม่ใช่นักแสดง แต่ยังคงอยู่กับช่อง 3

นอกจากบทบาทนักแสดงแล้ว เกรท วรินทร ยังมีภารกิจในการร่วมงานกับหลายๆ ที่ ซึ่งเขาได้เล่าว่าทุกอย่างสามารถทำควบคู่กันได้ดี เพียงแต่มีการคุยกับทางช่องก่อนทุกครั้งเพื่อป้องกันปัญหาและเข้าใจตรงกัน ทั้งภาพยนตร์ที่เพิ่งเริ่มถ่ายทำ รวมถึงผลงานกับ Netflix ที่หลายคนต่างรอคอย

เคล็ดลับความสำเร็จของ ‘เกรท วรินทร’ กับบทบาทใหม่ได้ใจนักศึกษา

สิ่งที่ทำให้การเป็นอาจารย์พิเศษของเขาน่าสนใจคือความใกล้ชิดและเรียล ซึ่งไม่ได้ใช้หลักวิชาการเข้มข้น แต่ใช้ประสบการณ์แบบตรงจากหัวใจ เป็นเหมือนการแนะแนวอาชีพใหม่ให้กับนิสิตที่มุมมองได้เปลี่ยนไปจากตอนที่เขายังเป็นนักศึกษาหนุ่ม

นี่ไม่ใช่เพียงการสอนธรรมดา แต่เป็นการทบทวนเส้นทางชีวิตของ ‘เกรท วรินทร’ กับการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักศึกษารุ่นใหม่ๆ ซึ่งเขาก็ตั้งใจเรียนรู้การเป็นนักสอนระยะยาวเพื่อให้เข้าใจวิธีการถ่ายทอดความรู้ได้มากยิ่งขึ้น

ทั้งงานแสดง คู่กับหน้าที่ทางการศึกษา เกรทได้เปิดโอกาสให้ตัวเองก้าวสู่ยุคใหม่ บุกเส้นทางใหม่ที่ทำให้ทุกคนเห็นว่าเขาไม่ใช่แค่ดารา แต่ผสมผสานระหว่าง อาจารย์พิเศษ และ นักสร้างแรงบันดาลใจ ได้อย่างลงตัว

หากคุณเป็นแฟนละครหรือติดตามผลงานของ ‘เกรท วรินทร’ และกำลังมองหาไอเดียใหม่ๆ ในการพัฒนาตัวเองในสายบริการสังคม ‘เกรท’ ถือเป็นอีกหนึ่งคนที่น่านำเป็นเยี่ยงอย่างด้วยความตั้งใจเติบโตในทุกบทบาท

ที่มา – ‘เกรท วรินทร’ยังไม่หมดสัญญาช่อง เปิดโอกาสใหม่ผันตัวเป็น ‘อาจารย์พิเศษ’ ม.ดัง

แบงค์ ศรราม ไม่หวั่นทัวร์ลง ยืนหยัดทำหน้าที่คนไทย พร้อมเตือนภัยข่าวปลอมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะการปะทะกันในบางพื้นที่ อีกทั้งยังพบว่าปัญหาเกี่ยวกับเฟคนิวส์กำลังเพิ่มความสับสนให้กับประชาชนมากยิ่งขึ้น ท่ามกลางความวิตกกังวลของสังคม กลับมีอีกหนึ่งนักแสดงลิเกชื่อดังอย่าง แบงค์ ศรราม น้ำเพชร ที่นอกจากจะเป็นศิลปินผู้สร้างเสียงเพลงและความบันเทิงให้คนทั่วไป ยังเป็นแบบอย่างที่ดีในการทำหน้าที่ของคนไทยที่ควรค่าแก่การจับตามอง

แบงค์ ศรราม กล้าแสดงออก แม้เจอทัวร์ลง

แม้ว่าหลายคนจะกังวลกับการถูกติเตียนหากแสดงความคิดเห็นทางสังคม แต่ แบงค์ ศรราม กลับไม่หวั่นไหว เขาออกมาให้สัมภาษณ์อย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริจาคในครั้งนี้ หรือแม้กระทั่งเรื่องเฟคนิวส์ที่ระบาดไปตามสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งยังเน้นย้ำว่าเขาทำหน้าที่ในฐานะของคนไทยคนหนึ่ง

แบงค์ ศรราม เผยว่าเขาติดตามข่าวทางชายแดนอย่างต่อเนื่อง และรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยต่อกำลังพลที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ด่านหน้า เขาไม่สามารถเดินทางไปช่วยเหลือด้วยตัวเองได้ จึงเลือกใช้วิธีที่เขามีศักยภาพมากที่สุดคือ การส่งกำลังใจผ่านโซเชียลมีเดีย ตลอดจนการบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาชายแดน

เตือนภัยเฟคนิวส์และคนฉวยโอกาส

นอกจากนี้ แบงค์ยังไม่ลืมที่จะเตือนประชาชนให้มีวิจารณญาณในการเสพรูปภาพหรือข่าวที่มาจากเทคโนโลยี AI บางครั้งถูกสร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง และไม่ใช่แค่ผู้ชมเท่านั้นที่ต้องระวัง เพราะแม้แต่ตัวศิลปินเองก็ไม่ค่อยตรวจสอบโซเชียลเน็ตเวิร์กมากนักหากจะต้องแชร์ข้อความที่มีความสำคัญ

  • แบงค์ ไม่กลัวว่าจะถูกวิจารณ์หรือถูกดราม่า เพราะเขามองว่า “เราต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด”
  • เขาให้ความสำคัญกับการทำงานบันเทิงเป็นหลัก และมองว่าการมีส่วนร่วมทางสังคมช่วยเสริมสร้างการรับรู้ที่ดีต่อศิลปิน
  • การไม่ตรวจสอบโซเชียลทุกการแชร์ทำให้เขามีอิสระ แต่ยังคงความรับผิดชอบต่อข้อมูลที่เผยแพร่

เอาต์ติ้งทีมงาน ศรราม น้ำเพชร

หลังจากมีข่าวการยกเลิกการแสดงในพื้นที่อีสาน เนื่องจากเหตุการณ์บนชายแดนที่รุนแรง แบงค์ได้เลือกจัดกิจกรรมเอาต์ติ้งให้กับคณะลิเก โดยครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 21 ปี ที่คณะได้ใช้เวลาในการสื่อสารและพูดคุยแบบออกรายละเอียด ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญในการปรับปรุงการทำงานให้ก้าวไปข้างหน้า

เขายังย้อนถึงความไม่ค่อยลงรอยกันในอดีต แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แต่ก็สะสมไว้ จนกลายเป็นแรงกดดันให้จัดกิจกรรมเช่นนี้ขึ้นมา เพื่อให้ทุกคนระบายความรู้สึกและวางแผนการทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น

“ที่มาของการจัดเอาต์ติ้งครั้งนี้คือความตั้งใจจริงๆ ในการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างทีม และเปิดโอกาสให้ทุกคนแสดงออก” แบงค์กล่าวอย่างจริงใจ

แบงค์ ศรราม ลั่น! “ไม่ใช่หัวหน้าที่เงียบอีกแล้ว”

การเอาต์ติ้งครั้งนี้ทำให้ทุกคนได้พูดในสิ่งที่เก็บไว้ ทั้งการทำงานที่บางครั้งช้า หรือมีปัญหาเรื่องการประสานงาน โดยแบงค์เองก็กล่าวว่า แม้เขาจะเป็นหัวหน้า แต่เขาก็ไม่เคยเป็นคนพูดมาก่อน ครั้งนี้จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ในการสร้างความเข้าใจและการทำงานร่วมกันในระยะยาว

เตรียมไปต่างประเทศ ไม่ทำให้เกิดผลกระทบ

แม้ว่าจะมีปัญหายกเลิกงานในพื้นที่บางแห่งเนื่องจากสถานการณ์ภายในประเทศ แต่ แบงค์ ศรราม แจงอย่างชัดเจนว่า เขาไม่กังวลเรื่องทัวร์ลงหรือการโดนวิจารณ์ และยังคงมีความมั่นใจในแนวทางที่ตัวเองเลือกไว้ เช่นการเตรียมท่องเที่ยวและเดินสายคอนเสิร์ตที่ยุโรป

การไปครั้งนี้ไม่ได้เพียงแค่ทำงานเพลงเท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่แบงค์ได้แบ่งเวลากับครอบครัว และยังคงยึดหลักที่ว่า “ไม่ทิ้งความบันเทิง และไม่ปิดปากต่อเรื่องที่ควรเป็นห่วงของชาติ”

หากคุณติดตามผลงานหรือข่าวของ แบงค์ ศรราม อย่าลืมติดตามเขาในทุกช่องทาง ทั้งหน้าจอและโซเชียลมีเดีย เขาอาจจะไม่ใช่คนเพอร์เฟคที่สุด แต่เป็นศิลปินที่ตั้งใจทั้งทำงานและรักประเทศของเขามากจริงๆ

หากคุณเป็นแฟนๆ ของศิลปะลิเก การส่งเสียงสนับสนุนศิลปินที่รักษาความบันเทิงและยังรักไทยไปพร้อมๆ กัน อย่าง แบงค์ ศรราม น่าจะเป็นเรื่องที่มีค่าที่สุดในตอนนี้

ที่มา – ‘แบงค์ ศรราม’ ไม่หวั่นทัวร์ลง-ยันทำหน้าที่คนไทย เตือนภัยเฟคนิวส์ระบาดสถานการณ์ชายแดน

จีนเดินหน้าจูงใจประชาชนให้แต่งงาน หลังสถิติจดทะเบียนสมรสลดลง

จีนเดินหน้าจูงใจประชาชนให้แต่งงาน หลังสถิติจดทะเบียนสมรสลดลง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศจีนกำลังเผชิญกับปัญหาสำคัญที่เริ่มส่งผลต่อโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องของสถิติการจดทะเบียนสมรสที่ลดลงต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี ซึ่งนั่นเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงในค่านิยมและความคิดของคนรุ่นใหม่ในสังคม โดยรายงานจากสำนักข่าวซินหัวเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ได้ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มนี้ โดยระหว่างปี 2556 ถึง 2565 สถิติการแต่งงานลดลงถึง 9 ปีซ้อน ก่อนที่จะมีการฟื้นตัวเพียงเล็กน้อยในปี 2565 แต่แล้วก็กลับมาลดลงอีกครั้งในปี 2567 โดยเฉพาะในไตรมาสแรกของปีนี้ที่การจดทะเบียนสมรสอยู่ที่ 1.81 ล้านครั้ง ลดลง 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าเป็นห่วงยิ่งสำหรับรัฐบาลจีนที่ต้องการสร้างความมั่นคงทางประชากรในระยะยาว

จำนวนประชากรกลุ่มวัยสมรสลดลงอย่างชัดเจน

จากรายงานข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน จำนวนประชากรในช่วงอายุ 20-39 ปี ที่ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักในการแต่งงานนั้น มีการลดลงอย่างชัดเจน โดยจากปี 2556 มีประมาณ 435 ล้านคน และลดเหลือเพียง 371 ล้านคนในปี 2566 หรือลดลงถึง 64 ล้านคน ซึ่งเป็นผลจากกลุ่มประชากรที่กำลังลดจำนวนตามธรรมชาติจากนโยบายต่างๆ ที่ผ่านมา และอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่องก่อนหน้านี้

เหตุผลเบื้องหลังการลดลงอย่างต่อเนื่อง

ทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเกี่ยวกับการแต่งงาน รวมถึงแรงกดดันทางการเงินในการใช้ชีวิตคู่ที่มากขึ้น คือกุญแจสำคัญที่ทำให้คนจีนจำนวนมากมองว่าการแต่งงานอาจไม่จำเป็น หรือไม่สมเหตุสมผลในยุคปัจจุบันอีกต่อไป ขณะเดียวกัน การศึกษาที่สูงขึ้นของประชากร และแนวโน้มที่เน้นการเป็นปัจเจกบุคคล (individualism) ก็เป็นปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงการมองชีวิตคู่ของหลายคน ซึ่งส่งผลให้ตัวเลขการตกลงเป็นคู่สามีภรรยาลดลงเรื่อยๆ และอาจนำไปสู่ปัญหาด้านอัตราการเกิดที่ลดลงในระยะยาว

นโยบายใหม่เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแต่งงาน

รัฐบาลจีนได้เริ่มออกมาตรการเพื่อรับมือกับปัญหานี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จีนได้ประกาศใช้กฎหมายฉบับใหม่เกี่ยวกับการจดทะเบียนสมรส โดยลดขั้นตอนการให้เอกสารที่ซับซ้อน เช่น การยกเลิกข้อกำหนดเรื่องทะเบียนบ้าน ให้คู่รักสามารถไปจดทะเบียนสมรสได้ที่สำนักทะเบียนใดก็ได้โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องที่อยู่ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและลดความยุ่งยากในการเริ่มต้นครอบครัว รวมถึงมีการขยายวันลาสมรสในภูมิภาคต่างๆ ถึงอย่างน้อย 27 มณฑล เพื่อช่วยให้คู่รักสามารถเตรียมตัวจัดงานแต่งงานได้อย่างคล่องตัวขึ้น ซึ่งมาตรการเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดอุปสรรคเดิมและกระตุ้นให้ประชาชนกลับมาเห็นคุณค่าของการสมรส

การปรับตัวตามวิถีชีวิตและวัฒนธรรมปัจจุบัน

นอกจากนี้ ในพื้นที่ชนบท จีนยังมีการรณรงค์ลดค่าสินสอดที่สูงลิบและพฤติกรรมฟุ่มเฟือยในการแต่งงาน เพื่อให้เกิดความยุติธรรมทางการเงินต่อทั้งสองฝ่าย และลดภาระที่ไม่จำเป็นต่อการเริ่มต้นชีวิตคู่ โดยมาตรการทางกฎหมายที่ออกมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ได้ระบุห้ามเรียกร้องเงิน หรือทรัพย์สินใดๆ ในนามของการแต่งงาน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการรื้อฟื้นวัฒนธรรมการแต่งงานให้เหมาะสมกับยุคสมัยมากยิ่งขึ้น และส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่มองการแต่งงานในแง่บวกอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาต้องอาศัยเวลาและความเข้าใจในความเป็นไปของวัฒนธรรมสมัยใหม่ ดังนั้น แทนที่จะ่บังคับให้คนแต่งงาน จีนจะต้องหาจุดสมดุลระหว่างการเคารพสิทธิในการตัดสินใจของแต่ละบุคคล และการสร้างนโยบายที่ส่งเสริมให้การแต่งงานเป็นทางเลือกที่ดึงดูด โดยให้คำนึงถึงความเป็นอยู่ที่ดีของทั้งคู่สมรสและประเทศชาติในภาพรวม

ที่มา – จีนเดินหน้าจูงใจประชาชนให้แต่งงาน หลังสถิติจดทะเบียนสมรสลดลง

‘สว.’โวยงบช่วยเหลือภัยสงคราม 100ล้านบาท ยังไม่ได้สักจังหวัด ซัดมีแต่ตัวหนังสือสั่งการ แต่ยังไม่มีตัวเงินลงพื้นที่ อบจ.ใกล้ถังแตกสำรองงบช่วยเหลือไม่ไหว เผยศูนย์อพยพยังต้องการรับบริจาคข้าวสาร อาหารแห้ง ไข่ไก่ อีกจำนวนมาก เหตุแนวชายแดนยังมีปะทะ ประชาชนยังไม่กล้ากลับบ้าน

‘สว.’โวยงบช่วยเหลือภัยสงคราม 100ล้านบาท ยังไม่เข้าพื้นที่จริง ส.ว. ชี้ปัญหาการขาดเงินทุนรับผลกระทบต่อชุมชน

หลังจากที่รัฐบาลประกาศจัดสรร งบประมาณช่วยเหลือภัยสงคราม รวมทั้งหมด 100 ล้านบาทเพื่อสนับสนุนพื้นที่ชายแดน แต่ล่าสุดมีรายงานว่าจนถึงวันนี้ยังไม่มีจังหวัดใดได้รับเงินสดเข้าระบบ ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดรวมถึงองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ต้องออกมาเปิดเผยว่าอยู่ในภาวะตึงเครียด เนื่องจากไม่สามารถรองรับความต้องการของประชาชนกลุ่มอพยพได้เต็มที่

ปัญหาที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำสั่งที่ยังไม่ลงตัว

หลายฝ่ายต่างชี้ไปที่ข้อจำกัดสำคัญคือ งบประมาณช่วยเหลือภัยสงคราม ที่ถึงแม้จะได้รับการอนุมัติจากรัฐบาล แต่กระบวนการเบิกจ่ายกลับล่าช้า เนื่องจากมีเพียงการส่งหนังสือราชการและนโยบาย โดยไม่มีการทยอยเงินลงพื้นที่จริง สิ่งนี้ส่งผลให้ศูนย์อพยพบางพื้นที่ต้องเผชิญกับความขาดแคลนข้าวสาร อาหารแห้ง และไข่ไก่ อย่างรุนแรง เนื่องจากประชาชนยังไม่กล้าเดินทางกลับบ้านตามปกติ

  • การจัดงบแบบล่าช้าทำให้เกิดภาวะวิกฤติในศูนย์อพยพ
  • อบจ.บางจังหวัดประกาศว่าใกล้หมดความสามารถในการสำรองงบช่วยเหลือ
  • ประชาชนยังต้องพึ่งพาการบริจาคจากภาคเอกชนและพี่น้องร่วมชาติ

แนวชายแดนยังไม่มั่นคง การสัญจรวันนี้ยังเสี่ยง

จากการติดตามสถานการณ์ล่าสุดพบว่าเหตุปะทะทางทหารบริเวณเขตชายแดนยังคงเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ โดยประชาชนที่ต้องอพยพยืนยันว่าไม่พร้อมจะกลับไปใช้ชีวิตตามปกติหากไม่มีการรับประกันความปลอดภัย ขณะเดียวกันการเตรียมแผนฟื้นฟูระยะยาวยังไม่ชัดเจน แม้จะมีคำสั่งนโยบายออกมาจากศูนย์กลาง

อย่างไรก็ตาม การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนยังคงเป็นหนึ่งในแรงสำคัญที่ช่วยประคับประคองสภาพความเป็นอยู่ของชุมชนที่ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ งบประมาณช่วยเหลือภัยสงคราม ที่ยังไม่ถูกจัดสรรตามแผน อาจส่งสัญญาณการบริหารจัดการภายในที่มีช่องโหว่ ซึ่งต้องได้รับการแก้ไขเพื่อป้องกันการเกิดวิกฤตซ้ำซ้อน

เรื่องราวของงบช่วยเหลือภัยสงครามไม่อาจชะลอได้อีก

สิ่งที่สำคัญกว่าการออกคำสั่งนโยบายคือการปฏิบัติอย่างเป็นรูปเป็นธรรม สิ่งนี้สะท้อนอย่างชัดเจนจากกรณีของ งบช่วยเหลือภัยสงคราม ที่แม้จะมีตัวเลขสูงถึง 100 ล้านบาท แต่กลับไม่สามารถบรรเทาความเดือดร้อนในพื้นที่ได้ ส.ว. และผู้ว่าราชการหลายจังหวัดต่างซัดกลับว่าปัญหานี้อาจลุกลามหากไม่มีแผนจัดสรรสุ่มเสียงที่ตอบโจทย์

สำหรับผู้ที่ต้องการช่วยเหลือ สามารถบริจาค ข้าวสารอาหารแห้งและไข่ไก่ ให้กับศูนย์อพยพที่กระจายตัวตามแนวชายแดน หรือติดตามข้อมูลล่าสุดเพื่อสนับสนุนการรับบริจาคอุปโภคบริโภคที่จำเป็น นอกจากนี้ การใช้โซเชียลมีเดียเพื่อสร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วมก็นับเป็นอีกทางออกรวดเร็วท่ามกลางวิกฤต

สุดท้ายนี้ สถานการณ์เช่นนี้อาจเป็นโอกาสที่ดีในการปรับปรุงระบบช่วยเหลือฉุกเฉิน และสร้างเครือข่ายระหว่างภาครัฐกับเอกชนให้แข็งแรง พร้อมรับมือกับภัยคุกคามในทุกรูปแบบที่ไม่ใช่เฉพาะแค่ภัยสงครามแต่รวมถึงวิกฤตธรรมชาติในอนาคตด้วย

ที่มา – ‘สว.’โวยงบช่วยเหลือภัยสงคราม 100ล้านบาท ยังไม่ได้สักจังหวัด ซัดมีแต่ตัวหนังสือสั่งการ แต่ยังไม่มีตัวเงินลงพื้นที่ อบจ.ใกล้ถังแตกสำรองงบช่วยเหลือไม่ไหว เผยศูนย์อพยพยังต้องการรับบริจาคข้าวสาร อาหารแห้ง ไข่ไก่ อีกจำนวนมาก เหตุแนวชายแดนยังมีปะทะ ประชาชนยังไม่กล้ากลับบ้าน

มาเลเซียพร้อมเป็นเจ้าภาพประชุมจีบีซีไทย-กัมพูชา ยืนยันความเป็นกลาง

มาเลเซียพร้อมเป็นเจ้าภาพประชุมจีบีซีไทย-กัมพูชา ยืนยันความเป็นกลาง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าวสำคัญจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา กองทัพมาเลเซียได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ เพื่อยืนยันถึงความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยการประชุมจะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 4-7 สิงหาคม นี้ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งถือเป็นการประชุมที่มีความสำคัญอย่างมากต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน

ความเป็นมาของการประชุมจีบีซีไทย-กัมพูชา

การประชุมจีบีซีนี้มีขึ้นตามหนึ่งในเงื่อนไขความร่วมมือภายใต้ข้อตกลงการหยุดยิงระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ในการเจรจาครั้งสำคัญเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนประจำปี ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง ยืนยันความเป็นกลางอย่างชัดเจน เพื่อให้การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด

บทบาทของมาเลเซียในฐานะเจ้าภาพ

การที่มาเลเซียรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพในการประชุมจีบีซีไทย-กัมพูชาครั้งนี้ สะท้อนถึงบทบาทผู้นำในเวทีภูมิภาคของประเทศ ภายใต้กรอบอาเซียน ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นระหว่างคู่กรณี ที่มาเลเซียสามารถรักษาสมดุลในการเป็นกลาง เพื่อให้การหารือและแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงชายแดนเป็นไปด้วยความโปร่งใสและคลอบคลุม

หัวข้อหารือในการประชุมจีบีซีไทย-กัมพูชา

สำหรับวาระการประชุมจีบีซีไทย-กัมพูชา ที่จะจัดขึ้นในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประกอบด้วยประเด็นหลักๆ เช่น การกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่ของผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารที่จะเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว รวมไปถึงการจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์หยุดยิงในระดับอาเซียน เพื่อเฝ้าระวังและรายงานสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยหวังว่าจะช่วยลดการปะทะซ้ำและเสริมสร้างความไว้วางใจระหว่างคู่กรณี

การประชุมดังกล่าวจะไม่เพียงแต่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมภาพลักษณ์ของอาเซียนในการแก้ไขความขัดแย้งภายในอย่างเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพอีกด้วย

ความคาดหวังจากผลลัพธ์การประชุม

ทั้งนี้ มาเลเซียในฐานะผู้นำอาเซียนยังมีความหวังว่าการประชุมจีบีซีไทย-กัมพูชา จะสามารถนำไปสู่มาตรการที่ชัดเจนและยั่งยืนในการจัดการปัญหาชายแดน และลดความตึงเครียดในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลให้ประชาชนบริเวณชายแดนมีความมั่นคงปลอดภัยมากขึ้น และส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในระยะยาว

หากผลลัพธ์ของการประชุมออกมาเป็นรูปธรรม อาจส่งผลสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และสร้างบรรทัดฐานใหม่ในเรื่องการแก้ไขปัญหาความมั่นคงผ่านกลไกในระดับอาเซียน เรามาติดตามกันอย่างใกล้ชิดว่าผลลัพธ์จากทางการประชุมจะเป็นเช่นไร ภายใต้การดูแลของมาเลเซียที่แสดงบทบาท ההת้ผ่านการเป็นเจ้าภาพจีบีซีไทย-กัมพูชาอย่างเต็มความสามารถ

ที่มา – มาเลเซียพร้อมเป็นเจ้าภาพประชุมจีบีซีไทย-กัมพูชา ยืนยันความเป็นกลาง

สุพรรณบุรีให้การต้อนรับ พลอากาศเอก สุบิน ตรวจเยี่ยมกิจกรรมฝึกอบรมปฏิบัติการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ที่หอประชุมอาชาสีหมอก ศาลากลางจังหวัดสุพรรณบุรี มีเหตุการณ์สำคัญที่น่าสนใจสำหรับคนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนที่ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการพัฒนาชุมชนและสังคม โดย พลอากาศเอก สุบิน ชิวปรีชา จากกรมวังผู้ใหญ่ในพระองค์ 904 ได้เดินทางมาเยี่ยมชมและร่วมเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้ในกิจกรรมฝึกอบรมปฏิบัติการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน หรือ Basic Life Support ภายใต้โครงการที่มีชื่อว่า ค่ายคนดี ชีวิตนี้เพื่อแผ่นดิน หรือในชื่อเรียกเฉพาะว่า เยาวชนคนดี ศรีสุพรรณ โครงการนี้มีเป้าหมายสำคัญในการสร้างเยาวชนที่มีทักษะชีวิต มีคุณธรรม และห่างไกลจากการใช้ยาเสพติดอย่างยั่งยืน

กิจกรรมฝึกอบรมปฏิบัติการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานเพื่อเสริมศักยภาพเยาวชน

กิจกรรม ฝึกอบรมปฏิบัติการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน ถือเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญของโครงการ ค่ายคนดี ชีวิตนี้เพื่อแผ่นดิน ที่มุ่งสร้างเครือข่ายเยาวชนคุณภาพของจังหวัดสุพรรณบุรี โดยเยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้มีโอกาสเรียนรู้ทักษะพื้นฐานด้านการแพทย์และการช่วยชีวิตเบื้องต้น ที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างมาก

การมี พลอากาศเอก สุบิน ชิวปรีชา มาเยี่ยมชมกิจกรรมในครั้งนี้ นับเป็นการส่งเสริมและให้ความสำคัญกับการสร้างเยาวชนคนดีของจังหวัดอย่างแท้จริง โดยมี นางอภิญญา เอี่ยมอำภา รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมด้วย นายกองเอก เชษฐา ขาวประเสริฐ คอยต้อนรับอย่างเป็นทางการ งานนี้จึงไม่ใช่เพียงการฝึกอบรมด้านความปลอดภัย แต่ยังแสดงถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับหน่วยงานต่าง ๆ ในการสร้างสุพรรณบุรีให้เป็นจังหวัดสีขาว ปราศจากยาเสพติดในระยะยาว

หลักการของโครงการเยาวชนคนดี ศรีสุพรรณ

  • 1. ส่งเสริมการมีคุณธรรมจริยธรรมในหมู่เยาวชน
  • 2. สร้างเสริมความรู้ความสามารถในทักษะชีวิต เช่น การช่วยชีวิตเบื้องต้น
  • 3. สร้างความตระหนักในการปฏิเสธยาเสพติด และเสริมสร้างทัศนคติเชิงบวกต่อสังคมไทย
  • 4. จัดกิจกรรมต่อเนื่องทั้งหมด 3 รุ่น ให้เยาวชน จาก 41 โรงเรียนได้เข้าร่วมกิจกรรม

การเปิดบริการความรู้ทางด้านสุขภาพ เช่น Basic Life Support นี้ยังถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การรักษาความปลอดภัยในชุมชน ซึ่งหากเยาวชนเข้าใจถึงหลักการช่วยเหลือผู้อื่นและเข้าใจคุณค่าของชีวิต จะช่วยลดปัญหาสังคมอย่างเช่น การยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ความรุนแรง หรือแม้กระทั่งการกระทำที่ผิดศีลธรรม

โครงการนี้ไม่ได้มุ่งเฉพาะที่ความรู้เท่านั้น แต่ยังส่งเสริมการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชน โดยเฉพาะรุ่นใหญ่ที่มีผู้นำจากสถาบันพระองค์มาสร้างแรงบันดาลใจที่ดีในการใช้ชีวิต เช่นเดียวกับที่ พลอากาศเอก สุบิน ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน

สุพรรณบุรีสร้างคนดีให้มั่นคง อย่างไร้ยาเสพติด

สุพรรณบุรี จัดโครงการ ค่ายคนดี ขึ้นเพื่อให้เยาวชนของจังหวัดได้เข้าสู่ระบบการอบรมที่ยกระดับทั้งความรู้ ทักษะ และอุดมการณ์ โดยบรรยากาศในวันนั้นเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจและการมีส่วนร่วมของนักเรียนหลายร้อยคน ซึ่งล้วนแต่เป็นอนาคตของชาติทั้งสิ้น

เป้าหมายของโครงการคือสร้างเยาวชนที่ มีจิตสำนึกในการเป็นคนดี มีทักษะช่วยเหลือตัวเองได้ และเชียร์สังคมแบบสร้างสรรค์ไปกว่า 600 คนทั้งหมด 3 รุ่น การที่เครือข่ายสถานศึกษา 41 แห่ง ได้ร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงนี้บ่งบอกถึงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนของจังหวัดสุพรรณบุรีในการก้าวไปสู่การเป็นเมืองที่ปลอดภัยจากยาเสพติด

หากคุณกำลังมองหาแนวคิดในการสร้างความแข็งแรงให้เยาวชนในพื้นที่ของตนเอง โครงการเยาวชนคนดี ศรีสุพรรณ น่าจะเป็นแบบอย่างหนึ่งที่คุณศึกษาหรือปรับใช้ได้ไม่ยาก เพราะนี่คือแพลตฟอร์มที่สร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่เติบโตอย่างยั่งยืน และมีความรักชาติอยู่ในหัวใจ

ที่มา – สุพรรณบุรี ให้การต้อนรับ พลอากาศเอก สุบิน ตรวจเยี่ยมกิจกรรมฝึกอบรมปฏิบัติการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน

พิธีเปิดกิจกรรมสัปดาห์วันแม่แห่งชาติ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ประจำปี 2568

พิธีเปิดกิจกรรมสัปดาห์วันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2568

วันที่ 12 สิงหาคม 2568 ถือเป็นวันสำคัญสำหรับชาวไทย เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 93 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงร่วมกับปภพ ด่านชัยวิโรจน์ และปพน ด่านชัยวิโรจน์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จัดพิธีเปิดกิจกรรมสัปดาห์วันแม่แห่งชาติขึ้น ณ ห้องประชุมชั้น 3 ตึกนวมหาราช สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพิธีดังกล่าวมีการวางพานพุ่มถวายราชสักการะหน้าพระฉายาลักษณ์ เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

กิจกรรมสัปดาห์วันแม่แห่งชาติ 2568

ภายในงาน ยังมีกิจกรรมหลากหลายที่สะท้อนถึงความตั้งใจอันบริสุทธิ์ในการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ โดยศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์คได้เตรียมการจัดกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมไทย และความรักความเคารพต่อแม่อย่างเต็มใจ โดยมีการจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมถึงกิจกรรมศิลปวัฒนธรรมที่ช่วยเชื่อมโยงใจของคนในชาติให้ผูกพันกันมากยิ่งขึ้น

ความพิเศษของงานในปีนี้

  • เปิดตัวนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติแบบอินเทอร์แอคทีฟ
  • การแสดงดนตรีและบทเพลงเกี่ยวกับพระมหากรุณาธิคุณ
  • กิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเยาวชนและครอบครัว
  • การจัดเสวนาเรื่องความสำคัญของแม่ไทยในยุคปัจจุบัน

ในส่วนของพิธีการนั้น ได้รับเกียรติจากแขกผู้มีเกณฑ์และหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนมาร่วมเป็นจำนวนมาก บรรยากาศเต็มไปด้วยความซาบซึ้งและอบอุ่น โดยผู้ร่วมงานต่างแสดงออกถึงความเคารพและความผูกพันต่อแม่ของแผ่นดินด้วยความจริงใจ

ความหมายแห่งการเฉลิมพระเกียรติในสัปดาห์วันแม่

การจัดกิจกรรมสัปดาห์วันแม่แห่งชาติ เฉลิมพระเกียรติฯ ประจำปี 2568 นับเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีอันลึกซึ้ง และเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการส่งเสริมค่านิยมเกี่ยวกับความรักและความเคารพต่อแม่ในสายตาของเยาวชนและประชาชนทั่วไป งานนี้ยังสร้างแรงบันดาลใจผ่านกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีและนวัตกรรม ช่วยให้การเฉลิมพระเกียรติดูทันสมัยและเข้าถึงทุก generation ได้อย่างน่าประทับใจ

นอกจากนี้ กิจกรรมในปีนี้ยังมีกลิ่นอายของความเป็นเอกลักษณ์ไทยที่ผสมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ช่วยสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างไปจากปีก่อนๆ โดยเฉพาะนิทรรศการอินเทอร์แอคทีฟที่นำเสนอพระราชประวัติและพระมหากรุณาธิคุณด้วยภาพเคลื่อนไหวแบบ 3D และเนื้อหาที่เข้าใจง่ายสำหรับผู้เข้าร่วมทุกช่วงวัย

สรุปบทบาทของแม่ในมุมมองแห่งศรัทธาและความเป็นไทย

งานพิธีเปิด กิจกรรมสัปดาห์วันแม่แห่งชาติ ในปีนี้ไม่ใช่แค่เพียงพิธีกรรมตามประเพณี แต่ยังสะท้อนบทบาทของแม่ในสังคมไทยอย่างลึกซึ้ง จากการถ่ายทอดพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ที่ให้ไว้กับสังคมไทย ทำให้เด็กรุ่นใหม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของแม่อย่างแท้จริง

หากคุณพลาดกิจกรรมในปีนี้ อย่าลืมติดตามกิจกรรมสัปดาห์วันแม่แห่งชาติในปีต่อไป เพราะงานเหล่านี้สร้างแรงบันดาลใจและเตือนสติเราทุกคนถึงความหมายของคำว่าแม่ที่แท้จริง ที่ไม่ได้มีแค่ในวันแม่ แต่ควรยึดถือตลอดปีและทุกช่วงวัย

ที่มา – พิธีเปิดกิจกรรมสัปดาห์วันแม่แห่งชาติ เฉลิมพระเกียรติฯ ประจำปี 2568