ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

พักร้อนแบบ ‘คูลเคชั่น’ ในออสเตรีย: ความหมายและประสบการณ์ที่ไม่ธรรมดา

หากคุณเคยสงสัยว่า “พักร้อนแบบคูลเคชั่น” ในออสเตรียนั้นเป็นอย่างไร หรือจะพักร้อนแบบไหนให้เหมือนกับนักท่องเที่ยวที่เข้าใจในด้านความสะดวกสบายและเทรนด์ใหม่ๆ เราจะพามาทำความรู้จักกับลักษณะการพักผ่อนรูปแบบทันสมัยในประเทศออสเตรียที่กำลังได้รับความนิยมไม่ใช่แค่ในหมู่คนท้องถิ่น แต่รวมถึงนักเดินทางจากทั่วโลกด้วยค่ะ

พักร้อนแบบ “คูลเคชั่น” ในออสเตรีย คืออะไร?

คำว่า “คูลเคชั่น” (Coolcation) เป็นคำผสมระหว่างคำว่า “คูล” (Cool) และ “วาเคชั่น” (Vacation) ซึ่งหมายถึงการพักผ่อนที่เท่และลงตัวในเวลาเดียวกัน โดยไม่ใช่แค่การย้ายไปพักโรงแรมแพงๆ เท่านั้น แต่ยังเน้นเรื่องความผ่อนคลายที่ผสมผสานกับงานเทคโนโลยี ไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย และการใช้ชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งออสเตรียนับเป็นหนึ่งในประเทศที่เข้าใจแนวคิดนี้ได้อย่างลึกซึ้งและสามารถนำเสนอได้อย่างน่าสนใจ

คูลในแบบออสเตรียมากกว่าแค่ความสบาย

พักร้อนแบบ “คูลเคชั่น” ในออสเตรีย หมายถึงการไปพักผ่อนที่มีการผสมผสานระหว่างธรรมชาติ วัฒนธรรม และเทคโนโลยีในที่พักที่ออกแบบมาอย่างดี เราเห็นได้จากที่พักหรือ Resort ริมทะเลสาบ ที่มีการติดตั้งระบบ Smart room control และเน้นการออกแบบภายในให้ใช้แสงธรรมชาติอย่างเต็มที่เพื่อสร้างความรู้สึกดีต่อทั้งร่างกายและจิตใจ

ทำไมต้องเลือกพักร้อนแบบ “คูลเคชั่น” ในออสเตรีย?

  • สภาพแวดล้อมเหมาะแก่การพักผ่อน — เมืองอย่างฮัลล์สตัตต์ หรืออินส์บรุค ให้ทั้งวิวธรรมชาติและประสบการณ์ชีวิตเยอรมันที่คุณอาจไม่เคยสัมผัส
  • ที่พักทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม — ธุรกิจท่องเที่ยวของออสเตรียให้ความสำคัญกับความยั่งยืน แต่ยังคงคอนเซ็ปต์ Cool และล้ำสมัยได้อย่างลงตัว
  • อาหารและการบริการระดับพรีเมียม — ออสเตรียโดดเด่นเรื่องอาหารที่ผ่านการปรับสูตรให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ปัจจุบัน พร้อมทั้งบริการที่ใส่ใจทุกความต้องการ

ที่พักแนะนำสำหรับการ “Coolcation” แบบไทยๆ แต่อินเทรนด์

ถ้าอยากลองพักร้อนแบบ “คูลเคชั่น” ในออสเตรีย คุณอาจเริ่มจากการเลือกที่พักที่มีบริการครบวงจร เช่น ที่พักพร้อมสปาแบบออร์แกนิก หรือห้องพักที่เชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันที่คุณใช้ประจำ ไม่ว่าจะเป็นแอปควบคุมความเย็น แอปสั่งบริการอาหารในห้องเองได้แบบไร้การสัมผัส เพื่อให้คุณได้ความรู้สึกเท่แต่ยังคงบรรยากาศโรแมนติกหรือเหมาะสำหรับการพักผ่อนจริงๆ

สำหรับคนที่รักการเดินทางและชอบเรื่องราวแบบไม่ซ้ำใคร พักร้อนแบบ “คูลเคชั่น” ในออสเตรียจะเป็นประสบการณ์ที่คุณจะประทับใจไปอีกนาน และด้วยการผสานระหว่างความทันสมัยกับธรรมชาติที่ยังคงความดั้งเดิมไว้ได้น่าทึ่ง จึงทำให้ออสเตรียกลายเป็นทางเลือกที่หลายคนต้องกลับมาซ้ำอีกครั้ง

แล้วคุณล่ะ เตรียมพร้อมสำหรับการไปพักร้อนแบบ “คูลเคชั่น” ในออสเตรียหรือยัง?

ที่มา – พักร้อนแบบ “คูลเคชั่น” ในออสเตรีย

ชมส. โรงพักสองพี่น้อง ให้ความรู้ป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศ

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา โรงเรียนวัดใหม่นพรัตน์ ภายใต้การสังกัดของ สพป.สุพรรณบุรี เขต 2 ได้มีกิจกรรมสร้างความตระหนักและให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.สองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี นำทีมโดย พ.ต.อ.วรภพ จำปาเงิน, พ.ต.ท.ผจญ หว่างอิ้ง, ร.ต.อ.ชุมพล โพธิ์ลาดพร้าว, ร.ต.อ.สมบัติ ธนโชติพงศา และ ด.ต.ธนัท วรานนท์วนิช ร่วมกับเจ้าหน้าที่จราจร ตำรวจจิตอาสา ตำรวจปฏิบัติการชุมชน รวมทั้งฝ่ายมวลชนสัมพันธ์ (ชมส.) จัดกิจกรรมบรรยายให้ความรู้แก่นักเรียนและบุคลากรของโรงเรียนอย่างจริงจัง

ชมส. สองพี่น้อง ให้ความรู้เรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ ทำไมสำคัญ?

ในปัจจุบัน ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศเป็นเรื่องที่สังคมต้องตื่นตัว โดยเฉพาะในหมู่เด็กและเยาวชน ที่อาจไม่เข้าใจว่าพฤติกรรมบางอย่างถือว่าเข้าข่ายคุกคามทางเพศได้ การมีชมส. จากโรงพักสองพี่น้องมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กนักเรียน ได้เรียนรู้และรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นกับตนเองหรือคนรอบข้าง

รู้เท่าทันการล่วงละเมิดทางเพศอย่างไร?

ร.ต.อ.ชุมพล หนึ่งในผู้ให้ความรู้ในครั้งนี้ได้ชี้แจงให้เห็นหลักการเบื้องต้นของ “การล่วงละเมิดทางเพศ” ว่าไม่จำเป็นต้องเป็นการกระทำทางกายเสมอไป แต่ยังรวมถึงวาจา การส่งข้อความลามกหรือคำพูดที่ไม่เหมาะสม ท่าทางหรือแม้แต่ภาพ เสียง สื่อดิจิทัล หรือสิ่งของที่มีลักษณะล่อแหลมทางเพศ

หากคุณหรือคนรอบตัวถูกล่วงละเมิด สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่ายอมเงียบ ควรแสดงออกและหยุดพฤติกรรมให้เร็วที่สุด เช่น การตะโกนเรียกให้หยุด หรือขอความช่วยเหลือจากผู้เห็นเหตุการณ์ พร้อมทั้งบันทึกหลักฐาน เช่น บันทึกเสียง บันทึกวิดีโอ หรือจดบันทึกเหตุการณ์โดยระบุวัน เวลา และสถานที่ชัดเจน เพื่อใช้เป็นเอกสารทางการ

ชมส. สองพี่น้อง ป้องกันบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา

นอกจากเรื่องการล่วงละเมิดแล้ว กิจกรรมนี้ยังให้ความรู้เกี่ยวกับภัยของบุหรี่ไฟฟ้า โดย ร.ต.อ.สมบัติ ชี้ให้เห็นว่าเด็กและเยาวชนเริ่มเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าได้ง่าย เพราะลักษณะของสินค้าที่ออกแบบเลียนแบบของเล่น หรืออุปกรณ์เด็กเล็ก พร้อมทั้งใส่สารแต่งกลิ่นและรสที่น่าสนใจ เช่น กลิ่นผลไม้ กลิ่นลูกอม น้ำตาล และรสชาติที่เด็กคุ้นเคย

การครอบครองบุหรี่ไฟฟ้าถือว่าผิดกฎหมายเหมือนการครอบครองยาเสพติด เพราะฉะนั้น ครูตำรวจแดร์ จึงเข้ามาให้ความรู้เพื่อสร้างความตระหนักรู้ และการตัดสินใจที่มีเหตุผลให้กับนักเรียน อธิบายกลยุทธ์ทางการตลาดที่อาจดึงให้พวกเขาลองใช้ และทำให้พวกเขาเข้าใจถึงผลกระทบต่อสุขภาพในระยะสั้นและยาว

ชมส. สภ.สองพี่น้อง ร่วมสร้างความปลอดภัยให้ชุมชน

ตลอดการบรรยาย สัมพันธมิตรของชมส.ยังได้สร้างบทสนทนาที่กระชับและเข้าถึงได้ โดยมีการเปิดโอกาสให้เด็กตั้งคำถาม และเล่าประสบการณ์ของตนเอง เพื่อสร้างความเชื่อมโยงเชิงบวกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

นับเป็นอีกก้าวสำคัญของชมส. ภายใต้การนำของ สภ.สองพี่น้อง ในการสร้างการรับรู้และการป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความรุนแรงทางเพศ และการทดลองใช้อุปกรณ์อันตรายอย่างบุหรี่ไฟฟ้า ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 88 ชีวิต ซึ่งรวมทั้งนักเรียนและครู โดยมีนายชวลิต จันทรเนตร ผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นแกนนำสำคัญ

ถึงเวลาแล้วที่ผู้ปกครองและโรงเรียนจะต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยให้กับเด็กๆ การติดตามกิจกรรมของชมส. เช่นที่สองพี่น้องได้จัดแสดงตัวอย่างนี้ คือโอกาสที่ดีในการสร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชนได้เติบโตขึ้นอย่างเข้มแข็ง ปลอดภัย และเต็มไปด้วยความรู้ที่เป็นประโยชน์

หากคุณต้องการให้ลูกหลานเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง หรือสนใจการจัดกิจกรรมด้านป้องกันภัยในโรงเรียน ควรติดต่อชมส. ใกล้บ้านหรือประสานงานกับตำรวจชุมชนในพื้นที่ เพื่อจัดกิจกรรมที่มีเนื้อหาร่วมกัน

ที่มา – ชมส. โรงพักสองพี่น้อง ให้ความรู้ป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศ

กองทัพบกเปิดทาง UNHCR – ICRC ตรวจสอบความเป็นอยู่ของทหารกัมพูชา 18 นาย

ความคืบหน้าล่าสุด! กองทัพบกพร้อมให้องค์กรระหว่างประเทศตรวจสอบ 18 ทหารกัมพูชา

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีการเปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ จากกรณีที่ กองทัพบกมีการควบคุมตัวทหารจำนวน 18 นายจากกัมพูชาหลังเกิดข้อตกลงหยุดยิง แต่ยังมีข้อสงสัยและกล่าวหาว่าไทยมีการปฏิบัติไม่เป็นธรรมในระหว่างควบคุมตัว

คำชี้แจงอย่างเป็นทางการจากโฆษกกองทัพบก

พล.ต.วินธัย สุวารี ซึ่งเป็นโฆษกกองทัพบกได้ออกมาชี้แจงชัดเจนในวันที่ 2 สิงหาคม 2566 โดยระบุว่า ข่าวที่ว่าไทยทำร้ายทหารกัมพูชานั้นเป็นข้อมูลที่บิดเบือนจากฝ่ายตรงข้าม และสถานการณ์ไม่ได้ยุติลงเพียงแค่การหยุดยิงอย่างฉับพลันเท่านั้น แต่ยังมีการเผชิญหน้าทางอาวุธที่ยังไม่สิ้นสุดตามกฎหมายสากล

ความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศเพื่อความโปร่งใส

เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นไปตามพรมแดนของกฎหมายระหว่างประเทศ กองทัพบกพร้อมรับผู้แทนจากองค์กรสำคัญ เช่น คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) และสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เข้าสอบสุขภาพและการเป็นอยู่ของทหารกัมพูชาทั้ง 18 นายที่ถูกควบคุมตัวอยู่

การปฏิบัติตามอนุสัญญาเจนีวาอย่างเคร่งครัด

กองทัพบกได้อ้างอิงถึงอนุสัญญาเจนีวาอย่างชัดเจนว่า การควบคุมตัวทหารในช่วงความขัดแยังสามารถทำได้ตามกรอบกฎหมายที่ยอมรับระหว่างประเทศ โดยทั้ง UNHCR และ ICRC สามารถขอเข้าตรวจสอบโดยตรงได้ ผ่านช่องทางที่กำหนดไว้ตามกฎหมายเพื่อป้องกันผลกระทบหรือความเข้าใจผิด

สร้างความไว้วางใจกับนานาชาติ

การเปิดพื้นที่ตรวจสอบสำหรับองค์กรระดับโลกนี้เป็นการสื่อสารว่า ไทยให้ความสำคัญกับกฎหมายสากล และพร้อมรับฟังความกังวลของทุกองค์กร โดยเฉพาะจากผู้ที่สนใจในสิทธิและความปลอดภัยของนักโทษหรือเชลยศึกในสถานการณ์ความขัดแย้ง เพื่อสร้างความเป็นธรรม พร้อมป้องกันการนำข่าวปลอมไปใช้โจมตีทางด้านความน่าเชื่อถือของกองทัพไทย

กองทัพบกพร้อมรับมือทุกบทบาทในสถานการณ์ซับซ้อน

แม้สถานการณ์ความขัดแย้งยังคงตึงเครียดและซับซ้อน กองทัพบกยังคงยืนยันการปฏิบัติงานอย่างรอบคอบ ตรงไปตรงมา ภายใต้กรอบกติกาจากอนุสัญญาทางทหารระหว่างประเทศ และพร้อมให้ความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศในการสร้างความยุติธรรมและความน่าเชื่อถือของกระบวนการทางทหาร

ข้อความสำคัญสู่สังคมไทย

จากกรณีนี้ เราเห็นชัดว่าสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศและกรณีพิพาทด้านอาณาเขตยังไม่จบลง แต่ทหารไทยยังคงยึดมั่นหลักสากลในการปฏิบัติ ทั้งการรักษาชีวิต การแสดงความโปร่งใส และการรักษาภาพลักษณ์ของสถาบันอย่างรอบด้าน

สภาพอากาศเดือนก.ค. ในญี่ปุ่นร้อนจัดต่อเนื่องเป็นปีที่สาม

เมื่อไม่กี่วันก่อน สภาพอากาศเดือนกรกฎาคมในญี่ปุ่นได้ทำลายสถิติอุณหภูมิเป็นปีที่สามติดต่อกัน ซึ่งทางสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติญี่ปุ่น (JMA) ได้รายงานว่า อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วประเทศในเดือนก.ค. ปีนี้ สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติในช่วงเดียวกันระหว่างปี 2534-2563 ถึง 2.89 องศาเซลเซียส นี่ถือว่าเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกอย่างเป็นทางการในปี 2441

อุณหภูมิที่สูงขึ้นนี้ไม่ใช่แค่เพียงการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แต่ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีการวัดอุณหภูมิได้สูงสุดถึง 41.2 องศาเซลเซียส ที่จังหวัดเฮียวโงะ ทำลายสถิติเดิมที่เคยบันทึกไว้ที่ 41.1 องศาเซลเซียส ซึ่งเกิดขึ้นทั้งที่เมืองฮามามัตสึในปี 2563 และเมืองคุมากายะในปี 2561

สภาพอากาศเดือนก.ค. ในญี่ปุ่นเป็นอย่างไรในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ในช่วง 3 สี่ปีที่ผ่านมา สภาพอากาศเดือนก.ค. ในญี่ปุ่นดูเหมือนจะเปลี่ยนไป โดยเฉพาะสถิติอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นทุกปี เท่ากับว่าปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) นั้นเริ่มแสดงผลให้เห็นอย่างชัดเจนในประเทศญี่ปุ่น และส่งผลต่อวิถีชีวิตของคนที่อยู่ในพื้นที่

อุณหภูมิระดับอันตรายเมืองเกียวโต

ไม่เพียงแค่จังหวัดเฮียวโงะ แต่เมืองเกียวโตที่เรารู้จักกันดีจากการท่องเที่ยวและสภาพอากาศแบบอบอุ่นในฤดูร้อน ได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน โดยเมื่อเดือนที่แล้ว อุณหภูมิพุ่งสูงถึง 40 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นการสูงสุดที่ไม่เคยเกิดขึ้นนับจากเริ่มบันทึกข้อมูลในปี 2423

นี่ไม่ใช่เพียงแค่ข่าวสภาพอากาศที่เกี่ยวกับความสนใจส่วนตัว แต่ยังมีผลต่อเทคโนโลยี สื่อบันเทิง และไลฟ์สไตล์ของคนญี่ปุ่นโดยตรง เทคโนโลยีการควบคุมอุณหภูมิในที่พักอาศัย การใช้แอร์ในระบบอัจฉริยะ และการปรับโครงสร้างเมืองให้อยู่รอดในภาวะภูมิอากาศรุนแรงเหล่านี้จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่รัฐบาลและผู้ผลิตนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมต้องเร่งพัฒนา

อีกทั้งในปีที่แล้วก็ถือว่าเป็นปีที่มีฤดูร้อนร้อนที่สุดเทียบเท่ากับปี 2566 อุณหภูมิที่สูงตลอดฤดูกาล ส่งผลให้การท่องเที่ยวมีการปรับตัวในช่วงเวลาที่อากาศร้อนจัด และยังส่งผลต่อเทศกาลต่างๆ เช่น เทศกาลกิออน (Gion Matsuri) ที่เมืองเกียวโต ซึ่งต้องปรับเวลา หรือบางกิจกรรมถูกยกเลิกเพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

ในปีถัดไป เราอาจต้องเตรียมตัวรับสภาพอากาศที่รุนแรงยิ่งขึ้น โดยการใช้เทคโนโลยีที่ฉลาดขึ้น ร่วมกับนโยบายที่ตอบสนองการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอย่างจริงจัง หากคุณเป็นสายเที่ยวหรือติดตามเทรนด์การท่องเที่ยวเทคโนโลยีและสภาพอากาศ อาจต้องเริ่มวางแผนไปเยือนญี่ปุ่นในช่วงฤดูร้อนให้รัดกุมมากขึ้น หรือหันมาสนใจการท่องเที่ยวในฤดูอื่นแทน

หากคุณต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสภาพอากาศล่าสุดและมาตรการป้องกันความร้อนในญี่ปุ่น เราแนะนำให้ศึกษาข้อมูลจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาเจเอ็มเอ และแหล่งข่าวที่มาอัปเดตอย่างสม่ำเสมอ

ที่มา – สภาพอากาศเดือนก.ค. ในญี่ปุ่น ร้อนทำลายสถิติเป็นปีที่สามติดต่อกัน

ขยายผล 6 เม็ดล่าแก๊งยานรกภาคตะวันออก จับเครือข่าย ‘ตุ๊ก บางทราย’ ยึดไอซ์-คีตามีน 115 กก.

ขยายผล 6 เม็ดล่าแก๊งยานรกภาคตะวันออก

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2568 พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 เปิดเผยว่า ภายใต้การนำของ พล.ต.ท.อิทธิพร โพธิ์ทอง ร่วมกับ พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ และ พ.ต.อ.วราวุธ เจริญชนม์ ได้ทำการขยายผลเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งมีชื่อว่า ‘ตุ๊ก บางทราย’ จนสามารถเข้าค้นเป้าหมายได้ 4 แห่งในชลบุรี พร้อมของกลางไอซ์และคีตามีนรวมกันกว่า 115 กิโลกรัม

ปฏิบัติการล่าสุดของตำรวจภูธรภาค 2

การจู่โจมครั้งนี้เป็นความเคลื่อนไหวภายใต้โครงการกวาดล้างยาเสพติดในชื่อ ‘No Drugs No Dealers’ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อกวาดล้างยาเสพติดทุกมิติ โดยของกลางจำนวนมากนี้ หากหลุดไปสู่ท้องตลาดจะมีมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท สร้างผลกระทบต่อเยาวชนและชุมชนอย่างรุนแรง

  • ไอซ์: หนึ่งในสารเสพติดที่รัฐให้ความสำคัญ
  • คีตามีน: ถูกแพร่หลายภายใต้รูปแบบที่เสพง่ายและส่งผลทางด้านจิตใจ

จาก 6 เม็ดเริ่มขยายผล

เริ่มต้นจากคดีเล็กๆ ที่จับผู้ต้องหาอย่างนายอนันต์ พร้อมของกลางยาบ้า 6 เม็ด เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2568 จากนั้นตำรวจไม่หยุดเพียงแค่นั้น ได้สืบสวนต่อจนนำไปสู่นายสังคม (บอย) ที่มีของกลางยาบ้าเพิ่มเติม 104 เม็ด พร้อมยาอี 67 เม็ดและอาวุธปืนอีกหนึ่งกระบอก

ภายหลังขยายผลเพิ่มเติม ตำรวจได้บุกจับกุมนายอภิชัย หรือเอ้ ผู้ค้ารายใหญ่ พร้อมยึดยาบ้ากว่า 20,953 เม็ด และคีตามีน 137.98 กรัม และจากสอบปากคำ ตำรวจสามารถติดตามเครือข่ายไปยัง ‘ตุ๊ก บางทราย’ ซึ่งถือเป็นผู้สั่งการในพื้นที่ภาคตะวันออก

ยึดได้แล้ว 115 กก. คาดโทษต่อเครือข่ายสำคัญ

ผลลัพธ์ของปฏิบัติการครั้งนี้นับว่าเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญให้กับการปราบปรามยาเสพติดระดับประเทศ โดยเฉพาะความมุ่งมั่นของ พ.ต.อ.วราวุธ เจริญชนม์ ซึ่งดำรงตำแหน่งรอง ผบก.สส.ภ.2 และมีบทบาทในการวิเคราะห์ข้อมูลจนนำมาสู่การตรวจยึดยาเสพติดจำนวนมหาศาล นั่นจึงเป็นตัวอย่างของการทำงานที่ต้องอาศัยการสืบสวนเชิงยุทธศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพ

ตำรวจภูธรภาค 2 ยืนยันยุทธการปราบผู้ค้า

ปัจจุบันตำรวจภูธรภาค 2 ดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อจัดการทั้งผู้ค้ารายย่อย ผู้ค้าระดับกลาง และนายทุนใหญ่โดยไม่ละเว้น ขณะเดียวกันก็ผลักดันให้มีการช่วยเหลือผู้เสพย์เข้าสู่กระบวนการบำบัด เพื่อป้องกันการทำลายชุมชนจากการแพร่ระบาดของยาเสพติด ในแง่ของสถานที่ท่องเที่ยวและพื้นที่ชุมชน ตำรวจต้องรับความรับผิดชอบในการปกป้องเยาวชนและสังคมไทย

หากใครมีเบาะแสเกี่ยวกับเครือข่ายค้ายาเสพติด สามารถติดต่อแจ้งได้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือโทร. 191 เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการยุติปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน

แอนนี่ บรู๊ค โพสต์เดือดถึงชาวกัมพูชา ชี้มีบางคนไม่ให้เกียรติทหารผู้เสียสละ

แอนนี่ บรู๊ค ออกมาโพสต์ถึงชาวกัมพูชา กรณีทหารเสียสละแต่ไม่ได้รับการยอมรับ

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ที่ผ่านมา แอนนี่ บรู๊ค ซึ่งเป็นทั้งนางแบบและนักแสดง ได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยการโพสต์ข้อความเป็นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษากัมพูชา ทำให้ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ และหลายต่อหลายคนต่างให้ความสนใจกับความเห็นของเธอนี้

แอนนี่ชี้ให้เห็นถึงความไม่เคารพทหารผู้กล้า

แอนนี่ระบุว่า ข้อความนี้ไม่ได้มีเจตนาทะเลาะวิวาทกับประชาชนชาวกัมพูชาผู้บริสุทธิ์ แต่เธอต้องการนำเสนออีกมุมหนึ่งของเรื่องที่แตกต่างจากข่าวสารทั่วไป โดยเฉพาะเรื่องของทหารไทยที่เสียสละตนเองเพื่อรักษาความสงบและปกป้องพื้นที่ชายแดน

เธอได้กล่าวว่า: ‘มีบางคนไม่กล้าแม้แต่จะนำศพของทหารที่ไปสู้รบเพื่อดูแลรักษาแผ่นดินของคุณหรือชีวิตของประชาชนชาวเขมรกับเข้าไปในบ้าน พวกเขาไม่กล้าที่จะบอกว่าทหารของคุณเสียชีวิตไปเท่าไหร่ ทหารเหล่านั้นคือลูกชาย พ่อ สามี หรือคนรักของครอบครัวผู้หนึ่ง พวกเขาได้เสียสละชีวิตเพื่อแผ่นดิน แต่กลับไม่ได้รับการยกย่องหรือแม้แต่การให้เกียรติอย่างน้อยที่สุด’

นั่นทำให้เกิดคำถามที่สำคัญว่า ทหารผู้เสียสละคือผู้ปกป้องทั้งชีวิตของประชาชนและดินแดนของชาติ เป็นตัวแทนพลังความเสียสละที่ยิ่งใหญ่ และสมควรที่จะได้รับการยกย่องทั้งจากทั้งสองฝ่ายหรือไม่

บทบาทของสื่อและความรู้สึกของครอบครัวทหาร

ในกรณีนี้ สิ่งที่น่าปวดใจที่สุดคือครอบครัวของทหาร ผู้ซึ่งต้องเผชิญกับความสูญเสีย แต่กลับไม่ได้รับชื่อเสียงหรือความเคารพในเชิงสังคม โดยเฉพาะในกรณีที่บางประเทศอาจไม่แม้แต่จะยอมรับจำนวนทหารที่เสียชีวิตจริงๆ หรือให้เกียรติศพทหารในรูปแบบที่สมควรทำ

แอนนี่ได้ชี้ให้เห็นปัญหาอย่างตรงไปตรงมา ว่าทหารผู้กล้าบางคนถูกทิ้งไว้โดยขาดการยอมรับ ความช่วยเหลือจากสังคม หรือแม้แต่การยกย่องจากผู้ได้รับผลประโยชน์จากความเสียสละของพวกเขา

ทหารคือกำลังใจของชาติ

ทหารทุกคนคือหัวใจสำคัญของชาติ ไม่ว่าจะเป็นในด้านของความมั่นคง หรือแม้แต่ในกรณีที่ต้องรักษาความสงบระหว่างประเทศ ทุกประเทศนั้นควรให้เกียรติผู้ที่ทุ่มเทชีวิตเพื่อรับใช้ชาติและประชาชน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด

หากคุณรักใครสักคนซึ่งเคยเป็นทหาร เราเชื่อว่าคุณต้องเข้าใจดีว่า ชื่อเสียงและความเคารพที่ต้องมีให้กับพวกเขานั้นสำคัญเพียงใด และหากมีบุคคลที่มีชื่อเสียงอย่างแอนนี่ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ มันก็เป็นโอกาสอันดีที่จะช่วยสร้างการรับรู้และแรงผลักดันในการเปลี่ยนแปลงทางสังคมให้เกิดขึ้น

แอนนี่ บรู๊ค โพสต์เดือดถึงชาวกัมพูชา ชี้มีบางคนไม่ให้เกียรติกับทหารผู้เสียสละ

เหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาย่อมมีผลกระทบต่อจิตใจของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นทหาร พ่อแม่ พี่น้อง คนใกล้ชิด หรือแม้แต่ตัวประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ไม่ได้เกี่ยวของทั้งสองประเทศ คนเหล่านี้ต่างต้องการความสงบสุข ไม่ต้องการสงครามและความสูญเสีย

แต่ท้ายที่สุดแล้ว ถ้าทหารสูญเสียชีวิตเพื่อรักษานั่นคือคุณค่าที่ควรได้รับ อย่างน้อยการยอมรับจากสังคมคือสิ่งที่ควรทำ เพราะความเสียสละนั้นย่อมมีค่ามากกว่าคำว่าความเงียบเฉย

ที่มา – “แอนนี่ บรู๊ค” โพสต์เดือดถึงชาวกัมพูชา ชี้มีบางคนไม่ให้เกียรติทหารผู้เสียสละ

เปิดประมูลแล้ว! โครงการขยายทางลอยฟ้าบรมราชชนนีจากพุทธมณฑลสาย 3 ถึง สาย 4 วงเงิน 4,490 ล้านบาท

สำนักข่าวสายสัมพันธ์ด้านการขนส่งรายงานว่า งาน ขยายทางลอยฟ้าบนถนนบรมราชชนนี สัมฤทธิ์ผลไปอีกขั้นแล้ว โดย สำนักสะพาน กรมทางหลวง (ทล.) ประกาศเปิดประมูลแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-bidding เรียบร้อยสำหรับโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายทางยกระดับบนถนนหลวงหมายเลข 338 ในเฟส 1 ซึ่งครอบคลุมช่วงจากพุทธมณฑลสาย 3 ถึง พุทธมณฑลสาย 4 ระยะทาง 4.63 กิโลเมตร วงเงินรวม 4,490 ล้านบาท

เปิดประมูลแล้วขยายทางลอยฟ้าบรมราชชนนีจากพุทธมณฑลสาย 3 – สาย 4

โครงการจ้างเหมาก่อสร้างทางลอยฟ้าบรมราชชนนีนี้แบ่งประมูลออกเป็น 6 ตอน หรือ 6 สัญญา โดยกำหนดให้ผู้เข้าร่วมยื่นข้อเสนอราคาได้ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม – 3 กันยายน 2568 และเป็นโครงการที่ใช้รูปแบบทางยกระดับ 4 ช่องทางจราจร (ด้านละ 2 ช่อง) คาดว่าใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ 1,080 วัน หรือราว 3 ปี และหลังจากก่อสร้างเสร็จ จะเปิดใช้งานในช่วงปี 2571

ประโยชน์ของเส้นทางขยาย

เมื่อรวมกับช่วงที่เปิดบริการอยู่เดิม คือจากแยกอรุณอัมรินทร์ถึงพุทธมณฑลสาย 3 ระยะทางประมาณ 12.6 กิโลเมตร เส้นทางทั้งหมดจะมีระยะทางรวมประมาณ 17 กิโลเมตร ซึ่งจะช่วยลดการจราจรติดขัดที่เกิดขึ้นเป็นประจำในพื้นที่เขตปริมณฑล อย่างเช่น มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยราชมงคลเทคนิค รวมถึง สถานีขนส่งสินค้าปริมณฑล ที่เติบโตด้านเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว

ด้วยความต้องการในการเดินทางและขนส่งที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปัญหาการจราจรเป็นหนึ่งในประเด็นหลักภายในกรุงเทพฯ และเขตปริมณฑล ดังนั้นการก่อสร้างทางยกระดับจึงจำเป็นอย่างมาก เพื่อช่วย ลดเวลาเดินทาง แก้ไขปัญหาความแออัด ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายคมนาคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะเกิดอุทกภัยหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

แผนต่อขยายระยะที่สอง

สำหรับ เฟสที่ 2 ซึ่งจะเชื่อมต่อจากพุทธมณฑลสาย 4 ถึง ถนนเพชรเกษม หรือ ทางหลวงหมายเลข 4 ระยะทาง 18 กิโลเมตร นั้น ทำให้เส้นทางทั้งหมดมีระยะทางกว่า 35 กิโลเมตร ในตอนนี้ กรมทางหลวงกำลังทบทวนและปรับปรุงแผนงานใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับการเติบโตของเมืองและแผนการคมนาคมในอนาคต

  • ระยะทางทางยกระดับเฟส 1 รวม 4.63 กิโลเมตร
  • แบ่งประมูล 6 สัญญา
  • กำหนดยื่นข้อเสนอเดือนสิงหาคมถึงกันยายน 2568
  • เริ่มใช้งานได้คาดการณ์ในปี 2571

ทั้งนี้ โครงการใหญ่เช่นนี้สะท้อนการพัฒนาระบบคมนาคมที่ยั่งยืน ซึ่งนอกจากช่วยให้เดินทางสะดวกขึ้น ยังเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาพื้นที่รอบข้างอย่างชัดเจน ทีมผู้เชี่ยวชาญคาดว่า จะเห็นอัตราการเจริญเติบโตของระบบถนนลอยฟ้า ในเขตชานเมืองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย

หากคุณกำลังมองถึงความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างพื้นฐานในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โครงการ “เปิดประมูลแล้วขยายทางลอยฟ้าบรมราชชนนีจากพุทธมณฑลสาย 3 – สาย 4” นี้นับเป็นหนึ่งในประเด็นเร่งด่วนที่ต้องจับตามอง สำหรับผู้ใช้รถใช้ถนน เส้นทางนี้จะเข้ามาเปลี่ยนประสบการณ์การเดินทางของผู้คน และเตรียมความพร้อมให้กรุงเทพฯ และปริมณฑลตอบรับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

สำนักงานกรมทางหลวงยืนยันว่า จะมีการอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมทันทีที่มีความคืบหน้า ทั้งในส่วนของการก่อสร้างจริง ไปจนถึงแผนในระยะยาวเพื่อขยายเส้นทางต่อเชื่อมไปยังถนนเพชรเกษม อย่าลืมติดตามการประมูลและการเริ่มต้นก่อสร้างที่ใกล้เข้ามาทุกที

ที่มา – เปิดประมูลแล้วขยายทางลอยฟ้าบรมราชชนนีจากพุทธมณธลสาย3 -สาย 4แยก6สัญญา4,490ล้าน

‘พร้อมพงศ์’ จวก ม็อบนัดชุมนุม 2 ส.ค.โจมตีรัฐบาลไส้ศึก กล่าวหาเลื่อนลอยปลุกกระแสมุ่งล้มรัฐบาล

‘พร้อมพงศ์’ จวก ม็อบนัดชุมนุม 2 ส.ค.โจมตีรัฐบาลไส้ศึก กล่าวหาเลื่อนลอยปลุกกระแสมุ่งล้มรัฐบาล

เมื่อวันที่ 2 ส.ค. ที่ผ่านมา นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้มีการวิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับการชุมนุมที่ถูกนัดหมายโดย กลุ่มรวมพลังแผ่นดิน โดยกล่าวว่า แม้ว่าจะถูกใช้ฉากหน้าในการให้กำลังใจแก่ทหาร แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงคือ เพื่อต้องการล้มรัฐบาล ภายใต้ข้อกล่าวหาและวาทศิลป์ที่ถูกคิดมาเพื่อกระตุ้นกระแสการเคลื่อนไหว.

บทบาทของกลุ่มเคลื่อนไหวในทางการเมือง

กลุ่มรวมพลังแผ่นดิน ได้นัดชุมนุมในวันที่ 2 สิงหาคม บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยอ้างถึงการให้กำลังใจทหารจากการสู้รบกับทหารกัมพูชาที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งสถานการณ์เริ่มสงบลงเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม หลังจากที่ตัวแทนจากสถานทูต ทูตทหารนานาประเทศ รวมถึงสื่อมวลชนทั่วโลก ได้ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษและอุบลราชธานี เพื่อรับฟังข้อมูลจากทหารและชาวบ้าน และตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุโดยละเอียด พร้อมทั้งได้เห็นว่าพลเรือน โรงพยาบาล ร้านค้าต่างๆ ถูกโจมตีอย่างรุนแรงและไร้มนุษยธรรม.

รัฐบาลและกองทัพกำลังเตรียมข้อมูลและหลักฐานเพื่อฟ้องร้องประเทศกัมพูชาต่อศาลโลก ภายใต้ข้อหาละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการเคารพจากทุกภาคส่วน ทั้งในและนอกประเทศ

ความสงบสุขคือสิ่งที่ประชาชนอยากเห็น

นายพร้อมพงศ์ ชี้ว่าสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนได้ดีขึ้นอย่างชัดเจนหลังการสู้รบลดความรุนแรงลง และกลุ่มประท้วงที่ใช้ประเด็นชายแดนนี้เป็นข้ออ้างเพื่อต่อต้านรัฐบาล ‘แพทองธาร ชินวัตร’ ถือเป็นการหาเรื่องเลื่อนลอย และปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชัง โดยเฉพาะการทำให้ภาพลักษณ์ระหว่างทหารกับรัฐบาลเกิดรอยร้าว ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง.

นอกจากนี้ สิ่งที่ควรเป็นห่วงมากกว่าคือ การได้รับผลกระทบจากผู้ที่ต้องใช้เส้นทางและพื้นที่ใกล้เคียง เช่น ผู้ที่เดินทางเข้าโรงพยาบาลหรือมีนัดที่สำคัญ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวคือศูนย์กลางของการคมนาคม ซึ่งการชุมนุมอาจก่อให้เกิดความวุ่นวายได้โดยง่าย

การชุมนุมและวาทศาสตร์ที่ตอบสนองแรงจูงใจส่วนตัว?

เขายังได้กล่าวถึงกลุ่มเคลื่อนไหวทั้งสองที่อยู่เบื้องหลังการชุมนุมครั้งนี้ โดยแบ่งออกเป็น กลุ่มของนายจตุพร และ กลุ่มของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเคยสนิทกันมาก่อน แต่ปัจจุบันอาจเกิดความไม่ลงรอยกัน

‘คนบางกลุ่มยังไม่หยุดคิดหาข้ออ้าง จับโน่นโยงนี่ สร้างความขัดแย้งไม่สิ้นสุด โดยผมเชื่อว่า ประชาชนคนไทยทั้งประเทศล้วนอยากเห็นความสงบสุขและความสามัคคี มากกว่าจะเห็นประเทศอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียด ขอให้ทุกฝ่ายตั้งสติ และพิจารณาให้รอบด้านก่อนมีการเคลื่อนไหว’

ทั้งนี้ การชุมนุมที่ใกล้จะเกิดขึ้นอาจไม่ได้เป็นเพียงการแสดงออกทางการเมือง แต่เป็นการสร้างสถานการณ์ทางสังคมที่มีผลกระทบต่อการเมืองและเศรษฐกิจ อย่างเห็นได้ชัดในเมืองหลักที่มีการชุมนุมประจำ

  • บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิถือเป็นเขตเศรษฐกิจและการคมนาคม
  • โรงพยาบาลหลายแห่งก็ได้รับผลกระทบจากความแออัด
  • ประชาชนผู้ไม่เกี่ยวข้องจะเดือดร้อนและอาจได้รับอันตราย

อย่างไรก็ตาม การแสดงออกทางความคิดเห็นย่อมเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ แต่ย่อมต้องคำนึงถึงผลกระทบของส่วนรวมด้วย การชุมนุมเพื่อโจมตีรัฐบาลโดยใช้ข้อกล่าวหาที่ไม่มีรากฐาน อาจส่งผลเสียมากกว่าดี

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารเคลื่อนที่เร็วกว่าแสง เราทุกคนต้องเรียนรู้การรับฟังและรับรู้ให้รอบด้าน ก่อนจะตัดสินใจสนับสนุนกิจกรรมใดๆ เพราะความขัดแย่งทางความคิด ไม่ใช่แนวทางที่ดีสำหรับการสร้างสังคมไทยให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

ที่มา – ‘พร้อมพงศ์’ จวก ม็อบนัดชุมนุม 2 ส.ค.โจมตีรัฐบาลไส้ศึก กล่าวหาเลื่อนลอยปลุกกระแสมุ่งล้มรัฐบาล

มรภ.อุดรธานี พัฒนาครูสู่บทบาทผู้ออกแบบการเรียนรู้ด้วย Active Learning

มรภ.อุดรธานี ชูแนวคิดผู้ออกแบบการเรียนรู้ด้วย Active Learning

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี หรือ มรภ.อุดรธานี ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดกิจกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมศักยภาพให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาในระดับประถมศึกษา ภายใต้โครงการที่เน้นการนำ Active Learning มาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งถือเป็นการติวเข้มเพื่อเปลี่ยนครูให้กลายเป็น ‘ผู้ออกแบบการเรียนรู้’ ที่สามารถดึงศักยภาพของนักเรียนออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่

การเปลี่ยนแปลงบทบาทของครูในยุคการศึกษาใหม่

ดร.จุฬาวดี มีวันคำ รองผู้อำนวยการสำนักวิชาศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ให้ความเห็นว่า การพัฒนาครูในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นแค่การฟังบรรยายหรือการเตรียมแผนการสอนธรรมดา แต่เป็นการออกแบบบทบาทใหม่ของครูให้เข้ากับบริบทห้องเรียนปัจจุบัน โดยใช้หลักการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เพื่อผลักดันให้ครูเข้าใจวิธีการคิด วิเคราะห์ และสร้างนวัตกรรมใหม่ที่สามารถส่งต่อไปยังนักเรียนได้เช่นกัน กล่าวง่ายๆ คือครูต้องไม่ใช่แค่ผู้สอน แต่ต้องเป็นทั้งนักคิดและนักออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละกลุ่มด้วย

Active Learning เปลี่ยนห้องเรียนไทยสู่อนาคต

ดร.กัญจนา สัตตรัตนำพร ผู้อำนวยการ สพป. บุรีรัมย์ เขต 1 ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า การอบรมครูในครั้งนี้เกิดขึ้นกับโรงเรียนที่เข้าร่วมในโครงการ ‘1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ’ ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง โดยมีครูเข้าร่วมกว่า 260 คน จาก 10 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ ยโสธร มหาสารคาม ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ และนครราชสีมา และจุดเด่นของโครงการนี้ คือ การให้ครูได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนกระบวนทัศน์การจัดการเรียนรู้และส่งเสริม Active Learning อย่างแท้จริง

การพัฒนาครูเป็นจุดเริ่มต้นของยุคการศึกษาใหม่

นางณัฐฐ์ธมล สอโส ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษจาก สพป.สุรินทร์ เขต 1 สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของ Active Learning ว่าเป็นโอกาสสำคัญที่ครูจะพัฒนาตนเอง เปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนให้นักเรียนได้ฝึกคิด ฝึกลงมือทำจริง และฝึกงานเป็นทีม ซึ่งเป็นทักษะหลักที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 และยังช่วยให้นักเรียนมีทักษะชีวิต (21st Century Skills) ที่สามารถปรับใช้กับโลกดิจิทัลและ Soft Power ได้

การเปลี่ยนบทบาทครูจากผู้ถ่ายทอดความรู้ มาเป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้ คือก้าวสำคัญของยุคใหม่ของการศึกษาที่ยืดหยุ่นและปรับตัวกับเทคโนโลยีได้ ครูสามารถช่วยปลุกความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน รวมไปถึงสามารถสร้างนวัตกรรมเล็กๆ จากห้องเรียนจนไปสู่คุณค่าในเชิงเศรษฐกิจได้ในอนาคต

สพฐ. ร่วมหนุนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ

  • ปิดพื้นที่พูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practice)
  • เน้นนวัตกรรมการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติจริง
  • เตรียมครูให้เป็นผู้นำห้องเรียนในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ อดีตกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ได้เน้นว่า ในโลกที่แผนการสอนยังไม่ทันตามโลกจริง ครูไทยต้องกล้าคิด กล้าทำ และเป็นผู้นำในการออกแบบห้องเรียนแบบ Active Learning อย่างจริงจัง ไม่เพียงนำเสนอความรู้ แต่ต้องสร้างแรงบันดาลใจและการเรียนรู้ที่นำไปสู่การแก้ปัญหา ใส่ใจความถนัดเฉพาะของเด็กแต่ละคน และสามารถสร้างผลงานได้ชัดเจน

Active Learning คือแนวทางใหม่ของการศึกษาไทยในยุคดิจิทัล

การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการเรียนรู้เชิงรุกมีความสำคัญมากๆ โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การอบรมโปรแกรมนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อเตรียมครูให้มีทักษะครบถ้วนทั้งด้านการคิด การออกแบบกิจกรรม และการสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกศิษย์ มรภ.อุดรธานี เป็นต้นแบบของการศึกษาใหม่ที่จุดประกายพลิกโฉมห้องเรียนไทยจากภายในสู่ภายนอก

ที่สำคัญ การอบรมไม่ได้จัดขึ้นเพื่อให้ผ่านๆ ไป แต่มีวัตถุประสงค์ตั้งแต่ต้นเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างห้องเรียน อันอาจนำไปสู่นวัตกรรมที่สามารถต่อยอดในระดับเขตพื้นที่ การศึกษา และในที่สุด สู่เศรษฐกิจและสังคมโดยรวม

มรภ.อุดรธานี ร่วมเป็นแรงผลักดันการศึกษาไทย

ด้วยการนำแนวคิดเชิงระบบผ่าน GPAS 5 Steps นักเรียนในวันนี้จึงมีโอกาสพัฒนาแนวคิดเป็นนักคิดนักสร้างแบบครูที่อบรมมา ทุกห้องเรียนอาจไม่ใช่แค่ที่ท่องจำ แต่กลายเป็นพื้นที่แห่งการสร้างสรรค์ ซึ่งสะท้อนยุคใหม่ของการศึกษาที่เน้นการ ‘ทำ’ อย่างแท้ทรู

หากเทคโนโลยีมีทิศทางฉุดนักเรียนไทยให้ก้าวเร็วขึ้น บทบาทของ Active Learning ก็คือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยควบคุมความเร็วนั้นด้วยการสอนให้เด็กคิด แล้วค่อยทำ ซึ่งเราเองก็สามารถสนับสนุนการศึกษาจากระยะไกลได้ โดยเริ่มจากครู ผู้เป็นฐานแห่งกำลังสำคัญของการเรียนรู้

อย่าลืมติดตามพัฒนาการของห้องเรียนใหม่ๆ ที่จะเปลี่ยนการศึกษาไทยให้น่าตื่นเต้นมากกว่าเดิม เพราะอนาคตของการจัดการเรียนรู้เริ่มต้นตรงนี้ในวันนี้เอง

ที่มา – ‘มรภ.อุดรธานี’ ติวเข้มครูเป็น ‘ผู้ออกแบบการเรียนรู้’ ด้วยรูปแบบ ‘Active Learning’

มวลชนหลั่งไหลร่วมกิจกรรม ‘ปกป้องอธิปไตย’ ตำรวจ 2 พันนายคุมเข้ม-หวั่นมือที่สามสร้างความวุ่นวาย

มวลชนหลั่งไหลร่วมกิจกรรม ‘ปกป้องอธิปไตย’ อย่างต่อเนื่อง

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 2 สิงหาคม ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มีรายงานว่า ประชาชนจำนวนมากทั้งจากกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เริ่มทยอยเดินทางมารวมตัวกันที่จุดนัดหมาย โดยกิจกรรมในครั้งนี้กลุ่มรวมพลังแผ่นดินเพื่อปกป้องอธิปไตยได้นัดหมายระหว่างเวลา 12.00 – 21.00 น. เพื่อแสดงพลังในการปกป้องอำนาจอันเป็นของประชาชน และสื่อสารถึงความต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในทางการเมือง

บรรยากาศโดยรวมตั้งแต่ช่วงเช้าถึงช่วงสาย ยังคงเป็นไปอย่างสงบ หลายคนนำป้ายข้อความ รวมถึงธงชาติไทยมาแสดงจุดยืนของตนเองอย่างคลาคล่ำ แต่ยังไม่พบเหตุการณ์เผชิญหน้าใดๆ เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนต่างเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่เพื่อให้การชุมนุมดำเนินไปอย่างราบรื่น โดยขณะนี้การจราจรถัดไปยังอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิก็ยังเป็นไปได้ แม้บางช่วงจะมีการชะลอตัวบ้างตามจำนวนผู้มาร่วมกิจกรรมที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

การจัดกำลังตำรวจกว่า 2,000 นายคุมเข้มไม่ให้มือที่สามเข้ามาก่อปัญหา

เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการตำรวจนครบาล 4 (บก.น.4) เผยว่าได้จัดกำลังกว่า 2,000 นาย เพื่อดูแลพื้นที่ชุมนุม และป้องกันบุคคลหรือกลุ่มที่อาจเข้ามาสร้างความวุ่นวาย โดยเชื่อว่าการตั้งจุดคัดกรองจะช่วยกรองผู้ไม่หวังดีที่อาจแฝงตัวเข้ามาภายใต้การชุมนุมอันสงบสุขครั้งนี้ ทุกคนที่ต้องการเข้าร่วมกิจกรรมจำเป็นต้องผ่านจุดคัดกรองด้านความปลอดภัยก่อนเพื่อให้เกิดความมั่นใจในการควบคุมสถานการณ์ที่ดีที่สุด

ภายในงานมีการเตรียมความพร้อมสำหรับมาตรการรับมือหากประชาชนหลั่งไหลเข้ามาในปริมาณมาก ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้คาดการณ์ว่า กิจกรรมในช่วงเย็นนั้นจะคึกคักเป็นพิเศษ เนื่องจากมีกำหนดการให้แกนนำจากหลายกลุ่มขึ้นปราศรัย และแสดงจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน เพื่อรวมพลังในแนวทางปกป้องอธิปไตยของตนเอง

เป้าหมายหลักคือการปกป้องอธิปไตยอย่างแท้จริง

เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นพลังหลากหลายของภาคประชาชน ที่เริ่มออกมาเคลื่อนไหวมากขึ้นจากความไม่พอใจต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน การออกมาชุมนุมของผู้คนถือเป็นการใช้เสรีภาพที่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย แต่ทั้งนี้ยังคงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างมวลชนและเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยควบคู่ไปกับสิทธิเสรีภาพของผู้ชุมนุมอย่างเต็มที่

สำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดนั้นถือเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะเพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มบุคคลที่สามเข้ามาใช้ช่องทางถนนเพื่อสร้างความปั่นป่วน หรือเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด ทั้งนี้ หากสถานการณ์ยังคงสงบตามที่ปรากฏอยู่ ประชาชนทั่วไปไม่ต้องกังวล และสามารถใช้เส้นทางได้ตามปกติ พร้อมทั้งติดตามความเคลื่อนไหวทั้งจากโซเชียลมีเดียและสื่อมวลชนอย่างใกล้ชิด

เนื่องจากทิศทางของเหตุการณ์นั้นยังคงผันผวน ความเปลี่ยนแปลงอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ทั้งในทางที่ดีขึ้นหรือเลวร้ายลง อย่างไรก็ตาม Democratic Insight ขอแนะนำให้คุณรับฟังทุกมุมมองอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจลงมือหรือเข้าร่วมกิจกรรมใดๆ เพื่อไม่ให้ถูกใช้ประโยชน์โดยบุคคลภายนอก

หากคุณสนใจติดตามข่าวสารหรือกิจกรรมด้านสังคมและการเมืองที่กำลังมาแรง อย่าลืมกดไลก์ กดแชร์ และติดตามเราบนแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อไม่พลาดทุกประเด็นสำคัญที่คุณควรรู้ และสุดท้ายอยากให้จำไว้ว่า ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับทุกกลุ่มคนในสังคมคือการรักษาความสงบเพื่อฟังเสียงของกันและกันอย่างจริงจัง

ที่มา – มวลชนหลั่งไหลร่วมกิจกรรม ‘ปกป้องอธิปไตย’ ตร. 2 พันนายคุมเข้ม-หวั่นมือที่สามป่วน