ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ดีเดย์วันนี้! ‘พรรคประชาชน’ เปิดระบบให้ ‘นักการเมือง’ ลงชิง สส.เขต-ปาร์ตี้ลิสต์

วันนี้ (5 กันยายน) ถือเป็นวันสำคัญทางการเมืองของประเทศไทย เมื่อพรรคประชาชนได้ประกาศเปิดระบบให้สมาชิกพรรคที่ผ่านหลักสูตร ‘นักการเมือง’ สามารถลงสมัครเป็นผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขต และแบบปาร์ตี้ลิสต์ได้แล้ว ขั้นตอนนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเดินหน้าทางการเมืองของพรรคประชาชน หลังจากได้มีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ภายใต้ข้อตกลงร่วม (MOA) ที่เปิดเผยต่อสาธารณะ

ดีเดย์วันนี้! ‘พรรคประชาชน’ เปิดระบบให้ ‘นักการเมือง’ ลงชิง สส.เขต-ปาร์ตี้ลิสต์

นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน เปิดเผยว่า วันนี้เป็นวันสำคัญในการนับถอยหลังสู่การยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งพรรคประชาชนพร้อมที่จะมีผู้สมัคร สส. ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรอย่างเข้มข้นทั้ง PP101 และ PC101 หรือที่เรียกอีกอย่างว่า ‘นักการเมือง’ ซึ่งเป็นบุคลากรคุณภาพที่มีความรู้ ใจพี่น้องประชาชน และพร้อมในการรับใช้ประเทศชาติในโอกาสครั้งสำคัญนี้

เปิดรับสมัครผ่านระบบออนไลน์

โดยเปิดรับสมัครผ่านช่องทาง Discord และกลุ่มไลน์ผู้สมัคร PC101 ในแต่ละจังหวัด ทั้งนี้ ผู้ที่ต้องการสมัครเป็น สส. แบบแบ่งเขตสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 15 กันยายน ส่วนผู้ที่ต้องการสมัครแบบปาร์ตี้ลิสต์ สามารถส่งใบสมัครได้ถึงวันที่ 15 ตุลาคมนี้เท่านั้น

การเปิดรับสมัครครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของพรรคประชาชนที่มุ่งมั่นจะมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ ด้วยผู้สมัครที่ผ่านการพัฒนาอย่างเข้มข้น และมีความพร้อมทั้งด้านวิชาการ การเมือง และจริยธรรมการบริการประชาชน

  • หลักสูตร PP101: พื้นฐานการเป็นสมาชิกพรรคประชาชน
  • หลักสูตร PC101: เตรียมความพร้อมด้านการเมืองและการสื่อสารกับประชาชน
  • เปิดรับสมัครผ่านระบบออนไลน์: Discord และกลุ่มไลน์ผู้สมัครเฉพาะจังหวัด

การเปิดรับสมัครในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับสมาชิกพรรคประชาชนที่มีความตั้งใจและศักยภาพในการเป็นผู้แทนราษฎรในระดับชาติ โดยเวทีการเมืองครั้งใหม่กำลังจะเริ่มขึ้น และนี่คือจังหวะที่ไม่ควรปล่อยผ่าน สำหรับใครที่ผ่านการอบรม ‘นักการเมือง’ และต้องการขับเคลื่อนนโยบายของพรรคร่วมกับประชาชน

ที่มา – ดีเดย์วันนี้!‘พรรคประชาชน’เปิดระบบให้ผู้ผ่านคอร์ส‘นักการเมือง’ของพรรคลงชิงเป็นผู้มัคร ‘สส.เขต-ปาร์ตี้ลิสต์’

เมืองไทยประกันชีวิตคว้ารางวัลเกียรติยศสูงสุด 5 ปีซ้อน

ความภาคภูมิใจสูงสุดครั้งใหม่สำหรับ เมืองไทยประกันชีวิต ที่คว้า “รางวัลบริษัทประกันภัยเกียรติยศสูงสุด (Hall of Fame)” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 จากสำนักงาน คปภ. สะท้อนถึงความมั่นคง ยั่งยืน และความเป็นเลิศในทุกด้านขององค์กร

เมืองไทยประกันชีวิตคว้ารางวัลเกียรติยศสูงสุด 5 ปีซ้อน

ในการมอบรางวัลประกันภัยดีเด่นครบวงจร ประจำปี 2568 (Prime Minister’s Insurance Awards 2025) ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ณ ห้องบางกอก คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ เอวัน โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชัน เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ โดยมีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้มอบรางวัล

ความเป็นเลิศในทุกมิติของเมืองไทยประกันชีวิต

รางวัล “บริษัทประกันภัยเกียรติยศสูงสุด (Hall of Fame)” นั้นถือเป็นรางวัลระดับสูงสุดในภาคอุตสาหกรรมประกันภัย ซึ่งเมืองไทยประกันชีวิตเป็นบริษัทเพียงแห่งเดียวที่สามารถคว้ารางวัลนี้มาได้ตั้งแต่มีการจัดตั้งรางวัล แสดงให้เห็นถึงความมั่นคงและภาพรวมการบริหารงานที่แข็งแกร่งในทุกมิติ

ไม่เพียงแค่นั้น เมืองไทยประกันชีวิตยังคว้า “รางวัลบริษัทประกันชีวิตที่มีการส่งเสริมกรมธรรม์ประกันภัยเพื่อประชาชนดีเด่น” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 อีกด้วย ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการขับเคลื่อนการเข้าถึงประกันภัยสำหรับทุกกลุ่มประชาชน

มุ่งมั่นต่อยอดด้วยแนวทาง ESG

เมืองไทยประกันชีวิต ยังถือเป็นองค์กรที่เดินหน้าปรับปรุงและยกระดับธุรกิจภายใต้แนวคิด ESG อย่างจริงจัง โดยมีนโยบายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2573 และผนวกรวมเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติเป็นหลักในการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม

  • การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า
  • การขยายช่องทางการจำหน่ายอย่างหลากหลาย
  • การใช้เทคโนโลยีปัจจุบันในการให้บริการ
  • การส่งเสริมการเข้าถึงประกันภัยแก่ทุกกลุ่มประชากร

ด้วยความมุ่งมั่นเหล่านี้ ทำให้เมืองไทยประกันชีวิตไม่เพียงเป็นผู้นำตลาดในด้านการประกัน แต่ยังเป็นองค์กรที่มีค่านิยมพร้อมเคียงข้างสังคมอย่างแท้จริง

ที่สำคัญ ตัวแทนของบริษัทฯ ก็ได้รับรางวัล “รางวัลตัวแทนประกันชีวิตคุณภาพดีเด่น” ได้แก่ นางสาวณฐมน อุปทองธิติกุล, นางสาวณัฐนิชา ทับทอง, นางสุวรรณ ธาราภูมิ และนางสาววิรัญญา มีศิริ ซึ่งเป็นสุดยอดตัวแทนที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจประกันภัย

ความสำเร็จและความเป็นเลิศครั้งนี้ของเมืองไทยประกันชีวิต คือแรงผลักดันให้บริษัทยังคงเดินหน้าอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และสร้างคุณค่าให้สังคมอย่างต่อเนื่อง การรับรางวัลเกียรติยศระดับสูงสุดต่อเนื่อง 5 ปีซ้อน ไม่ใช่เพียงความสำเร็จของบริษัท แต่คือผลตอบแทนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจอย่างต่อเนื่อง

หากคุณยังไม่มีแผนประกันที่เหมาะสม ลองให้เมืองไทยประกันชีวิตเป็นตัวเลือกที่น่าเชื่อถือ ในการเริ่มต้นเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตของคุณและครอบครัวในทุกช่วงชีวิต

ที่มา – ความภาคภูมิใจสูงสุดครั้งใหม่…เมืองไทยประกันชีวิต คว้า “รางวัลบริษัทประกันภัยเกียรติยศสูงสุด (Hall of Fame)” 5 ปีซ้อน

รวบหนุ่มแสบ ชิงแท็กซี่-ปลอมเป็นพระ ตระเวนขอเรี่ยไรเล่นพนันออนไลน์

ความคืบหน้าคดีชายแปลกหน้าที่ ปลอมตัวเป็นพระ และถูกกล่าวหาชิงทรัพย์ พร้อมกับ เล่นพนันออนไลน์ จนสามารถหลอกลวงผู้คนได้ในหลายพื้นที่นั้น ได้รับการเปิดเผยเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ลงพื้นที่จับกุมตัวผู้ต้องหาได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว.

รวบหนุ่มแสบ ชิงแท็กซี่-ปลอมเป็นพระ ตระเวนขอเรี่ยไรเล่นพนันออนไลน์

เมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.พระนครศรีอยุธยา ร่วมมือกับตำรวจภูธรภาค 1 และ สน.หัวหมาก ได้ดำเนินการจับกุมตัว “นายวิวัฒน์ งามสมบัติ” อายุ 42 ปี โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในย่านรามคำแหง จังหวัดกรุงเทพมหานคร โดยมีหมายจับในคดีชิงทรัพย์จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา.

จากผลการสอบสวนขยายผล นายวิวัฒน์ให้การรับสารภาพว่า เหตุที่ก่อคดีครั้งแล้วครั้งเล่าเป็นเพราะติดการเล่น พนันออนไลน์ อย่างหนัก เมื่อเงินหมดจึง ปลอมตัวเป็นพระ แล้วออกตามบ้านเรือนขอทานเงินจากประชาชน จากนั้นนำเงินที่ได้มาเดิมพันต่อ หากหมดเงินกลับไปก่อเหตุใหม่อีกครั้ง.

ประวัติก่อเหตุทั่วประเทศ

จากการสืบสวนเพิ่มเติมพบว่า นายวิวัฒน์มีประวัติก่อเหตุในหลายสถานที่ เช่น จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเคยหลอกให้คนขับแท็กซี่ลงจากรถแล้วชิงรถไป โดยใช้ชุดจีวรปกปิดตัวตน นอกจากนี้ เคยก่อเหตุใน จังหวัดนครสวรรค์ โดยลักขโมยโน้ตบุ๊กภายใต้ภาพลักษณ์ของพระภิกษุ และยังเคยชิงทรัพย์พนักงานปั๊มน้ำมันอีกด้วย.

หลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้นยานพาหนะที่ยึดได้ คือ รถแท็กซี่ พบว่ามีอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่าง จีวรพระสงฆ์ ซองผ้าป่า และเอกสารเชิญชวนทำบุญจำนวนมาก ซึ่งทั้งหมดใช้เป็นอุปกรณ์ประกอบการ ปลอมตัวเป็นพระ เพื่อหลอกลวงเหยื่อก่อนจะก่อเหตุ.

วางแผนประกอบคำรับสารภาพ

ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ได้นำนายวิวัฒน์ไปแจ้งข้อหาและวางแผนประกอบคำรับสารภาพในพื้นที่เกิดเหตุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นที่เกิดเหตุครั้งแรก ทั้งนี้ได้มีผู้เสียหายจากหลายจังหวัดมาร่วมชี้ตัวผู้ก่อเหตุ และเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมเพื่อดำเนินคดีอย่างเป็นระบบ.

เหตุการณ์นี้ทำให้หลายคนได้ตื่นตัวถึงอันตรายของ “พระปลอม” และความต้องระมัดระวังในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ที่สวมชุดสงฆ์ โดยไม่แน่ใจว่าเป็นพระแท้หรือไม่ เพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อในอนาคต.

ที่มา – รวบหนุ่มแสบ ชิงแท็กซี่-ปลอมเป็นพระ ตระเวนขอเรี่ยไรเล่นพนันออนไลน์

SKY แนะใช้ดิจิทัลยกระดับไทยสู่ฮับการบินบูมท่องเที่ยว

ในยุคที่เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการ นายสิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) หรือ SKY มองว่ารัฐบาลที่มั่นคงและการสนับสนุนจากภาครัฐเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวขึ้นสู่ระดับใหม่ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการบินและท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลไกหลักในการพัฒนาไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางการบินแห่งภูมิภาค (ฮับการบิน) และขับเคลื่อนการท่องเที่ยวให้กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง

SKY แนะใช้ดิจิทัลยกระดับไทยสู่ฮับการบินบูมท่องเที่ยว

จากข้อมูลที่บริษัท SKY นำเสนอ ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของไทยถือเป็นจุดแข็งที่สำคัญ ส่งผลให้ประเทศเราเป็นจุดหมายปลายทางและจุดเชื่อมต่อที่เหมาะสมกับนักเดินทางทั่วโลก ทั้งนี้ ควรมีการยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายเก่าแก่ เช่น พระราชบัญญัติการบินที่มีความเข้มงวดเกินไป ให้รองรับการพัฒนาเชิงพาณิชย์ และลดระยะเวลาการอนุมัติซื้อเครื่องบินของสายการบินไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติ

ยกระดับสนามบินและเทคโนโลยี

สนามบินสุวรรณภูมิ ปัจจุบันมีความสามารถในการรองรับผู้โดยสารประมาณ 45 ล้านคนต่อปี และมีแผนขยายเพิ่มอีก 35 ล้านคนภายใน 3 ปีข้างหน้า พร้อมทั้งรันเวย์ 3 เส้นที่สามารถรองรับได้ถึง 90 เที่ยวบินต่อชั่วโมง ทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพมากพอที่จะกลายเป็น Transit Hub ระดับโลกเช่นเดียวกับ ดูไบ โดฮา และอิสตันบูล

อย่างไรก็ตาม ด้านการขนส่งสินค้ายังเป็นจุดอ่อน เนื่องจากปัจจุบันสนามบินสุวรรณภูมิรองรับได้เพียง 1.5 ล้านตันต่อปี ในขณะที่ฮ่องกงรองรับได้ถึง 5 ล้านตัน และสิงคโปร์อยู่ที่ 2 ล้านตัน

เทคโนโลยีนำทางด้านบริการ

เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้โดยสาร SKY ได้นำนวัตกรรมดิจิทัลหลายระบบเข้ามาใช้งาน เช่น ระบบ Facial Recognition ที่ใช้กับสนามบินทุกแห่งภายใต้การดูแลของท่าอากาศยานไทย (AOT) เริ่มใช้งานตั้งแต่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2567 ช่วยให้การเช็กอิน-เช็กเอาต์รวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ยังพัฒนาซอฟต์แวร์ “Smart Glow” เพื่อวิเคราะห์และจัดการการไหลของผู้โดยสาร ลดระยะเวลาในการรอคิวจาก 45 นาที เหลือเพียง 35-40 นาที

ด้านการท่องเที่ยว แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนจะลดลงกว่า 30% แต่ไทยยังมีจุดแข็งในด้าน Wellness ที่ได้รับความสนใจสูง เช่น สปา นวดไทย วัฒนธรรม และแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ จึงได้เสนอให้ปรับกลยุทธ์การตลาดให้เน้นคุณภาพของนักท่องเที่ยวมากกว่าปริมาณ เพื่อดึงดูดกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง และใช้แอป “Windows Thailand” เป็นเครื่องมือนำเสนอบริการและข้อมูลท่องเที่ยวให้กับกลุ่มเป้าหมาย

ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล SKY มั่นใจว่าประเทศไทยจะสามารถยกระดับให้เป็นศูนย์กลางการบินและส่งเสริมวัฏจักรเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในระดับสากลได้อย่างยั่งยืน

เริ่มเปลี่ยนวันนี้ เพื่อยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินและบูมท่องเที่ยวในอนาคตอันใกล้

ที่มา – “SKY” แนะใช้ดิจิทัลยกระดับไทยสู่ “ฮับการบิน-บูมท่องเที่ยว”

เปิดภาพ‘อนุทิน’ก้มกราบพ่อ หลังได้รับโหวตนั่งนายกฯ

เมื่อวันที่ 5 กันยายน เวลา 17.40 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อไปเยี่ยมบิดา คือ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล โดยมีรายงานว่า ทันทีที่ถึงโรงพยาบาล นายอนุทินได้เข้าไปก้มกราบที่ตักบิดา ซึ่งขณะนั้นกำลังรับประทานอาหารเย็นอยู่

เปิดภาพ‘อนุทิน’ก้มกราบพ่อ หลังได้รับโหวตนั่งนายกฯ

บรรยากาศในห้องผู้ป่วยเต็มไปด้วยความอบอุ่น เมื่อ เปิดภาพ‘อนุทิน’ก้มกราบพ่อ หลังได้รับโหวตจากสภาผู้แทนราษฎรให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยคะแนนเสียง 311 เสียง ซึ่งแสดงถึงความไว้วางใจอย่างสูงจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วประเทศ

ในช่วงการพูดคุย นายชวรัตน์ ได้กล่าวกับลูกชายว่า “พ่อดีใจมาก ดีใจที่ได้เห็นวันนี้ หนูก็ทำตัวดีๆ นะ” โดยนายอนุทินก็ตอบด้วยรอยยิ้มว่า “ทำตัวดีอยู่แล้ว” สร้างความประทับใจให้กับทุกคนที่ได้เห็นภาพนี้

ภาพความประทับใจระหว่างบิดาและบุตร

ไม่เพียงแต่เป็นภาพของความสำเร็จ แต่ เปิดภาพ‘อนุทิน’ก้มกราบพ่อ หลังได้รับโหวตนั่งนายกฯ ยังเป็นภาพของความเคารพและความรักที่ลูกชายคนหนึ่งมีให้แก่บิดา ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจแก่คนรุ่นใหม่และประชาชนทั่วไป

  • เปิดภาพอนุทินก้มกราบพ่อหลังเป็นนายกฯ
  • บรรยากาศอบอุ่นระหว่างบิดาและบุตร
  • คะแนนโหวตให้ตำแหน่งนายกฯ สูงถึง 311 เสียง

ท่าทีของนายอนุทินที่เข้าไปกราบบิดาในเร็วเวลาที่ได้รับตำแหน่งใหญ่ ชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด ความเป็นลูกและความรักในครอบครัวยังคงอยู่เสมอ

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าภายหลังจากการเยี่ยมบิดา นายอนุทินจะเดินทางเข้าที่ทำการพรรคภูมิใจไทยในเวลา 20.00 น.ของวันเดียวกัน เพื่อเข้าร่วมประชุมภายในพรรคและเตรียมแผนการทำงานในอนาคต

ภาพนี้เป็นหลักฐานถึงความอ่อนน้อมถ่อมตนและความเคารพต่อบิดา ซึ่งเป็นคุณธรรมที่ควรส่งเสริมให้เยาวชนและคนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้

หากคุณได้เห็นภาพนี้ คุณคิดว่ามันสะท้อนให้เห็นถึงอะไรบ้าง? แชร์ความคิดของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – เปิดภาพ‘อนุทิน’ก้มกราบพ่อ หลังได้รับโหวตนั่งนายกรัฐมนตรี

ผลสำรวจพบพนักงานสิงคโปร์ 3 ใน 4 ใช้เครื่องมือเอไอในการทำงาน

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 5 กันยายน ว่านางโจเซฟิน เตียว รัฐมนตรีกระทรวงพัฒนาดิจิทัลและสารสนเทศของสิงคโปร์ ได้ออกมาเปิดเผยว่า ในอนาคตอันใกล้ ประเทศสิงคโปร์ต้องการบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ เครื่องมือเอไอ อย่างมาก โดยเฉพาะบุคลากรที่สามารถทำงานในสายอาชีพของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไปพร้อมกับทักษะการใช้งานเครื่องมือเอไออย่างคล่องแคล่ว

ผลสำรวจพบพนักงานสิงคโปร์ 3 ใน 4 ใช้เครื่องมือเอไอในการทำงาน

ข้อมูลจากการสำรวจล่าสุดที่ดำเนินการในสิงคโปร์ชี้ให้เห็นว่า มีพนักงานจำนวน 3 ใน 4 ส่วนของแรงงานได้ใช้ เครื่องมือเอไอ ในการดำเนินงานประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการจัดการเอกสาร การสื่อสาร หรือแม้กระทั่งการวางแผนทางธุรกิจ แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของพนักงานในสิงคโปร์สู่การทำงานที่ผสานความสามารถของมนุษย์กับเทคโนโลยีAI ได้อย่างลื่นไหล

รัฐบาลนำพัฒนาทักษะเพื่อเตรียมทีมงานสู่ยุคAI

นางโจเซฟิน เตียว กล่าวต่อว่า รัฐบาลจะให้ความสำคัญอย่างมากต่อเรื่องการพัฒนาทักษะ สำหรับพนักงานทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานด้านเทคโนโลยีหรือสายนอกเทคโนโลยี เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องมือเอไอได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การเตรียมความพร้อมของประชาชนจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้สิงคโปร์มีความได้เปรียบในเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่

สิงคโปร์จึงได้มีแผนพัฒนาแบบบูรณาการ โดยร่วมมือกับสมาคมวิชาชีพที่มีอยู่ในประเทศ เช่น สมาคมบัญชี สมาคมทรัพยากรบุคคล และอื่น ๆ เพื่อระบุทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานร่วมกับเทคโนโลยีAI และนำไปสู่การจัดพวกวิทยากร หลักสูตรฝึกอบรม และประสบการณ์ที่เหมาะสมแก่ผู้เรียน

การฝึกอบรมนี้จะเน้นทั้งการเรียนรู้แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับAI วิธีการประยุกต์ใช้งานในตามาชีพประจำวัน และวิธีการใช้เครื่องมือต่าง ๆ อย่างปลอดภัยและมีจริยธรรม โดยทุกโครงการจะเน้นให้เกิดความยืดหยุ่น และตอบโจทย์รอบด้าน

  • พัฒนาทักษะของพนักงานส่วนรวมให้เข้ากับโลกAI
  • พัฒนาความรู้เฉพาะทางร่วมกับAI สำหรับวิชาชีพสมัยใหม่
  • เตรียมความพร้อมทางด้านจริยธรรมและทักษะการควบคุมAI
  • เปิดโอกาสกว้างขวางสำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิตในภาคประชาสังคม

รัฐบาลได้สอดคล้องนโยบายดังกล่าวเข้ากับแผนการพัฒนาระยะยาวของประเทศ โดยมีเป้าหมายสร้าง “ประเทศแห่งความฉลาด” (Intelligent Nation) ที่ไม่ใช่แค่การนำเอาระบบเทคโนโลยีAIมาใช้เพียงอย่างเดียว แต่มุ่งเสริมศักยภาพบุคคลในทุกอณูให้เติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยี

รายงานนี้ชัดเจนว่า เทคโนโลยีAI กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตการทำงานอย่างมากในสิงคโปร์ และยังเป็นโอกาสที่ไม่ควรปล่อยไว้โดยไม่พัฒนา เมื่อบริษัทและบุคลากรระดับประเทศต่างมีความพร้อมทำงานร่วมกับAI แล้ว สิ่งที่เหลือคือการลงทุนและการวางแผนอย่างจริงจังเพื่ออนาคต

จากแนวโน้มเชิงบวกนี้ ประเทศไทยก็อาจสามารถเรียนรู้แนวทางและปรับใช้กับสถานการณ์ของตนเองเพื่อเติมเต็มระบบทักษะประชาชนในยุคAI ให้ก้าวทันโลกได้เช่นเดียวกัน

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่สนใจพัฒนาศักยภาพของตนเองในการใช้งานเทคโนโลยีหรือAI การเริ่มต้นคือการเปิดรับข้อมูลใหม่ ๆ และลงมือฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ ยุคAI อยู่กับเราจริง ๆ แล้ว เราควรเตรียมพร้อมหรือยัง?

ที่มา – ผลสำรวจพบพนักงานสิงคโปร์ 3 ใน 4 ใช้ “เครื่องมือเอไอ” ทำงานเป็นประจำ

ไอติมย้ำเลือกใครก็ขัดจิตสำนึก-ประชาชนย้ำ 5 ข้อให้อนุทิน

เมื่อวันที่ 5 กันยายน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุถึงความยากลำบากในการตัดสินใจลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พร้อมกล่าวว่าหากจะบอกว่าไม่กังวลต่ออนาคตของประเทศหลังจากนี้ ก็คงเป็นการพูดไม่จริง

ไอติมย้ำขานชื่อใครก็ขัดจิตสำนึก

นายพริษฐ์ เปิดเผยว่า ตั้งแต่พรรคประชาชนตัดสินใจจะไม่เฉยเมยในการเลือกนายกฯ หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้คุณแพทองธาร พ้นจากตำแหน่ง เขาและพรรคได้พยายามใช้เสียง ส.ส. 140+ คน เพื่อพยายามเปลี่ยนแปลงทิศทางประเทศให้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม เขาตระหนักดีว่า ไม่ว่าจะขานชื่อใครในวันนี้ มันก็เป็นการขัดต่อความรู้สึกตนเอง และขัดต่อความต้องการของประชาชนกว่า 14 ล้านคน ที่เคยส่งพวกเขาเข้ามาทำงานในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ 2 ปีก่อน

ประชาชนย้ำ 5 ข้อให้อนุทิน

แม้การตัดสินใจจะยากลำบาก แต่นายพริษฐ์ยืนยันว่า พื้นฐานของการตัดสินใจไม่ได้อยู่ที่ความไว้วางใจในใครคนใดคนหนึ่ง แม้เขาจะมีความเห็นที่ชัดเจนเกี่ยวกับความจริงใจหรือความไม่จริงใจของแต่ละฝ่ายในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

  • 1. คุณอนุทินดำรงตำแหน่งจากการบิดเบี้ยวของระบบ ไม่ใช่จากความไว้วางใจของประชาชน
  • 2. ต้องยุบสภาและส่งอำนาจคืนประชาชนภายใน 4 เดือน
  • 3. ต้องปลดล็อกรัฐธรรมนูญไม่บิดเบือนเป้าหมาย
  • 4. เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมจากฝ่ายค้าน
  • 5. เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจเฉพาะกาล ไม่ใช่เพื่อแสวงหาผลประโยชน์

นายพริษฐ์กล่าวว่า การตัดสินใจครั้งนี้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงหลายประการ ที่อาจทำให้ “โซ่ตรวน” ระหว่างฝ่ายค้านเสียงข้างมากกับรัฐบาลเสียงข้างน้อยอ่อนแอลงจากการถูกแทรกแซงจากอำนาจอื่นๆ

แต่สิ่งที่พรรคประชาชนจะทำต่อไป คือ การทำงานอย่างหนักและเป็นเอกภาพเพื่อตรวจสอบรัฐบาลอย่างใกล้ชิด และหากมีการเบี้ยวเบนจากข้อตกลง จะใช้กลไกสภาในการล้มรัฐบาลทันที เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน

“เสียงของท่านยังคงสำคัญ มีผลต่อการตัดสินใจของพรรคเสมอ” นายพริษฐ์กล่าวเป็นเสียงสุดท้าย พร้อมย้ำว่า คำพูดทั้งหมดนี้จะต้องถูกจดจำไว้ให้ดี และต้องถูกนำไปปฏิบัติอย่างจริงจังจากนายกรัฐมนตรีคนใหม่

อย่าลืมติดตามข่าวการเมืองที่เราใส่ใจทุกมุมมอง และเป็นเสียงสะท้อนของประชาชนเสมอ

ที่มา – ‘ไอติม’ย้ำขานชื่อใครก็ขัดจิตสำนึก-ความต้องการประชาชนย้ำ 5 ข้อ’อนุทิน’แค่รัฐบาลเฉพาะกาล-ปลดล็อกรัฐธรรมนูญ

จตุรมิตรฯ จับมือ Canon อบรมถ่ายภาพนักเรียนทีมประชาสัมพันธ์ 4 โรงเรียน

เมื่อวันศุกร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568 ณ โรงเรียนอัสสัมชัญ เขตบางรัก กรุงเทพฯ ได้มีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องการถ่ายภาพ โดยร่วมจัดระหว่างคณะอนุกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์การแข่งขันฟุตบอล จตุรมิตรสามัคคี ครั้งที่ 31 และบริษัท Canon มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด การอบรมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อถ่ายทอดความรู้ด้านการถ่ายภาพให้กับนักเรียนทีมประชาสัมพันธ์จากโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อใช้ในการเก็บภาพกิจกรรมการแข่งขันกีฬาในอนาคต

จตุรมิตรสามัคคี ครั้งที่ 31

กิจกรรมที่จัดขึ้นในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเตรียมความพร้อมก่อนการแข่งขันฟุตบอล จตุรมิตรสามัคคี ครั้งที่ 31 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “สี่พี่น้องประคองรัก รักษ์โลกให้ยั่งยืน” โดยมีกำหนดการแข่งขันในวันที่ 15, 17, 19 และ 22 พฤศจิกายน พ.ศ.2568 ณ สนามศุภชลาศัย สนามกีฬาแห่งชาติ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ

ดร.เดชาชัย ศรีพิจารณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ ได้เป็นประธานเปิดการอบรมในครั้งนี้ โดยกล่าวถึงความสำคัญของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพผ่านภาพถ่าย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการบอกเล่าเรื่องราวและความประทับใจของการแข่งขันฟุตบอลที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน

ผู้เชี่ยวชาญจาก Canon เข้าร่วมแบ่งปันประสบการณ์

วิทยากรในงานเป็นผู้เชี่ยวชาญจากบริษัท Canon ซึ่งมามอบความรู้ในเชิงเทคนิคเกี่ยวกับกล้องถ่ายภาพและการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีคุณยศยุต เวียงวิเศษ (เบน) ช่างภาพอาชีพสายกีฬา ที่ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์จริงในการถ่ายภาพกีฬาและเทคนิคการจับภาพที่น่าสนใจเพื่อให้ผู้เรียนได้นำไปใช้กับการรายงานข่าวภาพในการแข่งขันจริง

โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการมีทั้งสิ้น 4 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนอัสสัมชัญ กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย สวนกุหลาบวิทยาลัย และเทพศิรินทร์ ซึ่งจะเป็นโรงเรียนที่มีหน้าที่ในการสื่อสารและประชาสัมพันธ์กิจกรรมฟุตบอล จตุรมิตรสามัคคี ในครั้งนี้ แน่นอนว่าการอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการถ่ายภาพจะช่วยเสริมทักษะให้นักเรียนสามารถแสดงออกทางความคิดและอารมณ์ผ่านภาพถ่ายได้ดียิ่งขึ้น

  • การถ่ายภาพกีฬาในเชิงเทคนิค
  • การใช้แสงและเงาให้เกิดประสิทธิภาพ
  • เทคนิคการจับภาพในช่วงเวลาที่เหมาะสม
  • การสื่อสารผ่านภาพถ่าย

การร่วมมือระหว่าง จตุรมิตรสามัคคี และบริษัท Canon เป็นความร่วมมือที่มีคุณค่า โดยนำความรู้ทางเทคโนโลยีและสื่อสารมาผสมผสานกับการจัดกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมและกีฬา นิสิตนักเรียนที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้จะไม่เพียงแค่ได้เรียนรู้ทักษะด้านภาพถ่ายเท่านั้น แต่ยังได้ฝึกฝนการสื่อสาร การทำงานร่วมกับทีม และมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม

หากคุณเป็นผู้หลักผู้มีอุปการคุณต่อเยาวชน หรือใครก็ตามที่สนใจด้านการถ่ายภาพ การร่วมมือลักษณะนี้คือเป้าหมายที่น่าเลียนแบบเพื่อเสริมพลังเยาวชนให้ก้าวไกลต่อไปในอนาคต

ที่มา – “จตุรมิตรฯ” จับมือ “Canon” จัดอบรมการถ่ายภาพ ให้นักเรียนทีมประชาสัมพันธ์ 4 โรงเรียนจตุรมิตร

จีนเก็บภาษีเนื้อหมูอียูตอบโต้ทุ่มตลาด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 5 กันยายน ว่ากระทรวงพาณิชย์จีนได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมจาก เนื้อหมูอียู อย่างไรก็ตาม การดำเนินการนี้เป็นผลจากการสอบสวนเบื้องต้นที่ยืนยันว่า สหภาพยุโรปใช้มาตรการทุ่มตลาดต่อส่งออกเนื้อหมูเข้าสู่จีน ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสุกรท้องถิ่น โดย จีนจะเรียกเก็บภาษี ในอัตราที่สูงถึง 62.4% ต่อเนื้อหมูที่นำเข้าจาก ประเทศสมาชิกอียู เริ่มตั้งแต่วันที่ 10 กันยายนเป็นต้นไป

จีนเก็บภาษีเนื้อหมูอียูตอบโต้ทุ่มตลาด

การใช้มาตรการนี้ไม่ใช่เพียงการเรียกเก็บภาษีเพิ่ม แต่จะมีลักษณะของการจ่ายเงินประกัน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจีนขยายระยะเวลาการตรวจสอบการส่งออกเนื้อหมูจากอียูเข้าสู่ตลาดจีนไปจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม อีกทั้งการสอบสวนครั้งนี้เป็นผลจากคำร้องของสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติของจีน ซึ่งร้องขอให้รัฐบาลดำเนินการตอบโต้มาตรการของอียูอย่างจริงจัง

ความเคลื่อนไหวที่ส่งผลทั้งจีนและอียู

สิ่งที่น่าสนใจคือ พื้นหลังของเหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกับการที่อียูเรียกเก็บภาษีเพิ่มต่อยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (EV) จากจีน ซึ่งประกอบด้วยบริษัทรถยนต์จีนชั้นนำ เช่น เอสเอไอซี มอเตอร์ที่ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มถึง 38.1% รองลงมาคือจีลี ออโตโมบิล 20% และบีวายดี 17.4%  การเรียกเก็บภาษีสูงอย่างนี้ส่งผลให้จีนไม่อาจมองข้ามไปได้ และจึงใช้มาตรการตอบโต้ในกลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าพอสมควรเช่นนี้

ทั้งนี้ สหภาพยุโรปก็ยังไม่แสดงท่าทียอมแพ้ เพราะถือว่ามาตรการของจีนเป็นการตอบโต้ในทางการค้าที่ไม่ยุติธรรม ดังนั้นหากสถานการณ์ยืดเยื้อไปอาจกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างทั้งสองฝ่าย ซึ่งโดยรวมแล้วมีมูลค่าการแลกเปลี่ยนสินค้าหลายหมื่นล้านยูโรต่อปี

เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของการต่อสู้ระหว่างเศรษฐกิจใหญ่ และเป็นบททดสอบว่าประเทศสมาชิกอียูสามารถประนีประนอมกับจีนได้ดีเพียงใด โดยเฉพาะในช่วงที่ทั้งสองกลุ่มมีนโยบายด้านการค้าที่หลากหลายต่อกัน

หากคุณเป็นผู้ประกอบการส่งออกเนื้อสัตว์หรือมีธุรกิจเกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ จำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะอาจกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน และค่าใช้จ่ายในการนำเข้า-ส่งออกในอนาคต

ที่มา – จีนเตรียมใช้มาตรการชั่วคราว เก็บภาษี “เนื้อหมูอียู” ตอบโต้ทุ่มตลาด

สอบพนักงานขายดัมเบล ล่าหนุ่มจีนคดีฆ่าสาวยัดกระเป๋า

ความคืบหน้าคดีฆ่าอำพรางศพหญิงสาวนิรนาม ซึ่งถูกฆ่ายัดใส่กระเป๋าเดินทาง และใช้แผ่นดัมเบลน้ำหนัก 15 กก. ถ่วงน้ำหนัก ก่อนนำไปโยนทิ้งในอ่างเก็บน้ำ ม.11 ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ยังอยู่ระหว่างสอบสวนอย่างเข้มข้น โดยเจ้าหน้าที่มุ่งเป้าไปที่ชายชาวจีนรายหนึ่งที่อาจเกี่ยวข้องกับคดีนี้

สอบพนักงานขายดัมเบล ระบุลูกค้าเป็นชายจีน พฤติกรรมปกติ

ล่าสุด เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 5 ก.ย.68 พ.ต.ท.นิติภูมิ บัตรวงศ์ รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.ห้วยใหญ่ ได้เชิญพนักงานขายดัมเบลจากศูนย์การค้าแห่งหนึ่งในพัทยาใต้ มาให้ปากคำถึงรายละเอียดการซื้อสินค้าของชายชาวจีน เมื่อเวลาประมาณ 16.00 น. วันที่ 27 ส.ค.68 โดยชายรายนี้มีลักษณะรูปล่างสันทัด หน้าตาตี๋ และสามารถสื่อสารเป็นภาษาไทยและอังกฤษได้เล็กน้อย

นางแนน นามสมมุติ อายุ 40 ปี พนักงานประจำศูนย์การค้า ให้ข้อมูลว่า ขณะนั้นเธอได้ช่วยแนะนำสินค้าแก่ลูกค้าคนนี้ เนื่องจากไม่มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายอุปกรณ์ออกกำลังกายประจำหน้าที่ เมื่อคุยกันครึ่งชั่วโมง ชายชาวจีนก็ตัดสินใจซื้อแผ่นดัมเบลแบบยกเซ็ตรวม 20 กก. และแผ่นดัมเบลน้ำหนัก 5 กก. อีก 1 ชิ้น เป็นเงินรวม 3,070 บาท

จำได้ว่าลูกค้าขับรถเอสยูวีสีบรอนซ์

หลังชำระเงิน ชายชาวจีนแจ้งว่าจะมารับสินค้าที่ประตูศูนย์การค้า นางแนนจึงช่วยยกสินค้าไปส่งที่ท้ายรถ ซึ่งระบุว่าเป็นรถเอสยูวีสีบรอนซ์-เทา เมื่อคุยข้อมูลเพิ่มเติม ทราบว่ารถคันดังกล่าวอาจเป็นรถเช่าจากบริษัทแห่งหนึ่งในเมืองพัทยา และจะมีการนำไปตรวจสอบเพิ่มเติมในวันพรุ่งนี้เวลา 15.00 น.

นางแนนเปิดเผยว่าในวันนั้น ลูกค้าไม่มีท่าทีผิดปกติหรือกังวลแต่อย่างใด ขณะที่นางช่วยยกของขึ้นรถ ไม่เห็นว่ามีกระเป๋าเดินทางใดๆ อยู่ท้ายรถเลย ทั้งหมดดูเป็นการซื้อขายสินค้าธรรมดา แต่หลังทราบข่าวเกี่ยวกับคดีฆ่าสาวยัดกระเป๋าถ่วงดัมเบล ก็ตกใจอย่างมาก เพราะจำได้อย่างชัดเจนถึงแผ่นดัมเบลน้ำหนัก 5 กก.ที่ใช้ในการก่อเหตุ

สอดคล้องกับเบาะแส – ชุดดัมเบลถูกขายให้ลูกค้าชาวจีน

เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่าแผ่นดัมเบลที่ขายให้ลูกค้าชาวจีน มีขนาดและน้ำหนักตรงกันกับที่ใช้ในการก่อเหตุเพื่อถ่วงน้ำหนักในกระเป๋าเดินทางของผู้เสียชีวิตอย่างแม่นยำ ทั้งเรื่องน้ำหนักของแต่ละชิ้น รวมถึงลักษณะภายนอกของผลิตภัณฑ์

ทีมข่าวรายงานว่าชุดตำแหน่งของศูนย์การค้า ยังสามารถเข้าถึงได้จากหลาย ๆ กล้องวงจรปิด เพื่อยืนยันรายละเอียดการเข้าตกและพฤติกรรมของลูกค้าชาวจีน แม้จะไม่มีภาพชัดเจน แต่จากเวลาและเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่มั่นใจว่าชายรายนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับกระบวนการสร้างหลักฐานของคดี

ขณะนี้พนักงานขายดัมเบลถูกสอบปากคำอย่างละเอียด เพื่อกำหนดแนวทางสอบสวนในขั้นตอนต่อไป รวมถึงเตรียมเรียกตัวผู้ให้เช่ารถเข้าให้ข้อมูลรายละเอียดการเช่ารถที่ใช้โดยลูกค้าชาวจีน เพื่อพิสูจน์ตัวตนและเส้นทางการเดินทางหลังเกิดเหตุ

ด้าน พล.ต.ต.ธวัชเกียรติ จินดาควรสนอง ผบก.ภ.จว.ชลบุรี แม้ยังไม่ได้ออกมาแถลงอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าภายในอีกไม่กี่วันจะมีการออกหมายจับต่อผู้ต้องสงสัย

ความชัดเจนในคดีนี้ถือว่าน่าพอใจ ด้วยการระบุตัวผู้ต้องสงสัยจากหลักการสอบสวนและการใช้เทคโนโลยีเพื่อสืบสวนข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตามความยุติธรรมต้องออกมายืนยืนยันอีกครั้งเมื่อศาลได้พิจารณาข้อกล่าวหา

หากคุณกำลังซื้อของหรือติดต่อกับคนแปลกหน้า ควรมีความระมัดระวังสูง เพราะบางครั้งความบังเอิญก็อาจนำไปสู่เหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัว หากมีใครทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสอบพนักงานขายดัมเบลหรือคดีฆ่าสาวยัดกระเป๋า ขอให้ช่วยติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อช่วยเจาะเบาะแสให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ที่มา – สอบพนักงานขายดัมเบล แกะรอยล่าหนุ่มจีน คาดเอี่ยวคดีฆ่าสาวยัดกระเป๋า