ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘ศบ.ทก’.ไม่สะดุด แม้เปลี่ยนผ่านรัฐบาล ย้ำเยียวยาไม่สะดุด

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 5 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษก ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงผลการประชุมของศบ.ทก. ที่มีขึ้นในช่วงเช้าที่ผ่านมา ณ ตึกสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยระบุว่า สถานการณ์โดยรวมยังคงอยู่ในความสงบเรียบร้อย โดยไม่มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น ทั้งสองฝ่ายยังคงตรึงกำลังในที่ตั้งตามปกติ

‘ศบ.ทก’.ไม่สะดุด แม้เปลี่ยนผ่านรัฐบาล

แม้ประเทศไทยจะอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง โฆษก ศบ.ทก. ย้ำว่า องค์กรยังคงทำงานได้อย่างต่อเนื่อง มีกฎหมายรองรับในทุกด้าน เช่น พระราชบัญญัติ จัดระเบียบราชการ กระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 จึงยังสามารถดำเนินการได้ตามกระบวนการที่ชัดเจน โดยไม่มีสะดุด แม้บทบาทอาจลดลงเล็กน้อย แต่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่อง

ความมั่นคงยังอยู่ในกรอบกฎหมาย

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานของกระทรวงกลาโหม ทหาร และหน่วยงานความมั่นคงอื่น ๆ ดำเนินไปตามกรอบกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด โดยมีกฎเกณฑ์การใช้กำลังและการปฏิบัติที่โปร่งใสและได้รับการรับรองจากกฎหมาย มั่นใจว่าทุกสถานการณ์สามารถถูกควบคุมได้ภายใต้กระบวนการที่มีอยู่

นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เสริมว่า รัฐบาลไทยดำเนินการภายใต้หลักสากลและกฎหมายของประเทศ ทุกมาตรการมีขึ้นเพื่อปกป้องอธิปไตยของไทยอย่างเต็มที่ โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนทั้งในและนอกพรมแดน

  • การดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน
  • การเยียวยาผู้สูญเสียและบาดเจ็บ
  • การปฏิบัติตามกฎหมายและหลักสากล
  • การป้องกันสถานการณ์ไม่ให้บานปลาย

นางมาระตี กล่าวต่อว่า รัฐบาลไทยไม่มีนโยบายที่จะทำร้ายพลเรือนผู้บริสุทธิ์ อย่างที่ฝ่ายกัมพูยาอ้าง และยืนยันว่ากองทัพไทยบริหารจัดการสถานการณ์อย่างมีสติ พร้อมเจรจาผ่านช่องทางสันติวิธี เพื่อป้องกันความรุนแรงและการขยายตัวของความขัดแย้ง

ด้านน.ส.ศศิกานต์ วัฒนจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า แม้จะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง รัฐบาลจะยังคงให้ความสำคัญกับการทำหน้าที่ดูแลประชาชนทุกคน รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของประเทศอย่างเต็มความสามารถ

ศบ.ทก. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะไม่สะดุด ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงใดของการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง” น.ส.ศศิกานต์ กล่าว และย้ำว่าการเยียวยาและการดูแลจะเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเยียวยาผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ หรือกระทบจากสถานการณ์ในพื้นที่

รัฐบาลยืนยันว่า อธิปไตยของไทยคือกรอบสูงสุดที่ไม่สามารถถูกท้าทายได้ และทุกการดำเนินการนั้นอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและหลักสากล ท้ายที่สุด จิตใจของภาคประชาชน การรักชาติ และความสามัคคีของไทยนี้ คือพลังสำคัญที่จะทำให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤตได้อย่างมั่นคง

หากคุณเป็นภาคธุรกิจหรือประชาชนทั่วไป รัฐบาลขอให้วางใจในระบบการทำงานของ ศบ.ทก. ที่พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพ ระหว่างนี้ยังมั่นใจได้ว่าการเยียวยาและการปฏิบัติตามนโยบายอย่างต่อเนื่องจะไม่สะดุดอย่างแน่นอน

ที่มา – ‘ศบ.ทก’.ไม่สะดุด แม้เปลี่ยนผ่านรัฐบาล ย้ำเยียวยาไม่สะดุด ขอภาคธุรกิจมั่นใจ

สหรัฐโวยเครื่องบินรบเวเนซุเอลาวนเหนือเรือพิฆาต ชี้เป็น “เจตนายั่วยุ”

จากข่าวล่าสุดที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวต่างประเทศจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 5 กันยายน กระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ โดยให้คำเตือนอย่างจริงจังต่อ “แก๊งค้ายาเสพติด” ที่กำลังควบคุมเวเนซุเอลา ว่าไม่ควรดำเนินการใด ๆ อีก เพราะถือเป็น “การขัดขวาง การยับยั้ง หรือแทรกแซงปฏิบัติการต่อต้านยาเสพติดและการก่อการร้าย” ที่กองทัพสหรัฐฯ กำลังดำเนินการอยู่

สหรัฐโวยเครื่องบินรบเวเนซุเอลาวนเหนือเรือพิฆาต ชี้เป็น “เจตนายั่วยุ”

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุเพิ่มเติมว่า การกระทำที่เกิดขึ้นของเวเนซุเอลาเป็น “การยั่วยุอย่างรุนแรง” และมีเจตนาชัดเจนในการแทรกแซงปฏิบัติการต่อต้านยาเสพติดและก่อการร้ายของสหรัฐ ซึ่งสะท้อนถึงอารมณ์ไม่พอใจอย่างหนักถึงขั้นสูงสุด

เหตุการณ์ก่อนหน้าที่นำไปสู่ความตึงเครียด

แถลงการณ์ดังกล่าวของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ถูกปล่อยออกมาหลังจากที่ The New York Times รายงาน โดยอ้างแหล่งข่าวว่า กองทัพเวเนซุเอลาได้ส่งเครื่องบินขับไล่รุ่น F-16 จำนวน 2 ลำ ไปบินวนรอบ ๆ เรือพิฆาต “USS Jason Dunham” ซึ่งเป็นเรือรบติดอาวุธขีปนาวุธนำวิถีของสหรัฐที่กำลังแล่นอยู่ในทะเลแคริบเบียนตอนใต้ อย่างไรก็ตาม เรือรบของสหรัฐ并未มีการตอบสนองใด ๆ

เหตุการณ์เผชิญหน้าครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่กองทัพสหรัฐฯ ได้จัดการโจมตีเรือโดยสารลำหนึ่งที่เดินทางมาจากเวเนซุเอลา ซึ่งถูกตรวจพบในทะเลแคริบเบียนเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยเรือลำดังกล่าวถูกยิงจนจม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 11 ราย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่าเรือลำนี้มีการขนส่งยาเสพติด และผู้โดยสารทั้งหมดเป็นสมาชิกของแก๊ง “เรนเดอร์อารากัว (Tren de Aragua)” ซึ่งถูกจัดว่าเป็นองค์กรก่อการร้าย

การเผชิญหน้าหลายครั้งระหว่างประเทศเหล่านี้ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดในทะเลแคริบเบียนที่เพิ่มขึ้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของสหรัฐอเมริกาในการต่อสู้กับการลักลอบขนยาเสพติดจากอเมริกาใต้สู่อื่น ๆ โดยเวเนซุเอลาถูกมองว่าเป็น “เส้นทางหลัก” สำหรับยาเสพติดประเภทโคเคนิก้ามเข้าสู่สหรัฐอเมริกา

การเผชิญหน้าที่อาจนำไปสู่ความปะทะที่ใหญ่โตขึ้น?

หากมองจากมุมมองเชิงกลยุทธ์ สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความไม่มั่นคงทางการทหารและการเมืองในลาตินอเมริกา โดยเฉพาะเวเนซุเอลา ที่มีปัญหาเศรษฐกิจและสังคมอย่างหนักมาหลายปี และถูกมองว่ามีเจตนาสนับสนุนให้กลุ่มก่อการร้ายหรือกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดในภูมิภาคดำเนินการต่อ

ปฏิกิริยาที่ออกมาจากสหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องพื้นที่ของตนเอง และสร้างแรงกดดันต่อเวเนซุเอลาเพื่อบรรเทาความตึงเครียด อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ล่าสุดยังไม่มีการยุติอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่ใหญ่โตขึ้นในอนาคตหากไม่ได้รับการควบคุม

ด้วยสถานการณ์ที่ค่อนข้างเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคน โดยเฉพาะในแง่ของความมั่นคงในภูมิภาคอเมริกาใต้และกิจกรรมก่อการร้ายระดับโลก

ในทางหนึ่ง หากเวเนซุเอลายังยืนยันที่จะดำเนินการในทิศทางเดิม อาจทำให้ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ แย่ลงอย่างมาก และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของเวเนซุเอลาอย่างถาวร

เครดิตภาพ: AFP

ที่มา – สหรัฐโวยเครื่องบินรบเวเนซุเอลาวนเหนือเรือพิฆาต ชี้เป็น “เจตนายั่วยุ”

‘กรมศิลป์’ ชู 3 ประเด็นหลัก กำหนดทิศทางอนาคต ‘พิพิธภัณฑ์ไทย’

เมื่อวันที่ 5 กันยายน นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ได้เป็นประธานในการเปิดกิจกรรมในวันพิพิธภัณฑ์ไทย ประจำปี 2568 ภายใต้หัวข้อ “The Future of Thai Museums in Rapidly Changing Communities: อนาคตของพิพิธภัณฑ์ไทย การเปลี่ยนแปลงของสังคมอย่างรวดเร็ว” ซึ่งจัดขึ้นที่พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ในการกล่าวเปิดงาน อธิบดีกรมศิลปากรได้เน้นย้ำว่า กิจกรรมในวันพิพิธภัณฑ์ไทยที่ดำเนินการทุกปีนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ผู้ทรงริเริ่มวางรากฐานการเรียนรู้ผ่านพิพิธภัณฑ์แก่ประชาชนชาวไทย และเป็นโอกาสในการสานต่อภารกิจการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ไทยอย่างยั่งยืน

‘กรมศิลป์’ ชู 3 ประเด็นหลัก กำหนดทิศทางอนาคต ‘พิพิธภัณฑ์ไทย’

ภายใต้แนวคิดหลักของปีนี้ กรมศิลปากร โดยสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เน้นการกำหนดอนาคตของพิพิธภัณฑ์ไทยด้วย 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

  • การอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม: ส่งเสริมการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของท้องถิ่นให้คงอยู่สืบต่อไป
  • การส่งเสริมพลังและศักยภาพของเยาวชน: ปลูกฝังความรู้และความสนใจในศิลปวัฒนธรรมให้กับเยาวชน เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการอนุรักษ์และส่งต่อในอนาคต
  • การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างสรรค์การเรียนรู้: นำเทคโนโลยีทันสมัยเข้ามาช่วยในการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่น่าสนใจและเข้าถึงได้ง่ายในพิพิธภัณฑ์

ผลักดันพิพิธภัณฑ์ไทยสู่มาตรฐานสากล

งานในปีนี้มีหน่วยงานและพิพิธภัณฑ์เครือข่ายร่วมเข้าร่วมจำนวน 24 แห่ง โดยดำเนินการหลากหลายรูปแบบ เช่น การบรรยายพิเศษ การเสวนาเชิงวิชาการ กิจกรรมเวิร์คช็อป และการเปิดให้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ในรูปแบบ Night Museum เพื่อเพิ่มมุมมองใหม่ให้กับผู้ชมและกระตุ้นความสนใจในวัฒนธรรมไทย

กรมศิลปากรตั้งเป้าหมายให้ทั้งผู้เข้าชมและผู้ปฏิบัติงานด้านพิพิธภัณฑ์ได้รับโอกาสในการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนแนวคิด รวมถึงพัฒนาทักษะการบริหารจัดการเพื่อขับเคลื่อนพิพิธภัณฑ์ไทยให้เข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน

การกำหนดทิศทางในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้พิพิธภัณฑ์ไทยสามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน และมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความเข้าใจในวัฒนธรรมไทยทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ

ที่มา – ‘กรมศิลป์’​ ชู 3 ประเด็นหลัก กำหนดทิศทางอนาคต ‘พิพิธภัณฑ์ไทย’​

เสนอชื่อ ‘อนุทิน-ชัยเกษม’ ชิงนายกฯ คนที่ 32

เมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568 ที่รัฐสภาได้เกิดการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ภายหลังจากการเปิดโอกาสให้มีการอภิปรายถึงการเลื่อนวาระการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีขึ้นมาพิจารณาก่อน ซึ่งที่ประชุมได้ลงมติเห็นด้วยให้เลื่อนระเบียบวาระ ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 313 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง และไม่ลงคะแนน 5 เสียง ทำให้กระบวนการเลือกนายกฯ เริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาอย่างเป็นทางการ

เสนอชื่อ ‘อนุทิน-ชัยเกษม’ ชิงนายกฯ คนที่ 32

ภายหลังจากที่สภาได้เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองเสนอชื่อบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี นายไชยชนก ชิดชอบ ส.ส.บุรีรัมย์ จากพรรคภูมิใจไทย ได้เสนอชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ ในขณะเดียวกันนั้น นายสรวงศ์ เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว พรรคเพื่อไทย ได้เสนอชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ ให้ดำรงตำแหน่งนี้แทน ทำให้ในวันนี้มีผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ คนที่ 32 สองท่านแย่งชิงตำแหน่ง

กระบวนการพิจารณาบุคคลที่ถูกเสนอชื่อ

โดยมีการตกลงให้แต่ละฝ่ายมีโอกาสอภิปรายต่อนายกฯ คนที่ 32 อย่างเท่าเทียมกัน โดยให้แต่ละฝ่ายอภิปรายคนละ 1 ชั่วโมง รวมเป็นเวลา 2 ชั่วโมง เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เข้าใจถึงแนวคิดและวิสัยทัศน์ของผู้สมัครแต่ละท่าน ภายหลังจากการอภิปรายนี้ สมาชิกทั้งหมดจะมีการลงมติเลือกนายกฯ โดยคะแนนเสียงที่ต้องการคือเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ ซึ่งต้องมีคะแนนไม่น้อยกว่า 247 เสียง

ทั้งนี้ ขั้นตอนต่าง ๆ ในการเลือกนายกฯ ของประเทศไทย ถือเป็นกระบวนการที่เปิดเผยและโปร่งใส เพื่อให้มั่นใจว่าผู้นำชาติจะได้รับการเลือกอย่างเป็นธรรม และได้รับความยอมรับจากสภามากที่สุด

การเสนอชื่อ ‘อนุทิน-ชัยเกษม’ ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 นี้ยังคงอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา และผลลัพธ์จะสามารถสรุปได้ภายหลังจากการอภิปรายและการลงคะแนนเสียงอย่างเป็นทางการของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

หากคุณเป็นผู้ติดตามการเมืองไทย อย่าพลาดการติดตามพัฒนาการครั้งสำคัญนี้ เพราะผลการเลือกนายกฯ จะมีผลต่ออนาคตของการบริหารประเทศอย่างมาก

ที่มา – เสนอชื่อ ‘อนุทิน-ชัยเกษม’ชิงนายกรัฐมนตรี คนที่ 32

‘กุสุมาลวตี’ บุก DSI แฉสนามแข่งรถ-สนามบอล ทับที่สาธารณะ ‘เขากระโดง’ ขอสอบเพิ่มด่วน!

กรณีที่ ‘กุสุมาลวตี’ หรือเจ๊แมว เดินทางไปยังสำนักงานกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อเข้าพบคณะพนักงานสอบสวนคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้การนำของ พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผู้อำนวยการกองคดี พร้อมนำเอาสำนวนคดีกรณีบุกรุกที่ดินบริเวณเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ มาประกอบการร้องทุกข์กล่าวโทษ กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมาก

‘กุสุมาลวตี’ ขอสอบเพิ่มเติมเร่งรัดคดีเขากระโดง

ภายใต้คดีที่ 97/2568 ซึ่งเป็นการดำเนินการสืบสวนจากข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการครอบครองและการออกเอกสารสิทธิในบริเวณเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ที่อาจเป็นที่ดินของรัฐ และเกี่ยวข้องกับกลุ่มบุคคลหลายคน ซึ่งในวันที่ 5 กันยายนนี้ นางกุสุมาลวตี ได้เดินทางมาพบเจ้าหน้าที่ DSI เผยให้เห็นว่าตนต้องการให้ดำเนินการสอบสวนอย่างเร่งด่วน และยืนยันว่าได้แม้ตนจะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพรรคใด แต่ทำเพื่อความถูกต้องของแผ่นดิน

ทั้งนี้ นางกุสุมาลวตี ได้มีโอกาสตรวจสอบแผนที่บริเวณที่เกี่ยวข้องกับสนามแข่งรถ และ สนามฟุตบอลช้างอารีนา ซึ่งบางบริเวณปรากฏชื่อของ นายไชยชนก ชิดชอบ และ นายเนวิน ชิดชอบ ในโฉนดที่ดิน จึงได้ขอให้ DSI สอบสวนเพิ่มเติมในประเด็นที่มีการก่อสร้างทับพื้นที่สาธารณะอย่างชัดเจน

ผู้สื่อข่าวเผยแสงความเคลื่อนไหวในคดี

จากการสอบสวนที่ผ่านมา พบว่ามีการใช้มาตรการที่ไม่ถูกต้องเพื่อออกโฉนดแก่เอกชนบนพื้นที่ที่เป็นของ銮ข้าราชการ ซึ่งหากตรวจสอบไปถึงรากแก่นจะพบว่าโฉนดเหล่านี้ถือว่า “โมฆียะ” หรือไม่มีผลทางกฎหมาย และภายใต้มาตรการต่าง ๆ ที่ใช้ในอดีต ไม่ควรเป็นปมที่ทำให้ประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรม สิ่งที่เกิดขึ้นผิดหลักของกฎหมายและผิดกับความเป็นไทย

นอกจากนี้ นางกุสุมาลวตี ยังออกมายืนยันว่ากรณีฟ้องความของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ผู้นำพรรคภูมิใจไทย ที่มาถึง สน.ทองหล่อ ภายหลังจากมีการฟ้องร้องต่อศาลแล้ว ถือว่าเป็นความพยายามในการปกป้องตัวเอง ไม่ใช่การแสวงหาความยุติธรรม

เรียกร้องประชาชนร่วมเฝ้าระวังความถูกต้อง

นางกุสุมาลวตี ย้ำอีกครั้งว่า ไม่ใช่เสื้อใคร เสื้ออะไรกลางรัฐบาลใดๆ ทั้งตนยืนอยู่บน “ความถูกต้อง” จึงได้เรียกร้องให้ ข้าราชการทุกระดับมีความกล้าหาญ โดยไม่หวั่นต่ออำนาจ การที่คุณเป็นข้าราชการ ก็ต้องเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชน

“ผมไม่ขอกลัวใคร และขอเชิญชวนคนไทยร่วมเฝ้าระวัง คลอดความเป็นธรรมออกมา” นางกุสุมาลวตี กล่าว

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ DSI ยืนยันว่าจะเร่งรัดการสอบสวนให้ได้ข้อสรุปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในประเด็นของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ไปจนถึงกรณีก่อสร้าง สนามแข่งรถ – สนามฟุตบอล ที่อาจบุกรุกพื้นที่ว่างของประชาชน ส่วนการดำเนินคดีอาญาภายหลัง ต้องรอผลสอบสวนอย่างละเอียด

สำหรับผู้มีความสนใจติดตามคดีนี้ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเต็มได้ที่สำนักข่าวรายใหญ่ ที่รายงานข่าวอย่างใกล้ชิด

อย่าลืมติดตาม! คุณคือกำลังสำคัญในการเฝ้าระวังความเป็นธรรมของประเทศชาติ

ที่มา – ‘กุสุมาลวตี’ บุก DSI แฉสนามแข่งรถ-สนามบอล ทับที่สาธารณะ ‘เขากระโดง’ ขอสอบเพิ่มด่วน!

‘ชาญชัย’ ยื่นศาลฎีกาฯ ห้าม ‘ทักษิณ’ ออกนอกประเทศ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ที่ศาลฎีกา ถนนราชดำเนิน นาย ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อขอให้ออกคำสั่งห้าม ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางออกนอกประเทศ จนกว่าจะมีคำสั่งคดีบังคับโทษชั้น 14

‘ชาญชัย’ ยื่นศาลฎีกาฯ ห้าม ‘ทักษิณ’ ออกนอกประเทศ

นายชาญชัยระบุว่า แม้ทักษิณจะเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว แต่เขายังคงมีความกังวลอยู่ เพราะตนเองเป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคดีบังคับโทษในชั้น 14 เพื่อตรวจสอบว่า ทักษิณ ชินวัตร จำคุกหรือไม่จริง จึงมีความเห็นว่าควรกลับมารับฟังคำตัดสินจากศาล

ศาลฎีกาฯ ยังไม่สั่งห้ามเดินทาง

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่ผ่านมา ศาลฎีกาเพิ่งยกคำร้องของนายชาญชัยหลายครั้ง โดยให้เหตุผลว่าเขาไม่มีส่วนได้เสียโดยตรง แต่ล่าสุดศาลก็ได้นำพยานหลักฐานที่เขาได้เสนอไปพิจารณา และจะมีการตัดสินคดีในวันที่ 9 กันยายนนี้

สมมติว่าหากศาลตัดสินลงโทษเต็มที่ ก็อาจเป็นการจำคุกเพียง 1 ปีเท่านั้น ซึ่งนายชาญชัยมองว่าลงโทษน้อยเมื่อเทียบกับความผิดที่ ทักษิณ กระทำไว้ต่อประเทศ

เขาจึงขอแจ้งความคิดเห็นให้ ทักษิณ ชินวัตร ได้เข้ามาฟังคำวินิจฉัยจากศาล แม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศอย่างเป็นทางการ

ด้านกระบวนการศาล แม้ก่อนหน้านี้ศาลจะมีคำสั่งยกคำร้องไปแล้วหลายครั้ง แต่นายชาญชัยยืนยันว่า本次ยื่นคำร้องมาในวันนี้เพื่อให้ศาลพิจารณาอย่างครบถ้วนตามขั้นตอน โดยศาลได้นัดฟังคำสั่งในวันที่ 8 กันยายนนี้ เวลา 15.00 น.

ความเห็นจากประชาชน

สังคมออนไลน์มีการตั้งคำถามถึงเหตุผลที่นายชาญชัยยื่นคำร้องครั้งนี้ ว่ามีเจตนาทางการเมืองหรือไม่ โดยนายชาญชัยออกมาชี้แจงว่าทำหน้าที่ในฐานะพลเมืองทั่วไป และไม่มีอคติส่วนตัวใด ๆ มุ่งหวังเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเดินไปตามขั้นตอนอย่างถูกต้องเท่านั้น

ส่วนการที่ ทักษิณ จะกลับมาประเทศหรือไม่นั้น เขากล่าวว่าไม่ขอแสดงความคิดเห็น แต่หวังให้ใช้กรรมในสิ่งที่เคยทำไว้กับประเทศเป็นบทเรียน

ความเคลื่อนไหวของนายชาญชัย สะท้อนให้เห็นถึงความคิดเห็นของกลุ่มคนบางส่วนที่ยังต้องการให้ ทักษิณ ชินวัตร กลับมารับผิดชอบต่อสังคมอย่างเข้มงวดกว่าเดิม

เรื่องนี้ยังคงเป็นประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากจากสังคม ทั้งด้านกฎหมาย การเมือง และความคิดเห็นสาธารณะ

หากคุณมีความเห็นหรือต้องการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีนี้ สามารถเข้าร่วมอภิปรายได้ในโซเชียลมีเดีย หรือช่องทางสาธารณะเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างสร้างสรรค์

ที่มา – ‘ชาญชัย’ ยื่นศาลฎีกาฯ ออกข้อกำหนดห้าม ‘ทักษิณ’ ออกนอกประเทศ

ศัลยแพทย์แช่แข็งขาตัวเองจนเน่าลวงประกันกว่า 20 ล้าน

เมื่อไม่นานมานี้ สังคมแห่งสหราชอาณาจักรได้ถูกสะเทือนด้วยกรณีที่น่าตกใจของ ศัลยแพทย์ยอมแช่แข็งขาตัวเองจนเน่า เพื่อลวงเอาเงินประกันจำนวนมหาศาล โดย Neal Hopper วัย 49 ปี ซึ่งเคยเป็นศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหลอดเลือด ได้แกล้งทำลายอวัยวะของตนเองด้วยการแช่ขาไว้ในน้ำแข็งเป็นเวลา 8 ชั่วโมง จนเนื้อเยื่อเน่าตาย และต้องขึ้นศาลในข้อหาฉ้อโกงงบประมาณประกันกว่า 20 ล้านบาท

ศัลยแพทย์ยอมแช่แข็งขาตัวเองจนเน่า เพื่อทุจริตบริษัทประกัน

อัยการ Nicholas Lee เปิดเผยว่า ศัลยแพทย์รายนี้มีแรงจูงใจจากทั้งความโลภและความสนใจทางเพศที่แปลกประหลาดต่อการตัดอวัยวะของตนเอง ด้วยการปลอมแบบว่าเขามีโรคติดเชื้อในกระแสเลือด grave และทำให้ต้องได้รับการผ่าตัดตัดขาออกไปจริง แล้วนำเงินประกันไปใช้ในทางที่ผิด เช่น ซื้อรถบ้าน ปรับปรุงบ้าน และซื้อบรรayloadอื่นๆ

แรงจูงใจเร้นลึกที่ไม่อาจคาดคิด

ด้านทนายความของ Hopper อ้างว่าผู้ต้องหาเคยมีภาวะ Body Dysphoria หรือเครียดเรื่องรูปร่างของตัวเองมาตั้งแต่เด็ก มองเท้าของตนเองว่าเป็นความรู้สึกไม่พอใจอย่างรุนแรง แต่ข้อเท็จจริงกลับพบว่าเขายังเรียกร้องสิทธิประกันโดยหลอกลวงเพื่อประโยชน์ในการใช้จ่ายแบบฟุ่มเฟือย

ผลการสืบสวนยังเปิดเผยว่า Hopper เคยเข้าถึงเว็บไซต์ที่เผยแพร่ภาพอนาจารเกี่ยวกับการทำศัลยกรรมตัดอวัยวะอย่างรุนแรง ซึ่งกลายเป็นเบาะแสสำคัญในการรวบตัวเขาในปี 2023

  • แช่ขาใส่น้ำแข็งกว่า 8 ชั่วโมง
  • โกหกโรงพยาบาลว่ามีโรกรุนแรง
  • ได้รับเงินประกันรวมกว่า 20 ล้านบาท
  • ผู้สร้างสื่ออนาจารถูกจำคุกมากกว่า 20 ปี

จากการพิจารณาคดี นายแพทย์ Hopper ได้สารภาพข้อหาฉ้อโกง 2 ข้อ และการเข้าถึงสื่อลามกอนาจารที่มีเนื้อหารุนแรง 3 ข้อ ผลจึงงบประมาณโทษจำคุกทั้งสิ้น 32 เดือน พร้อมถูกเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพจาก NHS ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2566

เหตุการณ์ที่น่าขนลุกนี้เป็นคำเตือนอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการแสวงหาผลประโยชน์ผ่านความผิดศีลธรรมและกฎหมาย นอกจากนี้ยังสะท้อนคำถามสำคัญเกี่ยวกับขอบเขตของจิตใจมนุษย์เมื่อเผชิญกับความปรารถนาที่ล้ำลึก

หากคุณมีประสบการณ์หรือเหตุการณ์แปลกประหลาด ที่เกี่ยวข้องกับวงการแพทย์… อย่าลืมแชร์ให้พวกเราฟังด้วยนะคะ!

ที่มา – ศัลยแพทย์ยอมแช่แข็งขาตัวเองจนเน่า เพื่อตัดขาเอาเงินประกันกว่า 20 ล้าน

‘เพื่อไทย’ ตอกย้ำดีลปีศาจ 4 เดือน ช่วย 44 คน

เมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568 ที่รัฐสภา ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรภายใต้การดำเนินการของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยได้มีการเปิดโอกาสให้มีการอภิปรายถึงความเหมาะสมในการเลื่อนวาระการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีขึ้นพิจารณาก่อนหรือไม่ เพื่อให้สมาชิกได้มีมุมมองและความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง

‘เพื่อไทย’ ตอกย้ำดีลปีศาจ 4 เดือน ช่วย 44 คน

ในระหว่างการอภิปราย นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายถึงความไม่แน่นอนของความเชื่อมั่นในระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง โดยย้อนย้อนถึงปี พ.ศ. 2562 ที่พรรคเพื่อไทยเคยโหวตให้นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นนายกรัฐมนตรี และในปี พ.ศ. 2566 ก็ได้โหวตให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีเช่นกัน แต่เมื่อไม่ได้รับการสนับสนุนกลับคืน จึงเกิดคำถามว่า ระบบการเมืองในยุคใหม่ยังคงอยู่จริงหรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องของ “ดีลปีศาจ” ที่ปรากฏออกมา โดยมีการโปรโมทในระยะเวลา 4 เดือน เพื่อช่วยในการสนับสนุน 44 คน ซึ่งบางครั้งอาจไม่ใช่แค่การส่งตัวบุคคลที่อยู่ในโควตา แต่อาจเป็นคนที่ไม่อยู่ในระบบทั้งหมด สิ่งนี้ยิ่งเพิ่มความซับซ้อนของการเมืองไทย เนื่องจากอาจมีกรณีที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในฐานะพรรคการเมืองเท่านั้น แต่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มคนที่มีอิทธิพลเบื้องหลัง

การตอบโต้จากพรรคประชาชน

จากประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมา นายรังสิมันต์ โรม ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ตอกย้ำว่า ข้อตกลงเอ็มโอเอ ระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย นั้นได้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ และไม่มีข้อกฏหมายข้อใดที่ห้ามฝ่ายค้านเลือกพรรคใดเป็นรัฐบาล จึงยืนยันว่าการกระทำที่เกิดขึ้นมานั้นไม่ได้ละเมิดประชาธิปไตย

นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวว่า หากมีผู้ใดกล่าวว่ากระบวนการเผชิญหน้ากับข้อกล่าวหาเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย ก็เป็นสิ่งที่ควรตั้งข้อสังเกต ว่าทำไมพรรคเพื่อไทยถึงไม่สามารถเข้ารอบได้ในกระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นจึงน่าคลอดคลาด และเป็นเรื่องที่ทุกพรรคควรได้ร่วมพิจารณาอย่างรอบคอบ

  • คำอภิปรายตอนกลางคืนในสภาฯ เป็นการแสดงออกถึงผลงานของพรรคฝ่ายค้าน
  • รัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติที่รองรับการตั้งรัฐบาลจากการตกลงของพรรคร่วม
  • “ดีลปีศาจ” มีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของสัญญาทางการเมือง
  • พรรคประชาชนยืนยันได้ว่าไม่ได้ละเมิดแนวทางการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย

ในฐานะประชาชนผู้ติดตามการเมืองไทย เราควรตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงการเมืองไม่ใช่แค่เรื่องของพรรคการเมือง แต่เป็นกระบวนการที่ทุกคนมีส่วนร่วม ทั้งในแง่ของการแสดงความเห็น สื่อสาร และสังเกตการทำงานของผู้แทน หากคุณต้องการเข้าใจenta,

ทุกการตัดสินใจในการเมืองมีผลต่ออนาคตของประเทศ หากเรารู้เท่าไม่ถึงการณ์อาจก่อให้เกิดความเสียหายในระยะยาวได้ เราควรตั้งข้อสังเกตและมีส่วนร่วมอย่างชาญฉลาด

ที่มา – ‘เพื่อไทย’ ตอกย้ำดีลปีศาจ 4 เดือน ช่วย 44 คน

คอมวยรอชม! “ไทสัน” ขึ้นสังเวียนดวล “เมย์เวทเธอร์” ปีหน้า

แฟนมวยทั่วโลกเตรียมตัวให้ดี เพราะ “ไมค์ ไทสัน” กับ “ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์” สองตำนานวงการมวยโลกจะกลับมาเจอกันในสังเวียนอีกครั้ง หลังจากบรรลุข้อตกลงในการชกไฟต์พิเศษในปี 2026 แล้ว โดยยังไม่มีการระบุวันหรือสถานที่ชัดเจน แต่โปรโมเตอร์ ซีเอสไอ สปอร์ตส์ เปิดเผยว่า โอกาสสูงที่จะเกิดขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ผลิของสหรัฐฯ ราวเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม

คอมวยรอชม! “ไทสัน” ขึ้นสังเวียนดวล “เมย์เวทเธอร์” ปีหน้า

ไมค์ ไทสัน วัย 59 ปี ซึ่งเคยครองตำแหน่งแชมป์โลกรุ่นเฮฟวีเวท และมีสถิติชัยอย่างน่าทึ่งที่ 50 น็อกเอาท์ 44 ครั้ง แม้ในช่วงท้ายๆ จะพ่ายแพ้ต่อคู่ต่อสู้รุ่นใหม่ เช่น เจค พอล ที่ชักช้าชิงชัยในช่วงกลางไฟต์ แต่ความสามารถในการดึงดูดผู้ชมยังคงสูงเสียอยู่ ซึ่งชัดเจนจากการจัดไฟต์กับเจค พอล ที่ดึงผู้ชมในสนามกว่า 70,000 คน และผู้ชมออนไลน์กว่าร้อยล้านคนทั่วโลก

ในขณะที่อีกฝ่ายคือ ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ วัย 48 ปี นักชกที่ไม่เคยแพ้ใครเลยตลอด 50 ไฟต์ และคว้าแชมป์หลายรุ่นน้ำหนัก มาถึงปี 2017 จึงประกาศแขวนนวม แต่ยังคงรับไฟต์พิเศษไม่หยุด ล่าสุดเขายังบดใครต่อใครได้สำเร็จ เช่น โจมตี จอห์น ก็อตติ เดอะ เธิร์ด ที่เม็กซิโกเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว

ไทสันพูดถึงการกลับมาเจอกับเมย์เวทเธอร์

“ตอนที่ซีเอสไอติดต่อผมเรื่องการขึ้นสังเวียนกับฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ ผมคิดในใจว่า ไม่มีทางเกิดขึ้นหรอก แต่ฟลอยด์ตอบตกลง การต่อสู้ครั้งนี้เป็นสิ่งที่ทั้งโลกและผมไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นอย่างไรก็ตาม มวยสากลได้เข้าสู่ยุคใหม่ของการคาดเดาไม่ได้ และการต่อสู้ครั้งนี้ก็คาดเดาไม่ได้อย่างที่สุด” ไทสันกล่าว แสดงความตื่นเต้นอย่างล้นเหลือต่อบรรยากาศไฟต์นี้

สิ่งที่เพิ่มความน่าจับตามองให้กับไฟต์นี้ยังคือ อายุของทั้งคู่ ความต่างหลายสิบปีในวิธีฝึกซ้อม และท่าทีของทั้งคู่บนสังเวียนบนสังเวียนที่เปลี่ยนไปมากกว่าทศวรรษ การมองว่าทั้งคู่จะยังคงความน่าเกลียด เกรียงกำหนดที่เคยเป็น ดูเหมือนจะเป็นไปได้ยาก แต่สิ่งที่แน่นอนคือไฟต์นี้จะส่งผลกระทบทั้งในด้านการตลาด รายได้ และแรงบันดาลใจแก่คนรุ่นใหม่ในวงการมวยระดับโลก

สิ่งหนึ่งที่แน่ชัดคือ คอมวยรอชม! “ไทสัน” ขึ้นสังเวียนดวล “เมย์เวทเธอร์” ปีหน้า แน่นอนว่าไฟต์นี้จะเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ใหญ่ของวงการกีฬาและบันเทิง ที่สามารถสร้างกระแสไวรัลในโลกออนไลน์และสื่อทั่วโลก ทั้งยังเป็นฉากสุดท้ายของตำนานสองผู้ยิ่งใหญ่ ที่หลายคนรอคอยมานาน สนใจติดตามไฟต์ระดับประวัติศาสตร์แบบนี้ ห้ามพลาด

ที่มา – คอมวยรอชม! “ไทสัน” ขึ้นสังเวียนดวล “เมย์เวทเธอร์” ปีหน้า

ทนายดังพาผู้เสียหายร้องสอบ ‘เจน ญาณทิพย์’ ปมขาย ‘ยันต์กรามหมู- บริจาคทอง’

เมื่อวันที่ 5 กันยายน ที่ ริมฟุตปาธหน้าตลาดนัดรถไฟ แดนเนรมิต นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ได้นำตัวแทนผู้เสียหายไปแจ้งความกรณี ‘เจน ญาณทิพย์’ หรือ เจนจิรา เรียบร้อยเจริญ เกี่ยวกับการขาย ยันต์กรามหมู ที่อาจมีการโฆษณาอ้างคุณวิเศษเกินจริง และเรื่องการรับ บริจาคทองคำ ที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด

ทนายดังพาผู้เสียหายร้องสอบ ‘เจน ญาณทิพย์’ ปมขาย ‘ยันต์กรามหมู- บริจาคทอง’

จากข้อมูลที่ได้รับ นายเอก ซึ่งเป็นอดีตทีมงาน เปิดเผยว่าตนเองเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการสร้าง ยันต์กรามหมู เมื่อประมาณ 4-5 ปีก่อน หลังจากได้เห็นการออกอากาศรายการโทรทัศน์ที่เจน ญาณทิพย์ เป็นผู้ดำเนินรายการ ยันต์ถูกขายในราคา 3,000 บาท โดยอ้างว่ามีพลังพิเศษช่วยแก้โรคคางทูม และป้องกันสิ่งชั่วร้าย แต่ในความเป็นจริงกรามหมูจะถูกนำมาขูดเนื้อ ล้าง และตากแดด ก่อนจะเขียนยันต์ลงไป ไม่มีการเสกคาถาแต่อย่างใด และแบบของยันต์ก็ได้มาจากอินเทอร์เน็ต

ผู้เสียหายเผยโศกนาฏกรรมอาสา

นายเอก กล่าวด้วยความผิดหวังว่า ตนและอาสามีงานประจำ และไม่เคยได้เงินเดือนจากเจน ญาณทิพย์ สักบาท หลังจากทำงานการกุศลอย่างเต็มใจจนผลิต ยันต์กรามหมู ไปแล้วกว่า 400 อัน ทำให้รู้สึกทั้งโง่และเสียความเชื่อมั่นอย่างหนัก

อีกหนึ่งผู้เสียหาย คือนายแมน ซึ่งเคยเข้าไปมีบทบาทช่วยเหลือด้านทองคำที่บริจาคเข้ามา กล่าวว่า เจน ญาณทิพย์ อ้างว่าทองคำที่ได้รับบริจาคจะถูกใช้ในการหลอมใส่เจดีย์และเศียรพระที่สำนักปฏิบัติธรรมในจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2565 แต่จนปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้า อ้างว่ามีโจรขโมยทรัพย์สินและเจดีย์เกิดรอยรั่ว

สิ่งที่เป็นข้อคำถามสำคัญคือ การขโมยเกิดขึ้นก่อนรับบริจาค จึงทำให้ผู้บริจาคหลายคน รวมถึงนายแมน เริ่มสุน suspicion และต้องการให้ตำรวจช่วยตรวจสอบว่าทองคำเหล่านั้นยังมีอยู่จริงหรือไม่ พร้อมเรียกร้องให้ได้รับการคืนเงินหากมีการฉ้อโกงเกิดขึ้นจริง

นายรณณรงค์ กล่าวอีกว่า การมายื่นความในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบกรณี ขายยันต์กรามหมู ว่ามีการปกปิดข้อมูลหรือไม่ และอยู่ในขอบเขตของ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค หรืออาจมีความผิดฐานฉ้อโกงในกรณี บริจาคทองคำ หากตรวจสอบแล้วพบความผิด ก็ควรดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่หากไม่พบอะไร ก็ถือว่าเจน ญาณทิพย์ ยังบริสุทธิ์

กรณีนี้ยังคงเป็นประเด็นร้อนแรงที่หลายคนจับตา ว่าจะมีการสอบสวนอย่างจริงจังเพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ผู้เสียหายหรือไม่ และที่สำคัญ ผู้บริโภคควรเช็คข้อมูลและแหล่งที่มาของของที่นำมาใช้หรือซื้อไว้เสมอ เพราะอาจมีความเสี่ยงที่เราไม่รู้มากกว่าที่คิด

ที่มา – ทนายดังพาผู้เสียหายร้องสอบ ‘เจน ญาณทิพย์’ ปมขาย ‘ยันต์กรามหมู- บริจาคทอง’