ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ทรัมป์ลดภาษีรถยนต์ญี่ปุ่น เหลือ 15% ส่งผลต่อผู้บริโภค

เมื่อวันที่ 5 กันยายน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร เพื่อแก้ไขอัตราภาษีรถยนต์ของญี่ปุ่น ซึ่งเดิมอยู่ที่ 27.5% ให้เหลือเพียง 15% เท่านั้น

ทรัมป์ทำตามข้อตกลง สั่งลดภาษีรถยนต์ญี่ปุ่นลงมาอยู่ที่ 15%

การปรับลดภาษีในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดอุปสรรคทางการค้าและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ภาษีใหม่จะมีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม ที่สหรัฐเริ่มใช้อัตราภาษีตอบโต้กับประเทศคู่ค้าหลายแห่งอย่างเป็นทางการ

การปรับลดภาษีส่งผลต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ในสหรัฐ

อัตราภาษีรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์จากญี่ปุ่นที่เคยรวมกันแล้วสูงถึง 27.5% (ประกอบด้วยภาษีพื้นฐาน 25% และภาษีที่มีอยู่ก่อนหน้าอีก 2.5%) ในคราวนี้ถูกลดเหลือเพียง 15% ทำให้รถยนต์รุ่นต่าง ๆ จากญี่ปุ่นสามารถเข้าสู่ตลาดสหรัฐในราคาที่ถูกลงอย่างมีนัยสำคัญ

  • ภาษีรถยนต์จากญี่ปุ่นลดจาก 27.5% เหลือ 15%
  • มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม
  • ขยายความร่วมมือทางการค้าระหว่างสหรัฐกับญี่ปุ่น

ข้อตกลงนี้ยังสร้างประโยชน์อื่น ๆ ให้กับทั้งสองประเทศ เช่น การที่ญี่ปุ่นยังคงเป็นประเทศผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ โดยมีแผนลงทุนเพิ่มอีก 550,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (およบ 17.7 ล้านล้านบาท) อเมริกาเองก็คาดว่าจะได้รับผลกำไรอย่างมาก โดยเฉพาะจากการสร้างงานให้ประชาชนชาวอเมริกันอีกหลายแสนตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการตามข้อตกลงดังกล่าวต้องเสร็จภายใน 7 วันนับจากวันที่มีการประกาศลงในรัฐกิจจานุเบกษาของสหรัฐ เพื่อให้แน่ใจว่าสอดคล้องตามกฎหมายและแนวทางที่ถูกต้อง

การลดภาษีรถยนต์ญี่ปุ่นโดย ทรัมป์ทำตามข้อตกลง ถือเป็นข่าวดีที่ผู้บริโภคในสหรัฐควรรับทราบ เพราะจะส่งผลให้รถยนต์จากญี่ปุ่นมีราคาถูกลงเรื่อย ๆ ในอนาคตอันใกล้ นอกจากนี้ ก็เป็นสัญญาณดีของการเจรจาและการเปิดกว้างทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐ

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ติดตามข่าวเศรษฐกิจนานาชาติหรือกำลังมองหารถยนต์จากญี่ปุ่นในราคาที่ดีขึ้น เหตุการณ์นี้อาจส่งผลให้คุณพิจารณาตัวเลือกใหม่ ๆ ได้มากขึ้น ขอให้ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมและรับมือกับแนวโน้มใหม่ ๆ เหล่านี้อย่างมีความพร้อม

ที่มา – ทรัมป์ทำตามข้อตกลง สั่งลดภาษีรถยนต์ญี่ปุ่นลงมาอยู่ที่ 15%

เกาะประเด็นการเมืองวันนี้ จับตา ว่าที่ นายกฯอนุทิน ‘เดินหน้าตั้ง ครม.หนู’

การเมืองไทยช่วงนี้เข้มข้นสุดขั้ว เมื่อพรรคการเมืองต่างเดินเกมชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีในช่วงเวลานับถอยหลัง ก่อนวาระการโหวตอย่างเป็นทางการในสภาผู้แทนราษฎร ความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยที่เสนอชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกฯ พร้อมยุบสภาทันทีหลังได้รับเลือก เป็นการกระตุ้นให้เกิดกระแสแรงขึ้นในวงการการเมือง โดยเฉพาะเมื่อคณะกรรมการพรรคเพื่อไทยออกมาชี้แจงเพิ่มเติมว่าการยุบสภาเป็นบทบาทของคณะกรรมการพรรค ไม่ใช่การขัดขวางเวลาโหวต 국회 อย่างที่หลายคนตั้งข้อสงสัยไว้

เกาะประเด็นการเมืองวันนี้ พรรคต่างลุ้นการตัดสินใจครั้งสำคัญ

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้เผยแพร่โพสต์ผ่านสตอรี่ไอจีว่า “เพื่อไทยยืนยันเสนอชื่อชัยเกษม นิติสิริ ชิงนายกรัฐมนตรี” และยืนยันว่าหากได้รับเลือกจะประกาศยุบสภาทันที พร้อมทั้งคืนอำนาจให้ประชาชน การเคลื่อนไหวดังกล่าวสร้างความร้อนใจในการเมืองสากล เพราะหลายคนมองว่าการยืนยันยุบสภาเป็นแรงผลักให้olicitud อีกครั้งจากพรรคฝ่ายค้าน เช่น พรรคประชาชน (ปชน.) ที่ก่อนหน้านี้เคยแสดงจุดยืนชัดเจนแล้วว่าจะสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยในการตั้งรัฐบาลใหม่

ความเคลื่อนไหวยังต้องจับตาแบบนี้ต่อไป

ด้านนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน.ได้เรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยยืนยันจุดยืนให้ชัดเจนเกี่ยวกับพฤติกรรมการยุบสภา เพราะข้อมูลที่รับมายังมีความขัดแย้ง ทั้งในตัวพรรคเพื่อไทยเองและกับพรรคภูมิใจไทย หากทุกฝ่ายยังไม่มีการสื่อสารอย่างเปิดเผย ปชน.ยืนยันว่าจะยังไม่เปลี่ยนทิศทาง เพราะเชื่อว่ามติพรรคที่ออกมาหลังจากตกลงกับพรรคภูมิใจไทยถือว่าเพียงพอต่อการวางรากฐานรัฐบาลใหม่

  • พรรคเพื่อไทยยืนยืนเสนอชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ ชิงเก้าอี้นายกฯ
  • พร้อมยุบสภาทันทีหลังได้รับเลือก เพื่อคืนอำนาจประชาชน
  • พรรคปชน.ต้องการข้อมูลยืนยันก่อนจะตัดสินใจใดๆ ต่อ
  • พรรคภูมิใจไทยยังเดินหน้าวางแผนตั้งรัฐบาลเช่นเดิม โดยมีว่าที่นายกฯ อนุทินเป็นศูนย์กลาง

นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทยยังเผยโผคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ที่คาดว่าจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการหลังการโหวตผ่านพ้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะเข้ามารับตำแหน่ง ‘นายกฯ พร้อมรักษาการ รมว.มหาดไทย’ ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีป้ายแดงจะไปตกเป็นของ ‘น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์’ ในขณะที่ ‘นายไชยชนก ชิดชอบ’ จะเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย ‘รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม’ เป็นต้น

องค์ประกอบศักยภาพเหล่านี้ต้องทำงานร่วมกันให้ลงตัว หากพรรคภูมิใจไทยต้องการนำพาประเทศผ่านช่วงเวลาปัจจุบันอย่างยั่งยืน พร้อมกับสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และการตั้งรัฐบาลที่โปร่งใสคือสิ่งสำคัญมากว่าการมีเสียงข้างมากเพียงอย่างเดียว ต้องจริงจัง และมีแผนการกระทำจริง

รู้หรือยัง? การเมืองไทยหนึ่งในฉากหลังที่มีกระแสแรงที่สุดในตอนนี้ก็คือ ‘เขากระโดง’ ซึ่งความคืบหน้าล่าสุดคือ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เลื่อนการแจ้งความร้องทุกข์ในวันเวลาที่กำหนดให้ไม่มีกำหนด แม้จะมีข้อมูลจากการสอบสวนอยู่แล้ว นี่ถือเป็นสิ่งที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหลายต้องจับตาดูตลอด เพราะไม่ว่าใครจะเป็นนายกฯ ใหม่ก็ต้องเผชิญกับปัญหาเหล่านี้ทั้งสิ้น

ทุกอย่างกำลังอยู่ในการตัดสินใจครั้งสำคัญ หากคุณเป็นผู้ติดตามการเมืองใกล้ชิด อย่าพลาดติดตามได้ทุกวัน เพราะทุกการเคลื่อนไหวในตอนนี้สามารถเปลี่ยนทิศทางประเทศได้

ที่มา – เกาะประเด็นการเมืองวันนี้ จับตา ว่าที่ นายกฯอนุทิน ‘เดินหน้าตั้ง ครม.หนู’

‘ธนกร’ขอใช้เอกสิทธิ์สส.โหวตหนุน ‘อนุทิน’นั่งนายกฯ คนที่ 32

เมื่อวันที่ 5 กันยายน นายธนกร วังบุญคงชนะ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และ สส.บัญชีรายชื่อ ได้ออกมาเปิดเผยว่าจะขอใช้สิทธิพิเศษในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 159 แห่งรัฐธรรมนูญ โดยให้การสนับสนุน ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย

‘ธนกร’ขอใช้เอกสิทธิ์สส.โหวตหนุน ‘อนุทิน’นั่งนายกฯ คนที่ 32

จากความเห็นของนายธนกร ระบุว่าในช่วงการทำงานร่วมกับนายอนุทินในรัฐบาลชุดพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้น แสดงให้เห็นถึงผลงานที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ พร้อมด้วยทัศนคติที่มั่นคงตามแนวทางของพรรคอย่างชัดเจน ซึ่งเขาเชื่อว่าหากให้โอกาสบทใหม่กับผู้มีความพร้อมจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศมากกว่า

แนวทางการเมืองที่เน้นความมั่นคงและประสานงาน

เมื่อถูกถามถึงมุมมองการทำงานที่อาจสวนทางกับพรรคเพื่อไทยซึ่งสนับสนุนแคนดิเดตคนอื่นอย่างนายชัยเกษม นิติศิริ นายธนกรยืนยันชัดเจนว่าไม่ได้มีเจตนาแย่งชิงตำแหน่งใด ๆ แต่อยู่ในกรอบของหลักการทางการเมืองที่ต้องการประเทศที่มั่นคง “ผมไม่ยึดติดตำแหน่ง แต่ยึดตามหลักการ ตอนนี้ ‘อนุทิน’ คือคนที่สามารถนำพาบ้านเมืองไปข้างหน้าได้ดีที่สุด” 他说

ทั้งนี้ นายธนกรระบุว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นเพราะ ‘อนุทิน’ นั้นมีความประนีประนอม แต่พร้อมเด็ดขาดเมื่อถึงเวลา และมีประสบการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดินมาอย่างยาวนาน ทั้งยังเป็นผู้ที่เคารพต่อชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ และสามารถประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนได้รวมถึงกองทัพ แม้นโยบายจะมีประเด็น แต่เป็นผู้มุ่งเน้นทำตรงกับที่พูดและสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างจริงจัง

  • เป็นผู้มีวิสัยทัศน์ในการบริหารประเทศ
  • ภาคภูมิใจในชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์
  • มีความสามารถด้านการประสานงานกับทุกภาคส่วน
  • ความมั่นคงทางการเมืองและการปฏิบัติงาน

การตัดสินใจของเขาจึงสะท้อนถึงความเชื่อมั่น รวมถึงพัฒนาการของสถานการณ์ทางการเมืองที่จำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านผู้นำคนใหม่ ให้ตอบโจทย์ต่อการปฏิรูปประเทศโดยรวม และคืนความเชื่อมั่นแก่ประชาชนให้มากยิ่งขึ้น

ในการมองภาพใหญ่ของการเมืองในประเทศไทย การเลือกใช้สิทธิของ สส.บัญชีรายชื่อ ไม่ใช่เพียงแค่การลงคะแนง แต่เป็นการตัดสินใจอย่างมีน้ำหนัก ที่สะท้อนเจตนารมณ์ของผู้แทนในการช่วยพัฒนาบ้านเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ

การที่ ‘ธนกร’ ลุกขึ้นสนับสนุน ‘อนุทิน’ ย่อมให้ข้อมูลว่าอาจมีการเลือกทางเลือกใหม่พร้อมเปิดทุกความเป็นไปได้ในขณะที่กระแสผลโหวตกำลังจับใจจดจ่อทั้งประเทศ

เมื่อย้อนดูการเมืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การได้มาซึ่งผู้นำที่รู้หน้าที่ เป็นผู้รักษาเสถียรภาพและสามารถดำเนินการเปลี่ยนแปลงได้อย่างจริงจัง เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศไปตามรูปแบบประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

สุดท้าย การสนับสนุน ‘อนุทิน’ โดยนายธนกร เป็นการแสดงให้เห็นถึงการเลือกผู้นำที่คิดมากกว่าแค่เพื่ออำนาจ แต่เพื่อประชาชน

หากคุณกำลังติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด อย่าลืมติดตามข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นกลางอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – ‘ธนกร’ขอใช้เอกสิทธิ์สส.โหวตหนุน ‘อนุทิน’นั่งนายกฯ คนที่ 32

เครื่องบินเจ็ทส่วนตัวทักษิณบินวนกลางมหาสมุทรอินเดีย

เมื่อวันที่ 5 กันยายน เครื่องบินเจ็ทส่วนตัวของ นายทักษิณ ชินวัตร เปลี่ยนเส้นทางบินจากที่เดิมมีแผนจะไปประเทศสิงคโปร์ แต่กลับเลี้ยวเข้าสู่บริเวณช่องแคบมะละกา จากนั้นเคลื่อนตัวไปยังมหาสมุทรอินเดีย โดยมีช่วงเวลาหนึ่งที่เครื่องบินขับวนเป็นวงกลมถึง 2 รอบ ก่อนจะบินต่อไปยังเมืองดูไบ

เครื่องบินเจ็ทส่วนตัวทักษิณบินวนกลางมหาสมุทรอินเดีย

ล่าสุด ชยพล สท้อนดี สส.พรรคประชาชน และอดีตนักบิน ได้เปิดเผยว่าการที่เครื่องบินต้องบินวนเป็นวง (Loop) 2 รอบ นั้น เกิดจากเหตุผลเฉพาะทางด้านการบิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการขออนุญาตบิน (flight plan) เปลี่ยนเส้นทางในระหว่างเที่ยวบิน

ทำไมถึงต้องบินวนกลางมหาสมุทรอินเดีย?

โดยปกติแล้ว เมื่อมีการส่งแผนการบินไปยังศูนย์ควบคุมการบินของประเทศต่าง ๆ เครื่องบินจะได้รับอนุญาตให้บินตามเส้นทางที่กำหนด ซึ่งแต่ละประเทศจะควบคุมและดูแลน่านฟ้าเหนือแผ่นดินของตนเองจนถึงขอบเขตชั้นบรรยากาศ อย่างไรก็ตาม หากมีการเปลี่ยนเส้นทางขณะบินอยู่ในน่านฟ้าของประเทศใดประเทศหนึ่ง จำเป็นต้องขออนุญาตจากศูนย์บังคับการบินของประเทศนั้น ๆ ก่อน

ในกรณีของเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวทักษิณ เครื่องบินเปลี่ยนเส้นทางขณะอยู่ในน่านฟ้าของมาเลเซีย และต้องขออนุญาตเพิ่มเติมก่อนจะออกจากน่านฟ้าดังกล่าว เพื่อเข้าสู่น่านฟ้าของประเทศอื่น ซึ่งอาจทำให้ต้องใช้เวลานานกว่าจะได้รับการอนุมัติ จึงจำเป็นต้องบินวนเป็นวงเพื่อรอเวลา จนได้รับคำอนุญาตจากหน่วยควบคุมฯ

  • รอการอนุมัติการเปลี่ยนเส้นทาง: แต่ละประเทศควบคุมน่านฟ้าของตนเอง และต้องได้รับอนุญาตในการบินผ่าน
  • จราจรทางอากาศ: เครื่องบินอาจต้องรอคิวเพื่อบินออกหรือเข้า
  • ปรับระดับเครื่อง: อาจต้องไต่หรือลดระดับเพื่อลดการใช้น้ำมันหรือรอเวลา

เครื่องบินเจ็ทส่วนตัวทักษิณ จึงเป็นกรณีตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของระบบน่านฟ้าโลก และข้อกำหนดที่เข้มงวดในการบังคับใช้กฎบินระหว่างประเทศ ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่ยังเกี่ยวข้องกับระบบการบินโลกด้วย

จากกรณีนี้ จึงน่าสนใจว่า ในอนาคตหากมีบุคคลสำคัญต้องเดินทางโดยใช้เจ็ทส่วนตัว จะต้องเผชิญกับข้อจำกัดใดบ้าง และเราจะมีบทบาทร่วมในการวางกฎเกณฑ์สากลเหล่านี้อย่างไร

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง: การเดินทางส่วนตัวของนักการเมืองระดับโลกกับกฎระเบียบการบินระหว่างประเทศ

ที่มา – เปิดสาเหตุ! เครื่องบินเจ็ทส่วนตัว “ทักษิณ” บินวนกลางมหาสมุทรอินเดียก่อนไปดูไบ

วาระร้อนจี้ก้นรัฐบาลเฉพาะกาล

สถานการณ์ทางการเมืองไทยกำลังเข้มข้นขึ้นทุกที วาระร้อนจี้ก้นรัฐบาลเฉพาะกาล ที่พึ่งได้รับเลือกตั้งไม่นาน พลพรรคก็เริ่มเคลื่อนไหวเต็มสูบเพื่อแย่งชิงอำนาจ ล่าสุดพรรคเพื่อไทยซึ่งอยู่ในตำแหน่งฝ่ายค้าน เริ่มแสดงจุดยืนว่าควรโหวตให้นายกฯแพทองธาร ชินวัตร ให้แถลงนโยบายจบลง แล้วรีบยุบสภาทันที เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายมากไปกว่านี้

วาระร้อนจี้ก้นรัฐบาลเฉพาะกาล

แม้คำว่า “วาระร้อนจี้ก้นรัฐบาลเฉพาะกาล” จะฟังดูฉับไว แต่ความจริงแล้วสะท้อนถึงความคาดหวังของประชาชนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง รัฐบาลชุดเดิมมีเวลาเหลือเพียงไม่กี่เดือนก่อนจะต้องจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และมีการเลือกตั้งทั่วไป ทำให้หลายฝ่ายประเมินว่าไม่ควรเร่งผลักดันนโยบายที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งต่อสังคม

สถานการณ์ไทย-เขมรยังต้องจัดการอย่างด่วน

หนึ่งในเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญคือ วาระร้อนจี้ก้นรัฐบาลเฉพาะกาล ในการบริหารจัดการสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับกัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องควบคุมให้เป็นกลางและมั่นคง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคอีสาน เช่น ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และสระแก้ว ที่เกิดเหตุการณ์รุนแรงหลายครั้ง

พรรคภูมิใจไทยซึ่งสนับสนุนรัฐบาล ต้องเปิดพื้นที่ให้ผู้สมัคร สส. แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในเรื่องนี้ ซึ่งในทางกลับกัน พรรคเพื่อไทยก็ต้องตั้งรับกับการโจมตีจากฝ่ายตรงข้าม เกี่ยวกับความไม่สามารถทำงานของ พลังงานร่วมรัฐบาลเดิม

การเมืองไทยภายใต้สโลแกน “พูดแล้วทำ”

ภายในสภาฯ สิ่งที่ถูกจับตามองที่สุด คือรายชื่อคณะรัฐมนตรีที่ว่าจะถูกเสนอชื่อเข้าประชุมสภาในเร็วๆ นี้ โดยเฉพาะตำแหน่งสำคัญ เช่น กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นหน้าที่หลักในการติดต่อและเจรจากับฝ่ายเขมร ขณะนี้มีข่าวลือว่าอาจมีโควตาสำหรับบุคคลภายนอกมารับตำแหน่ง ถือเป็นการวางตำแหน่งที่สำคัญต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลชุดใหม่

  • ต้องพิสูจน์ความเป็นผู้นำอย่างแท้จริง
  • บททดสอบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-เขมร
  • ต้องผลักดันวาระสำคัญภายใต้เวลาน้อย
  • ความร่วมมือกับพรรคร่วมรัฐบาลต้องนิ่งหนึ่ง

ประเด็นต่อไป คือ แผนการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อยู่ในเป้าหมายของพรรคภูมิใจไทย แม้จะมีงบประมาณจำกัด แต่ความสำเร็จของการทำหน้าที่ครึ่งปีที่เหลืออยู่นี้สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในระยะยาว จึงถือเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันภายใต้ วาระร้อนจี้ก้นรัฐบาลเฉพาะกาล.

ความท้าทายสำหรับรัฐบาลใหม่ไม่ใช่แค่การอยู่รอดในสภา แต่ต้องยึดมั่นในสโลแกน “พูดแล้วทำ” อย่างแท้จริง และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของประชาชน โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคง เศรษฐกิจ และความโปร่งใส ที่เป็นหัวใจหลักของการบริหารประเทศ

หากสนใจติดตามข่าววิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองไทย สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ข่าวสารชั้นนำทั่วประเทศ หรือกดติดตามแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่างสม่ำเสมอ

ที่มา – วาระร้อนจี้ก้นรัฐบาลเฉพาะกาล

‘ทักษิณ’ โพสต์แจงเหตุบินไป ‘ดูไบ’ ยันจะกลับไทยเพื่อมาฟังคำสั่งศาลด้วยตัวเอง

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ได้เปิดเผยเหตุผลในการเดินทางไปยังประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ดูไบ) ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง X (Twitter) โดยชี้แจงว่าการเดินทางในครั้งนี้เป็นเพื่อตรวจสุขภาพ และเตรียมตัวกลับประเทศไทยเพื่อเข้ารับฟังคำสั่งศาลในคดีสำคัญ ไม่ใช่การหลบหนีตามที่กระแสข่าวลือ

‘ทักษิณ’ โพสต์แจงเหตุบินไป ‘ดูไบ’ ยันจะกลับไทยเพื่อมาฟังคำสั่งศาลด้วยตัวเอง

ในการโพสต์ดังกล่าว นายทักษิณ ระบุว่า เดิมทีตนมีแผนเดินทางไปยังสิงคโปร์เพื่อตรวจสุขภาพกับแพทย์ที่เคยดูแลอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากหน่วยตรวจคนเข้าเมืองไทยใช้เวลานานในการตรวจสอบเอกสาร คนไข้จึงเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องรอคอยกว่า 2 ชั่วโมง ถึงแม้จะได้รับการปลดข้อห้ามเดินทางไปต่างประเทศไปก่อนหน้านี้แล้ว

เปลี่ยนทิศทางบินสู่ดูไบเพื่อความสะดวก

ระหว่างเที่ยวบินไปยังสิงคโปร์ นักบินแจ้งว่าเวลาในการถ่วงดีเลย์ของสนามบินไทยทำให้ไม่สามารถลงจอดที่สิงคโปร์ได้ เพราะสนามบิน Seletar ปิดให้บริการในเวลา 16.00 น. (เวลาสิงคโปร์) การเลื่อนเวลานานส่งผลกระทบต่อแผนการดำเนินการเดิม ต่อมาจึงมีการตัดสินใจเปลี่ยนจุดหมายปลายทางเป็นดูไบ ซึ่งมีทีมแพทย์เฉพาะด้านที่ตนไว้วางใจ ได้แก่ หมอกระดูกและหมอปอด รวมทั้งโอกาสในการเยี่ยมเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานาน

นายทักษิณ ย้ำว่า การเดินทางไปยังดูไบครั้งนี้ไม่ได้เป็นการหลีกเลี่ยงต่อหน้าที่พลเมือง แต่เป็นการจัดลำดับความสำคัญของสุขภาพส่วนตัวควบคู่ไปกับความจำเป็นในการเข้ารับฟังคดีที่ศาลไทยได้กำหนดไว้ในวันที่ 9 กันยายนนี้ โดยได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่าจะเดินทางกลับประเทศไทยภายในวันที่ 8 กันยายน เพื่อเตรียมตัวเข้าศาลตามกำหนด

ประเด็นนี้ยังเป็นที่จับตามองของประชาชนและสื่อมวลชนอย่างมาก เพราะคดีที่ว่ามานานหลายปี ถือเป็นคดีที่ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเมืองของไทย

ในการเดินทางครั้งนี้ ทักษิณ ยังได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนผ่านโซเชียลมีเดีย ไม่ใช่เพียงแค่การนำเสนอเรื่องสุขภาพ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความเป็นพลเมืองของตนที่มีความจำเป็นและ堅持เข้ารับข้อกล่าวหาอย่างตรงไปตรงมา

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ติดตามเรื่องราวความเคลื่อนไหวของนักการเมืองไทย คุณอาจต้องอัปเดตข้อมูลอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เข้าใจบริบทที่แท้จริงของเหตุการณ์ อย่าลืมติดตามข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และติดตามข่าวความเคลื่อนไหวล่าสุดด้วยตนเอง

ที่มา – ‘ทักษิณ’ โพสต์แจงเหตุบินไป ‘ดูไบ’ ยันจะกลับไทยเพื่อมาฟังคำสั่งศาลด้วยตัวเอง

น้ำอ้อย หวานชื่นใจ ได้บำรุงสุขภาพ

น้ำอ้อย เป็นเครื่องดื่มรสชาติหอมหวานที่ใครต่อใครต่างชื่นชอบ ไม่ได้มีจุดเด่นแค่รสชาติที่ชื่นใจเท่านั้น แต่ยังมีคุณค่าทางโภชนาการและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพด้วยเช่นกัน ด้วยคุณสมบัติที่หลากหลายของ น้ำอ้อย จึงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องดื่มในหลายวัฒนธรรม และในทางการแพทย์แผนโบราณก็ถูกใช้เป็นตัวช่วยบำรุงร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

น้ำอ้อย หวานชื่นใจ ได้บำรุงสุขภาพ

ตามข้อมูลจาก สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดฉะเชิงเทรา อ้อยเป็นพืชสมุนไพรที่ทุกส่วนของต้นสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ ไม่ว่าจะเป็นลำต้น ข้อต้น เปลือก ชานอ้อย และ น้ำอ้อย ซึ่งมีประโยชน์ทั้งด้านยาและการบริโภค

ประโยชน์ของน้ำอ้อย

จากการศึกษาและประสบการณ์ในวิถีชีวิตของคนโบราณ น้ำอ้อย มีคุณสมบัติที่สามารถช่วยเหลือสุขภาพในหลายแง่มุม เช่น

  • ช่วยแก้อาการคอแห้งและร้อนใน
  • ใช้เป็นยาบำรุงกำลังและธาตุร่างกาย
  • ช่วยบำรุงหัวใจ ลดอาการอ่อนเพลีย
  • กระตุ้นความอยากอาหาร
  • มีฤทธิ์ช่วยต้านมะเร็งในบางสายพันธุ์ได้
  • ช่วยรักษาอาการเมาค้าง นอนน้อย วิงเวียนหัว

นอกจากนี้ คุณค่าทางโภชนาการของ น้ำอ้อย ต่อปริมาณ 28.35 กรัม ยังมีดังนี้

  • พลังงาน 26.56 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต 27.51 กรัม
  • น้ำตาล 26.98 กรัม
  • โปรตีน 0.27 กรัม
  • แคลเซียม 11.23 มก. (1%)
  • ธาตุเหล็ก 0.37 มก. (3%)
  • โพแทสเซียม 41.96 มก. (1%)

ข้อควรระวังในการบริโภคน้ำอ้อย

แม้ น้ำอ้อย จะมีประโยชน์มากมายนับไม่ถ้วน แต่หากบริโภคมากเกินไป การดื่มน้ำอ้อยอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ เช่น

  • อาจทำให้แสลงลม หรือเกิดอาการสะสมเสมหะ
  • ทำให้คอเหนียว เจ็บคอ เสียงแหบ
  • เสี่ยงต่อการเกิดอาการร้อนใน
  • หากดื่มเป็นประจำ อาจเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน

ดังนั้น แม้ว่าจะดื่มน้ำอ้อยเพื่อบำรุงร่างกาย ก็ควรดื่มอย่างพอเหมาะ พยายามควบคุมปริมาณ และหากมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนบริโภค

ถ้าพูดถึงเครื่องดื่มธรรมชาติ口味 ที่ให้ทั้งความหวานชื่นและคุณค่าทางอาหาร น้ำอ้อย คงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ควรมีไว้ในมื้อกลางวัน ในโอกาสต่อไปที่กิน น้ำอ้อย อย่าลืมว่าคุณไม่ได้ได้รับเพียงความหวาน แต่ยังได้รับสารอาหารและคุณค่าที่ดีต่อสุขภาพด้วยเช่นกัน

ที่มา – ‘น้ำอ้อย’ หวานชื่นใจ ได้บำรุงสุขภาพ

ระทึก! รถบัสวิ่งฝ่าสายฝนพุ่งชนพ่วง 18 ล้อ เสียหลักตกข้างทาง เจ็บ 18 ราย

เมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ต.ท.วิศรุต ฤทธิ์ศรีบุญ สารวัตรสอบสวน สภ.พนมสารคาม ได้รับรายงานเหตุอุบัติเหตุรถบัสโดยสารประจำทางชนกับ รถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ บนถนน 304 ทางคู่ขนาน บริเวณจุดกลับรถบ้านไร่ดอน หมู่ 15 ตำบลบ้านไร่ดอน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา

ระทึก! รถบัสวิ่งฝ่าสายฝนพุ่งชนพ่วง 18 ล้อ เสียหลักตกข้างทาง เจ็บ 18 ราย

เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงที่ฝนตกหนัก ขณะที่รถบัสวิ่งไปตามถนน ถนนลื่นอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้รถบัสเสียหลักและพุ่งชนเข้ากับรถพ่วง 18 ล้อ ที่จอดอยู่ฝั่งตรงข้าม ทำให้รถบัสพลิกคว่ำและตกข้างทาง ส่งผลให้มีผู้โดยสารจำนวน 36 คนได้รับบาดเจ็บ 18 ราย รวมถึงคนขับบัสอีก 1 ราย และเจ้าหน้าที่ต้องเร่งกู้ภัยด้วยอุปกรณ์เฉพาะทางเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ในรถ

สถานที่เกิดเหตุ

พื้นที่เกิดเหตุคือถนนสายหลัก 304 บริเวณหมู่บ้านไร่ดอน จังหวัดฉะเชิงเทรา ถือเป็นถนนที่มีปริมาณรถยนต์สูงเป็นประจำ และในวันเกิดเหตุ พогодаแปรปรวน ฝนตกหนักตลอดทั้งวัน สภาพถนนที่ลื่นอาจส่งผลให้การขับขี่ด้วยความเร็วสูงเป็นอันตราย

  • รถยนต์เสียหายอย่างหนัก
  • ผู้โดยสารบางรายได้รับบาดเจ็บสาหัส
  • การกู้ภัยใช้เวลานานเนื่องจากฝนตกหนัก
  • เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมจราจรมากกว่า 3 ชั่วโมง

เจ้าหน้าที่กู้ภัย จังหวัดฉะเชิงเทรา ตอบสนองเหตุการณ์อย่างรวดเร็ว โดยใช้เครื่องตัดถ่างในการปลดปล่อยผู้โดยสารที่ติดอยู่ในรถบัส และดำเนินการส่งทุกคนไปโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาทันที แม้ในช่วงที่ช่วยเหลือจะมีฝนตกหนักซึ่งทำให้การเคลื่อนย้ายและการสื่อสารยากลำบาก แต่ทีมช่วยเหลือทุกฝ่ายดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สาเหตุเบื้องต้น

จากการสืบสวนเบื้องต้น คาดว่า รถบัส อาจสูญเสียการทรงตัวเนื่องจากฝนตกหนักและถนนลื่น ทำให้พุ่งชนตู้ท้ายของ รถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ จนเกิดอุบัติเหตุใหญ่ ส่งผลให้ผู้โดยสารบาดเจ็บจำนวนมาก และต้องเข้ารับการรักษาทันที

ในตอนนี้ ตำรวจกำลังสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาข้อสรุปอย่างละเอียดว่าอุบัติเหตุเกิดจากปัจจัยใด ทั้งการขับขี่ ความเร็ว หรือสภาพถนนและอากาศในขณะนั้น

การขับขี่ในฤดูฝนถือเป็นความเสี่ยงที่ผู้ใช้รถทุกคนควรระมัดระวังอย่างมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังหรือถนนลื่น การป้องกันอุบัติเหตุเป็นภารกิจของทุกคน ไม่ใช่เพียงของคนขับอย่างเดียว

ที่มา – ระทึก! รถบัสวิ่งฝ่าสายฝนพุ่งชนพ่วง 18 ล้อ เสียหลักตกข้างทาง เจ็บ 18 ราย

ทักษิณ แจงถูกตม.ถ่วงทำให้บินไม่ทันลงสิงคโปร์ เลี่ยงไปดูไบแทน

เมื่อเร็วๆ นี้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์และโพสต์ข้อความผ่านแอปพลิเคชัน X หลังจากใช้เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวเดินทางไปต่างประเทศ โดยระบุว่า วันนี้ตนตั้งใจเดินทางไปสิงคโปร์เพื่อไปตรวจสุขภาพกับแพทย์ที่เคยดูแลระหว่างอยู่ต่างประเทศ

ทักษิณ แจงถูกตม.ถ่วงเวลาทำให้บินไม่ทันลงสิงคโปร์

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการเดินทาง ทักษิณเผยว่า ตัวเองถูกทางการศุลกากร (ตม.) ของไทย “ถ่วงเวลา” ไว้เกือบ 2 ชั่วโมง ทั้งที่ตนมีสิทธิเดินทางไปต่างประเทศตามกฎหมายแล้ว เพราะยังไม่มีคำสั่งห้ามเดินทาง และคดีที่เกี่ยวข้องก็ได้รับการพิจารณาว่าชนะเลิศแล้ว ทั้งนี้ การถูก “ถ่วงเวลา” ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการเดินทาง เพราะทำให้เครื่องบินที่มีกำหนดลงในสิงคโปร์ไม่ทันเวลาเนื่องจากสนามบิน Seletar ซึ่งใช้สำหรับ private jet ปิดให้บริการในช่วงบ่ายถึงเวลา 4 ทุ่ม (เวลาสิงคโปร์เร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง)

ภายหลังจากที่ไม่สามารถบินไปสิงคโปร์ได้ตามแผน นายทักษิณจึงตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ดูไบ) เนื่องจากที่นั่นมีแพทย์เฉพาะทางที่เขาไว้วางใจทั้งหมอกระดูกและหมอปอด พร้อมทั้งยังมีโอกาสได้พบกับเพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอกันมานานกว่า 2 ปี

แผนการเดินทางและความตั้งใจกลับไทย

  • จุดหมายเดิม: สิงคโปร์เพื่อตรวจสุขภาพ
  • แผนเปลี่ยน: บินเลี่ยงไปดูไบเนื่องจากเวลาไม่พอ
  • กลับไทย: ไม่เกินวันที่ 8 กันยายนนี้
  • เป้าหมายหลังกลับ: เดินทางไปศาลด้วยตัวเองในวันที่ 9 กันยายน

ทักษิณกล่าวในข้อความเพิ่มเติมว่า เขาใช้เวลานั่งรอขออนุญาตจากสนามบินดูไบอยู่พักใหญ่ จนกระทั่งได้รับอนุญาตแล้วจึงนักบินสามารถหันหัวบินต่อไปยังดูไบได้สำเร็จ ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสุขภาพและการเยี่ยมเยียนครั้งนี้ ตนยืนยันว่ามีเจตนาเดินทางไปกลับอย่างโปร่งใสและไม่ได้มีความตั้งใจใดที่จะหลบหนีคดีแต่อย่างใด

ข้อมูลจากกรณีนี้เป็นข่าวใหญ่ในวงการการเมืองและสังคมไทยอย่างมาก เพราะหลายคนยังคงติดตามสถานการณ์ของอดีตนายกฯ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในแง่ของความคืบหน้าทางศาลและการเดินทางกลับประเทศเพื่อดำเนินกิจวัตรที่มีสำคัญ

โดยสรุป ทักษิณได้ให้ความกระจ่างอย่างชัดเจนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง โดยเน้นย้ำว่าการถูก “ถ่วงเวลา” ของตม.ไทยเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้แผนการไปสิงคโปร์ล่าช้า ส่งผลให้ต้องเปลี่ยนจุดหมายปลายทาง อย่างไรก็ตาม ท่านก็ได้จัดการแผนใหม่โดยบินไปยังดูไบ และมีแผนจะกลับเมืองไทยภายในวันที่ 8 กันยายน เพื่อให้ทันต่อนัดหมายศาลในวันถัดไป

ทั้งนี้ การเดินทางครั้งนี้เปิดโอกาสให้คนได้เห็นถึงความตั้งใจในการเดินทางเพื่อภารกิจส่วนตัวและในขณะเดียวกันก็ไม่หลีกเลี่ยงการปฏิบัติต่อหน้าที่ต่อส่วนราชการอย่างตรงไปตรงมา

ที่มา – ‘ทักษิณ’ บอกถึงดูไบแล้ว แจง ตม.ไทยถ่วงเวลาทำลงสิงคโปร์ไม่ทัน ลั่น กลับไทยไม่เกิน 8 ก.ย.

อินทรีเหล็กเสียท่า สโลวาเกียสอยปีกหัก 2-0

ศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือกโซนยุโรป กลุ่ม A เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เป็นวันที่น่าจดจำสำหรับ อินทรีเหล็ก หรือทีมชาติเยอรมนี แชมป์โลก 4 สมัย ที่ประเดิมสนามในรอบคัดเลือกครั้งนี้ได้อย่างน่าผิดหวัง หลังจากบุกไปพ่ายให้กับ สโลวาเกีย อย่างสุดกุมขมับ 0-2 แม้จะมีชื่อเสียงและความคาดหวังมากมาย แต่พวกเขาไม่สามารถทำลายเกมสโลวาเกียได้เลยสักครึ่งเดียว

อินทรีเหล็กเสียท่า สโลวาเกียสอยปีกหัก 2-0

แมตช์นี้ สโลวาเกีย ใช้แผนรุกหลังถอยอย่างฉลาด พวกเขาไม่เกรงศักดิ์ศรีที่คู่แข่งเป็นแชมป์โลก และเข้าปิดเกมอย่างหนักแน่น แถมยังได้ประตูขึ้นนำไปช่วงท้ายครึ่งแรกจาก ดาวิด ฮันค์โก ที่ตัดบอลจากแดนตัวเองแล้วส่งต่อให้ ดาวิด สเตรเลช จ่ายคืนให้เขายิงผ่านมือ อินทรีเหล็ก เข้าไปอย่างสวยงามในนาทีที่ 42

อินทรีเหล็กถูกกดดันจนสูญเสีย

หลังเสียประตูช่วงท้ายครึ่งแรก อินทรีเหล็ก กลับมาในครึ่งหลังด้วยความตั้งใจจะทวงประตูคืนให้ไว แต่กลับกลายเป็นข่าวร้ายเมื่อพวกเขาโดนทำประตูเพิ่มจาก สเตรเลช อีกครั้งในนาทีที่ 55 จากลูกยิงซ้ายแบบโค้งในกรอบเขตโทษ ลูกบอลพุ่งเข้าไปจ่ออย่างแม่นยำ เบามันน์ ประตูที่กลายเป็นฝันร้ายของทัพเยอรมัน

จนสิ้นเสียงนกหวีด เยอรมนี ไม่สามารถทวงประตูคืนได้เลย แม้จะควบคุมบอลได้มากกว่า แต่พัวพอนในเกมรุก และขาดความเฉียบคมในจังหวะจบสกอร์ ส่วนฝั่ง สโลวาเกีย กลับเล่นได้อย่างไม่กลัว และสู้จนจบท้ายด้วยชัยชนะที่น่ายินดี สำหรับพวกเขานี่เป็นชัยชนะที่มีคุณค่าสูงมาก ทั้งด้านผลการแข่งขันและด้านจิตวิทยา

ผลพวงจากการพ่ายแพ้ครั้งนี้ทำให้ อินทรีเหล็ก ต้องบู๊กันหนักกับเกมที่เหลือ หากต้องการผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายของการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 การแพ้ในบ้านนอกแบบนี้ถือว่าเป็นอุปสรรคใหญ่ และความเสี่ยงที่พวกเขาจะพลาดฟุตบอลโลกก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน

  • SMOTRACOM: วิเคราะห์เกมส์โดยละเอียด
  • SLOVAKIA: สโลวาเกียเก็บสามแต้มเปิดบ้านความหวัง
  • GERMANY: เยอรมนีเริ่มช้าเกมรอบคัดเลือก

แม้จะเพิ่งเริ่มต้น แต่เกมนี้มีบทเรียนลึกซึ้งให้กับ อินทรีเหล็ก ว่าฟุตบอลกับชื่อเสียงไม่ได้รับประกันชัยชนะ การฟื้นตัวอย่างรวดเร็วคือสิ่งที่พวกเขาต้องทำในเกมที่ตามมา มิฉะนั้น ความฝันโลก 2026 อาจจะไกลเกินเอื้อม

ที่มา – “อินทรีเหล็ก” สิ้นท่าโดน “สโลวาเกีย” สอยปีกหัก