ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘ผู้ใหญ่บ้าน’ ชี้จุดทิ้งศพสาวถูกฆ่ายัดกระเป๋า เชื่อโยงคดีระยอง

กรณีของศพหญิงสาวนิรนามที่ถูกพบในกระเป๋าเดินทาง ถูกถ่วงน้ำด้วยแผ่นดัมเบลน้ำหนักถึง 15 กิโลกรัม ภายในอ่างเก็บน้ำที่หมู่ 11 ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ยังคงเป็นปริศนา แม้คาดว่าศพเสียชีวิตมาแล้วอย่างน้อย 5 วัน การสอบสวนยังคงดำเนินต่อเนื่อง โดยในล่าสุด ‘ผู้ใหญ่บ้าน’ ชี้จุดทิ้งศพสาวถูกฆ่ายัดกระเป๋า เชื่อโยงคดีระยอง เหตุการณ์นี้อาจเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมในจังหวัดระยองที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปี

‘ผู้ใหญ่บ้าน’ ชี้จุดทิ้งศพสาวถูกฆ่ายัดกระเป๋า เชื่อโยงคดีระยอง

นายสมมาส สุภาผล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 11 ตำบลห้วยใหญ่ ได้พาผู้สื่อข่าวเข้าสำรวจบริเวณอ่างเก็บน้ำคลองบางไผ่ ซึ่งเป็นจุดที่พบศพ โดยจากความรู้พื้นที่ของเขาชี้ให้เห็นถึงเส้นทางเข้าไปยังอ่างเก็บน้ำที่ควรพิจารณา เพราะสามารถเข้าได้หลายเส้นทาง ได้แก่

  • เข้าทาง ศูนย์ฝึกกีฬาเรือพายราชนาวี
  • เข้าทางฝั่งหมู่บ้านโรงน้ำตาล
  • เข้าทางถนนทางหลวงหมายเลข 331

อย่างไรก็ตาม นายสมมาส ระบุว่า ทางเข้าที่เหมาะสมที่สุดคือ ทางจากหมู่บ้านโรงน้ำตาล เนื่องจากขับรถเข้าออกได้ง่าย ระยะทางเพียง 500 เมตร และสภาพเส้นทางไม่มีอุปสรรคสำคัญ แตกต่างจากเส้นทางอื่นที่เป็นป่าหรือมีการรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง

คำให้การจากชาวบ้านในพื้นที่

นายสุนทร (นามสมมุติ) อายุ 65 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ใกล้ทางเข้าอ่างเก็บน้ำจากหมู่บ้านโรงน้ำตาลให้ข้อมูลว่า เส้นทางนี้มีรถแปลกหน้าเข้าออกไม่น้อย โดยเฉพาะในช่วงเย็นและเช้ามืด แม้มีการเข้าไปในซอยที่มีหมู่บ้านร่างทรงอยู่ ซึ่งทำให้เขานึกถึงความเป็นไปได้ว่า กลุ่มคนร้ายอาจใช้เส้นทางนี้ ก่อเหตุและทิ้งศพของเหยื่อ

เชื่อมโยงคดีระยองเมื่อต้นปี

แม้ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน แต่ ‘ผู้ใหญ่บ้าน’ ชี้จุดทิ้งศพสาวถูกฆ่ายัดกระเป๋า เชื่อโยงคดีระยอง ว่าอาจไม่ใช่เหตุการณ์สุ่ม โดยอ้างอิงถึงเหตุการณ์คล้ายกันที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ในเขตอำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง โดยมีลักษณะสังเกตเดียวกันคือ การนำศพมาใส่กระเป๋าเดินทาง แล้วใช้น้ำหนักถ่วงลงน้ำ

การสอบสวนในครั้งนี้มีการติดตามเพิ่มเติมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับภูธร โดย พล.ต.ต.ธวัชเกียรติ จินดาควรสนอง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี จะเดินทางมาติดตามสถานการณ์ที่ สภ.ห้วยใหญ่ ในช่วงเวลาบ่าย 16.30 น. เพื่อทบทวนแนวทางและเร่งไขคดีนี้ให้ได้ผล

ทางผู้สื่อข่าวจะทยอยรายงานข้อมูลใหม่ๆ และความคืบหน้าที่เกี่ยวข้อง หากมีเวลาเพิ่มเติม ซึ่งเชื่อว่าการเชื่อมโยงกรณีนี้กับเหตุการณ์ในระยอง จะทำให้ภาพรวมของคดีชัดเจนยิ่งขึ้น

สุดท้าย หากคุณมีข้อมูลเพิ่มเติมหรือเห็นเบาะแส อย่าลังเลที่จะโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ เพราะทุกข้อมูลอาจช่วยเปิดโปงความจริงและเสริมพลังให้ความยุติธรรมได้

ที่มา – ‘ผู้ใหญ่บ้าน’ ชี้จุดทิ้งศพสาวถูกฆ่ายัดกระเป๋า เชื่อโยงคดีที่ระยองเมื่อต้นปี

จีนโต้ทรัมป์ไม่สมคบคิดกับรัสเซีย-เกาหลีเหนือ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 4 กันยายน ว่านายกัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า การสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลจีนกับนานาประเทศนั้น ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ โดยกล่าวว่าจีนยึดหลักการเป็นมิตรกับทุกประเทศบนพื้นฐานของความเคารพและการร่วมมือ

จีนโต้ทรัมป์ไม่สมคบคิดกับรัสเซีย-เกาหลีเหนือ

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนย้ำว่า การที่จีนเชิญชวนมิตรประเทศต่างๆ เข้าร่วมกิจกรรมในโอกาสรอบ 80 ปี วันแห่งชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่สอง นั้นเป็นการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อระลึกถึงประวัติศาสตร์ วีรชนผู้ล่วงลับ และหวงแหนสันติภาพโลก

คำกล่าวของจีนมีจุดประสงค์เพื่อชี้แจงต่อข้อกล่าวหาจากทางสหรัฐฯ ที่ออกมาผ่านโพสต์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งกล่าวว่าจีน รัสเซีย และเกาหลีเหนือ สมคบคิดกันอยู่ที่กรุงปักกิ่ง เพื่อวางแผนต่อต้านสหรัฐอเมริกา

การตอบโต้เชิงกลยุทธ์ของจีน

ข้อความดังกล่าวของทรัมป์ถือเป็นการกระตุ้นให้เกิดกระแสความตึงเครียดทางการเมืองและทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในเอเชีย อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจีนได้ยืนยันชัดเจนว่า ไม่ได้มีการสมคบคิดกับรัสเซียและเกาหลีเหนือ เพื่อเป็นภัยต่อสหรัฐ แต่จีนมุ่งเน้นแต่ประสงค์ในการส่งเสริมสันติภาพและการร่วมมือระหว่างประเทศ

ในขณะที่ทางรัสเซียผ่าน ที่ปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศของทำเนียบเครมลิน นายยูริ อูชาคอฟ ก็ออกมาเปิดเผยว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวอาจเป็นเพียง “การประชดประชัน” จากทางทรัมป์ มากกว่าที่จะเป็นเรื่องจริงตามที่กล่าวอ้าง

ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์มักจะมีลักษณะการสร้างกระแสความไม่แน่นอน ทั้งในเชิงการทูต การค้า และการเมือง ขณะที่ฝ่ายจีนยังคงยืนยันแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกประเทศบนโลก

ในมุมมองของพวกเรา การทูตไม่ใช่แค่เรื่องของอำนาจ แต่เป็นเรื่องของความเข้าใจและร่วมมือ การใช้ข้อมูลไปตีความเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองบางครั้งขัดต่อสันติสุขของโลก สิ่งสำคัญคือเราจะสื่อสารกันอย่างไรให้เกิดความเข้าใจแทนความเข้าใจผิด

หากคุณกำลังติดตามความเคลื่อนไหวของเวทีโลก ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา และอย่าลืมแชร์ความรู้ที่คุณได้รับออกไปด้วย

ที่มา – จีนโต้ทรัมป์ ลั่นไม่ได้สมคบคิดกับรัสเซีย-เกาหลีเหนือ เพื่อต่อต้านสหรัฐ

รักชนกชี้ถ้าแพทองธารยุบสภา 2 เดือนที่แล้วประเทศจะไม่เป็นแบบนี้

เมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา นางสาวรักชนก ศรีนอก ส.ส. กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) ได้โพสต์ข้อความลงในเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุถึงน้ำเสียงที่แสดงความไม่เห็นด้วยต่อสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน โดยเฉพาะต่อล่าช้าในการยุบสภาของพรรคเพื่อไทย

รักชนกชี้ถ้าแพทองธารยุบสภา 2 เดือนที่แล้วประเทศจะไม่เป็นแบบนี้

นางสาวรักชนกกล่าวว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและอดีตนายกรัฐมนตรี เห็นด้วยกับข้อเสนอให้เลือกนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย เป็นนายกฯ เพื่อยุบสภาทันทีและคืนอำนาจให้ประชาชน ทว่าการกระทำดังกล่าวกลับเกิดขึ้นช้ากว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นอย่างมาก

การสูญเสียความเชื่อมั่นในรัฐบาล

นางสาวรักชนกกล่าวต่อว่า “ในวันที่มีคลิปเสียงหลุดออกมา ความไว้วางใจของประชาชนทั่วประเทศต่อนายกรัฐมนตรีและพรรคเพื่อไทยถือว่าหายไปโดยสิ้นเชิง” หากในช่วงเวลานั้น นางสาวแพทองธารมีสำนึกความรับผิดชอบทางการเมือง และแสดงความจริงใจด้วยการเร่งยุบสภา เราคงไม่ต้องมาอยู่ในสถานการณ์ที่ผันผวนแบบนี้

นางสาวรักชนกย้ำว่า ณ เวลานั้น นางสาวแพทองธารมีอำนาจเต็มในการยุบสภาโดยไม่ต้องพึ่งจนทักษะกฎหมายใด ๆ แต่กลับตัดสินใจไม่ดำเนินการ ส่งผลให้ความวิกฤตทางการเมืองค่อย ๆ โดยไหลไปจนถึงจุดนี้

  • ประชาชนสูญเสียความไว้วางใจ
  • พรรคเพื่อไทยไม่แสดงท่าทีจริงจังต่อข้อเสนอ
  • การสื่อสารผ่าน Instagram ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์

ที่น่าตกใจยิ่งไปกว่านั้นคือ แม้ตัวแคนดิเดตนายกฯ จะยืนยันว่าตัวเองไม่รับรู้ถึงข้อตกลงใด ๆ และออกมาบอกต่อสาธารณะว่าเป็นเพียงตุ๊กตา แต่กลับไม่มีการแก้ไขหรือตอบสนองอย่างเป็นทางการจากพรรคอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่เกิดขึ้นช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เป็นบทพิสูจน์ที่เจ็บปวดว่าการตัดสินใจล่าช้าทั้งทางตรงและทางอ้อม ส่งผลให้สังคมล้าหลังและต้องเผชิญกับความขัดแย้งภายในที่ทวีความรุนแรง

ประเทศจะมีวันนี้หรือไม่ หากแพทองธารยุบสภาตั้งแต่ 2 เดือนก่อน? คำตอบก็อยู่ในตัวเลือกที่ไม่เคยเกิดขึ้น แต่ถ้าเกิดขึ้น อาจเป็นการนำพาสังคมให้ก้าวผ่านวิกฤติได้ดีกว่านี้ อาจมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่า และสังคมจะรู้สึกว่า ความเปลี่ยนแปลงนั้นมีความจริงใจ

ทุกคนมีหน้าที่ร่วมกันสร้างสังคมที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้มีอำนาจหรือพลเมืองตัวเล็ก ช่วงเวลาเช่นนี้ เราควรถามตัวเองว่า “เราได้ใส่ใจกับผลลัพธ์ที่ตามมาจากการตัดสินใจของผู้นำจริงหรือไม่?”

ที่มา – ‘รักชนก’ชี้ประเทศจะไม่มาถึงวันนี้ถ้า ‘แพทองธาร’ ยุบสภาตั้งแต่ 2 เดือนที่แล้ว

เทศบาลอยุธยา จัดอบรมพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพิ่มศักยภาพบริการประชาชน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา ได้จัดโครงการ อบรมพัฒนาศักยภาพบุคลากร ประจำปี พ.ศ.2568 ขึ้นอย่างเป็นทางการ เพื่อพัฒนาความสามารถและความรู้ของเจ้าหน้าที่ภายในองค์กร ให้สามารถบริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เทศบาลอยุธยา จัดอบรมพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพิ่มศักยภาพบริการประชาชน

พิธีเปิดการฝึกอบรมในครั้งนี้ มีนางรุ่งรัศมี สรรพโกศลกุล รองนายกเทศมนตรีนครพระนครศรีอยุธยา เป็นประธาน โดยมีคณะผู้ช่วยผู้บริหารเทศบาล ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และเจ้าหน้าที่เทศบาลเข้าร่วมกว่า 100 คน ณ โรงแรมคลาสสิค คามิโอ อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

วัตถุประสงค์การอบรม

โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำงานของบุคลากรในสังกัดเทศบาล โดยมีจุดประสงค์หลัก ๆ ดังนี้:

  • เพิ่มความรู้และทักษะที่จำเป็นต่อการทำงาน
  • สร้างทัศนคติเชิงบวกต่อการปฏิบัติงาน
  • เสริมสร้างความสามัคคีภายในองค์กร
  • ส่งเสริมการประยุกต์ใช้ความรู้ในการบริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ทางเทศบาลยังได้รับเกียรติจาก ดร.สุวรรณ พิณตานนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษาท้องถิ่น มาร่วมเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่สามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติงานจริงได้

ด้วยการจัดกิจกรรมในรูปแบบนี้ เทศบาลอยุธยาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากร ให้สามารถมีศักยภาพและประสิทธิภาพสูงขึ้นในการบริการประชาชนและพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน

หากคุณเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรท้องถิ่นหรือหน่วยงานราชการ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่องนี้คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในระยะยาว

ที่มา – เทศบาลอยุธยา จัดอบรมพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพิ่มศักยภาพบริการประชาชน

ประธานสภาอุตฯท่องเที่ยวระนอง ต้อนรับคณะเครือข่ายสุขภาพสุราษฎร์ฯ

เมื่อวันที่ 4 กันยายน ณ วัดบ้านหงาว อำเภอเมือง จังหวัดระนอง นายสมโชค วงศ์ภิวัฒนา ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดระนอง และนายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดระนอง ได้ให้การต้อนรับคณะเครือข่ายส่งเสริมสุขภาพจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมทั้งให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับศักยภาพในการท่องเที่ยวของจังหวัดระนองในรูปแบบ ระนองมหานครน้ำแร่ และแนวคิด Ranong Wellness Tourism

ประธานสภาอุตฯท่องเที่ยวระนอง ต้อนรับคณะเครือข่ายสุขภาพสุราษฎร์ฯ

ภายใต้แนวคิดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ซึ่งเป็นแนวทางอนาคตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว นายสมโชค ฯ ได้กล่าวถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ในจังหวัดระนอง โดยเฉพาะอุณหภูมิของคลื่นน้ำทะเลที่เย็นเฉียบตลอดทั้งปี เมื่อเปรียบเทียบกับจังหวัดอื่นๆ ส่งผลให้อาจเป็นจุดขายสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบสัมผัสวิถีชีวิตที่สงบและมีคุณภาพ

ศักยภาพระนองมหานครน้ำแร่

นอกจากนี้ ระนองยังมีแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติหลายแห่ง ซึ่งมีคุณสมบัติด้านการบำบัด และฟื้นฟูสุขภาพ ทำให้จังหวัดนี้ถูกมองว่ามีโอกาสเติบโตอย่างมากในกลุ่ม ประธานสภาอุตฯท่องเที่ยวระนอง ได้ขยายความว่า แนวทางระยองมหานครน้ำแร่นี้มิใช่เพียงข้อเสนอเชิงทฤษฎี แต่ได้ถูกขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมผ่านกลุ่มธุรกิจท้องถิ่น ที่พร้อมรับแนวทางนี้เพื่อปรับแปลงบริการให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ

สำหรับคณะเครือข่ายส่งเสริมสุขภาพจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่เยือนครั้งนี้ก็มีเป้าหมายในการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจเพื่อเชื่อมโยงกับพันธมิตรในระนอง ทั้งในด้านการรักษาและการฟื้นฟูโดยใช้ทรัพยากรท้องถิ่น ซึ่งคาดว่าจะผลักดันให้เกิดผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแบบครบวงจรที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

โอกาสและอนาคตของการท่องเที่ยวในระนอง

  • มีทรัพยากรน้ำแร่ธรรมชาติอย่างเพียงพอ
  • สภาพอากาศและอุณหภูมิทางทะเลที่เอื้อต่อการพักผ่อน
  • ความร่วมมือจากภาคเอกชนท้องถิ่น

ประธานสภาอุตฯท่องเที่ยวระนอง ได้แสดงความเชื่อมั่นว่า จังหวัดระนองสามารถกลายเป็นศูนย์กลางของ Wellness Tourism ภาคใต้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หากมีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และการสนับสนุนจากรัฐบาลในด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการตลาดอย่างต่อเนื่อง

การเข้ามาเยือนครั้งนี้ จึงถือเป็นขั้นตอนแรกของความร่วมมือที่สานต่อ โดยมีเป้าหมายเพื่อขยายเครือข่ายและความร่วมมือระหว่างจังหวัด เชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจ เพื่อผลักดันให้ ระนองมหานครน้ำแร่ และ Ranong Wellness Tourism เป็นชื่อเสียงระดับประเทศและระดับนานาชาติในอนาคตอันใกล้

สำหรับทางคณะเครือข่ายส่งเสริมสุขภาพจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้สรุปว่านี่คือโอกาสทองในการขยายขอบเขตของโครงการด้านสุขภาพ ทั้งการพัฒนาโปรแกรมสุขภาพและนันทนาการที่สอดคล้องกับความต้องการของนักท่องเที่ยวยุคใหม่

หากคุณเป็นผู้ประกอบการทางการแพทย์หรือการท่องเที่ยวในภาคใต้ นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการหันมาให้ความสำคัญกับ ระนองและโอกาสของ Wellness Tourism ที่สามารถสร้างรายได้และความมั่นคงให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน

ที่มา – ประธานสภาอุตฯท่องเที่ยวระนอง ต้อนรับคณะเครือข่ายส่งเสริมสุขภาพ จ.สุราษฎร์ธานี พร้อมให้ข้อมูลการท่องเที่ยวมหานครน้ำแร่

ฮุนไดส่งศูนย์บริการเคลื่อนที่ลุย52ตจว.

บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าตอกย้ำความเชื่อมั่นด้านบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดตัวกิจกรรม ฮุนไดส่งศูนย์บริการเคลื่อนที่ลุย52ตจว. มุ่งขยายขอบเขตการดูแลลูกค้าให้ครอบคลุมพื้นที่ที่ยังไม่มีศูนย์บริการอย่างเป็นทางการ เพื่อมอบความสะดวกสบายและความอุ่นใจให้แก่เจ้าของรถฮุนไดทั่วประเทศ

ฮุนไดส่งศูนย์บริการเคลื่อนที่ลุย52ตจว.

กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ระยะยาวในการขยายเครือข่ายการให้บริการหลังการขาย โดยตั้งเป้าในปี 2568 จะสามารถเข้าถึงลูกค้าในพื้นที่รวมกว่า 52 จังหวัดทั่วประเทศ ตอกย้ำพันธกิจของแบรนด์ที่ว่า “ใกล้หรือไกล…ฮุนไดพร้อมดูแล”

ตลอดช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 ฮุนไดได้จัดกิจกรรม ฮุนไดส่งศูนย์บริการเคลื่อนที่ลุย52ตจว. ไปแล้วกว่า 30 ครั้ง ใน 22 จังหวัดทั่วทุกภูมิภาค อาทิ เชียงใหม่ แพร่ น่าน สกลนคร นครพนม สุรินทร์ และกาญจนบุรี ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากลูกค้า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของทีมช่างผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการอบรมจากฮุนไดโดยตรง พร้อมอะไหล่แท้คุณภาพมาตรฐาน ที่จะช่วยให้บริการต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่น

บริการที่ครบครันสำหรับลูกค้าฮุนได

ทีมช่างจากศูนย์บริการเคลื่อนที่จะให้บริการตรวจเช็กรถยนต์ฟรีถึง 25 รายการ ครอบคลุมทั้งระบบเครื่องยนต์, ระบบเบรก, ช่วงล่าง ไปจนถึงระบบไฟฟ้า นอกจากนี้ยังมีบริการเช็กระยะ, เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง, ซ่อมบำรุงพื้นฐาน และให้คำปรึกษาทางเทคนิคอย่างมืออาชีพ เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่าจะได้รับการดูแลเทียบเท่ามาตรฐานศูนย์บริการฮุนไดทุกประการ

ความสำเร็จในครึ่งปีแรกนี้ยังนำไปสู่แผนการขยายงานอย่างต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง (ส.ค.-ธ.ค. 2568) โดยฮุนไดเตรียมจัดกิจกรรมเพิ่มเติมในอีก 8 จังหวัด และพื้นที่อื่นๆ รวมกว่า 20 ครั้ง เช่น ลำพูน, อุทัยธานี, ยโสธร, ชุมพร และชลบุรี เพื่อให้ครอบคลุมการบริการมากยิ่งขึ้น

พิเศษ! สำหรับลูกค้าที่เข้าร่วมกิจกรรม ฮุนไดส่งศูนย์บริการเคลื่อนที่ลุย52ตจว. ยังมีแคมเปญสุดคุ้มให้เลือกมากมาย ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงธันวาคม 2568 ไม่ว่าจะเป็น บัตรของขวัญเชลล์ มูลค่าสูงสุด 10,000 บาท เมื่อทดลองขับและจองรถรุ่นยอดนิยมอย่าง STARIA, PALISADE และ The all-new SANTA FE หรือรับบัตรกำนัลสูงสุด 500 บาท เมื่อใช้จ่ายค่าบริการตามเงื่อนไขที่กำหนด

ด้วยการเดินหน้าพัฒนาบริการและแคมเปญส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง การจัดกิจกรรม ฮุนไดส่งศูนย์บริการเคลื่อนที่ลุย52ตจว. ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้ลูกค้าฮุนไดทั่วประเทศได้รับประสบการณ์การใช้งานอย่างมีคุณภาพ ทั้งความมั่นใจด้านเทคนิคและความคุ้มค่าในบริการ

ที่มา – ฮุนไดส่งศูนย์บริการเคลื่อนที่ลุย52ตจว.

‘เพื่อไทย’ ยังสู้จนหยดสุดท้าย ‘ชัยเกษม’ แถลงเป็นนายกฯยุบสภาทันที

เมื่อเวลา 15.40 น. วันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ทางการเมืองที่เป็นประเด็นร้อนแรง เมื่อพรรคเพื่อไทยได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนภายใต้การนำของแคนดิเดตนายกฯ อย่าง ‘ชัยเกษม นิติสิริ’ ที่ผ่านมาจะมีการพูดคุยอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการเสนอชื่อดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

‘เพื่อไทย’ ยังสู้จนหยดสุดท้าย ‘ชัยเกษม’ แถลงเป็นนายกฯยุบสภาทันที

จากข่าวที่ว่า ทีมผู้บริหารพรรค และแกนนำพรรคเพื่อไทย ได้เดินทางไปยังบ้านพักของนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯ ย่านรัตนาธิเบศร์ จังหวัดนนทบุรี เพื่อหารือเรื่องการเสนอชื่อดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการแทนนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคเพื่อไทย, นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และ น.ส. จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เข้าร่วมในการหารือเช่นกัน

การมาเยือนในครั้งนี้ เป็นการเดินหน้าตามแนวทางที่พรรคเพื่อไทยได้ตั้งไว้และมีการประสานงานกับพรรคประชาชาติได้อย่างลงตัว ท่ามกลางกระแสแรงเห็นชอบจากพรรคเพื่อไทย และความตั้งใจที่มั่นคงของ ‘ชัยเกษม’ ที่ต้องการสานต่อความหวังของประชาชน

ปฏิญาณยุบสภาหลังได้เป็นนายกฯ

ภายหลังจากการพบปะพูดคุย นายชัยเกษม ได้ออกมาแถลงต่อสาธารณะอย่างยิ่งใหญ่ถึงข้อเสนอที่พรรคเพื่อไทยพร้อมตอบรับ พร้อมยืนยันว่าหากเขารับตำแหน่งนายกฯ จะยุบสภาทันทีโดยไม่รอครบกำหนด 4 เดือน โดยระบุว่า:

“กระผมขอยืนยันอีกครั้งว่า นี่คือสัญญาที่ทำไว้ต่อพี่น้องประชาชน และท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคน ผมในฐานะนายกรัฐมนตรีและพรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำรัฐบาล จะปฏิบัติตามข้อตกลงนี้โดยไม่มีข้อเปลี่ยนแปลงไม่มีเงื่อนไขเพิ่มเติมใดๆ”

อีกทั้งยังได้กล่าวเพิ่มว่า: “หากกระผมได้รับการลงคะแนน ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะยุบสภาทันที เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน เข้าสู่การเลือกตั้งตามระบบประชาธิปไตยต่อไป”

สรุปความเคลื่อนไหวล่าสุด

  • พรรคเพื่อไทยมั่นคงในแนวทางการเมืองภายใต้การนำของชัยเกษม นิติสิริ
  • มีการตอบรับข้อเสนอจากพรรคประชาชนอย่างเต็มที่
  • ชัยเกษมยืนยันว่าหากเป็นนายกฯจะยุบสภาภายในทันที
  • การตัดสินใจนี้มุ่งคืนอำนาจแก่ประชาชนผ่านระบบประชาธิปไตย

ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ทำให้เกิดกระแสแรงสนับสนุนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะเสียงจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

หากติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด คุณจะเห็นได้ว่าการเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญของการตัดสินใจครั้งใหญ่ของประชาชน ซึ่งส่งผลต่ออนาคตของประเทศในทุกด้าน

อย่าลืมติดตามข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับ ‘เพื่อไทย’ และการเมืองไทยต่อไป เพื่อไม่พลาดทุกมุมมองสำคัญตลอดกระบวนการทางประชาธิปไตย

ที่มา – ‘เพื่อไทย’ ยังสู้จนหยดสุดท้าย ‘ชัยเกษม’ แถลงเป็นนายกฯยุบสภาทันที

สภาอุตฯแม่กลอง – มจธ. – กปว.สพ.อว. แนะแนวการศึกษาต่อ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ห้องแนะแนวโรงเรียนถาวรานุกูล จังหวัดสมุทรสงคราม ได้มีกิจกรรมแนะแนวการศึกษาต่ออย่างเป็นระบบ โดยสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสงคราม ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ กปว.สพ.อว. เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยเฉพาะชั้น ม.6 จำนวน 60 คน ในการเข้าสู่เส้นทางการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา

สภาอุตฯแม่กลอง – มจธ. – กปว.สพ.อว. แนะแนวการศึกษาต่อ

ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากกองส่งเสริมและประสานเพื่อประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (กปว.สพ.อว.) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้นักเรียนเข้าใจถึงแนวทางการสมัครเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย เรียนรู้การจัดทำแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) ที่ถูกต้อง และสามารถนำเสนอความโดดเด่นของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เสริมทักษะด้าน Portfolio และการเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย

จากความร่วมมือระหว่างสภาอุตฯแม่กลอง – มจธ. – กปว.สพ.อว. ได้มีการจัดเวทีให้นักเรียนได้รับคำแนะนำโดยตรงจากคณะอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญระดับมหาวิทยาลัย โดยมี ผศ.ดร.ทัศวัลย์ คัมภีระพันธุ์ ที่ปรึกษาคลินิกเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เป็นผู้ให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด ทั้งในด้านการพัฒนา Portfolio การเตรียมตัวสัมภาษณ์ และการวางแผนอนาคตที่สอดคล้องกับความสนใจและความสามารถ

“ปัญหาที่พบกับเยาวชนคือความไม่มั่นใจในการเลือกเส้นทางอาชีพ และไม่เข้าใจวิธีการจัดทำแฟ้มสะสมผลงานอย่างถูกต้อง” ผศ.ดร.ทัศวัลย์กล่าว

กิจกรรมแนะแนวการศึกษาต่อครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่นักเรียนจะได้พัฒนาทักษะด้าน Portfolio และการเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยอย่างมีระบบ

  • แนะแนวการเลือกสาขาที่เหมาะสมกับศักยภาพ
  • สร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนในการวางแผนอนาคต
  • พัฒนาทักษะสื่อสารและการสัมภาษณ์
  • เตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย

การสร้างบุคลากรคุณภาพสำหรับภาคอุตสาหกรรม

นายวีระนิจ เหลืองรัตนเจริญ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสงคราม ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของทักษะรอบด้านที่จำเป็นในตลาดแรงงานปัจจุบัน โดยเฉพาะ “ผู้ประสานงาน” ซึ่งเป็นบุคลากรที่ต้องมีความรู้ในทั้งด้านเทคนิค บัญชี และวิทยาศาสตร์ เพื่อเชื่อมโยงระหว่างฝ่ายเทคนิคกับแรงงานระดับปฏิบัติการ

“เราต้องเริ่มวางแผนและเตรียมความพร้อมให้กับเยาวชนตั้งแต่ชั้น ม.3 ถ้าพวกเขาเข้าใจตัวเอง รู้จักความถนัด ก็จะสามารถวางแผนอนาคตได้อย่างมีเป้าหมาย” นายวีระนิจกล่าว

แผนระยะยาวของสภาอุตฯแม่กลอง คือ การร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่ออนาคตของเยาวชนที่จะเป็นกำลังสำคัญของภาคอุตสาหกรรม

กิจกรรมแนะแนวการศึกษาต่อ ที่เกิดขึ้นจากการร่วมมือของสภาอุตฯแม่กลอง – มจธ. – กปว.สพ.อว. ถือเป็นการยกระดับให้เยาวชนมีความพร้อมและมั่นใจในการเลือกเส้นทางของตนเอง ทั้งในโลกการศึกษาและอาชีพในอนาคต

หากคุณเป็นผู้ปกครองหรือเยาวชนที่กำลังมองหาแนวทางในการวางแผนการศึกษาต่อ การมี Portfolio ที่ดีและแผนชัดเจนจะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้บรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้น

ที่มา – สภาอุตฯแม่กลอง – มจธ. – กปว.สพ.อว. แนะแนวการศึกษาต่อ มุ่งสร้างแรงบันดาลใจ พัฒนาศักยภาพเยาวชนสู่อนาคต

ผู้ว่าฯระนอง ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 4 กันยายน ที่ห้องประชุมอินทนิล ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดระนอง นายสุพจน์ ภูติเกียรติขจร ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง เป็นประธานในการประชุมขับเคลื่อน การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร (Gastronomy Tourism) จังหวัดระนอง พร้อมด้วยนายสมโชค วงศ์ภิวัฒนา ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดระนอง และนายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดระนอง รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

ผู้ว่าฯระนอง ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร

ในการประชุมครั้งนี้ มีการนำเสนอประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการพัฒนาจังหวัดระนองในด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยเน้นเรื่อง การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ที่ช่วยเสริมสร้างเอกลักษณ์ของจังหวัด และดึงดูดความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ

พัฒนาอัตลักษณ์ด้านอาหารและสุขภาพ

ยิ่งไปกว่านั้น การประชุมได้รายงานผลการสำรวจข้อมูลผู้สูงอายุที่มีอายุ 90 ปีขึ้นไป เพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุนด้าน การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร ซึ่งจังหวัดระนองเริ่มเก็บข้อมูลเกี่ยวกับอาหาร โภชนาการ กิจวัตรประจำวัน และทัศนคติในการดำเนินชีวิต เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพที่แข็งแรงและอายุยืนยาว

ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ในการวางแผนพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวที่เน้นวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่น และคุณค่าด้านโภชนาการของจังหวัด ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำสำหรับนักท่องเที่ยว และส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

จังหวัดระนองถือเป็นพื้นที่ที่มีธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างบริสุทธิ์ จึงเป็นจุดเด่นที่สามารถเชื่อมโยงกับการพัฒนา การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร ได้อย่างลงตัว โดยเน้นให้ผู้เยี่ยมชมได้สัมผัสถึงวิถีชีวิตที่เรียบง่ายแต่มีคุณภาพ และดื่มด่ำกับรสชาติของอาหารพื้นบ้านที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน

ทั้งนี้ การขับเคลื่อน การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร ไม่เพียงเพื่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังเป็นการอนุรักษ์และฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงสนับสนุนรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน

หากคุณสนใจที่จะสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวที่แตกต่าง สามารถมาเยือนระนองเพื่อสัมผัสกับวัฒนธรรมอันงดงามผ่านช่อผลไม้ท้องถิ่น อาหารพื้นบ้าน และชีวิตเรียบง่ายของคนท้องถิ่นที่ยังคงรักษาวัฒนธรรมไว้อย่างดี

ที่มา – ผู้ว่าฯระนอง เดินหน้าขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร

“กสทช.”สั่งห้ามค่ายมือถือคิดเงิน SMS หากไม่สมัครใช้บริการ

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า กสทช. ได้ออกคำสั่งห้ามผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือเรียกเก็บค่าบริการ SMS จากผู้ใช้บริการที่ไม่ได้สมัครใช้บริการอย่างชัดเจน ซึ่งข้อกำหนดนี้ออกมาหลังจากมีการร้องเรียนจำนวนมากจากประชาชนที่ถูกหักเงินโดยไม่ทราบว่าสมัครบริการใดไว้กับค่ายมือถือ

“กสทช.”สั่งห้ามค่ายมือถือคิดเงิน SMS หากไม่สมัครใช้บริการ

นางสาวอรดา เทพยายน ผู้ช่วยเลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด กสทช. ได้มีการพิจารณาเรื่องร้องเรียนของผู้ใช้บริการที่พบว่า ถูกหักเงินจากบริการ SMS โดยไม่ได้ให้ความยินยอม และหลังจากการตรวจสอบยืนยันว่าผู้ใช้บริการไม่ได้สมัครใช้บริการใดๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงมีมติเห็นสมควรให้บริษัทค่ายมือถือ ยุติการเรียกเก็บเงินจากบริการ SMS ทันที และให้คืนค่าบริการที่เรียกเก็บไปแล้ว

ผู้ใช้ได้รับผลกระทบอย่างไร?

ผู้ใช้บริการหลายรายได้ร้องเรียนว่า ตนเองไม่เคยสมัครใช้บริการใดกับทางค่ายมือถือ แต่กลับพบว่ามีการหักเงินผ่านระบบ SMS โดยพิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็น “การเอาเปรียบผู้บริโภค” จึงมีคำสั่งให้ระงับการเก็บเงินทันที หากฝ่าฝืนจะถูกปรับสูงสุด 5,000,000 บาท และหากยังคงฝ่าฝืนต่อเนื่อง จะปรับเพิ่มอีกวันละ 100,000 บาท จนกว่าจะปฏิบัติตาม

นอกจากนี้ กสทช. ยังได้ดำเนินการตามข้อเท็จจริงอื่นๆ ได้แก่ การสั่งปรับผู้ทดลองออกอากาศวิทยุกระจายเสียงจำนวน 32 ราย และผู้รับใบอนุญาตด้านกระจายเสียงประเภทที่สองจำนวน 7 ราย เป็นจำนวนเงินรายละ 100,000 บาท เพราะมีการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการ

  • ห้ามค่ายมือถือเรียกเก็บเงิน SMS หากลูกค้าไม่ได้สมัคร
  • ผู้ใช้บริการสามารถแจ้งความไม่ยินยอมและขอคืนเงินได้
  • หากค่ายมือถือฝ่าฝืน จะถูกปรับสูงสุด 5 ล้านบาท

ในเรื่องของผู้ให้บริการโทรทัศน์ กสทช. ยังได้มีการปรับผู้ประกอบการที่เผยแพร่เนื้อหาที่ไม่เหมาะสมจากช่องทางโทรทัศน์ภาคพื้นดินดิจิตอล เป็นเงินจำนวน 50,000 บาท และมีการส่งหนังสือเตือนแก่อีกหนึ่งผู้ประกอบการในลักษณะเดียวกัน

จากข้อมูลทั้งหมดนี้ ยืนยันให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ กสทช. ในการปกป้องสิทธิของผู้บริโภค และสร้างมาตรฐานในการให้บริการในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมอย่างเป็นธรรม

ความคิดเห็น: ผู้บริโภคควรมีความรู้ความเข้าใจในสิทธิของตนเอง และหากพบว่าถูกหักเงินโดยไม่ยินยอมควรรีบแจ้งกับบริษัทค่ายมือถือหรือรายงานผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กสทช. เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเองจากความไม่เป็นธรรมทางการตลาด

ที่มา – “กสทช.”สั่งห้ามค่ายมือถือคิดเงิน SMS ถ้าเจ้าของเบอร์ไม่ได้สมัครใช้บริการ