ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

คอบอลห้ามพัก! “Monomax” จัดเต็มยิงสด “ฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือกโซนยุโรป”

แม้ว่าช่วงสุดสัปดาห์นี้พรีเมียร์ลีกอังกฤษจะหยุดพัก แต่แฟนบอลจะได้ไม่มีวันว่างเปล่า เพราะ Monomax แพลตฟอร์มที่ถ่ายทอดสด พรีเมียร์ลีก และ เอมิเรตส์ เอฟเอคัพ จะกลับมาเสิร์ฟความมันส์ต่อ ด้วยการถ่ายทอด “ฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือกโซนยุโรป” ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 5 กันยายน 2025 เป็นต้นไป

คอบอลห้ามพัก! Monomax พร้อมถ่ายทอดสด “ฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือกโซนยุโรป”

สำหรับแฟนบอลชาวไทย ที่พลาดไม่ได้กับฟอร์มทีมชาติระดับโลก ที่กำลังจะลงสนามเพื่อแย่งชิงตั๋วไปร่วม “ฟุตบอลโลก 2026” จัดขึ้นที่สหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก โดยในเดือนกันยายนนี้ Monomax จะถ่ายทอดสดกว่า 60 แมตช์ดิว ที่เต็มไปด้วยความมันส์ ระทึกขวัญ และแน่นอนว่าห้ามพลาดเด็ดขาด

ทีมชาติยักษ์ใหญ่แห่งยุโรปลงสนามทั้งหมด

หลายชาติแนวหน้าในโซนยุโรป เตรียมพลังกันมาแบบเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นทีมดัง ๆ อย่าง “ฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือกโซนยุโรป” ซึ่งมีทีมสุดแกร่งอย่าง อังกฤษ, ฝรั่งเศส, ฮอลแลนด์, โปรตุเกส, สเปน, และ เยอรมัน ที่พร้อมลงสนามประลองฝีเท้าว่าชาติใดจะได้ลุ้นไปถึงเวทีใหญ่ในปีหน้า

หากคุณพลาดคลิปเด็ด โหม่งสุดมันส์ของแข้งๆ เหล่านี้ไปไม่ได้เลย คุณสามารถรับชมได้แบบสดๆ ผ่านแพลตฟอร์ม Monomax ที่จะมีช่องทางให้แฟนบอลไทยลุ้นได้แบบจัดเต็มทั้งฤดูกาล และในเดือนกันยายนนี้ ก็จะมีกว่า 60 เกมให้ติดตาม

ใครที่อยากเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความมันส์แบบเลือดเดือด ก็เติมเลย์ๆ ได้ทันทีผ่านแพ็กเกจ Monomax Standard เพียงแค่ 299 บาทต่อเดือนเท่านั้น เท่านี้คุณก็พร้อมสนุกได้แบบไม่มีเบื่อตลอดฤดูกาล

อย่ารอช้าสำหรับท่านที่ต้องการรับชมฟุตบอลระดับโลกได้แบบลื่นไหล คมชัด ติดตามผ่านหน้าจอแบบไม่มีสะดุด ซับไทยroadcast และมีระบบรองรับหลากหลายอุปกรณ์ ให้คุณได้พกพาความมันส์ไปทุกที่ทุกเวลา

เตรียมตัวให้พร้อม เพราะ Monomax คือคำตอบสำหรับคอบอลที่ห้ามพลาดทุกนัด ติดตาม “ฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือกโซนยุโรป” ได้ที่ https://www.monomax.me/qr/vXt4

เชียร์ทีมโปรดของคุณได้อย่างเต็มที่ ที่เดียวจบภายในแพลตฟอร์มเดียวที่รวมเนื้อหาจากทั่วโลก พร้อมโปรโมชั่นพิเศษที่รอคอยอยู่จำนวนมาก SIGN UP เลยตอนนี้ และสัมผัสประสบการณ์การรับชมฟุตบอลระดับโลกอย่างแท้จริง

ที่มา – คอบอลห้ามพัก! “Monomax” จัดเต็มยิงสด “ฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือกโซนยุโรป”

แผนท่องเที่ยวเขียวไทย 2030 ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ในช่วงที่โลกให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนมากขึ้น ประเทศไทยก็ไม่ตกขบวนในการปรับตัวเข้าสู่เทรนด์โลก ด้วยการเปิดตัวแผน Thailand Green Tourism Plan 2030 อย่างเป็นทางการ โดยกรมการท่องเที่ยวร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ ที่มีเป้าหมายร่วมกันคือขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ให้เติบโตอย่างยั่งยืนในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ

แผนท่องเที่ยวเขียวไทย 2030 คืออะไร?

แผนท่องเที่ยวเขียวไทย 2030 เป็นยุทธศาสตร์หลักที่วางกรอบการทำงานเพื่อผลักดันให้การท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ในฐานะที่เป็นจุดหมายปลายทางที่มีความรับผิดชอบ ซึ่งความร่วมมือจากหลายภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ เป็นแกนกลางสำคัญในการขับเคลื่อนความสำเร็จของแผนนี้

เตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงในระดับโลก

นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ระบุว่า การท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ต้องเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นในเวทีโลก จึงทำให้แผน Thailand Green Tourism Plan 2030 เป็นคำตอบที่ชัดเจนในการเคลื่อนยุทธศาสตร์ให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ทั้งนักท่องเที่ยวและภาคธุรกิจมั่นใจในความยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัวตราสัญลักษณ์ “Thailand Good Travel” ซึ่งได้รับการพัฒนาให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล เพื่อเป็นเครื่องหมายรับรองความยั่งยืนของแหล่งท่องเที่ยวและธุรกิจที่ตรงตามเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ

การขับเคลื่อนแผนเขียวในการปฏิบัติ

ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน กรมการท่องเที่ยวได้เตรียมกลไกขับเคลื่อนแผน Thailand Green Tourism Plan 2030 ผ่านกิจกรรมประจำปี เช่น โครงการ “Thailand Green Coach” ซึ่งมีหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาแก่แหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้พวกเขาพัฒนาให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในเดือนตุลาคม 2025 จะมีการจัดกิจกรรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ (Road Show) ใน 4 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา เชียงราย นครศรีธรรมราช และนครราชสีมา โดยเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ ได้ร่วมเรียนรู้และฝึกการประเมินตนเอง และรายงานความยั่งยืนผ่านระบบที่ออกแบบมาเฉพาะ เพื่อให้สามารถต่อยอดไปสู่การได้รับรองในระดับสากล

โอกาสสู่มาตรฐานระดับโลก

แผน Thailand Green Tourism Plan 2030 ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาการท่องเที่ยวไทยให้มีความพร้อมรับมือกับบริบทโลก โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการส่งแหล่งท่องเที่ยวและธุรกิจท่องเที่ยว 30 รายเข้าร่วมการประกวดเพื่อรับรางวัลระดับโลก เช่น Top 100 Green Destinations และ Good Travel Stories Competition เพื่อสร้างชื่อเสียงและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน

หากคุณเป็นผู้ประกอบการหรือแหล่งท่องเที่ยวที่สนใจเข้าร่วมพัฒนา สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.Thailandgreenplan2030.com หรือติดตาม Facebook: Thailand Green Tourism Plan 2030

การท่องเที่ยวที่เขียวขจีไม่ใช่แค่แนวโน้ม แต่คืออนาคตของประเทศไทย หากทุกฝ่ายร่วมแรงร่วมใจ ประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนไปสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

ที่มา – กรมการท่องเที่ยว เปิดตัวภารกิจ “Thailand Green Tourism Plan 2030” มุ่งขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืน

วิ่งขุนด่านมาราธอน ครั้งที่6 ชิงถ้วยพระราชทาน

จังหวัดนครนายก มีชื่อเสียงในด้านแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่งดงาม เช่น น้ำตกสาริกา น้ำตกนางรอง และอุทยานวังตะไคร้ แต่หนึ่งในไฮไลท์ที่พลาดไม่ได้คือเขื่อนขุนด่านปราการชล ซึ่งเป็นเขื่อนคอนกรีตบดอัดด้วยขี้เถ้าลิกไนท์ มีความสูง 94 เมตร ยาว 2,549 เมตร และสามารถเก็บน้ำได้สูงสุด 224 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนนี้ไม่เพียงแค่ช่วยระบายน้ำให้เกษตรกรตลอดทั้งปี แต่ยังเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักผจญภัยที่ชื่นชอบกิจกรรมล่องแก่งอีกด้วย

วิ่งขุนด่านมาราธอน ครั้งที่6 ชิงถ้วยพระราชทาน

ล่าสุด จังหวัดนครนายก ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครนายก, ท่องเที่ยวและกีฬา จ.นคร นายก, สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัด ได้จัดกิจกรรม “วิ่งขุนด่านมาราธอน ครั้งที่6” เพื่อชิงรางวัลถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยกำหนดจัดการแข่งขันในเช้าตรู่ของวันที่ 19 ตุลาคม 2568 เริ่มตั้งแต่เวลา 03:30 น. เป็นต้นไป

เส้นทางวิ่งกลางธรรมชาติบนสันเขื่อน

เส้นทางการวิ่งของกิจกรรมวิ่งขุนด่านมาราธอน ครั้งที่6 วิ่งผ่านพื้นที่บนสันเขื่อนขุนด่านปราการชล อ.เมือง ต.หินตั้ง จ.นครนายก บรรยากาศในยามเช้า พร้อมแสงแรกของอรุณและลมบริสุทธิ์จากธรรมชาติ จะทำให้นักวิ่งทุกคนสัมผัสถึงความหมายที่แท้จริงของการเริ่มต้นวันใหม่อย่างสดชื่น และเพื่อให้กิจกรรมนี้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬา รายได้จากการจัดงานจะมี一部分มอบให้กับมูลนิธิธรรมมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

น.ส.วันดี เผื่อนอุดม ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครนายก ได้กล่าวถึงการแถลงข่าวจัดกิจกรรมวิ่งขุนด่านมาราธอน ครั้งที่6 ว่าเป็นงานที่ได้รับการผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยในครั้งนี้จัดขึ้นที่ห้องประชุมต้นคูณชลพฤกษ์รีสอร์ท อ.บ้านนา จ.นครนายก มีนายชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็นประธานเปิดกิจกรรมอย่างเป็นทางการ

ระยะทางและประเภทการวิ่ง

ในการแข่งขัน “วิ่งขุนด่านมาราธอน ครั้งที่6” นี้เปิดให้นักวิ่งทั้งชายและหญิงที่มีอายุระหว่าง 17-60 ปีขึ้นไปร่วมสมัคร โดยแบ่งระยะทางให้เลือก 3 เส้นทางคือ

  • มาราธอน ระยะ 42.195 กิโลเมตร
  • ฮาล์ฟมาราธอน ระยะ 21.10 กิโลเมตร
  • ฟันรัน ระยะ 10 กิโลเมตร

นอกจากนี้ยังมีการแบ่งกลุ่มอายุให้นักวิ่งได้แข่งขันกันในหลากหลายช่วง ได้แก่ ไม่เกิน 17 ปี, 18-29 ปี, 30-39 ปี, 40-49 ปี, 50-59 ปี และ 60 ปีขึ้นไป

รางวัลและการสมัคร

สำหรับนักวิ่งที่ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ทั้งชายและหญิงในแต่ละระยะทาง รวม 6 รางวัล จะได้รับถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า และยังมีรางวัลชมเชยให้กับผู้เข้าร่วมอีกด้วย

สำหรับผู้สนใจสามารถสมัครได้ทางเว็บไซต์ www.rundidi.com หรือโทรติดต่อ 081-6675340 หรือ 062-3245245 ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 ได้ทุกวันในเวลาทำการ

ในทุกๆ ก้าวของการวิ่ง คือแรงบันดาลใจที่สานต่อ ไม่ว่าจะเพื่อสุขภาพ ความสนุก หรือเพื่อโอกาสในการช่วยเหลือผู้อื่น

ที่มา – นครนายกแถลงข่าววิ่งขุนด่านมาราธอน ครั้งที่6ชิงรางวัลถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพฯ

เพื่อไทยเลือกชัยเกษมคืนอำนาจประชาชน

เมื่อเวลา 11.46 น. วันที่ 4 กันยายน 2567 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาชี้แจงผ่านสตอรี่ไอจีส่วนตัว โดยแชร์โพสต์จากเพจพรรคเพื่อไทย ซึ่งระบุอย่างชัดเจนว่า “เพื่อไทยยืนยันเสนอชื่อชัยเกษม นิติสิริ ชิงนายกรัฐมนตรี” และย้ำอีกข้อความว่า “เลือกชัยเกษม เป็นนายกฯ ยุบสภาทันที คืนอำนาจประชาชน”

เพื่อไทยเลือกชัยเกษมคืนอำนาจประชาชน

การประกาศครั้งนี้ถือเป็นการตอบโต้ต่อกระแสข่าวลือที่ว่าพรรคเพื่อไทยอาจจะต้องจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคการเมืองอื่น หลังจากได้คะแนนเสียงในการเลือกตั้ง ส.ส. ไม่ถึงเสียงข้างมาก อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยยืนยันอย่างแข็งแกร่งว่า จะเดินหน้าตามเจตนารมณ์ของพรรคและประชาชนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง

พรรคเพื่อไทยมองว่า แนวทางที่ดีที่สุดในตอนนี้ คือการเสนอชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเมื่อได้รับการแต่งตั้งแล้ว จะยุบสภาทันที เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ ในการคืนอำนาจให้กับประชาชนอย่างแท้จริง

แนวทางการเมืองของเพื่อไทย

แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลักปรัชญาทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยที่เน้นความเป็นประชาธิปไตย และการพลิกโฉมโครงสร้างทางการเมืองไทยให้โปร่งใส ยุติธรรมมากยิ่งขึ้น ด้วยการให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ ผ่านกระบวนการทำประชามติ และการเลือกตั้งที่เป็นธรรม

  • เป้าหมาย: คืนอำนาจให้ประชาชนอย่างแท้จริง
  • แนวทาง: ยุบสภาทันทีหลังแต่งตั้งนายกฯ ใหม่
  • ผู้สมัคร: นายนิติสิริ ชัยเกษม

ประชาชนจำนวนมากต่างตั้งตารอว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงในระบบการเมืองไทย และหวังว่าแนวทางที่พรรคเพื่อไทยวางไว้ จะช่วยเปิดทางให้สังคมไทยก้าวไปข้างหน้าด้วยประชาธิปไตยที่มีความเข้มแข็ง

การเมืองไทยกำลังอยู่บนจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ทุกเสียงของประชาชนสามารถสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ได้ หากทุกคนร่วมมือกันในทางที่ถูกต้อง

หากคุณเห็นด้วยกับแนวทางของพรรคเพื่อไทย อย่าลืมติดตามและตั้งคำถามว่า อนาคตของประเทศไทยควรเป็นอย่างไร ในมุมมองของประชาชนเรา

ที่มา – ‘เพื่อไทย’ชูเลือก‘ชัยเกษม’ยุบสภาทันที คืนอำนาจประชาชน

ครอบครัวลิปตพัลลภ ผนึกชาวโคราช มอบของสนับสนุนกองทัพภาคที่ 2

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ สโมสรร่วมเริงไชย กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา ได้มีการจัดพิธีมอบสิ่งของและยุทธปัจจัยจากครอบครัว “ลิปตพัลลภ” และชาวโคราชให้กับกองกำลังสุรนารี เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของกองทัพภาคที่ 2

โดยมี นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี และได้กล่าวถึงเจตนารมณ์ของกิจกรรมนี้ว่า เป็นการแสดงความร่วมมือและความสามัคคีของชาวโคราชในการเป็นกำลังหลังบ้านเพื่อสนับสนุนกำลังพลที่เสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง

ครอบครัวลิปตพัลลภ ผนึกชาวโคราช มอบของสนับสนุนกองทัพภาคที่ 2

ในการมอบของในครั้งนี้ มี นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครราชสีมา เข้าร่วมงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน มูลนิธิ สมาคม ชมรมแม่บ้าน และเครือข่ายชุมชนต่าง ๆ ในจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 250 คน

สิ่งของที่จัดส่งให้แก่ทหาร

สิ่งของที่ถูกจัดส่งมอบให้แก่กองทัพภาคที่ 2 ในครั้งนี้มีความหลากหลาย ครอบคลุมทั้งวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์การทหาร รวมทั้งสิ่งของอุปโภคบริโภค รายละเอียด ดังนี้:

  • แผ่นพื้นคอนกรีต 1,000 แผ่น ใช้ในการสร้างบังเกอร์
  • ตาข่ายไนลอนป้องกันโดรน 200 ผืน
  • Power Box กล่องสำรองไฟฟ้า 7 เครื่อง
  • เสื้อยืด “คนโคราชรักจริงไม่ทิ้งกัน” 2,000 ตัว
  • กางเกงในและถุงเท้ารวมกัน 2,400 ชุด
  • น้ำดื่ม ข้าวสาร และอาหารแห้งอื่น ๆ
  • เงินสดเพื่อใช้ในการดำเนินการที่จำเป็น

ทั้งหมดนี้เป็นผลจากความร่วมมือกันอย่างเป็นระบบของครอบครัวลิปตพัลลภ ร่วมกับภาคประชาชนในนครราชสีมา โดยมีการประสานงานร่วมกับกองทัพภาคที่ 2 อย่างใกล้ชิดผ่านนายแพทย์วรรณรัตน์ เพื่อให้การสนับสนุนตรงจุดและมีประสิทธิภาพสูงสุด

เป้าหมายการสนับสนุน: ฐานปฏิบัติการปราสาทตาเมือนธม

การสนับสนุนในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของกรกฎทัพภาคที่ 2 โดยเฉพาะในพื้นที่ระเบียงความมั่นคงใกล้ภัย ได้แก่ บริเวณฐานปฏิบัติการปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญทางยุทธศาสตร์

“ผมต้องขอขอบคุณชาวโคราชรักจริงไม่ทิ้งกัน ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกันในครั้งนี้ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติหน้าที่ของกำลังพลกองทัพภาคที่ 2 ผู้ที่เสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง” นายสุวัจน์ กล่าวในพิธีมอบของ

นอกจากการสนับสนุนด้านสิ่งของแล้ว บรรยากาศทางการเมืองที่ นายสุวัจน์ กล่าวถึงในงานยังสะท้อนให้เห็นว่า ขณะนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่ช่วงเตรียมการเลือกตั้งอย่างเต็มตัว ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้รัฐบาลรักษาการหรือรัฐบาลใหม่ สิ่งสำคัญคือการจัดการเลือกตั้งอย่างโปร่งใส และต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ รวมถึงออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชน

การดำเนินการเช่นนี้แสดงให้เห็นว่า ชุมชนท้องถิ่นสามารถมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนกองทัพและหน่วยงานของรัฐได้อย่างไร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความร่วมมือแบบ “พลเมืองรักชาติ” ที่ถือเป็นแบบอย่างที่ดีในการขับเคลื่อนความเข้มแข็งของสังคมไทยต่อไป

หากคุณเองก็รักจังหวัดโคราช เชิญร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนและประเทศชาติไปด้วยกัน

ที่มา – ครอบครัว “ลิปตพัลลภ” ผนึกกำลังชาวโคราช มอบสิ่งของสนับสนุนกองทัพภาคที่ 2

โค้ชวัง ติงยังต้องปรับ ช้างศึกหนุ่ม แม้ถล่ม มองโกเลีย ครึ่งโหล

แม้ว่าทีม ช้างศึกหนุ่ม หรือทีมฟุตบอลทีมชาติไทย ชุดอายุไม่เกิน 23 ปี จะโชว์ฟอร์มเยี่ยมจนถล่มทีม มองโกเลีย ถึง 6-0 ในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รอบคัดเลือก กลุ่ม F แต่ “โค้ชวัง” ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล เฮดโค้ชของทีมยังชี้ว่าทีมยังมีจุดที่ต้องปรับปรุงอยู่อีกมาก

โค้ชวัง ติงยังต้องปรับ ช้างศึกหนุ่ม

หลังจากคว้าชัยเหนือ มองโกเลีย มาได้อย่างสุดมันส์ “โค้ชวัง” กล่าวชื่นชมนักเตะที่สามารถสร้างเกมรุกได้อย่างต่อเนื่อง กดดันฝ่ายตรงข้ามได้ดี และทำประตูได้ถึง 6 ลูกใน 90 นาที อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่าทีมยังใช้โอกาสผิดพลาดอยู่บ้าง และยังต้องปรับในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการเล่นร่วมกัน และวินัยในเกมรับ เพื่อไม่ให้เสียประตูและทำให้ประสิทธิภาพของทีมเพิ่มขึ้น

มุ่งสู่โอกาสเข้ารอบสุดท้ายในซาอุดิอาระเบีย

ด้วยการคว้าชัยชนะในนัดแรกอย่างหวดขาด “ช้างศึกหนุ่ม” กำลังมีแรงผลักดันเพื่อมุ่งสู่อันดับหนึ่งของกลุ่ม F ซึ่งในเกมที่ 2 จะพบกับ เลบานอน ที่สนาม ธรรมศาสตร์ สเตเดียม ในวันที่ 6 กันยายน เวลา 19.30 น. หากสามารถคว้าชัยในเกมนี้ได้โอกาสเข้าสู่รอบสุดท้ายของการแข่งขันในประเทศซาอุดิอาระเบียเดือนมกราคมปีหน้าก็จะเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ในส่วนของแผนการส่งนักเตะลงสนาม “โค้ชวัง” เปิดเผยว่าได้วางแผนการโรเตชั่นเพื่อให้นักเตะได้พักและรักษาร่างกาย เนื่องจากหลายคนเพิ่งเล่นเกมลีกรอบล่าสุดกันมา และมีเกมสำคัญอีก 2 นัดข้างหน้า ดังนั้นการควบคุมสมดุลในการเล่นของนักเตะถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

  • เสกสรรค์ ราตรี ทำแฮตทริกในเกมที่แล้ว
  • อิคลาส สันหรน และ ชวัลวิทย์ แซ่เล้า ทำประตูคนละ 1 ลูก
  • ยศกร บูรพา เป็นผู้ซัดประตูเพิ่มอีก 1 ลูก
  • เกมที่ 2 เตรียมพบกับ เลบานอน ที่ไทย

นอกจากนี้ “โค้ชวัง” ยังเอ่ยถึงพัฒนาการของทีมในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะเรื่องร่างกายของนักเตะที่ดีขึ้นจากการที่ตอนนี้มี ลีกเปิดแล้ว ทำให้ร่างกายฟิตมากขึ้น และมีความสมบูรณ์พร้อมมากกว่าช่วงที่ผ่านๆ มา นอกจากนี้เขาตั้งเป้าให้นักเตะในสโมสรเดียวกัน มี “ความเข้าใจซึ่งกันและกัน” อย่างเกมริมเส้นที่ “พลเอก” มณีกร และอิคลาส สันหรน ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเพราะทราบสไตล์การเล่นของกันและกันดีอยู่แล้ว

ทีมยังคงต้องพัฒนาต่อในเกมที่จะมาถึง โดยเฉพาะในเรื่องการเล่นร่วมกัน การประสานงานในแนวรุก และแนวยาว เพราะแม้จะได้ประตูได้ดี แต่การรักษาความมั่นคงในแนวรับจะเป็นกุญแจสำคัญในการพิชิตแชมป์กลุ่ม

อย่างไรก็ตาม ในตอนท้าย “โค้ชวัง” ก็ให้กำลังใจนักเตะทุกคนว่าสามารถยกระดับทีมให้ไปได้ไกล หากทุกคนมีสมาธิ ความมุ่งมั่น และไม่ประมาทกับคู่แข่งในทุกแมตช์ที่เหลือ

นี่คือจังหวะสำคัญของ ช้างศึกหนุ่ม ที่คว้าแชมป์กลุ่มเพื่อลุยต่อในรอบสุดท้าย การปรับปรุงจุดที่ยังต้องแก้ไขจะส่งผลต่อชัยชนะในอนาคต ทั้งแรงใจจากแฟนบอลและผลงานในสนามที่กำลังขยับขึ้นทีมละนิด

ที่มา – ‘โค้ชวัง’ ติงยังต้องปรับ ‘ช้างศึกหนุ่ม’ แม้ถล่ม ‘มองโกเลีย’ ครึ่งโหล

อินเดียหั่นภาษีสินค้าอุปโภคบริโภค หวังกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ

อินเดียกำลังดำเนินการปรับปรุงระบบภาษีสินค้าและบริการ (GST) เพื่อให้เกิดความเรียบง่ายและลดภาระภาษีในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ เนอร์มาลา สิธารามัน รัฐมนตรีคลังของอินเดีย เปิดเผยว่าการปฏิรูปภาษีในครั้งนี้จะสามารถลดระบบภาษีที่มีความซับซ้อนจาก 4 ระดับ เหลือเพียง 2 ระดับ ทำให้ผู้ประกอบการและประชาชนได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน

อินเดียหั่นภาษีสินค้าอุปโภคบริโภค หวังกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ

การลดภาษี GST ครั้งนี้มีเป้าหมายชัดเจน คือการกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยที่มักเผชิญกับภาระทางภาษีที่สูง

การปรับลดภาษีเฉพาะกลุ่มสินค้า

ระบบภาษีใหม่จะยกเว้นภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์หลายประเภท เช่น เบี้ยประกันภัย ทั้งประกันชีวิตและประกันสุขภาพ นอกจากนี้ ภาษีรถจักรยานยนต์และรถยนต์ขนาดเล็กก็ลดลงจาก 28% เหลือ 18% ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มยอดขายและยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ

  • ลดภาษีรถยนต์และรถจักรยานยนต์เหลือ 18%
  • ยกเว้นภาษีสำหรับประกันชีวิตและสุขภาพ
  • ลดต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป

นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ได้กล่าวว่า การปฏิรูปภาษีครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนระยะยาวที่รัฐบาลวางไว้เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ และทุกคนสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างเท่าเทียม

สิธารามันยืนยันว่า การเปลี่ยนแปลงภาษี GST ไม่ได้เกี่ยวข้องกับปัญหาด้านภาษีศุลกากร แต่เป็นขั้นตอนที่ได้รับการวางแผนมาอย่างรอบคอบ เพื่อรองรับเศรษฐกิจในอนาคตของอินเดีย

การเปลี่ยนแปลงภาษีที่พึ่งดำเนินการล่าสุดนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีของตลาดภายในประเทศ โดยสามารถช่วยลดราคาสินค้าและบริการลงได้หลายเปอร์เซ็นต์ ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้บริโภคและผู้ประกอบการในประเทศ

หากคุณเป็นผู้ประกอบการหรือผู้บริโภคในอินเดีย การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลดีต่อต้นทุนและรายได้ในระยะยาว

ที่มา – อินเดียหั่นภาษีสินค้าอุปโภคบริโภค หวังกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ

ณัฐวุฒิชี้พรรคประชาชนเสียงน้อยล้มรัฐบาลไม่ได้

เมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568 “นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีที่พรรคก้าวไกลขู่ว่าจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยระบุชัดว่าพรรคประชาชน หรือพรรคก้าวไกลนั้นมีเสียงในสภาผู้แทนราษฎรน้อยกว่าพรรคร่วมรัฐบาล

จากข้อมูลที่เปิดเผย ณัฐวุฒิ ระบุว่า พรรคประชาชน มีเสียงรวม 143 เสียง ในขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลมีทั้งหมด 146 เสียง ซึ่งหมายความว่า เป็นไปไม่ได้เลยที่ พรรคประชาชน จะสามารถล้มรัฐบาลได้ด้วยตนเองเพียงอย่างเดียว

ณัฐวุฒิชี้พรรคประชาชนเสียงน้อยล้มรัฐบาลไม่ได้

เจ้าของโพสต์บนเฟซบุ๊กกล่าวว่า “ส้มพูดทั้งวันว่าถ้ารัฐบาลอนุทินหักหลัง จะอภิปรายไม่ไว้วางใจล้มรัฐบาลทันที คณิตศาสตร์ 101 สื่อรายงานตรงกันว่า ถ้าโหวตพรุ่งนี้รัฐบาลน้ำเงินจะมี 289 เสียง แยกเป็นภูมิใจไทย บวกพรรคร่วม 146 เสียง พรรคส้ม 143 เสียงจะเอา 143 ไปอภิปรายล้ม 146 ?”

ข้อเท็จจริงที่ว่า พรรคประชาชน ไม่มีเสียงข้างมากในสภา ทำให้แม้จะร่วมมือกับพรรคเพื่อไทย ก็ยังต้องพึ่งพาเสียงจากพรรคร่วมอื่นเพิ่มเติม ทำให้ฝ่ายค้านไม่ได้ “เป็นคนคุมเกม” แต่อย่างใด

ทำไมพรรคประชาชนล้มรัฐบาลไม่ได้

“ส้มแต้มน้อยกว่าจะล้มน้ำเงินในสภาได้ยังไง ยังไม่นับว่าพอเป็นรัฐบาลแนวโน้มเสียงน้ำเงินจะเพิ่มขึ้น เสียงส้มกับแดงอาจจะลดลง ถ้าจะอภิปรายล้มน้ำเงินส้มต้องมาขอเสียงแดง ซึ่งแดงคงเห็นด้วย แต่ประเด็นคือคนคุมเกมไม่ใช่ส้ม ส้มพรรคเดียวล้มน้ำเงินไม่ได้” คือข้อความที่ ณัฐวุฒิ สรุปไว้ชัดเจน

  • พรรคประชาชนมีเสียงน้อยกว่าพรรครัฐบาล
  • ต้องอาศัยเสียงพรรคร่วมอื่นในการลงมติ
  • พรรคก้าวไกลไม่ใช่ผู้ควบคุมเกมการเมืองตอนนี้

การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงที่ delicate balance ของเสียงในสภาเป็นปัจจัยสำคัญ การเคลื่อนไหวใด ๆ ต้องคำนึงถึงคณิตศาสตร์ทางการเมืองเสมอ และดูเหมือนว่า พรรคประชาชน จะต้อง “ขอความร่วมมือ” มากกว่าที่จะ “ขอให้ล้ม”

เมื่อเสียงในสภาไม่พอ ความจริงก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม แม้หลายฝ่ายจะออกมาแสดงความเห็นว่าเหนื่อยล้าจากการเมือง แต่หน้าที่ของประชาชนทุกคนคือการเข้าถึงข้อมูล และเข้าใจบริบทของระบบประชาธิปไตยก่อนจะสรุปเร็วเกินไป เพราะไม่มีอะไรเกิดขึ้นบนเวทีโดยปราศจากการวางแผน

ที่มา – ‘ณัฐวุฒิ’ ชี้ พรรคประชาชนเสียงน้อย ล้มรัฐบาลเองไม่ได้ ต้องพึ่งพรรคอื่น

ผู้ว่าฯสมุทรสาคร มอบถุงยังชีพ-เยี่ยมผู้ป่วยติดเตียง อ.บ้านแพ้ว

เมื่อวันที่ 3 กันยายน ที่เทศบาลตำบลหลักห้า นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ได้เป็นประธานในการเปิดกิจกรรม “โครงการกาชาดให้การสังคมสงเคราะห์ มอบถุงยังชีพบรรเทาทุกข์ บำรุงสุขปวงประชา ประจำปี 2568”

ผู้ว่าฯสมุทรสาคร มอบถุงยังชีพ-เยี่ยมผู้ป่วยติดเตียง อ.บ้านแพ้ว

โดยมีนางสุพิณญา นิรามัยวงศ์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสมุทรสาคร ร่วมด้วย นายชยพล รัตนวิสุทธิกุล นายอำเภอบ้านแพ้ว นายพงศธร ลิมปนเวทย์สกุล นายกเทศมนตรีตำบลหลักห้า พร้อมผู้นำท้องที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

ในกิจกรรมดังกล่าว ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ได้มอบถุงยังชีพจำนวน 105 ชุด ให้กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายพื้นฐานและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาวะยากจน หลังจากนั้น ท่านยังได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนผู้ป่วยที่ต้องพึ่งพาเตียงในพื้นที่อำเภอ

เยี่ยมผู้ป่วยที่ต้องนอนเตียง

ในการเยี่ยมบ้านผู้ป่วยติดเตียงในพื้นที่ อ.บ้านแพ้ว นายนริศ นิรามัยวงศ์ และนางสุพิณญา นิรามัยวงศ์ ได้มอบถุงยังชีพ เงินขวัญ ผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับผู้ใหญ่จากบริษัท กู๊ดไทยอินเตอร์เทรด จำกัด พร้อมทั้งพูดคุยให้กำลังใจทั้งผู้ป่วยและผู้ให้การดูแล

  • นางชุบ พรมนา อายุ 51 ปี
  • นางสาวดวงเดือน ทองประพันธ์ อายุ 68 ปี

แนะแนวทางและปลุกเร้าให้มีความหวังในการต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ ขอให้มีสุขภาพกายใจที่แข็งแรงและสามารถผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ ไปได้อย่างมั่นคง

นอกจากการมอบถุงยังชีพและการเยี่ยมผู้ป่วย ผู้ว่าฯ นายนริศยังได้เปิดโอกาสให้ประชาชนได้สื่อสารโดยตรง ทั้งในเรื่องสารทุกข์สุขดิบ โดยเฉพาะปัญหาราคามะพร้าวที่ตกต่ำในรูปแบบการสนทนาใกล้ชิด

ผู้ว่าราชการจังหวัดฯ กล่าวว่าราคาพืชผลทางการเกษตรเป็นเรื่องของวัฏจักร หากเกิดการตกต่ำในขณะนี้ ก็หวังว่าในอนาคตแม้ราคาจะปรับตัวขึ้นตามกลไกตลาด และมั่นใจว่าเกษตรกรทุกคนจะผ่านวิกฤติช่วงราคานี้ไปได้

อีกทั้งยังได้สนับสนุนให้ทุกคนไม่ท้อหมอบ เพื่อสร้างความมั่นใจและความหวังให้แก่เกษตรกรที่เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ

ด้านการบริการสังคมและกิจกรรมของกาชาด

เป็นที่น่าสังเกตว่าความช่วยเหลือของเหล่ากาชาด ไม่เพียงแค่เรื่องความเป็นอยู่เท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นความหวังวางรากฐานชุมชนให้เข้มแข็งด้วยการดูแลอย่างใกล้ชิด

โครงการดังกล่าวคือการพัฒนาฐานชุมชนเพื่อรองรับการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือความทุกข์ที่เกิดในระยะยาว จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ จนกลายเป็นพลังแห่งความรักความเมตตาที่แท้จริง

ทุกกิจกรรมของกาชาดคือการรวมพลังแห่งน้ำใจ สัญญาที่มั่นคงว่า “เราช่วยกาชาด กาชาดช่วยเรา” สื่อถึงการเชื่อมโยงความรับผิดชอบระหว่างชุมชนและองค์กรด้านการสงเคราะห์

ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลง โครงการกาชาดจังหวัดสมุทรสาครถือว่าเป็นแรงผลักดันสำคัญเพื่อกระตุ้นคุณค่าของการเป็นสังคมเมตตา เปิดหัวใจให้ความช่วยเหลือและการสนับสนุนแก่ผู้ที่ต้องการมากที่สุด

ในช่วงสิ้นสุดกิจกรรม ผู้ว่าฯสมุทรสาคร มอบถุงยังชีพ-เยี่ยมผู้ป่วยติดเตียง อ.บ้านแพ้ว ยังเป็นโอกาสให้ภาคส่วนต่างๆ ร่วมใจกันสร้างความยั่งยืนในชุมชนและสนับสนุนรากฐานความเป็นมนุษยธรรมในพื้นที่

หากทุกภาคีได้เริ่มจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แล้วเติมเต็มด้วยความจริงใจ กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถดำเนินการดูแลประชาชนอีกหลายหมื่นรายที่ต้องใช้ความเมตตาทุกวันนี้

เราเชื่อว่าการร่วมมือเป็นสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนในสังคม ทำให้คนห่างไกลสามารถหันมามอบความช่วยเหลือแก่เพื่อนมนุษย์ได้ .Gravity แห่งความดีงามที่เราเรียกกันมาว่า “ความเสียสละ” จะสามารถยืนหยัดอยู่บนแผ่นดินนี้จากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่ง

ให้เรายึดมั่นในความหวังร่วมกัน ทั้งความมั่นคงที่จะเติบโต และการลดความยากจนเราจะได้สานต่ออย่างยั่งยืน

หากคุณหรือใครในชุมชนมีประสบการณ์ที่ได้รับการช่วยเหลือจากโครงการการสงเคราะห์ของเหล่ากาชาด ทำไมไม่แบ่งปันร่วมกันผ่านโซเชียล หรือช่วยจัดสรรข้อมูลให้ถึงมือผู้ที่ต้องการจริงๆ เพื่อสร้างมูลค่าใหม่ในชุมชนของเรา

ที่มา – ผู้ว่าฯสมุทรสาคร ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพและเยี่ยมเยียนผู้ป่วยติดเตียงในพื้นที่ อ.บ้านแพ้ว

ห่วง ‘สถาบันสงฆ์ไทย’ กลายเป็น ‘ศาสนาราชการ’ เผย 6 ประเด็นของ ‘พุทธบริษัท’

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สังคมไทยเริ่มมีการตั้งคำถามกับ “สถาบันสงฆ์ไทย” ว่าอาจกำลังก้าวไปสู่รูปแบบของ “ศาสนาราชการ” มากกว่าการเป็นพุทธศาสนสถาบันตามพระธรรมวินัยอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการกระตุ้นให้ พุทธบริษัท หลายคนเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ๆ ในการนับถือและปฏิบัติตามพระพุทธศาสนา ท่ามกลางวิกฤตความศรัทธา การบังคับใช้กฎหมาย และภาระของพระสงฆ์

สาหัสใจ เหตุพุทธบริษัทหลีกหนีพุทธไทย

อย่างไรก็ตาม ข้อกังวลจาก พุทธบริษัท ที่มีต่อสถาบันสงฆ์ไทยไม่ใช่เพียงเรื่องเดียวที่ควรจะมองข้าม แต่มันสะท้อนถึงปัญหารากฐานที่อาจส่งผลต่ออนาคตของพระพุทธศาสนาในเมืองไทย พระเมธีวัชรบัณฑิต (เจ้าคุณหรรษา) ได้ออกมาเปิดเผย 6 ประเด็นหลักที่ทำให้นับ พุทธบริษัท หลายคนเริ่ม “หนีพุทธไทย”

1. แสวงหาพุทธแท้ในนิกายอื่น

พุทธบริษัทหลายกลุ่มเริ่มหันไปนับถือนิกายอื่น เช่น พุทธเถรวาทแบบดั้งเดิม หรือพุทธแบบมหายานที่เข้ากับวิถีชีวิต เช่น หมู่บ้านพรัม เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายและข้อบังคับที่เชื่อว่าคับขันและขาดความยืดหยุ่น

2. พัฒนาสถานธรรมเองโดยไม่ขึ้นทะเบียนวัด

หลายคนเลือกที่จะจัดตั้งสถานธรรม สถานปฏิบัติธรรม แบบเอกชน ไม่ขอสถานะวัดตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 เพราะไม่ต้องการปะทะกับระบบที่รู้สึกรัดกุม

3. ลาออกจากพระสังฆาธิการ

พระภิกษุที่ไม่สามารถแบกรับภาระทางวัตถุ เช่น การทำบัญชี คณะกรรมการ รวมถึงบทบาทเจ้าอาวาส จึงตัดสินใจลาออกอย่างเป็นทางการ จากสถานะพระสังฆาธิการเจ้าพนักงานของรัฐ

4. ใช้ชีวิตฆ่าตัวตายอย่างเสียใจ

พระรูปหนึ่งในภาคอีสานตัดสินใจ *ปลิดชีพตนเอง* เพราะไม่สามารถรับมือกับภาระและความกดดันจากการบริหารจัดการวัด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสูญเสียทางจิตวิญญาณของสังคมพุทธไทยอย่างชัดเจน

5. หลีกหนีไปเป็นฆราวาส

พุทธบริษัทบางส่วนที่ไม่แน่วแน่ในเส้นทางของตน ตัดสินใจสละสมณเพศ เพื่อไปใช้ชีวิตตามหนทางที่สะดวกสบายมากกว่า และเหมาะสมกับตนเอง

6. ตะลึงกับพุทธทางเลือก

มีใครหลายคนที่หันไปนับถือพุทธนิกายต่างประเทศเช่น วัชรยานแบบธิเบตหรือมหายานสมัยใหม่ เนื่องจากลักษณะการสอนมีความเข้าใจง่าย จริยธรรมชัดเจน และไม่ยึดติดกับระเบียบกรอบเดิม ๆ

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า พุทธบริษัท หลายคนเริ่มมองว่า “พุทธแบบไทย” ที่เคยคุ้นเคยนั้นไม่ใช่เพียงทางออกเดียวสำหรับการเติบโตทางจิตวิญญาณ ทั้งยังอาจกลายเป็น “ศาสนาตามแบบแผน” ที่มีเฉพาะรูปลักษณ์ภายนอกมากกว่าพลังภายใน

ดังนั้น ถ้ามองในมุมกว้าง สิ่งสำคัญที่เหล่า พุทธบริษัท ต้องตัดสินใจตอนนี้คือ ยังจะยึดมั่นในรูปแบบเดิม ๆ หรือจะเปิดใจให้เกิดพื้นที่แห่งความเชื่อใจใหม่ โดยไม่ลืมรากฐานพระธรรมวินัยอันแท้จริง

แล้วในที่สุด สถาบันสงฆ์ไทย จะยังคงเป็นแหล่งชุมนุมจิตวิญญาณ หรือจะกลายเป็นเพียง “ศาสนาราชการ” ที่เคลื่อนไหวแค่ในระเบียบและพิธีกรรม? สังคมไทยควรตั้งคำถามในขณะนี้ว่า เราต้องการให้พุทธศาสนาเป็นพระโพธิสัตว์แห่งการปลุกใจ หรือเป็นเพียงหลักอธิปไตยของรัฐ?

ที่มา – หวั่น ‘สถาบันสงฆ์ไทย’ กลายเป็น ‘ศาสนาราชการ’ ชี้ 6 ประเด็นที่ ‘พุทธบริษัท’ ต้องเผชิญ