ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

อ.สองพี่น้อง ส่งมอบ นรต. ฝึกรับใช้ประชาชน รุ่นที่ 41 ในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี

เมื่อเร็ว ๆ นี้ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ได้จัดพิธีส่งมอบนักเรียนนายร้อยตำรวจ ฝึกรับใช้ประชาชนในชนบท รุ่นที่ 41 โดยมีนายสุขสันต์ ไชยมุสิก ปลัดอาวุโสอำเภอดำเนินการเป็นประธานในพิธี ซึ่งมีผู้เข้าร่วมทั้งหัวหน้าส่วนราชการ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงครอบครัวพ่อแม่สมมุติ และนักเรียนนายร้อยตำรวจจำนวน 49 นาย

อ.สองพี่น้อง ส่งมอบ นรต. ฝึกรับใช้ประชาชน รุ่นที่ 41 ในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี

โครงการนรต. ฝึกรับใช้ประชาชนในชนบท รุ่นที่ 41 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-16 กันยายน 2568 เวลา 15 วัน เพื่อให้นักเรียนนายร้อยตำรวจได้เข้าใจวิถีชีวิตของชาวบ้านอย่างแท้จริง โดยการสัมผัสสภาพชีวิต สังคมชนบท และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด

วัตถุประสงค์การฝึกเพื่ออนาคต

หลักสูตรนี้มุ่งเน้นให้นักเรียนอ.สองพี่น้อง ส่งมอบ นรต. ฝึกรับใช้ประชาชน รุ่นที่ 41 ในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี ได้ฝึกใช้แรงกาย แรงงานแบบชาวบ้าน และเข้าใจปัญหาของประชาชน ทั้งยังได้รับประสบการณ์จริงด้านการสื่อสารกับชุมชน ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการบริการประชาชนในอนาคต

  • ฝึกใช้แรงกายและแรงงานแบบชาวบ้าน
  • ศึกษาวิถีชีวิตสังคมในชนบท
  • เรียนรู้การทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  • ฝึกการสื่อสารกับชุมชน

ไม่เพียงแต่ประสบการณ์ในการดำเนินชีวิตภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเท่านั้น โครงการนี้ยังช่วยเสริมสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างตำรวจกับประชาชน ทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีในระยะยาว ซึ่งจะส่งผลเชิงบวกต่อการปฏิบัติราชการอย่างมีประสิทธิภาพ

แม้หลักสูตรจะถูกออกแบบมาอย่างรอบคอบ แต่ความสำเร็จขึ้นอยู่กับความตั้งใจของผู้เข้ารับการฝึกทุกคน ดังนั้นจึงหวังว่านักเรียนนายร้อยตำรวจจะใช้เวลาในช่วง 15 วันนี้อย่างมีคุณค่า และนำประสบการณ์เหล่านี้ไปปรับใช้ในการเป็นข้าราชการตำรวจที่ดี

การเรียนรู้จากชุมชนไม่เพียงแค่เป็นกิจกรรมนอกระบบ แต่เป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาคุณภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มีความเข้าใจและเห็นใจประชาชนอย่างแท้จริง

หากคุณสนใจงานบริการประชาชน อาจเริ่มจากการเข้าใจชุมชนเล็ก ๆ อย่างลึกซึ้งเหมือนหลักสูตรนี้

ที่มา – อ.สองพี่น้อง ส่งมอบ นรต. ฝึกรับใช้ประชาชน รุ่นที่ 41 ในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี

หุ้นไทยเช้านี้เปิดบวก 6.02 จุด จากความชัดเจนจัดตั้งรัฐบาล

วันนี้ (4 กันยายน 2568) เวลาเปิดตลาดเช้า ดัชนีตลาดหุ้นไทยพุ่งขึ้นแตะที่ 1,265.33 จุด เพิ่มขึ้น 6.02 จุด พร้อมมูลค่าซื้อขายที่ระดับ 2,986.76 ล้านบาท ถือว่าเป็นจังหวะที่ดีจากภาพรวมที่เริ่มมีความชัดเจนเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ตามที่ หุ้นไทยเช้านี้เปิดบวก 6.02 จุด จากความชัดเจนจัดตั้งรัฐบาล ที่ได้รับการสะท้อนออกมาในตลาดหุ้น

หุ้นไทยเช้านี้เปิดบวก 6.02 จุด จากความชัดเจนจัดตั้งรัฐบาล

สำนักงานวิเคราะห์การลงทุนแห่งหนึ่งอย่าง บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ ได้ประเมินว่า ตลาดวันนี้เคลื่อนไหวค่อนข้างแข็งแกร่ง สอดคล้องกับสัญญาณบวกจากประเด็นทางการเมืองที่ว่า หุ้นไทยเช้านี้เปิดบวก 6.02 จุด จากความชัดเจนจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากการประกาศจากประธานสภาผู้แทนราษฎรว่าจะมีการจัดทำวาระการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีภายในวันที่ 5 กันยายนนี้

ปัจจัยเศรษฐกิจที่ต้องจับตา

นอกจากนี้ นักลงทุนยังให้ความสำคัญกับตัวเลขเงินเฟ้อที่จะประกาศในวันนี้ หากข้อมูลแสดงว่าเงินเฟ้อลดลงเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน ก็จะเป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่จะทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้ง

ทางเทคนิค ดัชนีตลาดหุ้นไทยสามารถกลับมายืนเหนือระดับ 1,250-1,255 จุด ได้อีกครั้ง และหากสามารถปิดตลาดเหนือระดับนี้ต่อเนื่อง ก็จะเป็นสัญญาณบวกที่ยืนยันรูปแบบการฟื้นตัวของตลาด โดยเป้าหมายถัดไปจะอยู่ที่แนวต้านสำคัญที่ 1,268 และ 1,280 จุด ตามลำดับ

  • ปัจจัยพื้นฐาน: การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่เข้าสู่กระบวนการอย่างชัดเจน
  • ปัจจัยทางเทคนิค: ดัชนีฟื้นตัวขึ้นเหนือ 1,255 จุดหลังจากพักตัว
  • ปัจจัยภายนอก: ตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียเคลื่อนไหวในแดนบวกเช่นกัน
  • ปัจจัยทางเศรษฐกิจ: ติดตามตัวเลขเงินเฟ้อและแนวโน้มการเงินในวันนี้

จากภาพรวมทั้งหมด ตลาดหุ้นไทยวันนี้ส่งสัญญาณเชิงบวกที่เด่นชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาในบริบทของการเมืองที่เริ่มมีเสถียรภาพและการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจที่เป็นไปในทางที่ดี ดังนั้น นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นการประกาศผลโหวตเลือกนายกฯ รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจชุดใหม่ที่จะส่งผลต่ออนาคตของตลาด

หากคุณเป็นนักลงทุนรายย่อย ควรจับตาการเคลื่อนไหวของตลาดในช่วงบ่ายวันนี้ เพื่อวางแผนการลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ที่มา – หุ้นไทยเช้านี้เปิดบวก 6.02 จุด จากความชัดเจนจัดตั้งรัฐบาล

ธอส. ฉลอง 72 ปี จัดแคมเปญสินเชื่อบ้านดอกเบี้ย 0.72% และเงินฝากสูง 2.72%

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ฉลองครบรอบ 72 ปี ด้วยการจัดแคมเปญสุดพิเศษหลายรูปแบบ ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “สร้างความมั่นคงให้กับครอบครัว” โดยในปีนี้ ธอส. ได้เตรียมแคมเปญสำคัญ ๆ ที่ลูกค้าไม่ควรพลาด

ธอส. ฉลอง 72 ปี จัดแคมเปญสินเชื่อบ้านดอกเบี้ย 0.72% และเงินฝากสูง 2.72%

กมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส. มุ่งมั่นดำเนินตามพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” มาอย่างต่อเนื่อง และในโอกาสนี้ ธนาคารได้จัดแพ็กเกจโปรโมชั่นสุดพิเศษ ครอบคลุมทั้งสินเชื่อบ้าน เงินฝาก ไปจนถึงกิจกรรมลุ้นโชคที่ลูกค้าสามารถเข้าร่วมได้ง่าย ๆ

สินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำถึง 0.72%

สินเชื่อบ้าน 72 ปี ธอส. สนับสนุนคนไทยมีบ้านได้อย่างคุ้มค่า โดยให้อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 0.72% ต่อปี เป็นระยะเวลา 6 เดือนแรก (กรณีกู้ 1 ล้านบาท ผ่อนชำระเริ่มต้นเพียง 2,700 บาทต่อเดือน) เหมาะสำหรับทั้งผู้กู้ใหม่และผู้ต้องการรีไฟแนนซ์ ส่งเสริมให้ทุกคนมีโอกาสเป็นเจ้าของบ้านได้ง่ายขึ้น

ระยะเวลายื่นกู้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2568 และต้องทำนิติกรรมภายในกำหนดดังกล่าวจึงจะได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษนี้

เงินฝากดอกเบี้ยสูงถึง 2.72% ต่อปี

ในส่วนของผลิตภัณฑ์เงินฝาก ก็มีแคมเปญที่โดดเด่นไม่แพ้กัน โดย เงินฝากออมทรัพย์ 72 ปี ธอส. จะเปิดรับฝากขั้นต่ำเพียง 10,000 บาท จากวันที่ 15 – 25 กันยายน 2568 พร้อมให้เลือกรับดอกเบี้ยใน 2 แบบ คือ แบบคงที่ หรือแบบขั้นบันได ซึ่งอัตราดอกเบี้ยสูงสุดอยู่ที่ 2.72% ต่อปี เหมาะสำหรับลูกค้าที่มองหาช่องทางการออมแบบคุ้มค่า

ลุ้นโชคกับสลากออมทรัพย์ ธอส.

ลูกค้าที่ฝากเงินหรือซื้อสลากออมทรัพย์ ธอส. ยังได้ลุ้นรางวัลใหญ่แบบจุใจ ทั้งชุด นาคราช ราคาหน่วยละ 1,000 บาท อายุ 3 ปี กับรางวัลที่ 1 มูลค่า 3 ล้านบาท และยังมีลุ้นรางวัลอื่น ๆ อาทิ เลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว รวมถึงชุด พิมานมาศ ราคา 50,000 บาท อายุ 2 ปี ที่มีรางวัลใหญ่เช่นกัน อีกทั้งยังได้รับ E-Voucher ผ่านแพลตฟอร์ม GHB Reward & Privilege สำหรับผู้ที่กดติดตาม LINE OA : GHB Buddy

บ้านมือสอง ธอส. พบทรัพย์เด่นลดสูงสุด 50%

สำหรับผู้ที่สนใจบ้านมือสอง งานนี้ ธอส. ก็เตรียมทรัพย์ดี ๆ มากกว่า 9,000 รายการทั่วประเทศ ให้เข้าร่วมการประมูลในวันเสาร์ที่ 20 กันยายนนี้ เวลา 10.00 – 16.00 น. ภายในโถงนิติกรรม อาคาร 2 ชั้น 1 ธอส. สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ และสาขาที่ตั้งทรัพย์ในต่างจังหวัด โดยราคาทรัพย์ลดสูงสุดถึง 50% และยังได้รับของสมนาคุณสุดพิเศษอีกด้วย

โครงการชำระดีมีคืน สุดพิเศษสำหรับลูกค้าเก่า

ลูกค้าที่กู้เงินกับธอสมานานกว่า 10 ปี และมีประวัติชำระดีติดต่อกัน 48 เดือน ยังได้รับสิทธิพิเศษคืนดอกเบี้ย 1% จากดอกเบี้ยที่จ่ายไปในปี 2567 ซึ่งจะถูกนำไปหักลดหนี้เงินกู้อัตโนมัติในงวดเดือนกันยายน 2568

“ตลอด 72 ปี ธอส. มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยผ่านแคมเปญต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการ การเงินอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในเรื่องของที่อยู่อาศัย” กรรมการผู้จัดการธอส. กล่าว

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มองหาโอกาสในการเป็นเจ้าของบ้าน หรือมองหาแนวทางการออมที่ให้ผลตอบแทนดี ๆ แคมเปญครบรอบ 72 ปีจาก ธอส. จัดมาให้ครบ จบในที่เดียว ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้าทุกกลุ่ม

อย่ารอช้า! รีบเยี่ยมชมรายละเอียดข้อเสนอที่ใกล้เคียงที่สุดกับความต้องการของคุณได้ในทุกสาขาของ ธอส. หรือสอบถามเพิ่มเติมผ่าน G H Bank Call Center โทร.0-2645-9000 หรือติดตามข่าวสารผ่าน Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และแอปพลิเคชัน GHB ALL GEN รวมถึงเว็บไซต์ www.ghbank.co.th

ที่มา – ธอส. ฉลอง 72 ปี จัดเต็มแคมเปญ สินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำ 0.72% เงินฝากสูง 2.72%

สุดภูมิใจ! ช่างสแตนเลสขึ้นติดตั้งเสาธงไทยที่ภูมะเขือ

เมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา กลายเป็นวันที่น่าจดจำของ ช่างสแตนเลส รายหนึ่งในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อได้มีโอกาสขึ้นไปติดตั้งเสาธงชาติไทยบนยอดภูมะเขือ ซึ่งเคยเป็นขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา เมื่อไม่นานมานี้

กรณีนี้เริ่มต้นเมื่อทางทหารไทยสามารถยึดพื้นที่ภูมะเขือกลับมาได้สำเร็จ และต้องการติดธงชาติไทยขึ้นบนยอดอย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าพื้นที่บริเวณนั้นเป็นของไทยอย่างชัดเจน ได้มีการประสานงานกับร้านทำสแตนเลสในท้องถิ่น ซึ่งนำไปสู่การชวน “ช่างสแตนเลส” ขึ้นไปช่วยติดตั้งเสาธงชาติ

สุดภูมิใจ! ช่างสแตนเลสขึ้นติดตั้งเสาธงไทยที่ภูมะเขือ

นายกิตติคุณ สุทาศรี เจ้าของร้านเคเอ็นสแตนเลส ได้รับเชิญชวนให้เข้าร่วมโครงการนี้ด้วยความภาคภูมิใจโดยไม่คิดค่าแรงใด ๆ เขาเผยว่า “ทหารติดต่อมาว่าต้องการติดตั้งเสาธงจากสแตนเลส จึงต้องรีบเตรียมวัสดุภายใน 1 วัน และขึ้นไปติดตั้งจริงอีก 2 วัน เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ในชีวิตที่รู้สึกภาคภูมิใจมาก เพราะรู้ว่าภูเขาแห่งนั้นคือแผ่นดินไทย”

ไม่ใช่แค่ช่าง แต่คือหัวใจของชาติ

เสาธงไทยที่ตั้งสูง 12 เมตร ส่วนประกอบเป็น สแตนเลส 3 ท่อนเชื่อมต่อกันด้วยความร่วมมือของ นายกิตติคุณ ร่วมกับ ช.พัน 6 สร้างแรงบันดาลใจให้ประชาชนในพื้นที่ ที่อาจมองข้ามว่า “ช่างสแตนเลส” ก็สามารถสร้างความภาคภูมิใจให้ชาติในแบบของตัวเองได้

นอกจากนี้ ร้านเคเอ็นสแตนเลสที่ดำเนินกิจการมายาวนานกว่า 8 ปี ยังให้บริการครอบคลุม 4 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สุรินทร์ และบุรีรัมย์ มีทีมช่างรวม 4 คน ประกอบด้วยครอบครัวและทีมงานร่วม รับจ้างทำประตูสแตนเลส, ราวบันได, ช่องรั่ว , และอื่น ๆ มากมาย

  • ทำเสาธงชาติ 3 ท่อน สูง 12 เมตร
  • ทำงานร่วมกับ ช.พัน 6 โดยไม่คิดค่าแรง
  • ไม่ใช่แค่งานช่าง แต่เพื่อความภาคภูมิใจแห่งชาติ

สำหรับผู้ที่ต้องการทำผลงานในสไตล์เดียวกัน หรือต้องการสอบถามรายละเอียดงานด้านช่างสแตนเลสสามารถติดต่อได้ที่เพจเฟซบุ๊ก: ร้านเคเอ็นสแตนเลส กันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ

กรณีของนายกิตติคุณแสดงให้เห็นว่า ความภาคภูมิใจไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับตำแหน่งหรือหน้าที่การงาน หากแต่คือความตั้งใจที่อยากทำเพื่อชาติ ยิ่งในยุคที่ขัดแย้งยังคงอยู่รอบตัว การมีประชาชนคนเล็ก ๆ คนหนึ่งที่เลือกก้าวออกมาเป็น “ช่างกลางใจของชาติ” ก็ถือว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

ที่มา – สุดภูมิใจ! ครั้งหนึ่งในชีวิต ‘ช่างสแตนเลส’ ได้ขึ้นไปติดตั้งเสาธงชาติไทยที่ภูมะเขือ

ชูวิทย์ชี้’ปชน.โหวตหนุนอนุทิน’แต่ขอเป็นฝ่ายค้าน

ล่าสุด นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีต สส. และอดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย ได้ออกมาระบุว่าการที่ พรรคประชาชน ได้โหวตให้ นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี แต่กลับประกาศเป็นฝ่ายค้านนั้น เป็นเรื่องที่ผิดธรรมชาติทางการเมืองอย่างยิ่ง

ชูวิทย์ชี้’ปชน.โหวตหนุนอนุทิน’แต่ขอเป็นฝ่ายค้าน

โดยท่านได้โพสต์ข้อความผ่านแฟนเพจส่วนตัวระบุว่า การที่พรรคประชาชนยืนยันสนับสนุนให้นายอนุทินเป็นนายกฯ แล้วกลับประกาศจะเป็นฝ่ายค้านเพื่อตรวจสอบรัฐบาล ถือเป็นเรื่องแปลกและขัดแย้งกับหลักการทางการเมือง

หากพรรคประชาชนโหวตให้ใครขึ้นเป็นนายกฯ ก็ควรจะร่วมรับผิดชอบกับรัฐบาลที่เกิดขึ้น ไม่ใช่กลับมานั่งเป็นฝ่ายค้านโดยอ้างว่าเป็นผลประโยชน์ส่วนตัวหรือการเมืองแบบบริสุทธิ์อินโนเซ้นท์

อุปสรรคที่เกิดขึ้นหลังร่วมรัฐบาล

อีกทั้งยังระบุว่า เมื่อพรรคประชาชนเลือกข้างพรรคภูมิใจไทยและการที่นายอนุทินได้เป็นนายกฯแล้ว พรรคประชาชนจะหลีกเลี่ยงไม่ได้จากการมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี

  • กระทรวงยุติธรรม
  • กระทรวงมหาดไทย
  • การจัดสรรตำแหน่งภายในครม.

รัฐมนตรีบางตำแหน่งที่สำคัญมีความสัมพันธ์โดยตรงกับพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะในเรื่องของความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาทางกฎหมายที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (DSI) ได้แจ้งต่อ นายอนุทิน

พรรคประชาชนควรอยู่ในรัฐบาลเพื่อควบคุมสถานการณ์

จากการประเมิน ชูวิทย์กล่าวว่า หากพรรคประชาชนไม่อยู่ในรัฐบาล จะทำให้ไม่มีอำนาจในการควบคุมและตรวจสอบการทำงานของนายกฯและคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะในประเด็นต่าง ๆ ที่อาจกระทบต่อผลประโยชน์ของประชาชน

ดังนั้น การที่พรรคประชาชนเลือกที่จะเป็นฝ่ายค้านโดยไม่ได้รับบทบาทจริงในระบบบริหารจึงเป็นเรื่องที่ขัดกายเหตุและอาจทำให้เสียคะแนนในความนิยมของพรรคในระยะยาว

ที่สำคัญยิ่งคือ การเลือกข้างในครั้งนี้อาจส่งผลให้พรรคประชาชนต้องร่วมรับผิดชอบต่อองค์ประกอบของรัฐบาลในอนาคต แม้จะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารราชการแผ่นดินโดยตรง

การเมืองแบบชาญฉลาดจำเป็นต้องอยู่ในสถานที่ที่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ไม่ใช่อนุมัติความตกลงแล้วยืนดูจากข้างนอก

คำเตือนต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ท่านนายชูวิทย์ย้ำว่า การที่พรรคประชาชนเลือกข้างพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่ต้องดูอย่างใกล้ชิด เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจสะท้อนต่อคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ดังนั้น ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรมีส่วนร่วมในการติดตามและตรวจสอบว่าพรรคที่ตนเองเลือกนั้นมีความโปร่งใสจริง ๆ หรือไม่ และคำพูดที่ให้ไว้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งยังคงเป็นจริงหรือไม่ในช่วงเวลาหลังจากได้รับตำแหน่ง

การเมืองไทยสอนให้รู้ว่า ความจงรักภักดีและความซื่อสัตย์ต่อประชาชน ต้องมีความเข้มแข็งพอที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบและอยู่ในตำแหน่งที่สามารถควบคุมการบริหารงานได้อย่างแท้จริง

พรรคประชาชนควรตระหนักว่าการโหวตสนับสนุนนายอนุทิน และการปฏิเสธการมีส่วนร่วมในรัฐบาลที่ตามมา อาจกลายเป็นการ “หลอกลวงที่สมบูรณ์แบบ” ที่พรรคเสียเปรียบและเสียฐานเสียงในระยะยาว

จากความเห็นของชูวิทย์นี้ ต้องติดตามว่าอนาคตของพรรคประชาชนจะเดินไปได้ไกลแค่ไหนหลังจากมีจุดเริ่มต้นที่อาจผิดทิศทางในครั้งนี้

มองการเมืองควรอย่างเป็นกลาง ติดตามและตั้งคำถามอย่างมีเหตุผล พรรคที่ชนะในสภาอาจไม่เสมอไปว่าเป็นฝ่ายที่ดีที่สุดต่อแผ่นดิน

ที่มา – ‘ชูวิทย์’ ชี้เป็นการหลอกลวงที่สมบูรณ์แบบ ปชน.โหวตหนุน ‘อนุทิน’ แต่กลับขอเป็นฝ่ายค้าน

สลด! ‘รถรางกระเช้า’ ในโปรตุเกสตกรางพุ่งชนตึก ดับอย่างน้อย 15 ราย

อุบัติเหตุสะเทือนขวัญเกิดขึ้นที่ประเทศโปรตุเกส เมื่อวันที่ 3 กันยายน เวลาประมาณ 18:15 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดย รถรางกระเช้า พุ่งชนอาคารอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ราย และบาดเจ็บอีก 18 คน จากข้อมูลของหน่วยกู้ภัยท้องถิ่น

สลด! ‘รถรางกระเช้า’ ในโปรตุเกสตกรางพุ่งชนตึก

ภาพจากเหตุการณ์ที่เผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นซากของ รถรางกระเช้า ท่ามกลางควันและเศษซากจากการพุ่งชนอาคารอย่างน่าสะพรึงกลัว พยานได้ยืนยันว่า ขณะเกิดเหตุรถรางวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด ก่อนจะเสียหลักและตกราง

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้รัฐบาลโปรตุเกสประกาศให้วันพฤหัสบดีที่ผ่านมาเป็นวันไว้อาลัยทั่วประเทศ เพื่อไว้อาลัยให้กับผู้เสียชีวิตทั้งหมด

ประเด็นด้านการบำรุงรักษาและการสอบสวน

แม้สำนักงานขนส่งสาธารณะลิสบอนจะแจ้งว่า ได้ดำเนินการบำรุงรักษารถรางตามระเบียบที่กำหนด ซึ่งการบำรุงรักษาระดับกลางเพิ่งดำเนินการเมื่อปี 2024 และการบำรุงรักษาระดับทั่วไปเมื่อปี 2022 แต่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์นี้

อัยการท้องถิ่นได้เริ่มดำเนินการสอบสวนอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุของ อุบัติเหตุรถรางกระเช้า ที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากเสียชีวิต และบาดเจ็บอย่างน่าสะพรึงกลัว

  • ผู้เสียชีวิต: อย่างน้อย 15 ราย
  • ผู้บาดเจ็บ: อย่างน้อย 18 คน
  • เวลาเกิดเหตุ: 18:15 น. ของวันที่ 3 ก.ย. ตามเวลาท้องถิ่น
  • การประกาศไว้อาลัย: ทั่วประเทศในวันพฤหัสบดี

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้จากยานพาหนะขนส่งสาธารณะหากไม่มีการควบคุมและตรวจสอบระบบอย่างเข้มงวด การดูแล รถรางกระเช้า เพื่อความปลอดภัยจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

เราต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมากขึ้น ไม่ว่าจะในเรื่องการเดินทางหรือการใช้ชีวิตประจำวัน

ที่มา – สลด! ‘รถรางกระเช้า’ ในโปรตุเกสตกรางพุ่งชนตึก ดับอย่างน้อย 15 ราย

ชวนเที่ยวงาน Amazing Green Fest 2025 เทศกาลแห่งความยั่งยืน

หากคุณเป็นคนรักโลก ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และชื่นชอบการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบ งาน Amazing Green Fest 2025 คือเทศกาลที่คุณไม่ควรพลาด! จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-14 กันยายน 2568 ตั้งแต่เวลา 09:00-17:00 น. ณ สวนสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับพันธมิตรหลากหลายภาคส่วน

Amazing Green Fest 2025 เทศกาลแห่งความยั่งยืน

งานนี้ไม่ใช่แค่เทศกาลท่องเที่ยวทั่วไป แต่เป็นงานที่ยึดหลักการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (Sustainable Tourism) ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบงาน นับเป็นต้นแบบของเทศกาลที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้และมีส่วนร่วมในแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญในการพบปะ พูดคุย และแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างผู้ประกอบการ ชุมชน และนักท่องเที่ยวผู้มีจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์

ความหมายของงาน Amazing Green Fest 2025

การจัดงาน Amazing Green Fest 2025 นี้มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยให้เดินไปในแนวทางที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น ใช้พลังแห่งความร่วมมือในการสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน และเสริมสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ Amazing Thailand ให้ผุดโผ่ในฐานะผู้นำด้านการท่องเที่ยวที่คำนึงถึงความเป็นธรรมและประสิทธิภาพเชิงบวกต่อสังคม

ค้นพบโซนและกิจกรรมภายในงาน

งาน Amazing Green Fest 2025 จัดเป็น 8 โซนหลัก เพื่อครอบคลุมมิติของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ตั้งแต่การค้า การเดินทางไปจนถึงไลฟ์สไตล์และอาหาร

  • เสวนาด้านความยั่งยืนกว่า 8 หัวข้อ โดยวิทยากรชั้นนำ เช่น ‘Gone Green เรื่องสีเขียวไม่เก่าที่เราต้องรู้’, ‘Sustainable Matching ธุรกิจคิดกรีน’
  • กิจกรรม Wellness Voyage กับร้านค้าและศูนย์ฝึกอบรมเกษตรอินทรีย์จากท้องถิ่น เช่น ลุงรีย์ – Uncleree Farm
  • คอร์สอาหารกลางวันสไตล์มังสวิรัติจากเชฟระดับตำนาน เช่น เชฟแบล็ค – Blackitch Artisan Kitchen
  • 70 บูธจากชุมชนท้องถิ่นและธุรกิจคิดดี จาก Lisu Lodge, MORE LOOP, เดอะมนต์รักแม่กลอง และอีกมากมาย

นอกจากนี้ยังมีเวิร์กช็อปเพื่อสอนการคำนวณคาร์บอน ทำให้สามารถเริ่มวางแผนเส้นทางท่องเที่ยวสัญจรแบบ ‘ไร้คาร์บอน’ ได้ด้วยตนเอง เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการปกป้องโลกของเรา

ด้วยความหลากหลายของเนื้อหา และผู้ร่วมแสดงออกทางไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ Amazing Green Fest 2025 จึงเป็นโอกาสอันดีเยี่ยมที่ทุกคนสามารถเข้าร่วมเป็นพลังเปลี่ยนแปลงร่วมกัน และสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวทั่วโลก

หากคุณกำลังมองหาเวทีหรืองานเทศกาลที่ผสมผสานความแก้ปวด ความรู้ และความสนุกด้วยกัน เรียกได้ว่า Amazing Green Fest 2025 ตอบโจทย์อย่างเข้ากับเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

ลงทะเบียนเข้าร่วมได้แล้ววันนี้ที่เว็บไซต์หลักของงาน และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Amazing Green Fest

มาเป็นส่วนหนึ่งของพลังสีเขียว และร่วมขับเคลื่อนกันต่อไป… ยิ่งเที่ยว ยิ่งยั่งยืน!

ที่มา – ชวนเที่ยวงาน Amazing Green Fest 2025 เทศกาลแห่งความยั่งยืนที่คนรักษ์โลกไม่ควรพลาด!

รวบอดีตรปภ.แสบ ส่งทีมงานลักเหล็กในโรงงาน 10 ปี ส่งขายร่วม 10 ล้าน!

เมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม ร่วมกับกองกำกับการ 6 และชุดปฏิบัติการสงขลา ได้จับกุม นายเสนีย์ อายุ 56 ปี อดีตเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) ที่มีหมายจับศาลจังหวัดนาทวี ซึ่งก่อคดีลักทรัพย์อย่างร้ายแรงในโรงงานที่เขาเคยทำงานอยู่

รวบอดีตรปภ.แสบ ส่งทีมงานลักเหล็กในโรงงาน 10 ปี ส่งขายร่วม 10 ล้าน!

ในวันดังกล่าว พ.ต.ท.ธนาคาร อุชณรัศมี สารวัตร กก.6 บก.ป. ได้นำทีมบุกจับกุม นายเสนีย์ ที่บ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ โดยก่อนหน้านี้ นายเสนีย์ พยายามหลีกเลี่ยงการจับกุมอยู่หลายเดือน แต่ในวันนี้ยอมรับตัวอย่างสงบและรับทราบหมายจับที่ออกโดยศาล

หลังควบคุมตัว นายเสนีย์ ถูกส่งตัวไปยังสถานีตำรวจภูธรมะนัง จ.สตูล เพื่อทำการบันทึกข้อเท็จจริงก่อนนำไปมอบตัวให้พนักงานสอบสวน สภ.คลองแงะ จ.สงขลา ตามข้อหาที่ศาลได้ออกหมายจับไว้

จากผู้ดูแลโรงงานกลายเป็นโจร

การกระทำเสียหายของนายเสนีย์ เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เขายังปฏิบัติหน้าที่เป็นรปภ. ที่โรงงานแห่งหนึ่งในอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา โดยใช้ความเชี่ยวชาญจากการทำงานภายในโรงงานมาปล่อยให้ทีมงานที่รู้จักกันเข้าไปขโมยเหล็กออกมาขาย

สิบปีที่เฝ้าดูแลกลับกลายเป็นสิบปีแห่งการทำลาย

ในช่วงเวลาที่นายเสนีย์ปฏิบัติหน้าที่ มีการชิงทรัพย์จากโรงงานไปอย่างต่อเนื่อง มูลค่ารวมสูงถึงเกือบสิบล้านบาท โดยใช้รถกระบะเป็นเครื่องมือในการขนของออกมาจากโรงงานและแบ่งเงินกันภายหลัง

  • ลักเหล็กภายในโรงงานขายได้หลายหมื่นบาทต่อครั้ง
  • ก่อเหตุอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี
  • ซ่อนตัวหลีกเลี่ยงการจับกุมหลายเดือนก่อนถูกจับ

เหตุผลเบื้องหลังความผิด

นายเสนีย์ อ้างว่าเขากระทำเช่นนี้เพราะมีภาระหนักหน่วง ทั้งหนี้สินนอกระบบ ความจำเป็นเร่งด่วนในการส่งลูกเรียน 2 คนเข้าเรียน และยังต้องผ่อนบ้านอีกด้วย เขาจึงเลือกที่จะ “เอนเอื้อ” ให้คนรู้จักขโมยของในโรงงานโดยไม่ได้ยับยั้ง

เจ้าของโรงงานทราบความผิดปกติภายหลัง และได้แจ้งความดำเนินคดีอย่างเป็นทางการ จนนำไปสู่การออกหมายจับจากศาลและเหตุการณ์จับกุมในวันนี้

กรณีนี้เตือนเราว่าบางครั้ง “ความไว้วางใจ” ที่ผิดที่อาจนำไปสู่ความเสียหายครั้งใหญ่ สิบล้านอาจเป็นแค่ตัวเลขในบัญชี แต่สำหรับเจ้าของโรงงาน มันคือความสูญเสียที่อาจใช้เวลาหลายปีฟื้นฟู

หากคุณเป็นเจ้าของกิจการหรือกำลังมองหาวิธีป้องกันความเสียหายภายในองค์กร การตรวจสอบบุคลากรอย่างเข้มงวดและการติดตั้งระบบเฝ้าระวังที่มีประสิทธิภาพคือสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ที่มา – รวบอดีตรปภ.แสบ ส่งทีมงานลักเหล็กในโรงงาน 10 ปี ส่งขายร่วม 10 ล้าน!

Let’s Earth, Let’s Care : ม.กรุงเทพ “เปลี่ยนถุงผ้าเก่า สร้างคุณค่าใหม่”

ในยุคที่ความตระหนักถึงการรักษาสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น โครงการ Let’s Earth, Let’s Care ของคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้สร้างแรงบันดาลใจอันทรงพลังให้กับคนรุ่นใหม่ ผ่านกิจกรรมที่สนับสนุนแนวคิด Sustainable Development Goals (SDGs) โดยเน้นเรื่อง “การใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน” เพื่อลดการใช้ถุงพลาสติกและขยะที่ไม่สามารถนำไปรีไซเคิลได้

Let’s Earth, Let’s Care : ม.กรุงเทพ “เปลี่ยนถุงผ้าเก่า สร้างคุณค่าใหม่”

หนึ่งในกิจกรรมหลักของโครงการนี้ คือการให้โอกาสทุกคนร่วมมือกัน “เปลี่ยนถุงผ้าเก่า ให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง” ด้วยการตกแต่งและปรับโฉมให้ถุงผ้าที่ดูเก่าหรือไม่ได้ใช้งาน กลายเป็นชิ้นงานศิลปะที่สวยงามและมีคุณค่าในสายตาผู้สร้าง

กิจกรรมนี้ได้รับการสนับสนุนจาก DoBeDo Student Residence และ มูลนิธิ ซ.โซ่ อาสา ซึ่งอยู่เคียงข้างในภารกิจสร้างสังคมที่มีความอธิสรณ์ใจ ด้วยการส่งเสริมพลังจิตอาสาและการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง

Let’s Earth, Let’s Care โดยการสร้างสรรค์

งานในวันนี้มี อาจารย์ภูรัตน์ โอสถานุเคราะห์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ มาร่วมเป็นกำลังใจให้กับนิสิตนักศึกษาที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม พร้อมร่วมสร้างสรรค์ผลงานผ่านกิจกรรม Creative Mix Media Art ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงศักยภาพของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการวาดภาพ เพ้นท์ ปัก เย็บ หรือตกแต่งด้วย.Decoration ลูกปัด กระดุมต่าง ๆ

Let’s Earth, Let’s Care เป็นการตอกย้ำจิตสำนึกการมีส่วนร่วมต่อสังคมที่ดีของคนรุ่นใหม่” คำกล่าวของ ครูโน้ต ธนาธิป พัวพรพงษ์ ประธานมูลนิธิ ซ.โซ่ อาสารวมไว้ถึงความหมายของกิจกรรมที่อยากให้ทุกคนเริ่ม “ทำเพื่อโลก ทำด้วยใจ”

ร่วมส่งต่อความดี สร้างแรงบันดาลใจ

ตัวแทนจากโรงเรียนต่าง ๆ ก็มาร่วมแรงร่วมใจในวันนี้ เช่น “ครูบอส กิตติศักดิ์ บุญพอ” จากโรงเรียนสิงห์สมุทร ที่ทิ้งข้อคิดไว้ว่า “เป็นตัวเอง ปลดล็อกศักยภาพ” ซึ่งสอดคล้องกับค่านิยมของการพลิกวัสดุเก่าให้กลายเป็นสรรค์งาม

ครูแพง ภัทร์ไพลิน ด่านสุคนธ์” จากโรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) กล่าวว่า “กิจกรรมนี้ไม่เพียงแค่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ แต่ยังช่วยส่งต่อของดี ๆ ให้เด็กนักเรียนได้ใช้ประโยชน์จากถุงผ้าที่ถูกปรับโฉมแล้วอีกด้วย”

ในโลกที่สิ่งของเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การ “เปลี่ยนถุงผ้าเก่า สร้างคุณค่าใหม่” ไม่เพียงแค่ช่วยลดขยะ แต่ยังสร้างผลกระทบเชิงบวกทางสังคม ผ่านพลังความคิด การมีส่วนร่วม และความร่วมมือ ซึ่งทุกคนสามารถเริ่มต้นได้จากสิ่งเล็ก ๆ ใกล้ตัว

Let’s Earth, Let’s Care จะไม่จบลงแค่นี้ หากแต่เป็นแรงกระตุ้นที่ดีงามแก่คนรุ่นใหม่ให้ก้าวไปข้างหน้า พร้อมความตระหนักรู้ว่า “โลกใบนี้ก็เป็นของเราเช่นกัน”

ที่มา – Let’s Earth, Let’s Care : ม.กรุงเทพ “เปลี่ยนถุงผ้าเก่า สร้างคุณค่าใหม่”

รฟท.แจ้งหยุดราดยางแอสฟัลท์ที่หยุดรถวุฒากาศ-คลองต้นไทร

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ออกมาแจ้งเตือนประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการงดใช้พื้นที่ริมทางรถไฟในการราดยางแอสฟัลท์ ซึ่งเกิดขึ้นในบริเวณช่วง ที่หยุดรถวุฒากาศ – คลองต้นไทร บนเส้นทางสายวงเวียนใหญ่ – มหาชัย โดยเฉพาะในพื้นที่ตั้งแต่กิโลเมตรที่ 4/17 ถึงกิโลเมตรที่ 5/1

รฟท.แจ้งหยุดราดยางแอสฟัลท์ที่หยุดรถวุฒากาศ-คลองต้นไทร

เหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มต้นจากการที่มีประชาชนหรือหน่วยงานบางแห่งเริ่มดำเนินการราดยางแอสฟัลท์บริเวณพื้นที่ริมทางรถไฟ ทำให้รฟท.ต้องเข้าไปตรวจสอบและพบว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการทำโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางรถไฟ ซึ่งถือว่าผิดกฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก

เหตุเสี่ยงอันตรายต่อระบบเดินรถไฟ

รฟท.ได้ชี้แจงว่า การพัฒนาหรือใช้พื้นที่ใดๆ บนเขตทางรถไฟจำเป็นต้องได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ เพื่อความปลอดภัยของทั้งระบบขนส่งทางรางและประชาชนผู้ใช้บริการ หากมีการใช้พื้นที่โดยพลการ โดยไม่มีการวางแผนหรือการขออนุญาต อาจส่งผลกระทบต่อการเดินขบวนรถไฟ และเพิ่มความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าพื้นที่ที่ถูกใช้ราดยางแอสฟัลท์อยู่ใกล้เคียงกับช่วงที่เป็นเส้นทางสำคัญของรถไฟในการเดินทาง ทั้งยังอาจมีการเข้าไปเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นดินหรือโครงสร้างใต้ผิวทาง ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อราง หรือแม้กระทั่งเพิ่มความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้โดยสารในขบวนรถไฟ

  • ใช้พื้นที่อันเป็นของรฟท. โดยไม่ได้รับอนุญาต
  • ไม่เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของรฟท.
  • เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและการเดินขบวนรถไฟ
  • อาจเป็นเหตุให้รฟท.ต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น

รฟท.ย้ำว่า ผู้ใดมีความประสงค์จะพัฒนาหรือใช้พื้นที่ของทางรถไฟในลักษณะใดก็ตาม ต้องดำเนินการขออนุญาตอย่างถูกต้องตามขั้นตอนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อความปลอดภัยและเป็นการป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ หากมีผู้กระทำการโดยไม่ได้รับอนุญาตจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของรฟท. หรือกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ ทางรฟท.จะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้รับผิดชอบอย่างเคร่งครัด

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเคารพกฎระเบียบในการใช้พื้นที่สาธารณะ รวมทั้งการอยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัยของทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อให้ระบบขนส่งของประเทศสามารถเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่องและปลอดภัย

ขอขอบคุณผู้มีส่วนร่วมในการรักษาความปลอดภัยทางรถไฟ และขอให้ทุกคนช่วยกันปฏิบัติตามระเบียบเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ที่มา – “รฟท.” แจ้งให้หยุดราดยางแอสฟัลท์ “ที่หยุดรถวุฒากาศ – คลองต้นไทร” เสี่ยงอันตรายเดินรถไฟ