ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

จีดีพีสหรัฐไตรมาส 2 เติบโต 3.3% เกินคาดท่ามกลางภาษีทรัมป์

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของสหรัฐอเมริกาในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ เพิ่มขึ้น 3.3% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ การเติบโตที่เกินคาดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐ ท่ามกลางแรงกดดันจากการเพิ่มภาษีศุลกากรภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า อัตราการเติบโตของ จีดีพีสหรัฐไตรมาสที่สอง ปรับตัวสูงขึ้นจาก 3.0% ที่รายงานก่อนหน้านี้ เป็นผลมาจากการฟื้นตัวของภาคการลงทุนและการใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งช่วยหนุนเศรษฐกิจให้กลับมามีชีวิตชีวาหลังจากที่ในไตรมาสแรกมีการชะลอตัว

จีดีพีสหรัฐไตรมาสที่สอง

การปรับขึ้นของจีดีพีในไตรมาสที่สองยังได้รับแรงหนุนจากการนำเข้าที่ลดลง ซึ่งเกิดจากการที่ภาคธุรกิจเร่งกักตุนสินค้าไว้ก่อนที่ภาษีศุลกากรใหม่จะมีผลบังคับใช้ การชะลอคำสั่งซื้อสินค้านำเข้าในช่วงปลายไตรมาสที่หนึ่ง ส่งผลให้ในไตรมาสที่สองมีตัวเลขการนำเข้าลดลง และทำให้ GDP มีการเติบโตอย่างโดดเด่นในช่วงเวลานี้

ประโยชน์ที่ได้รับจากแรงดันภาษี

แม้ภาษีศุลกากรของทรัมป์จะถูกมองว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก แต่ข้อมูลล่าสุดกลับแสดงให้เห็นว่า จีดีพีสหรัฐไตรมาสที่สอง สามารถเติบโตต่อเนื่องได้ แม้จะเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการค้า นี่อาจเป็นผลมาจากการปรับตัวของภาคเอกชนที่พยายามรักษาสภาพคล่องและการลงทุนไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

สถานการณ์นี้ได้ผลักดันให้ประธานเฟด เจเรมีย์ พาวเวลล์ ต้องเผชิญกับแรงกดดันมากขึ้นในการพิจารณาเรื่องอัตราดอกเบี้ย เพราะแม้การเติบโตของเศรษฐกิจจะดี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงอาจเป็นเพียงผลระยะสั้น นักวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าหากแรงกดดันด้านภาษีศุลกากรยังคงอยู่ในระยะยาว อาจกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐในอนาคตได้เช่นกัน

ด้านเศรษฐกิจโลก สหรัฐยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอิทธิพลต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก และการที่เศรษฐกิจสหรัฐสามารถเติบโตได้ดีในช่วงที่มีความตึงเครียดทางการค้า ถือเป็นสัญญาณที่สำคัญต่อนักลงทุนและรัฐบาลประเทศต่างๆ ว่าความไม่แน่นอนอาจยังไม่ส่งผลกระทบเต็มรูปแบบในทันที

อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาแรงผลักดันจากเงื่อนไขเฉพาะช่วงเวลาอาจไม่สามารถช่วยรองรับการเติบโตในระยะยาว การวางแผนระยะยาวเพื่อพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ควรเป็นแนวทางสำคัญสำหรับสหรัฐในอนาคต

หากคุณเป็นนักลงทุน หรือกำลังติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลก การอัปเดตข้อมูลจีดีพีสหรัฐไตรมาสที่สอง และแนวโน้มในอนาคต ถือเป็นข้อมูลเชิงลึกที่ไม่ควรมองข้าม

ที่มา – จีดีพีสหรัฐไตรมาสที่สองโตเกินคาด 3.3% ท่ามกลางแรงกดดันภาษีทรัมป์

ใกล้ปิดฉากมหากาพย์!! “อิซัค” เตรียมย้ายสมใจหลัง“โวลเทอมาเดอ” เข้าทีม

กระแสข่าวการย้ายทีมของ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ศูนย์หน้าชาวสวีดิช ก็เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ เครก โฮป นักข่าวที่น่าเชื่อถือจาก นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ออกมาเปิดเผยว่า นักเตะชาวสแกนดิเเนเวียนเตรียมย้ายทีมไปร่วมทีม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล อย่างสมใจ โดยเฉพาะหลังจากที่ นิค โวลเทอมาเดอ กองหน้าใหม่ของ “สาลิกาดง” ได้เซ็นสัญญาแล้วด้วยค่าตัวสูงถึง 64 ล้านปอนด์

“อิซัค” น่าจะได้ย้ายทีมไปลิเวอร์พูล อย่างสมใจ

ตามรายงานจาก เครก โฮป ระบุว่า เมื่อดีลของ โวลเทอมาเดอ เสร็จสมบูรณ์ แปลว่าภารกิจการเสริมทัพในตำแหน่งกองหน้าของนิวคาสเซิลถือว่าสิ้นสุดลงอย่างน่าพอใจ ซึ่งช่วยเปิดทางให้ อิซัค ได้ก้าวออกไปจากทีม โดยเตรียมย้ายไปร่วมทีม เรือใบแดง เพื่อความก้าวหน้าในอาชีพนักเตะ ทั้งเป็นที่เชื่อกันว่า อิซัคมีความฝันอยากย้ายไปเล่นให้กับ “หงส์แดง” มานานแล้ว

อเล็กซานเดอร์ อิซัค

สโมสรเตรียมลุ้นตัว “วิสซา” และ “สแตรนด์ ลาร์เซน”

ทั้งนี้ ด้านทีม “สาลิกาดง” เองก็ยังไม่ปล่อยให้อิซัคเดินทางไปโดยเปล่าๆ เพราะยังพยายามล่าตัวนักเตะรายใหม่เพื่อมาทดแทนที่ว่างในแนวรุกอย่าง โยอัน วิสซา และ ยอร์เกน สแตรนด์ ลาร์เซน จากทีม วูล์ฟ อีกด้วย สิ่งนี้แสดงถึงการวางแผนของนิวคาสเซิลที่รอบคอบ เพราะต้องการรักษากลางแนวรุกไว้แม้จะปล่อยอิซัคไป

ด้วยเวลาที่เหลือไม่มากนัก เหลือเพียง 3 วันของตลาดซื้อขายเดือนส.ค. แต่ดีลที่ขยับระหว่าง “หงส์แดง” กับ “สาลิกาดง” ดูจะมีแนวโน้มเสร็จลุล่วงด้วย อิซัค เป็นศูนย์กลาง เนื่องจากทั้งสองทีมต่างได้เตรียมความพร้อมไว้อย่างเต็มที่

นิค โวลเทอมาเดอ

หากดีลนี้สามารถปิดได้จริง อิซัค จะได้รับโอกาสในการเล่นในถ้วยแชมป์ยุโรปที่ตัวเองใฝ่ฝัน และลิเวอร์พูลก็จะได้ผู้เล่นที่มีฝีเท้าไม่ธรรมดา เข้าไปเสริมกำลังในโซนหน้าเป้า คาดว่าจะช่วยทีมให้กลับมามีศักดิ์ศรีในฤดูกาลใหม่

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเหลือเวลาตลาดเพียงไม่กี่วัน แต่การเคลื่อนไหวในครั้งนี้น่าจับตามองเป็นพิเศษ เพราะอาจกลายเป็นหนึ่งในดีลย้ายทีมที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับทีมทั้งสองอย่างแน่นอน

หากคุณเป็นแฟนบอล “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ต้องติดตามข่าว อิซัค เตรียมย้ายสมใจหลัง โวลเทอมาเดอ เข้าทีม ให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุด เพราะทุกการเคลื่อนไหวของนักเตะดาวรุ่งชาวสวีดิช ล้วนมีผลต่ออนาคตของลิเวอร์พูลอย่างยิ่ง

ที่มา – ใกล้ปิดฉากมหากาพย์!! นักข่าวดังรายงาน “อิซัค” เตรียมจะได้ย้ายสมใจหลังการมาของ “โวลเทอมาเดอ”

สช. รวมพลังสื่อสุขภาวะ ร่วมกำจัดพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับสถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการคณะทำงานสื่อสุขภาวะเขต 7 และ 8 เพื่อ ร่วมกำจัดปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่มีอัตราการเกิดมะเร็งท่อน้ำดีสูงที่สุดของโลก โดยการประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 40 คน จากเครือข่ายสื่อสุขภาวะในพื้นที่

สช. ผนึกภาคีสื่อสุขภาวะ ร่วมกำจัดพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี

รศ.ดร.วัชรินทร์ ลอยลม รักษาการแทนผู้อำนวยการสถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี กล่าวว่า ปัจจุบันพยาธิใบไม้ตับถือเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดมะเร็งท่อน้ำดี โดยเฉพาะในภูมิภาคภาคอีสาน พบว่ามีผู้ป่วยใหม่ถึง 20,000 รายต่อปี ซึ่งมากกว่า 10,000 รายมาจากภาคอีสาน หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม มักจะเสียชีวิตภายใน 1 ปี

สาเหตุหนึ่งของปัญหานี้เกิดจากการรับประทานปลาที่ปรุงไม่สุก เช่น ปลาร้า, ปลาส้ม, ปลาจ่อม ซึ่งมีโอกาสติดพยาธิใบไม้ตับสูง โดยคนท้องถิ่นนิยมรับประทานเมนูเหล่านี้เป็นอาหารภาคภูมิปัญญา แต่มักไม่ทราบว่าซ่อนอันตรายไว้

พัฒนาชุดตรวจ OVATK ตรวจสุขภาพจากปัสสาวะ

สถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้พัฒนาชุดตรวจ OVATK ซึ่งสามารถตรวจสอบการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับได้จากปัสสาวะ โดยจากการใช้งานจริงในพื้นที่อีสานมากกว่า 10 ปี พบว่าอัตราการติดเชื้อในปัจจุบันลดลงไปเหลือประมาณ 25% เมื่อเทียบกับอดีตที่เคยสูงถึง 50-70%

“เราได้นำข้อมูลไปเสนอต่อกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และได้รับการสนับสนุนเงินทุนภายใต้ชื่อ ‘แผนมุ่งเป้าประเทศไทยปลอด.hxxพยาธิใบไม้ตับมะเร็งท่อน้ำดี’ เพื่อขับเคลื่อนงานนี้ต่อไป” รศ.ดร.วัชรินทร์ กล่าวเสริม

บทบาทของสื่อสุขภาวะในแคมเปญสุขภาพ

นางสาวยุวลักษณ์ เหมะวิบูลย์ หัวหน้ากลุ่มงานสื่อสารสังคม สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เผยว่า การขับเคลื่อนแคมเปญสุขภาพเพื่อ ร่วมกำจัดปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี จำเป็นต้องอาศัยพลังของเครือข่าย ซึ่งในที่นี้คือสื่อสุขภาวะที่สามารถเข้าถึงประชาชนได้โดยตรง

ผลงานการดำเนินงานของ สช. จึงได้สร้างกรอบการทำงานผ่านเครื่องมือสำคัญ 4+1 ได้แก่ ธรรมนูญสุขภาพ, สมัชชาสุขภาพ, HIA, สิทธิและหน้าที่ด้านสุขภาพ และโปรแกรมสนับสนุนอื่น ๆ ซึ่งช่วยให้ทุกภาคส่วนสามารถร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพเชิงกลยุทธ์ได้อย่างเป็นระบบ

ในการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ ไม่เพียงเปิดโอกาสให้สื่อสุขภาวะได้มีพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้เท่านั้น แต่ยังมุ่งเสริมสร้างความร่วมมือและการขับเคลื่อนในระดับชุมชน เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการป้องกันและตรวจหาเชื้อพยาธิใบไม้ตับอย่างต่อเนื่อง

การมี สื่อสุขภาวะเข้ามามีบทบาทอย่างใกล้ชิด จึงเป็นสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จในการสร้าง “ประเทศไทยปลอดจากพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี” ที่ทุกคนคาดหวัง

ในที่สุด สื่อสุขภาวะจึงไม่ใช่เพียงแค่ผู้ถ่ายทอดข่าว แต่ถือเป็นพันธมิตรสำคัญในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและสร้างวัฒนธรรมสุขภาพในสังคมไทย

หากคุณเป็นสื่อสุขภาวะ ลองนำข้อมูลที่ได้มาไปเผยแพร่ในพื้นที่ของคุณ เพื่อช่วยคนอีสานให้ห่างไกลจากโรคอันตรายนี้

ที่มา – สช. ผนึกกำลังภาคีสื่อสุขภาวะ ประชุมสร้างการรับรู้คณะสื่อฯ ร่วมกำจัดปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี

เอ็ตด้าเร่งร่างประกาศคุมอีคอมเมิร์ซทุกแพลตฟอร์ม

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ เอ็ตด้า เร่งร่างประกาศใหม่เพื่อควบคุมแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซทุกรูปแบบให้อยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน ภายใต้กรอบกฎหมายดีพีเอส (DPM) พ.ศ. 2565 ด้วยเป้าหมายป้องกันการผูกขาด และส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรมในตลาดดิจิทัลไทย

เอ็ตด้าเร่งร่างประกาศคุมอีคอมเมิร์ซทุกแพลตฟอร์ม

ผู้บริหารจากเอ็ตด้าระบุว่า ปัจจุบันยังคงมีช่องโหว่ในด้านการควบคุมแพลตฟอร์มด้านอีคอมเมิร์ซ โดยเฉพาะในเรื่องการให้บริการด้านโลจิสติกส์ที่มักถูกผูกขาดโดยผู้ให้บริการรายเดียว

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ เอ็ตด้าเร่งร่างประกาศคุมอีคอมเมิร์ซทุกแพลตฟอร์ม โดยกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องเปิดโอกาสให้ผู้ใช้เลือกผู้ให้บริการขนส่งอย่างน้อย 3–5 ราย หรือมากพอที่จะตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ

แพลตฟอร์มต้องให้บริการโลจิสติกส์มากกว่าหนึ่งราย

แนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากผู้ให้บริการโลจิสติกส์ชั้นนำ เช่น ไปรษณีย์ไทย, Flash Express, J&T Express, Lazada Express และ Shopee Xpress ซึ่งเอ็ตด้าได้ปรึกษาหารือเพื่อหาแนวทางควบคุมที่ยุติธรรมและมีประสิทธิภาพ

หากผ่านการพิจารณา ร่างประกาศนี้จะมีผลบังคับใช้ภายในช่วงปลายปี 2568 ซึ่งจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการอีคอมเมิร์ซของไทย

ประเด็น TikTok และแพลตฟอร์ม Social Commerce

หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ แพลตฟอร์ม TikTok ซึ่งขณะนี้มีการเติบโตอย่างรวดเร็วในรูปแบบ Social Commerce

รายงานจากจากเอ็ตด้าระบุว่า TikTok ได้จดแจ้งว่าเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ไม่ใช่อีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์มดั้งเดิม จึงยังไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรการควบคุมตามประกาศล่าสุด อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการฯ เห็นว่าหาก TikTok ทำหน้าที่เป็น Marketplace ในทางปฏิบัติ ก็ควรได้รับการควบคุมเช่นเดียวกับแพลตฟอร์มรายอื่น

แนวโน้มชี้ว่า เอ็ตด้าจะปรับปรุงรายชื่อแพลตฟอร์มที่ต้องเข้าข่ายควบคุมภายในเดือนกันยายนนี้ให้ครอบคลุมทุกช่องทางที่ทำงานจริงเป็นอีคอมเมิร์ซ

กขค. ประกาศแนวทางรับฟังความคิดเห็น

ขยายผลจากความพยายามนี้ สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างประกาศเกี่ยวกับการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมในแพลตฟอร์มหลายด้าน

  • ห้ามบังคับใช้บริการโลจิสติกส์รายเดียว
  • ห้ามจัดอันดับสินค้าในลักษณะที่ไม่โปร่งใส
  • ห้ามเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแบบไม่เป็นธรรม

กฎหมายนี้หวังเพื่อเสริมกรอบการกำกับดูแลทำให้เกิดภาพรวมของตลาดที่ยุติธรรมมากขึ้น

เศรษฐกิจดิจิทัลไทยเติบโตแรง ต้องมีกฎที่เที่ยงธรรม

รายงานจากเอ็ตด้าเผยข้อมูลว่า มูลค่าทางการค้าอีคอมเมิร์ซของไทยในปี 2567 เท่ากับ 550,000 ล้านบาท และคาดว่าในปีนี้จะขยายตัวสู่ 620,000 ล้านบาท ด้วยอัตรากลาง 12–15% ต่อปี

ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีคอมเมิร์ซกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุด โดยในปี 2573 คาดว่าจะแตะมูลค่ารวมเกิน 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ด้วยความเติบโตเข้มข้นนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีมาตรการด้านกฎหมายและการควบคุมที่ทันสมัยเพื่อรักษาสมดุลในตลาด และขจัดความเสี่ยงจากการผูกขาดของบริษัทใหญ่

จากการพัฒนาระบบที่ครอบคลุมจริงๆ ทั้งจากเอ็ตด้าและกขค. การให้บริการที่ยุติธรรมและช่วยเสริมการเติบโตของผู้ประกอบการรายย่อยจะกลายเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยในอนาคต

การออกกฎหมายควบคุมอีคอมเมิร์ซให้อยู่ภายใต้กฎเดียวกันนั้น เป็นการวางรากฐานให้กับการแข่งขันที่เท่าเทียมและโปร่งใสนานาทัศนะทางเศรษฐกิจในขณะนี้เห็นว่าข้อจำกัดบางอย่างอาจส่งผลต่อราคาในระยะสั้น แต่จะช่วยให้มีบริการที่มีคุณภาพและหลากหลายไปในระยะยาว

ที่มา – “เอ็ตด้า”เร่งร่างประกาศคุมอีคอมเมิร์ซทุกแพลตฟอร์มอยู่ใต้กติกาเดียวกัน

จืด ขนมจีบ คณะเด๋อ ดอกสะเดา จากไปกะทันหัน

วงการตลกแห่งประเทศไทยรู้สึกเศร้าหมองเป็นอย่างยิ่งเมื่อ จืด ขนมจีบ หรือจริงๆ แล้วชื่อเต็มคือ นายนิยม ปานกลาง นักแสดงตลกชื่อดังจากคณะ เด๋อ ดอกสะเดา ได้จากโลกนี้ไปอย่างกะทันหันด้วยอาการป่วยเฉียบพลัน ทำให้เหล่าแฟนคลับและเพื่อนร่วมวงการต่างเข้ามาร่วมแสดงความเสียใจอย่างล้นหลาม

จืด ขนมจีบ คณะเด๋อ ดอกสะเดา จากไปกะทันหัน

บุคคลในวงการบันเทิงและละครเวทีได้รับข่าวร้ายผ่านทางเฟซบุ๊กของ เอก เชิญยิ้ม ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวแทนของคณะเด๋อ ดอกสะเดา โดยระบุข้อความไว้ว่า “ปิดตำนาน จืด ขนมจีบ ตลก คณะเด๋อ ดอกสะเดา จากไปด้วยโรคเฉียบพลัน ณ โรงพยาบาลนพรัตน์ ยังไม่ทราบว่าจะไว้วัดไหน ถ้าทราบแล้วจะแจ้งให้ทราบ”

ความเสียใจมิได้อยู่กับแค่คนในครอบครัวหรือเพื่อนใกล้ชิดเท่านั้น แต่ครอบคลุมไปถึงแฟนคลับที่เติบโตมากับผลงานการแสดงของเขาในหลากหลายละครเวที และรายการตลกที่ได้สร้างรอยยิ้มให้แก่ผู้ชมมายาวนานหลายสิบปี

กำหนดการรดน้ำศพ จืด ขนมจีบ

จากข้อมูลล่าสุด เอก เชิญยิ้ม ได้โพสต์อัปเดตกำหนดการรดน้ำศพไว้ว่า วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เวลา 16.00 น. ที่วัดผาสุขมณีจักร ตำบลปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เพื่อเป็นเกียรติแด่ จืด ขนมจีบ คณะเด๋อ ดอกสะเดา ผู้ล่วงลับไป

เป็นที่คาดการณ์ว่า แฟนคลับและเพื่อนฝูงในวงการจะมาร่วมไว้อาลัยพร้อมกันเป็นจำนวนมาก ทั้งความเป็นคนดี ความขยัน และรอยยิ้มที่เขาสร้างให้กับสังคมจะถูกนำมารำลึกในวันนั้น

  • ชื่อนักแสดง: นายนิยม ปานกลาง หรือ จืด ขนมจีบ
  • คณะที่ร่วมงาน: คณะเด๋อ ดอกสะเดา
  • สาเหตุการเสียชีวิต: โรคเฉียบพลัน
  • วันเวลาการรดน้ำศพ: วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2568 เวลา 16.00 น.
  • สถานที่: วัดผาสุขมณีจักร จ.นนทบุรี

การจากไปของ จืด ขนมจีบ ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการบันเทิงไทย ไม่เพียงเพราะความโดดเด่นในทักษะการแสดง แต่ยังเพราะจริยธรรมและการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย จนแฟนๆ หลายคนถือว่าเป็นแบบอย่างที่ดี

การเสียบุคคลสำคัญอย่าง จืด ขนมจีบ ที่มีชีวิตอยู่คู่กับรอยยิ้มตั้งแต่เยาว์วัยจนถึงวัยชรา นับว่าเป็นการเตือนใจให้เราทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพของตนเองให้มากยิ่งขึ้น เพราะไม่มีใครรู้เลยว่าวันใดอาจเป็นวันสุดท้ายของเรา

ที่มา – วงการตลกเศร้า ‘จืด ขนมจีบ’ คณะเด๋อ ดอกสะเดา จากไปกะทันหัน

เวียดนามแจกเงินพลเมืองคนละ 122 บาท ฉลองวันชาติ 2 ก.ย.

รัฐบาลเวียดนามเตรียมแจกเงินให้แก่พลเมืองทุกคนในประเทศ คนละ 100,000 ดอง ซึ่งคิดเป็นเงินไทยราว 122.70 บาท เพื่อเฉลิมฉลองวันชาติของเวียดนามในวันที่ 2 กันยายนนี้ ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นเรื่องที่ “ไม่เคยปรากฏมาก่อน” จากพรรคคอมมิวนิสต์และรัฐบาลเวียดนาม ซึ่งสร้างความประหลาดใจอย่างมากแก่ประชาชนในประเทศ

เวียดนามแจกเงินพลเมืองคนละ 122 บาท เพื่อฉลองวันชาติ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงฮานอย เมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา ว่ารัฐบาลเวียดนามได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการแจกเงินให้ประชาชนทั่วประเทศ ในโอกาสวันชาติของประเทศ ซึ่งตรงกับวันที่ 2 กันยายนของทุกปี การแจกเงินในครั้งนี้เป็นการสื่อสารถึงความห่วงใยของภาครัฐต่อพลเมืองทุกคน

รัฐบาลเวียดนามได้สั่งการให้ธนาคารกลาง เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ให้ดำเนินการแจกเงินให้เสร็จสิ้นภายในวันฉลองวันชาติ โดยเงินจะถูกจ่ายให้ประชาชนทั้งในรูปแบบเงินสดและโอนเข้าบัญชีธนาคาร

วงเงินรวมกว่าหมื่นล้านบาท ให้แก่ประชาชนกว่า 100 ล้านคน

การแจกเงินครั้งนี้จะใช้งบประมาณทั้งสิ้นราว 10 ล้านล้านดอง หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 12,280 ล้านบาท สำหรับการให้เงินคนละ 100,000 ดองนี้ จะครอบคลุมประชาชนเวียดนามทั้งประเทศซึ่งมีจำนวนกว่า 101 ล้านคน

  • จำนวนเงินต่อคน: 100,000 ดอง (ราว 122.70 บาท)
  • จำนวนผู้รับเงิน: ประมาณ 101 ล้านคน
  • วงเงินทั้งหมด: 10 ล้านล้านดอง (~12,280 ล้านบาท)
  • รูปแบบการจ่ายเงิน: เงินสด หรือ โอนเข้าบัญชีธนาคาร

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือว่าไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง โดยแถลงการณ์ของรัฐบาลระบุเพียงว่า “พรรคและภาครัฐต้องการแสดงความห่วงใยอย่างลึกซึ้งต่อประชาชนทุกคน” ซึ่งพลเมืองเวียดนามจำนวนมากได้แสดงความประหลาดใจและมีความสุขต่อการับเงินแจกที่ไม่เคยมีมาก่อนนี้

เศรษฐกิจเวียดนามมีแนวโน้มฟื้นตัวในปีนี้

ทั้งนี้ ข้อมูลระบุว่าค่าจ้างเฉลี่ยของแรงงานเวียดนามเพิ่มขึ้น 8.6% เมื่อปีที่แล้ว อยู่ที่ 7.7 ล้านดองต่อเดือน (ประมาณ 9,455.60 บาท) การหลั่งเงินสู่ระบบเศรษฐกิจจะช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา

มาตรการแจกเงินนี้อาจส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ และเป็นการกระตุ้นให้นักลงทุนภายในและต่างประเทศมองเวียดนามในมุมดีกว่า และน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ไม่เพียงแต่ในแง่ของเศรษฐกิจ แต่ยังในเรื่องของภูมิคุ้มกันทางสังคม ความเสมอภาค และความห่วงใยต่อพลเมือง

การกระทำของรัฐบาลเวียดนามในครั้งนี้ ถือเป็นสัญลักษณ์ใหม่ของนโยบาย𫟅วงแผ่นดิน ที่ไม่ใช่แค่ขยายอิทธิพลทางการเมือง แต่ยังใส่ใจต่อสวัสดิการของพลเมืองอย่างแท้จริง นักวิชาการหลายสำนักมองว่าหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ ก็อาจกลายเป็นแบบอย่างให้แก่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย

โดยสรุป ข่าว เวียดนามแจกเงินพลเมืองคนละ 122 บาท ในโอกาสวันชาติ 2 กันยายนนี้ ถือเป็นเรื่องน่าสนใจและไม่ธรรมดา ที่สะท้อนถึงความเป็นรัฐที่ใส่ใจต่อพลเมือง ส่งผลเชิงบวกในหลายๆ มิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม และความรู้สึกของประชาชน หลายคนคาดว่าจะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญในระดับประเทศในปีนี้

ดังนั้นหากคุณเป็นหนึ่งในพลเมืองเวียดนามหรือมีใครใกล้ตัวที่อยู่ในเวียดนาม อย่าลืมเช็กข้อมูลบัญชีธนาคารและเตรียมรับเงินคนละ 122 บาทให้พร้อม เพราะความประหลาดใจนี้อาจมากับการเปลี่ยนแปลงในชีวิตไม่น้อยเลยทีเดียว

ที่มา – เวียดนามตรียมแจกเงินพลเมืองคนละ 122 บาท ฉลองวันชาติ 2 กันยายน

ต้นสังกัด รุดฟ้องสาวปริศนา หลัง ‘ดีแลน หวัง’ โดนปล่อยคลิปเสียง ปมนอกใจแฟน!

ไฟดราม่าเรื่องใหม่ลุกไหม้โซเชียลจีนอีกครั้ง คราวนี้เกี่ยวข้องกับ “ดีแลน หวัง” (Dylan Wang) พระเอกหนุ่มสุดฮอตจากซีรีส์ดัง “Meteor Garden 2018” ที่กลายเป็นข่าวใหญ่หลังมีการปล่อยคลิปเสียงอ้างว่าเป็นบทสนทนาของเขาและแฟนสาวในโรงแรมแห่งหนึ่ง ยาวเกือบครึ่งชั่วโมง ซึ่งทำเอาแพลตฟอร์มออนไลน์ตื่นตัวอย่างมาก

ต้นสังกัด รุดฟ้องสาวปริศนา หลัง ‘ดีแลน หวัง’ โดนปล่อยคลิปเสียง ปมนอกใจแฟน!

เนื้อหาคลิปเสียงหลุดนี้สร้างความฮือฮาให้แก่สาธารณชน เพราะมีこれをตัดตอนสำคัญของฝ่ายหญิงพูดว่า “แม้ฉันจะอยู่กับเธอมา 10 ปี” และยังถามกลับว่าใครคือคนนอกใจแท้ๆ อีกทั้งครวญถึงบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง จนทำให้กระแสข่าวร้อนแรงและชาวเน็ตแตกออกเป็นสองกลุ่ม หนึ่งเชื่อ หนึ่งสงสัยว่าเป็นการตัดต่อเพื่อกระแส

คำแถลงเต็มตึกของสตูดิโอ ดีแลน หวัง

ภายใต้กระแสข่าวลือเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของเขาที่เริ่มกระจายออกมากในทันที ต้นสังกัดของ ดีแลน หวัง ออกมาระบุชัดเจนผ่านแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าเนื้อหาที่กำลังมีการเอาจริงเอาจอมบนโซเชียลมีเดียเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวและไม่ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมยืนยันว่ากำลังดำเนินการทางกฎหมายกับบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มรูปแบบ

  • ห้ามเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลแก่ผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • เสนอคำเตือนให้ผู้กระทำหยุดรุกล้ำต่อก่อนจะต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย
  • ยืนยันว่าจะปกป้องสิทธิ์และชื่อเสียงของดีแลน หวังด้วยกระบวนการทางกฎหมาย

การแสดงท่าทีอย่างเด็ดขาดจากทางด้านต้นสังกัดเผยให้เห็นถึงความจริงจังที่มีต่อเรื่องนี้ แม้จะไม่ระบุชื่อชัดเจนเกี่ยวกับหญิงสาวในคลิป แต่คำตอบว่าเรื่องราวของเขาจะไปจบที่ไหน และความจริงที่แท้จริงจะถูกเปิดเผยได้อย่างไร ขณะนี้แฟนคลับทั่วโลกยังคงติดตามกันอย่างใกล้ชิด

ยังมีอีกหลายประเด็นรอให้ความชัดเจน และแต่ละด้านก็คงต้องมารอคำตอบกันต่อไป เมื่อหมดเวลาแรงดราม่าแล้ว เราก็ยังคงอบอุ่นใจกับผลงานที่ยอดเยี่ยมของ “ดีแลน หวัง” ที่ยังคงมอบความบันเทิงและแรงบันดาลใจให้พวกเราเสมอ

หากคุณยังติดตามความเคลื่อนไหวครั้งนี้อยู่ อย่าลืมติดตามบทความเราเพื่อไม่พลาดทุกรายละเอียดจากข่าวบันเทิงวงการเอเชีย!

ที่มา – ต้นสังกัด รุดฟ้องสาวปริศนา หลัง ‘ดีแลน หวัง’ โดนปล่อยคลิปเสียง ปมนอกใจแฟน!

กกต.อุตรดิตถ์เสริมความรู้ประชาธิปไตยสร้างพรรคคุณภาพ

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ณ โรงแรมสีหราช จังหวัดอุตรดิตถ์ นายฉลองฤทธิ์ ศรีสูงเนิน ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ (กกต.) ได้เป็นประธานเปิดโครงการ “กกต.อุตรดิตถ์เสริมความรู้ประชาธิปไตยสร้างพรรคคุณภาพ” กิจกรรมที่ 4 ภายใต้หลักสูตรพรรคการเมืองคุณภาพ

กกต.อุตรดิตถ์จัดอบรมเสริมความรู้ประชาธิปไตย

การอบรมในครั้งนี้ พ.อ.อ.ยุทธนา ปั้นบุญ หัวหน้ากลุ่มงานสืบสวนสอบสวนและพรรคการเมือง นำทีมวิทยากรจากสำนักงาน กกต.จังหวัดอุตรดิตถ์ ประกอบด้วย นางสาวมีนา ดำคำ พนักงานเลือกตั้งชำนาญการ, นางจีระนันท์ มั่งมี พนักงานสืบสวนและไต่สวนชำนาญการ, นายธรรมนูญ ค้ำชู, นายอดุลย์ ดวงสิมมา โฆษกสาขาพรรคโอกาสใหม่จังหวัดอุตรดิตถ์ ได้ให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมอบรมจำนวนกว่า 100 คน ประกอบด้วย กรรมการสาขาพรรคการเมือง ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด สมาชิกพรรค และประชาชนทั่วไป

กกต.อุตรดิตถ์เสริมความรู้ประชาธิปไตยสร้างพรรคคุณภาพ

เนื้อหาการอบรมครอบคลุมหัวข้อสำคัญเกี่ยวกับ “การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” หลักการของประชาธิปไตย การเป็นพลเมืองคุณภาพ และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาจริยธรรมและมาตรฐานของพรรคการเมืองที่เป็นพื้นฐานในการสร้างสังคมที่ยั่งยืน

พรรคการเมืองคุณภาพ

นายฉลองฤทธิ์ได้กล่าวในโอกาสเปิดโครงการว่า การจัดกิจกรรมอบรมในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของ กกต.จังหวัดอุตรดิตถ์ ในการขับเคลื่อนความรู้เกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งพรรคการเมืองที่มีคุณภาพนั้นต้องมีรากฐานที่แน่นแข็งจากสมาชิกที่มีคุณธรรม มีอุดมการณ์ชัดเจน และสามารถทำหน้าที่แทนเสียงประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิทยากรอบรมเกี่ยวกับพรรคการเมือง

“การที่พรรคการเมืองมีคุณภาพจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศในเชิงนโยบายที่ดี และได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนในการเลือกตั้ง ผู้เข้ารับการอบรมสามารถนำความรู้ไปใช้ทั้งในระดับชุมชนและระดับจังหวัด เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับประชาธิปไตย รวมถึงส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างมีเหตุผลและรับผิดชอบ” นายฉลองฤทธิ์ กล่าวเสริม

  • ความเข้าใจในระบบประชาธิปไตย
  • การเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ
  • การใช้สิทธิเสรีภาพอย่างมีเหตุผล
  • การพัฒนาพรรคการเมืองอย่างยั่งยืน

โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ กกต.จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมมาตรฐานพรรคการเมืองในระดับพื้นที่ และควบคู่กับการพัฒนาพลเมืองให้มีความตื่นตัวและเข้าใจการเมืองมากขึ้น ซึ่งถือเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

หากคุณสนใจเรื่องพรรคการเมืองและประชาธิปไตยไทย อย่าลืมติดตามกิจกรรมคุณภาพจาก กกต.จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่มุ่งเน้นการสร้างความรู้เข้าถึงทุกระดับสังคม

ที่มา – กกต.อุตรดิตถ์ เสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย สร้างพรรคการเมืองคุณภาพ

คุก 4 ปีไม่รอลงอาญา ‘ใบปอ ทะลุวัง’ วิจารณ์งบสถาบันฯ

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่ศาลอาญาถนนรัชดาภิเษก มีการนัดฟังคำพิพากษาคดีดูหมิ่นเบื้องสูงคดีดำ อ.1691/2565 ซึ่งพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ฟ้องน.ส.ณัฐนิจ ดวงมุกสิทธิ์ หรือ ใบปอ ทะลุวัง และน.ส.สุพิชฌาย์ ชัยลอม หรือเมนู แกนนำกลุ่ม ทะลุวัง ในความผิดฐานดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (5)

คดี leaf through วันตัดสินของใบปอ ทะลุวัง

คดีนี้เกิดขึ้นจากการที่จำเลยทั้งสองได้แชร์โพสต์ของเพจ ทะลุวัง ThaluWang ซึ่งมีข้อความวิจารณ์งบประมาณของสถาบันกษัตริย์ในปี 2565 พร้อมภาพพระบรมฉายาลักษณ์ ทำให้ศาลเห็นว่าเป็นการแสดงความอาฆาตมาดร้ายและเป็นการเสื่อมเสียพระเกียรติอย่างร้ายแรง

เหตุการณ์ที่นำไปสู่คำพิพากษา

พยานหลักฐานของคดีระบุว่า ปัจจัยสำคัญคือโน้ตบุ๊กที่ถูกพบในห้องพักของ ใบปอ ทะลุวัง ซึ่งมีประวัติการแชร์โพสต์เกี่ยวกับการใช้งบประมาณกว่า 30,000 ล้านบาทจากภาษีของประชาชนโดยไม่มีความจำเป็น

ศาลตัดสินว่าการกระทำของจำเลยนั้นสร้างความเสื่อมเสียแก่สถาบันพระมหากษัตริย์อย่างรุนแรง และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ แม้จำเลยจะให้การปฏิเสธต่อสู้ แต่พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักและน่าเชื่อถือ

คำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 โดยให้โทษจำคุก 6 ปี แต่เนื่องจากจำเลยให้การเป็นประโยชน์ รวมถึงเป็นนักศึกษาที่ทำดีต่อสังคม มีความประสงค์บริจาคอวัยวะ ศาลจึงลดโทษเหลือ 4 ปี และไม่รอลงอาญา

ด้านจำเลยที่ 2 น.ส.สุพิชฌาย์ ได้หลบหนีระหว่างพิจารณาคดี ศาลจึงออกหมายจับและปรับนายประกัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะหลีกเลี่ยงคดีอย่างชัดเจน

เสียงสะท้อนจากสังคม

  • มีผู้ให้ความสนใจจำนวนมากเข้ามาร่วมฟังคำพิพากษา
  • แนวร่วมกลุ่ม ทะลุวัง มาร่วมให้กำลังใจจำเลย
  • ครอบครัว ใบปอ ทะลุวัง บาดใจรับฟังคำพิพากษา

หลังฟังคำพิพากษา ใบปอ ทะลุวัง ร้องไห้โถมเข้ากอดครอบครัว ขณะที่กลุ่ม ทะลุวัง ยืนปลอบใจและให้กำลังใจอย่างเต็มที่ กลายเป็นภาพสะท้อนของความขัดแย้งในสังคมที่ยังไม่มีทางออกชัดเจน

ด้านทนายความของ ใบปอ ทะลุวัง คือนายกฤฎางค์ นุตจรัส ได้ระบุสั้นๆ ว่าจะยื่นคำร้องขออนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นอุทธรณ์ โดยเตรียมหลักทรัพย์ไว้แล้ว

เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในวงสนทนาระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกกับการคุ้มครองสถาบันเบื้องสูงที่ยังคงเป็นหัวใจของกฎหมายไทย การตัดสินครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของบุคคล แต่คือสะท้อนของijd ทางการเมืองและความสัมพันธ์ของประชาชนกับสถาบัน

ที่มา – คุก 4 ปีไม่รอลงอาญา ‘ใบปอ ทะลุวัง’ คดี ม.112 โพสต์วิจารณ์งบสถาบัน

เทศบาลเมืองสระบุรี อบรมแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม (เหตุรำคาญ)

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ณ ห้องประชุมชั้น 3 สำนักงานสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมืองสระบุรี ดร.ภาณุพงศ์ ทิพยเศวต นายกเทศมนตรีเมืองสระบุรี ได้เป็นประธานเปิด โครงการอบรมแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม (เหตุรำคาญ) ประจำปีงบประมาณ 2568 ซึ่งมีคณะผู้บริหารเทศบาล สมาชิกสภาเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ และคณะกรรมการชุมชนจาก 29 ชุมชน เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง

เทศบาลเมืองสระบุรี อบรมแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม (เหตุรำคาญ)

นายเทพชัย มาพิทักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ปัญหา สิ่งแวดล้อม (เหตุรำคาญ) สร้างความเดือดร้อนอย่างมากต่อการดำรงชีวิตของประชาชน และสามารถกระทบต่อสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจได้เช่นกัน การป้องกันและเฝ้าระวังจึงเป็นสิ่งสำคัญ ทว่ากิจการที่ไม่เป็นมิตรกับสุขลักษณะ เช่น การก่อสร้าง การประกอบกิจการขนาดเล็ก หรือโรงงานอุตสาหกรรมที่ละเมิดหรือไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ล้วนเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิด มลพิษสิ่งแวดล้อม ในรูปของเสียงดัง ฝุ่นละออง กลิ่นเหม็น ความสั่นสะเทือน รวมถึงน้ำเสีย ซึ่งต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

การอบรมสิ่งแวดล้อมเทศบาลเมืองสระบุรี

แนวทางการป้องกันและแก้ไข

สำนักงานสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมืองสระบุรี มองเห็นความสำคัญนี้อย่างลึกซึ้ง จึงจัด โครงการอบรมแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม (เหตุรำคาญ) เพื่อให้เกิดความเข้าใจ พร้อมแนวทางการป้องกันและจัดการปัญหาทางสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีวิทยากรจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสระบุรีมาร่วมให้ความรู้เรื่องกฎหมาย การตรวจสอบ และมาตรการควบคุม ทั้งในเชิงเทคนิคและจริยธรรมทางสังคม

  • การป้องกันมลพิษจากกิจการรายย่อย
  • การบริหารจัดการขยะและการระบายอากาศ
  • แนวทางหลีกเลี่ยงปัญหากลิ่นเหม็นและเสียงดัง
  • บทบาทของชุมชนในการเฝ้าระวังและรายงานปัญหา

ดร.ภาณุพงศ์ กล่าวสรุปในการเปิดโครงการว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมหลายประการเกิดจากการละเลยและขาดความรับผิดชอบร่วมกันในชุมชน จึงเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วน แต่โดยเฉพาะผู้นำชุมชนที่ควรมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ผ่านการอบรม เช่น โครงการอบรมแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม (เหตุรำคาญ) ครั้งนี้ เพื่อสร้างเครือข่ายความรู้และการเฝ้าระวังร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

โครงการดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมทางวิชาการ แต่เป็นการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สังคมสระบุรีมีคุณภาพ และประชาชนมีสุขภาพดีทั้งทางกายและใจจากการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย สะอาด และน่าอยู่

ที่มา – เทศบาลเมืองสระบุรี จัดโครงการอบรมแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม (เหตุรำคาญ)