ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

อดีตกกต.ชี้‘อิ๊งค์’ผิดจริยธรรมอาจขาดคุณสมบัติหัวหน้าพรรค

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการกิจการตำรวจแห่งชาติ (กกต.) และนักวิชาการด้านการเมือง ได้โพสต์ข้อคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับคำวินิจฉัยล่าสุดของศาลรัฐธรรมนูญที่มีต่อนายแพทองธาร ชินวัตร หรือที่เรียกกันในวงการการเมืองว่า ‘อิ๊งค์’ ซึ่งถูกตัดสินว่ามีพฤติกรรมขัดกับมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

อดีตกกต.ชี้‘อิ๊งค์’ผิดจริยธรรมอาจขาดคุณสมบัติหัวหน้าพรรค

จากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านมานั้น มีผลกระทบอย่างมากต่อสถานะทางการเมืองของนายแพทองธาร โดยไม่เพียงแค่ส่งผลให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ยังอาจส่งผลถึงความสามารถในการดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยด้วย

ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ของนายสมชัย ระบุว่า สิ่งที่ควรตั้งคำถามไว้ตอนนี้คือ ว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวอาจทำให้เกิดการพ้นจากตำแหน่งในฐานะหัวหน้าพรรคหรือไม่ ซึ่งหากเช็คตามกฎหมายแล้ว คำตอบจะบอกว่า “ใช่”

หลักฐานทางกฎหมาย

ภายใต้กฎหมาย พระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 15 (11) ได้กำหนดไว้ว่า ข้อบังคับของพรรคการเมืองจะต้องมีการกำหนดมาตรฐานจริยธรรมที่กรรมการบริหารพรรคต้องปฏิบัติตาม โดยให้เทียบเคียงได้กับมาตรฐานจริยธรรมที่ใช้บังคับกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเองก็คือมาตรฐานเดียวกันกับที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้วินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง

เมื่อดูตามข้อบังคับพรรคอนุญาตให้เปรียบเทียบได้กับกฎหมายสูงสุดนี้ หมายความว่าหากใครประพฤติตนคลาดเคลื่อนจากมาตรฐานจริยธรรมที่ร้ายแรง แม้จะอยู่ในตำแหน่งหัวหน้าพรรค อาจเสี่ยงต่อการถูกตัดสิทธิ์ในการดำรงตำแหน่งโดยอัตโนมัติ

  • กฎหมายพรรคการเมืองระบุถึงมาตรฐานจริยธรรมที่จำเป็นในการดำรงตำแหน่ง
  • ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า ‘อิ๊งค์’ ผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง
  • ข้อบังคับพรรคเพื่อไทยมีข้อกำหนดที่อ้างอิงถึงกฎหมายดังกล่าว

นายสมชัยอธิบายต่อไปว่า เมื่อเปิดดูข้อบังคับพรรคเพื่อไทยในราชกิจจา เมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2562 ข้อ 48 วรรคสุดท้าย มีการระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ‘คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการบริหารพรรคให้เป็นไปตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมือง’ ซึ่งหมายความว่า แนวทางปฏิบัติหรือความประพฤติอันเป็นที่ตั้งใจไม่เสียหายของบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งบริหารของพรรค จะถูกเปรียบเทียบกับระเบียบขั้นพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ

ผลกระทบตามมาจากการกระทำที่ผิดจริยธรรม

ด้วยเหตุนี้ หากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่แท้จริง ศาลก็สามารถดำเนินการผ่านเลขาธิการ กกต. เพื่อแจ้งให้พรรคเพื่อไทยทราบว่า หัวหน้าพรรครายนี้ไม่สามารถเข้าเกณฑ์คุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งแล้ว และให้พรรคเพื่อไทยดำเนินการจัดประชุมใหญ่ภายใน 60 วัน เพื่อเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารชุดใหม่มาแทน

สิ่งนี้จึงถูกเรียกว่า แพทองธาร Effects หรือผลสะท้อนที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างภายในพรรค ไม่ใช่แค่ไปหยุดที่ตัวบุคคลเท่านั้น

หากมองในเชิงยาวระยะ การตัดสินเช่นนี้ส่งผลต่อเสถียรภาพด้านการเมืองภายในประเทศ เพราะสถานการณ์เช่นนี้อาจจะเกิดขึ้นได้กับพรรคอื่นที่มีผู้นำเข้าข่ายของกรณีเดียวกันด้วย จึงเป็นเรื่องสำคัญทั้งต่อประชาชนและพรรคการเมืองในการปฏิรูปตัวเองให้อยู่ภายใต้หลักจริยธรรมที่เข้มงวดยิ่งขึ้น

แม้จะยังมีข้อถกเถียงในวงการกฎหมายเกี่ยวกับกรณีของ ‘อิ๊งค์’ แต่นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโลกการเมืองไทย ที่ประชาชนต้องได้เห็นผู้นำที่ไม่มีหนี้ทางจริยธรรม การมีกฎหมายที่เข้มงวดร่วมกับการตรวจสอบที่ครอบคลุมจึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด

หากท่านต้องการติดตามข่าวสารการเมืองและข้อมูลด้านนโยบาย อัปเดตข่าวสารใหม่ ๆ อย่างใกล้ชิดบนสถานการณ์ไทย ติดตามเราได้ตลอดเวลา

อย่าลืมแชร์บทความนี้ต่อเพื่อให้ทุกคนได้เห็นและเข้าใจถึงความสำคัญของระบอบประชาธิปไตยที่มีจริยธรรมกันดีกว่าครับ

ที่มา – อดีตกกต. ชี้หลังศาลรัฐธรรมนูญฟัน ‘อิ๊งค์’ ผิดจริยธรรมร้ายแรง เท่ากับขาดคุณสมบัติเป็นหัวหน้าพรรค

กมธ.กฎหมายฯ วุฒิสภาหารือแนวทางป้องกัน-บำบัดผู้ติดยาเสพติด

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการกฎหมายและยุติธรรม วุฒิสภา โดยนำโดย พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย ประธานคณะกรรมาธิการ พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการและเลขานุการประจำคณะฯ ได้เดินทางมายังห้องประชุมตำรวจภูธรจังหวัดพะเยา เพื่อศึกษาดูงานและร่วมประชุมกับผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพะเยา ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่

กมธ.กฎหมายฯ วุฒิสภาหารือแนวทางป้องกัน-บำบัดผู้ติดยาเสพติด

ในการประชุมครั้งนี้ มีการหารือถึงแนวทางการดำเนินงานของพนักงานสอบสวน ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รักษาความมั่นคงในพื้นที่ อีกทั้งยังมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางในการบังคับใช้กฎหมายที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565, พระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 และพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566

แนวทางในการป้องกันและบำบัดผู้ติดยาเสพติด

หนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในครั้งนี้คือแนวทางในการป้องกัน การแก้ไข และการบำบัดผู้ติดยาเสพติดในพื้นที่จังหวัดพะเยา โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมที่หลากหลาย ทั้ง พล.ต.ต. พงษ์สวัสดิ์ ไชยบาล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพะเยา รองเจ้าคณะจังหวัดพะเยา ผู้แทนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพะเยา นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยา และเจ้าหน้าที่ตำรวจ นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้ที่ผ่านการบำบัดยาเสพติดแล้วสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ

จากรายงานที่ได้รับ การประชุมในครั้งนี้เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเปิดเผย ไม่ว่าจะเป็นมุมมองจากเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการลดจำนวนผู้ติดยาเสพติด และสนับสนุนให้ผู้ที่ต้องการออกจากเส้นทางนี้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

เป็น亮点หนึ่งที่น่าสนใจจากกิจกรรมครั้งนี้ คือ การมอบรถจักรยานยนต์ให้แก่ผู้ที่ผ่านการบำบัดและสามารถเลิกเสพได้อย่างเด็ดขาด ซึ่งเป็นการสร้างแรงจูงใจและเป็นการสนับสนุนอย่างแท้จริง เพื่อให้พวกเขาได้กลับคืนสู่สังคมอย่างมั่นคงและมีคุณภาพ

กิจกรรมช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ใช้สารเสพติด ถือเป็นแนวทางเชิงรุกที่ช่วยลดจำนวนอาชญากรรม ตลอดจนส่งเสริมความมั่นคงให้เกิดขึ้นในชุมชนได้อย่างยั่งยืน การร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง

ในตอนท้าย คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูล ข้อเสนอแนะ และประสบการณ์จากการเข้าพื้นที่จังหวัดพะเยาในครั้งนี้ ไปใช้ประกอบการศึกษา วางแผน รวมถึงดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการและวุฒิสภาต่อไป

หากคุณเป็นผู้ที่กำลังเผชิญกับปัญหาการเสพติด หรือรู้จักใครที่ต้องการความช่วยเหลือ อย่าลังเลที่จะติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะการออกมาจากความมืดคือสิ่งที่เป็นไปได้เสมอ

ที่มา – กมธ.กฎหมายและยุติธรรม วุฒิสภา หารือแนวทางป้องกัน-บำบัดผู้ติดยาเสพติด รับฟังปัญหา ตำรวจภูธรพะเยา

คุณากร มั่นใจขึ้นทะเบียน GI “เนื้อสุรินทร์” ช่วยการันตีคุณภาพ สร้างรายได้พื้นที่ 43 ล้าน

เมื่อเร็วๆ นี้ นายคุณากร ปรีชาชนะชัย อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาแสดงความยินดีหลังจากที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ได้ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ให้กับ “เนื้อสุรินทร์” เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญและเป็นรูปธรรมจากการร่วมมือของทุกภาคส่วน

คุณากร มั่นใจขึ้นทะเบียน GI “เนื้อสุรินทร์” ช่วยการันตีคุณภาพ สร้างรายได้พื้นที่ 43 ล้าน

“เนื้อสุรินทร์” ได้รับการยอมรับให้เป็นผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม โดยมีคุณภาพสูง ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น GI ซึ่งช่วยยกระดับมูลค่าสินค้า และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในระดับประเทศและนานาชาติ พร้อมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและชุมชนในจังหวัดสุรินทร์กว่า 43 ล้านบาทต่อปี

พัฒนาคุณภาพและเพิ่มศักยภาพให้กับผลิตภัณฑ์

นายคุณากร กล่าวว่าได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมโครงการตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่ง และมองว่าการขึ้นทะเบียน GI นี้เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาสินค้าและยกระดับฐานะเกษตรกร “การขึ้นทะเบียน GI จะช่วยสะท้อนคุณภาพของเนื้อสุรินทร์ และสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้กับจังหวัดของเราในระดับประเทศและตลาดโลก”

“เนื้อสุรินทร์” เป็นเนื้อโคลูกผสมคุณภาพสูง มีสายเลือดวากิวไม่น้อยกว่า 50% ส่งผลให้มีคุณสมบัติพิเศษ อย่างสีเนื้อแดงอมชมพู ไขมันแทรกสม่ำเสมอ มีระดับคะแนนคุณภาพตามมาตรฐานญี่ปุ่น 3 ขึ้นไป มีรสชาติอร่อย เนื้อนิ่ม ไม่มีกลิ่นสาบ ที่มาพร้อมมูลค่าสูง

  • สายพันธุ์คุณภาพ: มีสายเลือดวากิว >50%
  • คุณภาพมาตรฐาน: ได้มาตรฐานญี่ปุ่นระดับ 3 ขึ้นไป
  • ผลผลิต: มากกว่า 144,000 กิโลกรัมต่อปี
  • รายได้: สร้างรายได้กว่า 43 ล้านบาท

นับเป็นการยกระดับทั้งเศรษฐกิจท้องถิ่นและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอย่างยั่งยืน การได้รับการรับรอง GI จึงถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความเป็นมาและความพิเศษของ “เนื้อสุรินทร์” ที่ไม่ใช่เพียงแค่ผลิตภัณฑ์ แต่เป็นสัญลักษณ์ของคุณภาพและความตั้งใจในการเลี้ยงดูอย่างประณีต

ในอนาคต “เนื้อสุรินทร์” มีศักยภาพที่จะชูภาพพจน์จังหวัดสุรินทร์ และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้ก้าวไปไกลในตลาด meat premium ระดับโลก

อย่าพลาด! สนับสนุนผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น เพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชนและรักษามรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น

ที่มา – คุณากร มั่นใจขึ้นทะเบียน GI “เนื้อสุรินทร์” ช่วยการันตีคุณภาพ สร้างรายได้พื้นที่ 43 ล้าน

สรวงศ์ ยอมรับยังไม่ทราบจำนวน สส.เพื่อไทย ไหลข้ามขั้ว

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาเปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุจำนวนที่แน่ชัดว่ามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จากพรรคเพื่อไทยที่ได้ย้ายขั้วไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทยกี่คน แม้จะมีข่าวออกมาว่ามี สส. จำนวนหนึ่งไปให้สัมภาษณ์หรือปรากฏตัวในงานที่จัดโดยพรรคนั้น

สรวงศ์ ยอมรับยังไม่ทราบจำนวน สส.เพื่อไทย ไหลข้ามขั้ว

ทั้งนี้ นายสรวงศ์ ได้กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 30 สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่ทำเนียบรัฐบาล ได้มีการพูดคุยกันภายในกลุ่มผู้บริหารระดับสูงของพรรคเพื่อไทยเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมทั้งตั้งใจเข้าไปทำความเข้าใจกับ สส. แต่ละคนว่ามีปัจจัยหรือเหตุผลใดที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ซึ่งเขายอมรับว่าหากมีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่เปลี่ยนใจ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในสถานการณ์การเมือง

ตรึง สส. ยังอยู่กับพรรคเพื่อไทย อย่างเต็มที่

นายสรวงศ์ ยืนยันอย่างชัดเจนว่าพรรคเพื่อไทยได้พยายามที่จะ “ตรึง” สส. ที่ยังมีใจอยู่กับพรรคให้อยู่กับพรรคต่อ โดยย้ำว่า ทุกคนก็เข้าใจดีว่าหัวหน้าพรรคนั้นคือ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ดังนั้นหากมีการเคลื่อนไหวในทางใด ทางพรรคจะมีการสื่อสารและทำความเข้าใจเพื่อให้สมาชิกพรรคได้เข้าใจอุดมการณ์และจุดยืนเดิมของพรรคมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงข้อจำกัดในการรับประกันว่า สส. ทุกคนจะไม่ย้ายไปอยู่กับพรรคการเมืองอื่นหรือขั้วตรงข้าม นายสรวงศ์ กล่าวต่อว่า เป็นเรื่องธรรมดาในโลกการเมืองที่พรรคใหญ่จะไม่สามารถทำให้ทุกคนพอใจได้ ยิ่งในสถานการณ์ที่มีความตึงเครียด และมีผู้เล่นใหม่ ๆ หรือพรรคใหม่เกิดขึ้น อาจทำให้บางคนรู้สึก “น้อยใจ” หรือไม่พอใจ ซึ่งก็อยู่ในเหตุการณ์ปกติ ทั้งนี้ พรรคได้เน้นย้ำถึงความรับผิดชอบของสมาชิกพรรคในการยึดมั่นในหลักการ.

  • สรวงศ์ ยืนยันยังมีความพยายามติดต่อและคุยตลอด
  • สส. ได้รับการเตือนสติ และได้ยืนยันว่าอยู่กับพรรค
  • พรรคเพื่อไทยยืนยันยังไม่ลดความพยายามใดๆ

สรุป, จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของพรรคเพื่อไทยที่จะรักษาบุคลากรและสมาชิกพรรคไว้ให้ได้มากที่สุด แม้จะมีความจำกัดและอุปสรรคทางการเมือง จึงเป็นบททดสอบลำบากครั้งสำคัญของพรรคในเวลานี้ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นและมั่นคงภายในพรรคให้แข็งแกร่งตลอดเวลา

ที่มา – ‘สรวงศ์’ รับ มี ‘สส.เพื่อไทย’ ไหลข้ามขั้วจริงยังไม่ทราบกี่คน ยัน พยายามตรึงเต็มที่

ทหาร–ตำรวจ–ปกครอง ร่วมจับแรงงานเมียนมา 52 คนในกระบะตู้ทึบ

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568 พล.ต.อัษฎาวุธ ปันยารชุน ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9 และเป็นผู้บัญชาการกองกำลังสุรสีห์ พร้อมด้วย นายอธิสรรค์ อินทร์ตรา ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยว่า การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทางทหารจึงได้สนธิกำลังกับตำรวจและฝ่ายปกครองเพื่อดำเนินการลาดตระเวนอย่างเข้มงวด ซึ่งล่าสุดได้มีการจับกุมผู้โดยสารแรงงานเมียนมา จำนวน 52 คน ที่ซ่อนตัวอยู่ในรถกระบะตู้ทึบที่ใช้ไทยเป็นทางผ่านไปยังพื้นที่ตอนกลางและบางรายตั้งเป้าไปยังประเทศมาเลเซีย

ทหาร–ตำรวจ–ปกครอง ร่วมจับแรงงานเมียนมา 52 คนในกระบะตู้ทึบ

ในช่วงก่อนเกิดเหตุ พล.ต.อัษฎาวุธ ได้สั่งการให้ พ.อ.พรรณศักย์ เพรียวพานิช ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 29 รวมถึง พ.อ.ปิยะเณศร์ ภัทรศาศวัตวงษ์ รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า จัดเตรียมกำลังพลร่วมกับ กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 135 สถานีตำรวจภูธรทองผาภูมิ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอทองผาภูมิ เข้าตั้งจุดตรวจและจุดสกัดบริเวณสามแยกทองผาภูมิ

ตรวจรถยนต์กระบะตู้ทึบ พบแรงงานผิดกฎหมาย

เวลาประมาณ 02.30 น. เจ้าหน้าที่ตรวจจุดสังเกตุพบรถกระบะตู้ทึบที่มีลักษณะคล้ายบรรทุกของหนัก เร่งเครื่องหลบหนีหลังถูกเรียกให้หยุดเพื่อตรวจสอบ เจ้าหน้าที่จึงไล่ติดตามจนสามารถจอดจับกุมได้ที่บ้านปรังกาสี ตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อเข้าตรวจสอบภายในพบว่ามีแรงงานเมียนมาซ่อนตัวอยู่ทั้งหมด 52 คน โดยเป็นชาย 37 คน หญิง 15 คน

จากการสอบสวนผ่านล่ามทราบว่ากลุ่มผู้โดยสารทั้งหมดเดินทางจากเมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา ผ่านเส้นทางธรรมชาติในอำเภอสังขละบุรี จากนั้นใช้เส้นทางบกและทางน้ำหลบหลีกจุดตรวจของเจ้าหน้าที่ จนมีชายรายหนึ่งขับรถกระบะมารับเพื่อพานำไปยังพื้นที่ตอนกลางต่อ โดยมีบางส่วนตั้งเป้าเดินทางต่อไปยังประเทศมาเลเซีย ภายใต้ข้อตกลงการจ่ายค่าจ้างกับนายหน้าระหว่าง 15,000 ถึง 40,000 บาทต่อราย

ท้ายที่สุด เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้มีแรงงานผิดกฎหมายทั้งหมด พร้อมรถยนต์กระบะตู้ทึบไปฝากขังที่สถานีตำรวจภูธรทองผาภูมิ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการที่เกี่ยวข้องในวงกว้างต่อไป

การปฏิบัติร่วมกันอย่างเป็นระบบของหน่วยงานทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง แสดงให้เห็นว่าการป้องกันผู้ลักลอบเข้าเมืองสามารถแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้ามีการประสานงานกันอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม

ที่มา – สนธิกำลัง! ทหาร–ตำรวจ–ปกครอง ไล่ล่ากระบะตู้ทึบ ซุกแรงงานเมียนมา 52 คน ใช้ไทยเป็นทางผ่าน

‘เฉลิมชัย’ ปัดตอบดีลซบภูมิใจไทย นัดประชุม กก.บห. 31 ส.ค. 68

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาชี้แจงถึงประเด็นข่าวที่ว่ามีการเจรจาหรือดีลทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทย เพื่อไปร่วมรัฐบาล โดยนายเฉลิมชัยได้ปฏิเสธข่าวลืออย่างชัดเจน และไม่ยืนยันว่าจะมีการร่วมมือใด ๆ กับพรรคภูมิใจไทย แต่อย่างใด

ทั้งนี้ ยังมีกระแสข่าวว่า ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์จำนวน 4 คน ได้หันไปให้การสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยแล้ว อย่างไรก็ตาม หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ให้ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว และเลือกที่จะไม่แสดงความเห็นอย่างเป็นทางการ

‘เฉลิมชัย’ ปัดตอบดีลซบภูมิใจไทย

คำชี้แจงของ ‘เฉลิมชัย’ ปัดตอบดีลซบภูมิใจไทย นั้นเกิดขึ้นหลังจากที่กระแสข่าวลือเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในพรรคประชาธิปัตย์ ได้แพร่กระจายออกมาอย่างหนาหู ทั้งการเคลื่อนไหวของสมาชิกพรรคที่แสดงจุดยืนไม่ชัดเจน รวมไปถึงข่าวลือเรื่องการไปร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีผู้สังเกตการณ์มองว่าอาจมาจากการที่พรรครัฐบาลยังมีความไม่มั่นคงทางเสียงในสภาผู้แทนราษฎร

นัดประชุม กก.บห. 31 ส.ค. 68

อย่างไรก็ตาม ข่าวสำคัญที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ก็คือการที่พรรคประชาธิปัตย์เตรียมจัดการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ในวันที่ 31 สิงหาคม 2568 เวลา 15.00 น. ซึ่งคาดว่าจะเป็นเวทีที่มีการอภิปรายสถานการณ์การเมืองในตอนนี้อย่างจริงจัง เพื่อหาจุดร่วมและทางออกให้พรรคในระยะต่อไป

  • สถานการณ์การเมืองปัจจุบัน
  • การจัดระเบียบภายในพรรค
  • แนวทางตอบสนองต่อกระแสข่าวลือ

ในการประชุมครั้งนี้ คาดว่ารัฐมนตรีเฉลิมชัยจะใช้โอกาสในการชี้แจงแนวทางและทิศทางของพรรคอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่สมาชิกพรรค และตัดวงจรของข่าวลือที่อาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของพรรคในระยะยาว

ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดแน่นอนว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในทิศทางหรือนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ แต่สิ่งที่แน่นอนคือ แนวทางการเมืองของพรรคจะต้องสอดคล้องกับหลักการของประชาธิปไตย และผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

อีกทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญในการรวมพลังและสร้างเสถียรภาพภายในพรรค หลังจากเผชิญกับกระแสกระแสข่าวลือที่อาจนำไปสู่ความแตกแยก หากไม่มีการสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใสจากผู้นำ

จากสถานการณ์ดังกล่าว สิ่งสำคัญคือการที่พรรคประชาธิปัตย์จะสามารถรักษาความเป็นหนึ่งเดียว และเคลื่อนไหวอย่างมีวิสัยทัศน์เพื่อเผชิญหน้ากับความท้าทายทางการเมืองในอนาคต

เราจะติดตามกันต่อไปว่าการประชุมครั้งนี้จะนำไปสู่ข้อสรุปอะไร และพรรคประชาธิปัตย์จะสามารถพิสูจน์ความเข้มแข็งในการบริหารจัดการพรรคได้อย่างไร

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าการปฏิเสธการร่วมมือกับพรรคภูมิใจไทยนั้น สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางที่มุ่งเน้นผลประโยชน์ของประชาชนและความมั่นคงของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งน่าคิดในบริบทของการเมืองไทยในปัจจุบัน

หากคุณติดตามข่าวการเมืองไทย อย่าลืมติดตามข่าวการประชุมครั้งสำคัญนี้ และรับรู้ข้อมูลที่แท้จริงจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ

ที่มา – ‘เฉลิมชัย’ ปัดตอบดีลซบภูมิใจไทย เผย นัดประชุม กก.บห. 31 ส.ค. 68

รอง ผบ.ตร. แถลงจัดแข่งกีฬารักบี้ฟุตบอลไทย-มาเลเซีย ชิงถ้วยรุจิรวงศ์ ครั้งที่ 36

วันนี้ (29 สิงหาคม 2568) เวลา 10.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะทำงานการจัดการแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย พร้อมด้วย มูฮัมหมัด ฮาฟิซ อาบู บาการ์ เลขานุการเอก/ผู้ช่วยทูตตำรวจ มาเลเซีย และ พล.ต.ต.เทอดศักดิ์ รุจิรวงศ์ ที่ปรึกษา แถลงข่าวการแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลไทย-มาเลเซีย ชิงถ้วยรุจิรวงศ์ ครั้งที่ 36 ประจำปี 2568 ที่ห้องสารสิน อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

รอง ผบ.ตร. แถลงจัดแข่งกีฬารักบี้ฟุตบอลไทย-มาเลเซีย ชิงถ้วยรุจิรวงศ์ ครั้งที่ 36

การจัดการแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย เป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสามัคคี เป็นมิตรภาพ และสร้างความร่วมมือในงานปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การแข่งขันครั้งนี้มีประวัติยาวนานกว่า 64 ปี โดยเริ่มครั้งแรกเมื่อปี 2504 ที่ประเทศมาเลเซีย และได้มีการจัดไปแล้ว 32 ครั้ง โดยจัดสลับกันเป็นเจ้าภาพ

การแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณี ไทย – มาเลเซีย

สำหรับการแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลไทย-มาเลเซีย ชิงถ้วยรุจิรวงศ์ ครั้งที่ 36 ในปีนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันระหว่างวันที่ 3 – 6 กันยายน 2568 และจะมีการแข่งขันจริงในวันที่ 4 กันยายน ณ สนามกีฬารักบี้ฟุตบอล โรงเรียนปริ้นส์รอยแยลส์วิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่

  • วันที่จัดการแข่งขัน: 4 กันยายน 2568
  • เวลาเริ่ม: 15.00 น.
  • สนามแข่งขัน: โรงเรียนปริ้นส์รอยแยลส์วิทยาลัย เชียงใหม่
  • สามารถติดตามได้ทาง Facebook : Royal Thai Police Rugby Club

พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง กล่าวว่า การแข่งขันครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อปลูกฝังความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างตำรวจไทยและมาเลเซีย แม้ผลการแข่งขันจะมีแพ้ชนะ แต่สิ่งที่ได้มากกว่านั้นคือมิตรภาพที่ยั่งยืนตลอดระยะเวลานาน

นอกจากนี้ยังมีการเชิญพี่น้องประชาชน รวมถึงข้าราชการตำรวจ ร่วมรับชมและให้กำลังใจแก่ทีมตำรวจไทยในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นการเชิดชูภาพลักษณ์ของตำรวจไทยบนเวทีระหว่างประเทศอีกด้วย

การแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเทศไทย-มาเลเซีย ชิงถ้วยรุจิรวงศ์ ครั้งที่ 36 นี้เป็นการย้ำเตือนถึงความสามัคคีและความร่วมมือที่ไม่ใช่เพียงแค่ในสนามแข่ง แต่ยังสานต่อในภารกิจการรักษาความสงบเรียบร้อยของทั้งสองประเทศอย่างแท้จริง

ที่มา – รอง ผบ.ตร. แถลงข่าวการจัดแข่งขันกีฬารักบี้ ฟุตบอลประเพณีตำรวจไทย – มาเลเซีย ชิงถ้วยรุจิรวงศ์ ครั้งที่ 36 ประจำปี 2568

สรุปผลงาน-รางวัลส่วนตัว ศึก “กรมพลศึกษา เดลินิวส์ คัพ 2025” 18 ปี ก.

การแข่งขันกีฬาฟุตบอลระหว่างโรงเรียนประจำปีการศึกษา 2568 รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี ประเภท ก. หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “กรมพลศึกษา เดลินิวส์ คัพ 2025” ได้มาถึงรอบชิงชนะเลิศแล้ว โดยการแข่งขันนัดชิงฯ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ณ สนามศุภชลาศัย ซึ่งเป็นเวทีที่แฟนกีฬาต่างติดตามเป็นอย่างดี

สรุปผลงาน-รางวัลส่วนตัว ศึก “กรมพลศึกษา เดลินิวส์ คัพ 2025”

ในการแข่งขันครั้งนี้ทีมที่ได้แชมป์คือ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย หลังชนะ โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี ในช่วงยิงจุดโทษแบบสุดมันส์ ด้วยสกอร์ 4-2 หลังจากเสมอกันในเวลาปกติ 1-1 ทำให้แฟนบอลทั้งสองทีมต่างลุ้นระทึกไปตามๆ กัน

ผลการแข่งขันทีมและรางวัลทั้งหมด

มาดูรายละเอียดรางวัลและผลงานเด่นของแต่ละทีมกันเลยครับ

  • ทีมผู้ชนะการแข่งขันถ้วยประเภท ก. : โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
  • ทีมรองชนะเลิศอันดับที่ 1 : โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี
  • ทีมรองชนะเลิศอันดับที่ 2 (ร่วม) : โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และ โรงเรียนเทพศิรินทร์

นอกจากนี้ยังมีรางวัลส่วนตัวที่ถือว่าน่าจับตามองในงานนี้อีกด้วย

นักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนท์

รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมหรือ MVP ของ “กรมพลศึกษา เดลินิวส์ คัพ 2025” รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี ประเภท ก. ตกเป็นของ “ธีธัช เกลาฉีด” จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ที่โชว์ผลงานได้อย่างโดดเด่นตลอดทั้งฤดูกาล

สำหรับ รางวัลดาวซัลโวประจำทัวร์นาเมนท์ มีผู้เล่น 3 คนที่ทำสถิติยิงประตูได้มากที่สุด โดยเป็นของ “ชนาธิป มะเสนา” จากโรงเรียนปทุมคงคา ที่ยิงได้ทั้งสิ้น 6 ประตู ตามด้วย “เมธา การุณวงษ์” และ “ธีรเทพ ทองคำ” จากโรงเรียน อบจ.ชัยนาท ที่ทำได้เท่ากันที่ 6 ประตูเช่นกัน

การแข่งขันในครั้งนี้ถือว่าเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น และได้คัดเลือกนักเตะรุ่นเยาว์ที่มีความสามารถจำนวนมากออกมาสู่สายตามหากรุณาด้วยซ้ำ ถือเป็นเวทีที่เติมพลังให้กับวงการฟุตบอลเยาวชนไทยอย่างแท้จริง

หากคุณพลาดการรับชมการแข่งขัน สามารถติดตามข่าวสารและไฮไลท์การแข่งขันได้ในเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ อย่าลืมเชียร์ทีมโปรดของคุณในโอกาสหน้าด้วยนะครับ

ที่มา – สรุปผลงาน-รางวัลส่วนตัว ศึก “กรมพลศึกษา เดลินิวส์ คัพ 2025” 18 ปี ก.

สุโขทัยห้ามพลาด “ก๋วยเตี๋ยวยายตุ๊” สูตรดั้งเดิมกว่า 70 ปี

หากพูดถึงรสชาติความอร่อยแบบดั้งเดิมในจังหวัดสุโขทัย หนึ่งในร้านอาหารที่ห้ามพลาดคือ ก๋วยเตี๋ยวยายตุ๊ ซึ่งเปิดมาแล้วกว่า 70 ปี โดยรักษาสูตรดั้งเดิมจากรุ่นแม่สู่ลูกอย่างสม่ำเสมอ ด้วยความตั้งใจในการสืบสานอาหารท้องถิ่นที่แท้จริง จนได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญและประชาชนทั่วไป

สุโขทัยห้ามพลาด “ก๋วยเตี๋ยวยายตุ๊” สูตรดั้งเดิมกว่า 70 ปี

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทางอำเภอศรีสำโรงได้ร่วมกับสำนักงานจังหวัดสุโขทัยจัดกิจกรรม “รองผู้ว่าฯ ชวนชิม” เพื่อส่งเสริมกลุ่มร้านอาหารท้องถิ่นที่ผลิตสรรค์อาหารรสเลิศโดยมี นายธีรยุทธ สำราญทรัพย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ร่วมเดินทางไปเยี่ยมชมและชิมบริการของร้าน ก๋วยเตี๋ยวยายตุ๊ ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่ 3 ตำบลทับผึ้ง

ภายในงาน นายธีรยุทธได้มอบป้าย “รองผู้ว่าฯ ชวนชิม” เป็นลำดับที่ 4 ให้แก่ทางร้าน เพื่อเป็นการรับรองถึงมาตรฐานและความอร่อยตามมาตรฐาน ทั้งในด้านรสชาติ ความสะอาด และคุณภาพอาหาร ตลอดจนยกย่องความตั้งใจของเจ้าของร้านที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยสูตรโบราณ ซึ่งเป็นหนึ่งในมรดกวัฒนธรรมที่สำคัญของท้องถิ่น

เมนูพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ในส่วนของเมนูที่น่าแนะนำของทางร้านมีให้เลือกมากมาย เช่น ก๋วยเตี๋ยวน้ำใส, ต้มยำ, ก๋วยเตี๋ยวแห้งเครื่องไทย และ ผัดไทยสูตรโบราณ ที่เน้นความกลมกล่อมจนแทบไม่จำเป็นต้องปรุงเพิ่ม แถมยังใช้เตาฟืนในการปรุงอาหาร ช่วยให้รสชาติเข้มข้นและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นวิธีดั้งเดิมที่หายากในปัจจุบัน

ร้านเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 08.00 น. – 15.00 น. (โดยส่วนใหญ่จะหมดก่อนเวลา) และมีบรรยากาศที่อบอุ่น เป็นกันเอง ทำให้ทั้งนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่ต่างชื่นชอบ การมาเยือนที่นี่จึงไม่ใช่แค่ชิมอาหาร แต่ยังได้สัมผัสกับความเป็นชุมชนของสุโขทัยด้วย

นายธีรยุทธ กล่าวว่า “ร้านยายตุ๊เป็นตัวอย่างที่ดีของการรักษาเอกลักษณ์อาหารท้องถิ่น ควรค่าแก่การสนับสนุน เพราะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน และสืบสานภูมิปัญญาด้านวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คงอยู่ต่อไป” พร้อมเชิญชวนทั้งประชาชนและผู้มาเยือนจังหวัดสุโขทัยให้แวะมาอุดหนุน

สุโขทัยห้ามพลาด “ก๋วยเตี๋ยวยายตุ๊” สูตรดั้งเดิมกว่า 70 ปี ถือเป็นจุดหมายของใครหลายคนที่ชื่นชอบอาหารเหนืออย่างแท้จริง โดยเฉพาะวันหยุด อย่าลืมแวะไปชิมก๋วยเตี๋ยวรสเยี่ยงยุคโบราณของ “ยายตุ๊” แล้วคุณจะต้องประทับใจในความอร่อยแบบบ้าน ๆ ที่ไม่มีผิด

ที่มา – สุโขทัยห้ามพลาด “ก๋วยเตี๋ยวยายตุ๊” สูตรดั้งเดิมกว่า 70 ปี คว้าป้าย “รองผู้ว่าฯ ชวนชิม”

สปิริต แอร์ไลน์ส ยื่นล้มละลายครั้งที่ 2 หวังปรับโครงสร้างการเงิน

สปิริต แอร์ไลน์ส บริษัทสายการบินราคาประหยัดของสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศยื่นล้มละลายเป็นครั้งที่ 2 เมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยหวังจะได้ปรับโครงสร้างการเงินของบริษัทให้แข็งแรงขึ้น เพื่อกลับมาดำเนินธุรกิจอย่างมั่นคงในระยะยาว

สายการบินรายนี้เคยยื่นล้มละลายครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน 2567 และทำการประกาศเมื่อเดือนมีนาคมว่าบรรลุข้อตกลงกับเจ้าหนี้ในการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อลดภาระหนี้ลงไปกว่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 25,816 ล้านบาท

สปิริต แอร์ไลน์ส ยื่นล้มละลายครั้งที่ 2 ช่วยปรับโครงสร้างธุรกิจ

แม้จะเป็นข่าวที่น่าตกใจสำหรับผู้ติดตามวงการบิน แต่การยื่นล้มละลายครั้งนี้ถือเป็นกลยุทธ์เพื่อช่วยให้สปิริต แอร์ไลน์ส ได้มีเวลาและความยืดหยุ่นในการเจรจากับผู้ให้เช่า เจ้าหนี้ทางการเงิน และฝ่ายที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ เพื่อดำเนินการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเงินและการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ตลาดปัจจุบัน

จุดมุ่งหมายหลังกระบวนการล้มละลาย

สปิริต แอร์ไลน์สเปิดเผยว่า บริษัทคาดหวังจะเพิ่มความพยายามเป็น 2 เท่าในการออกแบบเครือข่ายการบินใหม่ ปรับขนาดของกองบินให้เหมาะสม และเน้นการประหยัดต้นทุนโดยรวม เพื่อให้สามารถกลับมาแข่งขันกับคู่แข่งรายอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ลดภาระหนี้กว่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ปรับโครงสร้างเครือข่ายการบินให้มีประสิทธิภาพ
  • ลดต้นทุนและเพิ่มความยั่งยืนทางการเงิน
  • แบ่งเวลานำไปเจรจาอย่างต่อเนื่องกับฝ่ายต่าง ๆ

นอกจากนี้ สายการบินนี้ยังได้รับคำแนะนำอย่างใกล้ชิดจากที่ปรึกษาด้านการเงินและกฎหมาย เพื่อให้แน่ใจว่ากระบวนการดังกล่าวจะเป็นไปอย่างราบรื่นและตรงเป้าหมายที่วางไว้

เครดิตภาพ : AFP

จากสถานการณ์การลงทุนในวงการบินที่มีความผันผวนสูง ความยืดหยุ่นและการปรับตัวอย่างชาญฉลาดจึงเป็นกุญแจสำคัญ หวังว่าสปิริต แอร์ไลน์ส จะสามารถฟื้นตัวได้ภายในระยะเวลาอันใกล้ และกลับมาเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่คุ้มค่าแก่นักเดินทางอีกครั้ง

ที่มา – ‘สปิริต แอร์ไลน์ส’ ยื่นล้มละลายรอบที่ 2 หวังปรับโครงสร้างการเงินบริษัท