ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

รมช.คลังง ยอมรับไม่เร่งสอบคดี ‘นายกฯ’ ใช้ตั๋วพีเอ็นซื้อหุ้นญาติพี่น้อง

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เป็นประธานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณากระทู้ถามสดจากนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งได้สอบถามถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบการใช้ตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือที่เรียกกันว่า พีเอ็น ของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการซื้อหุ้นจากญาติพี่น้อง เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี

รมช.คลังง ยอมรับไม่เร่งสอบคดี ‘นายกฯ’ ใช้ตั๋วพีเอ็นซื้อหุ้นญาติพี่น้อง

จากการสอบถามดังกล่าว นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ได้ออกมาชี้แจงแทน รมว.คลัง โดยระบุว่า ตั้งแต่ได้รับเรื่องร้องเรียนในเดือนมีนาคม 2568 ได้มีคำสั่งให้อธิบดีกรมสรรพากรดำเนินการตรวจสอบทันที ไม่ได้มีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือดึงเรื่องตรวจสอบไว้โดยไม่ทำอะไรเลย

การตรวจสอบย้อนหลังหลายปี

อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินการตรวจสอบในครั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่าหลักฐานที่มีอยู่ไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องดำเนินการหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อมูลทางภาษีของบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ข้อมูลผู้ถือหุ้นของบริษัท และอาจต้องเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องในการโอนหุ้นมาให้ปากคำ

ทั้งนี้ การตรวจสอบย้อนหลังตั้งแต่ปี 2559 จึงเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน ซึ่งรมช.คลัง ยอมรับว่าต้องใช้ความละเอียดรอบคอบเพื่อความเป็นธรรม ไม่ใช่การเร่งรีบเพื่อให้ได้ผลอย่างที่ต้องการ และกล่าวเพิ่มเติมว่าหากมีความเห็นว่ากระบวนการนี้ดำเนินไปช้า กรมสรรพากรไม่ได้เร่งหรือชะลอมากกว่าที่ควรจะเป็น แต่ก็ไม่ได้ดำเนินการช้าไปกว่ากระบวนการที่ต้องใช้ในการหาข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วน

  • รับเรื่องร้องเรียนเดือนมีนาคม 2568
  • สั่งกรมสรรพากรตรวจสอบ
  • ข้อมูลยังไม่เพียงพอ ต้องหาเพิ่มเติม
  • ต้องย้อนดูข้อมูลตั้งแต่ปี 2559
  • ให้ความเป็นธรรม ไม่ใช่เครื่องมือทางการเมือง

กรณีนี้ได้กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องความโปร่งใสและจริยธรรมทางการเมือง การที่ รมช.คลังง ยอมรับไม่เร่งสอบคดี ‘นายกฯ’ ใช้ตั๋วพีเอ็นซื้อหุ้นญาติพี่น้อง แสดงให้เห็นถึงกระบวนการที่ต้องใช้ความระมัดระวัง เพื่อมิให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการตัดสินใจที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

ใครจะเป็นผู้ตัดสินว่า “ช้า” หรือ “ไม่ช้า”? หรือสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ “กระบวนการที่โปร่งใสและยุติธรรม” ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง

ที่มา – ‘รมช.คลังง ยอมรับไม่เร่งสอบคดี ‘นายกฯ’ ใช้ตั๋วพีเอ็นซื้อหุ้นญาติพี่น้อง อ้างอยู่ระหว่างหาข้อมูลเพิ่มเติม

‘สนธิญา’ จี้ กกต. ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ตรวจสอบ ‘พีระพันธุ์’ ถือหุ้นขัดรัฐธรรมนูญ

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสนธิญา สวัสดี นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึง กกต. เพื่อทวงถามความคืบหน้าในกรณีการร้องเรียนเกี่ยวกับนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เกี่ยวกับการถือหุ้นในบริษัทซึ่งเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ

‘สนธิญา’ จี้ กกต. ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ตรวจสอบ ‘พีระพันธุ์’ ถือหุ้นขัดรัฐธรรมนูญ

จากกรณีที่ตนเคยยื่นเรื่องร้องเรียนเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2568 ซึ่งเป็นเวลากว่า 3 เดือนแล้ว นายสนธิญา ระบุว่า ยังไม่ได้รับการตอบกลับจาก กกต. ไม่ว่าจะเป็นหนังสือชี้แจงหรือการเรียกตัวไปสอบสวนใดๆ เลย ซึ่งจุดประสงค์ของการตรวจสอบครั้งนี้คือเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม

ทั้งนี้ การตรวจสอบ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เกี่ยวกับการถือหุ้นและดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารในบริษัทแห่งหนึ่ง ถือเป็นประเด็นที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเปิดเผยจากเครือดุสิตธานีเมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งยืนยันถึงสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง

ความชัดเจนทางกฎหมาย

“ผมต้องการให้ กกต. ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยเรื่องคุณสมบัติของ พีระพันธุ์ อย่างเป็นทางการ” นายสนธิญา กล่าวเสริม โดยรัฐธรรมนูญระบุไว้อย่างชัดเจนว่า บุคคลที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องไม่มีผลประโยชน์ที่ขัดแย้ง เช่น การเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นในบริษัทเอกชน

การดำเนินการของ สนธิญา สวัสดี นั้นสะท้อนให้เห็นถึงการใช้สิทธิของพลเมืองในการเฝ้าระวังการเมืองให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม แม้จะเผชิญกับการไม่ให้ความร่วมมือจากหน่วยงานที่ควรตัดสิน แต่ก็หวังว่าสุดท้ายความยุติธรรมจะต้องได้รับการคืนให้ประชาชน

หากศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินว่า พีระพันธุ์ กระทำการผิดจริง นั่นหมายความว่าเขาไม่มีสิทธิ์ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป และทางประชาคมควรมีบทเรียนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

ในทางกลับกัน หากรายงานของ สนธิญา ไม่ถูกต้อง หรือศาลวินิจฉัยว่าไม่มีความผิด ก็ถือว่ากระบวนการนี้เป็นเพียงการตรวจสอบ และนายพีระพันธุ์ ก็สามารถเดินหน้าการเมืองได้ตามปกติ

สิ่งสำคัญคือ กระบวนการทุกขั้นตอนต้องมีความโปร่งใส รองรับด้วยข้อมูลและมีแม่แบบตามกฎหมาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนผู้ถือหุ้นเสียงในระบอบประชาธิปไตย

ที่มา – ‘สนธิญา’ จี้ กกต. ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ปมตรวจสอบ ‘พีระพันธุ์’ ถือหุ้นขัดกฎหมาย

เยอรมนีผ่านกฎหมายรับราชการทหารโดยสมัครใจ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ คณะรัฐมนตรีเยอรมนีได้อนุมัติร่างกฎหมายใหม่เกี่ยวกับ “รับราชการทหารโดยสมัครใจ” ซึ่งถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการเสริมสร้างกำลังพลทางทหารของประเทศ หลังจากที่เยอรมนียกเลิกการเกณฑ์ทหารภาคบังคับเมื่อปี 2554 โครงการนี้มีเป้าหมายที่จะเพิ่มจำนวนทหารกองหนุนจากการฝึกอบรมที่ผ่านการรับราชการทหารแบบสมัครใจ ซึ่งมีระยะเวลา 6 เดือน จากประมาณ 100,000 นายในปัจจุบัน เป็นมากกว่าสองเท่าในอนาคต

รับราชการทหารโดยสมัครใจช่วยพลิกสถานการณ์

ตามรายงานจากสำนักข่าวเอเอฟพี กระทรวงกลาโหมเยอรมนีเชื่อว่า รับราชการทหารโดยสมัครใจจะเป็นทางเลือกที่สำคัญในการเพิ่มจำนวนผู้ที่มีความพร้อมทางทหาร โดยคาดการณ์ว่าในปี 2569 จะสามารถรับสมัครได้ 20,000 คน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 38,000 คนภายในปี 2573 ทางการยังระบุว่า หากไม่สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ อาจต้องพิจารณากลับไปใช้การเกณฑ์ทหารภาคบังคับอีกครั้ง ซึ่งต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา

ความท้าทายจากภูมิภาคและความต้องการของนาโต้

โครงการรับราชการทหารโดยสมัครใจนี้เกิดจากความจำเป็นที่เพิ่มขึ้นหลังจากสถานการณ์ความมั่นคงในยุโรประหว่างรัสเซียและยูเครนในปี 2565 ทำให้เยอรมนีตระหนักถึงความสำคัญของการมีกองทัพที่แข็งแกร่ง นายบอริส พิสโตริอุส รมว.กลาโหมเยอรมนี มีเป้าหมายที่จะเพิ่มจำนวนทหารประจำการจาก 180,000 นาย เป็น 260,000 นายภายในช่วงต้นทศวรรษ 2030 เพื่อสนับสนุนนโยบายของนาโต และเสริมความมั่นคงของประเทศในระดับภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายนี้คาดว่าจะเผชิญกับความท้าทายในการพิจารณาของรัฐสภา เพราะมีเสียงเห็นต่างเกี่ยวกับแนวทางการเสริมสร้างกองทัพของเยอรมนีในระยะยาว อย่างไรก็ตาม เยอรมนียังคงมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนแผนการเพิ่มกำลังทหารในรูปแบบสมัยใหม่ ซึ่งช่วยลดความตึงเครียดของประชาชนต่อการเกณฑ์ทหารในอดีต

  • เพิ่มจำนวนทหารกองหนุนจาก 100,000 เป็นมากกว่าสองเท่า
  • เพิ่มจำนวนทหารประจำการจาก 180,000 เป็น 260,000 นายภายในปี 2030
  • ใช้โครงการรับราชการทหารโดยสมัครใจ 6 เดือนเป็นทางเลือกแทนการเกณฑ์ทหารบังคับ
  • มุ่งเป้าเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นต่อภารกิจของนาโต

โครงการรับราชการทหารโดยสมัครใจของเยอรมนีเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจสำหรับประเทศที่กำลังมองหาทางเลือกใหม่ในการพัฒนากำลังทหาร ไม่เพียงแต่ลดการพึ่งพาการเกณฑ์ทหารภาคบังคับ แต่ยังส่งเสริมคุณค่าของการมีส่วนร่วมอย่างสมัครใจจากประชาชนอีกด้วย

หากคุณสนใจเรื่องราวการเมืองระหว่างประเทศ หรือการพัฒนากองทัพในประเทศยุโรป ติดตามข่าวสารได้จากแหล่งข่าวอย่างเป็นทางการเพื่อไม่พลาดการอัปเดตที่สำคัญ

ที่มา – คณะรัฐมนตรีเยอรมนีผ่านร่างกฎหมาย “รับราชการทหารโดยสมัครใจ”

เดือดไม่หยุด ‘อรอุ๋ง-หมอบี’ แฟนคลับถามถึง ‘รถหรู’ ได้มาอย่างไร?

กระแสของความสัมพันธ์ระหว่าง “หมอบี” เสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล ผู้ต้องหาคดีเงินบริจาควัดพระบาทน้ำพุ และ “อรอุ๋ง” อร พัศชนันท์ เจียจิรโชติ อดีตไอดอลสาว BNK48 กลายเป็นประเด็นร้อนระดับโซเชียลที่ดูไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง

ทุกอย่างเริ่มต้นเมื่อภาพของอรอุ๋งที่โพสต์ภาพคู่กับ รถซูซูกิ จิมนี่ สุดหรูเกิดกระแสถล่มทันที เนื่องจากสังคมสงสัยว่ารถยนต์คันดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหมอบีหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น แสดงว่าเป็นเงินที่ได้จากมิจฉาชีพผ่านการระดมทุนเพื่อวัดพระบาทน้ำพุ

เดือดไม่หยุด ‘อรอุ๋ง-หมอบี’ แฟนคลับถามถึง ‘รถหรู’ ได้มาอย่างไร?

ภายใต้กระแสวิพากษ์อย่างหนักหน่วง อรอุ๋งได้ออกมาเผยว่า ระหว่างตนกับหมอบีไม่มีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวแต่อย่างใด และตนเคารพนับถือหมอบีและภรรยาเสมือนพ่อแม่ พร้อมทั้งประกาศจะใช้กฎหมายฟ้องร้องผู้ใดก็ตามที่บิดเบือนความจริงเพื่อทำลายชื่อเสียง

ความจริงของเรื่อง ‘รถหรู’ จากใครกันแน่?

แม้อรอุ๋งจะออกมาชี้แจงไปแล้ว แต่คำถามหลัก dotyczące รถซูซูกิ จิมนี่ ที่เธอขี่ในภาพยังคงเป็นปมคำถามที่แฟนคลับยังสงสัยอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะหากหลักฐานชี้ว่ารถคันดังกล่าวมีที่มาจากหมอบี นั่นเท่ากับหมอบีใช้เงินจากการทุจริตที่ถูกกล่าวหาเพื่อซื้อของให้ผู้อื่น

สังคมจึงต้องจับตาดูว่าอรอุ๋งจะสามารถคลี่คลายข้อสงสัยว่า รถหรูมาได้ยังไง ได้อย่างไร และในขณะเดียวกัน ผลการสอบสวนจากเจ้าหน้าที่จะสามารถให้ข้อมูลหรือหลักฐานว่าความสัมพันธ์ที่ว่านี้มีเกี่ยวข้องกับการทุจริตจริงหรือไม่

  • อรอุ๋งยืนยันไม่มีความสัมพันธ์แบบชู้สาวกับหมอบี
  • แฟนคลับสงสัย “รถหรู” มาจากเงินบริจาคที่วัดพระบาทน้ำพุ
  • หน่วยงานต้องสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเงินบริจาค

เรื่องล่าสุดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ยิ่งชื่อดังมากเท่าไหร่ ความเป็นส่วนตัวก็ยิ่งลดความเป็นส่วนตัวลงเท่านั้น อรอุ๋งอาจต้องเผชิญกับทั้งการพิสูจน์ตัวตน ความจริง และความสัมพันธ์จนกว่าจะมีข้อสรุป

หากคุณอยากรู้เรื่องราวเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีของวัดพระบาทน้ำพุ หรือความเคลื่อนไหวของอรอุ๋งและหมอบี ลองติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่พลาดรายละเอียดสำคัญที่อาจเปลี่ยนภาพรวมของเรื่องนี้ได้

ที่มา – เดือดไม่หยุดความสัมพันธ์ ‘อรอุ๋ง-‘หมอบี’ แฟนคลับจี้ถาม ‘รถหรู’ ได้มาอย่างไร?

เชอรีนถอนหายใจ ตอบแล้วความสัมพันธ์กับมารี

ประเด็นร้อนแรงไม่หยุดจริงๆ เมื่อความสัมพันธ์ของนักแสดงสาว มารี เบรินเนอร์ และนักธุรกิจหนุ่มดัง ไฮโซบอส กลายเป็นที่กล่าวขวัญของสื่อและผู้ติดตาม เพราะเรื่องราวมีความซับซ้อนเกี่ยวข้องกับวงเพื่อนฝูงหลายคน

มารี และ เชอรีน ณัฐจารี เคยรู้จักกันมานานผ่าน ไฮโซบอส ที่ทั้งสองเคยมีความสัมพันธ์ ซึ่งทำให้หลายคนสงสัยว่า เธอทั้งสองเป็นมิตรหรือแค่รู้จักกันทั่วไป

เชอรีนถอนหายใจ ตอบคำตอบ

ล่าสุด เชอรีน ณัฐจารี ได้เปิดใจชัดเจนในช่วงไลฟ์สดขายของ เมื่อมีคนถามตรงๆ ว่า เชอรีนกับมารีสนิทกันไหม และคำตอบที่ออกมา เป็นคำตอบที่หลายคนคาดไม่ถึง

เชอรีนเผยว่า “ก็ไม่รู้เหมือนกัน อาจจะอยู่ที่ดุลยพินิจของแต่ละคน บางทีเรารู้สึกว่าเราเป็นเพื่อนกัน แต่บางทีก็อาจจะเป็นแค่รู้สึกของคนเดียว” พร้อมทั้งเล่าถึงช่วงเวลาที่มีโอกาสได้เจอกันบ่อยเพราะเคยคบกับคนใกล้ชิดกัน

เพื่อนสนิทหรือแค่รู้จัก

เชอรีนยังเล่าต่อว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมาเธอเข้ากับมารีได้ดี มีกิจกรรมด้วยกันหลายอย่าง ไม่ว่าจะออกเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัด ไปฟิตเนส ไปร้องคาราโอเกะ หรือไปดื่มเครื่องดื่มเบาๆ ร่วมกัน ทำให้เธอรู้สึกว่าทั้งสองเป็นมิตร

แต่อีกด้านหนึ่ง ยอมรับด้วยว่า “อาจจะแค่เราคิดไปเองก็ได้ ที่เรารู้สึกว่าเราสนิทกัน ก็เพราะว่าเราเคยเป็นวงเดียวกัน แต่เขาเขาไม่ได้รู้สึกแบบนั้นก็ได้ ไม่ใช่ใครผิดใครถูก มันก็แค่การตีความของแต่ละคน”

  • เคยเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกัน
  • ไปดื่มไปดริงก์ ฟิตเนส คาราโอเกะ
  • ไม่แน่ใจว่าถือว่าเป็นเพื่อนรู้ใจหรือไม่

เรื่องราวครั้งนี้ก่อให้เกิดกระแสต่างๆ ในโลกโซเชียล โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่า ความสัมพันธ์ของ เชอรีน และ มารี เป็นเพียงความเข้าใจผิด เพราะทั้งสองต่างก็ไม่ได้มีมุมมองตรงกัน

ทั้งนี้ เป็นเรื่องของความรู้สึกและมุมมองส่วนตัว ซึ่งกันและกันอาจมองไม่เหมือนกัน จึงทำให้อาจเกิดความเข้าใจผิดในสายตาของคนอื่น

อย่างไรก็ตาม คำตอบของเชอรีนน่าสนใจ เพราะเธอไม่ได้โวยวายหรือแสดงความรู้สึกแย่ แต่ยอมรับในความไม่แน่นอนของความสัมพันธ์ และยังยืนยันว่า “ไม่ว่ากันเข้าใจได้” สะท้อนความเป็นผู้ใหญ่ที่น่ายกย่องมาก

สุดท้ายแล้วเพื่อนกันเป็นแบบไหน ทุกคนมีบทนิยามที่แตกต่างกัน แต่สิ่งสำคัญคือการเคารพในความรู้สึกของอีกฝ่าย และการไม่ตีกรอบใครเอาไว้

ที่มา – ‘เชอรีน’ ถอนหายใจ! ตอบแล้วความสัมพันธ์ ‘มารี’ บอกเราสนิทกับเขาแต่เขาไม่สนิทกับเรา

พนักงานขับรถทัวร์บริษัทชื่อดัง ร้อง กมธ.แรงงาน ถูกบังคับนอนบริษัท

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่รัฐสภา นายสมพล หินขาว ซึ่งเป็นพนักงานขับรถทัวร์ของบริษัทชื่อดัง พร้อมด้วยผู้ร่วมงานอีก 1 คน ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายสหัสวัต คุ้มคง ส.ส.จังหวัดชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับกรณีที่ถูกบังคับให้นอนอยู่ที่บริษัทโดยไม่ได้รับอนุญาตให้กลับบ้านหาครอบครัว

พนักงานขับรถทัวร์บริษัทชื่อดัง ร้อง กมธ.แรงงาน ถูกบังคับนอนบริษัท

จากกรณีที่เกิดขึ้น ปรากฏว่าทางบริษัทได้ออกกฎระเบียบภายในให้พนักงานขับรถทัวร์ต้องนอนพักที่บริษัทโดยไม่สามารถกลับบ้านได้ ซึ่งห้องพักที่จัดให้นั้นเป็นห้องรวมที่ใช้ร่วมกันหลายคน ทำให้เกิดปัญหาการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ แม้กระทั่งผู้ป่วยก็ยังต้องนอนร่วมกับคนอื่น โดยหากไม่ปฏิบัติตามกฎดังกล่าว จะถูกหักเงินถึง 10,000 บาท ทั้งยังต้องทำหน้าที่เลื่อนรถโดยไม่มีค่าตอบแทน แต่หากสามารถนอนครบ 1 เดือนที่บริษัท ก็จะได้รับเงินรางวัลเพิ่มอีก 1,000 บาท

สิทธิแรงงานถูกละเมิด

นอกจากปัญหาการควบคุมเวลาพักผ่อนแล้ว ผู้ร้องเรียนยังระบุอีกว่า บริษัทไม่ให้พนักงานพักร้อน ไม่มีวันหยุด และการลางานก็ยากมาก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่หากทำงานครบเดือน จะได้รับเงินเพิ่ม 2,500-3,500 บาท ซึ่งถือว่าเป็นการกดดันให้พนักงานไม่อาจขัดขืนกฏที่ไม่เป็นธรรมเหล่านี้

  • หักเงินถึง 10,000 บาท หากไม่นอนที่บริษัท
  • ห้องนอนรวมหลายคน ทำให้เกิดปัญหาการพักผ่อน
  • ทำงานตลอดเวลา ไม่มีวันหยุดและไม่ให้ลาพักร้อน

อีกทั้งทางบริษัทยังออกกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการจอดรถให้พนักงานที่มีอายุงานน้อยกว่า 10 ปีต้องจ่ายค่าที่จอดรถวันละ 50 บาท และหากมีอายุงานเกิน 10 ปี จะต้องจ่ายค่าจอดรถตามประเภทของยานพาหนะซึ่งแตกต่างกัน โดยมีอัตราไม่เท่ากัน

กมธ.แรงงานเตรียมสอบสวน

ด้านนายสหัสวัต คุ้มคง ได้กล่าวว่า ตนเองจะเร่งนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการการแรงงานโดยเร็ว เพราะเห็นว่ามีการละเมิดสิทธิแรงงานอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในบริษัทขนส่งขนาดใหญ่ของประเทศที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้โดยสารจำนวนมากหากพนักงานมีความอ่อนล้าหรือไม่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ

หากข้อกล่าวหาเป็นความจริง บริษัทดังกล่าวจะเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีตามกฎหมายแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงแรงงานและกรมขนส่งทางบก จะถูกเชิญมาชี้แจงเพื่อให้เกิดความชัดเจนอย่างเป็นธรรม

กรณีนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนายจ้างทุกภาคส่วนในการให้ความสำคัญกับสิทธิและสวัสดิการของแรงงานเพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย

ที่มา – ‘พนักงานขับรถทัวร์บริษัทชื่อดัง’ ร้อง ‘กมธ.แรงงาน’ถูกบังคับนอนบริษัทไม่ให้กลับบ้าน

สวนนงนุชพัทยาจัดโปรแรง“ไทยเที่ยวไทย” มา 3 จ่าย 2

ใครวางแผนไปเที่ยวชลบุรีในช่วงเดือนกันยายนนี้ ห้ามพลาดโปรโมชั่นพิเศษจาก สวนนงนุชพัทยา ในแคมเปญ “ไทยเที่ยวไทย” เพราะมา 3 คน จ่ายแค่ 2 คน ตลอดทั้งเดือนกันยายน 2568 เท่านั้น

สวนนงนุชพัทยาจัดโปรแรง“ไทยเที่ยวไทย” มา 3 จ่าย 2

โครงการ ไทยเที่ยวไทย ที่ประธานสวนนงนุชพัทยา นายกัมพล ตันสัจจา ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยจัดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนภายในสวนนงนุชพัทยา

นอกจากนี้ ผู้เข้าชมยังได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น เด็กสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตรที่มาพร้อมครอบครัว และผู้พิการสามารถเข้าสวนนงนุชได้ฟรีทุกวัน ส่วนผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป สามารถเข้าฟรีได้ทุกวันศุกร์ และถ้าเป็นผู้สูงอายุที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไป เข้าได้ฟรีทั้งปี

ชมการแสดงสุดอลังการท่ามกลางบรรยากาศมหัศจรรย์

การมาเยือนสวนนงนุชพัทยาในช่วงนี้ คุณจะได้ชมการแสดงที่แปลกตาและน่าทึ่งจากทั้งคนและสัตว์ ไม่ว่าจะเป็น “นงนุชโชว์” และการแสดงช้างแสนรู้ ซึ่งจัดขึ้นวันละ 4 รอบ (เช้า 2 รอบ และบ่าย 2 รอบ) รับรองว่าคุ้มค่าและสร้างความประทับใจอย่างยิ่ง

บรรยากาศในสวนนงนุชพัทยาถือว่าเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครเลย เพราะมีกว่า 60 สวนกระจายตัวบนพื้นที่กว่า 1,700 ไร่ ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ เช่น สวนตะบองเพชร 1 และ 2, สวนลอยฟ้า, สวนกล้วยไม้ และสวนเนิร์สเชอรี่ไม้ประดับมากมายหลากหลายชนิด คุณจะได้สัมผัสความสงบและความงามของธรรมชาติอย่างแท้จริง

  • ชมการแสดง 4 รอบต่อวัน
  • ส่วนลดสำหรับครอบครัว
  • เด็กสูงไม่เกิน 140 ซม. เข้าฟรี
  • ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันศุกร์
  • ผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทั้งปี

สำหรับใครที่ชื่นชอบงานสะสม นักท่องเที่ยวที่มีความสนใจในด้านโบราณคดีหรือมรดกทางวัฒนธรรม สามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์พุทธคุณ ซึ่งรวบรวมของสะสมเก่าแก่อายุมากกว่า 100 ปี พร้อมทั้งพิพิธภัณฑ์รถแปลกหรือที่เรียกกันว่า “สวนรถ 1 และ 2” ซึ่งรวบรวมยานพาหนะหลากหลายรูปแบบ

ที่สวนนงนุชยังมีกิจกรรมสำหรับเด็ก ๆ อีกด้วย โดยเด็ก ๆ จะได้สนุกกับการผจญภัยไปกับไดโนเสาร์กว่า 1,700 ตัว ท่ามกลางบรรยากาศของอุทยานให้ความรู้ที่ผสมผสานระหว่างความบันเทิงและนวัตกรรมการศึกษา

หากคุณกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะสมกับทุกเพศทุกวัย หรือวางแผนพาครอบครัวพักผ่อนในช่วงวันหยุด ทางเข้า สวนนงนุชพัทยา เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 18.00 น.

อย่าลืมใช้โปรโมชั่นพิเศษ ไทยเที่ยวไทย จบในสิ้นเดือนกันยายนนี้เท่านั้น มา 3 จ่าย 2 เป็นโอกาสที่คุณไม่ควรพลาด และเป็นอีกหนึ่งวิธีที่สนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศของเราไปในตัวด้วย

สรุปแล้ว การมาพักผ่อนที่สวนนงนุชพัทยาในช่วงกันยายน 2568 ถือเป็นโอกาสทองในการใช้เวลาดี ๆ กับครอบครัวหรือเพื่อนฝูง พร้อมสิทธิประโยชน์มากมายที่ได้รับจากการ โปรโมชั่นไทยเที่ยวไทย เรียกได้ว่าคุ้มค่าทั้งเรื่องความบันเทิงและกระเป๋าเงินอย่างแน่นอน

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่: www.nongnoochpattaya.com

ที่มา – สวนนงนุชพัทยาจัดโปรแรง“ไทยเที่ยวไทย” มา 3 จ่าย 2 ตลอดเดือนกันยายน

โรมชี้สร้างกำแพงไทย-กัมพูชาต้องตอบโจทย์จัดการสิ่งผิดกฎหมาย

ล่าสุด นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาแสดงความเห็นกรณีที่ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) สนับสนุนการสร้างกำแพงระหว่างไทย-กัมพูชา โดยระบุว่าหากต้องสร้างกำแพงแล้วควรตอบโจทย์ในการจัดการสิ่งผิดกฎหมาย ซึ่งไม่ใช่แค่การกั้นคนข้ามไปมาเท่านั้น

โรมชี้สร้างกำแพงไทย-กัมพูชาต้องตอบโจทย์จัดการสิ่งผิดกฎหมาย

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ชายแดนไทย-กัมพูชามีระยะทางประมาณ 800 กิโลเมตร หากต้องการสร้างกำแพงก็ควรพิจารณาวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เพราะหากวัตถุประสงค์เพียงเพื่อป้องกันการลักลอบข้ามแดน แม้จะมีการสร้างกำแพงในบางพื้นที่อย่างจังหวัดสระแก้ว แต่ก็ยังมีการลักลอบเข้าออกอยู่ดี

“ถ้าจะสร้างกำแพงแล้วตอบโจทย์ก็สร้างได้ แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ต้องสามารถจัดการกับสิ่งที่ผิดกฎหมายได้จริง ไม่ใช่เพียงการกั้นทางกายภาพ” นายโรม กล่าว และเสนอว่าเทคโนโลยีอย่างกล้อง CCTV หรือแม้กระทั่ง Smart Pole ที่ใช้ AI ในการตรวจสอบ อาจมีประสิทธิภาพมากกว่า การลงทุนเพียงแค่สร้างกำแพง

การจัดการชายแดนควรใช้เทคโนโลยีและข้อมูลมากกว่ากำแพง

ทว่าขณะนี้ยังมีปัญหาในการเชื่อมฐานข้อมูลของกองกำลังในพื้นที่ ซึ่งทำให้ระบบการเฝ้าระวังยังมีช่องโหว่ จึงเป็นเหตุผลที่ นายรังสิมันต์ เสนอว่าการลงทุนในเทคโนโลยีและบุคลากรอาจมีความสำคัญมากกว่าการสร้างกำแพง

  • การลงทุนในเทคโนโลยี IoT และ AI เพื่อเฝ้าระวัง
  • ระบบกล้องวงจรปิดแบบ Smart ที่เชื่อมกับศูนย์กลาง
  • การฝึกอบรมบุคลากรชายแดน
  • การพัฒนาระบบฐานข้อมูลร่วมระหว่างหน่วยงาน

นอกจากนี้ กรณีล่าสุดที่มีทหารเหยียบกับระเบิดบริเวณปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งทางกัมพูชายืนยันว่าเป็นกับระเบิดเก่า แต่นายโรมมองว่าอาจเป็นการใช้จิตวิทยาเพื่อลดภาพลักษณ์ของไทย และย้ำว่าหากอยากชนะสงครามความคิด ต้องมีแม่บทและกลยุทธ์ที่เข้มแข็ง ไม่ใช่ตอบโต้แบบอารมณ์

“ผมไม่เห็นด้วยที่ผู้บาดเจ็บต้องใช้อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพต่ำ ผมขอสนับสนุนให้นำอุปกรณ์ห้ามเลือดที่ดีกว่านี้มาใช้ เพราะเราไม่ใช่ประเทศที่ยากจน” นายรังสิมันต์ กล่าวอีกด้วย

ด้านประเด็นการถูกกล่าวถึงในจดหมายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เคยได้รับการเสนอชื่อให้ได้รางวัลโนเบลจากนายกรัฐมนตรีกัมพูชา นายรังสิมันต์ มองว่าเป็นมารยาททางการทูต แต่ขอเร่งรัดให้กระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการผ่านศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) อย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ

สรุปแล้ว การแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาไม่ควรหยุดอยู่ที่การสร้างกำแพง สิ่งสำคัญคือการพัฒนากลไกการจัดการที่ทันสมัยและสามารถติดตามสถานการณ์ได้แบบเรียลไทม์

อย่าลืมติดตามประเด็นร้อนเกี่ยวกับชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมอัปเดตข่าวที่น่าสนใจทุกประเด็นที่ Daily News

ที่มา – ‘โรม’ชี้สร้างกำแพง ‘ไทย-กัมพูชา’ต้องตอบโจทย์จัดการสิ่งผิดกฎหมายได้ ไม่ใช่แค่กั้นคนข้ามไปมา

ภูมิธรรมเผยสิ้นเดือนก.ย.มีข่าวดีเขากระโดงชัดเจนหมด

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 28 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้ากรณีการเพิกถอนโฉนดที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยระบุว่า ภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ น่าจะมีข่าวดีและชัดเจนทั้งหมดแล้ว

นายภูมิธรรมกล่าวว่า ขณะนี้อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง ได้มีการประชุมและสำรวจปัญหาทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อย ทั้งนี้ ทางราชการไม่ได้เร่งรีบหรือกระหือรือใดๆ แต่จะทำตามกระบวนการกฎหมายอย่างเคร่งครัด และตามไทม์ไลน์ที่กำหนดไว้อย่างแน่นอน

ภูมิธรรมเผยสิ้นเดือนก.ย.มีข่าวดีเขากระโดงชัดเจนหมด

“ภายในสิ้นเดือนก.ย.น่าจะชัดเจนทั้งหมด เพราะขณะนี้ท่านเพิ่งมารับตำแหน่ง โดยได้มีการประชุม และดูสภาพปัญหาทั้งหมดแล้ว เราไม่ได้กระหือรือ ผลีผลามจะทำ เราทำตามกระบวนการกฎหมาย” นายภูมิธรรมกล่าว

เมื่อถามถึงความชัดเจนของพื้นที่สนามฟุตบอลและสนามแข่งรถว่าจะต้องรื้อถอนหรือไม่ รองนายกรัฐมนตรีระบุว่า ต้องว่าตามกฎหมาย โดยอิงจากคำพิพากษาศาลทั้งหมด ตนเองได้ประชุมกับทุกส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว และจะดำเนินการตามไทม์ไลน์ที่วางไว้ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไปทักท้วงที่ศาลหากไม่พอใจ

กระบวนการควบคุมที่ดินเขากระโดง

“มันเป็นคนละขั้นตอน อยู่ๆไปตัดสินไม่ได้ สมมุติว่าถ้าเราไปอยู่ที่ดินของหลวง ใครเป็นเจ้าของพื้นที่นั้นเขาก็เป็นคนตัดสินใจ หากมีฝ่ายที่อยากจะเปลี่ยนแปลงอะไร หรืออยากขอความเยียวยาช่วยเหลืออะไรตามกฎหมายที่ทำได้ก็ต้องให้ผู้มีอำนาจเป็นเจ้าของที่แปลงนั้น” ท่านกล่าวเพิ่มเติม

ท่านอธิบายเพิ่มเติมว่า การที่ที่ดินแปลงนี้เป็นของหลวง สิ่งที่ศาลต้องการให้ทำอย่างเดียวคือ ปรับให้มาตราส่วนของกรมที่ดินและการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ตรงกัน ซึ่งขณะนี้เกือบจะเรียบร้อยแล้ว และได้มีการรังวัดพื้นที่ใหม่ เพื่อให้ทราบว่าโฉนดใดที่ได้มาโดยชอบ และที่ไม่ชอบ

  • กระบวนการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
  • ปรับปรุงมาตราส่วนให้สอดคล้องกัน
  • เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายทักท้วงตามขั้นตอน
  • การประกาศยกเลิกโฉนดที่ไม่ถูกต้อง

“ถ้าชัดเจนทั้งหมด กรมที่ดินสามารถประกาศยกเลิกโฉนดเดิมแล้วให้ไปเรียกร้องเอา” ท่านกล่าวปิดท้าย

ด้านกระบวนการหลังจากนี้ ท่านระบุว่า กรมที่ดิน รฟท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการร่วมกันตามขั้นตอนกฎหมายอย่างครบถ้วน เพื่อให้เกิดความยุติธรรมตามข้อเท็จจริง

ความคืบหน้าในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการยุติปัญหาขัดแย้งที่ดินเขากระโดงอย่างเป็นธรรม และเชื่อว่าประชาชนที่ได้รับผลกระทบจะได้รับคำยุติที่ชัดเจนภายในเดือนกันยายนนี้

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ โว สิ้นเดือน ก.ย.มีข่าวดีเขากระโดงชัดเจนหมด ลุยเพิกถอนก่อนไม่พอใจไปท้วงที่ศาล

Bitkub ร่วมมือ Manta Network ยกระดับ Web3 ในไทย

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด ผู้ให้บริการ Bitkub Exchange ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลชั้นนำในประเทศไทย และ บริษัท บิทคับ แล็บส์ จำกัด ผู้ให้บริการ Bitkub Academy ศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล ประกาศความร่วมมือกับ Manta Network หนึ่งในผู้นำด้านระบบนิเวศ Layer 2 เพื่อร่วมกันส่งเสริมการนำเทคโนโลยี Web3 มาใช้ในวงกว้างด้วยประสิทธิภาพล้ำสมัยในราคาที่ถูกลง รวมถึงการสร้างแอปพลิเคชันที่มีการใช้งานจริง

Bitkub ร่วมมือ Manta Network ยกระดับ Web3 ในไทย

ความร่วมมือในครั้งนี้มีเป้าหมายที่จะเสริมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการเติบโตของแอปพลิเคชันกระจายศูนย์ (decentralised applications) ผ่านบล็อกเชนชั้นนำของ Manta ซึ่งช่วยให้ทำธุรกรรมได้รวดเร็วยิ่งขึ้นด้วยค่าธรรมเนียมที่ต่ำลง พร้อมทั้งยังคงรักษาความปลอดภัยของสินทรัพย์และธุรกรรมที่เกิดขึ้นในระบบนิเวศอีกด้วย

เป้าหมายเพื่อความรู้และการเข้าถึง Web3

นอกจากนี้ การร่วมมือยังมุ่งเน้นการให้ความรู้กับผู้ใช้งานชาวไทยเกี่ยวกับแพลตฟอร์มของ Manta เพื่อส่งเสริมให้มีการใช้งานแพลตฟอร์ม Manta ในประเทศไทยมากขึ้น ผ่านกิจกรรมและแคมเปญด้านการศึกษาต่าง ๆ

คุณสุชาติ ภวสิริพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แล็บส์ จำกัด กล่าวว่า “ความร่วมมือนี้เป็นโอกาสสำคัญสำหรับ Bitkub Academy ที่ขยายการเข้าถึงเทคโนโลยีบล็อกเชนและกรรมสิทธิ์ดิจิทัลในโลก Web3 ให้กับชุมชนผู้ใช้งานชาวไทยได้กว้างขวางมากขึ้น โดยความร่วมมือกับ Manta Network ซึ่งเป็นระบบนิเวศขนาดใหญ่ จะช่วยผลักดันความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับเทคโนโลยี Web3 และบล็อกเชน รวมถึงส่งเสริมการเติบโตของพวกเขาในภาคส่วนนี้ด้วย”

คุณอรรถกฤต ชิมผลาพิบูลย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์นั้น Bitkub Exchange มุ่งส่งเสริมความรู้ความเข้าใจให้กับนักลงทุน ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้จะเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี Web3 และบล็อกเชนในวงกว้างมากขึ้น ด้วยการลงทุนอย่างมีความรู้และปลอดภัยในสินทรัพย์ดิจิทัล”

คุณ Kenny Li, Chief Operating Officer of Manta Network กล่าวเสริมว่า “เรามีความยินดีที่ได้ประกาศความร่วมมือกับ Bitkub Exchange และ Bitkub Academy โดยความร่วมมือนี้เป็นโอกาสอันดีที่ Manta จะได้สร้างความรู้ความเข้าใจมากขึ้นให้กับผู้ใช้งานในไทย ซึ่งเราเล็งเห็นถึงศักยภาพที่สามารถขยายต่อยอดไปสู่ในระดับภูมิภาคได้”

ความร่วมมือนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายแนวคิด Web3 และเทคโนโลยีบล็อกเชนในประเทศไทย โดยเฉพาะในมุมของการศึกษาและการใช้งานจริง ประชาชนและนักลงทุนสามารถเข้าถึงข้อมูลและแพลตฟอร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

คำเตือน คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

ที่มา – Bitkub Exchange และ Bitkub Academy ประกาศความร่วมมือ Manta Network ผู้นำด้านระบบนิเวศ Layer 2