ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ดุสิตธานี-มาดามแป้งลาออก ไม่กระทบราคาหุ้น

สถานการณ์ของ“ดุสิตธานี” โรงแรมระดับตำนานของไทยที่ยังคงมีกระแสข่าวและปัญหาภายในอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดในวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้รับแจ้งจาก บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ว่านางนวลพรรณ ล่ำซำ หรือที่หลายคนรู้จักในนาม “มาดามแป้ง” ได้ยื่นใบลาออกจากการดำรงตำแหน่งกรรมการของบริษัท โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

สาเหตุของการลาออกครั้งนี้ เกิดจากความจำเป็นในการแบ่งเวลาให้กับหน้าที่หลายด้านของนางนวลพรรณ ไม่ว่าจะเป็นงานธุรกิจ งานสังคมสงเคราะห์ และโดยเฉพาะงานด้านกีฬา ซึ่งต้องการการบริหารจัดการอย่างเต็มเวลา จึงทำให้ท่านตัดสินใจขอลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัทฯ เพื่อให้สามารถโฟกัสกับหน้าที่ดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดุสิตธานี-มาดามแป้งลาออก ไม่กระทบราคาหุ้น

แม้ว่ากรณีของ ดุสิตธานี-มาดามแป้งลาออก จะก่อให้เกิดกระแสสังคมและความกังวลในแวดวงนักลงทุน แต่เมื่อพิจารณาจากมุมมองของตลาดหุ้นแล้ว ปรากฏว่ามูลค่าหุ้นของดุสิตธานี ณ เวลา 14.00 น. ของวันที่เกิดข่าว ยังคงปรับตัวขึ้นถึง 2 บาท หรือ 21.05% เหลือที่ 11.50 บาทต่อหุ้น เมื่อเทียบกับราคาของวันก่อนหน้า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบในทางลบต่อราคาหุ้นของบริษัท

โครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ของดุสิตธานี

ในปัจจุบัน โครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ประกอบด้วย:

  • นายชนินทธ์ โทณวณิก ถือหุ้น 25.40%
  • นางสีณี เธียรประสิทธิ์ ถือหุ้น 26.57%
  • นายสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค ถือหุ้น 21.62%
  • ท่านผู้หญิงชนัตถื ปิยะอุย ถือหุ้น 24.99%

ซึ่งความเคลื่อนไหวของ ดุสิตธานี-มาดามแป้งลาออก ส่งผลต่อฝ่ายบริหารเพียงรายบุคคล ไม่ได้กระทบโครงสร้างผู้ถือหุ้นโดยรวม และไม่ได้เปลี่ยนแปลงแนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทในระยะสั้น

ทั้งนี้ ดุสิตธานีกำลังเตรียมเปิดตัวโครงการสำคัญอย่าง “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค มิกซ์ยูสระดับโลก” ในวันที่ 4 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นโครงการมูลค่ารวม 46,000 ล้านบาท และดำเนินการร่วมกับบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) นักลงทุนจึงให้ความสำคัญกับการติดตามว่า สถานการณ์ในครั้งนี้จะกระทบการดำเนินงานโครงการครั้งสำคัญนี้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญหลายราย มองว่า ความเสถียรในด้านการบริหารและโครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัท ยังคงช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์และความมั่นใจของนักลงทุนในระยะยาว แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงบุคลากรในระดับผู้บริหารบางส่วน

ในภาพรวม การลาออกของมาดามแป้งอาจสะท้อนให้เห็นถึงภาวะความตึงเครียดภายในองค์กร แต่ก็ยังไม่ใช่ตัวชี้วัดสถานะทางธุรกิจโดยรวมของบริษัท “ดุสิตธานี” อย่างไรก็ตาม การติดตามภาพรวมของโครงสร้างผู้ถือหุ้นและการบริหารจัดการภายในยังคงสำคัญต่อนักลงทุนในระยะต่อไป

ทั้งนี้ ผู้อ่านควรติดตามข่าวเศรษฐกิจและการเงินอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้ภาพรวมที่ชัดเจนในทุกกรณี

ที่มา – ปัญหา ดุสิตธานี-มาดามแป้งลาออก ไม่กระทบราคาหุ้น

เปิดตัว 9 โครงการวิจัยนำร่อง เตรียมความพร้อมรับมือ กฎระเบียบใหม่ของ EU

ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (ARDA) เปิดเผยว่า ข้อมูลจากองค์การ糧農聯合國 (FAO) และ UNEP ระบุว่า โลกสูญเสียป่าไม้ปีละกว่า 10 ล้านเฮกตาร์ ซึ่งเพื่อแก้ไขปัญหานี้ สหภาพยุโรป (EU) ได้ออกกฎระเบียบ EUDR มาตรฐานใหม่เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2566 โดยกำหนดให้สินค้าเกษตร 7 กลุ่ม ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน กาแฟ ถั่วเหลือง โกโก้ โค และไม้ต้องมีหลักฐานว่าไม่เกี่ยวข้องกับการทำลายป่า มีระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศต้นทาง

เปิดตัว 9 โครงการวิจัยนำร่อง เตรียมความพร้อมรับมือ กฎระเบียบใหม่ของ EU

แม้ประเทศไทยจะถูก EU จัดอยู่ในกลุ่ม ‘ความเสี่ยงต่ำ’ แต่การส่งออกสินค้าเกษตรไปยังตลาดนี้มีมูลค่ากว่า 1.85 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6.49 หมื่นล้านบาทในปี 2567 การเตรียมความพร้อมก่อนเวลานี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการรักษาตลาดและเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของไทย

เพื่อรับมือกับกฎระเบียบใหม่นี้ ARDA ได้พัฒนาและสนับสนุนทุนวิจัยหลายด้านให้แก่มหาวิทยาลัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ การเปิดตัว 9 โครงการวิจัยนำร่อง เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรับ EUDR ซึ่งครอบคลุมด้านเทคโนโลยี การตรวจสอบ โครงสร้างกฎหมาย ไปจนถึงความรู้สำหรับเกษตรกรและภาคเอกชน

โครงการวิจัยที่สำคัญ เพื่อรองรับ EUDR

โครงการทั้ง 9 มีเป้าหมายร่วมกันคือ “สร้างความพร้อมให้ห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรไทย” ให้สามารถยืนยันได้ว่าปลอดจากการทำลายป่า รองรับการตรวจสอบย้อนกลับ และสอดคล้องกับกฎระเบียบที่เข้มงวดของ EU รายละเอียดของโครงการวิจัย เช่น:

  • โครงการออกแบบระบบเตรียมความพร้อม – มหาวิทยาลัยรังสิตออกแบบระบบเพื่อควบคุมตลอดห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรไทย
  • พัฒนาระบบนำเข้า-ส่งออกตามมาตรฐาน EUDR – สมาคมอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยพัฒนาระบบการตรวจสอบย้อนกลับ
  • Geolocation Platform – บริษัท จีไอเอส พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อตรวจสอบแหล่งที่มาของพื้นที่ปลูกสินค้าไม้
  • การวิเคราะห์ตลาดสินค้าส่งออก – บริษัท แอคเซส ยุโรปลงพื้นที่สำรวจ และวิเคราะห์ข้อมูลภาคเอกชนเพื่อวางแผนกลยุทธ์
  • ศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้อง – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รวบรวมข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวทางปฏิบัติให้สอดคล้องกับ EUDR

โครงการอื่นๆ ที่ไม่น้อยสำคัญได้แก่ การเสริมศักยภาพเกษตรกรด้านการปลูกปาล์มน้ำมัน การตรวจสอบความถูกต้องของไม้ไทย การปรับปรุงฐานข้อมูลแปลงเกษตรกรรมอย่างละเอียด และระบบจัดเก็บข้อมูลเชิงพิกัดเพื่อรองรับการตรวจสอบย้อนกลับ

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ มหาวิทยาลัย และเอกชน เพื่อให้ประเทศไทยพร้อมก้าวสู่ระบบการส่งออกสินค้าที่โปร่งใส มีความยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ในอนาคต การปฏิบัติตามกฎระเบียบ EUDR จะไม่ใช่แค่ข้อกำหนดเท่านั้น แต่คือ “มาตรฐานใหม่ของการเป็นคู่ค้าที่น่าเชื่อถือในตลาดโลก”

ที่มา – เปิดตัว 9 โครงการวิจัยนำร่อง เตรียมความพร้อมรับมือ กฎระเบียบใหม่ของ EU

กรมอุทยานฯ เตรียมแผนดูแลลิง 541 ตัวที่วัดพระบาทน้ำพุ

ล่าสุด กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ออกมาเปิดเผยแผนการดูแลลิงที่ถูกจับและส่งไปเลี้ยงไว้ที่วัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี จำนวน 541 ตัว โดยหลังจากที่มีข่าวการจับกุมอดีตพระอลงกตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งมีบทบาทอันเนื่องมาจากเหตุการณ์การเลี้ยงลิงจำนวนมากในพื้นที่

กรมอุทยานฯ เตรียมแผนดูแลลิง 541 ตัวที่วัดพระบาทน้ำพุ

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานฯ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่ามีลิงที่ถูกจับและนำมาเลี้ยงไว้ในสถานอนุบาลบริเวณวัดพระบาทน้ำพุ จำนวน 541 ตัว ซึ่งลิงเหล่านี้เคยเป็นปัญหาเบื้องต้นที่ก่อความเดือดร้อนแก่ประชาชนในพื้นที่ กรมจึงดำเนินการจับ ทำหมัน และจัดส่งมายังสถานอนุบาลของวัด โดยพร้อมทั้งฝึกอบรมทางวิชาการเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพและสวัสดิการของลิงให้แก่ทางวัดอย่างครอบคลุม

แนวทางการจัดการระยะยาวกับปัญหาลิง

นายอดิศักดิ์ ภูสิทธิ์วงศานุยุต ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารพื้นที่อนุรักษ์ (สบอ.) 1 สาขาสระบุรี เปิดเผยว่า ระหว่างการหารือในวันที่ 27 สิงหาคม ที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกับมูลนิธิธรรมรักษ์วัดพระบาทน้ำพุ ได้ตกลงร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ซึ่งมูลนิธิฯ ได้ยืนยันว่าสามารถดูแลลิงได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม จะมีการจับเพิ่มเติมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของลิงที่ยังเหลืออยู่ในพื้นที่หากยังก่อปัญหาแก่ชาวบ้าน

นอกจากนี้ ทางกรมฯ ยังมีแผนระยะยาวในการแก้ไขปัญหาผ่านกฎหมายที่ประกาศโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถเสนอแผนงานขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลในการจัดการปัญหาลิงที่สร้างความเดือดร้อนได้โดยตรง

  • เริ่มต้นในปี 2566 ตรวจพบลิงในพื้นที่วัด 629 ตัว
  • พฤศจิกายน 2566 วัดแสดงเจตนารมณ์ร่วมมือกับกรมฯ
  • กรกฎาคม 2567 ลงนามบันทึกข้อตกลงแก้ไขปัญหา
  • สิงหาคม 2567 จับลิงส่งวัด 233 ตัว
  • พฤษภาคม 2568 เสริมเพิ่มอีก 184 ตัว

จากไทม์ไลน์ดังกล่าว ทำให้ปัจจุบันมีลิงที่อยู่ในสถานอนุบาลของวัดรวมแล้ว 541 ตัว โดยในอนาคต หากวัดมีข้อจำกัดในการสนับสนุน รัฐพร้อมเข้ามาช่วยเหลืออย่างเต็มรูปแบบ

การจัดการลิง 541 ตัวที่ถูกฝากไว้ที่วัดพระบาทน้ำพุ ถือเป็นแนวทางหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ชุมชน ศาสนา และองค์กรท้องถิ่นในการหาทางแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และยั่งยืน

คุณคิดอย่างไรกับแนวทางการจัดการกับลิงที่วัดพระบาทน้ำพุ? หน่วยงานใดควรเข้ามามีบทบาทมากที่สุดในอนาคต? ร่วมแสดงความคิดเห็นได้เลยที่นี่

ที่มา – ‘กรมอุทยานฯ’เตรียมแผนดูแลลิง 541 ตัวฝากอนุบาลที่วัดพระบาทน้ำพุหลัง ‘ทิดจอร์จ’ถูกจับ

ลุ้นปล่อยตัว! “หมอแอร์” เหลือไม่ถึง 4 วัน บช.ปส.ยังไม่ส่งสำนวนคดีค้ายาเสพติด

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าคดีที่พนักงานสอบสวนกองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 1 (บช.ปส.1) ได้ดำเนินคดีกับ พ.ต.อ.หญิง อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “หมอแอร์” อายุ 46 ปี หลังถูกกล่าวหาว่าสมคบกับเครือข่ายคนอื่น ๆ ในการกระจายวัตถุออกฤทธิ์ประเภทที่ 2 โดยไม่ได้รับอนุญาต ภายใต้ข้อหากระทำผิดกฎหมายยาเสพติด มาตรา 1, 30 (2), 94, 127 วรรคแรก วรรคสอง 134, 149 วรรคหนึ่ง (2) วรรคสอง (1), (2) และ 152 ประกาศกระทรวงสาธารณสุข

ลุ้นปล่อยตัว! “หมอแอร์” เหลือไม่ถึง 4 วัน บช.ปส.ยังไม่ส่งสำนวนคดีค้ายาเสพติด

จากการสืบสวนพบว่า กลุ่มผู้กระทำ alleged มีพฤติการณ์ลักลอบนำวัตถุออกฤทธิ์ออกนอกระบบโดยปิดบังพฤติกรรมในลักษณะเครือข่าย มีการแบ่งหน้าที่เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกสืบสวน โดยมี พ.ต.อ.หญิง อัญชุลี นายดุริยชัย น.ส.ณัฐพัชร์ นายปกรณ์ และนายอรชุน เป็นผู้ร่วมมือกันดำเนินการ

วันเวลาที่เหลือไม่มาก

คดีดังกล่าวเกิดการจับกุมตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2568 และมีคำร้องขอฝากขังครั้งสุดท้ายในช่วงเดือนมิถุนายน ซึ่งจนถึงปัจจุบัน พ.ต.อ.หญิง อัญชุลี ยังถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำ ด้วยคำไม่ประกันตัว ภายใต้กฎหมาย หากภายในวันที่ 2 กันยายน 2568 พนักงานอัยการยังไม่ยื่นฟ้องศาลอาญา ศาลจะต้องสั่งปล่อยตัวผู้ต้องหาโดยอัตโนมัติ

ล่าสุดเมื่อเวลา 12.00 น.ของวันที่ 28 สิงหาคม ยังไม่มีรายงานว่า บช.ปส.ได้ส่งสำนวนคดีไปยังพนักงานอัยการสำนักงานคดียาเสพติดเพื่อดำเนินการพิจารณาต่อ ด้วยเวลาที่เหลือไม่ถึง 4 วันทำการ ทำให้โอกาสที่ “หมอแอร์” จะได้รับการปล่อยตัวเพิ่มมากขึ้น

กรณีนี้ยังถือเป็นประเด็นที่สังคมและสาธารณชนให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากผู้ต้องหาเป็นข้าราชการตำรวจระดับสูงและมีชื่อเสียงในวงการแพทย์แผนจีน ทำให้หลายคนติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด

พฤติกรรมที่กล่าวหาต้องพิจารณาอย่างรอบด้านทั้งในแง่ของบทบาทหน้าที่ในการปฏิบัติงาน และทางเลือกในการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประเด็นดังกล่าวควรเป็นบทเรียนที่สำคัญต่อระบบความยุติธรรมของประเทศ

ทั้งนี้ขอบเขตของกฎหมายเป็นผู้กำหนดแนวทางในการพิจารณาคดี ผู้ที่สนใจควรติดตามข่าวอย่างต่อเนื่องและเชื่อถือกระบวนการยุติธรรมที่อยู่ในมือของเจ้าหน้าที่ที่มีความเหมาะสม

ที่มา – ลุ้นปล่อยตัว! “หมอเเอร์” เหลือไม่ถึง 4 วัน บช.ปส.ยังไม่ส่งสำนวนคดีค้ายาเสียสาว

‘บัญชา’ เสนอเพิ่มสวัสดิการ-ค่าตอบแทนกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568 นายบัญชา เดชเจริญศิริกุล ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ได้ลุกขึ้นหารือกับประธานสภาผู้แทนราษฎรในระหว่างการประชุมสภาฯ ด้วยความห concern ต่อสวัสดิการและค่าตอบแทนที่ไม่เพียงพอแก่พี่น้องผู้ใหญ่บ้านและกำนันทั่วประเทศ

‘บัญชา’ เสนอเพิ่มสวัสดิการ-ค่าตอบแทนกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ

ท่านประธานฯ นายบัญชาได้กล่าวว่า “วันนี้มีเรื่องหารือท่านประธานฯ ไม่ใช่เรื่องร้องเรียน แต่เป็นเรื่องเสนอแนะจากพี่น้องกำนันและผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ” เนื่องจากเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่บริการประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่อำเภอ ตำบล ไปจนถึงหมู่บ้าน โดยปัจจุบันมีทั้งสิ้น 878 อำเภอ 7,255 ตำบล และ 75,032 หมู่บ้าน

นายบัญชาย้ำว่า ผู้ใหญ่บ้านและกำนันมีหน้าที่บริหารดูแลประชาชนให้เป็นไปตามหลักการปกครองท้องถิ่น ตามกฎหมายมาตรา 27 ซึ่งรวมถึงการนำส่งข้อราชการจากหน่วยงานรัฐถึงประชาชน ทั้งจากกระทรวงกว่า 20 กระทรวง และกรมมากกว่า 140 แห่ง

ความต้องการของกำนันและผู้ใหญ่บ้าน

สิ่งที่พี่น้องผู้ใหญ่บ้านและกำนันต้องการอย่างเร่งด่วนคือการปรับปรุงสวัสดิการและค่าตอบแทน เพราะปัจจุบันยังไม่มีสิทธิประโยชน์เทียบเท่าข้าราชการ เช่น สิทธิประกันสุขภาพที่จำกัดเพียง 50% ของค่าห้องพยาบาล ขณะที่ที่เหลือต้องจ่ายด้วยตัวเองผ่านบัตร 30 บาท

ประกอบกับในช่วงภาวะวิกฤตต่างๆ อย่างการแพร่ระบาดของโควิด-19 และสถานการณ์สงครามต่างประเทศ ผู้ใหญ่บ้านและกำนันยังต้องทำงานหนักเพื่อความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะการเฝ้าระวัง ช่วยเหลือผู้ประสบภัย และจัดการดูแลผู้ลี้ภัย

  • ค่าตอบแทน: ผู้ใหญ่บ้าน 15,000 บาท, กำนัน 20,000 บาท, แพทย์ผู้ช่วย/สารวัตร 10,000 บาท
  • สวัสดิการ: สิทธิประกันสุขภาพเหมือนข้าราชการ, การเลี้ยงดูเมื่อบาเจ็บ, การเข้าถึงบริการรถราชการ

อย่างไรก็ตาม แม้ค่าตอบแทนจะยังไม่สูงนัก แต่พี่น้องผู้ใหญ่บ้านและกำนันก็ยังทำงานอย่างเต็มที่ด้วยจิตอาสา และความรับผิดชอบต่อประชาชนในพื้นที่

ปิดท้ายคำพูดของนายบัญชา ที่กล่าวว่า “เพื่อให้สอดคล้องกับความเสียสละของพี่น้อง จึงขอกราบทูลเรียนประธานสภาฯ เพื่อถ่ายทอดให้รัฐมนตรีมหาดไทยพิจารณาเพิ่มค่าตอบแทนและสวัสดิการของผู้ใหญ่บ้านและกำนัน โดยเร็วที่สุด” เนื่องจากความต้องการเหล่านี้เป็นพื้นฐานที่สำคัญต่อการบริหารงานในระดับชุมชน

หากข้อเสนอดังกล่าวได้รับการอนุมัติจริง ก็คงเป็นข่าวดีต่อเจ้าหน้าที่ระดับฐาน และเสริมศรัทธาของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลในการมองเห็นความสำคัญของชุมชน

ที่มา – ‘บัญชา’ ขอ ‘มหาดไทย’ เพิ่มค่าตอบแทนและสวัสดิการให้ผู้ใหญ่บ้าน-กำนันทั่วประเทศ

“เครือพญาไท-เปาโล”ทุ่ม 1,800 ล้านบาท รุก EEC เปิดรพ.บ่อวิน 259 เตียง

“เครือพญาไท-เปาโล” ได้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ในการดูแลสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเพิ่งเปิดโรงพยาบาลพญาไทบ่อวิน แห่งใหม่ ภายใต้การลงทุนกว่า 1,800 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC โดยเฉพาะในเขตอำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง

“เครือพญาไท-เปาโล”ทุ่ม 1,800 ล้านบาท รุก EEC เปิดรพ.บ่อวิน 259 เตียง

ในงานพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ นายธวัชชัย สีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ได้รับเกียรติร่วมเป็นประธาน ร่วมกับ พญ. ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) รวมถึงทีมผู้บริหารจากเครือ BDMS ที่มาพร้อมด้วยความตั้งใจในการพัฒนาการดูแลด้านสาธารณสุขในระดับภูมิภาค

โรงพยาบาลพญาไทบ่อวินเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีจำนวนเตียงทั้งหมด 259 เตียง โดยในเฟสแรกได้เปิดให้บริการแล้ว 59 เตียง ครอบคลุมการรักษาพยาบาลหลากหลายสาขา ทั้งศูนย์กุมารเวช ศูนย์อายุรกรรมและโรคเรื้อรัง ระบบส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินแบบ Seamless 24 ชม. และอื่นๆ อีกมากมาย ช่วยให้โรงพยาบาลในภูมิภาคไม่ต้องพึ่งพาระบบโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ

การลงทุน 1,800 ล้านบาท ที่คุ้มค่าจริงสำหรับ EEC

งบประมาณที่ลงทุนดังกล่าวแบ่งออกเป็น การซื้อที่ดิน 10 ไร่ ประมาณ 200 ล้านบาท ค่าก่อสร้างกว่า 1,000 ล้านบาท และใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ราว 250 ล้านบาท โดยองค์ประกอบการรักษาโดยรวมถูกออกแบบมาให้เป็นศูนย์การแพทย์ครบวงจรที่จะดูแลประชาชนในทุกกลุ่มวัยอย่างต่อเนื่อง

  • ศูนย์ตรวจสุขภาพและอาชีวเวชศาสตร์
  • ศูนย์กุมารเวช
  • ศูนย์อายุรกรรม/โรคเรื้อรัง
  • ศูนย์อุบัติเหตุฉุกเฉินตลอด 24 ชม.

“เครือพญาไท-เปาโล” มองการพัฒนานี้ว่าเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตของวงการสุขภาพใน EEC โดยมีเป้าหมายขยายศักยภาพรองรับผู้ประกันสังคมเพิ่มขึ้นได้ถึง 500,000 รายในระยะยาว

นพ. มาโนช พานทองวิริยะกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพญาไทบ่อวิน กล่าวว่า โรงพยาบาลแห่งนี้ถูกวางไว้ในฐานะศูนย์กลางการรักษาสุขภาพที่มีความทันสมัย และเข้าถึงง่ายสำหรับแรงงานและพลเมืองในท้องถิ่น และยังมีระบบส่งต่ออย่างมีประสิทธิภาพไปยังโรงพยาบาลใหญ่ๆ เช่น รพ.พญาไทศรีราชา และโรงพยาบาล BDMS อื่นๆ

จากความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ-สังคมของ EEC อีกทั้งการลงทุนจากหลายบริษัทชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ เช่น WHA ชลบุรี, Amata City, Yamato Industries ฯลฯ ส่งผลให้ความต้องการบริการด้านสุขภาพในพื้นที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“เครือพญาไท-เปาโล” จึงถือโอกาสนี้เป็นบทใหม่ในการยกระดับสุขภาพของคนไทยใน Region และมุ่งมั่นจะกลายเป็น Medical Hub ที่เชื่อถือได้มากขึ้นบนระดับโลก

…เราเชื่อมั่นว่าการขยายตัวของโรงพยาบาลนี้ เป็นก้าวสำคัญเล็กๆ ในความฝันใหญ่ของประเทศไทยที่มุ่งสู่ความเป็นศูนย์กลางการแพทย์โลก

ที่มา – “เครือพญาไท-เปาโล”ทุ่มกว่า 1,800 ล้านบาท รุก EEC เปิด รพ.พญาไทบ่อวิน 259 เตียง

กรมศุลกากรคาดลดภาษีนำเข้าสหรัฐ 1 หมื่นรายการสิ้นปีนี้

นายยุทธนา พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ขณะนี้ไทยและสหรัฐอเมริกาอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อปรับลดภาษีนำเข้าตามข้อตกลงภาษีทรัมป์ หากสามารถตกลงร่วมกันได้และผ่านการอนุมัติจากสภา กรมศุลกากรจะต้องดำเนินการแก้กฎหมายเพื่อลดภาษีนำเข้าสินค้ากว่า 1 หมื่นรายการของสหรัฐภายใน 90 วัน

กรมศุลกากรคาดลดภาษีนำเข้าสหรัฐ 1 หมื่นรายการสิ้นปีนี้

ทั้งนี้ คาดว่าข้อสรุปจะสามารถสรุปได้ภายในปี 2568 และจะเริ่มมีผลใช้บังคับในปีงบประมาณ 2569 ซึ่งจากการประเมินหากมีการลดภาษีนำเข้า 1 หมื่นรายการ จะส่งผลให้รัฐบาลสูญเสียรายได้กว่า 8,000 ล้านบาท เหลือประมาณ 12,000 ล้านบาท จากปัจจุบันที่มีการจัดเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐเฉลี่ยปีละ 2 หมื่นล้านบาท

สูญเสียรายได้เกือบครึ่งจากการลดภาษี

การลดภาษีนำเข้าสหรัฐถือเป็นผลกระทบที่สำคัญ เนื่องจากรายได้ของรัฐจากการเก็บภาษีนำเข้าลดลงเกือบ 50% ซึ่งสินค้าหลักที่ไทยเก็บภาษีจากการนำเข้ามาจากสหรัฐ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ความงาม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอเกี่ยวกับการใช้โลคอลคอนเทนต์หรือสัดส่วนชิ้นส่วนผลิตในประเทศ ซึ่งขณะนี้ใช้สัดส่วนอยู่ที่ 40% และสหรัฐอาจเพิ่มขึ้นเป็น 50% การเจรจาในประเด็นนี้ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ แต่เชื่อว่าผู้ประกอบการสามารถปรับตัวได้ เพราะได้มีการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าด้านการใช้วัตถุดิบภายในประเทศเพิ่ม

ตรวจสอบสินค้าสวมสิทธิ์-สินค้าผ่านแดนอย่างเข้มงวด

ด้านการบังคับใช้กฎหมาย กรมศุลกากรได้ร่วมมือกับกรมการค้าต่างประเทศ ในการตรวจสอบสินค้ากลุ่มเสี่ยงกว่า 80 รายการ โดยกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้ออกใบรับรองถิ่นกำเนิดของสินค้า และกรมศุลกากรจะดำเนินการสุ่มตรวจสอบ สินค้าที่สงสัยว่าอาจแอบอ้างถิ่นกำเนิดไทยเพื่อเลี่ยงภาษี โดยเฉพาะสินค้าที่นำเข้า-ส่งออกอย่างรวดเร็ว

สำหรับเป้าหมายการจัดเก็บภาษีในปีงบประมาณ 2568 คาดว่าจะสามารถเก็บได้ตามเป้าหมายที่ปรับลดลงเหลือ 1.12 แสนล้านบาท เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัวและนโยบายลดภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า ส่วนในปีงบประมาณ 2569 จะยังไม่มีการปรับเป้าหมายการเก็บภาษี และยังคงติดตามผลกระทบจากข้อตกลงภาษีกับสหรัฐอย่างใกล้ชิด

การปรับลดภาษีนำเข้าสหรัฐในครั้งนี้แม้จะส่งผลกระทบต่อรายได้ของประเทศในระยะสั้น แต่ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ดียิ่งขึ้น และเป็นการกระตุ้นการลงทุนในประเทศ รวมถึงส่งเสริมโอกาสในการขยายตลาดส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาได้อีกด้วย

ที่มา – กรมศุลกากร คาดลดภาษีนำเข้าให้สหรัฐ 1 หมื่นรายการ เริ่มสิ้นปี รายได้สูญ 8 พันล้าน

‘ป๊อบ’ เล่าจุดเปลี่ยนลดน้ำหนัก 30 โล ‘โอ๊ต’เผยอายุเยอะลดการดื่ม-แต่ถ้าเมามีคนขับรถ

ใครที่เป็นแฟนคลับของวงการบันเทิงไทยคงรู้จัก ‘โอ๊ต ปราโมทย์’ และ ‘ป๊อบ ปองกูล’ สองพ่อมดแห่งความขบขันระดับตำนานที่มีผลงานตลกน่าจดจำมากมาย และล่าสุดพวกเขาได้มาร่วมงาน vivo V60 Launch Event และเผยความลับในการลดน้ำหนักของ ‘ป๊อบ’ และมุมมองการดูแลตัวเองที่เปลี่ยนไปในวัย 40 ของ ‘โอ๊ต’

‘ป๊อบ’ เล่าจุดเปลี่ยนลดน้ำหนัก 30 โล

ป๊อบ ปองกูล เผยว่า “จริงๆ ผมเป็นคนที่อ้วนอยู่แล้ว และตอนนี้น้ำหนักผมลงไปมากกว่า 30 กิโลกรัม” และเหตุผลที่ทำให้เขาเปลี่ยนแปลงชีวิตเกิดจากคำเตือนของแพทย์ที่แจ้งให้เขารู้ว่า ฮอร์โมนของเขาบอกว่าเขาแก่เหมือนคนอายุ 85 ปี ซึ่งนั่นคือสัญญาณเตือนสุดท้ายที่ทำให้เขาตัดสินใจทบทวนวิถีชีวิตและไปปรึกษาแพทย์อย่างจริงจัง

วิธีการลดน้ำหนักแบบประหยัด

การลดน้ำหนักครั้งนี้ของ ‘ป๊อบ’ ไม่ได้ใช้วิธีลดอาหารอย่างเดียวเท่านั้น แต่เขาเริ่มดูแลตัวเองทั้งในเรื่องการพักผ่อนและการปรับฮอร์โมน ซึ่งช่วยให้ร่างกายเริ่มเผาผลาญอาหารได้ดีขึ้น แม้จะยาก แต่เขาไม่ท้อเพราะเห็นผลลัพธ์คุ้มค่า และที่สำคัญก็คือเขาเริ่มออกกำลังกายเบาๆ ที่บ้านด้วยเครื่องสกายวอล์กเกอร์ ซึ่งเหมาะกับคนขี้เกียจที่ไม่อยากออกไปข้างนอก

โอ๊ต ปราโมทย์ เล่าเรื่องการดื่มแอลกอฮอล์ในวัย 40

ฮีโร่ของเราอีกคนหนึ่งอย่าง ‘โอ๊ต ปราโมทย์’ บอกว่าเขาลดแอลกอฮอล์ในช่วงแห่งวัยเพราะต้องการมีสุขภาพที่ดีสำหรับการทำงานและมาถึงวงการบริการอื่นๆ การดื่มจัดตอนนี้ก็ยังมี แต่เลขโดดขึ้นไปเต็มไปหมด “ถ้าเมาผมมีคนขับรถครับ” เขาบอกอย่างเบาๆ พร้อมย้ำว่าช่วงนี้เขาทำงานหนัก เหนื่อยจนไม่มีเวลาไปงานสังสรรค์เลย

คำแนะนำสำหรับคนอยากเริ่มเปลี่ยนแปลงสุขภาพ

  • เริ่มจากการตรวจสุขภาพ
  • ดูแลกระบวนการพักผ่อนให้ดี
  • มีเป้าหมายชัดเจน เช่น ลดน้ำหนัก 5 กิโลครั้งแรก
  • เลือกกินอาหารสุขภาพกับคนรักร่วมวง

ไม่ว่าใครก็ตามที่มีเป้าหมายจะเปลี่ยนแปลงสุขภาพ ต้องเริ่มจากการตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ และอย่าลืมมีเพื่อนร่วมงา่นแบบ ‘โอ๊ต’ และ ‘ป๊อบ’ คอยสนับสนุน-orange เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ nghèือนทึกที่ไม่มีวันล้มหายไป

ที่มา – ‘ป๊อบ’ เล่าจุดเปลี่ยนลดน้ำหนัก 30 โล ‘โอ๊ต’เผยอายุเยอะลดการดื่ม-แต่ถ้าเมามีคนขับรถ

ด่วน! คุรุสภา ยึดคืนรางวัลคุณูปการการศึกษาชาติ มอบให้ อลงกล-ทิดแย้ม

เรื่องด่วนเกิดขึ้นในวงการการศึกษาไทย เมื่อ คุรุสภา ได้มีมติ ยึดคืนรางวัลคุณูปการการศึกษาชาติ จากสองพระสงฆ์ผู้เคยมีชื่อเสียงโด่งดัง ได้แก่ อดีตพระอลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี และอดีตพระธรรมวชิรานุวัตร หรือทิดแย้ม เจ้าอาวาสวัดไร่ขิง จังหวัดนครปฐม

คุรุสภา ยึดคืนรางวัลคุณูปการการศึกษาชาติ

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ท่านได้ร่วมประชุมกับ คุรุสภา เกี่ยวกับกรณีของอดีตพระอลงกต ซึ่งเคยได้รับรางวัลคุณูปการต่อการศึกษาชาติเมื่อปี 2563 โดยรางวัลนี้ได้มอบให้จากความเสียสละในการช่วยเหลือดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV ในอดีต

อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลง ทางคุรุสภาได้รับรายงานว่าทั้งสองท่านมีพฤติกรรมที่ขัดต่อวินัยของสงฆ์ และยังถูกดำเนินคดีในข้อหาฟอกเงิน ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทบต่อความน่าเชื่อถือของสถาบันแห่งนี้อย่างรุนแรง

ความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของสังคม

การ ยึดคืนรางวัลคุณูปการการศึกษาชาติ ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของรางวัลเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของความดีความชอบที่เคยเป็นแบบอย่างให้กับเยาวชนและสังคมโดยรวม ผู้คนหลายต่อหลายคนเคยให้ความเคารพนับถือ แต่เมื่อพบความจริงที่ต่างจากที่แสดงออก ทำให้สังคมเริ่มทบทวนคุณค่าของความจงรักภักดีและความซื่อสัตย์

  • สิ่งที่เคยเป็นความศรัทธา อาจกลายเป็นความผิดหวัง
  • รางวัลไม่สามารถเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความภาคภูมิใจได้เสมอไป
  • สังคมมีสิทธิ์ตรวจสอบและพิจารณาบุคคลที่ได้รับเกียรติด้วย

ทั้งนี้ ข้อกำหนดของ คุรุสภา ระบุว่า บุคคลที่ได้รับรางวัลคุณูปการต่อการศึกษาชาติจะต้องมีคุณธรรม จริยธรรม และความประพฤติอย่างดี เพื่อเป็นแบบอย่างให้แก่คนรุ่นใหม่ การดำเนินการครั้งนี้จึงเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาคุณภาพและมาตรฐานของวิชาชีพครูและผู้มีคุณูปการในวงการการศึกษาไทย

หากมองในเชิงสังคม กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่าความดีที่เคยมี อาจไม่สามารถปกป้องจากผลลัพธ์ของความผิดในภายหลังได้ หน้าที่ของทุกภาคส่วน คือการตั้งหลักประกันว่าผู้ที่ได้รับเกียรติ ยังยืนหยัดอยู่ในเส้นทางที่สัมพันธ์กับคุณค่าที่ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ

คุรุสภา ไม่ได้มองข้ามคุณงามความดีในอดีต แต่มองไปยังจริยธรรมในปัจจุบันที่มีข้อบกพร่องอย่างชัดเจน การตัดสินใจครั้งนี้จึงเป็นบทเรียนที่สำคัญแก่ผู้มีหน้าที่ในทุกระดับว่า “ความดี” ต้องไม่หยุดเพียงแค่ผ่านช่วงเวลา ต้องยืนหยัดเสมอจนจบบททางชีวิต

ที่มา – ด่วน! ‘คุรุสภา’ ยึดคืนรางวัลคุณูปการการศึกษาชาติ มอบให้ อลงกล-ทิดแย้ม

ฝนตกรุนแรงในจีน ทำลายถนนกว่า 72,000 ล้านบาท

เมื่อเร็วๆ นี้ สื่อต่างประเทศรายงานข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศจีนที่ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะถนน และทางหลวงที่ใช้ในการคมนาคมขนส่ง ซึ่งได้รับความเสียหายมากกว่า 72,000 ล้านบาทจากการฝนที่ตกลงมาอย่างหนักในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

จากการแถลงข่าวของนายหลี่ อิง โฆษกกระทรวงคมนาคมของจีน ระบุว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่เริ่มต้นฤดูน้ำท่วมในวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ได้ครอบคลุมในพื้นที่มากกว่า 23 มณฑล หรือคิดเป็นสองในสามของเขตการปกครองทั้งหมดของประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นสถานการณ์ที่รุนแรงและส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง

ฝนตกรุนแรงในจีน ทำลายถนนกว่า 72,000 ล้านบาท

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ปริมาณฝนที่ตกในท้องถิ่นต่างๆ ของจีนมากเกินไป โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคใต้ของประเทศ ซึ่งกระทรวงทรัพยากรน้ำของจีนได้ระบุว่า ปริมาณน้ำฝนที่ลงทะเบียนในแต่ละพื้นที่นั้นมากถึงระดับประวัติการณ์ ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและส่งผลกระทบต่อโครงสร้างถนน ทางด่วน และถนนทางชนบทอย่างรุนแรง

ผลกระทบจากการเสียหายเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อการใช้ชีวิตของประชาชน และความคล่องตัวในการเดินทางของรถยนต์ขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร จนกระทั่งรัฐบาลจีนต้องเข้าแทรกแซงอย่างเร่งด่วน โดยให้ความสำคัญกับการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายไปแล้ว

เงินสนับสนุนฉุกเฉินจากกระทรวงคมนาคม

กระทรวงคมนาคมร่วมกับกระทรวงการคลังของจีนได้มีการจัดสรรเงินอุดหนุนเพื่อช่วยเหลือในการซ่อมแซมถนนฉุกเฉินไปแล้วเป็นจำนวน 540 ล้านหยวน หรือประมาณ 2,444 ล้านบาท แต่ยังคงเหลือความต้องการในการซ่อมแซมมากกว่าที่ได้รับการสนับสนุนในทันที

อีกทั้งหน่วยงานท้องถิ่นยังต้องร่วมมือกันจัดการกับปัญหาด้านอื่นๆ ที่เกิดขึ้นจากการน้ำท่วม เช่น การอพยพของประชาชน การจัดหาอาหาร และน้ำดื่ม เป็นต้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนัก ซึ่งยังคงต้องมีการวางแผนระยะยาวในการฟื้นฟูและเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้สามารถรองรับภัยธรรมชาติในอนาคตได้

เครดิตภาพ : AFP

จากสถานการณ์ดังกล่าว เห็นได้ชัดว่าภัยธรรมชาติอย่างน้ำท่วมสามารถส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจีนเป็นหนึ่งในประเทศที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินด้วยการจัดสรรงบประมาณและการเคลื่อนไหวจากรัฐบาลในระดับสูง

หากประเทศอื่นๆ ต้องเผชิญกับสถานการณ์แบบเดียวกัน การวางแผนเพื่อรับมือกับความเสียหายจากภัยธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพจะกลายเป็นเรื่องสำคัญในการเตรียมพร้อมในระยะยาว

ที่มา – ฝนตกรุนแรงในจีนทำลาย ‘ถนน’ เสียหายแล้วกว่า 72,000 ล้านบาท