ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ’ ถูกสอบสวนหลังถูกจับกุม

กรณีที่ กองบังคับการปราบปราม หรือ กองปราบ ได้ทำการจับกุม นายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือที่รู้จักกันในนาม ‘หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ’ พร้อมทั้งพระจำพรรษาในพระภูมิวัดพระบาทน้ำพุ ที่ถูกกล่าวหาว่ามีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานทุจริตยักยอกทรัพย์ และร่วมกันฟอกเงิน จากการระดมคนบริจาคในคดีที่สร้างความรำคาญแก่สังคมอย่างสิ้นเชิง

‘หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ’ ถูกสอบสวนหลังถูกจับกุม

จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ พบว่า หมอบี ถูกควบคุมตัวเมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมา หลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้เข้าปิดล้อม และตรวจค้นทั้งหมด 17 จุด ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และจังหวัดลพบุรี โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ได้สำเร็จ ได้แก่ พระราชวิสุทธิประชานาถ (อลงกต พูลมุข) เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ และนายเสกสันน์ หรือ หมอบี ด้วยข้อหาสนับสนุนเจ้าหน้าที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และร่วมกันฟอกเงิน

เข้าห้องสอบสวนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ข้อมูลจาก现场ตั้งแต่เวลา 10:00 น. ในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้นำตัว หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ มาที่สำนักงานกองบังคับการปราบปราม โดยขณะนั้น นายเสกสันน์สวมเสื้อเชิ้ตสีน้ำตาล ใช้กุญแจมือ และสวมผ้าคลุมหัวแบบผู้ต้องหา เดินเข้ามาที่กองปราบพร้อมกับสีหน้าที่เข้มงวดและเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก ไม่ให้สัมภาษณ์หรือให้คำแถลงกับสื่อมวลชนแต่อย่างใด หลังจากนั้นจึงถูกนำไปสอบสวนที่กองกำกับการ 1 เพื่อชี้แจงข้อกล่าวหาที่มีต่อเขา

ตำรวจได้จัดชุดสอบสวนเพื่อให้ ‘หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ’ ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการกำกับดูแลด้านการบริจาคของวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการแจ้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการเงินของวัด และสร้างความวุ่นวายในสังคม เนื่องจากการระดมทุนจากประชาชนจำนวนมากเกินจริง ทำให้คนบริโภคตั้งข้อสังเกตว่ามีการใช้อำนาจไปในทางที่ผิด

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้นำเอกสารรายได้ของวัด การทำบันทึกทางบัญชี และรายการโอนเงินหลายราย มาประกอบการสอบสวน เพื่อให้เห็นภาพรวมความเคลื่อนไหวของเงินจำนวนมากที่ไหลเข้าและออกจากวัด

  • เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า allegation ที่ตั้งข้อหา นั้นมีลำดับชัดเจน และเกี่ยวข้องโดยตรงกับการซ่อนความจริงในระบบบัญชี
  • ทุกคนที่เกี่ยวข้องจะต้องถูกสืบสวนไปทีละขั้นตอน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงครบถ้วน
  • ความร่วมมือของผู้บริจาคและการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินของวัดจะมีบทบาทสำคัญต่อคดี

การทำงานของ правоบังคับจากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เริ่มเข้าถึงข้อมูลข่าวกรองที่เปิดเผยมากขึ้น และความไว้วางใจของประชาชนต่อหน่วยงานทางศาสนาอย่างวัดพระบาทน้ำพุ ที่เคยเติบโตสูงมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กำลังตกลงมาเรื่อยๆ เพราะเริ่มมีความเคลื่อนไหวที่มีลักษณะน่าสงสัย ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์ของวัดและสังคมโดยรวม

ในตอนนี้ แต่ละฝ่ายต่างกำลังติดตามความเคลื่อนไหวของคดีอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความโก่งของประเด็น คดีทุจริตบริจาคในวัดพระบาทน้ำพุ นี้ ส่งผลกระทบอย่างมากต่อความเชื่อมั่นของสังคมไทยในด้านศาสนาและการเมือง เนื่องจากในอดีตเคยมีกลุ่มทุนบางรายที่ออกมาให้การสนับสนุนในเชิงแฝงทางความเชื่อเพื่อปกป้องโครงสร้างผลประโยชน์ความมั่งคั่งเผ่าพันธุ์ของตัวเอง อันเป็นการกระทบต่อนโยบายด้านความยุติธรรมอย่างหนักในระยะยาว

ด้วยเหตุนี้ หากมีการพิสูจน์ยืนยันได้ว่า ‘หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ’ มีความผิดตามข้อกล่าวหาใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางการเมืองโดยเฉพาะการใช้อำนาจทางศาสนาในเชิงการตายตัวในการควบคุมจิตใจผู้คนผ่านศรัทธา หรืออาจจะนำไปสู่คำถามใหม่ว่า”เมื่อใดเราในฐานะองค์กรศาสนาเปลี่ยนจากผู้ช่วยเหลือเป็นผู้ปกครองแทนผู้เฒ่าผู้แทนพระเจ้า?”

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดในช่วงนี้ คือการรักษาความโปร่งใส และสิทธิ์ของสมาชิกส่วนรวมเพื่อให้ความเชื่อทางศาสนาไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการชำระคดีอย่างองค์กรที่มีภารกิจสูงส่งตามพระพุทธศาสนา

ที่มา – กองปราบฯหิ้ว ‘หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ’ สอบ เจ้าตัวสีหน้าเคร่งเครียด-ปิดวาจา

เกษตรกรรุ่นใหม่จังหวัดอุทัยธานีแปรรูปน้ำส้มโอเพื่อสุขภาพ

ในยุคที่ผู้คนหันมาใส่ใจในสุขภาพมากขึ้น ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ที่ปลอดภัยและมีประโยชน์ต่อร่างกายจึงได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม หนึ่งในนั้นคือเครื่องดื่มธรรมชาติอย่าง น้ำส้มโอ ซึ่งโซนลานสัก จังหวัดอุทัยธานี มีเกษตรกรรุ่นใหม่ท่านหนึ่ง ที่ไม่ได้หยุดแค่ปลูกแต่ส้มโอสายพันธุ์ดีเท่านั้น แต่ยังนำผลผลิตที่มีตำหนิมาแปรรูปให้กลายเป็นน้ำดื่มเพื่อสุขภาพส่งต่อให้คนทั่วไปได้ดื่มกันอย่างปลอดภัยและอร่อย

เกษตรกรรุ่นใหม่จังหวัดอุทัยธานีแปรรูปน้ำส้มโอเพื่อสุขภาพ

นางสาวพิมธาดา จำรัส เกษตรกรรุ่นใหม่จากตำบลบ่วง อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี เป็นผู้ที่ได้รับคัดเลือกจากกรมส่งเสริมการเกษตรให้เป็น “Young Smart Farmer (YSF)” โดยมีประสบการณ์ในการปลูกส้มโอสายพันธุ์ดีถึง 200 ต้น ผลผลิตที่ได้ส่วนใหญ่จะส่งขายที่จังหวัดภูเก็ต รวมถึงการตอบสนองความต้องการผู้บริโภคผ่านการสั่งจองล่วงหน้า แต่สิ่งที่เหลือจากการจำหน่ายสดก็ถูกนำมาแปรรูปเป็น น้ำส้มโอเพื่อสุขภาพ ที่ไม่มีส่วนผสมของสารเคมีหรือรสชาติปรุงแต่ง

ขั้นตอนการแปรรูปน้ำส้มโอที่ปลอดภัยและอร่อย

การทำน้ำส้มโอของนายนางสาวพิมธาดาเริ่มจากการแยกเนื้อส่วนที่ดีจากการแกะเปลือกส้ม แล้วนำเนื้อส้มไปปั่นแยกน้ำออกจากกาก จากนั้นนำน้ำส้มโอที่ได้ควบคุมความร้อนที่ 80 องศาเซลเซียส เพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ ถัดมาเป็นขั้นตอนการบรรจุลงขวดขนาด 180 มิลลิลิตร และนำไปน็อกด้วยน้ำเย็นเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา รายได้ที่ได้จากการขายขวดละ 10 บาทนั้นมีคุณภาพสูง ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี

ผลิตภัณฑ์จะอยู่ในกลุ่มสินค้า homemade nature หรือของทำมือจากธรรมชาติ โดยวางจำหน่ายที่ร้าน เฟรนด์ชิพ เนเจอร์ (Friendship Nature) ซึ่งนอกจากน้ำส้มโอแล้ว ยังมีทั้งผลไม้ พืชผัก ตามฤดูกาลพื้นถิ่นจากแปลงของตนเอง ทุกอย่างถูกปลูกอย่างเป็นอินทรีย์ ไม่มีการใช้สารเคมี เพื่อให้สามารถเป็นทางเลือกดีๆ สำหรับผู้รักสุขภาพ

วางแผนต่อยอดด้วยสูตรน้ำผลไม้ผสม

นอกจากนี้ เจ้าของธุรกิจยังมีแผนในการพัฒนาสูตรของตนเองมากยิ่งขึ้น โดยจะนำผลไม้พื้นถิ่นอย่างมะม่วงหาว มะยม เชอร์รี่ และมะนาวโห่ มาผสมกับน้ำส้มโอ จุดประสงค์คือเพื่อสร้างสรรค์เครื่องดื่มรสชาติใหม่ที่ยังคงความเปรี้ยว สุขภาพดี และดื่มง่าย เหมาะกับทุกเพศทุกวัย โดยมีการพัฒนาและทดลองสูตรตามความชอบของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องที่จะเปิดโอกาสเพื่อการเติบโตของแบรนด์ในอนาคต

ความสำเร็จของ เกษตรกรรุ่นใหม่จังหวัดอุทัยธานีแปรรูปน้ำส้มโอเพื่อสุขภาพ นี้ แสดงให้เห็นถึงบทบาทของกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ที่สามารถประยุกต์นวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิต รวมถึงตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคที่ต้องการสิ่งดีๆ จากธรรมชาติอย่างแท้จริง

ทางเลือกของคนรักสุขภาพที่รออยู่ในขวดเล็กๆ ที่ไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่คือเรื่องราวของฝีมือท้องถิ่น! หากคุณสนใจสินค้าที่สะอาด ปลอดภัย และได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ เชิญติดตามและเป็นส่วนหนึ่งของ “เฟรนด์ชิพ เนเจอร์” ได้เลย!

ที่มา – เกษตรกรรุ่นใหม่จังหวัดอุทัยธานีแปรรูปน้ำส้มโอเพื่อสุขภาพ

รมช.คลังเยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชนตาคียะ สุราพื้นบ้านจากน้ำตาลโตนด

เมื่อเร็วๆ นี้ นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้เดินทางไปเยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชนตาคียะ (TAKIYA) ซึ่งเป็นต้นแบบของสุราพื้นบ้านคุณภาพที่ใช้วัตถุดิบจากน้ำตาลโตนดในจังหวัดสงขลา ตั้งอยู่ในตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมืองสงขลา โดยมีผู้บริหารระดับจังหวัดและเทศบาลให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

รมช.คลังเยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชนตาคียะ สุราพื้นบ้านจากน้ำตาลโตนด

วิสาหกิจชุมชนตาคียะ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2562 โดยมุ่งเน้นการพัฒนาสุราพื้นบ้านคุณภาพจากน้ำตาลโตนดในพื้นที่คาบสมุทรที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ่านกระบวนการหมัก กลั่น และบ่มตามมาตรฐาน โดยยึดชื่อแบรนด์ว่า “ตาคียะ (TAKIYA)” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากตำบลบ้านตาคียะ อำเภอระโนด ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสุราพื้นบ้านที่มีชื่อเสียงยาวนาน

สุราตาคียะ คุณภาพดีที่สืบทอดวัฒนธรรม

นายเผ่าภูมิ ได้อธิบายว่า สุราชุมชนเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากวัตถุดิบท้องถิ่น และพัฒนาสู่มาตรฐานระดับประเทศและสากล อย่างสุราตาคียะที่ถูกพัฒนาอย่างเป็นระบบ มีกระบวนการผลิตที่ผ่านการควบคุมจากกรมสรรพสามิต ผลการตรวจสอบ 130 ตัวอย่างจากสงขลาไม่พบสิ่งเจือปน และมีคุณภาพสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์พรีเมียมของไทย

รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้สุราชุมชนกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนด้าน Soft Power โดยใช้เรื่องราวของท้องถิ่นมากำหนดเอกลักษณ์ของสินค้า คล้ายกับแนวทางของประเทศญี่ปุ่นในเรื่องเบียร์ท้องถิ่นที่ใช้เรื่องเล่าแบบบูชาคุณภาพของแหล่งน้ำผลิต

ปัจจุบัน สุราตาคียะขายในราคา 650 บาท สำหรับขวดใหญ่ และ 300 บาท สำหรับขวดเล็ก ถือเป็นราคาในระดับพรีเมียมที่สะท้อนคุณภาพของวัตถุดิบ รวมทั้งกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับผู้บริโภค ส่งผลให้วิสาหกิจชุมชนสามารถยกระดับภาพลักษณ์ของจังหวัดสู่เวทีโลกได้อย่างมั่นคง

สุราตาคียะไม่ใช่เพียงเครื่องดื่ม แต่เป็นเรื่องราวของชุมชนที่ได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพ วัฒนธรรม และศักยภาพในการเติบโต เป็นหนึ่งในれているของวิสาหกิจตำบลที่มีศักยภาพแปรรูปสู่วงการสากล

หากคุณสนใจสินค้าท้องถิ่นที่ผสมผสานระหว่างคุณภาพ เอกลักษณ์ และภูมิปัญญาไทยอย่างแท้จริง สุราตาคียะคือคำตอบของความภาคภูมิใจในสินค้าท้องถิ่น

ที่มา – รมช.คลังลงพื้นที่สงขลาเยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชน “ตาคียะ (TAKIYA)” ต้นแบบสุราพื้นบ้านคุณภาพจากน้ำตาลโตนด

ชาวบ้านไทยพุทธ–มุสลิม อ.ตากใบ หารือแนวทางเยียวยาชุมชน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้จัดเวทีประชาคมรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้านในพื้นที่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เพื่อหารือแนวทางการเยียวยาชุมชนหลังเกิดเหตุความรุนแรงในการยิงคนร้าย ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บอีก 2 รายในหมู่บ้านหัวสะพานชลประทาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่คนในชุมชนมีความต้องการด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจเป็นอย่างยิ่ง

ชาวบ้านไทยพุทธ–มุสลิม อ.ตากใบ หารือแนวทางเยียวยาชุมชน

ในที่ประชุม เกิดการสะท้อนปัญหาและการแก้ไขที่หลากหลาย โดยชาวบ้านเสนอประเด็นหลักดังนี้:

  • ความปลอดภัย: การจัดแสงสว่างในพื้นที่เสี่ยง ติดตั้งกล้องวงจรปิด และเพิ่มการเข้าเวรของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน
  • พื้นที่กลางเพื่อการแลกเปลี่ยน: จัดให้มีพื้นที่กลางให้ชุมชนทุกศาสนาเข้าร่วมพูดคุยแก้ปัญหา
  • การส่งเสริมอาชีพ: สนับสนุนเนื้อหาและตลาดให้กับคนในพื้นที่ โดยเฉพาะเยาวชนที่มีความต้องการหางานทำ

แนวทางเยียวยาอย่างชาติพันธุ์คือการรวมกลุ่มยอมรับซึ่งกันและกัน

ภายหลังจากการหารือร่วมกัน ชุมชนได้มีมติร่วมกันว่าควรจัดทำกิจกรรมสร้างสัมพันธ์ระหว่างคนไทยและมุสลิมมากขึ้น โดยมีการจัดกิจกรรม “จิบน้ำชากาแฟ สานสัมพันธ์” ขึ้นในวันศุกร์ที่ผ่านมา ณ สวนสิรินธรเฉลิมชนม์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก ศอ.บต. โดยมีหน่วยงานรัฐและประชาชนในพื้นที่ร่วมรับฟังข้อเสนอแนะจากชุมชนอย่างจริงจัง

ประชาชนแสดงความได้ว่า:

  • ต้องการการวางผังยูเทิร์นให้ใกล้เคียง เพื่อปลอดภัยภายในชุมชน
  • เสนอให้มีการจัดทำกิจกรรมเชิญเยาวชนเข้าร่วมเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้รู้สึกว่าเผชิญปัญหาเพียงลำพัง
  • ขอบคุณหน่วยงานภาครัฐที่เป็นหูเป็นตา และปิดช่องทางชักจูงเยาวชนให้เลือกผิด

นอกจากนี้ หน่วยงานในพื้นที่ยังมีแผนจัดกิจกรรมในเดือนกันยายน 2568 โดยจะรวมกิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรม และกีฬา เพื่อสร้างเสริมความสัมพันธ์ในชุมชนอีกครั้ง เช่น การละหมาดฮายัตบารอกัต การแข่งเรือพื้นบ้าน และการทำอาหารท้องถิ่น เป็นต้น

เป้าหมายของ ชาวบ้านไทยพุทธ–มุสลิม อ.ตากใบ ไม่เพียงแค่การเยียวยาชุมชน แต่ยังรวมถึงการลดความคับแค้นระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ เพิ่มการมีส่วนร่วมของเยาวชน และช่วยสร้างสังคมที่เข้มแข็ง ปลอดภัย และยั่งยืน

ร่วมมือกันเพื่อลดความรุนแรง ก่อให้เกิดการสื่อสารที่ดี และปลูกฝังความเข้าใจมีความสำคัญอย่างยิ่ง จึงขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงนี้

ที่มา – ชาวบ้านไทยพุทธ–มุสลิม อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ถก!! ศอ.บต. หารือแนวทางเยียวยาชุมชน จากเหตุความรุนแรง

เมืองอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล แห่งแรกของภาคอีสาน

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดพิธีเปิด “เมืองอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล” ที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งถือเป็นโมเดลต้นแบบแห่งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยออกแบบตามหลัก Universal Design (UD) หรือการออกแบบเพื่อทุกคน เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของผู้สูงอายุ คนพิการ เด็กเล็ก และทุกกลุ่มประชากร

เมืองอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ในปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูงอายุเกิน 14 ล้านคน และจำนวนคนพิการกว่า 2.2 ล้านคน การรองรับกลุ่มประชากรเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยมุ่งเน้นให้ผู้สูงอายุและคนพิการสามารถ ใช้ชีวิตในพื้นที่ได้อย่างอิสระ ปลอดภัย และมีคุณภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Universal Design ในการจัดโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกในสถานที่สาธารณะ

ขับเคลื่อน UD ผ่าน 5 โครงการสำคัญ

เพื่อสนับสนุนเป้าหมายดังกล่าว สสส. ได้ดำเนินงานผ่านโครงการสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่

  • การจัดตั้ง ศูนย์การออกแบบเพื่อทุกคน (UDC) ในมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ
  • การขยายเครือข่าย ขนส่งมวลชนพึ่งได้ ที่รองรับทุกกลุ่มผู้ใช้งาน
  • การผลักดัน ระบบรางที่เข้าถึงได้ พร้อมทั้งพัฒนาสกายวอล์กและสกายพาร์ค
  • การส่งเสริม การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล ใน 5 จังหวัด ได้แก่ น่าน อุดรธานี อยุธยา สงขลา และกรุงเทพฯ
  • การรณรงค์และฝึกอบรม ทูตอารยสถาปัตย์ เพื่อพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกในชุมชน

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะประธานกรรมการกองทุน สสส. กล่าวในการเปิดงานว่า จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข พบว่า ชาวไทยวัยเกิน 60 ปี มีแนวโน้มหกล้มสูงถึง 30% ต่อปี ส่วนใหญ่เกิดจากสภาพแวดล้อมในบ้านไม่เอื้ออาทร จึงจำเป็นต้องมีการออกแบบ เมืองอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล อย่างจริงจัง ทั้งด้านการเดินทาง การเข้าถึงอาคาร และสื่อสารข้อมูล เพื่อยกระดับสังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

นอกจากนี้ โครงการยังสนับสนุนให้จังหวัดนครราชสีมาเป็นศูนย์กลาง “เมืองสุขภาพนานาชาติ” (Medical Hub) และส่งเสริม การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ที่รองรับทุกคน ผ่านการปรับปรุงพื้นที่สาธารณะ ทางเท้า ลานกิจกรรม และแหล่งท่องเที่ยวให้เข้าถึงได้จริง

โคราช พัฒนาสู่โครงสร้างเพื่อคนทุกกลุ่ม

นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา กล่าวว่า เทศบาลได้จัดทำแผนพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน ด้วยการปรับปรุงทางเท้า ทางข้าม ป้าย指引 และสวนสาธารณะให้เข้ากับหลัก Universal Design อย่างครอบคลุม ทั้งยังติดตั้ง ระบบเสียงนำทาง และสัญลักษณ์เพื่อสนับสนุนผู้พิการทางการมองเห็น จังหวัดนครราชสีมาจึงมุ่งมั่นจะเป็นต้นแบบแห่งแรกในภาคอีสาน ของเมืองอารยสถาปัตย์ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้โดยเท่าเทียม

เมืองอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล ไม่ใช่แค่แนวคิด แต่เป็นเป้าหมายที่สามารถทำได้จริงเมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรกับทุกกลุ่มวัย จะส่งผลให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ทั้งยังช่วยสร้างสังคมที่มีความเท่าเทียมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

หากคุณกำลังมองหาแบบอย่างของเมืองที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ อย่าลืมมาสัมผัส เมืองอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวลแห่งแรกของภาคอีสาน ที่นครราชสีมา แล้วพบกับประสบการณ์การใช้ชีวิตในเมืองที่ “สำหรับทุกคน”

ที่มา – ต้นแบบแห่งแรกภาคอีสาน “เมืองอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล”

เอสยูวีหน้าตาผู้ดีอังกฤษ ราคาสบายกระเป๋า

สวัสดีวันหยุด! พบกับสารพันข่าวสารยานยนต์ กับ ‘อ้วนซ่า แอบซิ่ง’ เช่นเคยทาง ‘สุดสัปดาห์ยานยนต์’ วันนี้เรามาดูกันว่ามีรถยนต์รุ่นใหม่มาแรงที่จะมาเปลี่ยนกฎของตลาดเอสยูวีไฟฟ้าในเมืองไทย เป็นอย่างไรกันบ้าง

เอสยูวีหน้าตาผู้ดีอังกฤษ ราคาสบายกระเป๋า

ล่าสุด เจคู่ (Jaecoo) แบรนด์ยานยนต์ไฟฟ้าใหม่จากจีนที่ได้รับแรงบันดาลใจออกแบบจากรถยนต์อังกฤษอย่างแท้จริง มาพร้อมรุ่นใหม่ที่เปิดตัวในไทยแล้วชื่อว่า เจคู่ 5 อีวี และที่สำคัญคือ ‘ราคาน่าคุ้มค่า’ สุดๆ

หน้าตาผู้ดี เหมือนฉีดความมั่นใจขั้นสูงสุด

การออกแบบภายนอกคือหนึ่งในจุดเด่นของเจคู่ 5 อีวี เข้ากับแนวทางสายตาที่เน้นความเรียบสะอาด สไตล์สปอร์ตหรูหราเหมือนรถยนต์แบรนด์อังกฤษระดับหรู ถึงขนาดที่หลายคนเห็นแล้วอดเดาแบรนด์ไม่ได้เลยทีเดียว

แต่รู้หรือไม่ว่าเจ้าของแบรนด์แม่ในจีน บริษัทเชอรี (Chery) มีความสัมพันธ์แนบแน่นแน่นแฟ้นกับแบรนด์บางแบรนด์จากอังกฤษ และยังมีแผนร่วมพัฒนารถรุ่นใหม่ เช่น Freelander ภายใต้เทคโนโลยีไฟฟ้าของเชอรีอีกด้วย ทำให้รถรุ่นนี้สามารถผสานอัตลักษณ์ของรถอังกฤษได้อย่างลงตัว

โดดเด่นบนท้องถนนด้วยระบบสมรรถนะและประสิทธิภาพ

ด้านสมรรถนะ รถใช้ระบบขับเคลื่อนโดยมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวที่ให้กำลังสูงถึง 211 แรงม้า พร้อมแรงบิด 288 นิวตันเมตร ขับเคลื่อนระบบล้อหน้าเท่านั้น โดยมีอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเวลาเพียง 7.7 วินาที และความเร็วสูงสุด 172 กม./ชม. เรียกได้ว่าแรงใช้ได้เลย

  • ระยะขับต่อการชาร์จ: มากถึง 399 กม. (WLTP)
  • แบตเตอรี่: LFP ความจุ 61.1 kWh
  • ระบบชาร์จอย่างรวดเร็ว: DC 80 kW / AC 11 kW

ราคาเริ่มต้นเพียง 549,000 บาท!

อีกหนึ่งประเด็นหลักที่ทำให้ ‘เอสยูวีหน้าตาผู้ดีอังกฤษ ราคาสบายกระเป๋า’ ยอดเยี่ยม ก็คือค่าตัวที่คุ้มค่าอย่างมาก โดยรุ่น 5 อีวี Long Range Dynamic เริ่มต้นเพียง 549,000 บาท เท่านั้น สูงสุดเพียง 599,000 บาท สำหรับรุ่น MAX

หากเทียบกับคู่แข่งในคลาสเดียวกัน เช่น BYD Atto 3 หรือ Toyota Yaris Cross ที่ราคาสูงกว่าถึง 899,000 บาท เจคู่ fitteled a triple advantage คือ มีสไตล์ กับหน้าตาเหมือนรถหลากหลายอังกฤษ ระบบไฟฟ้าสมัยใหม่ และฟีเจอร์ครบครัน แต่ราคาถูกกว่าถึง 3 แสนบาท

พร้อมทั้งโปรโมชั่นพิเศษเพื่อชาวไทย

สำหรับลูกค้า 1,000 คนแรกจะได้รับเครื่องชาร์จไฟติดกำแพง พร้อมบริการติดตั้งฟรี มูลค่าสูง 25,000 บาท และยังมีโปรโมชั่นเงินดาวน์น้อยดอกเบี้ยต่ำเพียง 1.78% สำหรับยอดเช่าซื้อก่อนวันที่ 30 กันยายนนี้อีกด้วย

สามารถเข้าไปชมรถจริงๆ และลองขับดูได้ที่ศูนย์โชว์รูมของ OMODA & Jaecoo ซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ มีทั้งในกรุงเทพและปริมณฑลรวม 21 สาขา อีกทั้งมีสาขาในภาคต่างๆ เช่น เหนือ 3 สาขา, อีสาน 4 สาขา, กลาง 3 สาขา และใต้ 4 สาขา รวมแล้วกว่า 35 สาขา

งานนี้เรียกได้ว่า ‘ตัดสินใจไม่ยากให้เลย’ หากคุณกำลังมองหารถเอสยูวีไฟฟ้าที่ให้ความหรูหรา เทคโนโลยีครบจบ และยังเยี่ยมในเรื่องราคาความคุ้มค่า

ที่มา – เอสยูวีหน้าตาผู้ดีอังกฤษ ราคาสบายกระเป๋า

หุ้นไทยเช้านี้เปิดลบ 4.28 จุด พักตัวหลังรับข่าวดี

ตลาดหุ้นไทยเช้านี้เปิดลบ 4.28 จุด ที่ระดับ 1,258.39 จุด สอดคล้องกับอารมณ์谨慎ของนักลงทุนทั่วโลก แม้ว่าตลาดจะได้รับข่าวดีจากโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ แต่ก็ยังคงมีปัจจัยหลายประการที่สร้างความกังวล เช่น สถานการณ์การเมืองในไทย และข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญจากต่างประเทศที่ควรติดตามในช่วงปลายสัปดาห์นี้

หุ้นไทยเช้านี้เปิดลบ 4.28 จุด พักตัวหลังรับข่าวดี

ตลาดหุ้นไทยเช้านี้เปิดในแดนลบเป็นเวลาที่ 26 สิงหาคม 2568 โดยดัชนี SET เริ่มซื้อขายที่ระดับ 1,258.39 จุด ลดลง 4.28 จุด จากปิดเมื่อวาน ขณะที่มูลค่าซื้อขายเริ่มต้นอยู่ที่ 2,736.75 ล้านบาท การเคลื่อนไหวของตลาดสะท้อนถึงการพักตัวของนักลงทุนหลังได้รับข่าวบวกเรื่องนโยบายการเงินของเฟดไปแล้วในระดับหนึ่ง

บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดว่า SET จะแกว่งตัวแบบไซด์เวย์ในวันนี้ โดยมองว่าปัจจัยบวกจากต่างประเทศไม่เพียงพอที่จะขับเคลื่อนตลาดให้ปรับตัวขึ้นแรงทันที เนื่องจากยังมีหลายปัจจัยที่รอการยืนยัน ทั้งการติดตามข้อมูล PCE ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเงินเฟ้ที่สำคัญของสหรัฐฯ รวมถึงสถานการณ์การเมืองภายในประเทศที่อาจกระทบต่อความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ

ปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยกดดันหลัก

ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นในช่วงเช้านี้เนื่องจากข่าวความตึงเครียดระหว่างยูเครนกับรัสเซีย โดยมีรายงานว่าโรงกลั่นของรัสเซียถูกโจมตีในกรอบความขัดแย้ง ซึ่งช่วยหนุนกลุ่มพลังงานในตลาดหุ้นไทยให้เดินหน้าต่อไป ส่วนด้านเทคนิค ดัชนี SET ชนแนวต้านแรกที่ระดับ 1,266 จุดเมื่อวาน และชะลอตัวลงมา ถือว่าเป็นการพักฐานสั้น หากยังไม่หลุดแนวรับสำคัญที่ 1,250 ถึง 1,245 จุด จะนับว่าเป็นจังหวะพักเพื่อปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง

  • แนวต้านสำคัญ: 1,266 และ 1,280 จุด
  • แนวรับสำคัญ: 1,250 ถึง 1,245 จุด
  • ปัจจัยภายนอกที่ต้องเฝ้าระวัง: ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และสถานการณ์การเมืองไทย
  • กลุ่มหุ้นที่น่าสนใจ: พลังงาน

ขณะนี้ตลาดยังอยู่ในช่วงรอข้อมูลและการเคลื่อนไหวจากตัวแปรสำคัญ ดังนั้นนักลงทุนควรรักษามุมมองที่เป็นกลาง และเข้าใจแนวโน้มของตลาดก่อนตัดสินใจซื้อขาย นอกจากนี้การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและการจัดการความเสี่ยงยังสำคัญมากในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง

โดยสรุป แม้ว่าหุ้นไทยเช้านี้เปิดลบ แต่ภาพรวมของตลาดยังมีโอกาสฟื้นตัวหากได้รับข้อมูลที่เอื้อต่อการลงทุน อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับกลยุทธ์ได้ทันสถานการณ์

หากคุณเป็นนักลงทุนสาย cautioin อาจพิจารณารอจังหวะตอนท้ายสัปดาห์เพื่อรับข้อมูลใหม่ๆ ก่อนเข้าซื้อขายอีกครั้ง

ที่มา – หุ้นไทยเช้านี้เปิดลบ 4.28 จุด พักตัวหลังรับข่าวดี

Freakier Friday ปัดฝุ่น ‘Take Me Away’ เวอร์ชันใหม่ของวง Pink Slip

เวียนกลับมาอีกครั้งกับความป่วงแสนสนุกของหนังครอบครัวที่เปลี่ยนตำแหน่งกันได้ใน Freakier Friday ภาพยนตร์ภาคต่อจาก Freaky Friday (2003) ที่สร้างปรากฏการณ์กับคู่แม่ลูกสุดฮอตอย่าง Jamie Lee Curtis และ Lindsay Lohan หลังจากผ่านมาถึง 22 ปี ตัวละครในเรื่องต้องเผชิญกับความขุ่นมัวของชีวิตอีกครั้ง คราวนี้ด้วยการสลับร่างกันแบบสับเปลี่ยน!

Freakier Friday ฟื้นคืนชีพวง Pink Slip

ในครั้งนี้ ทีมผู้สร้าง Freakier Friday ได้เสิร์ชสายเลือดแห่งเพลงป็อปพังก์อย่าง “Take Me Away” ให้กลับมาอีกครั้งในเวอร์ชั่นรีเมคปี 2025 พร้อมทั้งเปิดตัวอัลบั้มเสียงประกอบที่อัดแน่นไปด้วยเพลงสุดพิเศษจากดนตรีในภาพ โดยเฉพาะนักแสดงที่รับบทเป็นสมาชิกวง Pink Slip วงร็อกสาวในตำนานของหนังเรื่องนี้

“Take Me Away” ปี 2025 กลับมาเฟรชกว่าเดิม

เพลง “Take Me Away” ได้รับการแต่งใหม่อย่างเต็มตัวโดย Suzy Shinn โปรดิวเซอร์เพลงดังจากวงร็อกระดับโลกอย่าง Panic! at the Disco, Weezer และ Fall Out Boy พร้อมเสียงร้องจาก Christina Vidal Mitchell ผู้รับบทนำในภาพยนตร์ เสริมสีสันให้กับเพลงอีกครั้งในเรียลไทม์ด้วยอารมณ์ใหม่ กลิ่นอายของยุคปี 2025

นอกจากเพลงไฮไลต์อย่าง “Take Me Away” แล้ว อัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์ยังมีเพลงร้อนแรงอย่าง “Ultimate” ที่คัฟเวอร์โบราณโดย The Beaches วงร็อกจากแคนาดาที่เพิ่งคว้ารางวัล Juno Award ปี 2024-2025 และยังมี Sarah Aarons โปรไดร์เดรดระดับท็อป ที่เคยร่วมงานกับ Zedd, Alessia Cara และ Maren Morris ช่วยประคองเสียงเพลงในแทร็ก “Baby” ให้เต้นจังหวะตามหัวใจของแฟน ๆ ได้อย่างไม่ตก

ความพิเศษของ Freakier Friday คือการผสมผสานการละครกับดนตรีอย่างลงตัว โดยเฉพาะในบทบาทของนักแสดงที่มาร้องเพลงจริง ๆ ในฐานะสมาชิกของวง Pink Slip ทำให้ทั้งฉากหนังและเพลงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เหมือนได้ชมการแสดงสดอยู่ในซีน

  • “Take Me Away” เวอร์ชันปี 2025 จาก Suzy Shinn และ Christina Vidal Mitchell
  • “Ultimate” คัฟเวอร์ใหม่โดย The Beaches
  • “Baby” ถูกผลิตโดย Sarah Aarons ร่วมกับทีมโปรดิวเซอร์ระดับโลก

ไม่ว่าจะเป็นคอเพลงตัวยงหรือแฟนหนังนานาปี เป็นโอกาสหายากที่จะได้เจอกับการกลับมารวมตัวกันของวง Pink Slip และบทเพลงที่เคยเป็นที่จดจำในหนัง Freaky Friday เดินทางผ่านยุคสมัยมาจนถึงปีนี้ บอกเลยว่าความคลาสสิกไม่มีวันจางหาย หากคุณเป็นแฟนหนึ่งของเรื่องราวที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและบทเพลงมันส์ ๆ ห้ามพลาด Freakier Friday แลนด์สเลดใหม่ของวงการหนังครอบครัว

ติดตามข่าวสารจาก loạtหนังและเพลงใหม่ ๆ ได้ที่ www.dailynews.co.th และทุกแพลตฟอร์มของ Dailynews

ที่มา – “Freakier Friday” ฟื้นคืนชีพวง “Pink Slip” ส่ง “Take Me Away” เวอร์ชันใหม่ปัดฝุ่นหนังสลับร่างสุดป่วง

ลาวเตรียมความพร้อม รับมือความรุนแรงจากอิทธิพลไต้ฝุ่น “คาจิกิ”

ลาวเตรียมความพร้อมรับมือความรุนแรงจากอิทธิพลไต้ฝุ่น “คาจิกิ” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพายุที่มีความรุนแรงสูงสุดในปีนี้ โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันออกของประเทศ.

รายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศระบุว่า ณ นครหลวงเวียงจันทน์ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา บริษัท ทางรถไฟลาว-จีน จำกัด (LCR) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเดินรถไฟสายจีน-ลาว ได้ออกมาประกาศระงับให้บริการชั่วคราวระหว่างวันที่ 25-26 สิงหาคม เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและพนักงาน

ลาวเตรียมความพร้อม รับมือความรุนแรงจากอิทธิพลไต้ฝุ่น “คาจิกิ”

ผู้โดยสารที่ได้ทำการจองตั๋วไปแล้วสามารถนำหลักฐานการจองมายื่นเพื่อขอคืนเงินเต็มจำนวนภายใน 30 วันนับจากวันเดินทางตามที่ระบุในตั๋ว โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมใดๆ นับเป็นมาตรการตอบสนองความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์ฝนตกหนักและการหยุดให้บริการบนเส้นทางที่ได้รับผลกระทบ

การเตรียมความพร้อมของรัฐบาลลาวครั้งนี้ยังรวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติลาว เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์และให้ข้อมูลล่าสุดแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยมีการประกาศเตือนความเสี่ยงจากฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคภาคตะวันออกและภาคเหนือ ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ผลกระทบจากไต้ฝุ่นคาจิกิ

แม้ไต้ฝุ่น “คาจิกิ” จะมีแนวโน้มอ่อนกำลังลงเมื่อเข้าสู่แผ่นดิน แต่ยังคงส่งผลให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่จำนวนมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่เชิงเขาและพื้นที่ที่มีความลาดชันสูง

  • ระงับการเดินรถรถไฟ ระหว่างวันที่ 25-26 สิงหาคม
  • เปิดให้ผู้โดยสารขอเงินคืนได้ภายใน 30 วัน
  • เตือนภัยฝนตกหนักในภาคเหนือและภาคตะวันออก
  • เตรียมความพร้อมรับมือกับผลกระทบจาก “คาจิกิ”

ในฐานะประเทศที่มีภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ภูเขาและป่าไม้หนาแน่น ลาวจึงมีความเสี่ยงสูงต่อภัยธรรมชาติที่เกิดจากอิทธิพลของสภาพอากาศ ดังนั้นการเตรียมความพร้อมและกำหนดแนวทางการรับมือล่วงหน้าจึงเป็นเรื่องสำคัญมากในการลดผลกระทบจากสถานการณ์เช่นนี้

นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอแนะให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ควรติดตามข่าวสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมตัวรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน หากได้รับคำสั่งอพยพหรือคำแนะนำจากรัฐบาล เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

ในบทสรุป การเตรียมพร้อมรับมือกับไต้ฝุ่น “คาจิกิ” ของรัฐบาลลาวถือว่าเป็นการดำเนินการที่มีความรับผิดชอบสูง โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก หากคุณมีแผนเดินทางไปยังลาวในช่วงปลายสิงหาคมนี้ ควรตรวจสอบสถานการณ์ท้องถิ่นและแนวทางการเดินทางให้ละเอียดอีกครั้ง

ที่มา – ลาวเตรียมความพร้อม รับมือความรุนแรงจากอิทธิพลไต้ฝุ่น “คาจิกิ”

‘ประเสริฐ’ ย้ำ รัฐบาลเตรียมพร้อมรับมือ ‘พายุคาจิกิ’ ที่จะเข้าไทย 26-30 ส.ค.นี้แล้ว

เมื่อเวลา 08.55 น. วันที่ 26 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้กล่าวถึงสถานการณ์พายุคาจิกิที่มีแนวโน้มจะพัดถึงประเทศไทยในช่วงวันที่ 26-30 สิงหาคมนี้ ซึ่งขณะนี้พายุได้เคลื่อนตัวเข้าใกล้ประเทศลาวและกำลังจะมุ่งตรงมาที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

พายุคาจิกิ เข้าไทยแล้ววันนี้

หลังจากการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจากกรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พบว่า พายุคาจิกิจะมีเส้นทางผ่านพื้นที่ภาคเหนือตอนบน เช่น จังหวัดน่าน รวมถึงภาคอีสานตอนบน ได้แก่ จังหวัดหนองคาย บึงกาฬ และนครพนม โดยจะมีฝนตกหนักและลมแรง ขอให้ประชาชนในพื้นที่เตรียมความพร้อมอย่างสูงสุด

การเฝ้าระวังแบบ 24 ชั่วโมง

รัฐบาลยืนยันว่าได้เตรียมความพร้อมรับมือกับพายุคาจิกิอย่างครอบคลุม โดยกรมอุตุนิยมวิทยาได้จัดตั้งศูนย์ติดตามพายุแบบเรียลไทม์ เพื่อวิเคราะห์และรายงานสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งยังประสานงานกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เพื่อจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่จังหวัดน่านและหนองคาย

  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เตือนภัยล่วงหน้าแก่ประชาชน
  • ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้นำศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ
  • มีแผนอพยพและช่วยเหลือฉุกเฉินหากเกิดเหตุจำเป็น

เมื่อสอบถามว่าจะเปรียบเทียบความรุนแรงกับพายุวิภาได้หรือไม่ รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า แม้เส้นทางของพายุจะใกล้เคียงกัน แต่พายุคาจิกิมีแนวโน้มความดันต่ำมากกว่า ซึ่งหมายถึงความรุนแรงจากฝนตกหนักและความเร็วลมอาจสูงกว่า อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประเมินทุกสถานการณ์เพื่อให้การรับมือเป็นระบบมากที่สุด

รัฐบาลมั่นใจว่าสามารถดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึง ด้วยแผนปฏิบัติการฉุกเฉินที่พร้อมใช้งาน และความร่วมมือของทุกระดับ ตั้งแต่หน่วยงานรัฐไปจนถึงชุมชน ความปลอดภัยของประชาชนคือเป้าหมายสูงสุดในช่วงพายุคาจิกินี้

เตรียมตัวล่วงหน้า ปลอดภัยมากขึ้น แม้หนักหนาเท่าใดก็สู้ได้ด้วยการวางแผนที่ดี

ที่มา – ‘ประเสริฐ’ ย้ำ รัฐบาลเตรียมพร้อมรับมือ ‘พายุคาจิกิ’ ที่จะเข้าไทย 26-30 ส.ค.นี้แล้ว