ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ครม.แต่งตั้ง ‘อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ’ นั่งเลขาฯสภาพัฒน์คนใหม่

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้ง นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ให้ดำรงตำแหน่งใหม่ในตำแหน่งเลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดยแทนนายดนุชา พิชยนันท์ ที่จะย้ายไปรับตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติแทน โดยผลจะมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

ครม.แต่งตั้ง ‘อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ’ นั่งเลขาฯสภาพัฒน์คนใหม่

การเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งสำคัญเช่นนี้ถือเป็นหนึ่งในข่าวที่ได้รับความสนใจจากทั้งภาครัฐและประชาชน เนื่องจาก สศช. มีบทบาทสำคัญในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระดับประเทศ โดย ‘อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ’ จะต้องรับหน้าที่ในการประสานงานเชิงกลยุทธ์ วางแผนระบบพัฒนาเพื่อความยั่งยืนของประเทศในระยะยาว

ประวัติการศึกษาของอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ

นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านบริหารและการจัดการภาครัฐมาอย่างยาวนาน โดยมีประวัติการศึกษาเริ่มต้นจากปริญญาตรีสาขาเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเกียรติคุณ จากนั้นได้ศึกษาต่อระดับปริญญาโทในสาขาเศรษฐศาสตร์เชิงวิเคราะห์ และพัฒนาเศรษฐกิจ จนจบปริญญาเอกในสาขาพัฒนาการเศรษฐกิจและนโยบายสาธารณะจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ

ความเชี่ยวชาญในด้านเศรษฐศาสตร์และการวางแผนพัฒนา ทำให้นางมีประสบการณ์กว่า 20 ปีในงานด้านการวางแผน การบริหารจัดการหน่วยงานราชการ รวมถึงการใช้บทวิเคราะห์เชิงสถิติ การพัฒนานโยบาย และการขับเคลื่อนแผนพัฒนาประเทศในหลายยุทธศาสตร์สำคัญ

ประวัติการทำงาน

ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งนั่งเลขาธิการ สศช. นางสาวอ้อนฟ้า ได้ทำงานในภาครัฐมายาวนาน โดยเริ่มต้นจากการเข้ารับราชการเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายภายใต้กระทรวงการคลัง จากนั้นได้ย้ายมาดำรงตำแหน่งในสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และก้าวขึ้นเป็นผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนและประสานงาน

ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้นั่งตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ซึ่งถือเป็นตำแหน่งระดับสูงที่มีหน้าที่ดูแลและขับเคลื่อนการปฏิรูปองค์กรภาครัฐอย่างรอบด้าน ทั้งด้านโครงสร้าง การบริหารงบประมาณ และการพัฒนาบุคลากร

ในบทบาทลำดับที่ผ่านมา นางสาวอ้อนฟ้า ได้แสดงศักยภาพในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และมีความเข้าใจในบริบทของระบบราชการไทย และความท้าทายในเชิงยุทธศาสตร์อย่างลึกซึ้ง

การแต่งตั้งครั้งนี้ถือเป็นการยืนยันถึงความพร้อมและความน่าเชื่อถือในความสามารถของนางสาวอ้อนฟ้าในการคุมหน้าที่การงานของหน่วยงานที่มีความยุ่งยากและซับซ้อนเช่น สศช.

ด้วยประสบการณ์อันยาวนานและทักษะที่ครอบคลุมทั้งการวางแผน การบริหารงบประมาณ และการประสานงานในหลายกลุ่มเป้าหมาย ทำให้หลายคนมีความคาดหวังว่า อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ จะสามารถนำมาซึ่งแนวทางใหม่ ๆ และความคล่องตัวในการขับเคลื่อนประเทศในทิศทางของการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ในยุคที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการทั้งในและต่างประเทศ การเปลี่ยนผู้นำในตำแหน่งที่สำคัญเช่นเลขาธิการ สศช. ถือเป็นการสร้างโอกาสใหม่ให้กับหน่วยงานตลอดจนเศรษฐกิจและสังคมไทยโดยรวม ซึ่งเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ภายใต้การนำของ ครม.แต่งตั้ง ‘อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ’ นั่งเลขาฯสภาพัฒน์คนใหม่ จะเห็นเป็นการปรับเปลี่ยนเชิงบวกอย่างชัดเจน

ที่มา – ครม.แต่งตั้ง ‘อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ’ นั่งเลขาฯสภาพัฒน์คนใหม่ เปิดประวัติศึกษา-ทำงาน

นมล้นตลาดไม่ใช่ปัญหา สพฐ.ช่วยเกษตรกร เสิร์ฟนม 365 วัน อิ่มสุขเด็กไทย

สถานการณ์ภาวะ นมล้นตลาดไม่ใช่ปัญหา ที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในประเทศไทย กลับกลายเป็นโอกาสในการร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้เดินหน้าแก้ไขปัญหานี้อย่างมีน้ำใจ ผ่านการขยายโครงการดื่มนมในโรงเรียนจากเดิม 200 วัน เป็น 365 วัน เต็มตลอดทั้งปี เพื่อส่งเสริมสุขภาพของเยาวชนและลดปัญหาสินค้าล้นตลาด

นมล้นตลาดไม่ใช่ปัญหา สพฐ.ร่วมดูแลสุขภาพเด็กไทย

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. ได้มีการพูดคุยถึงแนวทางแก้ไขต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ นมล้นตลาดไม่ใช่ปัญหา ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

การดำเนินการในครั้งนี้เป็นร initiative ที่ขับเคลื่อนโดย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งตระหนักว่าการบริโภคนมทุกวันของนักเรียนในโรงเรียนจะช่วยเสริมโภชนาการและลดผลกระทบจากปัญหาการผลิตนมที่มากเกินความต้องการของตลาด

ดื่มนมทุกวัน สร้างสุขภาพที่ดีและความสุขในวัยเรียน

จากการหารือภายใน สพฐ. ได้มีมติเห็นพ้องต้องขยายโครงการอาหารเสริมสำหรับนักเรียน โดยเฉพาะการนำ นมล้นตลาดไม่ใช่ปัญหา มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งการให้นักเรียนดื่มนมวันละหนึ่งกล่องทุกวัน จะช่วยเสริมธาตุแคลเซียมที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน และยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกพรุนในอนาคต

ผู้บริหารกล่าวว่า โครงการดื่มนมในโรงเรียนแบบใหม่จะครอบคลุมโรงเรียนในทุกระดับทั่วประเทศ โดยจะเริ่มตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงระดับมัธยมศึกษา ซึ่งในอนาคตจะส่งผลให้เด็กไทยมีสุขภาพแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ผู้ปกครองมั่นใจในคุณภาพอาหารกลางวันของโรงเรียน และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมสามารถขายผลิตภัณฑ์ได้อย่างมั่นคง

งบประมาณที่ใช้ในการดำเนินการนี้อยู่ที่ประมาณ 12,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ สพฐ. ได้ส่งหนังสือถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขอนำนมของสหกรณ์โคนมเข้ามาใช้ในโครงการ โดยหากได้รับการอนุมัติ ก็จะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติงบประมาณจากงบกลางต่อไป

  • โครงการดื่มนม 365 วัน เป็นแนวทางแก้ปัญหาเพื่อเยาวชนและเกษตรกร
  • การส่งเสริมโภชนาการช่วยลดความเสี่ยงโรคในอนาคต
  • ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและสร้างความมั่นคงทางอาหาร

การดำเนินงานนี้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบร่วมกันของภาครัฐต่อเด็กและครอบครัว ทั้งในด้านสุขภาพ การตลาด และเศรษฐกิจในประเทศ การเปลี่ยนจากโครงการ 200 วัน มาสู่ 365 วัน จึงถือว่าเป็นก้าวสำคัญที่ไม่ใช่แค่การให้นมเด็กไทย แต่เป็น “การให้โอกาส” กับทุกภาคส่วนในสังคมอย่างยั่งยืน

หากคุณมีลูกอยู่ในวัยเรียน หรือเป็นครูที่มีบทบาทในโรงเรียน อย่าลืมร่วมติดตามข่าวสารและเตรียมพร้อมสำหรับโปรแกรมดื่มนมทุกวันนี้ เพราะมันจะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญต่อการเติบโตอย่างสมวัยของเด็กไทยในอนาคต

ที่มา – นมล้นตลาดไม่ใช่ปัญหา! สพฐ.ช่วยเหลือเกษตรกร เสิร์ฟนมจาก 200 วัน สู่ 365 วัน อิ่มสุขเด็กไทย

ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิบุกสภาฯ ร้องแก้ร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานขยายสิทธิลาครอบครัว

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่รัฐสภาได้เกิดเหตุการณ์ที่น่าจับตามอง เมื่อ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิ หรือที่เรียกกันว่า ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย เดินทางเข้ารัฐสภาเพื่อยื่นหนังสือขอหารือกับคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อเรียกร้องให้มีการแก้ไขมาตรา 41/1 ให้ครอบคลุมการขยายสิทธิลาครอบครัว – ลาคลอด ให้ไม่จำกัดเฉพาะคู่สมรสที่จดทะเบียนเท่านั้น แต่ควรมีการครอบคลุมถึงคู่ชีวิต ผู้ดูแล หรือแม้แต่ผู้ที่อยู่ในความปกครอง เพื่อสนองตามมาตรฐานสากลและตามพันธกรณีสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอย่างเช่น ILO หรือ CEDAW รวมถึง ICESCR ด้วย

ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิ เรียกร้องขยายสิทธิลาครอบครัว

น.ส.ปรานม สมวงศ์ จากองค์กร Protection International (PI) ในนามผู้แทนเครือข่ายแรงงานหญิง ระบุว่า แม้ว่ากฎหมายฉบับปัจจุบันจะช่วยปรับเพิ่มจำนวนวันลาคลอดเป็น 120 วัน ก็ยังถือว่ามีข้อจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จำกัดสิทธิให้เฉพาะคู่สมรสที่จดทะเบียนเท่านั้น สิ่งนี้ถือเป็นการเลือกปฏิบัติต่อแรงงานหญิงจำนวนมากที่ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส การขยายสิทธิ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิ จึงเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ ส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ และสอดคล้องกับพันธกรณีของไทยต่อสากล โดยมีข้อมูลจากเครือข่ายแรงงานที่ระบุว่า แรงงานหญิงในประเทศไทยคิดเป็นจำนวนถึง 18.56 ล้านคน คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของแรงงานทั้งหมด ดังนั้นการคุ้มครองสิทธิแรงงานหญิงจึงไม่ใช่เรื่องเฉพาะกลุ่ม แต่เป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อโครงสร้างสังคมในวงกว้างอย่างแท้จริง

รับฟังข้อเสนอเพื่อแก้ไขกฎหมายอย่างแท้จริง

นางอังคณา นีละไพจิตร ส.ว. และผู้แปรญัตติในร่างกฎหมาย ได้แสดงว่าสนับสนุนการเรียกร้องของ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิ ด้วย โดยอธิบายว่าการจำกัดสิทธิลาคลอดให้เฉพาะคู่สมรสที่จดทะเบียนทำให้แม่หลังคลอดไม่ได้รับการดูแลที่แท้จริง จึงควรปรับระบบที่ดูแลให้ครอบคลุมผู้ที่อยู่กินกันโดยชอบธรรม รวมถึงผู้ที่อยู่ในความรับผิดชอบ เช่น พ่อแม่หรือพี่น้อง เพื่อให้คุณแม่หลังคลอดสามารถดูแลตัวเองและลูกได้อย่างปลอดภัย พร้อมทั้งสนองตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากลที่ประเทศไทยได้ให้ความมุ่งมั่นไว้ต่อประชาคมโลก

เพิ่มเติม นายวิรัตน์ รักษ์พันธ์ ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวตรงประเด็นว่า หลังจากที่ได้รับหนังสือจากกลุ่มผู้หญิงนักปกป้องสิทธิแล้ว จะมีการพิจารณาร่างกฎหมายในวันนี้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ในวันที่ 30 ตุลาคมนี้ ซึ่งข้อเสนอเพิ่มเติมจากภาคประชาสังคมถือว่าสำคัญ แม้อาจต้องดำเนินการในขั้นตอนถัดไป แต่ก็แสดงถึงทิศทางที่ถูกต้องในการปรับใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองแรงงานหญิงในอนาคต

  • เสนอให้เพิ่มสิทธิลาครอบครัวให้ครอบคลุมทุกรูปแบบความสัมพันธ์
  • ไม่จำกัดเฉพาะคู่สมรสที่จดทะเบียน
  • สอดคล้องกับพันธกรณีสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
  • สนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศ
  • ลดความเหลื่อมล้ำในระบบแรงงาน

การเคลื่อนไหวของผู้หญิงนักปกป้องสิทธินี้ เปิดโอกาสให้เห็นว่าความเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายต้องสะท้อนความเป็นจริงของสังคมไทย และเป็นการเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในด้านความเท่าเทียมทางเพศ

ถ้าคุณเชื่อว่าสิทธิของแรงงานหญิงคือสิทธิของเราทุกคน ก็ควรให้การสนับสนุนข้อเสนอเหล่านี้ เพื่อให้กฎหมายสะท้อนความยุติธรรมที่แท้จริง

ที่มา – ‘ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิ’บุกสภาฯ ร้องแก้ร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานขยายสิทธิลาครอบครัว

สุดทน! รวมตัวปิดล้อมกุฏิวัดดัง ขับไล่ ‘พระครูปลัด’ รักษาการเจ้าวัด มั่วสีกา

เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ชาวบ้านในพื้นที่หมู่ 4 ตำบลท่างิ้ว อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช กว่า 200 คน ได้รวมตัวกันเพื่อ สุดทน! รวมตัวปิดล้อมกุฏิวัดดัง ขับไล่ ‘พระครูปลัด’ รักษาการเจ้าวัด มั่วสีกา หลังจากที่สีกาจำนวนหนึ่งถูกพบว่าเข้าออกวัดอย่างอิสระทั้งกลางวันและกลางคืน ส่งผลให้เกิดความไม่พอใจอย่างมากจากชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง

สุดทน! รวมตัวปิดล้อมกุฏิวัดดัง ขับไล่ ‘พระครูปลัด’ รักษาการเจ้าวัด มั่วสีกา

ความเข้มข้นของสถานการณ์เพิ่มขึ้นเมื่อชาวบ้านตัดสินใจปิดล้อมกุฏิของพระครูปลัด ซึ่งเป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่ง โดยชาวบ้านระบุว่า ไม่เพียงแต่สีกาจะเข้าออกวัดอย่างอิสระ บรรยากาศโดยรอบยังเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นจากสุนัขจรจัดที่ถ่ายมูลเรี่ยราด และยังมีการค้างค่าไฟฟ้ากว่า 4 เดือน เป็นเงินรวม 12,000 บาท ทำให้วัดต้องมืดสนิทในช่วงตอนกลางคืน

การรวมตัวของชาวบ้านและผลจากการเจรจา

ในขณะที่เกิดเหตุ พระครูปลัดและสีกาตัวหนึ่งพยายามขับรถหนีออกจากวัด แต่ถูกชาวบ้านใช้วิธีล็อกประตูและปิดทางออกจากวัด ทำให้ทั้งคู่ไม่สามารถหลบหนีได้และต้องกลับเข้าไปอยู่ในกุฏิ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจและพระวินยาธิการได้เข้าควบคุมสถานการณ์

จากข้อมูลของชาวบ้านผู้ดูแลวัด ระบุว่าพฤติกรรมของพระรูปนี้ได้ทำให้ศรัทธาของชาวบ้านเสื่อมลงอย่างมาก และไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ เพราะมีรายงานว่าพระรูปนี้เคยถูกชาวบ้านในวัดอื่นภายในอำเภอเมืองขับไล่จากพฤติกรรมที่คล้ายกันมาแล้ว

  • ชาวบ้านถูกเหตุการณ์สีกาเข้าออกวัดจนไม่สามารถรับไหว
  • บรรยากาศบริเวณวัดไม่เหมาะสมสำหรับสถานที่ปฏิบัติธรรม
  • ค้างค่าไฟและปัญหาสุขลักษณะในพื้นที่วัด
  • การเจรจาและการตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพระครูปลัดจะให้ความร่วมมือโดยการลาออกจากตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสและย้ายออกจากวัด แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังคงเรียกร้องให้คณะสงฆ์ดำเนินการสึกพระรูปดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ทางคณะสงฆ์ยืนยันว่าพฤติกรรมที่เกิดขึ้นไม่เข้าข่ายความผิดปาราชิกจึงยังไม่สามารถดำเนินการได้

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารจัดการวัดและพฤติกรรมของผู้ปฏิบัติธรรมในวัด โดยเฉพาะเมื่อพฤติกรรมส่วนตัวส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของชุมชนโดยรอบ จึงเป็นเรื่องที่ควรมีการเฝ้าระวังและการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ติดตามประเด็นทางด้านศาสนาและวัฒนธรรม การติดตามเหตุการณ์เช่นนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญในการรักษาความโปร่งใสและศรัทธาของสังคม

ที่มา – สุดทน! รวมตัวปิดล้อมกุฏิวัดดัง ขับไล่ ‘พระครูปลัด’ รักษาการเจ้าวัด มั่วสีกา

เปิดภาพล่าสุด ‘จา พนม’ มอบเสื้อสนับสนุนทหาร ชาวเน็ตแห่เมนต์ชื่นชมสนั่น!

เรียกได้ว่าหายตัวไปนานจนแฟนๆ ต่างคิดถึงอย่างมากสำหรับ “จา พนม” หรือ “พนม ยีรัมย์” พระเอกนักบู๊ระดับโลก ที่ล่าสุดมีภาพปรากฏขึ้นอีกครั้งในกิจกรรมดีๆ ที่ได้ร่วมกับการมอบเสื้อยืดให้แก่กำลังพลทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ติดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งภาพนี้มาพร้อมกับเสียงชื่นชมจากผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียอย่างล้นหลาม เนื่องจากถือเป็นการแสดงออกถึงความห่วงใยบ้านเมืองอย่างแท้จริง

ภาพบรรยากาศการมอบเสื้อยืดจากจา พนมให้แก่กำลังพลทหาร

เปิดภาพล่าสุด ‘จา พนม’ มอบเสื้อสนับสนุนทหาร ชาวเน็ตแห่เมนต์ชื่นชมสนั่น!

โดยรายงานระบุว่าเพจ กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ชุดภาพขณะที่ จา พนม เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ร่วมกับ ธัญชนนท์ ชาติเมธากุล โดยมีการมอบเสื้อยืดจำนวน 20,000 ตัว มูลค่ารวมกว่าหนึ่งล้านบาท เสื้อที่ได้รับแจกเพื่อสนับสนุนกำลังพลทหารฝ่ายหน้าจะมอบให้ไปยังสถานที่สำคัญ เช่น วัดเทพสรธรรมาราม อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี

ของที่ระลึกที่ได้รับแจกให้แก่ทหารรองรับภารกิจแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

กำลังใจที่ส่งไปยังบรรพบุรุษรุ่นใหม่

ผลงานการกระทำที่ลึกซึ้งของจา พนมในครั้งนี้ ทำเอาคนดูหลายคนแห่คอมเมนต์แสดงความรู้สึกใจดี และพูดถึงความสำเร็จในการใช้ชื่อเสียงเพื่อแบ่งเบาภาระของเหล่าทหาร โดยชื่นชมผู้ใต้พลับถ้อยคำเช่น “คนไทยน้ำใจดี”, “ชื่นชมคนไทยไม่ทิ้งกันค่ะ”, “สุดยอดของความเมตตา” เป็นต้น

  • กลุ่มผู้ชมหลากหลาย yükselียจึงได้แสดงความเห็นและใช้วาทะสร้างสรรค์พร้อมทั้งยกย่องความดีในเชิงมนุษยธรรม
  • ผู้เข้าชม不少บริจาค // ยอดนับพันของคนรุ่นใหม่ในสังคมที่เข้าใจความจำเป็นเงื่อนของความมีส่วนร่วมในกิจกรรมเหล่านี้
  • การเข้าถึงด้านการบางสัญญาณเพื่อภาคส่วนแก่นของพลเมืองที่ไม่ใช่แค่การแสดงภาพยนตร์เท่านั้น

ภาพที่สาวกแห่กด like และคอมเมนต์ไว้บนเพจทางการ

ในฐานะศิลปินการเมืองที่มีภาพลักษณ์ดี จึงเห็นได้ว่า จา พนม ไม่ได้หยุดเพียงแค่รับบทในภาพยนตร์เป็นงานหลักเท่านั้น ๆ แต่มีบทบาทหน้าที่ต่อสังคมและผู้คนรอบตัวอย่างเห็นชัด หากคุณเล็งเห็นถึงพลังของบุคคลสำคัญที่นำชีวิตของตนเองมาเป็นแรงสำคัญแก่ผู้อื่นยาวนานหลายปี ลองเสาะหาเว็บไซต์พบกับเรื่องราวเกี่ยวกับเขาเพื่อให้รู้จักภาพลักษณ์จริง ๆ กันอย่างแท้จริง

ไม่ว่าคุณจะเป็นขาละคร หรือผู้ติดตามข่าวออนไลน์ตัวยิ่ง ก็ขอให้จิตใจของคุณดีแล้วไฉไลอุ่นเร่งระเบิดเข้มข้นเสมออยู่ใดก็ตามแซมชีวิตในรูปแบบตัวตนเชื่อมโยงผูกพันผู้คนผ่านหัวใจ

ที่มา – เปิดภาพล่าสุด ‘จา พนม’ มอบเสื้อสนับสนุนทหาร ชาวเน็ตแห่เมนต์ชื่นชมสนั่น!

ลูกค้าขาโหดจุดไฟเผาร้านคาเฟ่แค่เพราะอดกินมายองเนส

ความพิเศษของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในร้านกาแฟแห่งหนึ่งในเมืองเซบียา ประเทศสเปน อาจฟังดูเหมือนเรื่องเล่าพื้นบ้าน แต่กลับเป็นเรื่องจริงที่น่าตกใจไม่น้อย เมื่อลูกค้าวัย 50 กว่าปีไปถึงขั้น จุดไฟเผาร้านคาเฟ่ เพราะเพียงแค่ดู不起ใจในการได้รับมายองเนสสำหรับใส่ในแซนด์วิชเท่านั้น

ความโกลาหลเริ่มต้นจากแซนด์วิช

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายของวันพุธที่ผ่านมา ชายวัย 50 ปี ได้เดินเข้าร้านคาเฟ่พร้อมกับลูกชายและสั่งแซนด์วิชจำนวน 2 ชิ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ฟังดูธรรมดา แต่สิ่งที่เกิดตามมากลับไม่ธรรมดาเลย เมื่อเขาขอใส่มายองเนสในแซนด์วิชที่สั่ง และซ้ำแล้วซ้ำอีก จน 결국พนักงาน不得不ตอบว่า “มายองเนสหมด

ความโมโหที่ลุกลามจนถึงระดับไฟ

กล้องวงจรปิดในร้านสังเกตเห็นภาพของลูกค้าคนนี้ที่ก่อนจากไป เขาแสดงอาการไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นกลับเข้าไปค้นหาน้ำมันเบนซินที่ปั๊มน้ำมันใกล้เคียง แล้วพากระสอบแรงมานั่งฉีดน้ำมันลงบนเคาน์เตอร์ของร้านแบบเพลิงซ่อนฝุ่น

ภายหลังจากที่พนักงานในร้านยืนยันอีกครั้งว่า มายองเนสหมดจริง ๆ ลูกค้าสุดขีดได้แกะฝาขวดเบนซินและเทน้ำมันทั้งหมดลงบนเคาน์เตอร์ จากนั้นก็กดปุ่มสร้างแสงและดับเพลิงแนวคิดยุคใหม่ให้กับเนื้อหอมหมัก การกระทำนี้ทำให้เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วินาที

ด้วยความรวดเร็วของเหตุการณ์ ส่งผลให้ลูกค้าในร้านส่วนใหญ่ต้องฉุกเฉินล่าถอย บางส่วนวิ่งไม่ทันยอดสูง และท่ามกลางความสับสน การเผาไหม้เริ่มเละเทะ การโจมตีด้วยบปลวกของ “ลูกค้าผู้ยากทนเนส” ทำให้เกิดความเสียหายเล็กน้อยแก่ร้านกาแฟ หยิ่งหยองแม้เสียบร้อนแรงศูนย์

โชคดีที่พนักงานในร้านมีความรู้ในเรื่องการใช้ถังดับเพลิง และสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ก่อนที่จะแพร่กระจายมากขึ้น เจ้าหน้าที่ไม่นานหลังจากได้เข้าควบคุมและจับกุมชายผู้ก่อเหตุไว้ได้ภายในเวลาสั้น ๆ

  • ความเสียหาย: ประมาณ $9,500 (ราว 308,084 บาท)
  • จำนวนผู้บาดเจ็บ: ไม่มี
  • สถานะผู้ก่อเหตุ: ถูกควบคุมตัว

ท่ามกลางโกลาหล ลูกค้ามนุษย์ตัวกลางที่ ถูกเรียกว่าลูกค้าขาโหด คาดว่าได้รับผลกระทบต่อร่างกายเล็กน้อยจากการโดนน้ำมันร้อนกระเด็นมาจนถึงมือ ซึ่งสร้างความล้มเหลวครั้งสำคัญในจุดเริ่มต้นของการหลบหนี ตลอดจนต้องเผชิญกับสายอารมณ์ที่มาแรงไม่เกรงใจ

ผู้บริหารร้านกาแฟได้ออกมาโพสต์ให้ติดตามสถานการณ์บนบอร์ดโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่านี่เป็นประสบการณ์ที่ “เหนือจริง” พร้อมการชื่นชมต่อพฤติกรรมของพนักงานที่สามารถควบคุมเหตุการณ์ได้โดยไม่มีผู้บาดเจ็บ

จริงหรือไม่ ที่การบริโภคอาหารควรมาก่อนอารมณ์และความต้องการ การแสดงความโลภแห่งพลังโดยมิได้คำนึกถึงคนรอบข้าง อาจกลายเป็นปมตนหัวใจสุดท้ายในเรื่องหายนะเช่นนี้

คุณคิดว่าพฤติกรรมนี้ควรยอมรับได้หรือไม่? แล้วความพิเศษของการบริการอาหารควรเน้น/customer experience หรือบริการจำเป็นเพียงใด?

ที่มา – ลูกค้าขาโหดจุดไฟเผาร้านคาเฟ่แค่เพราะอดกินมายองเนส

เปิดเบื้องลึก ‘เชอรีน-มารี-ไฮโซบอส-อดีตบอยแบนด์’ จากแก๊งเพื่อนซี้ สู่ความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไป!

เรื่องราวความสัมพันธ์ของวงการบันเทิงยังคงเป็นประเด็นร้อนแรงอยู่เสมอ โดยเฉพาะเมื่อมีคนมีชื่อเสียงดังๆ เกี่ยวข้อง ล่าสุดเรื่องราวของ “มารี เบรินเนอร์” และ “บอส อัศม์กรณ์ สิงห์สีกรกุล” ก็กลายเป็นหัวข้อพูดคุยอย่างล้นหลามในโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะหลังจากที่มารีได้รับโทษจำคุก 2 เดือนในข้อหาเมาแล้วขับ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีข่าวว่าเธอไปเที่ยวในสถานที่ต้องห้ามเข้า และมีภาพที่ต้องสงสัยว่าอยู่กับบอส จนชาวเน็ตแห่พากัน猜测 และตั้งข้อสงสัยถึงความสัมพันธ์ของทั้งคู่

เปิดเบื้องลึก ‘เชอรีน-มารี-ไฮโซบอส-อดีตบอยแบนด์’ จากแก๊งเพื่อนซี้ สู่ความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไป!

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเพจดัง “อีป้าข้างบ้าน” ได้เผยคลิปและเรื่องราวเบื้องลึก ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของ บอส อัศม์กรณ์ กับ เชอรีน ณัฐจารี และอดีตแฟนหนุ่มของมารีหลังจากที่เป็นบอยแบนด์ โดยป้าเปียร์เผยว่า บอสกับเชอรีน รู้จักกันผ่านพิชญ์ หรือที่หลายคนรู้จักในนาม “กาไชย” และในขณะนั้น มารีก็ยังอยู่กับแฟนเก่า ที่เป็นอดีตบอยแบนด์ และยังพามารีไปเจอบอสกับเชอรีนที่คอนโดจนเกิดความใกล้ชิดระหว่างทั้งสี่คน

จากเพื่อนซี้กันทั้งแก๊ง กลายเป็นความสัมพันธ์ที่พาเราละลาย

ทั้งสี่เคยอยู่ในวงกลุ่มเดียวกัน เดินทางไปเที่ยวกันบ่อย แต่แล้ว เชอรีนกับบอส ก็เลิกกันด้วยเหตุผลส่วนตัว และเมื่อรู้ว่ามารียังโสดอยู่ บอสก็เริ่มติดต่อคุยและกลายเป็นคนรักกันตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา แม้ในช่วงแรกเพื่อนๆ จะเตือนมารีว่าบอสเคยมีข่าวทำร้ายเมียเก่า แต่ก็ไม่สามารถหยุดความรักได้ ведьเธอเคยรู้จักดีว่าบอสเป็นคนที่อบอุ่น ทำงานเก่ง และมีเสน่ห์

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่าง มารีกับบอส ก็ถูกสังคมจับตาดูอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังเกิดเหตุขับรถเมื่อเมาสุรา หลายฝ่ายเชื่อว่าถ้าพลาดคู่นี้ไป คงหายาก เพราะ มารีไม่ได้แย่งแฟนเก่าของใครมา แต่เป็นเพียงความรักใหม่ของบอสหลังเลิกจากเชอรีน ส่วนตัวเชอรีนเองก็ยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเรื่องนี้

  • มารีกับบอสเริ่มคบกันตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา
  • ต่างฝ่ายต่างโสดโดยไม่ได้มีสถานะกับคนอื่น
  • ความรักของทั้งสองสร้างการอภิปรายเยอะในวงการบันเทิง

ด้านความคิดเห็นจากเพจดัง “อีป้าข้างบ้าน” ระบุชัดเจนว่า ถึงมารีจะมีความผิดในข้อหาเมาแล้วขับ แต่เธอรับผิดชอบต่อสังคมอย่างจริงใจ จึงอยากให้ทุกคนให้อภัยเธอเช่นเดียวกัน เพราะการให้อภัยคือตัวตนของคนไทยที่แท้จริง

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ของเหล่าศิลปินทั้ง 4 คนนี้สร้างมุมมองใหม่ในวงการบันเทิง และน่าจะมีเรื่องราวอีกมากมายที่ยังรอเปิดเผย เราจะคอยติดตามและอัปเดตให้แฟนๆ ได้ติดตามกันต่อไป

หากคุณรักในเรื่องราวในแง่มุมใหม่ๆ เกี่ยวกับความรักของคนในวงการบันเทิง เรื่องนี้คือหนึ่งในบทสรุปความสัมพันธ์ที่น่าติดตาม และน่าสนใจมากที่สุด ติดตามข่าวได้ที่นี่

ที่มา – เปิดเบื้องลึก ‘เชอรีน-มารี-ไฮโซบอส-อดีตบอยแบนด์’ จากแก๊งเพื่อนซี้ สู่ความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไป!

กฟภ.ปรับปรุงระบบไฟฟ้าตู้น้ำดื่มโรงเรียนวัดอู่ยา ยกระดับความปลอดภัย

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่โรงเรียนวัดอู่ยา อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ได้มีพิธีมอบโครงการ PEA ยกระดับความปลอดภัยตู้ทำน้ำดื่มในโรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยมีนายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากท้องถิ่นและสำนักงาน กฟภ. เข้าร่วมพิธีอย่างคึกคัก

กฟภ.ปรับปรุงระบบไฟฟ้าตู้น้ำดื่มโรงเรียนวัดอู่ยา ยกระดับความปลอดภัย

โครงการ PEA ยกระดับความปลอดภัยตู้ทำน้ำดื่ม เป็นความร่วมมือระหว่าง กฟภ. และ สพฐ. ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการตรวจสอบและปรับปรุงระบบไฟฟ้าในตู้ทำน้ำดื่มของโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุทางไฟฟ้า พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ทำให้นักเรียนได้ใช้งานอย่างมั่นใจและปลอดภัย

พัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่ออนาคตของเยาวชนไทย

การดำเนินการในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เน้นเรื่องความปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังมุ่งส่งเสริมให้สถานศึกษามีความพร้อมในด้านสาธารณูปโภค โดยเฉพาะระบบไฟฟ้า ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการเรียนการสอนและการดำเนินชีวิตของนักเรียนและครู

  • ตู้น้ำดื่มที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน
  • ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุทางไฟฟ้า
  • ยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชน
  • ส่งเสริมความมั่นใจให้แก่ผู้ปกครอง

หลังจากพิธีมอบโครงการเสร็จสิ้น คณะผู้บริหารยังได้เดินทางไปเปิดโครงการจัดระเบียบสายสื่อสารเส้นทาง 9 วัดในพื้นที่หน้าวัดแค อ.เมืองสุพรรณบุรี ซึ่งดำเนินการภายใต้แนวทางของกระทรวงมหาดไทย เพื่อกำจัดสายเก่าที่ไม่ได้ใช้งาน รวมถึงสายที่ติดตั้งไม่ได้มาตรฐานจากเสาไฟฟ้าของ กฟภ. ในการดำเนินงานปี 2568 ครอบคลุมพื้นที่ 74 จังหวัด ทั่วประเทศ

นายกลวัชร ทรัพย์ส่งสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ได้กล่าวถึงความสำคัญของโครงการว่า เป็นภารกิจเร่งด่วนที่จะช่วยให้สถานศึกษา ตู้น้ำดื่ม และเส้นทางสายสื่อสารมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น พร้อมส่งเสริมความสมัยใหม่ สะอาด และสวยงามของพื้นที่ทั่วจังหวัด

ดังนั้น การที่ กฟภ.ปรับปรุงระบบไฟฟ้าตู้น้ำดื่มโรงเรียนวัดอู่ยา นี้จึงถือเป็นรูปธรรมที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของหน่วยงานภาครัฐ ในการสร้างระบบที่ปลอดภัย น่าอยู่ และสำคัญที่สุดคือ สร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครองและชุมชน

หากคุณเป็นผู้ปกครองหรือมีบุตรหลานเรียนในโรงเรียนอื่น ๆ ขอให้พึงระวังว่าสถานศึกษาของลูกมีตู้น้ำดื่มที่ได้รับการตรวจสอบจาก กฟภ. หรือยัง การเตรียมตัวล่วงหน้าและดูแลความปลอดภัยเป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำร่วมกันได้

ที่มา – กฟภ.ปรับปรุงระบบไฟฟ้าตู้น้ำดื่มโรงเรียนวัดอู่ยา ยกระดับความปลอดภัย

ชลบุรีทีมสุดท้าย! ‘แดร์เลย์’ ประกาศแขวนสตั๊ด

เมื่อเร็ว ๆ นี้วงการฟุตบอลไทยต้องรับข่าวสารที่หลายคนอาจไม่อยากฟัง แต่ก็ต้องยอมรับ เพราะ ‘แดร์เลย์’ กองหน้าชาวบราซิลวัย 37 ปี ได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการผ่านโซเชียลมีเดียส่วนตัวว่า ตนจะแขวนสตั๊ดจากการเป็นนักเตะอย่างสมเหตุสมผล ทำให้ชลบุรี เอฟซี เป็นทีมสุดท้ายในสายฟ้าฟาดของนักเตะรายนี้

ชลบุรีทีมสุดท้าย! ‘แดร์เลย์’ ประกาศแขวนสตั๊ด

สำหรับใครที่ยังไม่รู้จัก แดร์เลย์ ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะจากผลงานอันน่าประทับใจตลอดอายุการค้าแข้งในแดนสยาม ทำให้เขาเป็นหนึ่งในตำนานนักเตะต่างชาติที่ประสบความสำเร็จในลีกของเรา โดยเริ่มต้นเข้ามาเล่นในประเทศไทยกับ เมืองทอง ยูไนเต็ด ในซีซั่น 2019

หลังจากนั้น เขาย้ายไปยิงให้กับราชบุรี เอฟซี, พีที ประจวบ เอฟซี และล่าสุดคือกับ ชลบุรี เอฟซี โดยช่วยทีมฉลามชล คว้าแชมป์ไทยลีก 2 และพาทีมกลับสู่ไทยลีก 1 ได้อย่างน่าจดจำ

ผลงานตลอดเส้นทางในประเทศไทย

ข้อมูลระบุว่า แดร์เลย์ ใช้เวลาในประเทศไทยกับ 4 สโมสร คือ เมืองทอง ยูไนเต็ด, ราชบุรี เอฟซี, พีที ประจวบ เอฟซี และชลบุรี เอฟซี โดยลงสนามรวมทั้งสิ้น 180 เกม และทำประตูไปทั้งหมด 64 ประตู ถือเป็นสถิติที่น่าทึ่งสำหรับนักเตะแนวรุกชาวบราซิล

ไม่เพียงแค่ผลงานในสนามเท่านั้น การมีอยู่ของเขายังได้ปลุกแรงใจให้แก่นักเตะรุ่นใหม่ รวมทั้งแฟนบอลหลายคน โดยเฉพาะในฤดูกาลที่เขาลงเล่นให้กับชลบุรี เอฟซี เรียกได้ว่าเป็น “ตา/attractive” ของการเล่นฟุตบอลไทยเลยก็ว่าได้

  • เริ่มต้นในไทย: เมืองทอง ยูไนเต็ด (2019)
  • ย้ายต่อ: ราชบุรี เอฟซี
  • เล่นให้พีที ประจวบ เอฟซี
  • แล้วก็ล่าสุด: ชลบุรี เอฟซี

ในมุมมองของหลาย ๆ คน นักเตะอย่าง แดร์เลย์ คือภาพสะท้อนของความมืออาชีพ อายุการค้าแข้งที่ยาวนานแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการฟอร์มฟื้นตัว ตลอดจนความพิเศษอื่น ๆ ที่มักจะอยู่กับนักเตะระดับแนวหน้ามากกว่า เช่น ความมุ่งมั่น และการเป็นตาควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นบนสนาม

การเสร็จสิ้นอาชีพนักเตะของ แดร์เลย์ เป็นจุดจบของหนึ่งยุคสมัยในฟุตบอลไทย แต่ก็ยังเป็นเริ่มต้นใหม่ของอีกหลายๆ เรื่อง เช่น การถ่ายทอดประสบการณ์ หรือแม้แต่การกลับมาในฐานะโค้ชในอนาคต เพราะตามประวัติความเป็นมา เขาเป็นผู้เล่นที่มีหัวใจนักโค้ชมากกว่านักเตะเสียอีก

จริง ๆ แล้ว การแขวนสตั๊ดครั้งนี้ก็เปรียบเสมือนบทสรุปของคนหนึ่งที่มีชีวิตบนสังเวียนอันเต็มไปด้วยชัยชนะ ความตื่นเต้น และรอยยิ้มของผู้ที่รักในเกมบอลในบ้านเรา

ใครที่คิดว่าจะได้เห็นเขายิงประตูอีก คงต้องพึ่งจินตนาการในความทรงจำที่ดี ๆ แทน แต่ในโลกฟุตบอล ตำนานนั้นยังคงมีชีวิตอยู่เสมอ

ที่มา – ชลบุรีทีมสุดท้าย! ‘แดร์เลย์’ ประกาศแขวนสตั๊ด

Monomax ถ่ายทอดสดศึกพรีเมียร์ลีกสุดมันส์ บิ๊กแมตช์รวมทัพ

สุดสัปดาห์นี้แฟนบอลพรีเมียร์ลีกห้ามพลาด! เพราะ Monomax จะถ่ายทอดสดศึกพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2025/26 สัปดาห์ที่ 3 แบบจัดเต็มทั้งเกมดาร์บี้ คู่เชือดเฉือน และบิ๊กแมตช์เดือด ๆ ที่แฟน ๆ รอคอย ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม ถึงวันจันทร์ที่ 1 กันยายน 2568 ติดตามความมันส์ในทุกแมตช์ได้ครบจบในแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง Monomax เท่านั้น

Monomax จัดหนักสัปดาห์ที่ 3 พรีเมียร์ลีก

เริ่มกันที่คู่แรกของวันเสาร์ 30 ส.ค. เวลา 18:30 น. เมื่อ “สิงห์สำอาง” เชลซี ทีมดังจากลอนดอน เปิดสนาม สแตมฟอร์ดบริดจ์ รับมือกับ “เจ้าสัวน้อย” ฟูแลม ในศึกดาร์บี้ที่คาดว่าจะดุเดือดสุด ๆ ต่อเนื่องด้วยอีก 4 คู่ในวันเดียวกัน เวลา 21.00 น. ได้แก่:

  • แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด พบ เบิร์นลีย์ – เกมเปิดรัง “โอลด์แทร็ฟฟอร์ด”
  • ซันเดอร์แลนด์ ปะทะ เบรนท์ฟอร์ด
  • สเปอร์ส เจอกับ บอร์นมัธ – ผ่านทั้ง Monomax และ MONO29
  • วูล์ฟแฮมป์ตัน พบ เอฟเวอร์ตัน

ปิดท้ายกันที่ 23:30 น. “ยูงทอง” ลีดส์ยูไนเต็ด เปิดบ้านพบ “สาลิกาดง” นิวคาสเซิลยูไนเต็ด เกมที่มีแนวโน้มยิงกันแย็บ!

สัปดาห์แห่งความมันส์กับบิ๊กแมตช์

วันอาทิตย์ที่ 31 ส.ค. เวลา 20.00 น. เริ่มขึ้นพร้อม ไบรท์ตัน พบ แมนฯ ซิตี้ (แชมป์เก่า) แล้วตามด้วย น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ พบ เวสต์แฮม แต่จุดไฮไลต์ของสัปดาห์นี้คือในช่วง 22:30 น. ที่ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล จะเปิดแอนฟิลด์ต้อนรับ “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล บิ๊กแมตช์คู่คี่เคมีแตกครั้งใหม่ที่ถือว่าเป็นบททดสอบสำคัญทั้งคู่ในช่วงต้นฤดูกาล

ส่งท้ายกันที่วันจันทร์ 1 ก.ย. เวลา 01.00 น. เมื่อ แอสตัน วิลลา เจอกับ คริสตัล พาเลซ เกมที่เน้นความเร็วของทั้งสองทีม และแน่นอนว่าทุกคู่จะถ่ายทอดสดผ่านแพลตฟอร์ม Monomax สตรีมมิ่งที่จัดเต็มทั้งภาพและเสียง ให้แฟน ๆ ไม่พลาดทุกช่วงเวลาของสนามบอล

สถานการณ์พรีเมียร์ลีกเริ่มเร้าใจขึ้นทุกสัปดาห์ โดยเฉพาะเมื่อทีมใหญ่ ๆ อย่าง “สิงห์-เรือ-ผี” ต่างเตรียมทีมรุกหนัก ติดตามได้ในแพ็กเกจสมัครง่ายผ่านลิงก์ https://www.monomax.me/qr/vXt4 เริ่มต้นเพียง 299 บาท/เดือน เท่านั้น!

อย่าลืมเตรียมไอ้เวร ตั้งนาฬิกา และเตรียมหน้าจอให้พร้อม เพราะความมันส์ครั้งนี้ถ่ายทอดสดผ่าน Monomax ทุกคู่!

ที่มา – “Monomax” ยิงสดศึกพรีเมียร์ ลีก บรรดาทีมใหญ่ “สิงห์-เรือ-ผี” ลงครบ พร้อม บิ๊กแมตซ์ “หงส์แดง” ปะทะ “ปืนใหญ่”