แปลไทยที่มี keyphrase…
HTML-formatted blog…
HTML-formatted blog…
งาน ‘PATHUM INNOTECH EXPO 2025’ ได้เปิดอย่างเป็นทางการแล้วที่ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี โดยมีนายองครักษ์ ทองนิรมล รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เป็นประธานเปิดงานในวันแรก ระหว่างวันที่ 25-29 สิงหาคม พ.ศ. 2568
งาน PATHUM INNOTECH EXPO 2025 ถือเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมนวัตกรรมและงานวิจัยที่มีศักยภาพสูง พร้อมรับการต่อยอดเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งยังเป็นโอกาสทองที่นักวิจัย นักวิชาการ และผู้ประกอบการได้แลกเปลี่ยนและนำเสนอผลงานด้านเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

หนึ่งกิจกรรมเด่นที่ไม่ควรมองข้ามคือการจัดเวที Pitching ‘สุดยอดนวัตกรรมไทยที่มีผลงานวิจัยรองรับ’ ซึ่งนำเสนองานวิจัย 8 ผลงานที่มีศักยภาพสูง มุ่งสู่โอกาสในการลงทุนและเปิดตัวในตลาดโลก นักลงทุนและผู้ประกอบการ สามารถเข้าร่วมกิจกรรมนี้เพื่อหาโอกาสในการร่วมมือและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมอย่างแท้จริง
ด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน ทำให้งาน PATHUM INNOTECH EXPO 2025 เป็นจุดเชื่อมโยงที่สำคัญสำหรับทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นนักวิจัย ผู้ประกอบการ และนักลงทุน โดยมีเป้าหมายร่วมกันที่จะสร้าง “เมืองแห่งนวัตกรรม” ที่เต็มไปด้วยศักยภาพทั้งในด้านการศึกษา วิจัย และการต่อยอดสู่ตลาด

นอกจากนี้ งานนี้ยังเป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลงานวิจัยและเทคโนโลยีไทย โดยมุ่งเน้นให้ผลงานที่มีศักยภาพสามารถก้าวเข้าสู่ตลาดโลก มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการร่วมมือระหว่างภาคีต่างๆ ที่จะผลักดันประเทศไปสู่เศรษฐกิจฐานวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมอย่างเต็มตัว
ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ถ้าคุณสนใจในโลกของการวิจัย นวัตกรรม หรือต้องการสร้างโอกาสทางธุรกิจ งาน PATHUM INNOTECH EXPO 2025 คือโอกาสที่คุณไม่ควรพลาด! การสัมผัสแนวคิดใหม่ๆ สุดยอดเทคโนโลยี และการสร้างเครือข่ายระดับโลก อยู่รอให้คุณได้มาค้นหาและสัมผัสที่นี่
อย่าพลาด ไปร่วมสัมผัสพลังของนวัตกรรมไทยที่กำลังจะเปลี่ยนโลกในงาน PATHUM INNOTECH EXPO 2025 ระหว่างวันที่ 25-29 สิงหาคมนี้!
ที่มา – เริ่มแล้วงาน ‘PATHUM INNOTECH EXPO 2025’ มหกรรมนวัตกรรมและงานวิจัย ต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์


การนอนหลับเป็นหนึ่งในกิจวัตรประจำวันที่สำคัญต่อสุขภาพ แต่หากคุณมีนิสัย “นอนไม่เป็นเวลา” แล้วละก็ ความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในระยะยาวอาจเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ
งานวิจัยจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยฮันยาง ในเกาหลีใต้ ได้ติดตามกลุ่มผู้ใหญ่กว่า 9,000 คน เป็นเวลา 15 ปี แล้วพบว่ารูปแบบการนอนที่ไม่สม่ำเสมอ ไม่ว่าจะนอนมากหรือน้อยเกินไป ส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างมาก
ผลวิจัยเผยให้เห็นว่า คนที่นอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมง มีความเสี่ยงเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 11% และคนที่นอนเกิน 8 ชั่วโมงมีความเสี่ยงสูงขึ้นถึง 27%
แต่สิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือ ผู้หญิงที่นอนมากกว่า 8 ชั่วโมง และมีรูปแบบการนอนที่ไม่สม่ำเสมอ มีความเสี่ยงเสียชีวิตมากถึง 78% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงอย่างไม่น่าเชื่อ
การนอนหลับที่ไม่สม่ำเสมอส่งผลเสียหลายด้านต่อร่างกาย เช่น
ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นำไปสู่โรคเรื้อรังต่างๆ และเพิ่มโอกาสเสียชีวิตในระยะยาว
คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ: การนอนให้เพียงพอไม่ใช่แค่เรื่องชั่วโมง แต่สิ่งสำคัญคือการเข้านอนและตื่นนอนให้ตรงเวลาทุกวัน เพื่อประสิทธิภาพในการฟื้นฟูร่างกาย
ถ้าคุณมัก “นอนไม่เป็นเวลา” ลองเริ่มต้นเปลี่ยนวิถีชีวิต โดยกำหนดเวลานอน-ตื่นให้แน่นอนทุกวัน แล้วคุณจะได้สุขภาพดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
จากเหตุการณ์ที่ พายุคาจิกิ ได้ขึ้นฝั่งที่ประเทศเวียดนามเมื่อวันที่ 25 ส.ค. ที่ผ่านมา กรมอุตุนิยมวิทยาได้รายงานว่าช่วงเวลา 04.00 น. ของวันที่ 26 ส.ค. พายุได้อ่อนกำลังลงเหลือเพียงเป็น พายุดีเปรสชั่น แต่ก็ส่งผลให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนตกหนักตั้งแต่วันที่ 25-27 ส.ค. โดยเฉพาะในพื้นที่ จังหวัดเลย ได้รับผลกระทบอย่างหนัก
บรรยากาศใน จังหวัดเลย มีฝนตกอย่างต่อเนื่องตั้งแต่กลางดึกของวันที่ 25 ส.ค. ส่งผลให้ระดับน้ำของ แม่น้ำเหวง ซึ่งเป็นแม่น้ำที่กั้นพรมแดนระหว่างไทย-ลาว บริเวณ บ้านเหมืองแพร่ อำเภอนาแห้ว ได้เพิ่มสูงขึ้นจนล้นตลิ่งเข้าท่วมหมู่บ้าน เหตุการณ์นี้ทำให้ประชาชนในพื้นที่ต้องอพยพออกจากบ้านเรือนเพื่อความปลอดภัย
เหล่า ทหารพราน จากหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 ได้เดินทางเข้าไปในพื้นที่เพื่อช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะการใช้แรงแบกกระสอบและขนย้ายทรัพย์สินขึ้นไปยังพื้นที่สูงเพื่อลดความเสียหาย ทั้งนี้ สะพานไม้ไผ่ที่ใช้เชื่อมระหว่างสองฝั่งของแม่น้ำเหวง บริเวณ บ้านนาข่า ตำบลปากหมัน อำเภอ ด่านซ้าย ได้พังถล่มลงสู่แม่น้ำไปแล้ว ส่งผลให้ประชาชนทั้งสองฝั่งไม่สามารถเดินทางข้ามมาหาสู่กันได้
แม่น้ำเลยซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของจังหวัดเลย เริ่มมีระดับน้ำสูงขึ้นมากในเวลานี้เช่นกัน อีกทั้ง ลำห้วย ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสาธารณะ ก็มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน ทำให้หลายพื้นที่ในจังหวัดเลยมีความเสี่ยงต่อการ น้ำท่วมฉับพลัน และต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
ผู้ประสบภัยในจังหวัดเลยยังต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วงที่ฝนยังคงตกต่อเนื่อง ส่งผลให้ระดับน้ำอาจเพิ่มสูงขึ้นได้อีก แนะนำให้ประชาชนในพื้นที่ติดตามข่าวสารและคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด และเตรียมตัวอพยพหากจำเป็น
เหตุการณ์ ฝนจากพายุคาจิกิถล่มเลย น้ำเหวงล้นตลิ่ง ทำให้เห็นถึงความรุนแรงของธรรมชาติในการแสดงพลัง ซึ่งเป็นบทเรียนให้ทุกคนระมัดระวังและเตรียมตัวให้พร้อมต่อภัยพิบัติ
ที่มา – ฤทธิ์พายุคาจิกิ ‘เลยอ่วม’ ฝนถล่มต่อเนื่องจนน้ำเหวงล้นตลิ่ง ทหารพรานเร่งช่วยชาวบ้านขนของหนี





เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่รัฐสภา นางแนน บุญธิดา สมชัย ส.ส. อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเกิดข้อขัดแย้งในการพิจารณาญัตติยกเลิก MOU 43-44 ที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย พร้อมกับยืนยันว่าหากได้รับโอกาสจะเดินหน้าพิจารณาญัตติในสัปดาห์นี้ต่อไปอย่างแน่นอน
กรณีที่เกิดความเข้าใจผิดในสัปดาห์ก่อนหน้าเกี่ยวกับการพิจารณาญัตติ MOU 43-44 ทำให้การประชุมสภาผู้แทนราษฎรถูกปิดโดยไม่มีการพิจารณาอย่างเป็นทางการ นางแนนกล่าวว่าได้มีการประสานงานอย่างชัดเจนกับฝ่ายรัฐบาลจนได้ข้อสรุปเสร็จสิ้นก่อนที่ประธานจะปิดการประชุมมากกว่า 20 นาที ซึ่งขัดกับคำแถลงของนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาลที่ระบุว่ายังไม่มีข้อตกลงแน่นอน
พรรคภูมิใจไทยยืนยันว่าญัตติของพรรคเกี่ยวกับ MOU 43-44 ซึ่งอยู่ในมือของนายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ส.ส. กระบี่ ยังคงอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา และมีการขอตั้งกรรมาธิการเพื่อตรวจสอบผลเสียที่อาจเกิดขึ้นจากการลงนาม MOU ดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม นางแนนเผยว่า แม้ดูเหมือนจะมีความพยายามจากการประชุมลับที่มีขึ้นภายในสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่เนื้อหาของ MOU 43-44 ไม่ซับซ้อนจนต้องขอเจรจาในรูปแบบลับ เพราะเป็นข้อตกลงที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และมีจำนวนหน้าเพียงไม่กี่หน้า
ดังนั้น ทางพรรคภูมิใจไทยจึงให้ความเห็นว่า หากสัปดาห์นี้ไม่ได้มีการเคลื่อนไหวในการพิจารณาญัตติ ควรตั้งคำถามว่ามีปัจจัยทางการเมืองใดเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ เพราะมันเป็นประเด็นสำคัญที่ประชาชนให้ความสนใจสูง
นางแนนกล่าวเสริมอีกว่า การประสานงานกับวิปรัฐบาลเป็นไปอย่างจริงจัง และตามขั้นตอน โดยในตอนต้นได้มีการพูดคุยกับวิปของพรรคร่วมรัฐบาลหลายครั้ง จนได้ข้อสรุปที่ชัดเจนจนกระทั่งในช่วงท้ายของการประชุม อีกฝ่ายขอเวลาพิจารณาภายในสัปดาห์ก่อนพิจารณาญัตติอย่างเป็นทางการ
ในตอนท้าย นางแนนย้ำว่าการพิจารณาญัตติ MOU 43-44 ไม่ใช่ประเด็นปิดบังไว้หรือเป็นข้อขัดแย้งภายในพรรค เนื่องจากพรรคอาจถูกมองว่า “พูดให้ฟังดีๆ แล้วไม่เอาเงิน_put” แต่พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าจนกว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน
ในฐานะพรรคฝ่ายค้านที่มีเสียงมากเป็นอันดับต้น ๆ พรรคภูมิใจไทยไม่ได้มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ควรประนีประนอม แต่เป็นเรื่องของนโยบายที่ประชาชนให้ความสำคัญ และยืนยันว่าจะใช้สิทธิทางการเมืองอย่างเต็มที่ทั้งในสภาและสาธารณะ
หากในสัปดาห์นี้ไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ เกิดขึ้น อาจถือว่าเป็นการยุติวงการเมืองที่ยิ่งใหญ่และล้มเลิกสมารถในการเสนอกฎหมายของฝ่ายค้านโดยไม่ต้องพูดถึงผลตอบรับจากสังคม
ดังนั้นการตั้งคำถามว่าการปิดประชุมครั้งล่าสุดมีข้อผิดพลาดจริง ๆ หรือไม่จึงเป็นประเด็นที่ประชาชนมีสิทธิ์ต้องการรู้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ “ภูมิใจไทยโต้วิสุทธิ์ยันเจรจาจบก่อนประธานปิดประชุม 20 นาที”
ติดตามข่าวการพิจารณาญัตติ MOU 43-44 และความเคลื่อนไหวทางการเมืองในสภาในสัปดาห์นี้อย่างใกล้ชิด เพราะอาจเป็นจังหวะสำคัญในการทบทวนแนวทางเชิงนโยบายของรัฐ
สถานการณ์ในทะเลจีนใต้กลับกลายเป็นจุดแข็งของการเผชิญหน้าทางการทูตระหว่างประเทศจีนและเวียดนาม เมื่อรายงานข่าวจากสำนักข่าวเอเอฟพี ระบุว่า ปักกิ่งได้ออกมาประณามการกระทำของเวียดนามที่มีแนวโน้มเร่งสร้าง เกาะเทียมในทะเลจีนใต้ อีกครั้ง
ทางด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน นายกัว เจียคุน ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ในการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ โดยระบุอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลจีนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการก่อสร้างโครงสร้างต่าง ๆ ของเวียดนามบนแนวปะการังและเกาะต่าง ๆ ที่จีนยืนยันว่าถูกยึดอย่างผิดกฎหมายโดยเวียดนาม และจีนยืนยันว่าจะใช้ทุกมาตรการเพื่อปกป้องอธิปไตย์ทางทะเลของตัวเอง
การประณามครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อตอบโต้รายงานล่าสุดจากศูนย์การศึกษายุทธศาสตร์และระหว่างประเทศ (CSIIS) ที่เปิดเผยภาพถ่ายดาวเทียมชุดใหม่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเวียดนามได้เร่งดำเนินการก่อสร้างฐานที่มั่นถึง 21 แห่งในหมู่เกาะสแปรตลีย์ โดยมีลักษณะพื้นที่ที่ถูกปรับปรุงจนกลายเป็น เกาะเทียมในทะเลจีนใต้ คล้ายคลึงกับที่จีนเคยดำเนินการไว้ก่อนหน้านี้
CSIIS ระบุว่า ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เวียดนามได้ก่อสร้าง “เกาะเทียม” ที่มีขนาดคิดเป็น 70% ของขนาดที่จีนเคยสร้างไว้ และการยึดพื้นที่ใหม่เพิ่มอีก 8 แห่งนั้น ทำให้เวียดนามมีโอกาสดำเนินการก่อสร้างในระดับที่ใกล้เคียง หรืออาจเกินกว่าระดับที่จีนทำไว้ก่อนหน้านี้
คำกล่าวอ้างของเวียดนามระบุว่าพื้นที่ดังกล่าวทั้งหมดอยู่ภายใต้อำนาจควบคุมของตน แต่จีนยืนยันว่าถือเป็นการละเมิดอย่างรุนแรงต่อหลักสากล โดยเฉพาะกฎหมายของทะเลตามพระราชบัญญัติสากลว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ซึ่งเวียดนามและจีนต่างก็เป็นภาคี
ทั้งนี้ การเสริมกำลังทางทหารและภูมิรัฐศาสตร์ในพื้นที่ทะเลจีนใต้ เป็นประเด็นที่ดึงดูดความสนใจของนานาประเทศ เนื่องจากเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญทางภูมิภาค และมีทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่ามหาศาล เช่น น้ำมันและก๊าซธรรมชาติอยู่ในบริเวณนี้
นานาชาติมองว่า ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ระหว่างจีนกับเพื่อนบ้านหลายคนรวมถึงเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย เป็นสถานการณ์ที่มีความซับซ้อนและต้องการการควบคุมที่มีประสิทธิภาพต่อการสร้าง เกาะเทียมในทะเลจีนใต้ และการคาดหวังด้านทรัพยากรของแต่ละฝ่าย
อย่างไรก็ตาม จีนยังได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าจะไม่ยอมแพ้ในเรื่องอธิปไตย์ของตน และยืนยันว่าจะรักษาท่าทีของตนเองอย่างมั่นคงจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
การเผชิญหน้าครั้งนี้ เปิดโอกาสให้ประเทศในภูมิภาคต้องเจรจาและหาทางออกที่ให้เกิดความขัดแย้งน้อยที่สุด และขณะเดียวกันก็ต้องมีความระมัดระวังสูงสุดในการดำเนินกิจกรรมเพื่อไม่ให้ก่อให้เกิดความไม่มั่นคงในภูมิภาค
แม้จะมีการประณามจากทางการจีน แต่การก่อสร้างและการพัฒนาฐานทัพของเวียดนามยังคงมีความคืบหน้า ทำให้โลกกลับมาจับตาดูสถานการณ์ในทะเลจีนใต้อีกครั้ง ว่าจะก้าวไปในทิศทางใด และจะมีมาตรการตอบโต้เพิ่มเติมหรือเอกภาพในการเจรจาหรือไม่
จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เราเห็นได้ว่าทะเลจีนใต้ยังคงเป็น “จุดร้อน” ของความขัดแย้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอนาคตอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามแรงกดดันทั้งจากภายในและภายนอกประเทศที่เกี่ยวข้อง
การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับ จีนประณามเวียดนาม เหตุเร่งสร้างเกาะเทียมในทะเลจีนใต้ จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อเข้าใจภาพรวมของสถานการณ์ที่อาจส่งผลต่อโครงสร้างการทูตและเศรษฐกิจในเอเชียในระยะยาว
หากคุณสนใจประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ติดตามบทความของเราวิเคราะห์วิวัฒนาการของภัยคุกคามและความเคลื่อนไหวทางยุทธศาสตร์อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้คุณสามารถติดตามข่าวสารบนเว็บไซต์ของเราได้ทุกวันอีกด้วย!
ที่มา – จีนประณามเวียดนาม เหตุเร่งสร้างเกาะเทียมในทะเลจีนใต้
จากเหตุการณ์ที่ กองปราบปราม นำกำลังบุกจับกุม พระราชวิสุทธิประชานาถ อลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ และ นายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือ “หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ” ที่ถูกกล่าวหาเรื่องการยักยอกเงินบริจาค ทำให้กรณีนี้กลายเป็นประเด็นร้อนระดับประเทศ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ซึ่งการดำเนินการของตำรวจกองปราบฯ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยสามารถเผย เปิดไทม์ไลน์ ‘กองปราบฯ’ ลุยจู่โจม ปิดเกมหลวงพ่ออลงกต-หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ ได้ครบถ้วน
เวลา 01.00 น. กองปราบแสดงหมายจับ พร้อมจับกุมตัวหลวงพ่ออลงกต ณ ใจฟ้า Academy จ.ลพบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ที่หลวงพ่อมักเดินทางไปสอนพุทธธรรม
เวลา 02.02 น. หลังจากจับกุมเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่นำตัวหลวงพ่ออลงกตลงบันทึกจับกุมที่ สภ.โคกตูม กรุงเทพมหานคร ก่อนจะนำตัวกลับมาสอบปากคำที่กองปราบฯ
รายงานเผยว่า การจับกุมครั้งนี้เกิดจากความเคลื่อนไหวของผู้เกี่ยวข้องที่อาจพยายามหลบหนี หลังถูกสังเกตว่ามีรถตู้สีดำเข้ามารับหลวงพ่อ เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจจับกุมล่วงหน้าเวลาที่กำหนดเพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการวางแผนและการรับมือสถานการณ์ฉับพลันของ กองปราบปราม
เวลา 06.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองปราบฯ เข้าจับกุมตัว หมอบี ที่บ้านพักในย่านจตุจักร ก่อนนำตัวไปดำเนินการตรวจสอบหลักฐานเพิ่มเติม
เวลา 10.00 น. ตัว หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ ถูกคุมตัวมาถึงกองปราบฯ เพื่อดำเนินการสอบปากคำเกี่ยวกับข้อหาการรับเงินบริจาคจากประชาชนโดยไม่โปร่งใส
จนถึงเวลา 11.00 น. ทั้งสองผู้ต้องหา ได้แก่ หลวงพ่ออลงกต และ หมอบี ยังอยู่ในขั้นตอนการสอบปากคำ และเจ้าหน้าที่ยังคงรวบรวมหลักฐานอย่างต่อเนื่องเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลในข้อหาที่เกี่ยวข้อง
เหตุการณ์ที่ เปิดไทม์ไลน์ ‘กองปราบฯ’ ลุยจู่โจม ปิดเกมหลวงพ่ออลงกต-หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ นี้ สะท้อนถึงการที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเริ่มเข้ามามองเรื่องความโปร่งใสในวงการศาสนาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะกรณีที่มีการใช้ชื่อเสียงและอิทธิพลทางจิตวิญญาณเพื่อแสวงหาผลประโยชน์
ประชาชนจำนวนมากต่างตั้งตารอว่าจะมีการสอบสวนเชิงลึกเพื่อเผยความจริงเบื้องหลังกรณีนี้ว่า เป็นเพียงข้อหาทางการเงิน หรือมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ที่อาจใช้อิทธิพลทางศาสนาเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
ทั้งนี้ หากติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และอยากทราบพยานหลักฐานเพิ่มเติม อย่าพลาดการติดตามข่าวจากสำนักข่าวที่เชื่อถือได้ของเรา
ที่มา – เปิดไทม์ไลน์ ‘กองปราบฯ’ ลุยจู่โจม ปิดเกมหลวงพ่ออลงกต-หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมาที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำว่ามีความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับ การปฏิบัติหน้าที่ที่ดูไม่เป็นกลางของรองประธานสภา 2 คน ที่มีการลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ พ.ศ.2569 และปิดประชุมเร็วก่อนจะถึงการพิจารณาญัตติสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเอ็มโอยู 2543 และ 2544
นายพริษฐ์ กล่าวว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นกลางของรองประธานสภาฯ อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการลงมติเห็นชอบของนายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาฯ คนที่ 2 ซึ่งขัดกับหลักเกณฑ์ที่ว่าประธานและรองประธานสภาฯ ควรใช้วิธีการงดออกเสียง หรือไม่ลงมติใดๆ ในกรณีที่มีข้อถกเถียงหรือความเห็นแตกต่างอย่างชัดเจน เช่น กรณีการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ซึ่งมีผลกระทบอย่างกว้างขวาง
นอกจากนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันก่อนหน้าที่มีการ “ปิดประชุมหนีถก” กรณีเอ็มโอยู 2543 และ 2544 ก็ถูกมองว่าเป็นความผิดปกติ โดยวิปฝ่ายค้านระบุว่ามีญัตติและรายงานที่ยังค้างการพิจารณาอยู่กว่า 10 ฉบับ จึงไม่มีเหตุผลอันชอบธรรมใดๆ ที่จะต้องปิดประชุมตั้งแต่เวลา 15.00 น. แต่อย่างใด และหากมีการระบุว่าท่านประธานนั่งประชุมเกิน 10 ชั่วโมง ก็ถือว่าเป็นการตีความหรือคำอธิบายที่ขัดกับความเป็นจริง
การแสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ล่าสุด นายพริษฐ์ ยืนยันว่า หากเห็นจากการกระทำทั้งหมดของรองประธานสภา ทั้งสองท่านนั้น ก่อให้เกิดคำถามอย่างมากต่อความเป็นกลางในหน้าที่ ซึ่งภายใต้ข้อบังคับ ระบุชัดเจนว่า ประธานและรองประธานสภาฯ มีหน้าที่รักษาความเป็นกลางสูงสุดในการดำเนินงานของสภา
pez โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นว่า เรื่องเอ็มโอยู 2543 และ 2544 เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ควรได้รับการถกเถียงอย่างเปิดเผยในที่ประชุมสภา เพื่อความโปร่งใสและแสดงให้เห็นว่าประชาชนผู้แทนราษฎรไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่เพียงเป็นสำนักงานกฎหมาย แต่เป็นผู้ตัดสินใจในนามของประชาชน
อย่างไรก็ตาม นายพริษฐ์ ได้กล่าวไว้ด้วยว่า ยังไม่เห็นเหตุผลที่สมเหตุสมผลใดๆ ที่ต้องปิดการประชุมในวันดังกล่าว เนื่องจากการประสานงานระหว่างวิปฝ่ายค้านกับวิปฝ่ายรัฐบาลอยู่แล้วว่าจะมีการพิจารณาญัตติยกเลิกเอ็มโอยู 2543 และ 2544 ซึ่งถือเป็นญัตติที่ถูกประเมินว่าเป็น ญัตติด่วน และควรได้รับการพิจารณาในที่ประชุมสภาโดยเร็ว
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็น “เกมการเมือง” ที่พยายามหลีกเลี่ยงการเปิดเผยและแก้ไขปัญหาโดยใช้เวทีสภาเป็นแพลตฟอร์ม ซึ่งส่งผลเสียให้ต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันผู้แทนราษฎร และควรได้รับการตรวจสอบหรือชี้แจงอย่างชัดเจนจากผู้เกี่ยวข้อง
บทสรุปของเรื่องนี้ คือ สภาผู้แทนราษฎรควรมีการปฏิบัติตามข้อบังคับอย่างเคร่งครัดในเรื่องของความเป็นกลาง และหากมีการดำเนินงานที่ส่อไปในทางที่คัดค้าน การตั้งคำถามอย่างเปิดเผยเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและสมควรแก่การสนับสนุน
พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับการฟังผลวินิจฉัยคดีคลิปเสียงที่ศาลรัฐธรรมนูญจะกำหนดอ่านในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ โดยกรณีดังกล่าวมีความสำคัญต่อสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในคดี
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่รัฐสภา นางสาวแนน บุญย์ธิดา สมชัย ส.ส. จังหวัดอุบลราชธานี และโฆษกพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีการอ่านคำวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับคลิปเสียงสนทนาระหว่างนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา
นางสาวแนนกล่าวว่า ประเด็นนี้ไม่ใช่เพียงพรรคภูมิใจไทยเพียงพรรคเดียวที่ให้ความสนใจ แต่น่าจะเป็นความสนใจของพรรคการเมืองทุกพรรค เพราะมีผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์ของผู้ถูกกล่าวหา รวมถึงความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการทางประชาธิปไตย
ภายหลังการวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญต่อสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อบทบาทของฝ่ายบริหาร หากคำวินิจฉัยออกมาในทางลบ อาจมีการพิจารณาทบทวนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งตามระบบประชาธิปไตย อาจนำไปสู่การใช้มาตรา 151 หรือมาตรา 152 ของรัฐธรรมนูญ
นางสาวแนนกล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยยังยืนยันเจตนารมณ์ที่จะดำเนินการตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการยื่นญัตติอภิปรายทั่วไป หรือการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยพรรคไม่ขอแสดงความเห็นล่วงหน้าเกี่ยวกับผลวินิจฉัยของศาล ขอรอดูความชัดเจนในวันที่ 29 สิงหาคมนี้
อย่างไรก็ตาม หากผลออกมาว่านายกรัฐมนตรีผ่านพ้นข้อกล่าวหาได้ กองเสียงฝ่ายค้านก็พร้อมดำเนินการต่อตามบทบัญญัติกฎหมาย เพื่อให้ประชาธิปไตยมีบทบาทอย่างแท้จริง ดังนั้นทั้งหมดนี้ ต้องรอฟังคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการเสียก่อน
ทั้งนี้ ในมุมของการทำงานของสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็มีบทบาทที่ชัดเจนในการกำกับดูแล และหากของฝ่ายบริหารมีการเปลี่ยนแปลง ก็จะมีผลกระทบต่อภาพรวมของรัฐบาล ซึ่งในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลของประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงถึง 2 ครั้งแล้ว
ดังนั้น หากการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลในทางลบ อาจส่งผลให้มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองในเร็ววันข้างหน้า อีกทั้งพรรคภูมิใจไทยเตรียมการเตรียมเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตราที่เกี่ยวข้อง
สุดท้ายนี้ อย่าลืมติดตามเหตุการณ์สำคัญวันที่ 29 สิงหาคมนี้ เพื่อดูว่าข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับหนึ่งในโครงการบริหารประเทศจะจบลงอย่างไร และส่งผลต่ออนาคตของประเทศในระดับใด
ติดตามข่าวสารวันสำคัญนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่พลาดทุกมุมมองและรายละเอียดที่มีผลต่ออนาคตของประเทศในระดับสูงสุด
ที่มา – ‘ภูมิใจไทย’ จับตาผลวินิจฉัยคดีคลิปเสียงนายกฯ 29ส.ค.นี้
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม นางมนพร เจริญศรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาเปิดเผยว่า โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย จะสามารถเปิดใช้งานได้ภายในปีงบประมาณ 2568 แม้ว่าจะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะไม่สามารถทำได้จริง โดยมีการเลื่อนวันเปิดใช้งานออกไปจากเดิมที่กำหนดไว้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ประมาณ 1 เดือน
ความล่าช้าในการเปิดใช้งานโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เกิดจากความจำเป็นในการรอกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับระบบคมนาคมขนส่งผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สภาฯ) ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. …., ร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม และ ร่างพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาอย่างใกล้ชิด
นางมนพร กล่าวว่า “ขณะนี้เรากำลังดำเนินงานเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มข้น คาดว่าจะเสร็จภายในสัปดาห์นี้ และส่งให้สมาชิกวุฒิสภาพิจารณาต่อ ซึ่งเราไม่ได้กังวลว่ากฎหมายจะไม่ผ่าน เพราะได้มีการสื่อสารให้ สว. เข้าใจว่าโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เป็นประโยชน์สาธารณะอย่างยิ่ง และเป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาลที่ต้องทำให้สำเร็จ”
ทั้งนี้ แม้จะมีเสียงวิจารณ์จากประชาชนบางกลุ่มว่าโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย อาจล่าช้าไปแบบโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ที่ยังไม่ได้เริ่ม หากแต่นางมนพรยืนยันว่า “การวิพากษ์วิจารณ์เป็นเรื่องปกติ แต่เราเห็นว่าโครงการนี้คือทางออกที่ดีเยี่ยมสำหรับปัญหาค่าเดินทางของประชาชน รัฐบาลจึงต้องผลักดันอย่างเต็มที่”
นอกจากนี้ นางมนพร ยังกล่าวอีกว่า โครงการรถไฟฟ้าต่อสายสีม่วงและสีแดง ซึ่งปัจจุบันมีมาตรการช่วยเหลือในอัตรา 20 บาทตลอดสาย จะหมดอายุในวันที่ 30 กันยายน 2568 ดังนั้น ฉะนั้นรัฐบาลจะมีการหารือกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อมอบหมายแนวทางในการดำเนินการต่อ พร้อมทั้งปรึกษาทางวิชาการกับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ว่าจะใช้งบประมาณจากส่วนใดมาชดเชย ระหว่างรอการผ่านของกฎหมายในสภา
จากข้อมูลและคำกล่าวของนางมนพร เจริญศรี ชัดเจนว่า แม้โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย จะมีความล่าช้าเล็กน้อย แต่ไม่ได้หมายความว่า “ทำไม่ได้จริง” นโยบายดังกล่าวยังคงเป็นเรือธงของรัฐในปี 2568 อย่างไม่เปลี่ยนแปลง
รัฐบาลมีความมุ่งมั่นสูงในการขับเคลื่อนการเดินทางของประชาชนไทยให้ง่ายขึ้น อย่างเท่าเทียมและยั่งยืน ซึ่งเชื่อว่าหากทุกฝ่ายร่วมมือ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย จะกลายเป็นจริงในเร็ววัน
ที่มา – ‘มนพร’ มั่นใจรถไฟฟ้า 20 บาท ใช้ได้ภายในปี 68 หลังส่อเลื่อน ยันเป็นนโยบายเรือธง ต้องทำให้ได้