ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

คุมประพฤติ นัด มารี เบรินเนอร์ รายงานตัว 29 ส.ค.

จากกรณีที่ ศาลแขวงพระนครเหนือ มีคำพิพากษาลงโทษ น.ส.มารี เบรินเนอร์ นักแสดงสาว ฐานขัดขืนคำสั่งเจ้าพนักงานและขับรถขณะเมาสุรา ได้รับการพิจารณาให้รอลงอาญา 2 ปี พร้อมคุมความประพฤติ 1 ปี โดยต้องรายงานตัว 3 ครั้ง ทำงานบริการสังคม 12 ชั่วโมง และพักใบอนุญาตขับขี่ 6 เดือน

คุมประพฤติ นัด มารี เบรินเนอร์ รายงานตัวในวันที่ 29 ส.ค.

ตามรายงานจาก กรมคุมประพฤติ เมื่อวันที่ 26 ส.ค. ระบุว่า ระยะเวลาการคุมความประพฤติของน.ส.มารี เบรินเนอร์ จะเริ่มนับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา คือ 25 ส.ค. 2568 และจะสิ้นสุดในวันที่ 25 ส.ค. 2569

ผู้ถูกคุมความประพฤติจะต้องมาขึ้นทะเบียนรับทราบเงื่อนไขกับพนักงานคุมประพฤติ เพื่อเข้าใจสิทธิ และผลจากการปฏิบัติตามหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข การประเมินความเสี่ยงและการคัดกรองพฤติกรรมดื่มแอลกอฮอล์ (ASSIST) จะเป็นขั้นตอนสำคัญในการวางแผนแก้ไขฟื้นฟู

แผนการคุมประพฤติของ “มารี เบรินเนอร์”

แผนการคุมความประพฤติจะกำหนดให้รายงานตัว 3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 4 เดือน และต้องทำงานบริการสังคม 12 ชั่วโมง ซึ่งพนักงานจะพิจารณาตามฐานความผิดและพฤติกรรมส่วนบุคคล เพื่อจัดแผนที่เหมาะสม

สำหรับแผนฟื้นฟู กรมคุมประพฤติมีโครงการต่าง ๆ เช่น การบำบัดอาการติดสุรา หากมีความเสี่ยงสูงจากผลประเมิน ASSIST การอบรมกฎหมายจราจร และการเข้าร่วมค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

หาก มารี เบรินเนอร์ ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข ศาลอาจขยายเวลาการคุมความประพฤติ หรือเพิกถอนสิทธิ์การรอลงอาญา พร้อมให้จำคุกตามคำพิพากษาเดิมได้

อย่างไรก็ตาม น.ส.มารี เบรินเนอร์ จะเข้ารับปฐมนิเทศและชี้แจงเงื่อนไขภายใต้การดูแลของ สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 2 ในวันศุกร์ที่ 29 ส.ค. นี้

การคุมความประพฤติไม่ใช่แค่เพียงโทษทางกฎหมาย แต่ยังเป็นโอกาสในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสร้างตัวตนใหม่ สำหรับน.ส.มารีแล้ว นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการมีชีวิตที่รับผิดชอบมากขึ้น

ที่มา – “คุมประพฤติ” นัด “มารี เบรินเนอร์” รายงานตัว 29 ส.ค. ศาลเปิดแผนฟื้นฟูครบถ้วน

เลขา ‘พระอลงกต’ รุดเยี่ยม ไม่ทราบกิจนิมนต์ตี 1 ที่ไหน

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม นายบรรเจต เทพพำนัก เลขาพระอลงกต และคณะกรรมการวัดพระบาทน้ำพุ เปิดเผยว่า เขาได้เดินทางมายังกองบังคับการปราบปรามเพื่อเข้าไปเยี่ยมหลวงพ่อ อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นยังไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับหลวงพ่อโดยตรง

ในช่วงค่ำของวันก่อนหน้านี้ หลวงพ่อได้เดินทางไปร่วมกิจนิมนต์แห่งหนึ่ง ซึ่งกิจกรรมจัดขึ้นตอนตีหนึ่ง แต่นายบรรเจตระบุว่าไม่ทราบรายละเอียดการทำงานในช่วงเวลานั้นอย่างชัดเจน

เมื่อถูกถามว่าได้เตรียมหลักทรัพย์เพื่อยื่นขอประกันตัวหลวงพ่อไว้หรือไม่ นายบรรเจตตอบตรงไปตรงมาว่า ไม่ได้พกหลักทรัพย์ใดๆ มาด้วย ครั้งนี้มาเพื่อยื่นมอบความห่วงใย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินเรื่องทางกฎหมายแต่อย่างใด

เลขา ‘พระอลงกต’ รุดเยี่ยม ไม่ทราบกิจนิมนต์ตี 1 ที่ไหน

แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่สังคมจับตามองเป็นพิเศษ แต่นายบรรเจตยืนยันว่า ได้คุยกับหลวงพ่อล่าสุดก่อนจะลาออกจากตำแหน่ง และยังยืนยันอีกด้วยว่าครั้งนี้เขามาที่นี่เพื่อมอบแรงใจให้หลวงพ่อเท่านั้น

ส่วนความเคลื่อนไหวล่าสุดของหลวงพ่อ เช่น การเปลี่ยนแปลงชื่อ หรือการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ นั้น นายบรรเจตเชื่อว่าเป็นข้อมูลที่ตนเองไม่เคยรับรู้มาก่อน เพราะขณะปฏิบัติงานกับหลวงพ่อมานาน ก็ไม่เคยมีการพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้เลย

ความเคลื่อนไหวของ “เลขา ‘พระอลงกต’” สร้างกระแส

กรณีนี้ยังคงเป็นจุดสนใจของผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะเรื่องของการเดินทางมาเยี่ยมหลวงพ่อในช่วงเวลาที่มีการสืบสวนสอบสวน ซึ่งผู้คนต่างจับตาดูความเคลื่อนไหวของ เลขา ‘พระอลงกต’ อย่างใกล้ชิด

เชื่อว่าคนทั่วไปยังคงรอรับฟังพัฒนาการใหม่ๆ ผ่านคำแถลงอย่างเป็นทางการจากฝ่ายพนักงานสอบสวน รวมถึงอาจมีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานะของหลวงพ่อในเร็วๆ นี้

ไม่ว่าจะออกแนวไหน ‘พระอลงกต’ และผู้ตรวจราชการวัดพระบาทน้ำพุ ก็ยังคงเป็นหัวข้อร้อนที่ครอบครัวและสังคมให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง

ท่ามกลางความวุ่นวายเหล่านี้ การให้ความเคารพสิทธิ์ของทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม และรอฟังข้อมูลอย่างมีสติ คงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในช่วงเวลานี้

ที่มา – เลขา ‘พระอลงกต’ รุดเยี่ยม ไม่ทราบตี 1 มีกิจนิมนต์ที่ไหน เปลี่ยนชื่อไม่เคยรู้มาก่อน

พายุคาจิกิใกล้ไทย! เตือนระวังน้ำป่า-น้ำท่วมฉับพลัน

กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศฉบับที่ 15 เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 เวลา 04.00 น. แจ้งสถานการณ์พายุ “คาจิกิ” ซึ่งขณะนี้ลดกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนแล้ว โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่แขวงบอลิคำไซ ประเทศลาว ห่างจากจังหวัดบึงกาฬประมาณ 40 กิโลเมตร

พายุ คาจิกิ มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 75 กม./ชม. และเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกด้วยความเร็ว 15 กม./ชม. คาดว่าจะเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของไทยในช่วงเช้า และหลังจากนั้นจะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ แล้วเคลื่อนผ่านภาคเหนือ เช่น จังหวัดน่าน ในช่วงเย็น

พายุคาจิกิใกล้ไทย! เตือนระวังน้ำป่า-น้ำท่วมฉับพลัน

จากอิทธิพลของพายุ คาจิกิ ทำให้ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ พร้อมลมแรง โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้เส้นทางเดินพายุ ได้แก่ จังหวัด เช่น เชียงราย พะเยา น่าน เลย หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี และสกลนคร เป็นต้น

ผลกระทบจากพายุคาจิกิ

กรมอุตุนิยมวิทยาขอเตือนประชาชนใน 36 จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ ให้ระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ลมแรง และน้ำที่อาจก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะในพื้นที่ลาดชันใกล้ทางน้ำไหลผ่าน และพื้นที่ลุ่มต่ำ

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบวันที่ 26 ส.ค. 2568 ได้แก่

  • ภาคเหนือ: เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ พิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ ขอนแก่น และกาฬสินธุ์
  • ภาคกลาง: นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สระบุรี และกาญจนบุรี
  • ภาคตะวันออก: นครนายก ปราจีนบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
  • ภาคใต้: เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง พังงา และภูเก็ต

และในวันที่ 27 ส.ค. เฉพาะบางพื้นที่จะยังมีฝนตกหนักต่อเนื่อง ได้แก่

  • ภาคเหนือ: แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง สุโขทัย ตาก
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เลย และหนองคาย
  • ภาคกลาง: อุทัยธานี กาญจนบุรี ราชบุรี
  • ภาคตะวันออก: นครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี ตราด
  • ภาคใต้: ระนอง และพังงา

สำหรับบริเวณทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นอาจจะสูงกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการเดินเรือในพื้นที่ที่มีฝน และเรือเล็กงดออกจากฝั่ง ส่วนประชาชนในพื้นที่ชายฝั่งควรระวังคลื่นซัดชายฝั่ง

ขอให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ผ่านทางเว็บไซต์ของ กรมอุตุนิยมวิทยา ที่ http://www.tmd.go.th หรือโทรสอบถามข้อมูลได้ตลอด 24 ชั่วโมงที่ 0-2399-4012-13 และ 1182

เมื่อเพียงเตรียมตัวอย่างไรเมื่อรู้ว่าพายุคาจิกิใกล้ไทย? การเตรียมความพร้อมล่วงหน้า เช่น การตรวจสอบระบบระบายน้ำ หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง และติดตามสถานการณ์อย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความเสียหายได้

ที่มา – พายุ “คาจิกิ” เคลื่อนใกล้ไทย! เตือน 36 จังหวัดระวังน้ำป่าและน้ำท่วมฉับพลัน

สว.วีระพันธ์ ดัน พ.ร.บ.ชั่วโมงทำงานแพทย์ ยกระดับคุณภาพชีวิตเจ้าหน้าที่

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา และรองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ได้ออกมาเปิดเผยว่า ได้รับร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ชั่วโมงการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์จาก รศ.นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ ซึ่งเป็นร่างต้นแบบที่มุ่งหวังให้เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยไม่กระทบประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วย

สว.วีระพันธ์ ดัน พ.ร.บ.ชั่วโมงทำงานแพทย์ หวังลดความเมื่อยล้าของแพทย์

นพ.วีระพันธ์ระบุว่า ร่าง พ.ร.บ. นี้ถูกจัดทำขึ้นเพื่อหาทางออกที่สร้างสมดุลระหว่างภาระงานและการพักผ่อนของบุคลากรทางการแพทย์ เน้นให้การทำงานไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในเวลาราชการ และนอกเวลาราชการต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจ

เวรฉุกเฉินต้องจำกัดและเป็นกรณีจำเป็น

ข้อเสนอในร่างกฎหมายนี้ยังรวมถึงการจำกัดชั่วโมงฉุกเฉิน ไม่เกิน 12 ชั่วโมงต่อวัน และไม่เกิน 2 วันติดกัน (ยกเว้น On Call) ส่วนเวร On Call จะต้องมีเวลาพักอย่างเพียงพอ ควรมีเวลาพักอย่างน้อย 8 ชั่วโมงระหว่างเวรดึก และไม่เกิน 3 ครั้งต่อสัปดาห์

  • ชั่วโมงราชการทำงานปกติไม่เกิน 40 ชั่วโมง/สัปดาห์
  • เวรฉุกเฉินจำกัด 12 ชั่วโมง/วัน และไม่เกิน 2 วันติด
  • On Call ต้องมีเวลาพักเพียงพอ และไม่เกิน 3 ครั้ง/สัปดาห์
  • เวลาระหว่างเวรต้องไม่น้อยกว่า 60 ชั่วโมง/สัปดาห์

นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะเสนอร่างกฎหมายนี้ในวุฒิสภาในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะหากยื่นไปก่อนแล้วรัฐบาลมีการเปลี่ยนแปลง อาจทำให้ร่างกฎหมายตกไป แล้วต้องยื่นใหม่

“เอาคนอดหลับอดนอนไปดูแลประชาชนไม่แฟร์กับคนไข้… เมื่อเจ้าหน้าที่ได้พักเพียงพอ การบริการประชาชนก็จะดีขึ้น” นพ.วีระพันธ์กล่าวในโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว

การออกกฎหมายนี้มีเป้าหมายสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพการดูแลสุขภาพของประชาชนในระยะยาว แม้ร่างกฎหมายนี้จะยังไม่ผ่านการประชุมสภาฯ แต่ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงระบบที่เคยมีมาก่อน

การป้องปรามความเสื่อมของสุขภาพจิตและการนอนหลับของแพทย์ย่อมเป็นสิ่งสำคัญ ที่หากทำได้จริง จะช่วยให้เจ้าหน้าที่รักในอาชีพและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พร้อมมอบบริการที่ดีแก่สังคม

ที่มา – ‘สว.วีระพันธ์’ ดันร่าง พ.ร.บ.ชั่วโมงทำงานแพทย์ หวังยกระดับคุณภาพชีวิตเจ้าหน้าที่

บุกจับได้ก่อน! ‘หลวงพ่ออลงกต’ กำลังนั่งรถออกจากวัด เชื่อจะหลบหนี

เมื่อคืนที่ผ่านมา ประชาชนแห่กันเข้าไปอ่านข่าวเกี่ยวกับการจับกุมตัว หลวงพ่ออลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ โดยกลุ่มสืบสวนจากกองปราบปรามสามารถจับกุมได้ก่อนที่จะหลบหนีออกจากวัดในช่วงดึกจริงๆ

บุกจับได้ก่อน! ‘หลวงพ่ออลงกต’ กำลังนั่งรถออกจากวัด เชื่อจะหลบหนี

เมื่อเวลาประมาณ 01.00 น. ของวันที่ผ่านมา พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผู้บังคับการกองปราบปราม ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนเฉพาะกิจเคลื่อนไหวตามจุดสังเกต คาดว่า หลวงพ่ออลงกต มีแผนจะหลบหนีออกจากวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งอยู่ในพื้นที่จังหวัดนครปฐม

พฤติกรรมที่น่าสงสัย

จากการสืบสวนกลุ่มเจ้าหน้าที่พบว่า พระอลงกต หรือ นายอลงกต พลมุข ได้เตรียมตัวออกจากวัดในเวลาค่ำถึงดึก โดยใช้พาหนะส่วนตัว ภายหลังไปปรากฏว่า พฤติกรรมนี้เข้าข่ายการเตรียมหลบหนีหนีคดี

ด้วยเหตุนี้ ชุดปฏิบัติการจึงเข้าควบคุมตัวในเวลาที่เหมาะสมที่สุด ก่อนที่ หลวงพ่ออลงกต จะหลุดพ้นจากการยุติธรรม รายงานระบุด้วยความยืนยันจาก พล.ต.ต.วิทยา ว่าการดำเนินงานครั้งนี้ใช้ข้อมูลจากการสืบสวนอย่างละเอียด

  • เตรียมตัวออกจากวัดตอนดึก
  • มีการจอดรถภายในวัด
  • พาหนะส่วนตัวรออยู่ที่ทางด้านหลังวัด

ภายในวันเดียวกัน พ.ต.ต.เอกรัฐ จันทร์มณี สว.กก.1 บก.ป. ได้อ่านหมายจับและข้อหาให้รับทราบเกี่ยวกับคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่มีหมายจับเลขที่ จ 81/2568 ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลได้ออกหมายเรียกตัวหลายครั้งแต่ไม่เข้ารับทราบ

การกระทำครั้งนี้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า ไม่มีใครปลอดภัยจากการถูกกล่าวหาหรือกระทำความผิด หากเตรียมตัวจะหลบหนี การบุกจับ หลวงพ่ออลงกต ก่อนเวลาคือการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมเฉพาะหน้าของเจ้าหน้าที่ในการจัดการคดีสำคัญ

จากกรณีนี้ หลายคนแสดงความคิดเห็นว่า หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเริ่มมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและเป็นธรรมในระดับสูง ดูจากความสามารถในการสืบสวนและการลงมือจับกุมได้อย่างมีเอกภาพ

ทั้งนี้ ประชาชนพร้อมกับติดตามคดีอย่างใกล้ชิดว่าจะนำไปสู่บทสรุปเชิงกฎหมายอย่างไร และจะมีบทลงโทษที่สอดคล้องกับฐานความผิดหรือไม่

จะเป็นอย่างไร ต้องรอดูขั้นตอนต่อไปของฝ่ายพิพากษาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้วิธีการจัดการกับคดีนี้สร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศ

อย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดรายละเอียดคดีตื่นเต้นที่กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญ

ที่มา – บุกจับได้ก่อน! ‘หลวงพ่ออลงกต’ กำลังนั่งรถออกจากวัด เชื่อจะหลบหนี

ผ่าอนาคตสิ่งทอเมืองไทย ดันหัตถศิลป์ดั้งเดิม

อุตสาหกรรมสิ่งทอไทยยืนหยัดในฐานะหนึ่งในเสาหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ด้วยมูลค่าส่งออกที่พุ่งทะยานถึง 6,064.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสร้างการจ้างงานกว่า 402,000 คนใน 2,607 โรงงานทั่วประเทศ จากข้อมูลของรายงานสถิติสิ่งทอไทย 2566/2567 โดยกระทรวงอุตสาหกรรม ทว่าแรงขับเคลื่อนสำคัญของวงการนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือความสามารถในการปรับตัวและสร้างสรรค์ผลงานที่สอดรับกับดีมานด์ใหม่ ๆ ของผู้บริโภค

ผ่าอนาคตสิ่งทอเมืองไทย ดันหัตถศิลป์ดั้งเดิม

คำถามสำคัญที่วงการต้องเผชิญคือ แบรนด์สิ่งทอไทยจะยืนหยัดและผงาดบนเวทีโลกได้อย่างไร ในยุคที่การแข่งขันไม่ได้อยู่แค่เรื่องราคา แต่คือการสื่อสารอัตลักษณ์ สร้างประสบการณ์ และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคทั่วโลก

จิม ทอมป์สัน กับการผลักดันศักยภาพผ้าไทย

หนึ่งในแบรนด์ที่ร่วมผลักดันศักยภาพของผ้าไทยมาอย่างต่อเนื่องคงหนีไม่พ้น จิม ทอมป์สัน ย้อนกลับไปในยุคที่โลกยังไม่รู้จักคำว่า “Thai Silk” ชายชาวอเมริกันนามว่า เจมส์ แฮร์ริสัน วิลสัน ทอมป์สัน อดีตเจ้าหน้าที่โอเอสเอส หรือซีไอเอในปัจจุบัน คือผู้เปลี่ยนโฉมหน้าผ้าไหมไทยจากผ้าท้องถิ่น สู่แฟชั่นไอเทมระดับโลก

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จิมได้เข้าไปร่วมงานกับชุมชนบ้านครัวเพื่อผลิตผ้าไหม และพัฒนาให้มีเฉดสีสดใสน่าสนใจมากยิ่งขึ้น จนในปี 1951 แบรนด์ “จิม ทอมป์สัน” ได้ถือกำเนิดขึ้น ภายใต้ มูลนิธิอุตสาหกรรมไหมไทย จำกัด ต่อมาได้ขยายฐานการผลิตไปยังจังหวัดนครราชสีมา ด้วยความตั้งใจในการสานต่อศิลปะการทอแบบพื้นบ้าน

การตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่

ตามวิจัยจาก WISESIGHT Research พบว่าผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองหาแค่ราคา แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ วิสัยทัศน์ และค่านิยมจากแบรนด์ ทั้ง Gen X, Y และ Z ต่างให้ความสำคัญกับตัวตนชัดเจนของแบรนด์มากขึ้นเรื่อย ๆ

จิม ทอมป์สัน เข้าใจพฤติกรรมเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง และตอบโจทย์ผู้บริโภคด้วยนวัตกรรมต่าง ๆ เช่น Easy Care ซึ่งเป็นผ้าไหมที่ซักได้ด้วยเครื่อง และ AQUASILK® คอลเลกชันสวิมแวร์จากไหมผสมไนลอนที่แห้งเร็ว

นอกจากนี้ยังมีการร่วมมือกับแบรนด์ไทยอื่น ๆ เช่น Kitt.Ta.Khon ในการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ด้วยผ้าตกแต่งภายนอก และการร่วมมือกับ Sarran ในการออกแบบเครื่องประดับจากผ้าไหมไทย

ขยายขอบเขตไปสู่ไลฟ์สไตล์ระดับโลก

จิม ทอมป์สัน เปิดตัวไลน์สินค้าหลากหลายประเภททั้งแฟชั่น ผ้าตกแต่งบ้าน จนถึงอาหารและเครื่องดื่ม มีโชว์รูมกว่า 5 ประเทศ และส่งออกสินค้าผ้าตกแต่งไปยังมากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก

  • Paris Déco Off: สินค้าผ้าตกแต่งจากจิม ทอมป์สัน แสดงบนเวทีตกแต่งบ้านระดับโลก
  • Matmi II Collection: สืบทอดเทคนิคการมัดย้อมแบบดั้งเดิมของไทย
  • Global Footprint: ใช้เส้นใยรีไซเคิล 100% และคุณสมบัติพิเศษต้านรังสียูวี

ในปี 2025 จิม ทอมป์สัน ได้ร่วมมือกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อเสนอ Jim Thompson Heritage Quarter ที่ผสมผสานระหว่างศิลปะไทย แฟชั่น อาหาร และประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบครบวงจร

จิม ทอมป์สัน ไม่ใช่เพียงแค่แบรนด์ผ้าไหมไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความภาคภูมิใจและการบรรลุเป้าหมายภายใต้แนวคิดที่มีใจกลางคือความ “Proudly Made in Thailand”

ด้วยกลยุทธ์นี้ เจ้าของแบรนด์สามารถแทรกตัวในเวทีโลก และวางแนวให้ผู้บริโภคทั่วโลกเห็นความยอดเยี่ยมของหัตถศิลป์ไทยผ่านสินค้าทุกชิ้น

สนใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิถีแห่งผ้าไหมไทยสมัยใหม่? ลองติดตามคอลเลกชันใหม่และเรื่องราวเบื้องหลังการออกแบบที่สร้างแรงบันดาลใจบนเวทีโลก

ที่มา – ผ่าอนาคตสิ่งทอเมืองไทย ดันหัตถศิลป์ดั้งเดิม

ทรัมป์เซ็นคำสั่งฝ่ายบริหาร การเผาธงชาติ “เพื่อยั่วยุ” มีความผิดทางอาญา

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ การเผาธงชาติ “เพื่อยั่วยุ” มีความผิดทางอาญา ซึ่งระบุให้นางพาเมลา บอนได รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ดำเนินการฟ้องร้องผู้ที่เผาธงชาติในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงหรือก่อการจลาจล

ทรัมป์เซ็นคำสั่งฝ่ายบริหาร การเผาธงชาติ “เพื่อยั่วยุ” มีความผิดทางอาญา

แม้ว่าในคำสั่งฝ่ายบริหารจะไม่ได้ระบุบทลงโทษอย่างชัดเจน แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า การเผาหรือทำลายธงชาติมีบทลงโทษสูงสุดถึงจำคุก 1 ปี ซึ่งถือเป็นมาตรการที่เข้มงวดและถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมภายใต้กฎหมายของสหรัฐฯ

คุ้มครองสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้เกิดความเห็นแย้งทันทีเกี่ยวกับความชอบธรรมของการใช้อำนาจของทรัมป์ เพราะมีผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่า อาจเข้าข่ายละเมิดบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญสหรัฐครั้งที่หนึ่ง หรือ “รัฐบัญญัติสิทธิฉบับที่หนึ่ง” ซึ่งคุ้มครองเสรีภาพในการพูดและการชุมนุมโดยสงบ โดยศาลฎีกาของสหรัฐเคยมีคำตัดสินเมื่อปี 2532 (กรณี Texas v. Johnson) ว่า “การเผาธงชาติถือเป็นการแสดงออกทางการเมืองรูปแบบหนึ่ง และไม่ถือว่าผิดกฎหมาย”

อย่างไรก็ตาม นางพาเมลา บอนได อธิบายเพิ่มเติมว่า คำสั่งของผู้นำสหรัฐฯ มุ่งเน้นเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับคำพูดประเภท “Fighting words” หรือคำพูดที่มีแนวโน้มก่อให้เกิดการใช้ความรุนแรงทันที กลุ่มคำพูดประเภทนี้ไม่ได้รับการคุ้มครองภายใต้รัฐธรรมนูญ และหากมีการใช้คำดังกล่าวร่วมกับการเผาธง ก็อาจถือว่าอยู่ในข่ายอาญาได้

ดังนั้น การกระทำที่ดูเหมือนเป็นการแสดงออกทางการเมืองตามหลักสากล อาจถูกตีความใหม่ในทางอาญา หากมีองค์ประกอบของการยั่วยุหรือการกระตุ้นให้เกิดความรุนแรงร่วมอยู่ด้วย ซึ่งทำให้เกิดการถกเถียงกันมากในวงการกฎหมายและการเมืองของสหรัฐฯ

  • ทรัมป์กล่าวว่าผู้เผาธงชาติอาจถูกโทษจำคุกได้
  • มีความเห็นแย้งว่าอาจละเมิดรัฐธรรมนูญฉบับที่ 1
  • คำสั่งนี้มุ่งเฉพาะกรณียั่วยุก่อความรุนแรง

ประเด็นนี้ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า ความมั่นคงทางการเมืองและการปกป้องเสรีภาพส่วนบุคคลในระบอบประชาธิปไตยยังคงเป็นเรื่องท้าทายที่ต้องมีการคุยกันอย่างรอบคอบ

ที่มา – ทรัมป์เซ็นคำสั่งฝ่ายบริหาร การเผาธงชาติ “เพื่อยั่วยุ” มีความผิดทางอาญา

ทนายยัน ‘พระอลงกต’ ไม่เครียดแค่เหนื่อยอดนอน ไร้กังวลเงินประกันลูกศิษย์เยอะ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ คดีที่สร้างความฮือฮาในวงการศาสนาและสังคม คือ การจับกุม พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือนายอลงกต พลมุข อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ โดย พ.ต.ต.เอกรัฐ จันทร์มณี สว.กก.1 บก.ป. พร้อมอ่านหมายจับตามศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่ จ 81/2568 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการบริจาคเงินของวัด

ทนายยัน ‘พระอลงกต’ ไม่เครียดแค่เหนื่อยอดนอน ไร้กังวลเงินประกันลูกศิษย์เยอะ

ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่สื่อได้สอบถามความเห็นจากนายศุภชัย สิงคลาวานิช หัวหน้าทีมทนายความของวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งระบุว่า หลวงพ่อเดินทางมาที่กองปราบปราม (บก.ป.) ตั้งแต่ช่วงเวลา 05.00 น. และตนมีโอกาสได้พบกับหลวงพ่อก่อนจะถูกแยกห้อง ซึ่งขณะนั้น พระอลงกต ยังคงทำกิจทั่วไป และไม่มีท่าทีแสดงอาการเครียดแต่อย่างใด

ทั้งยังเตรียมหลักทรัพย์ประกันตัวล่วงหน้า

นายศุภชัย กล่าวอีกว่า หลวงพ่อไม่ได้เผชิญกับความกดดันทางจิตใจ ถึงกับต้อง เหนื่อยอดนอน เป็นหลัก ซึ่งมีความพร้อมในการดำเนินคดีและเตรียมหลักทรัพย์ประกันตัวไว้ในชั้นพนักงานสอบสวน แสดงให้เห็นถึงการเตรียมตัวอย่างดีจากฝ่ายทนาย ในการรองรับกระบวนการทางกฎหมาย

นอกจากนี้ ทนายยังเปิดเผยว่าเงินประกันลูกศิษย์เยอะ จึงไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ภายใต้อำนาจของลูกศิษย์ที่ยังคงไว้ใจหลวงพ่อ ซึ่งกลายเป็นการันตีทางการเงินอย่างมั่นคง ในการประกันตัวในขั้นต่อไป

  • คดีที่เกี่ยวข้อง: ทุจริตการจัดการเงินบริจาค
  • สถานที่เกิดเหตุ: วัดพระบาทน้ำพุ ลพบุรี
  • วันที่ถูกจับกุม: 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568
  • วันที่ยื่นประกัน: 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568

อย่างไรก็ตาม ทนายยังไม่ได้ยืนยันว่ามีการปรึกษาหารือกับหมอบีหรือไม่ เพราะในตอนนี้ยังให้ความสำคัญกับสุขภาพทางจิตของหลวงพ่อ เป็นลำดับแรก

ทนายยัน ‘พระอลงกต’ ไม่เครียด

ภายใต้สถานการณ์ที่เป็นข่าวใหญ่ในวงกว้าง ปรากฏว่า พระอลงกต ยังสามารถควบคุมตัวเองได้ดี ถึงแม้ว่าจะยังต้องอดนอนและเหนื่อยล้า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า พระองค์จะมีความเครียดหรือวิตกกังวลจนเกินไป ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณการดำเนินการอย่างรอบคอบของทีมทนายและลูกศิษย์ที่ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

ในขณะที่ ลูกศิษย์ลูกหาเยอะ และยังคงไว้วางใจในหลวงพ่อ ทีมงานทางกฎหมายจึงสามารถออกแบบแผนประกันตัวได้อย่างเหมาะสมทั้งทางด้านทรัพย์สินและการให้ข้อมูลกับหน่วยงานต่าง ๆ

มองอนาคตอย่างมั่นใจ

แม้ทนายจะยังไม่คอมเมนต์ถึงโอกาสในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของหลวงพ่อ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในความสามารถในการสู้คดีของหลวงพ่อผ่านคำพูดว่า “ลูกศิษย์เราเยอะ ตรงนี้ไม่ต้องกังวล” แล้วปรากฏว่าทุกอย่างอยู่ในการเตรียมพร้อม ไม่ว่าจะด้านกฎหมาย ด้านการสื่อสาร หรือการเมือง

ไม่ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับคดีความแบบไหน ความจริงย่อมมีวิธีพิสูจน์ พร้อมมอบความยุติธรรมแก่ผู้บริสุทธิ์ หวังว่าผู้ติดตามทุกท่านจะให้กำลังใจและทำหน้าที่เป็นพยานแห่งความจริงไปด้วยกัน

ที่มา – ทนายยัน ‘พระอลงกต’ ไม่เครียดแค่เหนื่อยอดนอน ไร้กังวลเงินประกันลูกศิษย์เยอะ

เปิดนาทีบุกจับ ‘พระอลงกต’ เจออ่านหมายข้อหาหน้าซีดคุมตัวสอบเข้ม

ล่าสุดเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญเมื่อตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลอบจับตัว พระอลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี สืบเนื่องจากมีความเช suspicion เกี่ยวกับข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตยักยอกทรัพย์สินของวัด และยังมีความเสี่ยงต่อการฟอกเงิน และสมคบคิดกับพวกเพื่อหว่านธุรกิจมนต์ดำ เช่น การขับไล่ผู้มีอุปการะให้นำทรัพย์สินของญาณธุรกิจไปบริจาคให้กับทางวัดโดยผิดจริยธรรม

เปิดนาทีบุกจับ ‘พระอลงกต’ เจออ่านหมายข้อหาหน้าซีดคุมตัวสอบเข้ม

ภายหลังจากที่ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้สั่งการอย่างชัดเจนให้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว, พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม, พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสิรฐภาพ, พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ และ พ.ต.อ.มนูญ แก้วก่ำ ผู้กำกับกองกำกับ 1 นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นทั้งหมด 17 จุดในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดลพบุรี เพื่อหาเบาะแสและควบคุมตัว พระอลงกต และ นายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือที่รู้จักในชื่อ หมอบี ในข้อหาตามมาตรา 147, 157 และข้อหาฟอกเงิน

พยานหลักฐานเข้าข้างข้อหา

ขณะที่ พ.ต.ต.เอกรัฐ จันทร์มณี รองผู้กำกับกองกำกับ 1 บก.ป.ได้เป็นผู้นำหน่วยเข้าไปจับกุมตัว พระอลงกต ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายศาลลงวันที่ 22 สิงหาคม 2568 โดยทราบว่าในระหว่างการดำเนินการควบคุมตัว มีการอ่านรายละเอียดข้อหาให้ผู้ถูกกล่าวหาฟังอย่างเป็นทางการ ปรากฏว่า พระอลงกต ถึงกับหน้าซีดเพราะพบว่าคดีนี้เปิดเผยให้เห็นถึงการศักดิ์สิทธิ์ที่อาจเกิดเหตุขัดแย้งในภาครัฐและศาสนจักร

  • ทุจริตยักยอกเงินบริจาคของวัดพระบาทน้ำพุ
  • เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลอื่นโดยวิธีทุจริต
  • ฟอกเงินและสมคบคิดกับกลุ่มที่มีเจตนาร้าย

ตลอดระยะเวลาที่เกิดเหตุการณ์ คาดว่าหน่วยงานความมั่นคงระดับสูงยังคงติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ เพราะการเข้าตรวจสอบรายละเอียดความผิดของ พระอลงกต นั้น ไม่เพียงแต่กระทบต่อสถานการณ์ในระดับท้องถิ่น แต่ยังสร้างกระแสผลกระทบเชิงสังคมและการดูแลทรัพย์สินวัดในวงกว้าง

เป็นอีกหนึ่ง_CASE_ที่สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการบริหารจัดการทรัพยากรภายในพุทธศาสนสถานให้อย่างโปร่งใส เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตรวจสอบในลักษณะสาธารณะ เพื่อป้องกันนายว่าทุจริตเกิดขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ วัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งเคยได้รับความนิยมจากผู้เดินทางจำนวนมากมากราบทดีบารมี ขณะนี้ได้ถูกส่งตัวไปยังสถานที่ปลอดภัย และดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างเข้มข้นแล้ว เพื่อให้ได้คำตอบที่ชัดเจนภายใต้กรอบกฎหมาย

รัฐควรให้ความสำคัญกับกรณีนี้ในฐานะบทพิสูจน์ว่าการเคลื่อนไหวของผู้มีอำนาจทางศาสนาหากขาดการตรวจสอบก็สามารถพัฒนาเป็นจุดก่อกวนความมั่นคงของสังคมได้ในระยะยาว

หากคุณสนใจข่าวล่าสุดเกี่ยวกับคดีนี้ ติดตามกับเราเพื่ออัปเดตข้อมูลอย่างรวดเร็วและแม่นยำแบบเรียลไทม์

ที่มา – เปิดนาทีบุกจับ ‘พระอลงกต’ เจออ่านหมายข้อหาหน้าซีดคุมตัวสอบเข้ม

เปิดข้อหาพระอลงกตก่อนถูกกองปราบบุกรวบตัวได้คาวัด

เมื่อเวลา 02.00 น. วันที่ 26 สิงหาคม พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. สั่งการให้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ปิดล้อมตรวจค้นทั้งสิ้น 17 จุด ในพื้นที่กรุงเทพฯ และจังหวัดลพบุรี เพื่อดำเนินคดีตามหมายจับกับ พระอลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี และนายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือที่รู้จักในนาม หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ ที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องกับคดีทุจริตของวัดพระบาทน้ำพุ

เปิดข้อหาพระอลงกต

ข้อกล่าวหาที่มีต่อ พระอลงกต คือการกระทำความผิดฐานทุจริตยักยอกเงินบริจาคของวัด ซึ่งมีการทำคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157 และข้อหาฟอกเงิน โดยมีรายงานว่าทาง พ.ต.ต.เอกรัฐ จันทร์มณี สว.กก.1 บก.ป. ได้เข้าควบคุมตัว พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือชื่อเดิม นายนายอลงกต พลมุข ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่ จ 81/2568 ลง 22 สิงหาคม 2568

ข้อกล่าวหาต่อพระอลงกตมีลักษณะร้ายแรง โดยถูกกล่าวว่า:

  • ทุจริตยักยอกเงินบริจาคของวัดพระบาทน้ำพุ
  • เบียดบังทรัพย์ของวัดเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
  • เป็นเจ้าพนักงานรับราชการโดยไม่ซื่อสัตย์สุจริต
  • ใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยทุจริต
  • ร่วมกับบุคคลอื่นในการฟอกเงินและสมคบคิด

หนึ่งในประเด็นสำคัญของคดีนี้คือการที่ พระอลงกต ถือตำแหน่งสำคัญในวัดพระบาทน้ำพุ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาและผู้คนมีความเชื่อมั่นสูง แต่กลับถูกกล่าวหาว่าใช้ความน่าเชื่อถือเหล่านี้ไปโดยมิชอบ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวอย่างเด็ดขาด

การดำเนินคดีของตำรวจ

ตำรวจกองปราบปราม นำทีมโดย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว, พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม, พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสิรฐภาพ, พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ และ พ.ต.อ.มนูญ แก้วก่ำ ปิดล้อมและเข้าควบคุมสถานที่เกี่ยวข้องในคดีทั้งใน กทม. และ ลพบุรี พร้อมกับเข้าจับกุมตัวผู้ต้องหาคนสำคัญทั้ง 2 ราย

ด้านนายเสกสันน์ หรือ หมอบี ถูกกล่าวว่าเป็นผู้มีบทบาทในการบริหารสื่อและกิจกรรมต่างๆ ของวัด ซึ่งมีการเสนอข้อมูลจำนวนมามากมายผ่านเพจ “งมงาย สไตล์หมอบี” ที่ได้รับการติดตามอย่างแพร่หลาย รัฐและสังคมต่างเริ่มจับตาดูกรณีนี้อย่างใกล้ชิดตั้งแต่มีประชาชนร้องเรียนว่ามีพฤติกรรมที่ส่อไปในทางไม่เหมาะสมทั้งด้านการเงินและจริยธรรมนิกาย

ปัจจุบันทั้ง 2 ผู้ต้องหาได้ถูกควบคุมตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม คดีนี้ยังมีความคืบหน้าต่อเนื่อง และคาดว่าจะเกิดเผยเบาะแสเพิ่มเติมเกี่ยวกับเงินบริจาคจำนวนมหาศาลที่ไหลผ่านวัดพระบาทน้ำพุในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

เรื่องนี้เป็นบทเรียนสำคัญว่าแม้สถานที่ทางศาสนาจะมีความน่าเคารพในสายตาคนทั่วไป แต่หากมีการใช้ความน่าเชื่อถือไปเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว ก็ต้องได้รับการตรวจสอบและดำเนินคดีอย่างจริงจัง เพื่อความยุติธรรม

ที่มา – เปิดข้อหา “พระอลงกต”ก่อนถูกกองปราบบุกรวบตัวได้คาวัด