ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ไต้ฝุ่น “คาจิกิ” ขึ้นฝั่งเวียดนาม อพยพประชาชนแล้วกว่า 586,000 คน

ไต้ฝุ่น “คาจิกิ” ขึ้นฝั่งเวียดนาม และกลายเป็นภัยธรรมชาติที่สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ล่าสุดมีรายงานว่า ไต้ฝุ่นคาจิกิได้เข้าสู่พื้นที่ตอนกลางของเวียดนามเมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้รัฐบาลต้องดำเนินการอพยพประชาชนจำนวนมากออกจากพื้นที่เสี่ยง

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติเวียดนามรายงานว่า ไต้ฝุ่นคาจิกิเคลื่อนตัวด้วยความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางที่ประมาณ 133 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีทิศทางพัดเข้าหาพื้นที่ทางตอนกลางของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ระหว่างจังหวัดเหงะอานและจังหวัดห่าติ๋ญ ซึ่งส่งผลให้ความเร็วลมโดยทั่วไปอยู่ที่ 10-15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ไต้ฝุ่น “คาจิกิ” ขึ้นฝั่งเวียดนาม อพยพประชาชนแล้วกว่า 586,000 คน

เหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลกระทบอย่างมากต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ โดยรัฐบาลเวียดนามได้ประกาศอพยพประชาชนจำนวนกว่า 586,000 คน ออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยเพื่อป้องกันความเสียหายและการสูญเสียชีวิต ทั้งนี้ยังมีการระงับบริการของสนามบินในจังหวัดทัญฮว้าและกว๋างบิ่ญอย่างไม่มีกำหนด เพื่อความปลอดภัยของเครื่องบินและการเดินทาง

ผลกระทบต่อการบินและการคมนาคม

เนื่องจากไต้ฝุ่น “คาจิกิ” ส่งผลให้เกิดลมพายุที่มีความรุนแรง ส่งผลให้หลายสายการบินภายในประเทศ เช่น เวียดนาม แอร์ไลน์ส และเวียตเจ็ท ยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก 乘客因此受困而暫時無法出行。此外,多地交通運輸也受到嚴重影響,陸路與鐵路運輸部分路段中斷,令救援工作變得更加困難。

อีกทั้งยังมีการรายงานว่า ไต้ฝุ่น “คาจิกิ” เป็นพายุลูกที่ 5 ที่พัดผ่านเวียดนามในปีนี้ หลังจากเคยมีพายุอื่นๆ ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมาก ทั้งในด้านชีวิตมนุษย์และเศรษฐกิจ โดยได้รับรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตและสูญหายแล้วกว่า 100 ราย สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่า 21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 681.52 ล้านบาท)

เป็นที่น่ากังวลว่าหากพายุยังคงเปลี่ยนแปลงหรือเคลื่อนตัวไปยังพื้นที่อื่นๆ อาจส่งผลให้เกิดความเสียหายเพิ่มมากขึ้นอีก ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ และดำเนินมาตรการป้องกันอย่างเร่งด่วน ทั้งในด้านการอพยพ การสื่อสาร และการจัดหาทรัพยากรสำหรับประชาชน

หากคุณอยู่ในพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากไต้ฝุ่นในอนาคต ควรติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด รวมถึงเตรียมความพร้อมในด้านสิ่งของจำเป็นและแผนการอพยพหากจำเป็น

เครดิตภาพ : AFP

ที่มา – ไต้ฝุ่น “คาจิกิ” ขึ้นฝั่งเวียดนาม อพยพประชาชนแล้วกว่า 586,000 คน

‘No Drugs NoDealers’ จับพระฉี่ม่วง 5 ราย ที่วัดดังสุพรรณบุรี

โครงการ ‘No Drugs NoDealers’ ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย ได้บุกตรวจสอบวัดในอำเภอเมืองสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 หลังมีการร้องเรียนจากประชาชนว่ามีพระบางรูปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของชุมชน

‘No Drugs NoDealers’ เร่งตรวจสอบวัดในพื้นที่อำเภอเมือง

นายแผน สุขแสวง นายอำเภอด่านช้าง ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองตรวจสอบวัดใน 2 แห่งภายในอำเภอ โดยวัดแรกตั้งอยู่ในตำบลด่านช้าง หลังพบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมของพระในวัดที่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมในชุมชน

พบพระฉี่ม่วง 5 ราย พาช่างเขียนสีไปบำบัด

ผลการตรวจสอบพบว่า วัดแห่งแรกมีพระสงฆ์จำพรรษาทั้งสิ้น 6 รูป ซึ่งจากการตรวจปัสสาวะ พบว่ามีสารเสพติดในร่างกายถึง 2 รูป และในอีกวัดหนึ่งที่ตำบลวังคัน พบพระสงฆ์ 7 รูป ที่มีสารเสพติดถึง 3 ราย นอกจากนี้ยังมีช่างเขียนสีที่พักอาศัยอยู่ในวัด ซึ่งตรวจพบสารเสพติดเช่นกัน

ทั้ง 5 รายที่พบว่าเสพยา ได้ยอมรับความผิดและมีความร่วมมือในการรักษา จึงได้รับการพาลาสิกขา และส่งตัวเข้าสู่ระบบ CBTX (Community Based Treatment with Xanax) เพื่อรับการบำบัดภายใต้การดูแลของโรงพยาบาลด่านช้างอย่างใกล้ชิด

  • พระที่พบสารเสพติดในร่างกาย = 5 ราย
  • ช่างเขียนสีมีพฤติกรรมผิดปกติ = 1 ราย
  • ทั้งหมดได้เข้ารับการบำบัดเรียบร้อย

แนวทางป้องกันและกำจัดยาเสพติดแบบมีส่วนร่วม

หนึ่งในเป้าหมายหลักของแคมเปญ ‘No Drugs NoDealers’ คือการส่งเสริมให้เกิดชุมชนปลอดยาเสพติด ด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน ทั้งในด้านการเฝ้าระวัง การรายงาน และการสนับสนุนคนเสพในการเข้ารับการรักษา

นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอเกี่ยวกับการให้ความรู้แก่พระภิกษุสงฆ์เกี่ยวกับโทษของการเสพยาเสพติด เพื่อให้เป็นแบบอย่างที่ดีต่อผู้มีจิตศรัทธาและสังคมโดยรวม

เพื่อเสริมสร้างสังคมที่มีสุขภาพดีและปลอดภัยจากรถพิษ พลเมืองควรร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ เช่น การแจ้งเบาะแสผ่านศูนย์ดำรงธรรม หรือทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐในการติดตามกลุ่มเสี่ยง

โครงการนี้ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สังคมไทยไร้ยาเสพติด และสร้างสรรค์พื้นที่บริสุทธิ์เหมาะสำหรับการใช้ชีวิตอย่างตั้งใจ

ที่มา – ‘No Drugs NoDealers’ บุก2วัดดังสุพรรณบุรี จับสึก 5 พระฉี่ม่วงส่งบำบัด

แม่ทัพภาค2 ลั่น ชายแดนไทย-กัมพูชา ปะทะรอบ2 หรือไม่ขึ้นอยู่ ‘ผู้นำเขมร’

เมื่อเร็วๆ นี้ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับนิสิตและบุคลากรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในหัวข้อ “เรื่องจริงจากชายแดน” เปิดเผยภาพความเป็นจริงและแผนการป้องประเทศในภาวะความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชา

แม่ทัพภาค2 ลั่น ชายแดนไทย-กัมพูชา ปะทะรอบ2 หรือไม่ขึ้นอยู่ ‘ผู้นำเขมร’

แม่ทัพภาคที่ 2 เผยว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นรอบก่อน เป็นผลจากการที่ไทยยืนยันขอบเขตในบริเวณปราสาทตาเมือนธม ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ทำให้เกิดความขัดแย้งกับกองทัพกัมพูชา ส่งผลให้มีความปะทะทางทหารเกิดขึ้นเป็นเวลา 5 วัน

“การที่เราปิดปราสาทตาเมือนธม เป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ แม้จะต้องแลกด้วยเลือดเนื้อของทหารไทยที่เสียสละ และประชาชนในบริเวณดังกล่าวที่ต้องประสบความเดือดร้อน แต่สิ่งที่ได้มา ก็คือดินแดนหลายตารางกิโลเมตรที่เราเรียกร้อง” พล.ท.บุญสิน กล่าว

เตรียมรับมือตามสถานการณ์

ท่านเน้นย้ำว่า การตัดสินใจครั้งนั้น ไม่ใช่จากอารมณ์ แต่ผ่านการวางแผนละเอียด มีการประเมินสถานการณ์ทุกมิติ และพร้อมปฏิบัติตามภารกิจของรัฐในเวลาใดก็ตาม เพื่อปกป้องดินแดนและประชาชน

“ทุกอย่างอยู่ในนโยบายของรัฐบาล ถ้าการเจรจาไปแล้วเสียเปรียบชาติ หรือเสียดินแดน เราก็ต้องยืนยัน ไม่ยอมรับ แต่ถ้าเขาไม่สร้างความขัดแย้ง ไทยก็พร้อมคุยกันแบบสงบได้” ท่านกล่าวอย่างหนักแน่น

  • แม่ทัพภาค2 เผย สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ขึ้นอยู่กับท่าทีของฝ่ายกัมพูชา
  • เตรียมพร้อมตอบโต้หากมีความก้าวร้าวหรือการกระตุ้นเข้ามา
  • ยืนยันว่าทหารไทยพร้อมปฏิบัติภารกิจเพื่อชาติ ในทุกสถานการณ์

ท่านให้ข้อมูลว่า แม้ตอนนี้จะใกล้ถึงวันเกษียณ แต่ยังคงมีความพร้อมในการดูแลและป้องกันชายแดนอย่างเต็มที่ หากมีสถานการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น ทหารไทยก็สามารถลงพื้นที่และปฏิบัติการได้ทันที

จากคำถามเรื่องโอกาสที่จะเกิดความปะทะครั้งที่สองในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ แม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ “ผู้นำของกัมพูชา” หากเขามีแนวโน้มก้าวร้าว หรือสร้างความเคลื่อนไหวที่จะเข้ามายั่วยุ ประเทศไทยก็มีสิทธิ์ที่จะตอบโต้ด้วยความจำเป็นเช่นกัน

“เราจะทำในสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อความมั่นคงของแผ่นดิน ถ้าเขาไม่เป็นฝ่ายก่อความไม่สงบ ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น” ท่านสรุป

ที่มา – ‘แม่ทัพภาค2‘ลั่นชายแดนไทย-กัมพูชาปะทะรอบ2 หรือไม่ขึ้นอยู่ ‘ผู้นำเขมร’

กกต.รอผลประชุม RBC 27 ส.ค.ก่อนเคาะเลือกตั้งศรีสะเกษ

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้รายงานความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดเลือกตั้ง ส.ส. เขต 5 จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่อำเภอขุนหาญและอำเภอภูสิงห์ โดยการกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ยังอยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์และความพร้อมในพื้นที่

กกต.รอผลประชุม RBC 27 ส.ค.ก่อนเคาะเลือกตั้งศรีสะเกษ

ในการประชุมเมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา มีการประชุมร่วมกันระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานความมั่นคง และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดศรีสะเกษ ณ ศาลากลางจังหวัด ซึ่งที่ประชุมเห็นพ้องกันว่าทุกภาคส่วนพร้อมให้การสนับสนุนสำหรับการจัดการเลือกตั้ง และพื้นที่เขตเลือกตั้งไม่ได้รับความเสียหาย ประชาชนกลับสู่ภูมิลำเนาแล้ว และสามารถหาเสียงได้ตามปกติ

สถานการณ์ในพื้นที่ยังคงต้องเฝ้าระวัง

อย่างไรก็ตาม จังหวัดศรีสะเกษยังไม่สามารถประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวพ้นจากสถานะพื้นที่ประสบภัยจากบุคคลภายนอกประเทศได้ เนื่องจากกระบวนการฟื้นฟูและเยียวยายังไม่แล้วเสร็จ แม้สถานการณ์โดยรวมจะเริ่มคลี่คลาย แต่แนวชายแดนไทย-กัมพูชารวมถึงจังหวัดอุบลราชธานีถึงสระแก้วยังคงมีความอ่อนไหวและมีปัจจัยยั่วยุที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ทางคณะกรรมการจึงได้มอบหมายให้นายเอกฤกษ์ พร้อมชัยอนันต์ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดศรีสะเกษประสานงานกับ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อติดตามข้อมูลจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (RBC) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 27 สิงหาคม 68 ณ ด่านช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะมากมาย

ผลจากการประชุมดังกล่าวจะถูกนำมาประกอบการพิจารณากำหนดวันออกเสียงเลือกตั้งใหม่ ให้เป็นไปอย่างปลอดภัย มีเสถียรภาพ และเป็นไปตามหลักสุจริตและเที่ยงธรรม

ความพร้อมทั้งด้านความมั่นคงและการเมืองในพื้นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดวันการเลือกตั้งที่ปลอดภัย ซึ่งกกต.รอผลประชุม RBC 27 ส.ค. เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจขั้นสุดท้าย ทั้งนี้เพื่อให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ใช้สิทธิ์เสียงอย่างมีประสิทธิภาพและตามกระบวนการประชาธิปไตย

การเลือกตั้งเป็นกระบวนการหลักของประชาธิปไตยที่ต้องคำนึงถึงความพร้อมและสภาพแวดล้อมทางการเมือง ดังนั้นการประกันความปลอดภัยและการจัดการที่โปร่งใสจึงเป็นเป้าหมายหลักในการจัดเลือกตั้งครั้งนี้

ทั้งนี้ ประชาชนในพื้นที่และพรรคการเมืองควรเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือและรองรับการเลือกตั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้น ภายหลังคณะกรรมการมีมติหลังผลประชุม RBC

สรุป: การเลือกตั้งใหม่จะถูกกำหนดอย่างรอบคอบเพื่อความเรียบร้อยและปลอดภัยของประชาชน ซึ่งการกกต.รอผลประชุม RBC 27 ส.ค.จะเป็นข้อมูลสำคัญในการตัดสินใจเพื่อเปิดฉากการเลือกตั้งที่โปร่งใสและยุติธรรมในจังหวัดศรีสะเกษ

ที่มา – กกต.รอผลประชุม RBC 27 ส.ค.ก่อนเคาะเลือกตั้งศรีสะเกษ

1 ต.ค. อาจไม่ได้ใช้มาตรการรถไฟฟ้า 20 บาท รอการผ่านกฎหมาย

ตามรายงานล่าสุด นางมนพร เจริญศรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า รัฐบาลได้มีความตั้งใจอย่างเต็มที่ในการนำ รถไฟฟ้า 20 บาท มาใช้ให้ทั่วทุกสาย ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ตามที่ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม ข่าวล่าสุดระบุว่า การดำเนินการนี้อาจล่าช้า หลังจากกระบวนการพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้อง 3 ฉบับ ยังไม่สามารถผ่านการอนุมัติได้โดยตรง

1 ต.ค. อาจไม่ได้ใช้มาตรการรถไฟฟ้า 20 บาท รอการผ่านกฎหมาย

กฎหมายที่รอการพิจารณา ได้แก่ พระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย, พระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม และ พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง ซึ่งหากยังไม่ได้รับการอนุมัติอย่างสมบูรณ์ จะส่งผลต่อการเริ่มใช้ รถไฟฟ้า 20 บาท อย่างเป็นทางการ การล่าช้าในขั้นตอนนี้อาจทำให้ต้องเลื่อนวันที่เริ่มใช้มาตรการออกไปอีกประมาณ 1 เดือน

ปรับแผนสายสีแดงและม่วง

ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 ได้มีมติเห็นพ้องว่า ให้มาตรการ รถไฟฟ้า 20 บาท ที่สายสีแดงและสีม่วง ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่พฤศจิกายน 2566 สิ้นสุดลงในวันที่ 30 กันยายน 2568 เพื่อให้สามารถเริ่มโครงการใหม่ร่วมกับระบบรถไฟฟ้าทุกสายในช่วงระยะเวลา 1 ตุลาคม 2568 ถึง 30 กันยายน 2569 อย่างไรก็ตาม การล่าช้านี้อาจส่งผลให้ไม่สามารถดำเนินการตามกำหนดการได้ตามแผน

นอกจากนี้ เมื่อเร็วๆ นี้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี兼รัฐมนตรีคมนาคม ได้รับรายงานจากคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการใช้งบประมาณกลางเพื่อชดเชยผู้ประกอบการ แต่ได้มีมติระบุว่า ขณะนี้ยังไม่เหมาะสมที่จะใช้ งบกลาง มาชดเชย ด้วยเหตุที่สถานการณ์ยังไม่เร่งด่วนมากนัก

รอขั้นตอนพิจารณากฎหมายเสร็จสิ้น

กระทรวงคมนาคมจึงได้เร่งดำเนินการและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้ร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับผ่านสภาผู้แทนราษฎร หลังจากนั้นจะต้องเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาของวุฒิสภา ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 เดือน และหากผ่านแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนออกกฎหมายจริง ซึ่งยังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง หากเทียบกับกรอบเวลาที่รัฐบาลต้องเริ่มมาตรการ รถไฟฟ้า 20 บาท วันที่ 1 ตุลาคม 2568 อย่างแน่นอน ขณะนี้มีลุ้นว่าจะต้องยกเลิกหรือเลื่อนออกไปอีก

ในขณะนี้กระทรวงคมนาคมยังคงประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมแผน B กรณีที่ไม่สามารถเริ่มใช้มาตรการได้ตามกำหนด การติดตามข่าวสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนที่ต้องเดินทางโดยรถไฟฟ้าทุกวัน เพื่อให้สามารถวางแผนเดินทางได้อย่างเหมาะสม

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเดินทาง การคมนาคม และสิทธิประโยชน์จากภาครัฐอย่างใกล้ชิด คลิกที่ลิงก์ด้านล่างนี้

ที่มา – 1 ต.ค. มีแววไม่ได้ใช้ “รถไฟฟ้า 20 บาท” รอกฎหมายคลอดอีกนาน “งบกลาง” ชดเชยไม่ได้

สุกี้ตี๋น้อยเริ่มแผ่อาณาจักรใหญ่ เปิดตัวแบรนด์ใหม่พรุ่งนี้!!

ในวงการอาหารสไตล์สุกี้และชาบูที่มีมูลค่าตลาดสูงถึง 2.3 หมื่นล้านบาทนั้น การแข่งขันในปีนี้ถือว่าเข้มข้นมาก “สุกี้ตี๋น้อย” หนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงจากกลุ่มลูกค้าของสายกินสุกี้และชาบู กำลังขยับขยายอาณาจักรอย่างต่อเนื่อง และพรุ่งนี้ (26 ส.ค. 2568) จะมีการเปิดตัวแบรนด์ใหม่อย่างเป็นทางการ

สุกี้ตี๋น้อยเริ่มแผ่อาณาจักรใหญ่

ย้อนกลับไป “สุกี้ตี๋น้อย” เริ่มต้นก่อตั้งเมื่อปี 2561 โดยมีจุดขายเด่นที่ราคาคุ้มค่าเพียง 199 บาทต่อหัว พร้อมเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 12.00 น. ถึง 05.00 น. ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองที่มีชีวิตยุ่งเหยิง และทำให้แบรนด์นี้โดดเด่นจนสร้างฐานลูกค้าที่มั่นคงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ภายใต้การบริหารของบริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด และการนำทัพของ “เฟิร์น – นัทธมน พิศาลกิจวนิช” ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารหลักของสุกี้ตี๋น้อย แบรนด์นี้สามารถเติบโตได้ถึงแม้จะเผชิญวิกฤตโควิด-19 โดยสิ้นปี 2567 มีสาขาเพิ่มขึ้นถึง 78 สาขา มียอดรายได้รวม 7,075 ล้านบาท และทำกำไรสุทธิ 1,168 ล้านบาท

แผนการขยายธุรกิจที่ยั่งยืน

ในช่วงปีแรกของปี 2568 “สุกี้ตี๋น้อย” เปิดสาขาเพิ่มขึ้นอีก 11 สาขา และมีแผนเปิดอีก 10 สาขาในครึ่งปีหลัง สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์การเติบโตที่มีความมั่นคงและแม่นยำไม่แพ้การวางตำแหน่งตลาด

นอกจากนี้ “ตี๋น้อย” ยังขยายอาณาจักรอาหารสู่แบรนด์อื่นๆ ที่ได้รับความนิยม เช่น ตี๋น้อยบาร์บีคิว และ ร้านข้าวแกงตี๋น้อยปันสุข ที่มุ่งเน้นการเสิร์ฟอาหารอร่อย-ราคาไม่แรง ให้เข้าถึงคนทั่วไปได้มากขึ้น

อีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่น่าจับตามองในพรุ่งนี้คือ การเปิดตัวแบรนด์ใหม่ล่าสุดของตี๋น้อย โดยจัดงานเปิดที่ร้าน “Ho Kitchen” ซึ่งเป็นภัตตาคารอาหารจีนสไตล์ฮ่องกง ซึ่งถือเป็นการขยายแนวคิดในด้านอาหารรูปแบบใหม่ที่ตี๋น้อยเลือกนำไปทดลอง เพื่ออนาคตของกลุ่มธุรกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

รูปแบบใหม่ของแบรนด์ที่จะเปิดตัวนั้น เผยเบาบางเพียงว่ามีเอกลักษณ์ของตี๋น้อยอยู่ในนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประสบการณ์ของลูกค้า คุณภาพวัตถุดิบ ราคาที่เข้าถึงง่าย และความเด็ดของรสชาติ ที่ผ่านมามานึกถึงสุกี้ตี๋น้อยก็ไม่มีใครบ่น แล้วถ้าเพิ่มความอร่อยแบบจีนๆ ลงไปด้วยล่ะ?

วันนี้ “สุกี้ตี๋น้อย” ไม่เพียงเป็นแบรนด์อาหารที่ประสบความสำเร็จ แต่ยังเป็นตัวอย่างหนึ่งของธุรกิจร้านอาหารที่ปรับตัว และเติบโตได้ในทุกสถานการณ์ เส้นทางการเติบโตของตี๋น้อยทั้งในรูปแบบแบรนด์หลักและร้านร่วมธุรกิจนั้น ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า แบรนด์ตี๋น้อยยังคงเดินหน้าสร้างอาณาจักรอาหารที่ใหญ่ยิ่งขึ้น และรอไม่นาน ยังมีอะไรใหม่ๆ ให้เราได้ตื่นเต้นอีกแน่นอน

พรุ่งนี้ก็อย่าลืมจับตาดู “สุกี้ตี๋น้อยเริ่มแผ่อาณาจักรใหญ่ เปิดตัวแบรนด์ใหม่” ให้ร้อนแรงอย่างแน่นอน

ที่มา – ‘สุกี้ตี๋น้อย’เริ่มแผ่อาณาจักรใหญ่ เปิดตัวแบรนด์ใหม่พรุ่งนี้!!

ส่งออกโตทิ้งทวนหนีภาษีทรัมป์ ก.ค.68 โต 11%

ประเทศไทยประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจที่น่าทึ่งในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568 เมื่อมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น 11% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นการเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 โดย ส่งออกโตทิ้งทวนหนีภาษีทรัมป์ ซึ่งเกิดจากความตื่นตัวของนักลงทุนที่ต้องการปิดดีลก่อนวันหมดเขตมาตรการยกเว้นภาษีของสหรัฐฯ

ส่งออกโตทิ้งทวนหนีภาษีทรัมป์

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า การส่งออกในเดือนกรกฎาคมมีมูลค่าถึง 28,580.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 928,342 ล้านบาท กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่องถึงแม้ว่าเวลาจะใกล้หมดเขตกฎหมายฟุตบาทที่สหรัฐฯ จะควบคุมสินค้านำเข้าจากไทย ทำให้นักลงทุนทั่วโลกเร่งช้อปเพื่อป้องกันผลกระทบจากการถูกเก็บภาษีสูง

นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังให้ความมั่นใจแก่นักลงทุนว่าจะสามารถเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ได้อย่างลุล่วง และพร้อมมีมาตรการช่วยเหลือหากเกิดปัญหาด้านภาษีในอนาคต เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจส่งออกกลับมาอีกครั้ง

ดุลการค้าในเดือนกรกฎาคมคงที่เกินดุล 3 เดือนซ้อน

ผลที่ตามมาคือดุลการค้าไทยเกินดุลต่อเนื่องเป็นเดือนที่สาม โดยมียอดเกินดุลในเดือนกรกฎาคมที่ 322.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ยอดส่งออกโดยรวมใน 7 เดือนแรกของปี 2568 เติบโต 14.4% แม้จะไม่รวมสินค้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย

  • ส่งออกเดือน ก.ค. = 28,580.7 ล้านดอลลาร์ (+11%)
  • นำเข้า = 28,258.6 ล้านดอลลาร์ (+5.1%)
  • เกินดุล = 322.1 ล้านดอลลาร์

สำหรับกลุ่มสินค้าที่เติบโตมากที่สุด ได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะส่งออกโตทิ้งทวนหนีภาษีทรัมป์ มีสินค้าสำคัญหลายรายการที่ยังขยายตัวแม้ตลาดแข่งขันสูง เช่น ผลไม้สด, ไก่แช่แข็ง และหม้อแปลงไฟฟ้า

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมบางประเภทก็ยังเผชิญความท้าทาย เช่น ยางพาราที่เหยียบเบรกหดตัว 19.9% และสินค้าแปรรูปจากไม้ที่ยังหดตัวต่อเนื่อง

เหตุผลสำคัญของการขยายตัวในครั้งนี้เกิดจากการตั้งตารอสินค้าสหรัฐฯ ก่อนจุดเริ่มต้นของมาตรการภาษีใหม่ รวมถึงความมั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจของไทยที่สามารถดึงดูดนักลงทุนจากภูมิภาคได้ นี่คือเครื่องการันตีขีดความสามารถที่บ้านเราสามารถปรับตัวต่อสถานการณ์โลกได้ดี

หากคุณเป็นธุรกิจส่งออก หรือกำลังมองหาโอกาสลงทุนในกลุ่มสินค้าเกษตรหรืออุตสาหกรรม การเติบโตอย่าง ส่งออกโตทิ้งทวนหนีภาษีทรัมป์ ในช่วงนี้ อาจเป็นเครื่องชี้ว่าตลาดไทยสามารถเป็นจุดเปลี่ยนทางเศรษฐกิจได้อีกครั้ง

ที่มา – ส่งออก โตทิ้งทวนหนีภาษีทรัมป์ ก.ค. 68 โต 11% โต 13 เดือน ดุลการค้าบวกต่อ

วธ.จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ‘โพชฌังคปริตร’ ถวาย ‘สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ร่วมกับกรมการศาสนา และสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ได้จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ‘โพชฌังคปริตร’ ถวาย ‘สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ณ อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ โดยมีสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ร่วมกับนายประสพ เรียงเงิน ปลัดวธ. ในฐานะประธานฝ่ายฆราวาส

วธ.จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ‘โพชฌังคปริตร’ ถวาย ‘สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

พิธีในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อถวายพระกุศล และแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะต่อสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา ผู้ทรงพระคุณอันยิ่งใหญ่แก่ปวงชนชาวไทย ตั้งแต่พระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จนถึงการเสด็จสำเภาท่องเที่ยวเพื่อเป็นกำลังใจแก่ประชาชนทั่วประเทศในช่วงสถานการณ์พิเศษ

หลักธรรมของพระพุทธมนต์บทโพชฌังคปริตร

นายประสพ เรียงเงิน กล่าวต่อว่า การเจริญพระพุทธมนต์ ‘โพชฌังคปริตร’ มีที่มาตามหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเชื่อกันว่ามีอานุภาพในการทำให้ผู้ป่วยทรงหายจากโรคภัยไข้เจ็บได้ เป็นหลักธรรมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “ปัญญา” ที่สามารถบำบัดจิตใจ และส่งผลให้กายมีสุขภาพแข็งแรง

อีกทั้งพระไตรปิฎกบันทึกไว้ว่า เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมเรื่องโพชฌงค์แก่พระอรหันต์ทั้งสองท่าน คือ พระมหากัสสปะและพระโมคคัลลานะ ท่านทั้งสองได้ทรงหายจากอาการป่วย และเมื่อพระองค์ทรงประชวร พระจุนทเถระก็ได้แสดงธรรมดังกล่าวเพื่อถวาย ซึ่งช่วยให้พระอาการทุเลาลง

ดังนั้น สำหรับพุทธศาสนิกชนทั่วไป การหมั่นเจริญพระพุทธมนต์บทนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อกลบันดาลสิ่งอื่น แต่เป็นการปลูกฝัง “ปัญญา” ซึ่งหมายถึงการฝึกจิตใจให้ใสสะอาด มีสติ มีสัมปชัญญะ จิตใจที่เข้มแข็งนี้ จะเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพกายและใจของมนุษย์ได้อย่างมั่นคง

  • จิตใจเข้มแข็ง = ส่งผลดีต่อร่างกาย
  • ปัญญาตรงกับธรรม = ช่วยรมณีย์จิต
  • การเจริญพระพุทธมนต์ = การปฏิบัติตามหลักธรรมที่มีประโยชน์

พิธีดังกล่าวเป็นกิจกรรมสร้างจิตสำนึกแห่งความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ที่สำคัญคือเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ทำจิตใจให้สุกใสผ่านการร่วมปฏิบัติธรรมร่วมกัน โดยเฉพาะในช่วงที่ทุกคนยังคงต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพทั้งกายและใจจากสถานการณ์ต่าง ๆ ให้มีความสงบและมีสุขภาวะที่ดีขึ้น

หากคุณต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกุศลงานอันศักดิ์สิทธิ์นี้ สามารถฝึกทำจิตใจให้สงบ หมั่นสวดมนต์ หรือเจริญพระพุทธมนต์บท ‘โพชฌังคปริตร’ เพื่อตั้งมโนธรรมไว้ในใจอย่างถาวร

ที่มา – วธ.จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ‘โพชฌังคปริตร’ ถวาย ‘สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

‘ธีรรัตน์’ สั่งการรับมือพายุไต้ฝุ่นคาจิกิ ดูแลความปลอดภัยประชาชน

เมื่อเวลา 15.25 น. วันที่ 25 ส.ค. ที่ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานในการประชุมกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดจากอิทธิพลของ พายุไต้ฝุ่นคาจิกิ ณ อาคาร 3 ชั้น 5 ห้องกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ

‘ธีรรัตน์’ สั่งการรับมือพายุไต้ฝุ่นคาจิกิ

จากข้อมูลการติดตามสถานการณ์พบว่า พายุไต้ฝุ่นคาจิกิ ปัจจุบันมีรัศมีการเคลื่อนตัวเข้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ หนองคาย นครพนม สกลนคร และมุกดาหาร ซึ่งมีฝนตกหนักตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ผ่านมา

น.ส.ธีรรัตน์ กล่าวถึงแนวทางการดำเนินการของรัฐบาลว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 58 จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ ได้เตรียมความพร้อมทั้งในด้านอุปกรณ์ เครื่องจักร และการสื่อสารข้อมูลอย่างเป็นทางการให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะเยาวชน ผู้สูงอายุ และกลุ่มเสี่ยง พร้อมทั้งวางแผนอพยพผู้อยู่ในพื้นที่เสี่ยงไปยังที่ปลอดภัยไว้แล้ว

การประสานงานแบบบูรณาการ

เพื่อให้การรับมือกับ พายุไต้ฝุ่นคาจิกิ มีประสิทธิภาพสูงสุด น.ส.ธีรรัตน์ ได้เน้นย้ำถึงการประสานงานที่เป็นระบบ ทั้งกับกรมชลประทาน เพื่อดำเนินการพร่องน้ำในเขื่อนก่อนการไหลลงของน้ำ รวมถึงการซักซ้อมแผนฉุกเฉินภายใต้การดูแลของคณะกรรมการบริหารการจัดการความรู้และเทคโนโลยีในการบรรเทาสาธารณภัย

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการอย่างเร่งด่วนให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการเตรียมตัวและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง

ประชาชนควรเตรียมพร้อมรับมือ

ด้านนายสมควร ต้นจาน ผู้อำนวยการกองพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา ได้รายงานว่า ศูนย์กลางของพายุไต้ฝุ่นคาจิกิ ห่างจากเมืองวิญ ประเทศเวียดนาม และมีแนวโน้มเข้าสู่ชายฝั่งในช่วงเวลา 16.00 น. ของวันนี้ พร้อมความเร็วในการเคลื่อนที่ประมาณ 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

คาดว่าในวันที่ 26 ส.ค. พายุไต้ฝุ่นคาจิกิ จะเคลื่อนตัวมายังภาคเหนือตอนบน ซึ่งรวมถึงจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย น่าน พะเยา แม่ฮ่องสอน และลำปาง โดยปริมาณฝนจะเพิ่มมากขึ้นตามเส้นทางของพายุ ก่อนจะเริ่มคลี่คลายในวันที่ 27 ส.ค.

เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว ประชาชนควรติดตามข่าวสารอย่างเป็นทางการอย่างใกล้ชิด ป้องกันการแพร่กระจายของข่าวปลอม และเตรียมพร้อมรับมือตามมาตรการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

หากคุณคือคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง การเตรียมแผนฉุกเฉินและการติดตามข่าวอย่างต่อเนื่องคือสิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรก

ที่มา – ‘ธีรรัตน์’ ประชุมติดตามพร้อมรับมือสถานการณ์พายุไต้ฝุ่นคาจิกิ สั่งการผู้ว่าฯ 58 จังหวัด ดูแลความปลอดภัยประชาชน

มัมหมีมุงด่วน… Butterbear x True ส่งความน่ารักล้นจอ!

ถึงเวลาสำหรับแฟนคลับของน้องเนยเตรียมละลายกับแคมเปญสุดพิเศษจากทรู คอร์ปอเรชั่นที่จับมือกับ Butterbear x True อย่างเป็นทางการ แคมเปญนี้ไม่ธรรมดาเพราะนำเสนอบรรยากาศหวานมุ้งมิ้งที่ตัดเย็บด้วยดีไซน์จากน้องเนยอย่างลงตัว รวบรวมไอเท็มลิมิเต็ดที่ใครๆ ก็อยากได้ไม่ว่าจะเป็น หมวกบักเก็ต “So Sweet”, ผ้าห่ม “กอดอุ่นผึ้งเนย”, หมอน “Sundae Sweetheart”, กระเป๋า Tote Bag ลายเฉพาะ และเสื้อยืด Oversize ที่ออกแบบมาเพื่อคอลเลกชันนี้โดยเฉพาะ

มัมหมีมุงด่วน… Butterbear x True ส่งความน่ารักล้นจอ!

ข่าวดีสำหรับลูกค้าทรูทั้งหลาย เพราะแค่ทำรายการผ่าน True App หรือ True Store ตามเงื่อนไขที่กำหนด ก็จะได้รับของพรีเมียมสุดคิวท์จาก Butterbear x True กันไปเลย โดยมีรายละเอียดดังนี้

สำหรับลูกค้าปัจจุบัน ทั้งแบบเติมเงินและรายเดือน

เพียงสมัครแพ็กเสริมผ่าน True App ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2568

  • สมัครแพ็กเน็ตเต็มสปีด 100GB 30 วัน ราคา 699 บาท รับ หมวกบักเก็ต So Sweet
  • แพ็กเน็ต 10GB 30 วัน ราคา 799 บาท (ใช้ได้นาน 6 รอบบิล) รับ ผ้าห่ม กอดอุ่นผึ้งเนย
  • แพ็กเน็ต 15GB 30 วัน ราคา 1,499 บาท (ใช้ได้นาน 12 รอบบิล) รับ กระเป๋า Tote Bag ลายเนย

สำหรับลูกค้าเปิดเบอร์ใหม่ ผ่าน True Store

  • แพ็กเกจ 699 บาท/เดือน รับ หมอน Sundae Sweetheart
  • แพ็กเกจ 899 บาท/เดือน รับ แก้วน้ำนางฟ้าเนย
  • แพ็กเกจ 1,199 บาท/เดือน รับ เสื้อยืด Oversize Sundae Sweetheart

สำหรับลูกค้าซื้อเครื่องเปล่า ผ่าน True Store

  • ราคา 5,000 บาทขึ้นไป รับ แก้วน้ำนางฟ้าเนย
  • ราคา 15,000 บาทขึ้นไป รับ แก้วน้ำนางฟ้าเนย + หมวกบักเก็ต So Sweet + เสื้อยืด Oversize Back to School

สำหรับลูกค้าซื้อเครื่องพร้อมแพ็กเกจรายเดือน ผ่าน True Store

  • ราคา 5,000 บาทขึ้นไป รับ เสื้อยืด Oversize Magician Noey
  • ราคา 15,000 บาทขึ้นไป รับ เสื้อยืด Oversize Magician Noey + กระเป๋า Tote Bag Summer So Beautiful

ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าใหม่หรือเก่า ช้อปออนไลน์ผ่าน True App และ True Store ก็สามารถเข้าร่วมกิจกรรมนี้ได้ทั้งหมด อย่ารอช้า ของมีจำนวนจำกัดและเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะออนไลน์เท่านั้น! คลิกเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมและเริ่มเก็บไอเท็มสุดคิวท์ไปเลย

หากคุณพลาดโอกาสครั้งนี้ อาจไม่ได้เจอกับไอเท็ม Butterbear x True อีกในเร็วๆ นี้ ฉะนั้น รีบคว้าความน่ารักไว้ก่อนใคร เริ่มทำรายการได้วันนี้ผ่านแอปฯ และเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของทรูเทเลคอม

ที่มา – มัมหมีมุงด่วน… Butterbear x True ส่งความน่ารักล้นจอ!เสิร์ฟไอเท็มสุดคิวท์ ลิมิเต็ดเกินใคร