ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

สตาร์ทอัพเกาหลีผนึก ททท.ยกระดับท่องเที่ยวไทย

ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ล่าสุดมีความร่วมมือระหว่าง สตาร์ทอัพจากเกาหลีใต้ และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อยกระดับประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวผ่านเทคโนโลยีล้ำสมัย การเปิดตัวโซลูชันท่องเที่ยวจากประเทศเกาหลีใต้ในครั้งนี้เกิดขึ้นในงาน “KTSC Demo Day 2025” ภายใต้มหกรรม Techsauce Global Summit 2025 โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเชื่อมต่อพันธมิตรในไทย เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์กลุ่มนักเดินทางใหม่ ๆ โดยเฉพาะในกลุ่ม K-Beauty, Wellness และ นักเดินทางอิสระ

สตาร์ทอัพเกาหลีผนึก ททท.ยกระดับท่องเที่ยวไทย

โครงการในครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยมี สตาร์ทอัพจากเกาหลีใต้ มากกว่า 10 รายเข้าร่วม โดยนำเสนอโซลูชันที่ทันสมัย เช่น การจองอัตโนมัติ, แพลตฟอร์ม eSIM, เทคโนโลยีสุขภาพและความงาม, การแปลภาษาเรียลไทม์ และระบบท่องเที่ยวสำหรับนักเดินทางอิสระ มีบริษัทที่โดดเด่นเช่น DOWHAT, ND Soft, Crosshub และ Nanugi World

ร่วมกันสร้างอนาคตแห่งการท่องเที่ยวสมัยใหม่

เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่เพียงแค่ปรับปรุงความสะดวก แต่ยังเปิดโอกาสใหม่ในการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับการเรียนรู้ การศึกษาต่างประเทศ และความต้องการเฉพาะของนักเดินทางสมัยใหม่ ทั้งนี้มีการเจรจาความร่วมมือเบื้องต้นไปแล้วกว่า 7 ราย อีกทั้งยังมีบริษัทหลายรายที่กำลังอยู่ระหว่างการทดสอบความเป็นไปได้ (Proof of Concept) ในตลาดไทย

จากข้อมูลขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (KTO) ระบุว่า คนไทยที่เดินทางไปเกาหลีในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2025 เพิ่มขึ้นกว่า 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้ไทยกลายเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของเกาหลี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม นักเดินทางอิสระ ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของการเดินทางมากกว่าการท่องเที่ยวเชิงกลุ่ม

นายยัง คยองซู รองประธานบริหาร สายงานอุตสาหกรรมท่องเที่ยว KTO ระบุว่า “ไทยไม่ใช่แค่ตลาด แต่คือพาร์ตเนอร์ที่พร้อมเติบโตไปด้วยกัน หากเราเชื่อมความแข็งแกร่งด้านบริการของไทย กับความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมของเกาหลี เราก็จะสามารถก้าวไปเป็นผู้นำในยุคการท่องเที่ยวใหม่ได้อย่างแน่นอน”

ความร่วมมือที่สร้างโอกาส

ในการสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือที่ยั่งยืน องค์การ KTO และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ลงนามความร่วมมือ (MOU) เพื่อพัฒนาเครือข่ายนวัตกรรมด้านการท่องเที่ยว ซึ่งรวมถึงกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การแข่งขัน Travel Tech Startup และการใช้ระบบ PoC Sandbox สำหรับการทดลองในตลาดจริง

  • ส่งเสริมการเชื่อมต่อสตาร์ทอัพกับธุรกิจไทย
  • พัฒนาแพลตฟอร์มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว
  • เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสบริการใหม่ ๆ ก่อนลงตลาดจริง

“MOU ฉบับนี้เป็นจุดเริ่มต้นของระบบนิเวศความร่วมมือที่ต่อเนื่องระหว่างสองประเทศ ไม่ใช่แค่ในแง่เทคโนโลยี แต่รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้ และการส่งเสริมนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริงในบริบทของไทย” นายนชูวิทย์ ศิริเวชกุล ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก ททท. กล่าว

KTSC ซึ่งเปิดตัวเมื่อปี 2024 ในตอนแรกเป็นแพลตฟอร์ม soft-landing ปัจจุบันได้พัฒนาเป็นศูนย์กลางสำหรับสตาร์ทอัพเกาหลีที่ต้องการเจาะตลาดไทย โดยมีบริษัทที่ลงทะเบียนในไทยแล้ว เช่น Lala Station และ Star Secret Korea ส่วน Healing Paper (GangnamUnni) มีผู้ใช้งานชาวไทยกว่า 2,000 รายต่อเดือน และเตรียมเปิดไลน์ K-Beauty กว่า 300 รายการ

นอกจากนี้ ก็มีความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่เป็นรูปธรรม เช่น GroundK ที่ร่วมมือกับ The Trago แพลตฟอร์มจองตั๋วเรือชั้นนำของไทย ซึ่งสะท้อนถึงโอกาสในการขยายธุรกิจผ่านความร่วมมือจากสองประเทศ

การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องเริ่มจาก ‘ระบบ’ ที่ยืดหยุ่น ทันสมัย และตอบสนองความคาดหวังของนักเดินทางยุคใหม่ การท่องเที่ยวในยุคดิจิทัลไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่มันคือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของอุตสาหกรรม ใครเข้าใจก่อน ย่อมได้เปรียบก่อน

หากคุณเป็นผู้ประกอบการหรือผู้ที่สนใจด้านเทคโนโลยีการท่องเที่ยว การตามรอยสตาร์ทอัพจากเกาหลีอาจเป็นกุญแจสำคัญสู่โอกาสใหม่ๆ ในตลาดเติบโตอย่างไทย

ที่มา – สตาร์ทอัพ เกาหลีใต้ ผนึก ททท.ยกระดับท่องเที่ยว

‘วรชัย’ เห็น ‘นายกฯ’ ไปศาล ชี้แจงกรณีคลิปเสียงฮุนเซน

กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนคดีเกี่ยวกับคลิปเสียงระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ และสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้สร้างกระแสความตื่นตัวในวงกว้าง นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส. จังหวัดสมุทรปราการ และสมาชิกพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาเปิดเผยว่า เห็นว่านายกฯ ควรไปศาลชี้แจงด้วยตนเอง เนื่องจากเรื่องนี้มีความละเอียดอ่อนและส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

‘วรชัย’ เห็น ‘นายกฯ’ ไปศาล ชี้แจงกรณีคลิปเสียงฮุนเซน

นายวรชัย เผยว่า จากการได้ฟังคลิปเสียงเต็มฉบับ สิ่งที่ น.ส.แพทองธาร พูดเป็นเพียงการพูดคุยในเชิงความเข้าใจและการเจรจาทางการทูต โดยไม่ได้สร้างความเสียหายให้ประเทศไทยแต่อย่างใด เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้กำลังทหาร เนื่องจากการต่อสู้ด้วยความรุนแรงไม่ใช่ทางออกที่ดี เพราะสิ่งที่เสียหายจริงคือชีวิตผู้คน และความเชื่อมั่นของประเทศในสายตาชาวโลก

การพูดคุยเพื่อความสงบสุข ไม่ใช่การทำลาย

ทั้งนี้ นายวรชัย ยืนยันว่า ที่ผ่านมา น.ส.แพทองธาร พูดคุยกับสมเด็จฮุน เซน เพื่อช่วยคลี่คลายสถานการณ์ ไม่ได้มีเจตนาร้ายหรือทำให้ไทยเสียหายอย่างที่บางคนตีความ ดังจะเห็นได้จากการที่สมเด็จฮุน เซน ร้องขอให้เปิดด่านชายแดนก่อน น.ส.แพทองธาร ก็ไม่ได้รับปาก แต่จะรอคำชี้แนะจากฝ่ายความมั่นคง

ทั้งนี้ยังมีประเด็นที่ว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอาจเกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐบาลที่เข้มงวดเรื่องการป้องกันการพนันข้ามแดนที่กัมพูชา ซึ่งไปกระทบรายได้ทางเศรษฐกิจของทางฝั่งกัมพูชา ส่งผลให้มีเสียงวิจารณ์จากฝั่งกัมพูชา และถูกใช้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนให้เกิดกระแสต่อต้านจากกลุ่มต่าง ๆ ในไทย

อย่างไรก็ตาม นายวรชัย ประกาศชัดเจน ว่าหากต้องเปลี่ยนรัฐบาล ก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและกระบวนการอย่างมีระบบ เพราะปัญหาหลายอย่างทั้งเรื่องชายแดน ภาษี และสงครามทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ ต้องมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ อีกทั้งหากมีคนขับไล่รัฐบาลในช่วงเวลาเช่นนี้ ก็ขอให้พวกเขาไม่นำผลประโยชน์ส่วนตัวมากระทบประเทศชาติ

เนื้อหาที่ผ่านมานี้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะชะตากรรมของประเทศชาติขึ้นอยู่กับทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือประชาชนภายในประเทศ หากใครไม่พอใจนโยบายของรัฐบาลในปัจจุบัน ขอให้ใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงในกระบวนการเลือกตั้ง แทนการขับไล่ประชาชนคนอื่นด้วยความเกลียดชัง

ที่มา – ‘วรชัย’ คาด ‘นายกฯ’ ไปเอง แจงศาลรัฐธรรมนูญ ปมคลิปเสียงฮุนเซน มองไม่ได้ไทยเสียหาย

แฝดเล็ก” ลาออกหัวหน้าผู้ฝึกสอนกรีฑาทีมชาติไทย

เมื่อเร็วๆ นี้ สมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ออกประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการลาออกของพล.ต.ต.ศุภวณัฎฐ์ อาริยะมงคล หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ “แฝดเล็ก” จากตำแหน่งประธานผู้ฝึกสอนและหัวหน้าผู้ฝึกสอนกรีฑาทีมชาติไทย หลังจากทุ่มเทให้กับวงการกีฬาไทยมาอย่างยาวนานกว่า 40 ปี

“แฝดเล็ก” ปิดตำนานกว่า 40 ปีในวงการกรีฑา

พล.ต.ต.ศุภวณัฎฐ์ ได้เปิดเผยว่า ตนเองได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 และได้ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องจนมาถึงปี พ.ศ. 2544 ที่ได้ก้าวขึ้นเป็นประธานผู้ฝึกสอน ทั้งหมดนี้กินเวลาและแรงงานมากกว่า 4ทศวรรษ ทว่าด้วยเหตุผลด้านสุขภาพที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการทำงานอย่างต่อเนื่อง จึงตัดสินใจยื่นใบลาออก มีผลตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา “แฝดเล็ก” ได้เป็นเสาหลักสำคัญในการพัฒนากรีฑาไทย มีผลงานดีๆ จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการฝึกฝนนักกรีฑายุวให้เติบโต และผลักดันนักกีฬาทีมชาติให้คว้าเหรียญรางวัลในระดับนานาชาติมาให้ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

มอบหมายงานให้ผู้ฝึกสอนคนใหม่

ก่อนที่จะส่งไม้ต่อให้กับคณะผู้ฝึกสอนคนใหม่ พล.ต.ต.ศุภวณัฎฐ์ ได้กำหนดรายชื่อผู้ฝึกสอนที่จะรับต่อภารกิจในแต่ละประเภทกีฬา ดังนี้:

  • วิ่งผลัด 4×100 ม. ชาย: นายเอกวิทย์ แสวงผล
  • วิ่งผลัด 4×100 ม. หญิง: พ.ต.ท.วัชระ สอนดี
  • วิ่งผลัด 4×400 ม. ชาย-หญิง: นายณรงค์ นิลพลอย และ ร.ต.ท.หญิง ตรีวดี ยงพันธ์
  • วิ่งข้ามรั้ว 400 ม. ชาย-หญิง: ร.ต.อ.จีรชัย ลิงลม
  • ทีมยุวชน: พ.ต.ท.ลภัสภร ถาวรเจริญ และ น.อ.มิเกล
  • ประเภทลาน:
    • กระโดดค้ำ: พ.ต.ต.สมพงษ์ โสมบ้านกวย
    • ขว้างค้อน: ร.ต.อ.หญิง เบญจมาศ อุ่นแก้ว
    • กระโดดไกลและเขย่งก้าวกระโดด: ร.ต.อ.กิตติศักดิ์ สุคนธ์

การจากไปของ “แฝดเล็ก” ถือเป็นความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ในวงการกีฬาไทย แต่บทสรุปของตำนานท่านนี้จะยังคงถูกกล่าวถึงในฐานะผู้บุกเบิกและพัฒนากีฬากรีฑาให้ก้าวสู่สากล และสร้างแรงบันดาลใจให้กับรุ่นต่อไป

เชื่อว่าอย่างไรก็ตาม ด้วยความตั้งใจที่แน่วแน่ของทีมงานผู้ฝึกสอนคนใหม่ ที่ได้รับการปลูกฝังจาก “แฝดเล็ก” เมื่อครั้งยังเป็นนักกีฬา จะสามารถสานต่อความมหากาจของทีมทีมชาติไทยต่อไปได้อย่างยอดเยี่ยม

นี่คือตัวอย่างของความมุ่งมั่นและการอุทิศตนเพื่อสังคม ที่คุ้มค่าแก่การจดจำ และสืบทอดต่อไป

ที่มา – “แฝดเล็ก” ลาออกหัวหน้าผู้ฝึกสอนกรีฑาทีมชาติ ปิดตำนานกว่า 40 ปีในวงการ

อิ๊งค์โพสต์คำสอนแม่ชี ‘การสร้างกำลังใจให้ตัวเอง’

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้โพสต์สตอรี่ผ่านอินสตราแกรมส่วนตัว โดยนำคำสอนของแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต มาแบ่งปันให้แก่ผู้ติดตาม ซึ่งเนื้อหาสะท้อนถึงพลังของจิตใจที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ด้วยข้อความที่ว่า “การได้รับกำลังใจ เป็นเรื่องดี แต่การสร้างกำลังใจให้ตัวเองได้ เป็นเรื่องดีที่สุด”

การสร้างกำลังใจให้ตัวเองคือพลังภายในที่ยิ่งใหญ่

คำสอนของแม่ชีศันสนีย์ไม่เพียงแค่ปลุกใจให้หลายคน แต่ยังเป็นแนวทางที่ช่วยให้เราตระหนักว่าการมี “สติ” คือกุญแจสำคัญที่ช่วยให้อยู่เหนืออารมณ์และความรู้สึกอย่าง “ความชอบ-ชัง” ซึ่งในยุคที่ทุกคนเผชิญกับความเครียดและความท้าทาย การสร้างกำลังใจให้ตัวเองจึงเป็นสิ่งจำเป็นและมีคุณค่าอย่างยิ่ง

สร้างความเข้มแข็งจากภายใน ไม่พึ่งแค่ภายนอก

ในช่วงเวลาที่บ้านเมืองเผชิญกับสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังถูกจับตามอง ไม่ว่าจะเป็นการไต่สวนพยานในศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีกำหนดนัดไต่สวนในวันที่ 21 สิงหาคม และฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ สิ่งที่ผู้นำควรแสดงให้เห็นคือความเข้มแข็งและความสามารถในการยืนหยัดด้วยจิตใจที่มั่นคง

การสร้างกำลังใจให้ตัวเอง ไม่ได้หมายถึงการหนีหรือปฏิเสธความช่วยเหลือจากผู้อื่น แต่เป็นการเสริมสร้าง “พื้นฐาน” ที่มั่นคงให้กับตัวเอง ให้ในวันที่ภายนอกวุ่นวาย เราจะยังคงยืนได้อย่างสงบสติอารมณ์

  • การฝึกสติ ช่วยให้เรามองออกถึงความจริง
  • การปฏิบัติตามคำสอน ช่วยให้จิตใจมีจุดยืน
  • การไม่หลงไปกับอารมณ์ ช่วยให้ตัดสินใจได้ถูกต้อง

แม่ชีศันสนีย์ได้ทิ้งข้อคิดไว้ว่า “สติ” และความรู้สึกทางจิตใจของเราจะช่วยให้เราไม่หลงไหลกับอารมณ์ชั่ววูบ รวมถึงไม่ถูกลมเคลิ้มของสิ่งภายนอกควบคุม ดังนั้นคำว่า “การสร้างกำลังใจให้ตัวเอง” ก็เปรียบเสมือนการจุดตะเกียงในใจ ที่จะสว่างแม้ในเวลานั้นคุณต้องเดินผ่านที่มืดที่สุด

เชื่อว่าทุกคนในสังคม ย่อมมีความลำบากและทุกข์ในแบบของตัวเอง สิ่งสำคัญคือเราเป็นผู้หลักผู้ใหญ่กับความรู้สึก ไม่ให้มันครอบงำ และสามารถยึดมั่นในหลักคำสอนที่ส่งเสริมจิตใจให้เข้มแข็ง

ขอให้ทุกคนหัด “สร้างกำลังใจให้ตัวเอง” อยู่เสมอ เพราะความเข้มแข็งของตัวเรา เริ่มจากการพึ่งพาตนเองอย่างมีสติและมีไหวพริบ

ที่มา – ‘อิ๊งค์’โพสต์คำสอนแม่ชีศันสนีย์ ‘การสร้างกำลังใจให้ตัวเองได้เป็นเรื่องดีที่สุด’

เจ้าบูมคว้าแชมป์เทนนิสสิงคโปร์ 2 สัปดาห์ซ้อน ลุย ATP Challenger ต่อ

“เจ้าบูม” กษิดิศ สำเร็จ นักเทนนิสไทยหนุ่มวัยใส สร้างความประทับใจให้แฟนกีฬาวงการเทนนิสอีกครั้ง เมื่อคว้าแชมป์ในรายการ “M15 สิงคโปร์ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ (II) 2025” ที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 ซึ่งถือเป็นการคว้าแชมป์ชายเดี่ยวติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 2 ของเขานับแต่นี้เป็นต้นมา เกมนี้เขามีผลงานโดดเด่นเหนือคู่แข่งอย่างโคกิ มัตสึดะ จากประเทศญี่ปุ่น เมื่อชนะไปใน比分 2-1 เซต ด้วยสกอร์ 2-6, 7-5 และ 7-5 อย่างสุดมันส์

เจ้าบูมคว้าแชมป์เทนนิสสิงคโปร์ 2 สัปดาห์ซ้อน

แม้ว่ากษิดิศจะลงสนามในฐานะมือวางอันดับหนึ่งของรายการ และอยู่ในอันดับ 418 ของโลก แต่เขาก็สามารถแสดงฟอร์มที่ยอดเยี่ยมตลอดการแข่งขัน โดยเฉพาะในรอบสุดท้ายที่ต้องเจอกับผู้เล่นจากแดนซ櫻 ซึ่งถือว่ามีความพิเศษและเผ็ดร้อน มือ 773 ของโลกอย่างโคกิ มัตสึดะ ก็ไม่ใช่ตัวเล็ก ๆ แน่นอน แต่เจ้าบูมสามารถขึ้นนำชุดที่สองด้วยการเอาชนะอย่างแน่วแน่ และปิดฉากในชาชุดที่สามอย่างสุดมันส์ ชัยชนะครั้งนี้ทำให้เขารับเงินรางวัลไปกว่า 2,160 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 69,832 บาท

เจ้าบูมวางแผนลุยเทนนิสเอทีพี ชาลเลนเจอร์ยาวไปเลย

ไม่พักให้ความสำเร็จของเจ้าบูมเลย เพราะเขาได้ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่า จะเดินทางกลับไทยเพื่อแข่งขันในรายการ “จี เอช แบงก์ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025 (1)” ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ระหว่างวันที่ 18-24 สิงหาคมนี้ เพื่อเตรียมร่างกายและฟอร์มสำหรับการลุยรายการ ATP Challenger Tour ที่ประเทศจีนในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า โดยแผนระยะยาวของเขาก็คือจะลุยแข่งขันต่อเนื่องในรายการเอทีพี ชาลเลนเจอร์ทั้งหมด 8 รายการ ในเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายนนี้เลยทีเดียว

แผนงานนี้ถือว่าเป็นก้าวสำคัญของกษิดิศเพื่อก้าวขึ้นสู่เส้นทาง ATP Tour อย่างเต็มตัว เมื่อเขามีพื้นฐานจากการคว้าแชมป์แบบต่อเนื่องในรายการวันเด็กโลก และสร้างชื่อทางพรีเมียมตอนนี้เรียกได้ว่าเต็มเงื่อนไขเลยทีเดียว เพราะนอกจากจะแฟนเป็นร้อยได้เห็นศักยภาพของเขาแล้ว ความทุ่มเท ความมีวินัย และการวางแผนอย่างเหนียวแน่นยังเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักเทนนิสในระดับนานาชาติที่ต้องการแทรกตัวในวงการสากล

สำหรับใครที่ยังไม่ได้ตามเชียร์เจ้าบูม สลันให้ใจทุกแมตช์เลยนะ เพราะศักยภาพของเขานั้นไม่มีทีท่าว่าจะหยุดอยู่แค่แค่แชมป์ไอทีเอฟ มันกำลังเดินทางไปไกลยิ่งขึ้น และเราเชื่อว่า โลกเทนนิสกำลังมีดาวรุ่งอีกดวงหนึ่งที่ใกล้จะขึ้นแท่นในระดับโลกแน่นอน

มาติดตามกันต่อได้ในรายการ ATP Challenger เร็ว ๆ นี้!

ที่มา – “เจ้าบูม” สุดฮอตคว้าแชมป์ที่สิงคโปร์ 2 สัปดาห์ติด วางแผนลุยเทนนิสเอทีพี ชาลเลนเจอร์ยาวไปเลย

สายฝนชั่วครู่ทำถนนลื่น รถเสียหลัก ตำรวจจราจรลำผักชีเข้าพื้นที่ทันที

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เกิดเหตุการณ์ที่น่าเป็นห่วงบนท้องถนนในพื้นที่อำเภอลำผักชี จังหวัดชัยภูมิ เมื่อสายฝนเพียงแค่ชั่วครู่ได้ทำให้สภาพถนนลื่น จนรถกระบะเสียหลักและหมุนเคว้งส่งผลให้เกี่ยวเสาไฟฟ้าข้างทางอย่างน่าตกใจ

สายฝนชั่วครู่ทำถนนลื่น รถเสียหลัก

ตามรายงานจากผู้สื่อข่าวและแฟนเพจสถานีตำรวจนครบาลลำผักชี เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 08.00 น. โดยรถกระบะคันหนึ่งได้ประสบอุบัติเหตุด้วยตนเอง เนื่องจากพื้นถนนลื่นจากฝนตก ส่งผลให้รถเสียหลักหมุนตัวและไปเกี่ยวเสาไฟฟ้า โชคดีที่ไม่มีผู้บาดเจ็บและเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุทันที

ตำรวจจราจรลำผักชีเข้าพื้นที่ทันทีด้วยความห่วงใย

ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ. วุฒิไกร จตุรงค์เสรีกุล ผู้กำกับสถานีตำรวจนครบาลลำผักชี ได้มอบหมายให้ พ.ต.ท.อดุลย์ ยะท่าตุ้ม นายทะเบียนจราจรสถานีตำรวจภูธรลำผักชี พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรเข้าพื้นที่เพื่อดำเนินการจราจร อำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้รถ และร่วมเก็บกวาดข้อมูลจากเหตุการณ์ดังกล่าว

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ใช้โอกาสนี้เพื่อประชาสัมพันธ์และเตือนผู้ใช้รถให้เพิ่มความระมัดระวังบนท้องถนน โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกหรือถนนลื่น

  • ใช้ความเร็วเหมาะสมกับสภาพถนน
  • ตรวจสอบสภาพยางรถและระบบเบรกเป็นประจำ
  • เปิดไฟหน้าเพื่อเพิ่มการมองเห็น
  • เว้นระยะห่างจากรถคันหน้าอย่างปลอดภัย

พ.ต.ท.อดุลย์ กล่าวว่า “แม้ฝนจะตกเพียงชั่วครู่ แต่ก็ส่งผลกระทบอย่างมากต่อสภาพการจราจร เราขอความร่วมมือจากทุกท่านในการขับรถด้วยความระมัดระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ หากเจ้าหน้าที่จราจรไม่รอช้าจะเข้าพื้นที่ดูแลทันทีเสมอ”

ในขณะที่ประชาชนต่างตกใจกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่ความใส่ใจของ ตำรวจจราจรลำผักชี ยังแสดงให้เห็นว่า “ตำรวจจราจรไทย หัวใจคือประชาชน” เช่นเดียวกันการระมัดระวังของผู้ใช้รถก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังคงเน้นย้ำให้ประชาชนทุกคนตระหนักถึงอันตรายบนท้องทาง โดยเฉพาะในฤดูฝนที่เส้นทางอาจลื่นได้ตลอดเวลา รวมถึงย้ำถึงความสำคัญของพฤติกรรมการขับขี่อย่างปลอดภัยเพื่อลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุเหล่านี้ให้น้อยลง

ในที่สุด เราขอเสริมอีกครั้งว่า “การขับรถอย่างปลอดภัย ต้องเริ่มต้นจากตัวผู้ขับรถเอง” และหากคุณกำลังวางแผนการเดินทางในช่วงฤดูฝน ควรตรวจสอบสภาพถนนีล่วงหน้า ตั้งสติ และฝึกฝนทักษะการขับขี่ในสภาพอากาศที่ไม่แน่นอน

ที่มา – สายฝนเพียงชั่วครู่ ทำถนนลื่นจนรถเสียหลัก งานจราจรลำผักชีไม่รอช้า เข้าพื้นที่ทันทีด้วยความห่วงใย

เผ่าภูมิ พาหวยเกษียณ บุกตลาดมีนบุรี พ่อค้า-แม่ค้าแห่สนใจล้นหลาม

วันที่ 17 สิงหาคม 2568 กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ได้จัดกิจกรรม “ศุกร์ได้ลุ้น-สุขได้ออม กับหวยเกษียณ” ขึ้นที่ตลาดมีนบุรี กรุงเทพฯ โดยมี ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยนางสาวจารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ นำคณะลงพื้นที่เดินตลาดมีนบุรีเพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับ หวยเกษียณ หรือ “สลาก กอช.” ซึ่งได้รับความสนใจจากพ่อค้า แม่ค้า และประชาชนทั่วไปอย่างล้นหลาม

เผ่าภูมิ พาหวยเกษียณ สร้างความตื่นตัวในตลาดมีนบุรี

ดร.เผ่าภูมิ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ หวยเกษียณ ให้แก่พ่อค้า-แม่ค้าและประชาชนทั่วไป เนื่องจากเป็นนวัตกรรมการออมที่ได้ประโยชน์สองต่อ ในตัวแรกคือได้ลุ้นเงินรางวัลล้านบาททุกสัปดาห์ และอีกต่อคือทุกบาทที่ซื้อสลากจะกลายเป็นเงินออมอย่างแท้จริง

หวยเกษียณ ตอบโจทย์การออมแบบสนุกและมั่นคง

ภายในงานมีการแจกเอกสารแนะนำ หวยเกษียณ ให้แก่ประชาชน พร้อมทั้งอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการซื้อ การออกผลสลาก และผลตอบแทนที่ผู้ซื้อจะได้รับ “เราเชื่อว่าการออมผ่านหวยเกษียณจะช่วยให้ทุกคนหันมาใส่ใจเรื่องการเงินมากขึ้น และมีความสุขในวัยเกษียณอย่างมั่นคง” ดร.เผ่าภูมิกล่าว

โดย “สลาก กอช.” หรือ หวยเกษียณ เสนอราคาชุดละ 100 บาท ออกผลรางวัลทุกสัปดาห์ในวันศุกร์ เหมาะสำหรับทุกกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นคนทั่วไป พ่อค้าแม่ค้า หรือนักศึกษา คนทำงาน และผู้สูงอายุ ที่ต้องการมีแหล่งรายได้เสริมและกองทุนสำรองในวัยเกษียณ

  • ลุ้นรางวัลล้านบาท ทุกสัปดาห์
  • ออมเงินแบบไม่รู้ตัว ผ่านราคาชุดละ 100 บาท
  • เงินต้นไม่หาย พร้อมผลตอบแทนจากการลงทุน
  • สะดวก ปลอดภัย ซื้อได้ทั่วประเทศที่จุดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

กิจกรรมในครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนการขยายการรับรู้ของ กอช. เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมการออมในสังคมไทย โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนในชุมชนตลาดที่มีรายได้ไม่สูงมาก แต่มีความจำเป็นในการบริหารจัดการเงินให้คุ้มค่ามากขึ้น

หากคุณยังไม่เคยลองเล่นหวยเกษียณ ลองเริ่มต้นซื้อเพียงชุดละ 100 บาทในแต่ละสัปดาห์ ภายในไม่กี่เดือนคุณจะเห็นการสะสมเงินออมและโอกาสในการถูกรางวัลล้านบาทที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ใช้ความสนุกในการเสี่ยงโชคมาเป็นแรงผลักดันให้ออมอย่างมีระบบ แล้วคุณจะได้สัมผัสความสุขที่แท้จริงในวันเกษียณ

ที่มา – เผ่าภูมิ พาหวยเกษียณ บุกตลาดมีนบุรี พ่อค้า-แม่ค้าแห่สนใจล้นหลาม

บอย พิษณุ ล้มแล้วลุกเตรียมคัมแบ็กลุยตามคำขอแฟนๆ

เรียกได้ว่าเป็นข่าวดีที่แฟนๆ ต่าง翘首以盼 เมื่อนักร้องและนักแสดงชื่อดัง “บอย-พิษณุ นิ่มสกุล” ที่เพิ่งผ่านช่วงเวลาท้าทายหลายด้าน ออกมาเปิดใจถึงการเตรียมคัมแบ็กลุยงานอีกครั้งตามคำขอของแฟนๆ ที่คอยให้กำลังใจมาตลอด

บอย พิษณุ ล้มแล้วลุกเตรียมคัมแบ็กลุยตามคำขอแฟนๆ

หลังจากที่บอย พิษณุ เคยประกาศยุติความสัมพันธ์กับอดีตภรรยาอย่าง “อแมนด้า เพอร์สสัน” และตามด้วยการปิดกิจการขายแซลมอนที่ทำมานาน หลายคนอาจกังวลว่าเขาจะพักรู้สึกไปนาน แต่คำตอบที่ได้กลับไม่เป็นเช่นนั้น

ผ่านโพสต์ในโซเชียล บอย พิษณุ เผยข่าวดีด้วยข้อความว่า “เพื่อนๆแฟนคลับ อยากให้ขายแซลมอนอีกที ลองมาคิดๆจัดสิครับถ้ามีคนรอ ฝากทักไลน์แอด@monboy รอก่อนเลยครับ เร็วๆ นี้จะกลับมาอีกครั้ง ล้มแล้วลุกสิวะ บอย!!!! ฝากเป็นเพื่อนกันไว้ก่อนนะครับ” พร้อมแคปชันกระตุ้นใจผู้ติดตามว่า “ตอนแรกว่าจะไม่ทำแล้ว แต่กองเชียร์ให้ลุยต่อเยอะมากครับ งั้นขออนุญาตลุยนะครับ”

คำขอของแฟนๆ คือแรงผลักดัน

หลายเหตุการณ์ที่เข้ามากระทบชีวิตของนักแสดงหนุ่มรายนี้ อาจทำให้เขาต้องหยุดพักเพื่อทบทวนหลายสิ่ง แต่ดูเหมือนความรักจากผู้ติดตามจะกลายเป็นพลังสำคัญที่ช่วยผลักดันให้เขาลุกขึ้นอีกครั้ง การได้ยินเสียงเรียกร้องจากแฟนคลับเพื่อให้กลับมาดำเนินธุรกิจขายแซลมอนนั้น กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาพิจารณาเปลี่ยนทิศทางด้วยความใจเย็น

การตอบโต้จากคนบันเทิงและผู้ติดตามที่เข้ามาร่วมให้กำลังใจ เผยให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะเห็นเขาประสบความสำเร็จ เช่น “รอสั่งแล้วครับ”, “เฮียเก่งมาก”, “สู้ๆ นะ” แสดงให้เห็นถึงฐานแฟนคลับที่ยังคงไว้ใจและสนับสนุนอย่างแน่นอน

  • ราคารวมคุ้มค่า โอกาสได้ลิ้มลองแซลมอนคุณภาพดี
  • ได้เข้าถึงสินค้าโดยตรงผ่านไลน์แอด @monboy
  • ความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องในครั้งนี้ล้วนมาจากคำแนะนำของลูกค้า

กับการเผชิญหน้ากับความล้มเหลวและทดลองลุกขึ้นสู้อีกครั้ง บอย พิษณุ กำลังแสดงให้เห็นถึงพลังภายในของผู้คนที่ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ โดยการฟังเสียงคนรักและใส่ใจในทุก feedback เพื่อก้าวเดินต่อในทางที่ถูกต้อง

หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่คอยติดตามการพัฒนาธุรกิจของเขา อย่าลืมเข้าไปพูดคุยและทักทายผ่านช่องทางไลน์ที่เปิดใหม่ เพราะครั้งนี้เขาบอกเองว่า “ล้มแล้วลุกสิวะ บอย” และประจำการทุกคนที่อยู่เบื้องหลังกำลังใจแทนคำพูดดีๆ

ที่มา – ‘บอย พิษณุ’ ประกาศข่าวดี ล้มแล้วลุก เตรียมคัมแบ๊กลุยตามคำขอแฟนๆ!

เข้าชมฟรี! ลูกยางหญิงนัดพิเศษ จีน-ไทย ครบรอบ 50 ปี ทูตไทย-จีน

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา นายกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เป็นประธานแถลงข่าว การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก ปี 2568 พร้อมกับการแข่งขัน ลูกยางหญิงนัดพิเศษระหว่างทีมชาติไทย และทีมชาติจีน เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี ทางการทูตไทย-จีน

เข้าชมฟรี! ลูกยางหญิงนัดพิเศษ จีน-ไทย ครบรอบ 50 ปี ทูตไทย-จีน

ในการแถลงข่าวครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมอย่างคับคั่ง ได้แก่ นายหยาง เสี่ยวหลง ที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรม สถานเอกอัครราชฑูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทย นายสมพร ใช้บางยาง นายกสมาคมวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย รวมถึงนักตบจากทีมชาติไทยและจีน ที่มาร่วมเป็น见证ในงานแถลงข่าว ณ โรงแรมโกลเด้นทิวลิป ซอฟเฟอรีน พระรามเก้า

มหกรรมกีฬาเสริมสัมพันธไมตรีไทย-จีน

ทางด้าน นายกฤษฎา ได้กล่าวว่า การแข่งขันชิงแชมป์โลกถือเป็นรายการกีฬาที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง คล้ายกับฟุตบอลโลก โดยจะจัดขึ้นทุกๆ 4 ปี แต่สำหรับวอลเลย์บอลก็จัดบ่อยขึ้น กล่าวคือทุกๆ 2 ปี ทั้งนี้นัดพิเศษระหว่างทีมประเทศไทยกับจีนถือเป็นกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ไมตรีระหว่าง 2 ประเทศ ที่มีมาเป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษ

“การอุ่นเครื่องไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรมันจะทำให้ทีมเรามีประสบการณ์ และสามารถปรับตัวให้เข้ากับการแข่งขันระดับโลกได้ดีขึ้น ถ้าเราได้เรียนรู้ว่าวันนี้เราแพ้อย่างไร มันก็สามารถที่จะทำให้เราเอาไปปรับปรุงให้ดีขึ้นไปอีก” นายกฤษฎา กล่าว

รูปแบบการแข่งขันที่เปิดโอกาสการแสดงฝีมือ

ในส่วนของ นายสมพร ใช้บางยาง เปิดเผยว่า การแข่งขัน ลูกยางหญิงนัดพิเศษ จีน-ไทย ไม่ใช่เพียงแค่การแข่งขันเพื่อความสนุก แต่ยังถือเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ทั้งสองทีมได้แสดงศักยภาพ และที่สำคัญทีมไทยจะได้เรียนรู้จากการเผชิญหน้ากับทีมอันดับต้นๆ ของโลกอย่างจีน

สำหรับการแข่งขันจะใช้รูปแบบ 3 เซตจริงจัง แทนที่จะใช้กฎเกณฑ์การแพ้ชนะปกติ ส่วนในเซตที่ 4 จะถือเป็นเซตพิเศษที่ผสมผสานนักกีฬาจากทั้งสองทีม โดยแบ่งออกเป็นทีมละ 7 คน ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนระหว่างวัฒนธรรมกีฬาอย่างแท้จริง

Başbakanและพลเมืองทั่วไปสามารถเข้าชมการแข่งขันที่เกิดขึ้นในวันอังคารที่ 19 สิงหาคม 2568 เวลา 16.00 น. ณ สนามอินดอร์สเตเดียม หัวหมาก ได้อย่างฟรี โดยไม่มีการเก็บค่าเข้าชม ถือเป็นโอกาสที่ยากจะหาอีกครั้งในการมองเห็น ลูกยางหญิงนัดพิเศษ จีน-ไทย คู่ที่จะสวมบทบาทเป็นสายใยเชื่อมความสัมพันธ์ไมตรีในทวีปเอเชีย

อย่าพลาด! นัดหมายแห่งกีฬาและความเป็นมิตรที่คุณสามารถเชียร์ทั้งทีมไทยและทีมจีนไปพร้อมกัน สร้างแรงบันดาลใจ และบรรยากาศของความสัมพันธ์ไทย-จีนระยะยาวในวันที่ไม่ควรลืม

ที่มา – เข้าชมฟรี! ลูกยางหญิงนัดพิเศษ จีน-ไทย ในโอกาสครบรอบ 50 ปี ทางการทูตไทย-จีน ในวันที่ 19 ส.ค.นี้

ตรวจ รร.สอนภาษา 3 แห่ง ถูกร้องเรียนรีดเงินส่งงานญี่ปุ่น

ล่าสุดกรณีที่แรงงานไทยภายใต้โครงการฝึกงานเทคนิคที่ประเทศญี่ปุ่นร้องเรียนว่าถูกเอกชนไทยเรียกเก็บเงินผิดกฎหมาย เอกสารรับรองไม่มี เรียกร้องโอนเงิน บังคับเปิดบัญชีม้า และยึดบัตร ATM ได้รับการเปิดเผยและตรวจสอบอย่างเป็นระบบ สำนักข่าวรายงานว่า นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการสืบสวนกรณีดังกล่าว โดยระบุว่าขณะนี้ได้ให้กองทะเบียนดำเนินการตรวจสอบทั้งในส่วนของ

ตรวจ รร.สอนภาษา 3 แห่ง ถูกร้องเรียนรีดเงิน

โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น ที่เชื่อมโยงกับโครงการส่งแรงงานไปทำงานที่ญี่ปุ่น จำนวน 3 แห่ง รวมถึงองค์กรผู้ส่งในประเทศไทยซึ่งเป็นบริษัทเอกชนที่ร่วมส่งแรงงานไปทำงานด้านเทคนิค ส่วนผลการสอบสวนเบื้องต้นจะมีในวันจันทร์ที่จะถึงนี้

แรงงานไทยถูกรีดเงินก่อนไปงานที่ญี่ปุ่น

อธิบดีกรมการจัดหางานกล่าวต่ออีกว่า การส่งแรงงานไทยไปทำงานที่ญี่ปุ่นในรูปแบบของการฝึกงานมีสองแบบ คือ: (1) ภายใต้โครงการ IM Japan ที่รัฐเป็นผู้จัดส่ง โดยกรมการจัดหางานดำเนินการ (2) ผ่านองค์กรเอกชนที่ร่วมมือกับองค์กรในญี่ปุ่น โดยต้องมีการขออนุมัติจากกรมการจัดหางาน หากดำเนินการผิดกฎหมายจะถูกดำเนินคดี และทุกกรณีล้วนอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงแรงงาน สามารถร้องเรียนได้ทุกขั้นตอน

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเข้าตรวจสอบกรณีที่มีการเรียกเก็บเงินจากแรงงานโดยไม่มีหลักฐาน พร้อมกับถูกบังคับเปิดบัญชีและยึดบัตร ATM สมชายกล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวผิดกฎหมายโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าใครก็ตามหากถูกกระทำในลักษณะดังกล่าวสามารถแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทั้งในไทยและที่ญี่ปุ่น โดยเฉพาะสำนักงานแรงงานไทยในญี่ปุ่น

ควรรายงานหาก遭遇กับพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย

เพื่อความปลอดภัยและสิทธิของแรงงาน การเปิดเผยข้อมูลว่าอยู่กับองค์กรใด ชื่อองค์กร และรายละเอียดของเหตุการณ์ ถือเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้หน่วยงานสามารถดำเนินการได้อย่างเหมาะสม นี่คือเครือข่ายการดูแลแรงงานไทยในต่างประเทศที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

ปัจจุบันมีการตรวจสอบควบคู่กันไปทั้งในระดับกระทรวงศึกษาธิการ (เพื่อตรวจสอบโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น) และหน่วยงานแรงงานทั้งในไทยและญี่ปุ่น หากพิสูจน์ได้ว่ามีการกระทำผิดจริง จะมีการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด

  • หากคุณเคยเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ อย่าเงียบ
  • แจ้งเบาะแสให้สำนักงานแรงงานใกล้บ้าน หรือหน่วยงานไทยในประเทศญี่ปุ่น
  • การรายงานคือหนึ่งในทางออกที่มีประสิทธิภาพ

ในที่สุด แรงงานไทยควรรู้ไว้ว่า สิทธิของคุณคือคุณ นายสมชายย้ำว่าทุกขั้นตอนตั้งแต่การสมัคร จ่ายเงิน ไปจนถึงการทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นจะต้องมีความโปร่งใส หากเกิดปัญหา หน่วยงานภาครัฐพร้อมเข้ามาช่วยเหลืออย่างจริงจัง

หากคุณเป็นผู้ที่วางแผนจะสมัครโครงการฝึกงานเทคนิคที่ญี่ปุ่น ควรตรวจสอบข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจ และอย่าลังเลที่จะสอบถามข้อมูลจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้

ที่มา – ลุยตรวจ รร.สอนภาษา 3 แห่ง ถูกร้องรีดเงินส่งคนไทยฝึกงานเทคนิคที่ญี่ปุ่น