ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ทรัมป์สนับสนุนเงื่อนไขของปูติน ยูเครนยอมเสียดอนบาส

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สื่อต่างประเทศรายงานข่าวสำคัญเกี่ยวกับการประชุมระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และรัสเซีย ซึ่งระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงการสนับสนุนหนึ่งในเงื่อนไขของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ที่ต้องการให้ยูเครน ยอมเสียดินแดนดอนบาส เพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยนในการยุติสงคราม

ทรัมป์สนับสนุนข้อเสนอของรัสเซีย

รายงานจากสำนักข่าวระดับโลกระบุว่า ในการพบปะกันที่ฐานทัพร่วมเอลเมนดอร์ฟ-ริชาร์ดสัน ในเมืองแองคอราจ รัฐอะแลสกา ทรัมป์ได้แสดงท่าทีเข้าข้างข้อเสนอของรัสเซีย โดยมองว่าการที่ยูเครนต้องถอนกองกำลังออกจากภูมิภาคดอนบาส อาจเป็นทางเลือกเพื่อสิ้นสุดสงครามอย่างถาวร

ขอบเขตการรบและแผนพักรบในยูเครน

ข้อมูลจากแหล่งข่าวชั้นสูงระบุเพิ่มเติมว่า ปูตินอาจพิจารณาหยุดการขยายอำนาจทางทหาร หากรับประกันได้ว่ายูเครนจะไม่ปล่อยทหารเข้าไปในพื้นที่ภาคใต้ เช่น เคียร์ซอน และซาโปริซเซีย ส่วน ดอนบาส จะถือเป็นเขตที่รัสเซียควบคุม

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายทำเนียบขาวยังไม่ได้ให้คำแถลงอย่างเป็นทางการ แต่ทรัมป์กลับโพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า ทุกฝ่ายควรเร่ง “ข้อตกลงสันติภาพ” แทนที่จะพูดถึงเพียง “ข้อตกลงหยุดยิง” ซึ่งอาจเป็นเพียงช่วงพักเบรกก่อนรุกต่อ

การกลับลำของทรัมป์ในวิกฤตยูเครน

ข่าวดังกล่าวถือเป็นการเปลี่ยนทิศทางครั้งสำคัญของทรัมป์ ซึ่งเคยเรียกร้องเพียงหยุดยิงในสงครามยูเครน-รัสเซีย แต่ขณะนี้เขากลับเปิดพื้นที่ให้ปูตินโดยอ้างว่า ดอนบาส เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงสันติภาพ

  • ถ้อยแถลงของทรัมป์บนโซเชียลมีเดีย
  • สถานะของดินแดนดอนบาสภายใต้รัสเซีย
  • การต่อรองด้านการทหารของรัสเซียและยูเครน
  • บทบาทของสหรัฐฯ ในการเป็นผู้กลางในข้อตกลง

ในขณะที่ฝ่ายเซเลนสกี และยูเครนยังไม่แสดงท่าทียอมรับข้อเสนออย่างเป็นทางการ แต่จากการเจรจาทางโทรศัพท์กับทรัมป์ ก็ดูจะมีสัญญาณว่าอาจมีการถอยที่อยู่บ้าง

ไม่ว่าอย่างไร สถานการณ์ในยุโรปรัสเซียยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก นโยบายพลังงาน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระดับสูง โดยเฉพาะบทบาทของสหรัฐฯ และผู้นำรัสเซียในฉากทูตสงคราม

การตัดสินใจครั้งนี้ของทรัมป์ อาจเปลี่ยนหน้าที่ของสงครามยูเครนในอนาคต ทั้งในทางการเมืองและด้านสันติภาพยุติความขัดแย้ง ดังนั้น ทุกฝ่ายควรพิจารณาแนวทางอย่างรอบด้านเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นธรรมแก่ทุกประเทศ

ที่มา – ทรัมป์สนับสนุนเงื่อนไขปูติน ยูเครนต้องยอมเสียภูมิภาคดอนบาส

“วันใหม่-เฟย์-บอย-หน่อง-ภัทร์” ถ่ายทอดความทรงจำที่สวยงามส่งถึง”คุณแม่งามทิพย์”ผ่าน I’m OK//Not OK

ถึงแม้จะจากกันไปแล้ว แต่ความรักและความคิดถึงที่มีต่อ “คุณแม่งามทิพย์” ของสี่หนุ่มสาวบ้านฉัตรบริรักษ์ ยังคงเต็มเปี่ยมอยู่เสมอ โดยเฉพาะ วันใหม่ ที่ร่วมกับ เฟย์ พรปวีย์ และ บอย-หน่อง-ภัทร์ มาถ่ายทอดความรู้สึกผ่านบทเพลง I’m OK//Not OK เพื่อเป็นกำลังใจและระลึกถึงคุณแม่คนสำคัญในชีวิต

“วันใหม่-เฟย์-บอย-หน่อง-ภัทร์” ใส่ใจทุกรายละเอียด

เพลงนี้เป็นบทเพลงที่ “วันใหม่” ชอบฟังและชอบร้องเล่นกับพี่สาว “เฟย์” อยู่เสมอ จนนำไปสู่ความคิดที่ต้องการแปลงเป็นเพลงโคฟเวอร์ร่วมกัน โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเนื้อเพลงที่เต็มไปด้วยความหมาย จึงมีความตั้งใจอยากให้เพลงนี้เป็นการมอบให้ “คุณแม่งามทิพย์” เพื่อถ่ายทอดความคิดถึงและรักที่มี โดยมีพี่ชายทั้งสามคนเป็นซัพพอร์ตเตอร์อย่างเต็มที่ ทำให้ผลงานชิ้นนี้ออกมาได้อย่างลงตัว

ชีวิตในความทรงจำ ถ่ายทอดผ่านเสียงเพลง

บอย ปกรณ์ เผยให้ทราบว่า ความคิดในการสร้างมิวสิควิดีโอนี้เริ่มต้นจากการที่ วันใหม่ ชอบฟังเพลง I’m OK//Not OK และอยากโคฟเวอร์เพลงนี้กับเฟย์ จึงเข้าไปช่วยสนับสนุนการอัดเสียง และขออนุญาต บอย โกสิยพงษ์ พี่ชายผู้แต่งเพลง เพื่อ rearrange เพลงให้เหมาะกับเสียงของทั้งวันใหม่และเฟย์

ไม่เพียงเท่านั้น ยังเป็นผู้เขียนสตอรี่เส้นเรื่องของมิวสิควิดีโอแห่งนี้ด้วยตัวเอง โดยได้นำเอาคลิปและบรรยากาศของ “คุณแม่งามทิพย์” มาใส่ไว้ใน MV เพื่อให้ทุกภาพเป็นการระลึกถึงแม่จริง ๆ และเลือกสถานที่ถ่ายทำที่สุดพิเศษ คือ “สตูดิโอคุณแม่” ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีความหมายต่อทุกคนในครอบครัวอย่างมาก

  • วันใหม่ ร้องนำเพลงร่วมกับเฟย์ พรปวีย์
  • เฟย์ ให้เสียงประสานที่ลงตัวกับวันใหม่
  • บอย-หน่อง-ภัทร์ ทำหน้าที่เป็นซัพพอร์ตเตอร์และผู้ผลิตมิวสิควิดีโอ
  • บอย โกสิยพงษ์ เป็นผู้ประพันธ์เพลงอันทรงความหมาย

ความร่วมมือของทั้งสี่คนในครั้งนี้ ไม่ได้มีแค่เป้าหมายในการบันทึกเสียง แต่ทุกอย่างคือความรัก ความคิดถึง และความตั้งใจอยากให้ “คุณแม่งามทิพย์” ได้รับฟังสิ่งที่ดีที่สุดจากร่างกายของลูก ๆ แม้จะไม่อยู่กับเราแล้ว แต่ความทรงจำดี ๆ นั้นยังคงไม่มีวันหายไปจากหัวใจของทุกคน

ผลงานชิ้นนี้เป็นตัวแทนของความรัก ความทรงจำ และความหมายดี ๆ ที่ทุกคนอยากถ่ายทอด ถ้าคุณต้องการฟังเสียงร้องของ วันใหม่ และ เฟย์ ที่เต็มไปด้วยความจริงใจ ต้องห้ามพลาดเพลง I’m OK//Not OK ที่เพิ่งเปิดตัวออกมาใหม่ และอย่าลืมเปิดใจให้ความหมายลึกซึ้งในเพลงนี้ด้วยนะครับ

ที่มา – “วันใหม่-เฟย์-บอย-หน่อง-ภัทร์” ถ่ายทอดความทรงจำที่สวยงามส่งถึง”คุณแม่งามทิพย์”ผ่าน I’m OK//Not OK

คุ้มไหม?ฉก.ลาดหญ้าจับขนยาบ้า349เม็ดค่าจ้าง500บาท

เมื่อคืนวันที่ 16 สิงหาคม พล.ต.อัษฎาวุธ ปันยารชุน ผู้บัญชาการกองกำลังสุรสีห์ ได้รับรายงานข่าวลับว่ามีกลุ่มคนวางแผนลักลอบขนส่งยาเสพติดผ่านพื้นที่ชายแดนจังหวัดกาญจนบุรี จึงสั่งการให้ พ.อ.พรรณศักย์ เพรียวพานิช ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า ประสานกำลังร่วมกับตำรวจตระเวนชายแดน ฝ่ายปกครอง และตำรวจ สภ.ทองผาภูมิ จัดตั้งจุดสกัด-ตรวจคนเข้าเมืองหน้าเขื่อนวชิราลงกรณ เพื่อดักจับกลุ่มผู้ที่มีความน่าสงสัย

คุ้มไหม?ฉก.ลาดหญ้าจับขนยาบ้า349เม็ดค่าจ้าง500บาท

เวลาประมาณ 22.40 น. เจ้าหน้าที่ตรวจพบรถจักรยานยนต์ไม่มีป้ายทะเบียน ซึ่งตรงกับคำชี้แนะในข่าวลับ โดยมีชายหนุ่มใหญ่อายุ 39 ปีขี่มา คนขี่มีพฤติกรรมพิรุธชัดเจน หลังจากได้รับการตรวจค้นอย่างละเอียด เจ้าหน้าที่พบว่ามีเม็ด ยาบ้าจำนวน 349 เม็ด ถูกซ่อนไว้ภายในตัวกรองอากาศของรถจักรยานยนต์

จากการสอบสวนแผนกสืบสวนระบุว่า ชายคนนี้รับงานจากชายรายหนึ่งชื่อว่านายเม้น (งดนามสกุล) โดยถูกว่าจ้างให้ขนยาเสพติดจากตำบลสหกรณ์นิคม ไปยังตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ และได้รับค่าตอบแทนเพียงแค่ 500 บาท

คุ้มไหมกับการเสี่ยงชีวิต

ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในกฎหมายไทยเป็นอาชญากรรมที่มีโทษหนักมาก หนึ่งในสถานการณ์แบบนี้อาจไม่ใช่ครั้งแรกและคงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่หน่วยลาดหญ้าสามารถสกัดและจับกุมยาเสพติดขนาดใหญ่ได้จากการรับจ้างเล็กๆ น้อยๆ ที่เสี่ยงต่อชีวิต โดยที่ผู้กระทำอาจมองว่าเสี่ยงเพียงเล็กน้อยแต่กำไรก็ยังน้อยมาก

  • ผู้กระทำอาจมีความเสี่ยงต่อชีวิตสูง
  • พูดง่ายๆ ว่าหาค่าจ้างเล็กน้อยแต่เสี่ยงทั้งชีวิต
  • หน่วยปฏิบัติการสามารถคาดเดาเส้นทางและเวลาได้แม่นยำ

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงผลลัพธ์ของความพยายามและความแม่นยำในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงที่พร้อมเผชิญหน้ากับภัยคุกคามตลอดเวลา

การจับกุมหนุ่มใหญ่ขนยาบ้าครั้งนี้ไม่ใช่เพียงคดีอาชญากรรมธรรมดา แต่เป็นการเตือนตัวของคนที่อาจหวังกำไรจากการกระทำผิดกฎหมายในระดับอันตราย โดยไม่รู้เลยว่าตนเองอาจเสี่ยงกับสิ่งเลวร้ายมากเพียงใด เพราะการรับจ้างทำผิดกฎหมายแม้จะได้เงินน้อยแต่ผลกระทบทางกฎหมายกลับหนักหน่วง

สถานการณ์เช่นนี้เรียกร้องให้สังคมรับรู้และเข้าใจว่ายาเสพติดส่งผลเสียต่อทั้งกับตัวผู้เสพเอง สังคม และลูกหลาน ซึ่งหน่วยงานต่างๆ จำเป็นต้องร่วมมือกันทำงานอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการบานปลายของปัญหาในอนาคต

เมื่อเห็นผลสำเร็จเช่นนี้แล้ว คุ้มไหมกับการเสี่ยงชีวิตเพียง 500 บาท?

ที่มา – คุ้มไหม?ฉก.ลาดหญ้า สกัดจับหนุ่มใหญ่ขนยาบ้า 349 เม็ด ค่าจ้าง 500 บาท

เกาะประเด็นการเมืองวันนี้ จับตา หลังที่ประชุมสภาฯ ‘งบผ่าน 257 ต่อ 230’

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งมีวงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท โดยภายหลังการอภิปรายร่วมเป็นเวลา 3 วัน ได้มีการลงคะแนนเสียงจนออกผลว่า มีเสียงเห็นด้วย 257 เสียง ไม่เห็นด้วย 230 เสียง และงดออกเสียง 1 เสียง จากนั้นร่างกฎหมายดังกล่าวจึงถูกส่งไปยังวุฒิสภาเพื่อดำเนินการพิจารณาต่อ

เกาะประเด็นการเมืองวันนี้ จับตา หลังที่ประชุมสภาฯ ‘งบผ่าน 257 ต่อ 230’

ภายหลังการประชุม สภาผู้แทนราษฎร นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ให้ความร่วมมือในการพิจารรงบประมาณครั้งนี้ โดยระบุว่า รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะใช้จ่ายงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน

การจัดสรรงบประมาณที่โปร่งใส

ทั้งนี้ ท่านรมว.คลังได้เน้นย้ำว่า งบประมาณที่ผ่านการพิจารณาแล้วจะถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์อย่างเคร่งครัด ภายใต้มาตรการที่มีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้

ผลการลงคะแนนครั้งนี้เสียงเห็นชอบจากพรรคร่วมรัฐบาลเป็นฝ่ายที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุด โดยมีเสียงของ สส.งูเห่าจากพรรคร่วมฝ่ายค้านหลายพรรคที่เปลี่ยนแนวทางการลงคะแนน ซึ่งรวมถึง สส.จากพรรคประชาชน, พลังประชารัฐ, และภูมิใจไทย ที่ได้ลงมติเห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติ

  • น.ส.กฤษฎิ์ ชีวะธรรมานนท์ สส.ชลบุรี พรรคประชาชน
  • น.ส.กาญจนา จังหวะ สส.ชัยภูมิ พรรคพลังประชารัฐ
  • น.ส.ประภา เฮงตระกูล สส.กาฬสินธุ์ พรรคภูมิใจไทย

อย่างไรก็ตาม เสียงไม่เห็นด้วยจำนวน 230 เสียง ส่วนใหญ่มายังจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน และมีบางกรณีที่ สส. พarti ร่วมรัฐบาลบางรายไม่มีการลงคะแนนเสียง ได้แก่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง (เพื่อไทย) และนางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ (รวมไทยสร้างชาติ)

กรณีคลิปเสียงซื้อโหวตในสภาฯ

ในประเด็นคลิปเสียงการซื้อโหวตที่เกี่ยวข้องกับ สส.พรรคประชาชน นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องได้รับการสอบสวนอย่างเปิดเผย เพื่อความถูกต้องในการดำเนินคดี และเพื่อป้องกันการตีความผิดในวงการการเมือง

นอกจากนี้ “เลขาบอย” สรวงศ์ เทียนทอง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้เปิดเผยว่า นายกฯ พรรคเพื่อไทย อย่างนายแพทองธาร ชินวัตร มีแผนที่จะเข้าฟังคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่า กรณีนี้อาจนำไปสู่ความเสียหายทั้งในเชิงการเมืองและต่อตัวนายกฯ เอง

ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าหากเกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในตำแหน่งนายกฯ จะมีแคนดิเดตสำรองอย่างนายชัยเกษม นิติสิริ ซึ่งพร้อมจะรับหน้าที่หากถึงจุดวิกฤติ

ด้านคดีฮั้ว สว.

ด้านหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่าง ดีเอสไอ ได้เตรียมออกหมายเรียกผู้สมัคร สว. อีกกว่า 1,200 ราย หลังพบความเกี่ยวข้องของกลุ่มพลีชีพที่เกี่ยวข้องกับการบิดเบือนการเลือก ส.ว. โดยพบธุรกรรมการเงินที่สัมพันธ์กับนักการเมืองใน 45 จังหวัด

พยานหลักฐานที่รวบรวมไว้ยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับการโอนเงิน, การรับจ้างเป็นโหวตเตอร์ และความเชื่อมโยงกับกลุ่มในพื้นที่ ส่งผลให้หน่วยงานสอบสวนเตรียมดำเนินการสอบปากคำอย่างละเอียดต่อไป

ในทางการเมือง ยังมีความเคลื่อนไหวอีกด้านเมื่อมีการประกาศแต่งตั้งข้าราชการรัฐสภา เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม โดยได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568

การผ่าน งบประมาณพ.ศ.2569 ด้วยคะแนน 257 ต่อ 230 ถือเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่น่าจับตา ไม่ว่าจะเป็นในมุมของความสัมพันธ์ภายในพรรคร่วมรัฐบาล หรือผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลในสายตาสาธารณชน

หากคุณกำลังติดตามสถานการณ์การเมืองในไทยในปัจจุบัน เรื่องนี้ถือเป็นประเด็นหลักที่คุณต้องไม่พลาด ใช่ไหม?

ที่มา – เกาะประเด็นการเมืองวันนี้ จับตา หลังที่ประชุมสภาฯ ‘งบผ่าน 257 ต่อ 230’

หมอเตือน ! เหงื่อออกมากผิดปกติ อาจส่งสัญญาณโรคร้าย

“โรคเหงื่อมือ-เท้า” เป็นปัญหาสุขภาพที่อาจยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในประเทศไทยนัก โดยปกติเมื่อถึงฤดูร้อน หรือเมื่ออากาศเริ่มร้อนจัด ร่างกายของเรามักจะขับเหงื่อออกมาเป็นธรรมชาติ เพื่อควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย แต่หากพบว่าเหงื่อออกมากเกินความจำเป็น และเกิดขึ้นตลอดเวลาโดยไม่ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิภายนอก นั่นอาจเป็นสัญญาณของเหงื่อออกมากผิดปกติ หรือที่เรียกว่า Hyperhidrosis

ในหลายกรณี อาการเหงื่อออกมากผิดปกติ อาจเกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอึดอัด ไม่มั่นใจ และกระทบต่อชีวิตประจำวันอย่างมาก วันนี้ “เดลินิวส์” ได้นำบทความจากสำนักข่าวเพจสสส. มาช่วยให้กำลังใจและแนะนำแนวทางสำหรับใครที่กำลังเผชิญกับปัญหานี้ โดยได้รับความรู้จาก รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย ศัลยแพทย์ทรวงอกจากศูนย์ผ่าตัดส่องกล้อง โรงพยาบาลวชิรพยาบาล

หมอเตือน ! เหงื่อออกมากผิดปกติ อาจส่งสัญญาณโรคร้าย

จากคำอธิบายของแพทย์ ภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติ นี้สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ แบบปฐมภูมิ (Primary Focal Hyperhidrosis) ซึ่งมักเกิดขึ้นเองที่เฉพาะบริเวณของร่างกาย เช่น มือ รักแร้ เท้า หรือหน้า โดยไม่มีโรคอื่นร่วมเป็นสาเหตุ และอีกประเภทคือ แบบทุติยภูมิ (Secondary Hyperhidrosis) ที่อาจเกิดจากโรคทางการแพทย์ เช่น ความดันโลหิตสูง หรือไทรอยด์เป็นพิษ ซึ่งแพทย์มักจะเน้นย้ำว่า หากมีอาการเหงื่อออกมากผิดปกติ ควรได้รับการวินิจฉัยจากผู้เชี่ยวชาญอย่างถูกต้อง

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อ “โรคเหงื่อมือ-เท้า”?

พบว่าผู้ที่มีเหงื่อออกมากผิดปกติ แบบปฐมภูมิ มีประมาณ 1-3% ของประชากรทั่วไป โดยมักเริ่มแสดงอาการตั้งแต่วัยเด็กหรือวัยรุ่น สัญญาณแรกที่เจอมักคือความชื้นหรือเหงื่อที่มือหรือเท้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต เช่น ไม่สามารถจับกระดาษ จับโทรศัพท์ เขียนหนังสือ หรือปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆ ได้อย่างปกติ อาการมักจะแย่ลงเมื่ออยู่ในที่ร้อนหรือเมื่อพบความเครียด ซึ่งส่งผลต่อความมั่นใจของเด็กและวัยรุ่นเป็นอย่างมาก

ทางเลือกในการรักษาโรคเหงื่อมือ-เท้า

  • การใช้ยาทาหรือยาพ่นลดเหงื่อ
  • การฉีดยาบูต็อกซ์ (Botox) ที่บริเวณที่มีเหงื่อออกมากเกินปกติ
  • การทำอิออนโทโฟเรซิส (Iontophoresis) ซึ่งใช้ไฟฟ้าเล็กน้อยในการลดการหลั่งเหงื่อ
  • การผ่าตัดในกรณีที่รุนแรง เช่น การตัดเส้นประสาบที่ควบคุมต่อมเหงื่อ

อย่างไรก็ตาม การรักษาเหงื่อออกมากผิดปกติสามารถทำได้ตั้งแต่เด็ก และหากคุณหรือคนในครอบครัวมีอาการดังกล่าว อย่าลืมไปพบแพทย์เพื่อให้ได้รับคำแนะนำและวิธีรักษาที่เหมาะสม อย่าปล่อยให้อาการเหล่านี้กระทบคุณภาพชีวิตโดยไม่รับการรักษา

อย่าลืมสังเกตตัวเองและคนที่คุณรัก เพราะ “โรคเหงื่อมือ-เท้า” ไม่ได้เป็นเรื่องเล็ก และรู้เร็ว รักษาได้ทัน

ที่มา – หมอเตือน ! เหงื่อออกมากผิดปกติ อาจส่งสัญญาณโรคร้าย

เตือน กทม. ฝนตกหนักร้อยละ 80 เหนือ-อีสาน-ตอ. เสี่ยงท่วมฉับพลัน

กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเตือนภัยฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีโอกาสรับฝนตกหนักถึงหนักมากสูงถึงร้อยละ 80 พร้อมกับเสี่ยงต่อเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากอย่างรุนแรง

เตือน กทม. ฝนตกหนักร้อยละ 80 เหนือ-อีสาน-ตอ. เสี่ยงท่วมฉับพลัน

สำหรับพยากรณ์อากาศในช่วงวันที่ 17 ส.ค. ระบุว่า ฝนตกหนัก จะเกิดขึ้นกระจายอยู่ทั่วไปในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ฯลฯ และภาคตะวันออกอย่าง จันทบุรี ตราด ระนอง ฯลฯ

กรุงเทพฯ ก็ไม่ปลอดภัย

แม้จะเป็นเขตเมือง แต่ กรุงเทพฯ และปริมณฑล ก็มีโอกาสฝนตกหนักสูงถึงร้อยละ 80 ด้วย ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ต่ำ โดยเฉพาะในช่วงเย็นหรือค่ำคืน ขอให้ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงเตรียมตัวรับมือไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขา ทางน้ำไหลผ่าน หรือพื้นที่ที่เคยประสบภัยมาก่อน

การเตรียมความพร้อมก่อนฝนตกเป็นสิ่งสำคัญ ต้องติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด วางแผนเดินทางให้เหมาะสม และหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงหากมีรายงานฝนตกหนักในพื้นที่ใกล้เคียง

  • เตรียมอุปกรณ์กันฝนและรองเท้าผ้าใบ
  • ตรวจสอบสภาพถนนรอบที่พัก
  • ไม่ขับรถผ่านทางที่น้ำท่วมหรือไม่ทราบความลึก
  • ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการอย่างสม่ำเสมอ

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะการเตรียมตัวล่วงหน้าคือกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างมาก

อย่ามองข้ามการเตือนภัยครั้งนี้ หากคุณอาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ ควรเตรียมตัวย้ายไปพื้นที่สูงกว่าหากมีคำเตือนอย่างเป็นทางการจากเจ้าหน้าที่

ที่มา – เตือน “กทม.” ฝนตกหนักร้อยละ 80 “เหนือ-อีสาน-ตอ.” เสี่ยงท่วมฉับพลัน-น้ำป่าไหลหลาก

เดลินิวส์ 17 ส.ค.จี้‘ประชาคมโลก’กดดัน เขมรเก็บทุ่นระเบิด ชาวบ้านลุยฟ้องคณะทูต

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 17 ส.ค. 2568 นำเสนอข่าวสำคัญหลายประเด็น โดยเฉพาะข่าวที่เกี่ยวข้องกับ เดลินิวส์ 17 ส.ค.จี้‘ประชาคมโลก’กดดัน เขมรเก็บทุ่นระเบิด ชาวบ้านลุยฟ้องคณะทูต ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ร้ายแรงในพรมแดนไทย-กัมพูชาก่อให้เกิดความเดือดร้อนอย่างมากแก่ชาวบ้านในพื้นที่

เดลินิวส์ 17 ส.ค.จี้‘ประชาคมโลก’กดดัน เขมรเก็บทุ่นระเบิด ชาวบ้านลุยฟ้องคณะทูต

ในข่าวหนึ่งของเดลินิวส์ ระบุว่า กัมพูชาถูกกล่าวหาว่าละเมิดข้อตกลงสากลโดยการวางทุ่นระเบิดในพื้นที่ใกล้เคียงกับชายแดนไทย จนทำให้ชาวบ้านหลายรายได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิด แม้จะมีข้อตกลงให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันเคลียร์ทุ่นแต่ฝ่ายกัมพูชากลับถูกมองว่าไม่ให้ความร่วมมือเพียงพอ

จากสถานการณ์ดังกล่าว หน่วยงานระดับนานาชาติรวมถึง “ประชาคมโลก” เริ่มแสดงความกังวล และมีเสียงเรียกร้องให้มีการเข้าไปควบคุมสถานการณ์อย่างจริงจัง เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนบริเวณชายแดน ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศเช่นกัน

ชาวบ้านออกมากล่าวโทษและฟ้องร้องทางการทูต

ทางด้านชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งได้รับผลกระทบจากการวางทุ่นระเบิด ได้ออกมาระบุว่าพวกเขาต้องเผชิญกับอันตรายที่อาจสูญเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บแบบไม่มีที่สิ้นสุด เพราะฝ่ายกัมพูชาไม่เพียงแต่ไม่เก็บทุ่นที่เคยวางไว้ แต่ยังมีการวางเพิ่มเติมอย่างลับๆ อีกด้วย

ผลกระทบของสถานการณ์นี้นำไปสู่การฟ้องร้องทางการทูตจากชาวบ้าน ผ่านตัวแทนทางสังคมพลเมืองท้องถิ่น ที่เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกระดับการเจรจาทางการทูตและใช้แรงกดดันต่อ “ประชาคมโลก” ให้เข้ามาแทรกแซงอย่างจริงจัง

เสียงวิจารณ์จากสังคมระหว่างประเทศ

หากสถานการณ์เช่นนี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที อาจส่งผลให้มีการวิจารณ์จากสังคมโลกอย่างรุนแรง โจนสิทธิมนุษยธรรม และการละเมิดต่อกลุ่มพลเมืองที่ไม่เกี่ยวข้องในสถานการณ์ด้านความมั่นคง

การเผยแพร่ข่าวเช่นนี้ในหนังสือพิมพ์อย่าง เดลินิวส์ 17 ส.ค.จี้‘ประชาคมโลก’กดดัน เขมรเก็บทุ่นระเบิด ชาวบ้านลุยฟ้องคณะทูต จึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความตื่นตัวให้กับสังคมไทย และแสดงแรงผลักดันให้ภาครับผิดชอบต้องเร่งดำเนินการจัดการ

สามารถติดตามรายละเอียดข่าวสารเพิ่มเติมและภาพรวมสถานการณ์ในฉบับเต็มของหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 17 สิงหาคม 2568 ได้ในหน้าหนังสือพิมพ์กรอบ 6 ดาว และกรอบ 1 ดาว ฉบับล่วงหน้า 1 วัน วันที่ 18 สิงหาคม 2568

อ่านเพิ่มเติม:

  • ข่าวรอบด้านประเทศไทย
  • การเมืองภายในประเทศ
  • ความเคลื่อนไหวของพลเมือง
  • เหตุการณ์ในระดับนานาชาติ

หากคุณเป็นผู้ที่ต้องการความรู้และข้อมูลจริงจากสถานการณ์บ้านเมือง เรื่องไหนจะหนีไม่พ้นการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ หนึ่งในนั้นก็คือ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ที่มีการรายงานข่าวอย่างถี่ถ้วนเน้นรายละเอียดสำคัญตลอดจนมุมมองที่คนทั่วไปควรรับรู้

ที่มา – เดลินิวส์ 17 ส.ค.จี้‘ประชาคมโลก’กดดัน เขมรเก็บทุ่นระเบิด ชาวบ้านลุยฟ้องคณะทูต

พบเสือโคร่งมลายูประจำถิ่นอุทยานบางลาง

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊ก “Thailand Tiger Project DNP” ได้โพสต์ภาพและข้อความระบุว่า มีการยืนยันการมีอยู่ของ เสือโคร่งมลายู ประจำถิ่นใน อุทยานแห่งชาติบางลาง ผ่านการพบร่องรอยสดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นรอยตีน รอยคุ้ย กองมูล และรอยพ่นปัสสาวะ ซึ่งล้วนเป็นหลักฐานที่ชัดเจนถึงการดำรงอยู่ของเสือโคร่งในพื้นที่

พบเสือโคร่งมลายูประจำถิ่นอุทยานบางลาง

ระหว่างวันที่ 11-13 สิงหาคม ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์อุทยานที่บล.2 (น้ำตกฮาลาซะส์) อุทยานแห่งชาติบางลาง จ.ยะลา ร่วมกับผู้มีประสบการณ์ด้านการติดตามเสือโคร่งได้บุกพื้นที่เพื่อเดินสำรวจบริเวณจุดตั้งกล้องดักถ่ายอัตโนมัติที่เคยบันทึกภาพเสือโคร่งไว้ก่อนหน้านี้

ผลสำรวจพบว่าร่องรอยที่ได้รับการยืนยัน ไม่เพียงแต่มีความชัดเจนของรูปทรงรอยตีนเท่านั้น แต่ยังพบรอยคุ้ยและกองมูลที่เกิดขึ้นไม่นาน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เสือโคร่งมลายู ยังคงมีชีวิตอยู่และกำลังใช้พื้นที่อุทยานเป็นถิ่นอาศัยอย่างต่อเนื่อง

การวิจัยร่องรอยจากกล้องดักถ่าย

ข้อมูลจากการสำรวจครั้งนี้เมื่อนำมาประมวลผลร่วมกับภาพถ่ายจากกล้องดักถ่ายอัตโนมัติที่ติดตั้งอยู่ในพื้นที่ สามารถยืนยันได้ว่า ในพื้นที่ อุทยานแห่งชาติบางลาง มี เสือโคร่งมลายู ประจำถิ่นอย่างน้อย 1 ตัว การค้นพบนี้ถือเป็นหลักฐานสำคัญต่อการอนุรักษ์และการศึกษาต่อเกี่ยวกับประชากรเสือโคร่งในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนและแม่นยำยิ่งขึ้นเกี่ยวกับจำนวนประชากรเสือโคร่งใน อุทยานแห่งชาติบางลาง จำเป็นต้องมีแผนการสำรวจที่เป็นระบบ และครอบคลุมพื้นที่ให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันอุทยานมีแผนพัฒนาให้มีการติดตั้งกล้องดักถ่ายเพิ่มเติม เป็นระบบ แม้ว่าจะยังอยู่ในขั้นตอนการจัดหาอุปกรณ์อยู่ก็ตาม

  • เพิ่มประสิทธิภาพในการลาดตระเวนปกป้องพื้นที่
  • ติดตั้งกล้องดักถ่ายในจุดยุทธศาสตร์
  • ส่งเสริมการวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมของเสือโคร่ง

ด้วยการติดตามอย่างใกล้ชิดและการมีส่วนร่วมจากหน่วยงานท้องถิ่น โครงการเสือโคร่งใน อุทยานแห่งชาติบางลาง มีศักยภาพที่จะเป็นแนวทางการอนุรักษ์ที่ประสบความสำเร็จ และอีกขั้นหนึ่งของการยืนยันว่า เสือโคร่งมลายู ไม่ใช่เพียงสัตว์หายากในตำนาน แต่ดำรงอยู่ชัดเจนในห้วงผืนป่าไทย

การอนุรักษ์เสือโคร่งมลายูในอุทยานแห่งชาติบางลาง สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ชุมชน และองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อป้องป่า และมรดกทางธรรมชาติของเรา

หากคุณเป็นหนึ่งในแรงผลักดันเพื่ออนุรักษ์สัตว์ป่า หากคุณชื่นชอบธรรมชาติ อย่าลืมเข้าไปติดตามและร่วมเป็นกำลังสำคัญในการอนุรักษ์ผ่านการสนับสนุนโครงการต่างๆ เพื่ออนาคตของสัตว์ป่าและลูกหลานเรา

ที่มา – บุกป่าพิสูจน์ยืนยันมี ‘เสือโคร่งมลายู’ ประจำถิ่นอุทยานแห่งชาติบางลาง

พีชชี่ สุดงงร้านดังคิดราคาไข่เจียวปูสูงกว่า2เท่า

กลายเป็นประเด็นร้อนระดับประเทศเมื่อ พีชชี่ อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังจากเพจ “ชะนีพีชชี่ & สตีเฟ่นโอปป้า” ออกมาโพสต์ประสบการณ์สุดอึ้งบนแพลตฟอร์มโซเชียล โดยเผยให้เห็นถึงการถูกคิดราคาเมนู “ไข่เจียวปู” ในร้านอาหารดังถึง 4,000 บาท ในขณะที่ในเมนูระบุเพียง 1,500 บาท เท่านั้น ทำให้หลายคนถึงกับตกใจ ตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

พีชชี่ สุดงงร้านดังคิดราคาไข่เจียวปูสูงกว่า 2 เท่า

เหตุการณ์นี้เริ่มต้นจากการที่ พีชชี่ พาเพื่อนชาวต่างชาติไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร โดยคิดว่าจะเลิฟท์อาหารอร่อยให้เพื่อนได้ลองชิม แต่กลับกลายเป็นเหตุการณ์ที่เธอไม่เคยลืม เมื่อต้องจ่ายเงินสำหรับเมนู “ไข่เจียวปู” ถึง 4,000 บาท ทั้งที่ราคาในเมนูระบุเพียง 1,500 บาท

ทางร้านอธิบายเหตุผลว่าอย่างไร?

จากข้อมูลที่ได้รับจากทางร้าน กล่าวอธิบายว่าไข่เจียวปูที่ถูกเก็บเงิน 4,000 บาท เป็นรุ่น “พิเศษ” ที่ทำจากปูทะเลคุณภาพสูง และ “ลงทุนวัตถุดิบดีกว่ารุ่นธรรมดา” ที่มีราคา 1,500 บาท ทำให้มีรสชาติอร่อย และปูแน่นเต็มคำ อย่างไรก็ตาม พีชชี่ ยอมรับว่ารสชาติอร่อยจริง แต่ข้อโต้แย้งอยู่ที่ ความชัดเจนในข้อมูล และการสื่อสารกับลูกค้าก่อนการสั่งอาหาร

เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดกระแสตอบรับอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ มีทั้งผู้แสดงความเห็นในเชิงลบและในเชิงบวก โดยหลายคนมองว่าร้านอาหารควรจะมีการระบุราคาอย่างชัดเจน และควรให้ลูกค้าตัดสินใจด้วยความเข้าใจเต็มที่ก่อนสั่งอาหารแบบปกติ ไม่ใช่คิดราคาเกินกว่า 2 เท่าแบบไม่แจ้งล่วงหน้า

  • ไข่เจียวปูราคาปกติ 1,500 บาท
  • ไข่เจียวปู “พิเศษ” ถูกคิดราคา 4,000 บาท
  • พีชชี่ เผยประสบการณ์บนโซเชียลมีเดีย
  • ชาวเน็ตตั้งข้อสงสัยและความไม่พอใจต่อร้านอาหาร

หนึ่งในความเห็นที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดคือ ความเสี่ยงที่ผู้บริโภคจะถูกนำเอารัดเอาเปรียบ โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีชื่อเสียงดี หากไม่มีการระบุข้อมูลที่ชัดเจนล่วงหน้า อาจเข้าข่ายการดำเนินงานที่ไม่โปร่งใส และต้องมีการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)

จากกรณีนี้ หลายคนเริ่มให้ความสนใจในเรื่อง “ความโปร่งใส” และ “จริยธรรมในการให้บริการ” ของร้านอาหารมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการระบุวัตถุดิบที่ใช้ การตั้งราคา และการทำความเข้าใจลูกค้าก่อนการสั่งอาหาร ถือว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทั้งร้านและผู้บริโภคควรตระหนัก เพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต

ไม่ว่าจะอร่อยขนาดไหน หากความซื่อสัตย์สูญหาย ความเสียหายอาจไม่ใช่แค่เรื่องของราคา แต่ยังส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของร้านอีกด้วย

คุณคิดอย่างไรกับประสบการณ์ของ พีชชี่ ลองมาแชร์ความคิดเห็นกันได้เลย

ที่มา – ‘พีชชี่’ อินฟลูฯดัง สุดงงร้านดังคิดราคาไข่เจียวปู ทะลุที่ระบุในเมนูกว่า 2 เท่า

“บาร์ซา” ฟอร์มหรูบุกต้อน “มายอร์กา” 9 ตัวนิ่มเกือก

ศึกฟุตบอลลา ลีกา สเปนรอบล่าสุด เห็นได้ชัดว่า “บาร์เซโลนา” หรือที่แฟนบอลเรียกกันสั้น ๆ ว่า “บาร์ซา” เริ่มต้นฤดูกาลใหม่ได้อย่างยอดเยี่ยม หลังจากบุกไปเฉือนชนะ “มายอร์กา” ด้วยสกอร์ 3-0 ที่สนามเหย้าของฝ่ายตรงข้าม ส่งผลให้ทีมเก็บชัยชนะแรกได้อย่างงดงาม

การแข่งขันในครั้งนี้ เรียกได้ว่า “บาร์ซา” เป็นฝ่ายครองเกมอย่างเต็มที่ตั้งแต่นาทีแรก โดยเฉพาะในครึ่งแรกที่สามารถจู่โจมได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ทำประตูขึ้นนำก่อนได้ถึง 2 ลูก อย่างรวดเร็ว โดยเริ่มจากลูกโหม่งของ ราฟินญา ในนาทีที่ 7 และตามด้วยลูกยิงใบไม้ร่วงของ เฟร์ราน ตอร์เรส ในนาทีที่ 23

“บาร์ซา” ฟอร์มหรูบุกต้อน “มายอร์กา” 9 ตัวนิ่มเกือก

สิ่งที่เห็นชัดในเกมนี้คือ ความได้เปรียบของ “บาร์ซา” ทั้งด้านเทคนิค และการควบคุมจังหวะ เกมนี้ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อ “มายอร์กา” ถูกไล่ออกจากสนามไปถึง 2 คนในครึ่งแรก จากการโดนใบแดงให้กับ มานู มอร์ลาเนส ในนาทีที่ 33 และ เวดัต มูริชี ในนาทีที่ 39 ทำให้เหลือผู้เล่นเพียง 9 คน ต้องมาเล่นแบบเหนื่อยหนักมาก

ครึ่งหลัง “มายอร์กา” หมดสิทธิ์ลุ้น

ไม่ว่าจะเป็นเนื้อผ้าให้เล่นกี่ครั้ง “มายอร์กา” ก็ไม่มีทางย้อนกลับมาก่อนเลยเมื่อทีมต้องมาเล่นด้วยผู้เล่นแค่ 9 คนการควบคุมเกมของ “บาร์ซา” ในครึ่งหลังผ่านพ้นไปอย่างสบาย ๆ แม้จะไม่ได้ยิงบ่อยเหมือนครึ่งแรก แต่ยังคงครองบอล และจับจังหวะทำเกมผ่านหน้าให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง

แม้จะมีเวลาทดเจ็บถึง 4 นาที แต่ “บาร์ซา” ก็ยังสร้างความเสียหายล่าสุดได้อีก 1 ลูกจากลูกปั่นโค้งสุดงดงามของ ลามีน ยามาล ช่วยให้ “บาร์ซา” ฟอร์มหรูบุกต้อน “มายอร์กา” ไปได้ 3-0 อย่างสุดหรูหรา ด้วยผลงานที่ไม่มีติเลย

  • ได้เปรียบด้านตัวผู้เล่นตั้งแต่ครึ่งแรก
  • มีประตูขึ้นนำโดยรวดเร็ว
  • ครองเกมและทำประตูปิดกล่องได้แม่นยำ

การ์ตูนสรุปได้ว่า เป็นการเริ่มต้นฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมของ “บาร์ซา” ที่มาพร้อมความมั่นใจและความเหนียวแน่นในทุกจังหวะของเกม ซึ่งหากรักษารูปแบบการเล่นแบบนี้ไว้ทั้งในเกมลีกและยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกเชื่อเลยว่า “บาร์ซา” น่าจะกลับมาบาดใจศึกใหญ่อย่างเต็มรูปแบบในปีนี้

ในโลกของฟุตบอล ไม่มีอะไรแน่นอน แต่สิ่งที่แน่นอนในเกมนี้คือ “บาร์ซา” มาในรูปแบบที่พร้อมลุยและพร้อมกลับมาคว้าแชมป์กลับมาอย่างแท้จริง

ที่มา – “บาร์ซา” ฟอร์มหรูบุกต้อน “มายอร์กา” 9 ตัวนิ่มเกือก