ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ทรัมป์อ้างสีให้คำมั่น “ไม่ใช้กำลังกับไต้หวัน” ตราบใดที่ตนยังเป็นผู้นำสหรัฐ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ว่าในช่วงหนึ่งระหว่างการให้สัมภาษณ์พิเศษกับสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ อ้างว่า ได้รับคำมั่นสัญญาจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ว่าจะไม่ปฏิบัติการทางทหารต่อไต้หวัน ตราบใดที่ทรัมป์ยังคงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ

ทรัมป์ตอบว่า เขาขอบคุณอีกฝ่ายสำหรับคำพูดนั้น และชื่มชม “ความอดทนอย่างมาก” ของทั้งสองฝ่าย ด้านสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตันออกแถลงการณ์ ว่าประเด็นเกี่ยวกับไต้หวัน “ถือว่าเปราะบางและมีความสำคัญมากที่สุด” ในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน

ทรัมป์อ้างสีให้คำมั่น “ไม่ใช้กำลังกับไต้หวัน” ตราบใดที่ตนยังเป็นผู้นำสหรัฐ

แถลงการณ์ระบุต่อไปว่า สหรัฐควรยึดมั่นต่อหลักการจีนเดียว และแถลงการณ์ร่วมอย่างน้อย 3 ฉบับ เพื่อปกป้องความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีอย่างจริงใจ และเพื่อรักษาสันติภาพและเสถียรภาพให้กับช่องแคบไต้หวัน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไต้หวันเผชิญกับแรงกดดันทางทหารที่เพิ่มขึ้นอย่างหนักและต่อเนื่องจากจีน รวมถึงการที่กองทัพปลดปล่อยประชาชน (พีแอลเอ) จัดการซ้อมรบหลายครั้ง ในบริเวณที่ถือเป็น “จุดยุทธศาสตร์” รอบเกาะไต้หวัน โดยรัฐบาลปักกิ่งพยายามยืนยันการอ้างสิทธิอธิปไตยเหนือเกาะแห่งนี้มาตลอดว่าเป็น “มณฑลโพ้นทะเล” ส่วนไต้หวันยืนกรานปฏิเสธเรื่องนี้มาตลอดเช่นกัน

สถานการณ์ทางการเมืองของไต้หวัน

ไต้หวันถูกจีนแผ่นดินใหญ่ถือว่าเป็นภูมิภาคที่ยังไม่ได้รับการปลดปล่อยภายใต้หลักการ “จีนเดียว” อย่างไรก็ตาม ไต้หวันมีระบอบประชาธิปไตยของตนเอง และจัดการเลือกตั้งอย่างอิสระ ซึ่งทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างสองฝ่ายมายาวนาน

มีหลายประเด็นที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-ไต้หวันตึงเครียด โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการทหารและการทูต ทว่าในครั้งนี้ เมื่อทรัมป์อ้างสีให้คำมั่น “ไม่ใช้กำลังกับไต้หวัน” ตราบใดที่ตนยังเป็นผู้นำสหรัฐ ก็ถือเป็นการสร้างแรงฉุดสำคัญในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

บทบาทของสหรัฐอเมริกาในความขัดแย้งนี้

สหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ โดยเฉพาะในแง่ของการสนับสนุนทางทหารและการทูตต่อไต้หวัน แม้จะไม่ได้รับการยอมรับทางการเมืองอย่างเป็นทางการ แต่สหรัฐมีกฎหมายเฉพาะที่สนับสนุนการป้องป้องไต้หวัน เช่น Taiwan Relations Act

แม้ทรัมป์จะมีแนวทางการเมืองที่แตกต่างออกไปจากผู้นำสหรัฐคนก่อนหน้า แต่การที่เขาได้รับคำมั่นจากจีนว่าจะมิได้ใช้กำลังกับไต้หวัน เผยให้เห็นถึงความเชื่อมโยงทางอำนาจระดับสูง และความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของพื้นที่นี้ที่กระทบต่อเสถียรภาพโลก

  • การใช้คำมั่นจากจีนเพื่อควบคุมสถานการณ์ในภูมิภาค
  • บทบาทของสหรัฐต่อการส่งเสริมความมั่นคงในเอเชีย
  • การรักษาความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ของจีน-สหรัฐในช่วงเวลาที่มีความตึงเครียด

จากข่าวที่ว่า ทรัมป์อ้างสีให้คำมั่น “ไม่ใช้กำลังกับไต้หวัน” ตราบใดที่ตนยังเป็นผู้นำสหรัฐ เผยให้เห็นถึง_detective_และกลยุทธ์ในการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของผู้นำคนนี้ ที่สามารถแปลงคำพูดเป็นการเมือง และใช้ประโยชน์ทางทูตเพื่อรักษาภูมิภาคให้มีเสถียรภาพ

การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบหนึ่งสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สหรัฐ ว่าจะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างไรภายใต้พรมแดนทางการเมืองและความขัดแย้งที่มีมานานหลายสิบปี

ทั้งนี้ การเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกอย่างไต้หวัน ยังคงเป็นพื้นที่ที่ต้องเฝ้าดูให้มาก โดยเฉพาะเมื่อมีการเคลื่อนไหวทางทหารจากจีน แต่หากสหรัฐและจีนสามารถรักษาสมดุลได้ ก็อาจเปิดทางให้เกิดสันติภาพในระยะยาว

อ่านต่อเกี่ยวกับข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ที่มา – ทรัมป์อ้างสีให้คำมั่น “ไม่ใช้กำลังกับไต้หวัน” ตราบใดที่ตนยังเป็นผู้นำสหรัฐ

DSI ลุยเขากระโดง! จ่อขอข้อมูลที่ดิน 5,083 ไร่

จากกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มอบหมายให้ พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผู้อำนวยการกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำเนินการสืบสวนเรื่องข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการครอบครองและออกเอกสารสิทธิในที่ดินบริเวณเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งคาดว่าเป็นที่ดินของรัฐและเกี่ยวข้องกับบุคคลและหน่วยงานหลายฝ่าย

DSI ลุยเขากระโดง! จ่อขอข้อมูลที่ดิน 5,083 ไร่

รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษระบุว่า การสืบสวนเน้นไปที่พื้นที่ เขากระโดง ซึ่งมีพื้นที่ทั้งหมด 5,083 ไร่ โดย DSI ได้รับข้อมูลจาก การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มาแล้ว รวมถึงแผนที่เดิมที่ใช้เป็นหลักฐาน เช่น แผนที่การรถไฟ พ.ศ. 2465 (แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา)

แผนที่เปรียบเทียบเพื่อหาข้อเท็จจริง

เพื่อให้ได้ภาพรวมของพื้นที่อย่างชัดเจน แผนกแผนที่และเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศของ DSI จะจัดทำ “แผนที่การจัดซื้อที่ดินประกอบพระราชกฤษฎีกามาซ้อนทับกับภูมิประเทศในปัจจุบัน” เพื่อมาเทียบกับโฉนดที่ดิน นส.3 และภาพถ่ายดาวเทียม ซึ่งจะช่วยให้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่อย่างคล่องแคล่ว

ภายหลังจากได้ข้อมูลครบถ้วนแล้ว DSI เตรียมเดินทางลงพื้นที่ จังหวัดบุรีรัมย์ ในช่วงวันที่ 19-22 สิงหาคม เพื่อเข้าขอข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดินและสำนักงานจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งจะช่วยให้ทราบว่าใครเป็นผู้ครอบครองหรือถือครองพื้นที่ของรฟท. และสามารถตรวจสอบข้อมูลจาก สารบบที่ดิน 995 แปลง และหน่วยราชการอีก 12 หน่วยงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ได้ด้วย

  • ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเอกสารระบบราชการ
  • รับฟังคำให้การจากพยานสำคัญ
  • เปรียบเทียบข้อมูลด้วยแผนที่ปัจจุบันและแผนที่เดิม
  • เตรียมชี้แจงแนวทางทางกฎหมายในขั้นถัดไป

อย่างไรก็ตาม ก่อนเข้าพื้นที่ DSI จะประสานงานกับการรถไฟแห่งประเทศไทยให้มีเจ้าหน้าที่เข้าให้คำอธิบายและข้อมูลในฐานะพยาน เพื่อให้ข้อมูลที่ดีในการสืบสวนต่อไป

ทางด้านผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจากกรมสอบสวนคดีพิเศษได้อธิบายว่า ศาลฎีกาได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าพื้นที่ทั้งหมดเป็นของรฟท. และศาลปกครองกลางได้มีคำวินิจฉัยสุดท้ายว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของรัฐ เป็นกรรมสิทธิ์ของรฟท. ตามที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.จัดวางการรถไฟและทางหลวง พ.ศ. 2464

ประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ DSI ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และยืนยันข้อเท็จจริงจากข้อมูลทางราชการที่มีอยู่แล้ว

ข่าวการดำเนินการในครั้งนี้ถือเป็นประเด็นที่สังคมควรให้ความสนใจ เพราะอาจนำไปสู่แนวทางใหม่ในการบริหารพื้นที่ของรัฐ และเพิ่มความโปร่งใสในเรื่องที่ดินที่กลายเป็นจุดพิพาทมายาวนาน

เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ครบถ้วน DSI จะทำรายงานเสนอต่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อพิจารณาให้เป็นคดีพิเศษภายในช่วงสิ้นเดือนสิงหาคมนี้

ที่มา – DSI ลุยเขากระโดง! จ่อขอข้อมูลที่ดิน 5,083 ไร่ เตรียมชงคดีพิเศษสิ้นเดือน ส.ค.นี้

พล.อ.ณัฐพล​แจง​ศบ.ทก.​ไม่เคลื่อนไหว​ รอวงถกRBC- GBC ​ก่อน

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา สื่อมวลชนได้รายงานเกี่ยวกับกระแสข่าวการลดการดำเนินงานของศูนย์​เฉพาะกิจ​บริหาร​สถานการณ์​บริเวณ​ชายแดน​ไทย​-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ซึ่งดูเหมือนจะชะลอการเคลื่อนไหวลงอย่างเห็นได้ชัด โดยมี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้รักษาการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้ให้ข้อมูลชี้แจงถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน

พล.อ.ณัฐพล​แจง​ศบ.ทก.​ไม่เคลื่อนไหว​ รอวงถกRBC- GBC ​ก่อน

จากข้อมูลที่ได้รับ พล.อ.ณัฐพล เปิดเผยว่า เหตุผลที่ ศบ.ทก. ไม่มีการเคลื่อนไหวอย่างชัดเจนในขณะนี้ เนื่องจากกระทรวงกลาโหมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังรอผลการประชุมของคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ซึ่งแบ่งเป็น 2 พื้นที่หลัก ได้แก่

  • committee ชายแดนในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและตราด ภายใต้ บัญชาการกองกำลังป้องกันจันทบุรีตราด (กปช.จต.) และกองทัพภาคที่ 1
  • committee ชายแดนในพื้นที่ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ภายใต้การดูแลของกองทัพภาคที่ 2

หลังจากการประชุม RBC เสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่จะประเมินสถานการณ์และจัดทำแนวทางไปสู่การประชุมระดับสูงต่อไป นั่นคือ คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นในวันที่ 8-10 กันยายน 2568 ที่เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา

เตรียมฉากทัศน์ระยะยาว รองรับการพัฒนา

นอกจากนี้ พล.อ.ณัฐพล ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ท่านได้เชิญที่ปรึกษาระดับสูงของกระทรวงกลาโหมจำนวน 8 ท่าน มาร่วมพิจารณาและให้คำแนะนำในการกำหนด “ฉากทัศน์” ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อให้ ศบ.ทก. สามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้อย่างมีระบบ เหมาะสมกับสถานการณ์ในอนาคต และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐ

ฉากทัศน์ดังกล่าวจะถูกนำเสนอทั้งต่อสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอความเห็นชอบอย่างเป็นทางการต่อไป แสดงให้เห็นว่า การวางแผนเชิงกลยุทธ์ของไทย ไม่ได้มุ่งเพียงการบริหารพื้นที่ แต่รวมถึงการเตรียมความพร้อมในระยะยาวทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงในภูมิภาค

บทบาทของ RBC และ GBC ในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ถือเป็นกลไกสำคัญในการจัดการปัญหาความมั่นคงและข้อพิพาทที่เกิดขึ้นตามพรมแดนไทย-กัมพูชา การเจรจาในระดับทั้ง 2 นี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นกระบวนการที่ช่วยลดความตึงเครียด และสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ทั้งสองฝ่าย

  • RBC ดูแลประเด็นในระดับท้องถิ่น เช่น ข้อพิพาทพรมแดน ปัญหาอาชญากรรมข้ามแดน และการจัดการชุมชนชายแดน
  • GBC เน้นประเด็นเชิงนโยบายระดับประเทศ เช่น การร่วมมือในมาตรการทหาร การรักษาความปลอดภัย และการพัฒนาทางเศรษฐกิจร่วมกัน

การติดตามสถานการณ์ครั้งสำคัญ

การกระทำของประเทศไทยที่ยังคงรอการพิจารณาก่อนลงมือเป็นครั้งสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อมองถึงความละเอียดอ่อนของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา การประชุมในระดับทั้ง RBC และ GBC จะช่วยให้สามารถจัดการภัยคุกคามและผลักดันให้เกิดการพัฒนาในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น การที่ ศบ.ทก. ยังไม่มีการเคลื่อนไหวในปัจจุบัน ไม่ใช่เพราะความล้าช้า แต่เพื่อให้แน่ใจว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ข้อมูลครบถ้วน และคำตอบที่ได้จะนำไปสู่การจัดการสถานการณ์อย่างรอบคอบและรอบด้าน

เราเชื่อว่าการวางแผนอย่างมีระบบในครั้งนี้ จะช่วยวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับอนาคตของพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ในทุกภาคส่วน

ที่มา – ‘พล.อ.ณัฐพล​’แจง​‘ศบ.ทก.’​ไม่เคลื่อนไหว​ รอวงถก‘RBC​- ​GBC​ ‘ก่อน

กทท. นำร่องใบสั่งปล่อยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ท่าเรือกรุงเทพแห่งแรก

การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เริ่มใช้งานระบบ ใบสั่งปล่อยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ หรือ NSW e-D/O อย่างเป็นทางการที่ท่าเรือกรุงเทพเป็นแห่งแรก ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนการทันสมัยของระบบโลจิสติกส์ในประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนจาก นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

กทท. นำร่องใบสั่งปล่อยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ท่าเรือกรุงเทพแห่งแรก

ระบบ NSW e-D/O นี้จะช่วยลดขั้นตอนในการดำเนินงานอย่างมาก โดยระยะเวลาในการปล่อยสินค้าที่เคยใช้เวลาถึง 3 วัน สามารถลดเหลือเพียง 1 วัน ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดเวลาและต้นทุน แต่ยังลดการใช้กระดาษ ทำให้ระบบโลจิสติกส์มีความยั่งยืนมากขึ้น สำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมขนส่งทางทะเล การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบ ใบสั่งปล่อยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค

ตอบโจทย์ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

การดำเนินการนี้สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของอาเซียน และวางรากฐานพัฒนา กทท. ให้กลายเป็น Smart Port ที่มีระบบเทคโนโลยีทันสมัย พร้อมให้บริการที่มีประสิทธิภาพและความรวดเร็วสูงสุด ซึ่งรวมถึงการเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมศุลกากร และบริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ (NT)

เรือโท ภูมิ แสงคำ ผู้อำนวยการท่าเรือกรุงเทพ กล่าวว่า การพัฒนาระบบ NSW e-D/O นี้ถือเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ที่มุ่งเน้นให้บริการสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ มีความโปร่งใส และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยระบบใช้แพลตฟอร์ม THAI NSW ซึ่งถูกออกแบบมาให้รองรับการทำงานแบบเรียลไทม์ ตั้งแต่การชำระเงินไปจนถึงขั้นตอนการปล่อยสินค้า

สอดคล้องแผนพัฒนาดิจิทัลกระทรวงคมนาคม

การทำงานที่มีประสิทธิภาพด้วยระบบ ใบสั่งปล่อยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ นี้สอดคล้องกับแผนพัฒนาด้านดิจิทัลของกระทรวงคมนาคม ระยะปี 2566 – 2570 ซึ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และสร้างระบบ Digital Logistics ที่น่าเชื่อถือ

เมื่อท่าเรือกลายเป็น Smart Port อย่างเต็มตัว ทุกขั้นตอนในการขนส่งจะถูกยกระดับให้ทันสมัยและไร้รอยต่อ ช่วยรองรับการเติบโตในยุคเศรษฐกิจใหม่ที่ต้องการความรวดเร็วและความแม่นยำ ทั้งนี้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล จะเป็นขุมพลังสำคัญให้ภาคขนส่งทางน้ำสามารถเติบโตไปได้ไกลยิ่งขึ้น

การเริ่มต้นใช้ NSW e-D/O ที่ท่าเรือกรุงเทพไม่เพียงเป็นจุดเปลี่ยนด้านเทคโนโลยี แต่ยังเป็นการเติมเต็มวิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศในยุคโลจิสติกส์ทันสมัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจขนส่งสินค้า ควรเริ่มศึกษาและปรับตัวให้เข้ากับระบบที่ทันสมัยแบบนี้ เพราะอนาคตของ secter logistics จะขึ้นอยู่กับความเร็วในการปรับตัวของคุณ

ที่มา – “กทท.” นำร่องใช้ใบสั่งปล่อยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ “ท่าเรือกรุงเทพ” แห่งแรก

ตีความแน๊ก-ชาลีในเอ็มวีเพลง Pieces แหลกสลาย – Sammy Niche

เมื่อพูดถึงความเคลื่อนไหวในวงการเพลงไทย งานล่าสุดของ Sammy Niche ภายใต้สังกัด iAM ที่ปล่อยเอ็มวีเพลง “Pieces (แหลกสลาย)” ได้กลายเป็นกระแสแรงระดับทวิตเตอร์และอินสตาแกรมอย่างรวดเร็ว ทั้งเพลงและเอ็มวีนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่acemark ความรู้สึกเศร้าหมองผ่านท่อนฮิตที่ว่า “ทำไมมันจะต้องเป็นฉัน” ซึ่งทำให้หลายคนตกใจในพลังของเนื้อเพลงที่ เป้ MVL รับหน้าที่ทั้งเขียนและยังนั่งแท่นโปรดิวเซอร์ให้กับผลงานนี้ด้วย

หนึ่งในตัวช่วยสำคัญของเพลงนี้คือการแสดงของ แน๊ก ชาลี ที่เข้ากับบทบาทอย่างสุดตัว เชิญชวนผู้ชมให้เข้าใจถึงอารมณ์ความรู้สึกที่สูญเสียทางความรักอย่างลึกซึ้ง แม้จะมีเวลาในการถ่ายทำไม่มากนัก แต่ภาพรวมของเอ็มวีเปิดโอกาสให้เราได้สัมผัสกับอารมณ์ผ่านการเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ และแววตาของ “แน๊ก” เท่านั้นก็เพียงพอแล้วที่จะเปิดประตูสู่หัวใจเจ็บๆ ของคนที่เคยผ่านรักพังทลายมาก่อน

ตีความแน๊ก-ชาลีในเอ็มวีเพลง Pieces แหลกสลาย

โดยรูปแบบของเอ็มวีนี้มาในสไตล์ แนวทดลอง (ทดลองเทค) ไม่มีคัทสำร็จระหว่างการถ่ายทำ มีเป้าหมายให้เกิดกระแสไหลลื่นของอารมณ์ความรู้สึกแบบต่อเนื่อง โดยใช้ภาพถ่ายด้วยทีมงานจำนวนจำกัดและใช้แสงธรรมชาติในการถ่ายทำ เพื่อให้อารมณ์ของตัวละครสื่อออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด

เรื่องราวเบื้องหลังที่ทุกคนอยากทราบ

แน๊กเล่าถึงบทบาทของเขาในมิวสิกวิดีโอนี้ว่า “พวกเราถ่ายทำในแบบลองเทค ไม่มีคู่แสดง และไม่มีบทพูดใดๆ โดยใช้ทีมงานไม่มาก มีเวลาจำกัด เพื่อให้แสงในฉากออกมาตรงกับที่ต้องการ พอได้คัทช็อตที่ถ่ายทอดอารมณ์ได้ดี พากันมารวมตัดต่อจนจริงๆ จนเกิดเป็นสิ่งที่เราได้เห็นในตอนนี้”

การตีความเรื่องราวผ่านสายตาของ “แน๊ก ชาลี” ที่.rmtree เช่นเดียวกับเนื้อเพลง ทำให้หลายคนอินตามและเข้าใจโจทย์ของเพลงได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ที่เคยดูเหมือนดีแต่กลับพังทลายของคนสองคน จนกระทั่งต้องตั้งคำถามในท่อนเพลงว่า “ทำไมมันจะต้องเป็นฉัน” ซึ่งเป็นจริงกับใครหลายคน เมื่อความหวังยิ่งมากขึ้นเจ็บก็ยิ่งมากขึ้นเช่นกัน

  • เพลงถ่ายทอดความเศร้าในความรักที่พังทลาย
  • แน๊กเผยข้อมูลเบื้องหลังการถ่ายทำเอ็มวี
  • เป้ MVL ครองบทเพลงทั้งเนื้อร้องและทำนอง
  • อารมณ์ความรู้สึกถูกถ่ายทอดผ่านสายตาและการแสดงของ “แน๊ก”

ในแง่มุมของเพลง เจ้าตัว “แน๊ก” ยังยอมรับว่าเพลงนี้เขย่าใจจริงๆ ทั้งเสียงร้องที่ coquine่วเส้นบางๆ และอินเนอร์ในระดับที่แทบฉีกหัวใจ จำพวกที่เคยผ่านสถานการณ์ที่รักเท่านี้มาก่อน จะเข้าใจในความหมายที่ถูกต้องที่สุดอย่างแน่นอน

สำหรับใครที่ยังไม่มีโอกาสฟังเพลง “Pieces (แหลกสลาย)” ของ Sammy Niche ขอแนะนำให้ลองเปิดฟังจากแพลตฟอร์มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น YouTube Music Spotify หรือ Apple Music เพราะนอกจากจะได้ยินเสียงเพลงที่อบอุ่นแต่เข้มข้นแล้ว ยังได้ภาพความรู้สึกที่สื่อผ่านเอ็มวีที่หลายคนยกให้เป็น franchise ใหม่ที่กล้าพูดความจริงตรงๆ กับความรู้สึกของคนที่เคยเจ็บจากความรักมาแล้ว

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เคยมีอดีตบางอย่างที่ไม่จบง่ายๆ บอกเลยว่าเพลงนี้ อาจเป็นทางคลี่คลายความรู้สึกที่คุณไม่เคยได้พูดออกมา

ที่มา – ตีความกันรัวๆ “แน๊ก-ชาลี” ในเอ็มวี เพลง Pieces(แหลกสลาย) ของ ‘Sammy Niche’ สื่ออะไร?

อินโดนีเซียสร้าง “โรงงานก๊าซแอลเอ็นจีลอยน้ำ” ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

อินโดนีเซียก้าวเข้าสู่วงการพลังงานระดับโลกด้วยการเปิดตัว “โรงงานก๊าซแอลเอ็นจีลอยน้ำ” ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทำให้ประเทศนี้กลายเป็นศูนย์กลางการผลิตก๊าซธรรมชาติเหลวที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นแบบอย่างของการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดในอนาคต

อินโดนีเซียสร้าง “โรงงานก๊าซแอลเอ็นจีลอยน้ำ” ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงจาการ์ตา เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา ว่าอินโดนีเซียได้เปิดตัวโครงการโรงงานก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ใช้เทคโนโลยีลอยน้ำ ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 963 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 31,100 ล้านบาท โดยโครงการดังกล่าวจะสามารถผลิตก๊าซธรรมชาติเหลวได้สูงสุดถึง 1.2 ล้านเมตริกตันต่อปี

นี่ถือเป็นโรงงาน LNG แบบลอยน้ำแห่งแรกของอินโดนีเซีย และเป็นแห่งที่ 9 ของโลก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการขับเคลื่อนพลังงานในรูปแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการส่งออกพลังงาน และตอบสนองต่อความต้องการด้านพลังงานที่เติบโตอย่างรวดเร็วทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ที่ตั้งและรายละเอียดโครงการ

โรงงานแห่งนี้ตั้งอยู่ที่อำเภอฟักฟัก จังหวัดปาปัวตะวันตก ซึ่งอยู่ใกล้แหล่งก๊าซธรรมชาติสำคัญที่ชื่อว่า อาแซป คิโด เมราห์ (Asap Kido Merah) ในอำเภอเตลุก บินตูนี โดยคาดว่าจะสามารถผลิตก๊าซถึง 330 ล้านลูกบาศก์ฟุตมาตรฐานต่อวัน เริ่มการดำเนินงานอย่างเป็นทางการในปี 2570

การเลือกใช้โครงสร้างแบบเรือหรือลอยน้ำช่วยให้การสร้างโรงงานมีความยืดหยุ่น ใช้เวลาในการก่อสร้างน้อย และสามารถย้ายไปประจำการยังพื้นที่ที่มีแหล่งก๊าซธรรมชาติได้มากขึ้นในอนาคตตลอดแนวชายฝั่งของอินโดนีเซีย ซึ่งเหมือนเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีน้ำเงินของประเทศ

  • ขนาดการลงทุน: 963 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • กำลังการผลิต: 1.2 ล้านเมตริกตัน/ปี
  • แหล่งก๊าซ: อาแซป คิโด เมราห์
  • สถานที่ตั้ง: อ.ฟักฟัก จ.ปาปัวตะวันตก
  • เริ่มดำเนินงาน: ปี 2570

อินโดนีเซียสร้าง “โรงงานก๊าซแอลเอ็นจีลอยน้ำ” ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการพัฒนาพลังงานในยุคใหม่ การลงทุนในครั้งนี้ไม่เพียงลดภาระต้นทุนการขนส่งก๊าซเท่านั้น แต่ยังเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในตลาด LNG โลก

นอกจากนี้ คาดว่าโครงการนี้จะสร้างโอกาสทางการทำงานให้กับประชาชนในพื้นที่ และทำให้เศรษฐกิจของพื้นที่บนเกาะพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นส่วนหนึ่งของแผนเศรษฐกิจสีฟ้าของอินโดนีเซียที่เน้นการแปรรูปทรัพยากรทางทะเลอย่างสมดุลกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ไม่ว่าจะมองในแง่เศรษฐกิจ การค้า หรือพลังงานสะอาด อินโดนีเซียสร้าง “โรงงานก๊าซแอลเอ็นจีลอยน้ำ” แห่งนี้เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งสนับสนุนเป้าหมายการเป็นผู้นำทางด้านพลังงานสะอาดระดับภูมิภาคและโลก

หากคุณกำลังติดตามประเด็นโลกพลังงาน การพัฒนาในอินโดนีเซียครั้งนี้คือบทใหม่ของการแปรรูปก๊าซธรรมชาติที่สามารถนำไปสู่อนาคตของพลังงานในเอเชีย อย่าลืมติดตามข่าวสารอัปเดตเกี่ยวกับโครงการนี้ เพราะนี่อาจเป็นแค่จุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรม LNG ขนาดใหญ่ในภูมิภาคนี้

ที่มา – อินโดนีเซียสร้าง “โรงงานก๊าซแอลเอ็นจีลอยน้ำ” ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ไมเคิล อัลฟาโร เยือนไทย รับฟังมุมมองรัฐบาลไทย-กัมพูชา

ล่าสุด นายไมเคิล อัลฟาโร (Michael Alfaro) บุคคลที่เคยอ้างว่าเป็น “นักข่าวและผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวกรองและความมั่นคงประจำทำเนียบขาวของสหรัฐอเมริกา” ได้ออกมาเปิดเผยถึงภารกิจของเขาในการเยือนประเทศไทย โดยระบุว่าได้รับคำเชิญจากรัฐบาลไทยให้เดินทางเข้าประเทศ เพื่อรับฟังมุมมองจากฝั่งไทยเกี่ยวกับปมขัดแย้งชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา

ไมเคิล กล่าวผ่านโพสต์บนเฟซบุ๊กว่า ขณะนี้เขาอยู่ในกัมพูชา และได้รับคำเชิญอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลไทยให้เดินทางข้ามไปฟังมุมมองของทางการไทย “ในฐานะนักข่าว ภารกิจของผมคือการเปิดเผยความจริงทั้งหมดที่อยู่เบื้องหลังความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาทั้งสองฝ่าย และรายงานต่อประชาชนชาวอเมริกันและสังคมโลก”

ไมเคิล อัลฟาโร เยือนไทย รับฟังมุมมองรัฐบาลไทย-กัมพูชา

ภายหลังการเยือนใหญ่ของเขาในพื้นที่ชายแดนบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับดินแดนจังหวัดបันทายมีชัยของกัมพูชา ไมเคิลได้กลายเป็นจุดสนใจของสาธารณะชนภายหลังที่มีการกล่าวอ้างว่าเขาเป็น “นักข่าวทำเนียบขาว” อย่างไรก็ตาม ภายหลังมีการตรวจสอบกลับพบว่าเขาเป็นเพียงคนทั่วไปที่เข้าไปเกี่ยวข้องในวงการล็อบบี้ฯ ไม่ได้เป็นข้าราชการหรือตัวแทนทางการของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาแต่อย่างใด

เป้าหมายก้าวต่อไปของไมเคิล

เขาชี้แจงเพิ่มเติมอีกว่า “หลังจากได้พบกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทยแล้ว ผมจะนำข้อมูลที่ได้รับไปวิเคราะห์ และรายงานให้ประธานาธิบดีทรัมป์ เพื่อที่ท่านจะได้ตัดสินใจอย่างรอบด้านว่าจะก้าวต่อไปอย่างไร เพื่อไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนระหว่างกัมพูชากับไทย”

ท่าทีนี้ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าเขาจะนำข้อมูลนี้ไปใช้เพื่อจุดประสงค์ใด และจะได้รับการตอบรับจากฝ่ายสหรัฐฯ อย่างไร เพราะการกระทำของเขาถูกมองว่าอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

  • ชาวเน็ตแห่ตั้งข้อสงสัยต่อความน่าเชื่อถือของการรายงานข่าว
  • พบความคลาดเคลื่อนจากคำกล่าวอ้างตัวตนของ “ไมเคิล อัลฟาโร”
  • ประชาชนในไทยและกัมพูชาร่วมติดตามเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด

จากกรณีที่เกิดขึ้น นับเป็นบทพิสูจน์ว่าสื่อมีบทบาทสำคัญทั้งในแง่ของการรายงานข่าวอย่างมีจริยธรรม และความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนเผยแพร่ เพราะคำพูด และภาพลักษณ์ของบุคคลหนึ่ง อาจสร้างความเข้าใจผิดต่อการทูต หรือต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ง่ายนัก

หากไมเคิลจะสามารถรับฟังมุมมองจากทั้งสองฝ่าย และสร้างผลงานที่เป็นกลางและเปิดเผยความจริงแก่สาธารณชนโลกจริงหรือ คงต้องลุ้นรายงานของเขาในอนาคตอย่างต่อเนื่อง

อยากรู้ข่าวสารอื่นๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ติดตามเราได้ที่นี่

ที่มา – ‘ไมเคิล’ เปิดภารกิจเยือนไทย รับฟังมุมมองรัฐบาล ปมขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา

ไห่หนาน แอร์ไลน์ส นำสัตว์เลี้ยงขึ้นเครื่องระหว่างบินปักกิ่ง-กทม.

สายการบิน ไห่หนาน แอร์ไลน์ส แห่งประเทศจีนได้เปิดตัวบริการพิเศษสำหรับผู้โดยสารที่ต้องการนำ สัตว์เลี้ยงนั่งห้องโดยสาร ระหว่างการเดินทาง โดยเฉพาะในเส้นทางระหว่างประเทศอย่างปักกิ่ง – กรุงเทพฯ

ไห่หนาน แอร์ไลน์ส นำสัตว์เลี้ยงขึ้นเครื่องระหว่างบินปักกิ่ง-กทม.

ตามรายงานจากสำนักข่าวซินหัว ประจำเมืองไห่โข่ว แห่งประเทศจีน เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา ระบุว่า สายการบิน ไห่หนาน แอร์ไลน์ส ได้อนุญาตให้ผู้โดยสารสามารถพา สัตว์เลี้ยง ขึ้นเครื่องได้ แต่จำกัดเฉพาะสุนัขและแมวที่ผ่านการตรวจสอบและตรงตามข้อกำหนดของสายการบิน โดยผู้โดยสารหนึ่งรายสามารถพา สัตว์เลี้ยง ได้คนละ 1 ตัว เท่านั้น

ข้อกำหนดและเอกสารที่จำเป็น

หากคุณต้องการพา สัตว์เลี้ยงนั่งห้องโดยสาร กับเที่ยวบินนี้ ต้องเตรียมเอกสารต่าง ๆ ให้ครบถ้วน โดยต้องมีใบรับรองสุขภาพของสัตว์เลี้ยง หลักฐานการฉีดวัคซีน บัตรประจำตัวสัตว์เลี้ยง รวมถึงเอกสารสำหรับการนำเข้าสัตว์ และต้องลงนามในข้อตกลงการขนส่งด้วย

ปัจจุบัน สายการบินนี้เปิดให้บริการนำ สัตว์เลี้ยงนั่งห้องโดยสาร ได้เฉพาะในชั้นประหยัดเท่านั้น และจำกัดจำนวนสัตว์เลี้ยงที่สามารถนำขึ้นเครื่องในแต่ละเที่ยวบิน เพื่อรักษาความปลอดภัยและสุขอนามัยของผู้โดยสารทุกคน

จุดเด่นของบริการนี้

บริการที่เสนอนี้ไม่ใช่แค่การพัฒนางานด้านการบินเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความใส่ใจในความต้องการของผู้โดยสารที่ต้องการเดินทางไปพร้อมกับเพื่อนสี่ขาอย่างปลอดภัย สายการบิน ไห่หนาน แอร์ไลน์ส ได้เปิดตัวบริการนี้มาตั้งแต่ปี 2561 และสามารถรองรับ สัตว์เลี้ยงนั่งห้องโดยสาร ได้มากกว่า 10,000 ตัว ในเที่ยวบินที่ครอบคลุม 27 เมืองใหญ่ของจีน เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเซินเจิ้น

ในอนาคต สายการบินวางแผนจะขยายบริการนี้ไปยังเส้นทางอื่น ๆ มากขึ้น ตามความต้องการของผู้โดยสาร ใครที่มีแผนเดินทางไปจีนหรือต้องการพาเพื่อนสี่ขาไปด้วย บริการนี้น่าสนใจอย่างยิ่ง

บริการนี้เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเดินทางอย่างสะดวกสบายไปพร้อมกับผู้伴侣ที่ใจดีและซื่อสัตย์ อย่ารอช้า หากคุณมีแพลนเที่ยวจีนในเร็ว ๆ นี้ ลองตรวจสอบเงื่อนไขกับ ไห่หนาน แอร์ไลน์ส เพื่อวางแผนให้พร้อม

ยิ่งเดินทางอย่างสุขสบาย คือการเริ่มต้นของความทรงจำดี ๆ ที่แท้จริง

ที่มา – “ไห่หนาน แอร์ไลน์ส” นำร่องพา “สัตว์เลี้ยงนั่งห้องโดยสาร” บนเที่ยวบินปักกิ่ง-กทม.

Mercury Goldfish เสิร์ฟมินิอัลบั้ม Short-term Memory

วง Mercury Goldfish วงดนตรีที่แฟนๆ เรียกกันว่า ‘วงปลาทอง’ จากค่าย CHASE สังกัด TERO MUSIC ล่าสุดเปิดตัวมินิอัลบั้มชุดแรก “Short-term Memory” ที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์ในทุกมิติอย่างเต็มตัว ไม่ว่าจะเป็นซาวด์ดนตรี การออกแบบ หรือภาพลักษณ์โดยรวม ซึ่งเปรียบเสมือนการเดินทางสู่โลกของความรู้สึก ความทรงจำ และความลืมผ่านสายตาของศิลปิน

มินิอัลบั้มนี้นำเสนอเพลง 5 เพลง ที่ถูกถ่ายทอดออกมาเป็น Lyric Video ซึ่งแต่ละเพลงสะท้อนอารมณ์และภาพนิ่งของช่วงเวลาต่าง ๆ ในชีวิตมนุษย์ เริ่มจากเพลง ‘ว้าวุ่น’ ที่ได้รับการกำกับเสียงจนกลายเป็นเพลงสนุกเต้นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ด้วยความช่วยเหลือของโปรดิวเซอร์อย่าง “พี่คิด-ศุภกิจ ฟองธนกิจ” ส่วนเพลง ‘คนขี้ลืม’ เพลงซึ้งทรงพลังที่เคยถูกทิ้งไว้ในคอมพิวเตอร์ขณะยังเป็นเดโม่ ก็ได้ชีวิตใหม่ภายใต้มืออันฉลาดของ “พี่เบนซ์ BNZ”

Mercury Goldfish เสิร์ฟมินิอัลบั้ม Short-term Memory

แต่ละเพลงใน Short-term Memory ถูกเก็บเกี่ยวผ่านความทรงจำแบบดิจิทัลยุคต้น ผสมกับความรู้สึกในแบบ ‘Frutiger Aqua’ ที่ดูทั้งว้าวุ่นและ มินิมอล จนได้อารมณ์เหมือนอยู่ทั้งในตู้ปลาและโฟลเดอร์ในคอมพิวเตอร์พร้อมกัน คำว่า “Short-term Memory” ไม่ได้เป็นแค่ชื่ออัลบั้ม แต่เป็นแนวคิดที่(manager of Mercury Goldfish) ใช้เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ของมนุษย์กับการจดจำ ความลืม และความรู้สึกที่ตามมา

ความใส่ใจในทุกขั้นตอนของ Mercury Goldfish

จุดขายอีกหนึ่งด้านของงาน Mercury Goldfish เสิร์ฟมินิอัลบั้ม Short-term Memory คือ ความสร้างสรรค์ด้าน.Visual และ Lyric Video ที่วงผลิตขึ้นเองทั้งหมด ตั้งแต่การวาดภาพประกอบ การออกแบบกราฟิก ไปจนถึงการกำกับ เรียกได้ว่า “ปลามีตัวตน” จัดเต็มทุกส่วน นับว่าเป็นจุดเด่นบอกเกิดของวง นอกจากนี้ยังมี Merchandise ที่สะท้อน concept ของมินิอัลบั้มอย่างเต็มตัว ไม่ว่าจะเป็นโปสการ์ด พวงกุญแจ เสื้อยืด และกล่องซีดีเท่ๆ ที่แฟนเพลงคงอดไม่ไหวที่จะไม่สะสม

  • ‘ว้าวุ่น’: เพลงที่เล่าถึงอาการโลเวอร์ในยุคดิจิทัล ใช้ภาพวุ่นวายในสมองในการถ่ายทอดความรู้สึก
  • ‘เพิ่งรู้’: เพลงแอบชอบเพื่อนแบบน่ารัก ๆ ที่สื่อผ่านภาพง่ายๆ และมี “จี ปุณยพร” ร่วมก่อสร้างความอรรถรสให้เพลงนี้
  • ‘คนขี้ลืม’: ใช้สัญลักษณ์ของปลาทองในการสื่อถึงความสามารถในการจดจำและความลืม
  • ‘ลบ’: เพลงที่สวมรอยเป็นบันทึกที่เพิ่งถูกลบจากมือถือ ใช้แนวคิดของ Recently Deleted สร้าง atmosphere แห่งความทรงจำ
  • ‘อย่าลืม’: เพลงบอกรักอบอุ่น ที่ใช้เนื้อเพลงท่อนฮุคเป็นแรงบันดาลใจหลักในการออกแบบ Lyric Video

สิ่งที่ทำให้ Short-term Memory มีมิติมากยิ่งขึ้นคือการร่วมมือของโปรดิวเซอร์ระดับหัวแถวหลายคน ทั้ง “พี่คิด” “พี่เบนซ์” “จี ปุณยพร” และสุดยอดโค้ชเสียงอย่าง “วิน วศิน” ที่ช่วยแต่งจูนเสียงในเพลง ‘ลบ’ ให้วางอารมณ์ตรงเป้าอย่างเฉียบคม

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่หลงใหลในความฉะหลาดฉลาดของเสียงดนตรี หรือเพียงแค่ชื่นชอบความแปลกใหม่ของศิลปะ เราก็ขอเชิญคุณมาร่วมเรื่องเล่าแห่งความทรงจำสั้น ๆ กับ Mercury Goldfish เสิร์ฟมินิอัลบั้ม Short-term Memory งานศิลป์เสียงที่รวมทุกคนเข้าไปอยู่ในบทกวีของ “คำที่เคยจำ” และ “รูปที่เพิ่งลบ”

อย่าลืมติดตามฟังเพลงครบทั้ง 5 เพลง และตามหาผลงานของ Mercury Goldfish ได้แล้ววันนี้!

ที่มา – “Mercury Goldfish” เสิร์ฟมินิอัลบั้ม “Short-term Memory”ลุยเองทุกพาร์ตตั้งแต่ซาวด์ดนตรีถึงดีไซน์ปก

เยอรมนีเสนอใช้ยุโรปเป็นเวทีหารือสามฝ่าย “ทรัมป์-ปูติน-เซลเนสกี”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเบอร์ลิน เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ว่านายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมิร์ซ ผู้นำเยอรมนี เสนอความเห็นว่า การประชุมไตรภาคีระหว่างผู้นำสหรัฐ รัสเซีย และยูเครน ที่ประกอบด้วย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน และประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี เป็นสิ่งที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังเพื่อยุติสงครามในยูเครน

เยอรมนีเสนอใช้ยุโรปเป็นเวทีหารือสามฝ่าย “ทรัมป์-ปูติน-เซลเนสกี”

การนำเสนอนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเจรจาสันติภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสถานการณ์ยังคงตึงเครียดอย่างมาก ทั้งในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสถานะของศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ (ICC) ที่ยังคงดำเนินคดีกับผู้นำรัสเซีย

อย่างไรก็ตาม แม้ฮังการีจะเป็นประเทศที่ยังคงมีท่าทีเป็นมิตรต่อรัสเซีย และอยู่ระหว่างการถอนตัวจาก ICC แต่สถานการณ์ในแวดวงยุโรปยังคงไม่เอื้ออำนวยต่อการจัดเวทีหารือเช่นนี้มากนัก

การเสนอหลักประกันความมั่นคงคล้ายกับมาตรา 5 นาโต

ข่าวล่าสุดจากสำนักข่าวสหรัฐกล่าวว่า รัฐบาลวอชิงตันมีการเสนอ “หลักประกันด้านความมั่นคง” ให้แก่ยูเครนในลักษณะที่คล้ายกับมาตรา 5 ของนาโต โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ นี่ถือเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง และอาจเป็นหัวใจสำคัญของข้อเสนอที่ทรัมป์เห็นพ้องกับปูตินระหว่างการประชุมที่รัฐอะแลสกาเมื่อเร็วๆ นี้

  • การผลักดันให้ประเทศอื่นๆ เข้ามาเป็นพันธมิตรในกลุ่มนาโต
  • การสร้างแนวทางใหม่ในการปกป้องความมั่นคงของประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิก
  • การสนับสนุนของสหรัฐฯ อย่างแข็งขันในด้านทหารและการทูต

มาตรา 5 ของนาโต ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า หากสมาชิกใดถูกโจมตี ถือว่าเป็นการโจมตีสมาชิกทั้งหมด ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือด้านการป้องภัยอย่างแข็งแกร่ง ข้อเสนอในครั้งนี้อาจเปิดแนวทางใหม่ในการจัดการความขัดแย้งในระดับนานาชาติ

ความสำคัญของการเจรจาที่พึ่งพากรอบภูมิศาสตร์ยุโรป

ทว่าการกำหนดสถานที่จัดการประชุมครั้งสำคัญนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นที่ใดในยุโรป โดยเฉพาะเมื่อมีข้อจำกัดหลายประการที่เกี่ยวข้องกับผู้นำรัสเซีย แม้บางประเทศบางอาจมีท่าทีเอื้ออาทร แต่ศักยภาพในการจัดเวทีระหว่างประเทศยังคงต้องใช้เวลาในการพิจารณาอย่างรอบคอบ

สุดท้ายนี้ การเปิดเวทีหารือระหว่างผู้นำสหรัฐ รัสเซีย และยูเครน ถือเป็นความหวังหนึ่งที่อาจเปลี่ยนแปลงเส้นทางความขัดแย้งในยุโรปตะวันออกให้เข้าสู่ทางออกที่สงบสุขมากขึ้น ด้วยการสื่อสารและความเข้าใจร่วมกันในกรอบของการเคารพสากล

สำหรับประชาชนทั่วไป การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดในครั้งนี้ถือเป็นการแสดงพลังของประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแนวทางที่นำไปสู่สันติภาพ

ที่มา – เยอรมนีเสนอใช้ยุโรปเป็นเวทีหารือสามฝ่าย “ทรัมป์-ปูติน-เซลเนสกี”