ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘ณพลเดช’ ชี้ตัดงบอุปถัมภ์พุทธศาสนา อาจขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ

ดร.ณพลเดช มณีลังกา สว.สำรอง กลุ่ม 16 จ.เชียงราย และที่ปรึกษาผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณปี 2569 โดยเฉพาะมาตรา 27 ซึ่งเกี่ยวข้องกับงบประมาณของหน่วยงานที่ไม่สังกัดกระทรวง หรือสำนักนายกรัฐมนตรี รวมวงเงินทั้งสิ้น 43,111 ล้านบาท

‘ณพลเดช’ ชี้ตัดงบอุปถัมภ์พุทธศาสนา อาจขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ

ในการอภิปรายดังกล่าว ส.ส.พรรคประชาชน ได้กล่าวถึงงบประมาณสำหรับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งได้รับงบประมาณสูงถึง 5,518 ล้านบาท พร้อมตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้จ่ายบางส่วนว่าขัดต่อหลักธรรมคำสอน เช่น การให้งบบุคลากรจำนวน 1,642 ล้านบาทแก่พระ และงบฯอุดหนุนอุปถัมภ์นิตยภัต 1,233 ล้านบาทสำหรับเงินเดือนสงฆ์ ซึ่งถูกเสนอให้ตัดออก

นอกจากนี้ยังมีการเสนอให้ปรับลดงบอุดหนุนในการปกครองคณะสงฆ์ เงินเดือนรายปีและพัดยศจาก 16 ล้านบาท เหลือเพียง 8 ล้านบาท รวมถึงงบทดลองพระวินยาธิการที่ใช้ปีละ 3 ล้านบาท และส.ส.อีกท่านหนึ่งจากพรรคประชาชนได้เสนอให้ตัดงบประมาณเพื่อเผยแผ่และส่งเสริมพระพุทธศาสนาทั้งหมด โดยอ้างว่มีปัญหาความไม่คุ้มค่า ไม่ทั่วถึง และไม่โปร่งใส

การตัดงบฯตามกฎหมายด้านศาสนา

ดร.ณพลเดชกล่าวต่อว่า ผู้อภิปรายต้องรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเอง หากตั้งใจจะไม่ให้รัฐอุปถัมภ์พุทธศาสนาอย่างแท้จริง อาจผิดต่อกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 ซึ่งบัญญัติชัดเจนว่า “รัฐต้องอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนา โดยเฉพาะสามรถส่งเสริมงานการศึกษาและเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาแบบเถรวาท”

นอกจากนี้ยังมีมาตรการป้องกันการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา พร้อมส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาสังคม ดังนั้นการเสนอให้ตัดงบประมาณกว่า 5,000 ล้านบาท และแยกรัฐออกจากศาสนา จึงอาจก่อให้เกิดการตีความว่าขัดต่อมติรัฐธรรมนูญ รวมถึงอาจก่อให้เกิดปัญหาทางจริยธรรมต่อบรรดานักการเมือง ซึ่งหากคู่กรณีถูกร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ อาจนำไปสู่กระบวนการทางกฎหมายได้ด้วย

  • รัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติให้รัฐอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา
  • การใช้งบประมาณเพื่อส่งเสริมศาสนาต้องมีความโปร่งใส
  • ผู้แทนประชาชนต้องรับผิดชอบคำพูดตามประกาศ

การอภิปรายงบประมาณไม่เพียงเป็นหน้าที่ของ ส.ส. เท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงผลผลกระทบต่อความเชื่อทางศาสนาของประชาชนด้วย เพราะการตัดปัจจัยสำคัญเหล่านี้อาจกระทบต่อเนื้อเยื่อทางจิตวิญญาณของสังคม และประวัติศาสตร์อันยาวนานของประเทศไทยในฐานะประเทศเพื่อพุทธ

ความคืบหน้าของการอภิปรายจะไปในทิศทางใดนั้น ยังคงต้องติดตามจากประชาชน ผู้เสียภาษี และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายในสังคม เพราะทุกบาทที่มาจากงบประมาณล้วนมีความหมายต่อการพัฒนา และคุณค่าของเชื้อเพลิงแห่งศรัทธา

หากคุณต้องการติดตามข่าวการเมืองและการใช้งบประมาณอย่างใกล้ชิด ติดตามเราได้ที่นี่เพื่อรับข้อมูลอัปเดตทันที

ที่มา – ‘ณพลเดช’ ชี้ตัดงบอุปถัมภ์พุทธศาสนา อาจขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ

ตร.บุกผับจีนห้วยขวาง พบนักเที่ยวฉี่ม่วง 6 ราย

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2567 เจ้าหน้าที่ตำรวจจากหลายหน่วยงาน ได้ร่วมกันจัดการปฏิบัติการตรวจค้นสถานบันเทิงในย่านห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ภายใต้คำสั่งของ พ.ต.อ.ประสพโชค เอี่ยมพินิจ ผู้กำกับกองสน.ห้วยขวาง พร้อมด้วย พ.ต.อ.ศานติ กรเกษม ผู้กำกับกองดีสีบก.ช.น. และ พ.ต.อ.พลสิทธิ์ สุทธิอาจ ผู้กำกับกองสืบสวน บก.ตม.1 ที่ร่วมกับ นางสาวสุวรรณา ว่องวานิช ผู้อำนวยการส่วนประสานพื้นที่ ป.ป.ส.กรุงเทพมหานคร และนางสาววนิด พรสิริมงคล นักสืบสวนสอบสวนชำนาญการ ป.ป.ส.กทม. ได้เคลื่อนกำลังพลกว่า 50 นาย ซึ่งรวมถึง ฝ่ายสืบสวนและปราบปราม สน.ห้วยขวาง กก.ดส. ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. พร้อมเครื่องมือและยุทธวิธีที่พร้อมสำหรับการจัดการ.

ตร.บุกผับจีนห้วยขวาง เดินหน้าปราบปรามแหล่งเสพติด

สถานที่ที่ถูกเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นคือคลับหรือผับจีนในซอยประชาอุทิศ 11 ซึ่งอยู่ในเขตห้วยขวาง จุดนี้เป็นที่รู้จักของนักเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีน ซึ่งมีการประกอบกิจกรรมบันเทิงรูปแบบต่าง ๆ อย่างคึกคัก ขณะเข้าตรวจสอบ พบกิจกรรมดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผู้คนรวมกลุ่มมากกว่า 328 คน ทั้งพนักงานและนักเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ ซึ่งอยู่ในบรรยากาศที่คึกคัก.

ภายในสถานที่กว้างขวาง ทีมเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบพื้นที่แบบละเอียด โดยเฉพาะพื้นที่ห้องวีไอพีที่แบ่งเป็น 4 ห้อง พบว่ามีการใช้บริโภคสารเสพติด โดยเฉพาะเมทแอมเฟตามีนและเคตามีน ซึ่งจากผลการตรวจสอบ ตรวจพบนักเที่ยวที่มีสารเสพติดในร่างกาย 6 ราย โดยเป็นนักเที่ยวชาวจีนและเวียดนาม รวมถึงการพบ “แฮปปี้วอเตอร์” จำนวน 4 ซอง ถูกทิ้งไว้ใกล้ตู้เก็บแก้วในห้องวีไอพี โดยไม่มีผู้ใดรับเป็นเจ้าของของเหลวที่มีการสันนิษฐานว่าเป็นสารเสพติดประเภทปั่นเคมีผสม.

การดำเนินคดีของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ หน่วยงาน ป.ป.ส. ยังได้ควบคุมตัวผู้ที่มีสารเสพติดไปตรวจที่โรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี เพื่อยืนยันผลการตรวจ และเตรียมดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนด้านผู้ประกอบการ ตรวจพบว่าไม่ได้รับใบอนุญาตเปิดสถานบริการ และไม่มีใบอนุญาตจำหน่ายสุรา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงคุมตัวผู้จัดการร้านไปดำเนินคดี พร้อมยื่นข้อเสนอแนะให้ปิดสถานที่ดังกล่าวเป็นเวลา 5 ปี ตามคำสั่ง คสช. ที่ 22/2558.

พ.ต.อ.ประสพโชค เอี่ยมพินิจ กล่าวว่า การเข้าตรวจค้นครั้งนี้เป็นไปตามข้อมูลข่าวกรองที่ได้รับเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของสถานบันเทิงแห่งนี้ ซึ่งมีกิจกรรมที่น่าสงสัย และอาจเป็นแหล่งสำหรับการเสพสารเสพติดในหมู่นักเที่ยวต่างชาติ โดยนโยบายที่วางไว้ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและบก.ตม.น. มีความชัดเจนว่าจะเข้มงวดต่อสถานที่บันเทิงที่ขาดกฎหมาย และไม่มีใบอนุญาตกิจการ.

จากการตรวจค้นในครั้งนี้ พบนักเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่มีสารเสพติดรวม 6 ราย โดยเฉพาะชาวจีนและเวียดนาม ซึ่งเน้นการใช้สารรูปแบบปั่นเคมีหรือที่เรียกว่า Happy Water ที่มีประสิทธิภาพแรงและเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างมาก ความร่วมมือจากหลายหน่วยงานในการป้องกันและปราบปรามสถานที่เสี่ยงอันตราย จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนควรได้รับประกันว่าปลอดภัย.

หากคุณพบเห็นสถานที่ที่น่าสงสัย เช่น มีต่างชาติจำนวนมากมารวมกลุ่ม โดยไม่มีการควบคุม หรือมีสภาพแวดล้อมที่ก่อให้เกิดการเสพติด รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ให้เข้าตรวจสอบทันที เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในสังคม

ที่มา – ตร.กวดขันบุกตรวจผับจีนย่านห้วยขวาง ไร้ใบอนุญาต นักเที่ยวฉี่ม่วง 6 ราย

พ่อเมืองเลย ประชุมติดตามป้องกันผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศจากการใช้อากาศยานไร้นักบิน (โดรน)

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ห้องประชุมภูเรือ ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดเลย อำเภอเมืองเลย นายชัยพจน์ จรูญพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ได้เป็นประธานเปิดการประชุม พ่อเมืองเลย ประชุมติดตามป้องกันผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศจากการใช้อากาศยานไร้นักบิน (โดรน) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมและประเมินแนวทางในการรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีโดรนอย่างแพร่หลาย

พ่อเมืองเลย ประชุมติดตามป้องกันผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศจากการใช้อากาศยานไร้นักบิน (โดรน)

การประชุมครั้งนี้มีการอภิปรายถึงสถานการณ์ปัจจุบัน รวมทั้งแนวทางในการป้องกันผลกระทบที่อาจมีต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศจากการใช้ อากาศยานไร้นักบิน หรือโดรน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ ณ จังหวัดเลย และมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ และเอกชนมาร่วมรับฟังและวางแผนร่วมกัน

นโยบายและแนวทางในการควบคุมโดรนในพื้นที่

ผู้เข้าร่วมประชุมได้มีการพิจารณานโยบายด้านความมั่นคงจากการใช้งานโดรนตามประกาศของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ซึ่งยังคงห้ามการใช้งานโดรนทั่วไปจนถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2568 โดยอนุญาตให้ใช้โดรนเพื่อวัตถุประสงค์ทางภาคเกษตรกรรมภายใต้เงื่อนไขเฉพาะเพียงเท่านั้น

นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลยยังได้กำหนดข้อสั่งการสำคัญเพื่อเตรียมความพร้อมในพื้นที่ เช่น:

  • จัดทำประกาศจังหวัดเลยเพื่อแจ้งข้อปฏิบัติและขอบเขตการใช้งานโดรน
  • จัดทำแผนเชิงพื้นที่ระดับจังหวัดและอำเภอ
  • ประชาสัมพันธ์การใช้งานโดรนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
  • ตรวจสอบและปรับปรุงฐานข้อมูลผู้ครอบครองโดรน
  • จัดตั้งทีมเคลื่อนที่เร็วในระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล
  • รายงานสถานการณ์การใช้งานโดรนทุกวัน

ในการพัฒนาและใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัย พ่อเมืองเลย ประชุมติดตามป้องกันผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศจากการใช้อากาศยานไร้นักบิน (โดรน) เพื่อเสริมสร้างระบบเฝ้าระวังและขจัดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ขณะเดียวกันก็สนับสนุนการใช้โดรนในเชิงองค์กรและธุรกิจในทางที่ถูกต้องและปลอดภัย

การจัดการที่เข้มงวดเท่านี้จึงเป็นการนำไปสู่ระบบที่มีความมั่นคงและปลอดภัย ทั้งนี้เพื่อป้องกันการใช้งานในทางที่ผิด ซึ่งอาจส่งผลกระทบกับความมั่นคงของรัฐ ความเป็นอยู่ของประชาชน และทรัพย์สินของรัฐและเอกชน

ทั้งนี้ ประชาชนก็ควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้งานโดรนและต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อประโยชน์ร่วมกัน

ดังนั้น การร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปอย่างปลอดภัยและมั่นคงด้วยเทคโนโลยีในอนาคต

หากคุณเป็นเจ้าของโดรน หรือสนใจการใช้งานอากาศยานไร้นักบิน อย่าลืมตรวจสอบข้อกฎหมายและแนวทางล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อการใช้งานที่ถูกต้องและปลอดภัยร่วมกัน

ที่มา – พ่อเมืองเลย ประชุมติดตามป้องกันผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศจากการใช้อากาศยานไร้นักบิน (โดรน)

PEA ได้รับผลประเมิน ITA 97.75 มากกว่า 95 คะแนน 6 ปีซ้อน

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA ได้รับผลประเมินในด้านคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) สำหรับปี 2568 ด้วยคะแนนสูงถึง 97.75 คะแนน ถือเป็นอันดับ 2 ของรัฐวิสาหกิจสาขาพลังงาน และอันดับ 5 ของกระทรวงมหาดไทย ส่งผลให้ PEA ได้รับผลประเมิน ITA มากกว่า 95 คะแนนต่อเนื่องเป็นเวลา 6 ปีซ้อน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินงานอย่างโปร่งใสและยึดมั่นในค่านิยมด้านคุณธรรม

PEA ได้รับผลประเมิน ITA 97.75 มากกว่า 95 คะแนน 6 ปีซ้อน

ผลการประเมินนี้จัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งประเมินองค์กรภาครัฐจากหลากหลายมิติ ทั้งการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล การจัดซื้อจัดจ้าง และการสื่อสารข้อมูลต่อสาธารณะ โดย PEA สามารถรักษาคะแนนสะสมที่สูงกว่าเกณฑ์อย่างต่อเนื่อง แสดงถึงวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นความซื่อสัตย์ สุจริต และความรับผิดชอบ

ความสำคัญของการได้รับผลประเมิน ITA มากกว่า 95 คะแนน 6 ปีซ้อน

การได้รับคะแนนประเมิน ITA สูงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 6 ปีซ้อน แสดงให้เห็นว่า PEA ไม่เพียงแต่มีความพร้อมในด้านการกำกับดูแลองค์กร แต่ยังมีระบบที่โปร่งใส และการดำเนินงานที่สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งพนักงาน ลูกค้า และภาคประชาชนที่ต้องพึ่งพาการไฟฟ้าเป็นชีวิตประจำวัน

นอกจากนี้ การรักษาผลประเมิน ITA ในระดับสูงยังช่วยส่งเสริมชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือให้กับองค์กร ทำให้ PEA เป็นองค์กรที่ถูกมองว่าเป็นตัวอย่างในการพัฒนาคุณธรรมและความโปร่งใสในภาคพลังงานอย่างแท้จริง

  • ประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสโดย ป.ป.ช.
  • รักษาคะแนนมากกว่า 95 คะแนนต่อเนื่อง 6 ปี
  • อันดับ 2 ของรัฐวิสาหกิจสาขาพลังงาน
  • ได้รับการยอมรับจากรัฐบาลและภาคประชาชน

ผลการประเมินนี้ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลข แต่เป็นผลสะท้อนความพยายามอย่างยั่งยืนของคณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน PEA ที่มุ่งเน้นให้องค์กรเติบโตอย่างมีคุณธรรม ถือว่าเป็นแรงผลักดันสำคัญในการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง และสร้างความมั่นใจให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาครวมถึงทีมงานทั้งหมดควรภาคภูมิใจในความสำเร็จที่ได้รับ และยังคงรักษาค่านิยมนี้ไว้เพื่อให้เป็นองค์กรต้นแบบในด้านคุณธรรมและความโปร่งใสต่อไป

ที่มา – PEA ได้รับผลประเมิน ITA 97.75 มากกว่า 95 คะแนน 6 ปีติดต่อกัน

รัสเซียพอใจผลหารือที่อะแลสกา เชื่อเป็นโอกาสสู่สันติภาพร่วมกัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมอสโก เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา นายดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน ให้ความเห็นเกี่ยวกับการหารือระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และรัสเซีย ที่มีขึ้นที่อะแลสกา โดยประเมินว่าการหารือนั้น “เป็นไปในทางบวกอย่างมาก”

การประชุมระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ถือเป็นเวทีที่ได้รับความสนใจสูงจากนานาชาติ ท่ามกลางความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในหลายประเด็นร่วมกัน การพูดคุยครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นโอกาสสำคัญที่จะสามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อความสงบสุขในระดับโลกได้

รัสเซียพอใจผลหารือที่อะแลสกา เชื่อเป็นโอกาสสู่สันติภาพร่วมกัน

โฆษกทำเนียบเครมลินระบุว่า แม้ทั้งสองผู้นำจะไม่ให้สัมภาษณ์หรือตอบคำถามต่อสื่อมวลชนหลังการประชุม แต่ก็ถือว่า “เป็นเพราะการแถลงครอบคลุมหมดแล้ว” สิ่งที่ออกมาเป็นข้อสรุปถือว่ามีประโยชน์ต่อประเทศทั้งสอง และช่วยให้เข้าใกล้แนวทางแก้ไขปัญหาในอนาคตอย่างสร้างสรรค์

ด้านความเชื่อมั่นของรัสเซียต่อเหตุการณ์นี้มีความชัดเจน เมื่อเปสคอฟกล่าวว่า รัสเซียเชื่อว่าการหารือในครั้งนี้จะผลักดันให้ประเทศทั้งสองสามารถ “ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจร่วมกัน” โดยมุ่งเน้นไปที่การแสวงหาทางเลือกเพื่อความสงบสุขที่ยั่งยืน

การหารือที่เปิดโอกาสสายสัมพันธ์

นอกจากนี้ การพูดคุยระหว่างผู้นำทั้งสองยังเป็นการเปิดบทใหม่ในความสัมพันธ์ที่มีแต่ความตึงเครียดและข้อขัดแย้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การที่ทั้งสองฝ่ายสามารถพบกันโดยตรงเป็นเครื่องยืนยันว่า ยังมีพื้นที่ในการเจรจาเพื่อลดความขัดแย้ง และร่วมกันหาทางเลือกที่ดีที่สุดเพื่อสันติภาพร่วมกัน

ไม่ว่าจะในประเด็นความมั่นคง การค้า หรือความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ การพบปะในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการที่อาจนำไปสู่บทสรุปที่ดีกว่าในอนาคต

ทั้งนี้ การที่รัสเซียแสดงความพอใจต่อผลหารือ แสดงให้เห็นถึงการเปิดใจเพื่อการเจรจาอย่างจริงจัง และสำหรับนานาชาติแล้ว ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่รับรู้ได้ถึงแผนการรักษาเสถียรภาพระดับโลก

การสื่อสารผ่านข่าวกรอง หรือความไม่แน่นอนจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ล้วนมีผลต่อภาพรวมของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม หากสองมหาอำนาจเช่นรัสเซียและสหรัฐฯ สามารถก้าวข้ามอุปสรรคเพื่อความเป็นสันติภาพได้จริง นั่นคือข่าวดีที่โลกต่างก็เฝ้ารอดู

จากการวิเคราะห์โดยผู้เชี่ยวชาญในวงการการเมือง ความพยายามร่วมกันของทั้งสหรัฐฯ และรัสเซียแสดงถึงโอกาสใหม่ที่จะกรอกเติมความสงบสุขให้กับโลกภายนอกความขัดแย้งในอดีต

และสุดท้าย การหารือที่อะแลสกาครั้งนี้ คงไม่ใช่จุดจบแต่เป็นจุดเริ่มต้นให้ประเทศทั้งสองก้าวไปด้วยกันบนเส้นทางแห่งความมั่นคงและความสามัคคี

หากคุณยังติดตามสถานการณ์และผลกระทบด้านการเมืองต่อเนื่อง เรามาพูดคุยและแบ่งปันมุมมองกันได้ที่กลุ่มข่าวสารด้านสากล

ที่มา – รัสเซียพอใจผลหารือที่อะแลสกา เชื่อเป็นโอกาสสู่สันติภาพร่วมกัน

อนุสรณ์ขอบคุณสภาฯโหวตผ่านงบประมาณ69

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้กล่าวถึงผลการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่มีมติเห็นชอบร่างงบประมาณปี 2569 ด้วยคะแนนเสียง 257 เสียงเห็นด้วย และ 230 เสียงไม่เห็นด้วย ว่าเป็นผลที่น่ายินดี และแสดงถึงความร่วมมือในกระบวนการทางประชาธิปไตย

อนุสรณ์ขอบคุณสภาฯโหวตผ่านงบประมาณ69

นายอนุสรณ์ได้ขอบคุณ ส.ส. ทุกท่านที่ร่วมกันพิจารณาและอภิปรายอย่างละเอียดรอบคอบ 3 วันที่ผ่านมา ซึ่งนำไปสู่การมีมติร่วมกันเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้เป็นที่เรียบร้อย พร้อมกันนี้ยังแสดงความเชื่อมั่นว่างบประมาณที่ผ่านการอนุมัติแล้วจะถูกใช้อย่างโปร่งใสและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ

ใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส

หากพิจารณาจากความเคลื่อนไหวตลอดช่วงการพิจารณางบประมาณ จะเห็นว่ามีความพยายามจากบางกลุ่มที่พยายามคัดค้านหรือยับยั้งร่างดังกล่าว เนื่องจากมองว่ารัฐบาลมีเสียงสนับสนุนไม่มากพอ แม้ว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะมีจำนวนเสียงปริ่มน้ำในช่วงแรก แต่กระบวนการพิจารณาและการโหวตในที่ประชุมสภาฯ กลับแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพและคุณภาพในการทำงานร่วมกันของฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล

นายอนุสรณ์มองว่า เสียงปริ่มน้ำนั้นไม่ใช่อุปสรรคสำคัญต่อการบริหารงานของรัฐบาล ทว่าที่สำคัญกว่านั้นคือการที่รัฐบาลสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสามารถสื่อสารและสร้างความเชื่อมั่นให้กับ ส.ส. ทุกพรรคได้อย่างมีประสิทธิผล จนทำให้ร่างงบประมาณผ่านพ้นไปด้วยดี

  • การใช้งบประมาณอย่างโปร่งใส
  • ยึดหลักคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด
  • ส่งเสริมพัฒนาการให้บริการประชาชน
  • เป็นแนวทางให้กับหน่วยงานในการจัดทำงบประมาณในอนาคต

ความสำเร็จในการโหวตผ่านร่างงบประมาณปี 2569 ถือเป็นข้อพิสูจน์ว่ารัฐบาลสามารถทำงานร่วมกับสภามาตรฐาน และสามารถขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเรื่องการจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสาธารณูปโภคของประเทศ

เหตุการณ์ในครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ที่ได้เสนอข้อสังเกตและความเห็นที่เป็นประโยชน์ในการชี้แนะแนวทางให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ในการใช้งบประมาณอย่างเหมาะสมยิ่งขึ้นในอนาคต

สรุปได้ว่า ร่างงบประมาณปี 2569 เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและผลักดันการเติบโตของประเทศอย่างยั่งยืน ในขณะที่ความโปร่งใสและประสิทธิภาพในกระบวนการจัดสรรงบประมาณก็ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคประชาชน

ควรติดตามการจัดสรรงบประมาณในปีนี้ว่าจะมีผลกระทบเชิงบวกต่อเขตเศรษฐกิจต่าง ๆ และการตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่อย่างไร

ที่มา – ‘อนุสรณ์’ ขอบคุณสภาฯโหวตผ่านงบประมาณ 69 เชื่อมั่น รัฐบาลใช้งบโปร่งใส เกิดประโยชน์สูงสุด

‘เสี่ยหนุ่ม’ ร้อง ‘ดร.แก้ว’ ช่วยด้านกฎหมาย หลังถูก ‘อดีตกิ๊กสาว’ แจ้งเอาผิด

จากกรณีที่ “อดีตกิ๊กสาว” อายุ 33 ปี ชาวจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีอาชีพพนักงานพีอาร์ ได้แจ้งความกับตำรวจสน.ปากคลองสาน โดยอ้างว่าถูก “เสี่ยหนุ่ม” ซึ่งเป็นอดีตแฟนมารุมทำร้ายและส่งลูกน้องบุกทำร้ายร่างกาย รวมไปถึงใช้สีสเปรย์พ่นข้อความไม่สุภาพใส่รถ ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นกระแสบนโลกโซเชียลและการเมืองอย่างรวดเร็ว

‘เสี่ยหนุ่ม’ ออกมาเคลียร์ หลังถูก ‘อดีตกิ๊กสาว’ แจ้งเอาผิด

ล่าสุด เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม นายเต๋า เจ้าของธุรกิจจำหน่ายสีและทินเนอร์ อายุ 43 ปี ได้เข้าพบ ดร.แก้ว ปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอความเป็นธรรม และชี้แจงว่าข้อกล่าวหาของอีกฝ่ายไม่เป็นความจริง

นายเต๋าเปิดเผยว่าตนรู้จักกับ น.ส.นิดหน่อย ซึ่งทำงานเป็นพีอาร์ ตั้งแต่ปี 2023 และตกลงคบหากันแบบกิ๊กในช่วงเวลาที่ตนไม่ได้อยู่กับภรรยาเป็นเวลาหลายเดือน ตลอดช่วงที่คบกันก็ให้การดูแลอย่างดี ทั้งค่าใช้จ่าย ที่พัก รถ และอาหารครบครัน

เรื่องราวเลวร้ายในความสัมพันธ์

อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่าในช่วงเดือนกันยายน 2024 ได้เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นเวลา 3 เดือน ทำให้การติดต่อกับฝ่ายหญิงลดลง เนื่องจากภรรยาต้องคอยดูแลมากขึ้น ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจเลิกกับกิ๊กสาวเมื่อไม่กี่เดือนที่แล้ว แต่ก่อนเลิกกลับจับได้ว่าฝ่ายหญิงแอบมีคนอื่น ทั้งที่ยังขอเงินกิน และยังพูดทิ้งให้ใจหายว่า “…ตนโง่ให้เงินมาเอง…”

  • เขาชี้ว่า ฝ่ายหญิงกลับเป็นฝ่ายบอกเลิกมาก่อนในเดือนสิงหาคม 2024
  • ขณะที่เขาเองมีหลักฐานหลากหลายแสดงให้เห็นว่าห่างกันเพียงช่วงสั้น ๆ
  • ข้อหาส่งลูกน้องโจมตีและพ่นสีรถยนต์ไม่เป็นความจริง ยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

além того, เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา ฝ่ายหญิงนำข่าวออกสื่อว่าถูกตามราวี ถูกทำร้าย และทรัพย์สินถูกพ่นสี ซึ่ง “เสี่ยหนุ่ม” ยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวล้วนเป็นคลิชีที่ฝ่ายหญิงสร้างขึ้นมา พร้อมเผยชื่อว่ามีคนในวงการสื่อและผู้ใหญ่บางกลุ่มสนับสนุนฝ่ายหญิงด้วย

แม้จะมีการเผยว่าเขาอาศัยความเอาใจมาก่อน แต่ได้ยืนยันพลว่าปัจจุบันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับ “อดีตกิ๊กสาว” อีกแล้ว และสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการจัดการตามสิทธิ์ส่วนบุคคล ที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าผลพวงด้านธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ

ดร.แก้ว ให้คำแนะนำอย่างเอาใจช่วยชัดเจน

ด้าน ดร.แก้ว ยืนยันว่าจะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่แก่ฝ่ายชาย โดยกล่าวว่า “ตอนนี้ทุกคนมีสิทธิในประเทศไทย สิ่งสำคัญคือหลักฐาน และหากมีการกล่าวหาผิดพลาด กฎหมายอยู่ตรงนี้ เราจะดูว่าใครปั่นจริง หรือปั่นเล่น”ดร.แก้ว ยังเตือนว่าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังไม่ยอมยุติเรื่องราว อาจมีคดีความตามมา และการใช้สื่อเป็นเครื่องมือเพื่อคืนดีอาจกลายเป็นดั่งเพลิงไหม้ได้หากใช้ไม่เป็น

จากการติดตามกรณีนี้ ชัดเจนว่าทั้งสองฝ่ายมีความขัดแย้งทางอารมณ์และผลประโยชน์ เราควรตั้งคำถามว่า เรื่องความรักอาจเริ่มต้นด้วยความฝัน แต่มันจบลงได้เฉพาะเมื่อทั้งคู่ลงมือตัดสินใจหันหลังให้กันจริง ๆ อย่าปล่อยให้ความสัมพันธ์กลายเป็นความแค้นที่ไม่สิ้นสุด

หากคุณเป็นหนึ่งในฝ่ายที่ได้รับความเดือดร้อนจากคดีความหรือข่าวกวนใจ อย่าลังเลที่จะขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมาย เพราะความจริง มันมีค่าเสมอ

ที่มา – ‘เสี่ยหนุ่ม’ ร้อง ‘ดร.แก้ว’ ช่วยด้านกฎหมาย หลังถูก ‘อดีตกิ๊กสาว’ แจ้งเอาผิดกล่าวหา ส่งลูกน้องบุกทำร้าย-พ่นสีรถ

โจรใต้บุกเผาแบ๊กโฮ-รถบรรทุก โรงงานไฟฟ้าชีวมวล เสียงระเบิดบึ้ม 3 ครั้ง-ไฟลุก!

เมื่อคืนวันที่ 16 ส.ค. ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์รุนแรงที่โรงงานไฟฟ้าชีวมวล แห่งหนึ่งในอำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส โดยมีผู้ก่อเหตุรุนแรงคือ โจรใต้ บุกเข้ามาในโรงงานพร้อมกับวางเพลิงทำลายทรัพย์สิน จนเกิดเพลิงไหม้หลายจุด ทำให้ทั้งโรงงานตกอยู่ในความหวาดเสียว

โจรใต้บุกเผาแบ๊กโฮ-รถบรรทุก โรงงานไฟฟ้าชีวมวล เสียงระเบิดบึ้ม 3 ครั้ง-ไฟลุก!

ร.ต.ท.ธีมดี ศรีหล้าเดโช รอง สว.สอบสวน สภ.แว้ง รับแจ้งว่ามีโจรใต้จำนวนประมาณ 10 คน พร้อมอาวุธปืน บุกรถแบ๊กโฮ และรถบรรทุก 6 ล้อ ที่จอดอยู่ในโรงงานไฟฟ้าชีวมวลของบริษัท Firex of Wood Green Energy จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่ บ้านศาลาอูมา ม.9 ต.กายูคละ อ.แว้ง จ.นราธิวาส

หลังจากก่อเหตุ โจรใต้ได้วางเพลิงจนเกิดไฟลุกไหม้อย่างหนัก และมีเสียงระเบิดดังขึ้นถึง 3 ครั้ง ก่อนจะหลบหนีออกจากพื้นที่ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่อันตรายสูงเมื่อเข้าตรวจสอบเหตุ

โจรใต้ลอบวางเพลิงในโรงงานไฟฟ้าชีวมวล

เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ พบว่าโรงงานที่อยู่สูงกว่าพื้นที่โดยรอบประมาณ 300 เมตร กำลังลุกไหม้ใน 3 จุดหลัก ได้แก่ รถแบ๊กโฮ, รถบรรทุก 6 ล้อ และรถปราบดินแบบล้อยาง ที่อยู่ด้านหลังพื้นที่

จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดเบื้องต้น พบว่าโจรใต้เข้ามากลุ่มละแวกแม่น้ำโก-ลก แล้วลอบแฝงเข้ามากับด้านหลังของโรงงานไฟฟ้าชีวมวล จากนั้นกระจายกันวางเพลิงในหลายจุดอย่างเป็นระบบ

ส่วนเสียงคล้ายระเบิดที่เกิดขึ้น 3 ครั้ง ข้าราชการคาดว่าอาจเป็นผลจากถังน้ำมันเชืเพลิงในรถที่เกิดระเบิดหลังเพลิงลุกไหม้ หรืออาจมีการวางระเบิดอย่างตั้งใจ อย่างไรก็ตามยังต้องรอผลการตรวจสอบอย่างละเอียด

  • รายงานผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับการบุกวางเพลิง
  • เจ้าหน้าที่ควบคุมพื้นที่อย่างระมัดระวัง
  • รอการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • รถแบ๊กโฮ และรถบรรทุก 6 ล้อไหม้เรียบ

เจ้าหน้าที่คาดว่าเป็นฝีมือของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่มีการวางแผนและเตรียมความพร้อมอย่างรอบคอบ ร้านค้าและสถานที่สำคัญในพื้นที่จึงควรยิ่งระมัดระวังอย่างมากในช่วงนี้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า ความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเปราะบาง หากหน่วยงานรักษาความปลอดภัยไม่สามารถเข้าควบคุมสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจและความเสียหายจากวัสดุที่ใช้งานอยู่

การตั้งโรงงานไฟฟ้าชีวมวลในพื้นที่ที่ใกล้เคียงกับเส้นทางการเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อการร้าย เป็นสิ่งที่ต้องมีการประเมินความเสี่ยงอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้ทรัพย์สินและชีวิตของผู้คนตกเป็นเป้าทำลายของผู้มิหวังดี

ความคิดเห็นจากผู้เขียน: การกระทำของโจรใต้ในครั้งนี้ถือเป็นการกระตุ้นความกลัวในสังคมและสร้างเส้นหน้าใหม่ของความขัดแย้งในพื้นที่ รัฐบาลควรเร่งปรับแผนการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่สำคัญ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

ที่มา – โจรใต้บุกเผาแบ๊กโฮ-รถบรรทุก โรงงานไฟฟ้าชีวมวล เสียงระเบิดบึ้ม 3 ครั้ง-ไฟลุก!

ทรัมป์เผย เห็นพ้องกับปูตินเรื่อง “แลกเปลี่ยนดินแดน” เซเลนสกี “ต้องตัดสินใจ”

ล่าสุดประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนก่อนหน้า โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการเจรจาความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกา รัสเซีย และยูเครน โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “แลกเปลี่ยนดินแดน” ที่มีความซับซ้อนสูง และเน้นว่าผู้นำยูเครนอย่างโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ต้องเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย

ทรัมป์เผย เห็นพ้องกับปูตินเรื่อง “แลกเปลี่ยนดินแดน” เซเลนสกี “ต้องตัดสินใจ”

ในการให้สัมภาษณ์กับรายการข่าวของ ฟ็อกซ์นิวส์ เมื่อวันที่ 16 ส.ค. ที่ผ่านมา ทรัมป์ระบุว่า ได้มีการหารือกับพรรคนายวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย เกี่ยวกับแนวทางดำเนินการในเรื่องดินแดนของยูเครน และมีความเห็นพ้องกันในหลายประเด็น ซึ่งรวมถึงการสละดินแดนบางส่วนและการให้หลักประกันด้านความปลอดภัย

บรรยากาศการเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่น

เสนอข่าวว่า บรรยากาศระหว่างการเจรจาเป็นไปอย่างอบอุ่น และทรัมป์ยังแสดงความเห็นว่า ปูตินเป็นผู้นำที่ “แข็งแกร่งและเด็ดขาด” หลังจากการพบปะพูดคุย แม้ว่าประเด็นดินแดนจะยังไม่สิ้นสุดลง แต่ใกล้เข้าสู่ข้อสรุปแล้ว พร้อมกับย้ำว่าทางยูเครนต้องตกลงร่วมด้วย

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันทุกอย่างขึ้นอยู่กับ โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ว่าจะตอบสนองและการเจรจาไปในทิศทางใด ยุโรปแม้จะมีบทบาท แต่ท้ายที่สุดแล้ว “ขึ้นอยู่กับเซเลนสกี” ที่จะเป็นผู้ตัดสินชะตากรรมของประเทศตนเอง

  • ได้มีการเจรจาอย่างจริงจังระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซีย
  • ทรัมป์มองว่ากำลังเข้าใกล้ข้อสรุปเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนดินแดน
  • ยูเครนต้องมีส่วนร่วมและต้องยอมรับข้อเสนอ
  • ปูตินถูกมองว่าเป็นผู้นำที่มีความมุ่งมั่นและเด็ดขาด
  • ความคาดหวังอยู่ที่เซเลนสกีในฐานะผู้นำชาติในขั้นตอนสุดท้าย

การเปิดเผยครั้งนี้ถือเป็นครั้งสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการทางการทูตที่ซับซ้อน เกี่ยวกับสถานการณ์ในยูเครน รวมถึงผลลัพธ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงภูมิภาคในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นดินแดน ผลประโยชน์ และความมั่นคงในยุโรป

ความคิดเห็นของทรัมป์สามารถกระตุ้นการตั้งคำถามของสาธารณชนเกี่ยวกับบทบาทของสหรัฐฯ และการเข้าแทรกแซงในภูมิภาค นอกจากนี้ก็แสดงถึงแนวทางเจรจาที่ต้องอาศัยศักยภาพในการตัดสินใจของผู้นำยูเครนอย่างลึกซึ้ง

ที่มา – ทรัมป์เผย เห็นพ้องกับปูตินเรื่อง “แลกเปลี่ยนดินแดน” เซเลนสกี “ต้องตัดสินใจ”

สึกแล้ว! เจ้าอาวาสวัดดังฉันบวบ หลังคลิปแชร์ว่อน

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ที่วัดศรีบุญเรือง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย อดีตเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ตำบลแม่ข้าวต้ม ซึ่งมีอายุ 72 ปี ได้ทำการยอมรับการลาสิกขาลงอย่างเป็นทางการ ภายหลังมีคลิปเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ซึ่งสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของคณะสงฆ์อย่างมาก โดยมีคณะสงฆ์และเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงรายมาร่วมสังเกตการณ์ในพิธีลาสิกขาครั้งนี้

สึกแล้ว! เจ้าอาวาสวัดดังฉันบวบ หลังคลิปแชร์ว่อน

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ที่ผ่านมา เมื่อนายโสไกร ใจหมั้น ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ได้เดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นที่วัดดังกล่าว หลังจากมีคลิปวิดีโอเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งระบุว่ามีพระรูปหนึ่งแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม หรือที่เรียกกันว่า “ฉันบวบ” และเป็นเหตุให้เกิดการถกเถียงในวงกว้าง

การประชุมคณะกรรมการสงฆ์

หลังการตรวจสอบ คณะกรรมการสงฆ์จังหวัดได้มีการประชุมหารืออย่างเป็นทางการ โดยมีพระครูสิริธรรมนิวิฐ เจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงราย และเจ้าอาวาสวัดศรีบุญเรือง เป็นประธานในการประชุม พร้อมด้วยคณะกรรมการสงฆ์อีก 7 รูป ในการพิจารณาพฤติกรรมและข้อเท็จจริงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ในระหว่างการประชุม ได้มีการพิจารณาอย่างรอบด้านเกี่ยวกับความเหมาะสมและความประพฤติของพระรูปดังกล่าว และเมื่อคณะกรรมการเห็นว่าพฤติกรรมนั้นเป็นการละเมิดพระธรรมวินัยอย่างร้ายแรง จึงตัดสินใจให้อดีตเจ้าอาวาสยอมรับและลงโทษด้วยการลาสิกขา

อดีตเจ้าอาวาสได้ยอมรับต่อหน้าคณะกรรมการว่า เป็นภาพในคลิปดังกล่าวจริง และพร้อมแสดงความรับผิดชอบต่อพฤติกรรมที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งยื่นเรื่องลาสิกขาอย่างสมัครใจ เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของพระธรรมวินัย และไม่ให้เป็นที่เสื่อมเสียของศาสนา

  • วันที่ 13 ส.ค. เริ่มการสอบสวนข้อเท็จจริง
  • วันที่ 16 ส.ค. ทำการลาสิกขาอย่างเป็นทางการ
  • ไม่มีการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลังพิธี

เมื่อพิธีลาสิกขาเสร็จสิ้นลงอย่างสมบูรณ์ อดีตพระรูปดังกล่าวได้เดินทางออกจากวัดทันที โดยไม่มีการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนใด ๆ แต่อย่างใด ซึ่งแสดงถึงเจตนาที่ต้องการปิดประเด็นนี้อย่างสงบและไม่ต้องการสร้างความตื่นตระหนกเพิ่มเติม

กรณีนี้นับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่สะเทือนวงการศาสนาไทยในช่วงนี้ โดยหลายคนมองว่าเป็นการเปิดประเด็นเกี่ยวกับความเข้มงวดในการควบคุมบทวินัยของพระภิกษุ และการตรวจสอบพฤติกรรมที่ถูกต้องภายในวิถีชีวิตทางศาสนานั่นเอง

หากคุณมีความคิดเห็นหรือมุมมองเฉพาะต่อกรณีนี้ ร่วมแสดงความคิดเห็นกับเราได้เลยผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของเรา และอย่าลืมติดตามข่าวสารวงการศาสนาเพิ่มเติมได้ที่นี่

ที่มา – สึกแล้ว! เจ้าอาวาสวัดดังฉันบวบ หลังคลิปแชร์ว่อน รักษาพระธรรมวินัยให้คงอยู่