ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ปูตินเตือนยูเครน-ยุโรป “อย่าทำลาย” ความคืบหน้าจากการหารือกับทรัมป์

ล่าสุด ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำประเทศรัสเซีย ได้ออกมาเตือนให้ยูเครนและประเทศในยุโรปไม่ควร “ทำลาย” ความคืบหน้าจากการหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นการประชุมระดับสูงที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากวงการการเมืองโลก

ปูตินเตือนยูเครน-ยุโรป “อย่าทำลาย” ความคืบหน้าจากการหารือกับทรัมป์

ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดี ปูติน และประธานาธิบดี ทรัมป์ มีการหารือกันอย่างเป็นทางการภายในฐานทัพร่วมเอลเมนดอร์ฟ-ริชาร์ดสัน ที่เมืองแองคอราจ รัฐอะแลสกา สหรัฐอเมริกา เป็นครั้งแรกนับจากเหตุการณ์การพบกันครั้งก่อนหน้าที่กรุงเฮลซิงกิ เมื่อปี 2018 ซึ่งการพบกันในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของความสัมพันธ์ในระดับโลกในอนาคต

ประเด็นสำคัญจากการประชุม

ในการแถลงหลังการประชุมร่วมกันภายใต้บรรยากาศที่เอื้ออาทร ประธานาธิบดี ปูติน ได้กล่าวถึงหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์โลก โดยเฉพาะในเรื่องของความขัดแย้งในยูเครน ปูตินกล่าวว่า “การยุติข้อพิพาทอย่างยั่งยืนและระยะยาวจำเป็นต้องขจัดสาเหตุหลักของความขัดแย้ง” และเขายืนยันว่า สถานการณ์ในยูเครนเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงต่อความมั่นคงของประเทศรัสเซีย ดังนั้นการที่มีความคืบหน้าจากการหารือกับผู้นำสหรัฐถือเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรถูกละเลย

ปูตินย้ำอย่างเด็ดขาดว่า “ยูเครนและประเทศยุโรปอย่าทำลายความคืบหน้าจากการหารือกับทรัมป์” ซึ่งเป็นข้อความเตือนที่สะท้อนถึงความมุ่งหวังให้โลกได้สันติภาพอย่างถาวร และในจุดนี้เองทำให้หลายคนมองว่ามีความกังวลอยู่เบื้องหลังว่าหากไม่มีการสนับสนุนกระบวนการสันติภาพอย่างจริงจัง จะเกิดผลเสียระยะยาวต่อเสถียรภาพของภูมิภาค

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีรัสเซียได้โน้มน้าวความเห็นอกเห็นใจถึงความต้องการของสหรัฐ โดยกล่าวว่า “ทราบดีว่าทรัมป์มองหาความรุ่งเรืองภายในประเทศสหรัฐเป็นอันดับแรก และเราเข้าใจว่ารัสเซียก็มีความต้องการเช่นเดียวกัน”

  • การหารือผู้นำทั้งสองนานกว่า 3 ชั่วโมง
  • เน้นไปที่ประเด็นความสัมพันธ์ต่ำระหว่างสหรัฐและรัสเซีย
  • ข้อเสนอจากการหารือ[table check 1] “อย่าวาดกรอบใหลด้วยว่าจะยืดเยื้อ ให้จัดทำเหตุผลดีๆ ที่ช่วยให้มีข้อสรุปจริงซึ่งแตกต่างจากเดิม”
  • เกิดจากการตั้งคำถาม “ถ้าทรัมป์เป็นประธานาธิบดีแล้ว สงครามยูเครนปี 2022 ก็คงจะไม่เกิดขึ้น”

ท่ามกลางการประชุมและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเข้มข้นนี้ ประธานาธิบดี ปูติน ได้เชิญชวนให้ประธานาธิบดี ทรัมป์ เดินทางไปเยือนกรุงมอสโกในโอกาสต่อไป เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจมีบทบาทสำคัญในการดำเนินการวางรากฐานสันติภาพในยุคหน้าสำหรับยูเครนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และที่สำคัญที่สุดคือการ “อย่าทำลาย” ความคืบหน้าจากการหารือกับทรัมป์ ที่เริ่มมีแสงสว่างขึ้นมากขึ้น

หากคุณให้ความสำคัญกับข่าวการเมืองระดับโลก เราขอแนะนำให้ติดตามข่าวเหตุการณ์ใต้จมูกผู้นำโลกเหล่านี้อย่างใกล้ชิด เพราะสถานการณ์เช่นนี้อาจมีผลโดยตรงต่ออนาคตของความเป็นสันติของโลก โดยเฉพาะเรื่องของความมั่นคงของยุโรปและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ที่มา – ปูตินเตือนยูเครน-ยุโรป “อย่าทำลาย” ความคืบหน้าจากการหารือกับทรัมป์

‘ผู้ชาย’ก็เป็น‘มะเร็งเต้านม’ได้ เช็คอาการเหมือนผู้หญิงไหม

หลายคนอาจคิดว่า “มะเร็งเต้านม” เป็นโรคที่พบได้เฉพาะในผู้หญิง แต่จริง ๆ แล้ว ผู้ชายก็เป็นมะเร็งเต้านมได้เช่นกัน ถึงแม้โอกาสจะน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับผู้หญิง แต่ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ โดยประมาณ 0.5-1% จากจำนวนผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั้งหมด

ทั้งนี้ สาเหตุที่แน่ชัดของมะเร็งเต้านมในผู้ชายยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจน เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยที่พบนั้นน้อยมาก ทำให้การศึกษาเกี่ยวกับโรคนี้ยากลำบาก อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงที่พบมากที่สุด เช่น พันธุกรรม ฮอร์โมนไม่สมดุล และอายุที่เพิ่มขึ้น ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้มะเร็งเต้านมเกิดขึ้นได้ในผู้ชายเช่นกัน

วิธีสังเกตมะเร็งเต้านมในผู้ชาย

ผู้ชายควรเริ่มต้นจากการสังเกตอาการผิดปกติที่เต้านม เช่น การสัมผัสแล้วพบก้อนแข็ง หรือเปลี่ยนแปลงที่ผิวหนัง เช่น หายเว้า หรือผิวบุ๋ม การตรวจวันละไม่กี่นาทีสามารถช่วยให้คุณระบุความเสี่ยงเบื้องต้นได้

ควรตรวจบ่อยแค่ไหน?

ในทางการแพทย์ ผู้ชายไม่จำเป็นต้องตรวจเต้านมบ่อย ๆ เหมือนผู้หญิง แต่หากคุณมีปัจจัยเสี่ยงสูง เช่น มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม ควรตรวจตัวเองอย่างสม่ำเสมอ และพบแพทย์เพื่อรับคำแนะนำเฉพาะบุคคลเพิ่มเติม

นอกจากนี้ หากพบก้อนหรือความผิดปกติ อย่าปล่อยไว้ รีบพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด เพราะคุณอาจมีโอกาสเข้ารับการรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งช่วยเพิ่มอัตราการรักษาให้หายขาด

สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องดูแล ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย หากคุณรู้เท่าทันสัญญาณเตือนของร่างกาย คุณก็จะเป็นผู้ดูแลชีวิตของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ‘ผู้ชาย’…ก็เป็น‘มะเร็งเต้านม’ได้…มีวิธีสังเกตอย่างไร เช็คเหมือนกับเต้านมผู้หญิงหรือไม่

“ทรัมป์-ปูติน” พบกันครั้งแรกในรอบ 7 ปี ถกกว่า 3 ชั่วโมง เพื่อ “แสวงหาสันติภาพ”

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่ฐานทัพร่วมเอลเมนดอร์ฟ-ริชาร์ดสัน ในเมืองแองคอราจ รัฐอะแลสกา ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เกิดการประชุมสุดยอดอย่างเป็นทางการระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ซึ่งถือเป็นการพบกันครั้งแรกในรอบ 7 ปี นับตั้งแต่การเดินทางไปพบกันที่กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ เมื่อปี 2018

“ทรัมป์-ปูติน” เปิดฉากประชุมอย่างเป็นทางการ

บรรยากาศในการพบกันครั้งนี้เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ทางการเมืองอย่างชัดเจน จากการแสดงต้อนรับจากสหรัฐฯ ที่นำ เครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 บินผ่านเป็นฉากเปิด และความพร้อมของเครื่องบินขับไล่ F-22 แรปเตอร์ ที่จอดเรียงรายอยู่ข้างพรมแดง เพื่อแสดงถึงความพร้อมด้านกำลังทหารอย่างเต็มรูปแบบ ขณะที่ฉากหลังของการประชุมก็ไม่มีอะไรนอกจากข้อความภาษาอังกฤษว่า “Pursuing Peace” หรือ “แสวงหาสันติภาพ”

ในขณะที่ผู้นำรัสเซียชื่นชมบรรยากาศของการต้อนรับอย่างเปิดเผย ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มตลอดระยะเวลาในการเข้าร่วมประชุม ท่ามกลางการจับตามองจากทั่วโลก โดยแรงจูงใจในการเดินทางมาเยือนสหรัฐฯ นี้ มองว่าเป็น “ความสำเร็จทางการทูต” ครั้งสำคัญของรัสเซียในช่วงเวลาที่กำลังเผชิญกับหมายจับอาชญากรรมสงครามจากศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) แม้ว่าสหรัฐฯ จะไม่ได้เป็นภาคีของกฎหมายที่ก่อตั้งศาลก็ตาม

การพูดคุยในรูปแบบ “สามต่อสาม”

การประชุมระหว่าง “ทรัมป์-ปูติน” ในครั้งนี้ไม่ได้จำกัดแค่ในรูปแบบ “ตัวต่อตัว” อย่างที่เคยเกิดขึ้น แต่ได้ขยายผลเป็นการพูดคุย “สามต่อสาม” เมื่อทรัมป์นำทีมของสหรัฐฯ ให้ความสำคัญ โดยมีผู้ร่วมทีมอย่าง มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ และ สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษ ส่วนฝ่ายรัสเซีย นำโดย เซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศ และ ยูริ อูชาคอฟ ที่ปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศของทำเนียคเครมลิน ซึ่งใช้เวลาการหารือกันกว่า 3 ชั่วโมงเต็ม

ความคาดหวังจากทั้งสองฝ่ายคือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นผ่านบทสนทนาที่เปิดกว้างและตรงประเด็น โดยเฉพาะประเด็นสำคัญที่ต้องร่วมมือกันในสังเวียนโลกยุคใหม่

  • เป้าหมายในการประชุม: การร่วมมือทางการทหาร การค้า และการสำหรับภัยร่วมกัน
  • ความปลอดภัยระดับโลก: ความมั่นคงในภูมิภาคยุโรปและเอเชีย
  • ความท้าทายร่วมสมัย: วิกฤตอาหาร น้ำมัน และภูมิอากาศ

แม้อีกฝ่ายหนึ่งกำลังเผชิญกับข้อกล่าวหาจำนวนมาก แต่การประชุมนี้ถือเป็นก้าวใหม่ที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการสร้างเสถียรภาพในระดับโลก แม้ว่าผลระยะยาวยังคงต้องสังเกตในอนาคตอันใกล้

หากคุณกำลังสนใจความเคลื่อนไหวระดับโลกอย่างใกล้ชิดและไม่อยากพลาดข่าวสำคัญอีกเช่นนี้ อย่าลืมติดตามเว็บไซต์ของเรา ที่พร้อมเอาใจคุณด้วยการอัปเดตข่าวสารอย่างครบถ้วนและน่าเชื่อถือที่สุดในเมืองไทย

ที่มา – “ทรัมป์-ปูติน” พบกันครั้งแรกในรอบ 7 ปี ถกกว่า 3 ชั่วโมง เพื่อ “แสวงหาสันติภาพ”

เฮอร์เซเลอร์มั่นใจบาเลบาไม่ย้าย แม้ถูกจับตามอง

ฟาเบียน เฮอร์เซเลอร์ หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีม ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบียน สโมสรในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เผยความมั่นใจอย่างเต็มที่ว่า คาร์ลอส บาเลบา กองกลางดาวรุ่งวัยใส จะไม่ย้ายออกจากทีมในช่วงซัมเมอร์นี้อย่างแน่นอน

บาเลบา นักเตะที่มีค่าตัวคาดการณ์สูงถึง 100 ล้านปอนด์ (ราว 4,400 ล้านบาท) กำลังเป็นข่าวว่าได้รับความสนใจจากหลายทีมใหญ่ โดยเฉพาะ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ต้องการเสริมความแข็งแกร่งในแนวรุกกลาง หลังจากที่ บาเลบา โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นนับตั้งแต่ย้ายมาจากทีมลีลล์ ในประเทศฝรั่งเศส เมื่อสองฤดูกาลก่อน

เฮอร์เซเลอร์มั่นใจบาเลบาไม่ย้าย

อย่างไรก็ตาม เฮอร์เซเลอร์ ยืนยันว่า บาเลบา ยังคงมีบทบาทสำคัญกับทีม และมีอนาคตที่สว่างในถิ่น แอมซเตอร์ สเตเดี้ยม ด้วยความสามารถอันเป็นที่ยอมรับของนักเตะวัย 21 ปี

“เขาเป็นหนึ่งในตัวเลือกตัวจริงของทีมในเกมที่จะมาถึง (พบกับ ฟูแลม ในวันเสาร์) ผมมั่นใจมากว่า บาเลบา จะอยู่กับเราต่อไป ผมมองไม่เห็นอะไรที่จะเปลี่ยนแปลง ผมคิดว่าเขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับเขา และเขากำลังมีความสุขกับเพื่อนร่วมทีม” เฮอร์เซเลอร์ กล่าวอย่างชัดเจน

ทำไมบาเลบาถึงไม่ย้าย?

ปัจจุบัน บาเลบา เป็นหัวใจสำคัญในระบบการเล่นของไบรท์ตัน ด้วยสไตล์การเล่นที่ครอบคลุมทั้งการครองบอล การสกัด และการเปิดเกมรุกที่เฉียบคม นักเตะวันโตยังได้รับโอกาสในการลงสนามและแสดงความสามารถอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับเป็นสิ่งที่ทำให้เขามีความผูกพันกับสโมสรอังกฤษนี้

  • บาเลบา ทำผลงานอย่างสม่ำเสมอในฤดูกาลนี้
  • ได้รับโอกาสให้ลงสนามในเกมสำคัญตลอด
  • มีสไตล์การเล่นที่เหมาะกับฟุตบอลสมัยใหม่
  • ยังมีสัญญาจนถึงปี 2028 โดยมีตัวเลือกต่ออายุ

อีกทั้ง การได้อยู่ในทีมที่ให้โอกาสพัฒนาอย่างไบรท์ตัน ทำให้นักเตะสามารถพัฒนาฝีเท้าได้อย่างเต็มที่ก่อนจะก้าวไปเล่นในเวทีระดับชาติหรือย้ายไปค้าแข้งในลีกยุโรป

สำหรับแฟนบอลหลายคน ช่วงซัมเมอร์นี้เป็นช่วงที่มีข่าวโหวกเหิมในการย้ายทีมของนักเตะดัง ๆ หลายคน แต่เมื่อมีต้นสังกัดอย่างไบรท์ตันยืนยันความมุ่งมั่นในการรักษาอดีตเด็กฝึกฝนจาก ลีลล์ ไว้กับทีม ก็ถือเป็นข่าวดีที่ทำให้ความคึกคักของทัพ “ไก่ทะเล” ยังคงอยู่อย่างเต็มเปี่ยม

เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ในสนาม ความสามารถของบาเลบา รวมถึงสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโต เรียกได้ว่า นี่คือจุดที่เขา “อยู่ดี กินดี และเล่นดี” อย่างแท้จริง ดังนั้น โอกาสที่เขาจะย้ายทีมในช่วงนี้ หาได้ยากจริง ๆ

ข้อคิด: บาเลบา มีอนาคตที่สดใส และเขายังไม่พร้อมที่จะเดินจากทีมที่กำลังพาเขาไปไกลที่สุดในตอนนี้ เหตุผลเหล่านี้อาจเป็นคำตอบว่าทำไม เฮอร์เซเลอร์ ถึงมั่นใจเกินร้อยว่า “บาเลบา ไม่ทิ้งนางนวล”

ที่มา – “เฮอร์เซเลอร์” มั่นใจเกินร้อย “บาเลบา” ไม่ทิ้งนางนวล

เดลินิวส์ 16 ส.ค. ถวายพระโอสถหลายขนาน พระองค์ภา ติดเชื้อในกระแสพระโลหิต

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันเสาร์ที่ 16 ส.ค. 2568 เปิดเผยข่าวสารความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองหลายประเด็น ทั้งเรื่องราวในพระราชสำนักและสถานการณ์ภูมิภาค โดยเริ่มจากการ ถวายพระโอสถหลายขนาน พระองค์ภา ติดเชื้อในกระแสพระโลหิต ซึ่งเป็นประเด็นที่ชาวไทยต่างให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

ถวายพระโอสถหลายขนาน พระองค์ภา ติดเชื้อในกระแสพระโลหิต

สำนักพระราชวังได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 4 ระบุว่า คณะแพทย์ได้รับใช้ถวายพระโอสถหลายขนานแก่พระองค์ภา ซึ่งขณะนี้ พระองค์ภาติดเชื้อในกระแสพระโลหิต และอยู่ระหว่างการเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ประชาชนทั่วไปต่างหวังเป็นขวัญว่าพระองค์จะทรงฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

สภาวะสุขภาพพระองค์ภา

จากข้อมูลที่รายงาน สามารถสรุปได้ว่า พระอาการของ พระองค์ภาที่ติดเชื้อในกระแสพระโลหิต ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ทีมแพทย์สามารถควบคุมและติดตามได้อย่างละเอียด ทั้งนี้มีการรายงานผลสภาพร่างกายหลายครั้งต่อวัน เพื่อให้เกิดความแน่ใจว่าสมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อน

ในขณะเดียวกัน ข่าวในฉบับเดียวกันยังนำเสนอเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเวทีนานาชาติและการเมืองบ้านเมือง เช่น การบุกรุกล้ำเขตแดนจากฝั่งกัมพูชารวมถึงกรณีเผยแพร่คลิปปริศนาจากผู้มีชื่อเสียงในวงการโซเชียลที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้

  • คณะแพทย์เฝ้าติดตาม พระองค์ภาติดเชื้อในกระแสพระโลหิต อย่างใกล้ชิด
  • มีการถวายพระโอสถหลายขนานเพื่อช่วยฟื้นสภาพร่างกาย
  • สำนักพระราชวังยังไม่ยุติการสื่อสารสถานการณ์

ขณะที่บางพื้นที่ในประเทศเรายังประสบเหตุขาดแคลนความมั่นคง ขณะที่ทหารและเจ้าหน้าที่ต้องเดินหน้ารักษาความสงบ เรื่องราวของ ถวายพระโอสถหลายขนาน พระองค์ภา ติดเชื้อในกระแสพระโลหิต ยังคงเป็นประเด็นหลักที่ดึงดูดความสนใจของสังคมอย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์การเมืองและสังคมที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในทุกภาคส่วน จำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังและการป้องกันอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในส่วนของตำแหน่งผู้นำแห่งแผ่นดิน

อย่างไรก็ตาม ชาวไทยทั้งประเทศต่างร่วมอธิษฐานขอบคุณพระมหากรุณาธิคุณ และให้กำลังใจความเสียสละของคณะแพทย์และผู้ที่รับใช้พระราชองค์ในช่วงเวลานี้อย่างเต็มที่

ในขณะที่สถานการณ์ยังคงพัฒนาอย่างไร้ขีดจำกัด ข่าวสารล่าสุดจากราชสำนักยังคงเป็นสิ่งที่น่าให้ความสำคัญ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพระองค์ภาจะทรงหายเป็นปกติ อย่างไรก็ตาม การเฝ้าดูข้อมูลอย่างใกล้ชิดยังคงจำเป็น

เป็นหน้าที่ของสื่อและสังคมให้การสนับสนุนและให้ข้อมูลอย่างถูกต้องเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่แท้จริง ต่อเหตุการณ์ครั้งสำคัญนี้

ติดตามรายละเอียดได้ครบถ้วนในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ เวอร์ชันออนไลน์และหน้าหนังสือ

อ่านข่าวเพิ่มเติม: เดลินิวส์รายงานข่าวครบถ้วนทั้งข่าวการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และพระราชสำนัก

ที่มา – เดลินิวส์ 16 ส.ค. ถวายพระโอสถหลายขนาน พระองค์ภา ติดเชื้อในกระแสพระโลหิต

กระบะเสียหลักชนเสาไฟฟ้า พลิกคว่ำบนถนนสุขุมวิท เจ็บ 3 ราย

อุบัติเหตุรถกระบะพลิกคว่ำชนเสาไฟฟ้าเกิดขึ้นบนถนนสุขุมวิท บริเวณก่อนถึงแยกใต้ต่างระดับมอเตอร์เวย์ ฝั่งขาเข้าสัตหีบ จ.ชลบุรี ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 3 รายติดอยู่ในรถ

กระบะเสียหลักชนเสาไฟฟ้า

เหตุเกิดเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 16 ส.ค. ที่ผ่านมา ศูนย์วิทยุหน่วยกู้ภัยสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยา ได้รับแจ้งเหตุอุบัติเหตุรถกระบะเสียหลักพลิกคว่ำ และชนเสาไฟฟ้าอย่างรุนแรง มีผู้ได้รับบาดเจ็บติดภายในตัวรถ

เจ้าหน้าที่กู้ภัยรีบนำอาสาสมัครเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ ซึ่งอยู่ที่ถนนสุขุมวิท ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ทันที และเมื่อไปถึงก็พบว่ารถกระบะ ดีแม็ก สีบรอนซ์ ทะเบียน ผท 2246 ระยอง ได้พลิกคว่ำขึ้นเกาะกลางถนน และชนเสาไฟส่องสว่าง ทำให้รถเสียหายหนักมาก

เนื้อหากระจัดกระจายบนถนน

บนพื้นถนนเต็มไปด้วยสินค้าที่ร่วงหล่นจากรถ โดยเฉพาะลูกชิ้นที่กระจายอยู่หลายบริเวณ บรรยากาศที่เกิดเหตุยังคงมีฝนโปรยปราย ซึ่งเพิ่มความยากลำบากให้เจ้าหน้าที่ในการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ

รถกระบะคันดังกล่าวได้รับการดัดแปลงติดตั้งคอกเหล็กสูง ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้รถเสียหลักในขณะที่ขับขี่ด้วยความเร็วสูง ก่อนจะไตล์พลิกคว่ำและชนเสาไฟฟ้าอย่างรุนแรง

ผู้บาดเจ็บ 3 รายได้รับการช่วยเหลือ

ในเหตุการณ์นี้มีผู้บาดเจ็บรวม 3 ราย ได้แก่ นายอิทธิพล (สงวนนามสกุล) อายุ 20 ปี ซึ่งเป็นคนขับรถกระบะ ตลอดจนผู้โดยสารอีก 2 คน ที่ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วนหลังได้รับบาดเจ็บ

เจ้าหน้าที่กู้ภัยและพลเมืองดีให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ใช้อุปกรณ์ตัดถ่างช่วยดึงผู้บาดเจ็บออกจากตัวรถ ปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนนำส่งโรงพยาบาลใกล้เคียง

ความเร็วอาจเป็นเหตุผลสำคัญ

จากการสอบถามพลเมืองดีคนหนึ่งในที่เกิดเหตุ คุณสุกฤษฎิ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 31 ปี เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุเขาขับรถเก๋งอยู่ปกติ แต่จู่ ๆ รถกระบะได้พุ่งเข้าชนท้ายรถของเขาอย่างรุนแรง ทำให้เสียหลักและพลิกคว่ำชนเสาไฟฟ้าในที่สุด

สถานที่เกิดเหตุยังเป็นทางที่มักมีความชื้นจากฝน และความเร็วของรถอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุครั้งนี้

  • ผู้บาดเจ็บ: รวม 3 ราย
  • สถานที่เกิดเหตุ: ถนนสุขุมวิท ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี
  • ลักษณะของรถ: รถกระบะดัดแปลง ดีแม็ก สีบรอนซ์
  • สาเหตุเบื้องต้น: ความเร็วและการขับไม่ปลอดภัย

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อสอบสวนพนักงานสอบสวนเพื่อสรุปสาเหตุที่แท้จริง พร้อมทั้งตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริบทของเหตุการณ์

อุบัติเหตุจาก กระบะเสียหลักชนเสาไฟฟ้า นี้เป็นเตือนใจว่า การขับขี่ด้วยความเร็ว การไม่คำนึงถึงสภาพถนนหรือการดัดแปลงรถ สามารถส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรงได้ในทุกเมื่อ

ที่มา – ‘กระบะ’ ซิ่งฝ่าฝนชนท้าย ‘เก๋ง’ เสียหลักฟาดเสาไฟฟ้าบาดเจ็บ 3 ราย

มาเรสกา ยอมรับ เชลซี ต้องการเซนเตอร์แบ็กใหม่

เอ็นโซ มาเรสกา ผู้จัดการทีม “สิงห์สำอาง” เชลซี ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ทีมต้องการเซนเตอร์แบ็กตัวใหม่ เข้ามาเสริมแนวรับหลังจากที่ ลีวาย โคลวิลล์ ดาวเตะวัย 22 ปี ได้รับบาดเจ็บร้ายแรงบริเวณเอ็นไขว้หน้าเข่าฉีก คาดว่าจะต้องพักยาวเกือบทั้งฤดูกาล 2025/26 ทำให้แนวรับของทีมเหลือแค่ผู้เล่นไม่มากนัก

โคลวิลล์ เจ้าของตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กฝั่งซ้ายผู้ทรงคุณภาพ โชคร้ายบาดเจ็บระหว่างเซสชั่นฝึกซ้อมเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา และด้วยแนวทางการเล่นของ เชลซี ภายใต้การนำทีมของ มาเรสกา นั้นเน้นการขึ้นเกมรุกผ่านแบ็กซ้าย จึงทำให้การขาด โคลวิลล์ ถือเป็นความเสียหายอย่างมาก

มาเรสกา ยอมรับ เชลซี ต้องการเซนเตอร์แบ๊กใหม่

“คุณก็รู้ว่า ลีวาย สำคัญกับเราขนาดไหนในฤดูกาลที่แล้ว เมื่อพูดถึงวิธีการเล่นของทีมของเรา เขามีบทบาทสำคัญในการขึ้นเกม เราต้องการผู้เล่นที่สามารถทำหน้าที่ได้ใกล้เคียงกับเขา ทั้งด้านการเปิดเกมรุกและการเล่นที่ขาซ้าย” มาเรสกา เปิดเผยว่า

ตอนนี้ เชลซี มีแค่ โทซิน อดาราบิโอโย เป็นเซนเตอร์แบ็กฝั่งซ้ายเพียงคนเดียวที่ถูกจับให้เป็นตัวเลือกหลัก ซึ่งแม้จะมีฟอร์มที่ดีแต่ประสบการณ์ยังถือว่าน้อย และยังมีข้อจำกัดในแง่ของการพัฒนาเกมรุก จึงกลางใจที่จะเสริมทัพในเดือนมกราคมหรือซัมเมอร์นี้

ความต้องการของสิงห์สำอางในตลาดซื้อขายนักเตะ

มาเรสกา กล่าวต่อว่า “ตอนนี้ลีวายต้องพักยาว เราต้องมองหาตัวเลือกใหม่ๆ ตอนนี้เรากำลังดูประสิทธิภาพของผู้เล่นภายในทีม แต่สโมสรเข้าใจเป็นอย่างดีว่าผมคิดอะไรอยู่ และเรารู้ว่าความต้องการคืออะไร”

นอกจากผลจากการบาดเจ็บของ โคลวิลล์ แล้ว มาเรสกา ยังเผชิญกับความท้าทายจากกองหลังตัวอื่นๆ ที่มีปัญหาด้านฟิตเนส ทำให้แนวรับทีมต้องเผชิญกับสถานการณ์จำเป็นสูง และการค้นหาผู้เล่นแนวรับคุณภาพในซีซั่นนี้จึงเป็นจุดสำคัญต่อการสร้างผลงานที่ดีขึ้นในฤดูกาลหน้า

  • โคลวิลล์ อาจพลาดทั้งฤดูกาล 2025/26 จากอาการบาดเจ็บเอ็นไขว้ฉีก
  • เชลซี เหลือเซนเตอร์แบ็กฝั่งซ้ายเพียงโทซิน อดาราบิโอโย คนเดียว
  • มาเรสกา ยืนยันแผนการเสริมแนวรับในตลาดซื้อขายนักเตะที่จะเกิดขึ้น

ผู้จัดการทีมชาวอิตาเลียนสรุปว่า “เราต้องการเซนเตอร์แบ็กที่สามารถเปิดแกร่งและเล่นเกมรุกร่วมกับทีมได้ดี เพราะนั่นคือสิ่งที่เราจะสร้างขึ้นในอนาคต หากเราได้ผู้เล่นที่ใช่ ทีมจะกลับมาแข็งแกร่งได้เหมือนเดิม”

ทั้งนี้ เชลซี ถือว่ามีเป้าหมายอยู่หลายรายในตลาดซื้อขายนักเตะทั้งในยุโรปและอังกฤษ โดยเชื่อว่าการได้อดีตเซนเตอร์แบ็กที่ถูกใจมาเสริมทัพอาจเปลี่ยนแปลงเกมของทีมในปีหน้าได้เป็นอย่างดี

สุดท้าย หากคุณเป็นแฟนบอล เชลซี อย่าลืมติดตามข่าวการเสริมทัพผู้เล่นตำแหน่งเซนเตอร์แบ๊กอย่างใกล้ชิด เพราะนี่อาจเป็นการเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปของทีมอย่างแท้จริง

ที่มา – “มาเรสกา” รับ “สิงห์สำอาง” ต้องการเซนเตอร์แบ๊กตัวใหม่

‘กัมพูชา’ ปั้นเฟกนิวส์ ‘นักข่าวทำเนียบขาว’ ดูลวดหนาม ทั้งที่ความจริงเป็นเพียง ‘ล็อบบี้ยิสต์’

จากกรณีที่สำนักข่าวในประเทศกัมพูชาได้รายงานข่าวเกี่ยวกับการเดินทางของ นายไมเคิล อัลฟาโร (Michael Alfaro) ไปยังพื้นที่ชายแดนบริเวณบ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ซึ่งตรงข้ามกับจังหวัดบันทายมีชัยของกัมพูชา โดยอ้างว่าเขาเป็น “นักข่าวและผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวกรองและความมั่นคง ประจำทำเนียบขาวของสหรัฐฯ” พร้อมทั้งไลฟ์สดผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อโจมตีประเทศไทย

การกระทำดังกล่าวถูกตั้งคำถามอย่างมาก เนื่องจากภายหลังพบว่า นายไมเคิล อัลฟาโร ไม่ได้เป็นพนักงานหรือนักข่าวประจำทำเนียบขาวแต่อย่างใด ในความเป็นจริงเขาเป็นเพียง ล็อบบี้ยิสต์ และเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท Capitol Hill & Friends ซึ่งดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์และสร้างภาพลักษณ์ให้กับลูกค้า

‘กัมพูชา’ ปั้นเฟกนิวส์ ‘นักข่าวทำเนียบขาว’ ดูลวดหนาม ทั้งที่ความจริงเป็นเพียง ‘ล็อบบี้ยิสต์’

เพจ Drama-addict ได้ออกมาเตือนประชาชนและสื่อมวลชนเกี่ยวกับข่าวดังกล่าว โดยระบุว่า นายไมเคิล อัลฟาโร ไม่เคยมีตำแหน่งใด ๆ ในรัฐบาลสหรัฐฯ แม้ภาพที่เขาได้ถ่ายร่วมกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นั้นเป็นเพียงเพื่อนร่วมสนับสนุนการเงินในการหาเสียงของทรัมพ์ในรัฐอิลินอยด์เท่านั้น ไม่ได้มีผลเชิงนโยบายหรือความสัมพันธ์เชิงราชการแต่อย่างใด

ภาพลักษณ์บิดเบือนของล็อบบี้ยิสต์รายนี้ถูกเป่าพานให้เป็นข่าวจริง

อย่างไรก็ตาม เพจอื่นอย่าง Royal Thai Army : Update ก็ได้ยืนยันอีกครั้งว่าผู้ชายคนนี้ไม่ใช่ข้าราชการหรือนักข่าวของสหรัฐฯ แต่เป็น ล็อบบี้ยิสต์ ที่ทำงานเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว และยังมีรายงานว่าเขารับจ้างเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนเพื่อทำลายภาพลักษณ์ของประเทศไทย โดยเฉพาะในประเด็นชายแดน

วิธีการนำเสนอข่าวเช่นนี้เป็นการใช้กลยุทธ์ทางการเมืองและข่าวสารอย่างผิดจริยธรรม ที่ทำให้ผู้ชมเกิดความเข้าใจผิดว่าเขาเป็นบุคคลสำคัญจากสหรัฐฯ มีความน่าเชื่อถือสูงในการนำเสนอข่าว

  • วิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การใช้บุคคลภายนอกที่ไม่มีบทบาทจริงในการเมืองสหรัฐฯ มาเป็นตัวแทนเผยแพร่ข่าวถือว่าเป็นการวางแผนไว้ล่วงหน้า
  • งานวิจัยบางส่วนชี้ให้เห็นว่า มีหลายกรณีที่กลุ่มผลประโยชน์ในต่างประเทศจ้าง ล็อบบี้ยิสต์ เพื่อช่วยสร้างแรงกดดันทางการเมืองและสื่อต่อรัฐบาลต่าง ๆ
  • การป้องกันการถูกหลอกลวงด้วย ‘กัมพูชา’ ปั้นเฟกนิวส์ ‘นักข่าวทำเนียบขาว’ ดูลวดหนาม ทั้งที่ความจริงเป็นเพียง ‘ล็อบบี้ยิสต์’ ควรเริ่มจากการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว

ดังนั้น การรายงานข่าวที่มีเจตนาทางการเมืองหรือผลประโยชน์ควรได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้ความจริงถูกบิดเบือน และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างไม่เป็นธรรม

เราควรตั้งสติและไม่หลงเชื่อกับภาพลักษณ์ของบุคคลที่อาจมีเจตนาแอบแฝงไว้เสมอ เพราะความจริงอาจอยู่ห่างไกลจากสิ่งที่เราได้ยิน

ที่มา – ‘กัมพูชา’ ปั้นเฟกนิวส์ ‘นักข่าวทำเนียบขาว’ ดูลวดหนาม ทั้งที่ความจริงเป็นเพียง ‘ล็อบบี้ยิสต์’

ไก่เดือยทอง คอตก เรือใบ ปัดข้อเสนอซื้อ ซาวินโญ

ทอตแนม ฮอตสเปอร์ สโมสรดังจากศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ที่เรามักเรียกกันสั้น ๆ ว่า ไก่เดือยทอง ต้องเจอข่าวร้ายหลังจากถูก เรือใบสีฟ้า อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี ปัดข้อเสนอซื้อ ซาวินโญ มูลค่า 60 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 2,640 ล้านบาทไปแบบไม่เหลียวกลับ

ไก่เดือยทอง ลั่นไม่ยอมแพ้ จะกลับมาขอตัว ซาวินโญ อีกครั้ง

แม้ข่าวจะฟังดูน่าผิดหวังสำหรับแฟนบอล “ไก่เดือยทอง” แต่ก็ยังมีกระแสข่าวที่เอื้ออำนวยออกมาอีกครั้ง โดย เดอะ ซัน สื่อชื่อดังจากอังกฤษ รายงานว่า สเปอร์สไม่ได้ถอดใจ และอยู่ในขั้นตอนของการเตรียมข้อเสนอใหม่ที่น่าสนใจกว่าเดิม เพื่อหวนกลับมายื่นให้ “เรือใบ” อีกครั้งในเร็ววันนี้

ซาวินโญ ดาวรุ่งเลือดแซมบ้า มีใจให้ ไก่เดือยทอง

น่าสนใจกว่านั้นคือ ซาวินโญ วัย 21 ปี ดูเหมือนจะให้ความสนใจในโอกาสย้ายไปเล่นให้กับทีมจากลอนดอนมากขึ้น ด้วยบรรยากาศในทีมที่มีแนวโน้มว่าจะได้รับโอกาสในการลงสนามอย่างต่อเนื่อง และการเดินเกมรุกที่สอดคล้องกับสไตล์การเล่นของดาวเตะวัยนี้

ทั้งนี้ ซาวินโญ ถูกคัดเลือกเข้ามาร่วมทีม “เรือใบ” เมื่อช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้ว ด้วยค่าตัวราว 21 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 924 ล้านบาท จากสโมสรในเครืออย่าง ทรัวส์ โดยทันทีที่ย้ายมาร่วมทีมก็สามารถสร้างผลงานได้อย่างน่าประทับใจ จนปัจจุบันเขาได้ลงเล่นไปแล้วทั้งสิ้น 48 นัด ยิงไปแล้ว 3 ประตู และทำแอสซิสต์ไปอีก 13 ครั้ง ถือเป็นหนึ่งในขุมพลังสำคัญของทีมในแนวรุก

  • เป็นนักเตะที่มีความเร็วสูง และการควบบอลที่ยอดเยี่ยม
  • มีความอึดในการเล่นแบบแอนด์รัน และสามารถทำชิ่งได้อย่างแม่นยำ
  • สร้างความกดดันให้แนวรับคู่แข่งได้อย่างดีเยี่ยม

สำหรับแฟนบอล “ไก่เดือยทอง” ที่รอคอยความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในตลาดซื้อขายนักเตะ นับว่า “เรื่อง ซาวินโญ” เป็นประเด็นที่น่าจับตาเป็นพิเศษ เพราะหากย้ายมาร่วมทีมได้จริง ไม่เพียงแต่จะเสริมความแข็งแกร่งให้กับแนวรุก แต่ยังช่วยดึงดูดแฟนบอลใหม่ ๆ เข้ามาเชียร์ทีมได้อย่างมากด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ “เรือใบ” จะมีสิทธิ์ในการตัดสินใจสุดท้ายเกี่ยวกับอนาคตของนักเตะ แต่หากมีข้อเสนอที่หนักแน่นและสอดคล้องกับทิศทางของทีม ไม่แน่อาจจะมีวันที่เราได้เห็น “ซาวินโญ” เดินทางมาร่วมทีม “ไก่เดือยทอง” จริง ๆ ก็ได้เช่นกัน

หากคุณเป็นแฟนบอล “ไก่เดือยทอง” รับรองว่าความเคลื่อนไหวนี้คุณห้ามพลาดเด็ดขาด!

ที่มา – “ไก่เดือยทอง” คอตก “เรือใบ” ปัดข้อเสนอซื้อ “ซาวินโญ”

‘กรีน อัษฎาพร‘ เผยหัวใจสดใสอีกครั้ง คุยกับหนุ่มนอกวงการ

แฟนคลับของนักแสดงสาว กรีน-อัษฎาพร สิริวัฒน์ธนกุล ต้องดีใจกันแน่นอนหลังจากได้ยินข่าวดีเกี่ยวกับความรักของเธอ หลังจากที่ใช้ชีวิตอยู่ในโสดมานานหลายปี ล่าสุดนางเอกสาวเปิดใจ承认有新恋情,但还不急着公开男友身份。

‘กรีน อัษฎาพร‘ เผยหัวใจสดใสอีกครั้ง คุยกับหนุ่มนอกวงการ

ในงานเปิดตัวละครทายาทหมายเลข 1 สาวกรีนได้ออกมาอัปเดตสถานะหัวใจ ซึ่งงานนี้ กรีน อัษฎาพร เผยว่า “สำหรับข่าวลือว่าซุ่มคบใครอยู่ คือเอาจริงๆ เคยสัมภาษณ์ไปแค่ครั้งเดียวเอง เพราะโสดมานานแหละเนอะ ก็มีคนคุยค่ะ คุยแบบศึกษากันก่อน ซึ่งเป็นคนนอกวงการ”

คุยกันมาก่อนเปิดตัวให้ดี!

คุณภาพความสัมพันธ์มากกว่าความเร็วในการเปิดตัว ‘กรีน อัษฎาพร’ เผยว่า คุณต้องใช้เวลาศึกษาเขามากหลากหลายมุม ไม่ใช่การตัดสินจากความรู้สึกเบื้องต้นเท่านั้น เพราะความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนต้องการความเข้าใจที่ลึกซึ้ง

  • คุยกันเรื่อยมาประมาณ 2-3 เดือน
  • กำลังศึกษาเรียนรู้กันไปทีละขั้น
  • ยังไม่ได้แน่ใจว่าจะไปต่อหรือไม่

“ตอนแรกก็ไม่ได้คิดว่าเป็นการเตาะหรืออะไร ไม่รู้ ไม่เข้าใจ แต่ก็เริ่มเอ๊ะๆ คุยแล้วน่ารักดี สบายใจ ถามว่าโมเมนต์ไหนที่ทำให้เรายิ้มได้ ก็น่ารักดี ง่ายๆ”

ในขณะที่แฟนคลับหลายคนตั้งตารอคอยเหตุการณ์การเปิดตัวแฟนหนุ่มอย่างเต็มตัว แต่ ‘กรีน อัษฎาพร‘ ยังยืนยันว่าตอนนี้ยังไม่ได้มีกำหนดการที่จะ “เปิดตัว” อย่างเป็นทางการ แม้จะมีแค่ตัวอย่างเบาๆ ของความสนิทสนมปรากฏบนโซเชียลมีเดียแล้วก็ตาม

ระหว่างรักกับความเป็นส่วนตัว

“ จะบอกว่าไม่โสดแล้วก็ไม่ใช่ มันก็ยังแบบกึ่งๆ ซึ่งนิยามสถานะตอนนี้ว่าอะไร ก็ยังไม่ได้นิยามอะไรเลย แต่ว่าตอนนี้จะคุยก็คงมีแค่เขาคนเดียว”

สิ่งที่น่าประทับใจของ ‘กรีน อัษฎาพร’ คือการที่เธอเลือกใช้เวลาในการสร้างความเข้าใจก่อนลงเอย ไม่วิ่งไล่ตามอารมณ์หรือความคาดหวังของผู้อื่น ความจริงจังและความพร้อมในการใช้ชีวิตร่วมกับอีกคนคือเรื่องสำคัญสำหรับเธอ

ทั้งที่มีกระแสความตื่นเต้นที่หลายคนจับตามองสถานะความรักของ ‘กรีน อัษฎาพร’ แต่เธอเลือกที่จะใช้หัวใจใส ใจเย็น และความรอบคอบในการดูแลความสัมพันธ์ครั้งใหม่นี้ ไม่รีบเร่ง พูดง่ายๆว่า “ค่อยๆเป็นไปตามธรรมชาติของมัน”

ในโลกที่ความรักผูกพันกับภาพลักษณ์และตัวตนในวงการบันเทิง การเลือกใช้ชีวิตร่วมกับคนที่ใช่โดยไม่ดูแลแต่ชื่อเสียงหรือเทคโนโลยี >= ต้องขอบคุณ ‘กรีน อัษฎาพร’ ที่เลือก ‘การรักอย่างมีเหตุผล’

มาลุ้นไปด้วยกันเถอะว่าเค้าจะเป็นคู่ควรกับความใสสะอาดใจของเธอไหม

ที่มา – ‘กรีน อัษฎาพร‘ เผยหัวใจสดใสอีกครั้ง รับตรงๆคุยกับหนุ่มนอกวงการ ไม่รีบเปิดตัว!