ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ด่วน! กก.สรรหาฯ เคาะ ‘อนันต์ -ณรงค์’ นั่ง กกต. แทน ‘อิทธิพร- สันทัด’ ที่ครบวาระ 12 ส.ค.นี้

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568 คณะกรรมการสรรหากรรมการองค์กรอิสระซึ่งประกอบด้วยประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ผู้แทนจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา และที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ได้มีมติเห็นชอบบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อสำหรับดำรงตำแหน่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สองท่าน ได้แก่

ด่วน! กก.สรรหาฯ เคาะ ‘อนันต์ -ณรงค์’ นั่ง กกต. แทน ‘อิทธิพร- สันทัด’ ที่ครบวาระ 12 ส.ค.นี้

คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. ถือเป็นองค์กรสำคัญที่รับผิดชอบในการกำกับดูแลและจัดการกระบวนการเลือกตั้งอย่างโปร่งใสและยุติธรรม ในปีนี้ถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ เนื่องจากมีคณะกรรมการชุดหนึ่งครบวาระ และต้องมีการสรรหาบุคลากรใหม่มาปฏิบัติหน้าที่แทน เพื่อให้แน่ใจว่าระบบประชาธิปไตยไทยยังคงเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง

บุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อ

บุคคลที่ได้รับเลือกมานั้นคือ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ซึ่งเป็นอดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นายณรงค์ รักร้อย อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร คนทั้งสองนี้มีประสบการณ์ในภาครัฐอย่างยาวนาน ซึ่งเชื่อว่าสามารถช่วยให้ กกต. ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายหลังการประชุมคณะกรรมการสรรหา จะมีการส่งรายชื่อไปให้วุฒิสภาพิจารณาและให้ความเห็นชอบต่อไปในขั้นตอนถัดไป

ทั้งนี้ นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. และ นายสันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ กกต. จะครบวาระและพ้นจากตำแหน่งในวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ซึ่งตามกติกาของกฎหมายกำหนดให้กระบวนการสรรหากรรมการใหม่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 120 วันก่อนวันที่กรรมการชุดเดิมจะครบวาระ เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างในการทำงาน

การกำหนดคณะกรรมการการเลือกตั้งใหม่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่ระบบการเมืองในประเทศไทย คณะกรรมการชุดใหม่จะต้องมีความสามารถ โปร่งใส และไม่มีอคติ เพื่อดำเนินหน้าที่ได้อย่างเอื้ออาทร ไม่ลำเอียง และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในทุกจังหวัด

หากกระบวนการสรรหาเสร็จสิ้นตามแผน กกต. ชุดใหม่จะเข้ารับตำแหน่งตามเวลาที่กำหนด ซึ่งจะเป็นเครื่องยืนยันว่าระบอบประชาธิปไตยของไทยยังคงเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นคง และมีความพร้อมในการจัดการกับการเลือกตั้งในอนาคต

ทั้งนี้ สังคมและประชาชนก็ต้องให้ความสำคัญและติดตามการทำงานของคณะกรรมการชุดใหม่อย่างใกล้ชิด เพื่อเป็นการรับรองความโปร่งใสและเป็นธรรมในระบบที่สำคัญของประเทศ

ที่มา – ด่วน! กก.สรรหาฯ เคาะ ‘อนันต์ -ณรงค์’ นั่ง กกต. แทน ‘อิทธิพร- สันทัด’ ที่ครบวาระ 12 ส.ค.นี้

ภัณฑิล ซัดงบฯ สำนักพุทธฯ ส่งผลวงการสงฆ์เละเทะไปหมด

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายภัณฑิล น่วมเจิม ส.ส. กทม. พรรคประชาชน ได้อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยเน้นประเด็นสำคัญเกี่ยวกับงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่มีวงเงินกว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้ วงการสงฆ์เละเทะ และมีปัญหาชัดเจน

ภัณฑิล ซัดงบฯ สำนักพุทธฯ ส่งผลวงการสงฆ์เละเทะไปหมด

นายภัณฑิล ระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า การจัดสรรงบประมาณให้กับสำนักงานพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะในส่วนของบุคลากรที่มากถึง 1,600 ล้านบาท เหมือนกับการให้เงินให้พระ ซึ่งขัดกับหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างเห็นได้ชัด โดยปกติแล้ว พระไม่ควรมีการถือเงิน แต่ปัจจุบันมีข่าวเกี่ยวกับพระที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและปัญหาทางเพศ สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อภาพลักษณ์ของวงการสงฆ์

ประเด็นความไม่เป็นธรรมต่อคนอื่น

นอกจากนี้ยังมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความถูกต้องของงบประมาณที่ใช้ไปเพราะนักเสียภาษีในประเทศมีทั้งผู้ที่ไม่นับถือศาสนาใด รวมทั้งผู้ที่นับถือศาสนาอื่น ซึ่งการให้เงินเดือนแก่พระจึงเป็นเรื่องที่อาจไม่เป็นธรรมต่อกลุ่มคนเหล่านี้ อย่างไรก็ตามบุญที่ประชาชนตักบาตรให้พระก็ถือว่าเพียงพอแล้ว ดังนั้นการสนับสนุนด้วยเงินของรัฐอาจไม่จำเป็นอีกต่อไป

  • งบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนามีวงเงินมากกว่า 5,000 ล้านบาท
  • มีการสนับสนุนแบบไม่มีเกณฑ์ชัดเจน เช่น การให้เงินวัดร่ำรวยอยู่แล้ว
  • บางโครงการซ้ำซ้อนกับหน่วยงานราชการอื่น

ทั้งนี้ ในการอภิปราย นายภัณฑิล ได้เสนอแนะให้สำนักงานพระพุทธศาสนาปรับปรุงระบบที่ไม่โปร่งใส โดยเสนอว่าควรให้ชื่อวัดชัดเจนเมื่อขอรับงบประมาณ และมีหลักเกณฑ์การขอรับอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความไว้วางใจและป้องกันการทุจริต

ปัจจุบัน เรื่องของการทะเลาะวิวาท ยศขุนนางทางศาสนา และการซื้อขายตำแหน่งของพระก็กลายเป็นประเด็นไวไฟที่สังคมต้องจับตา เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงเหล่านี้แล้ว วงการสงฆ์เละเทะ จึงมีสาเหตุหลักคือโครงสร้างทางการบริหารที่ไม่สามารถคุมปัญหาได้ รวมทั้งงบประมาณที่กระจายอย่างไร้ประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตามแนวทางที่เสนอจากนายภัณฑิล น่าสนใจอย่างมาก ทั้งสูตรของการแยกศาสนาออกจากกิจการรัฐ และการตั้งระบบตรวจสอบทรัพย์สินของวัดอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ถือเป็นข้อเสนอที่เปิดพื้นที่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการศาสนา โดยเฉพาะเรื่องการจัดการทางการเงินและทรัพย์สิน

สุดท้าย การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการสงฆ์มิใช่แค่เรื่องของงบประมาณเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของวินัย จรรยาบรรณ และตัวตนของผู้นำทางศาสนา จึงจำเป็นต้องมีการปฏิรูปอย่างเข้มงวด เพื่อคืนความสมบูรณ์ของพระพุทธศาสนา

อยากรู้ข่าวแบบนี้เพิ่มเติม? ติดตามพวกเราได้ที่นี่

ที่มา – ‘ภัณฑิล’ ซัดงบสำนักพุทธฯทำ‘วงการสงฆ์ เละเทะไปหมด

รมว.แรงงาน กำหนดสิ้นเดือน ส.ค.นี้ ไรเดอร์-วินมอเตอร์ไซต์ ทำข้อเสนอร่วมกฎหมายคุ้มครองแรงงานอิสระ

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ณ ห้องประชุมชั้น 5 กระทรวงแรงงาน นายพงษ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.แรงงาน ได้เปิดพื้นที่ให้กลุ่มผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง และไรเดอร์จากแพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้แสดงความคิดเห็นและร่วมหารือเกี่ยวกับร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานอิสระ เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมสำหรับทุกฝ่าย

รมว.แรงงาน กำหนดสิ้นเดือน ส.ค.นี้ ไรเดอร์-วินมอเตอร์ไซต์ ทำข้อเสนอร่วมกฎหมายคุ้มครองแรงงานอิสระ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมในครั้งนี้ นายสันติ ปฏิภาณรัตน์ นายกสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รับจ้างสาธารณะ ได้นำคณะพร้อมด้วย น.ส.สุภาพรพันธุ์ประสิทธิ์ กลุ่มไรเดอร์ เซ็นเตอร์ และ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข กลุ่ม 24 มิถุนายนประชาธิปไตยฯ เข้าร่วมหารือกับคณะทำงานของกระทรวงแรงงาน อย่างเปิดเผย

ร่วมกันหาทางออกร่วมภายใต้กฎหมาย

รมว.แรงงาน กล่าวว่าการประชุมครั้งนี้มีการแลกเปลี่ยนความเห็นจากทั้งกลุ่มวินมอเตอร์ไซค์และไรเดอร์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ได้แนวทางร่วมสำหรับกฎหมายคุ้มครองแรงงานอิสระ หากทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่าพ.ร.บ.เป็นทางออกที่ดี ทางกระทรวงแรงงานก็พร้อมผลักดันต่อไป

“ผมได้ตั้งกรอบเวลาในการทำข้อเสนอส่งเสริมกฎหมายนี้ไว้ภายในสิ้นเดือน สิงหาคมนี้ โดยให้ทุกฝ่ายได้นำเสนอข้อเสนอ ไม่ว่าจะเป็นการปรับแก้กฎหมาย หรือการเพิ่มมาตรการใด ๆ ลงไปในร่าง” รมว.แรงงาน เปิดเผยว่า

กฎหมายรองรับแรงงานอิสระทุกรูปแบบ

หนึ่งในประเด็นที่ชวนให้เกิดความเห็นแตกต่างคือ “การจัดเก็บเงินเข้ากองทุน” โดยบางฝ่ายเห็นว่าควรจัดตั้งกองทุนเพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์ด้านประกันสังคม ส่วนบางฝ่ายก็ไม่เห็นด้วย เพราะมองว่าบางคนมีฐานะเป็นพนักงานกับบริษัทอยู่แล้ว และไม่ต้องการถูกเก็บเงินเพิ่ม

  • ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในแนวทางใหม่ ร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานอิสระ จะครอบคลุมแรงงานนอกระบบทุกประเภท
  • อย่างไรก็ตาม จะมีกฎหมายรองแยกประเภทธุรกิจ เช่น แรงงานแพลตฟอร์ม ไรเดอร์ วินมอเตอร์ไซต์ และแม่บ้าน เป็นต้น

รัฐบาลเปิดทางให้แรงงานอิสระได้ปรับตัว โดยกำหนดให้ในช่วงแรกเป็นแนวทางแบบ “สมัครใจ” ใครไม่สะดวกเข้าร่วมก็สามารถเลือกได้ เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นและลดภาระในช่วงเริ่มต้น

การมี กฎหมายคุ้มครองแรงงานอิสระ จะช่วยความชัดเจนทางสิทธิประโยชน์และลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างแรงงานกับแพลตฟอร์มในอนาคต

สิ่งที่ไรเดอร์และวินมอเตอร์ไซต์ควรตระหนัก

ไม่ว่าจะเลือกวิถีชีวิตแบบใด สิ่งสำคัญคือ แนวโน้มของกฎหมายที่มุ่งเน้นการคุ้มครองแรงงานทุกประเภท เป็นโอกาสที่ดีหากทุกฝ่ายร่วมกันพูดคุยและเสนอข้อเสนอที่สร้างสมดุลของสิทธิประโยชน์

entreprises หรือองค์กรต่าง ๆ ก็익ที่ต้องเข้าใจว่าแรงงานอิสระเป็นบทบาทหนึ่งในระบบที่กำลังเติบโต มีความยืดหยุ่นสูง และกำลังเป็นที่ต้องการทั้งในและต่างประเทศ

สุดท้าย ประชาชนผู้ใช้แรงงานอิสระอย่างไรเดอร์และวินมอเตอร์ไซต์ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมสำหรับโอกาสใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น

ทั้งนี้ รมว.แรงงานกำหนดให้ภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ ต้องได้ข้อสรุปที่สมเหตุสมผลและนำไปใช้ได้จริงในระดับประเทศ

ที่มา – รมว.แรงงาน กำหนดสิ้นเดือน ส.ค.นี้ ไรเดอร์-วินมอเตอร์ไซต์ ทำข้อเสนอร่วมกฎหมายคุ้มครองแรงงานอิสระ

เปิดงาน IP Fair 2025 โชว์ศักยภาพทรัพย์สินทางปัญญาไทย

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้จัดงาน เปิดงาน IP Fair 2025 อย่างยิ่งใหญ่ ณ ชั้น 5 และชั้น G ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ ภายใต้แนวคิด “Vibrant Ideas Unleashed : จุดพลังทางความคิด สร้างเศรษฐกิจด้วยทรัพย์สินทางปัญญา” โดยมีเป้าหมายในการยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการไทย พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทุกระดับได้แสดงศักยภาพงานด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และเตรียมพร้อมขับเคลื่อนสู่ “ธุรกิจแห่งอนาคต”

เปิดงาน IP Fair 2025 ระดมพลังความคิดสร้างสรรค์

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงความสำคัญของกิจกรรมนี้ว่า เป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันแนวทาง “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย” ให้ผู้ประกอบการต่อยอดศักยภาพด้าน IP ต้นทุนแห่งนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้แข็งแกร่ง

ทั้งนี้ ในปี 2025 ยังเป็นโอกาสพิเศษที่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ได้มอบรางวัล “WIPO Award for Creative Excellence” แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เนื่องจากความเป็นเลิศด้านการสร้างสรรค์งานแฟชั่นและการออกแบบที่ได้สานพลังชุมชนผู้ผลิตผ้าไทย ซึ่งได้ผสานไว้ในนิทรรศการภายในงาน IP Fair 2025 อย่างงานหนึ่งเดียวที่สะท้อนได้อย่างเต็มที่

นวัตกรรมนำอนาคตร่วมขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน

นอกจากนิทรรศการเฉพาะกิจ งาน เปิดงาน IP Fair 2025 ยังรวบรวมผลงานด้านนวัตกรรมจากองค์กรชั้นนำ เช่น ปตท. และปูนซีเมนต์ไทย ซึ่งจัดแสดงในโซนของศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TISC) เพื่อเชื่อมโยงผู้สร้างสรรค์กับผู้ประกอบการให้ได้โอกาสเติบโตภายใต้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันสินค้าไทย และยกระดับเศรษฐกิจตำบล-อำเภอ-จังหวัด ภายในงานมีพื้นที่จัดแสดง “IP Local Market” ที่นำเสนอสินค้าภูมิศาสตร์ (GI) พร้อมสินค้า Soft Power อย่าง “หมูเด้ง” และ “Art Toy” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและขยายตลาดให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น

ในภาพรวม คาดว่าการเจรจาซื้อขายในงานจะสร้างมูลค่าทางธุรกิจกว่า 150 ล้านบาท พร้อมกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

งาน IP Fair 2025 จึงไม่เพียงเป็นเวทีสำหรับผู้สนใจทรัพย์สินทางปัญญาเท่านั้น แต่คือจุดเริ่มต้นใหม่ในการต่อยอดธุรกิจ สร้างสินค้าดีมีคุณค่าจากไทยสู่โลก การวางแผนอย่างเป็นระบบเพื่อขับเคลื่อนสู่ “ธุรกิจแห่งอนาคต” คือหัวใจสำคัญที่งานนี้ต้องการส่งต่อให้ทุกผู้ประกอบการได้รับรู้และนำไปใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง

ที่มา – เปิดงาน IP Fair 2025 อย่างยิ่งใหญ่ โชว์ศักยภาพทรัพย์สินทางปัญญาไทย ปั้นผู้ประกอบการสู่ธุรกิจแห่งอนาคต

อว.แฟร์ 2025 งานวิจัยใกล้ตัว ช่วยชีวิตคนไทยให้ดีขึ้น

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงาน อว.แฟร์ 2025 ครั้งสำคัญ ขนทัพงานวิจัยใกล้ตัวที่ใช้ได้จริง ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้น ภายใต้แนวคิด ‘Universe of SRI’ นำเสนอผลงานด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ช่วยให้ชีวิตสะดวกยิ่งขึ้น พบกับเทคโนโลยีล้ำสมัย โซนกิจกรรม และนวัตกรรมสร้างคุณค่าในชีวิตประจำวัน

อว.แฟร์ 2025

งาน อว.แฟร์ 2025 ถือเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ไทยที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้จริง ได้ทั้งในภาคธุรกิจ ภาครัฐ และสังคม โดยเน้นการวิจัยที่ตอบโจทย์ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยอย่างเป็นรูปธรรม มีให้สัมผัสตั้งแต่วันที่ 15-17 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จัดแสดงในพื้นที่โซนต่างๆ ตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เวลา 09.00 – 20.00 น.

โซนนวัตกรรมเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น

ภายในงานมี ZONE E: LIVING DISTRICT ที่นำเสนอสิ่งประดิษฐ์เพื่อการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ ทั้งนวัตกรรมด้านสุขภาพ เทคโนโลยีพลังงานสะอาด และการพัฒนาที่อยู่อาศัยแบบยั่งยืน อีกทั้งยังมีโซน Thai Tam Tueng จากสำนักงานปลัดกระทรวง อว. ที่โชว์ผลงานเครื่องจักรกลและสิ่งประดิษฐ์ฝีมือไทยระดับเยี่ยม พร้อมการสาธิตเทคโนโลยีที่น่าทึ่ง เช่น “Smart Pick and Place Robot” และหุ่นยนต์ช่วยในชีวิตประจำวัน

อีกไฮไลต์ของงานคือ “ThaiWater Application” แอปพลิเคชันที่ช่วยให้ทุกคนเข้าใจข้อมูลน้ำและอากาศได้ง่าย กระบวนการจัดการน้ำ “จากนภา ผ่านภูผา สู่มหานที” สะท้อนการจัดการทรัพยากรน้ำตามพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยแสดงที่โซน D: VALLEY OF GROWTH ซึ่งนำเสนอordes from สกสว. ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้มีประโยชน์ในชีวิตจริง รวมถึงกิจกรรม SRI Playground ที่ผู้เข้าชมทุกช่วงวัยสามารถสนุกและเรียนรู้ได้พร้อมกัน

ผลงานจากหน่วยต่างๆ เช่น ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) มานำเสนอใช้ AI ในการดูแลสุขภาพ รวมถึงเทคโนโลยี Telehealth และ IoT ที่ช่วยให้ประชาชน tracking สุขภาพได้อย่างแม่นยำ เพื่อให้ทุกคนมีวิถีชีวิตที่ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย

นอกจากนี้ งานยังมีกิจกรรมพิเศษสำหรับเยาวชน เช่น การประกวดวงดนตรีท้องถิ่น และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมร่วมกับนักศึกษาจากทั่วประเทศ ผ่านเวทีหลากหลายรูปแบบ

งาน “อว.แฟร์ 2025” จัดขึ้นที่ฮอลล์ 1-4 ชั้น G และร่วมกับ NST Fair 2025 ที่ฮอลล์ 5-6 ชั้น LG ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.mhesifair.com และ Facebook MHESIThailand

เรามาเปลี่ยนวันธรรมดาของคุณให้น่าตื่นเต้นด้วยนวัตกรรมจริงๆ ในงาน อว.แฟร์ 2025 นี้ เพราะเทคโนโลยีเพื่อชีวิตที่ดีกว่า ไม่ใช่แค่ฝัน แต่อยู่ในระยะเอื้อมของทุกคน!

ที่มา – ‘อว.แฟร์ 2025’ ขนทัพงานวิจัยใกล้ตัว ใช้ได้จริงเสริมความเป็นอยู่ของคนไทยให้ดีขึ้น

โฆษกสธ.เตือน! คนเครียดสูงเสี่ยงก่อความรุนแรง

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เหตุการณ์อันน่าเศร้าเกิดขึ้นที่ อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เมื่อนายทหารรายหนึ่งได้ออกจากที่ตั้งโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมพาอาวุธปืนและกระสุน ทำร้ายร่างกายประชาชน 2 ราย เบื้องต้นสันนิษฐานว่าเกิดจากความเครียดสะสม ส่งผลให้เกิดความคิดและพฤติกรรมที่ผิดปกติ

โฆษกสธ.เตือน! คนเครียดสูงเสี่ยงก่อความรุนแรง

นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ จิตแพทย์และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาให้ความเห็นและคำเตือนถึง danger ของ “ความเครียดสูง” ที่สะสมอยู่ในจิตใจของคนเรา โดยเฉพาะผู้ที่ต้องอยู่ในสภาวะหรือพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงทางกายภาพ สังคม หรือแม้กระทั่งทางออนไลน์ บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ

ความเครียดสูง คือ ความเสี่ยงที่ส่งผลต่อมนุษย์ในทางลบอย่างมาก เพราะไม่เพียงกระทบต่อสุขภาพจิต เหมือนที่หลายคนคาดคิด แต่ยังสามารถขัดจังหวะของการคิด พฤติกรรม และอารมณ์ จนทำให้บางรายพัฒนาเป็นความรุนแรงต่อตนเอง หรือกระทั่งต่อผู้อื่นได้” นพ.วรตม์ กล่าวรวมถึงการที่บางคนซึมซับความรุนแรงจนเกิดความรู้สึกเฉยชา แม้กระทั่งมองว่าโลกนี้ไม่น่าอยู่ หรือมีแต่คนร้าย คนมุ่งทำร้ายกัน

จัดการ “ความเครียดสูง” อย่างไรให้ปลอดภัย?

แม้ว่าหลายคนจะอยู่ในสภาพที่หลีกเลี่ยงความรุนแรงไม่ได้ เช่น ครอบครัวที่มีพฤติกรรมรุนแรง หรือบุคลากรเช่นผู้สื่อข่าว ที่ต้องรับข้อมูลข่าวสารที่มีความรุนแรงเป็นประจำ แต่ทางออกที่ดีที่สุดก็คือการ เพิ่มกิจกรรมเสริม ให้ชีวิตมีช่องทางอื่นในการสร้างความสุข

นอกจากนี้ การ พูดคุยกับผู้อื่น และไม่เก็บความเครียดไว้คนเดียว ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถช่วยระบายความรู้สึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ประเมินอารมณ์และพฤติกรรมตัวเองอย่างต่อเนื่อง
  • ลดการเสพข่าวหรือเนื้อหาอันรุนแรงหากทำได้
  • สร้างกิจกรรมสร้างสรรค์ในชีวิตประจำวัน
  • ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ในครอบครัวและสังคม
  • ไม่ลังเลที่จะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต

สำหรับประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความรุนแรง การดูแล “สุขภาพจิต” จึงไม่ใช่ของฟุ่มเฟือย แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการอยู่รอด อย่างในกรณีของประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิดจากทีมงาน MCATT เพื่อให้การดูแลจิตใจเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

ใครอยู่ในกลุ่มเสี่ยง?

จากการ คัดกรองความเครียดสูงในพื้นที่เสี่ยง พบผู้มีความเครียดสูงที่เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายกว่า 500 คน โดยทุกคนได้รับการพูดคุย และเยียวยาปฐมพยาบาลทางใจเบื้องต้นแล้ว อย่างไรก็ตามยังต้องส่งต่อเพื่อรับการดูแลทางการแพทย์ในระดับที่สูงขึ้น สำหรับบางคนที่แสดงอาการรุนแรงหรือมีความคิดทำร้ายตนเอง

“ถ้าเราไม่ตระหนักว่า ความเครียดสูง คือสัญญาณเตือนจากจิตใจ ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องใหญ่ในอนาคต” นพ.วรตม์ กล่าวสรุป

สิ่งสำคัญคือคนเราควรรู้จัก อยากอยู่ ไม่ใช่แค่ “อยากตาย” และเรียนรู้ที่จะเปิดใจเพื่อขอความช่วยเหลือ เมื่อความเครียดเริ่มควบคุมไม่อยู่

สุขภาพจิตของคุณเป็นเรื่องสำคัญ อย่าปล่อยให้ความเครียดสูง กลายเป็นหายนะกับตัวเองหรือคนรอบข้าง ขอให้ทุกคนมีใจที่ใส ไม่เต็มไปด้วยความรุนแรง แต่เต็มไปด้วยความหวังแทน

ที่มา – โฆษกสธ.ห่วงคนเครียดสูง เสี่ยงก่อความรุนแรงต่อตนเอง- คนอื่นได้

“อนุสัญญาออตตาวา” ไทยควรทำเช่นไร เขมรละเมิดวาง”ทุ่นระเบิด”ชายแดน

เมื่อพูดถึงเรื่องความมั่นคงและความสงบสุขของประชาชนในเขตชายแดนประเทศไทยและกัมพูชา สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ “อนุสัญญาออตตาวา” ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่มุ่งเน้นการกำจัดทุ่นระเบิดสังหารบุคคลอย่างเด็ดขาด ปัญหานี้เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากนานาชาติอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวว่ากัมพูชายังคงมีการเก็บรักษาทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ไว้ แม้จะอยู่ภายใต้อนุสัญญาออตตาวา ซึ่งกำหนดให้ต้องทำลายทุ่นทั้งหมดภายในกรอบเวลาที่กำหนด

“อนุสัญญาออตตาวา” คืออะไร

อนุสัญญาออตตาวา หรือ Anti-Personnel Mine Ban Convention (APMBC) มีการลงนามครั้งแรกที่กรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2540 พร้อมมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มีนาคม 2542 โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการสิ้นสุดความทุกข์ทรมานจากการใช้ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ทั่วโลก ประเทศที่เป็นภาคีจะต้องไม่ใช้ ไม่ผลิต ไม่สะสม และต้องดำเนินการทำลายคลังอาวุธภายใน 4 ปี และกำจัดพื้นที่เสี่ยงต่อทุ่นระเบิดภายใน 10 ปี

บทบาทของไทยภายใต้อนุสัญญา

ประเทศไทยร่วมลงนามในอนุสัญญาฯ พร้อมกับกัมพูชาในวันเดียวกัน และได้ให้สัตยาบันในปี 2541 โดยมีผลใช้บังคับในปี 2543 ไทยจัดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) ขึ้นเพื่อดำเนินงานด้านการเก็บกู้ ทำลาย และให้ความช่วยเหลือแก่เหยื่อทุ่นระเบิด แม้จะประกาศทำลายคลังทุ่นหมดแล้วในปี 2546 และทำลายทุ่นที่เหลือเพื่อการฝึกอบรมในปี 2562 แต่บทบาทของไทยยังคงสำคัญในเรื่องความร่วมมือกับนานาชาติในการจัดการทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน

กัมพูชากับสถานการณ์ปัจจุบัน

กัมพูชา แม้จะเป็นภาคีแห่งอนุสัญญาออตตาวา แต่หลายข้อมูลชี้ให้เห็นถึงการเก็บรักษาทุ่นระเบิดไว้อย่างลับๆ โดยอ้างข้อจำกัดด้านงบประมาณและการสนับสนุนจากนานาชาติ ทั้งๆ ที่ได้รับความช่วยเหลืออย่างมากจากประเทศต่างๆ เพื่อดำเนินงานด้านการเก็บกู้ และสนับสนุนผู้ได้รับผลกระทบ โดยในปี 2567 มียอดรวมการบริจาคเกือบ 31 ล้านดอลลาร์ฯ จากประเทศทั่วโลก

  • สหรัฐอเมริกา – 13,470,000 ดอลลาร์
  • เยอรมนี – 4,733,539 ดอลลาร์
  • อังกฤษ – 2,584,967 ดอลลาร์
  • ญี่ปุ่น – 1,355,487 ดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม การที่กัมพูชายังวางทุ่นระเบิดในบางพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะในเขตที่อ้างว่าเป็นดินแดนของตนเอง ส่งผลให้เกิดแรงตึงเครียดในประเด็นความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศไทยที่ยืนยันว่าเปิดพื้นที่ส่วนใหญ่แล้ว และไม่มีการวางทุ่นระเบิดใดๆ ไว้

ผลกระทบต่อไทย

เมื่อพิจารณาในมุมของไทย ความร่วมมือกับอนุสัญญาฯ ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของประเทศในฐานะผู้ปฏิบัติตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และลดความเสี่ยงจากเหยื่อพลเรือนตามพรมแดน ที่อาจได้รับอันตรายจาก ทุ่นระเบิด ที่ถูกวางโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทั้งยังก่อให้เกิดความร่วมมือด้านการทูต การทหาร การบริจาค และ especially งานด้านอาชีวอนามัยในพื้นที่ชายแดน

อย่างไรก็ตาม หากกัมพูชายังละเมิดข้อตกลงโดยแอบวางทุ่นระเบิด ประเทศไทยควรใช้ประโยชน์จากเวทีนานาชาติ เช่น สหประชาชาติ หรือ ICBL เพื่อแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน และร้องขอให้มีการตรวจสอบอย่างโปร่งใสในพื้นที่ขัดแย้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ความร่วมมือเพื่อความสงบสุขกลายเป็นช่องโหว่ทางยุทธศาสตร์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

คำแนะนำสำหรับไทยในสถานการณ์นี้คือ:

  • รักษางบประมาณและความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศเพื่อดำเนินงานเก็บกู้ในพื้นที่มรดกสงครามอย่างต่อเนื่อง
  • ใช้ข้อมูล GIS และเทคโนโลยีดาวเทียมเพื่อตรวจสอบพื้นที่อย่างแม่นยำ
  • ยืนยันบทบาทการไม่ใช้ทุ่นระเบิดและสนับสนุนมาตรการสันติภาพกับเพื่อนบ้านใกล้เคียง

อนุสัญญาออตตาวาเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่รวมพลังของประชาคมโลกเพื่อกำจัดวัตถุประสงค์ทำลายล้างจากสงคราม ความยั่งยืนของภารกิจนี้ขึ้นอยู่กับความจริงใจและความรับผิดชอบจากทุกประเทศที่ให้สัญญานี้ ประเทศไทยควรเป็นตัวอย่างในการยึดมั่นในหลักการ และกระตุ้นให้เพื่อนบ้านภาคีอย่างกัมพูชากลับไปยืนอยู่บนหน้าที่ที่ควรจะเป็น

หากไทยทำงานร่วมกับโลกต่อไป การไม่ยอมให้มีการละเมิดคำมั่นในอนุสัญญานี้ คือเส้นแบ่งระหว่างความสงบกับการถอยกลับสู่ความวุ่นวาย

ที่มา – “อนุสัญญาออตตาวา” ไทยควรทำเช่นไร เขมรละเมิดวาง”ทุ่นระเบิด”ชายแดน

ครู-นักเรียน-ผู้ปกครอง ‘โรงเรียนบ้านจอก’ วอน รมว.ศึกษาธิการ อนุมัติงบสร้างอาคารเรียนแทนหลังเก่าที่ชำรุด หลังขอไปทุกปีติดอันดับ 1 แต่ถูกยกเลิก

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ทีมข่าวได้เดินทางไปยังโรงเรียนบ้านจอก (ประชาสามัคคี) อำเภอศรีรัตนะ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อสอบถามสถานการณ์จริงเกี่ยวกับสภาพการเรียนการสอนของโรงเรียนแห่งนี้ ซึ่งได้รับผลกระทบจากอาคารเรียนที่ขาดแคลนและไม่เพียงพอ

โรงเรียนบ้านจอกมีปัญหาเร่งด่วนกับอาคารเรียนเก่าที่สร้างจากไม้ในปี พ.ศ. 2522 ซึ่งใช้งานมาแล้วกว่า 40 ปีและอยู่ในสภาพทรุดโทรมมาก ทำให้ต้องมีการรื้อถอนเมื่อปี 2565 จนในปัจจุบันโรงเรียนจึงต้องใช้โรงเรียนชั่วคราวและเต้นท์เพื่อให้นักเรียนได้เรียน ทว่าแม้จะได้รับความช่วยเหลือจากผู้มีจิตศรัทธาสร้างอาคารเรียนผ้าป่า 2 ชั้น แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อจำนวนนักเรียนกว่า 200 คน

ครู-นักเรียน-ผู้ปกครอง ‘โรงเรียนบ้านจอก’ วอน รมว.ศึกษาธิการ อนุมัติงบสร้างอาคารเรียนแทนหลังเก่าที่ชำรุด หลังขอไปทุกปีติดอันดับ 1 แต่ถูกยกเลิก

อย่างไรก็ตามสถานการณ์การเรียนการสอนยังคงมีปัญหา เพราะอีกทั้งสภาพอากาศที่ร้อนจัดในฤดูแล้ง และการรั่วซึมของฝนในฤดูฝน ทำให้บรรยากาศการเรียนไม่เอื้ออำนวย ส่งผลกระทบต่อสมาธิของเด็กนักเรียน

ปัญหาที่ถูกยกเลิกงบประมาณ

เป็นที่น่าสังเกตว่าทุกปีที่ผ่านมา โรงเรียนบ้านจอกจะถูกจัดอันดับให้เป็นลำดับ 1 ในการได้รับงบประมาณก่อสร้างอาคารเรียน แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับอนุมัติงบประมาณใด ๆ ทำให้ทางโรงเรียนต้องดำเนินการร้องเรียนผ่านหลายช่องทาง และโจทย์หลักคือต้องการให้ รัฐบาล และ รมว.ศึกษาธิการ เห็นปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ อาคารเรียนผ้าป่าที่มีอยู่ในปัจจุบันถูกแบ่งใช้เป็นห้องเรียนตามระดับชั้น แต่ก็ต้องพักรวมหรือจัดเป็นเขตเสริมเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้อย่างเท่าเทียม ซึ่งวัดจากจำนวนครูที่มีเพียง 18 คน และนักเรียนทั้งหมด 218 คน ยังมีความแออัดอย่างเห็นได้ชัด

  • การรื้ออาคาร 2565 ทำให้ไม่มีอาคารเรียนถาวร
  • การขอประมาณทุกปีติดอันดับ 1 แต่ถูกยกเลิก
  • อาคารผ้าป่ามีเพียง 4 ห้องเรียน
  • สภาพไม่เอื้ออำนวยต่อการเรียน
  • ต้องใช้เต้นท์และสังกะสีที่ร้อนอบอ้าว

ทั้งครู นักเรียน และผู้ปกครอง จึงร้องขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพราะการเรียนรู้ของเด็ก ๆ คืออนาคตของประเทศชาติ หากเราไม่ใส่ใจตั้งแต่วันนี้ วันข้างหน้าจะยากยิ่งกว่านี้

หากทุกฝ่ายได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่ โรงเรียนบ้านจอกก็จะสามารถให้คุณภาพการศึกษาที่ดีแก่ลูกหลานผืนแผ่นดินอีสาน อย่างแท้จริง

ที่มา – ครู-นักเรียน-ผู้ปกครอง ‘โรงเรียนบ้านจอก’ วอน รมว.ศึกษาธิการ อนุมัติงบสร้างอาคารเรียนแทนหลังเก่าที่ชำรุด หลังขอไปทุกปีติดอันดับ 1 แต่ถูกยกเลิก

ทักษิณห่วงทหาร-หน่วย EOD ชายแดนไทย-กัมพูชา มอบรองเท้าป้องกันสะเก็ดระเบิด

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และประธานนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 ได้เปิดเผยว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยต่อ ทหาร-หน่วย EOD ลาดตะเวนชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการที่ต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงจากทุ่นระเบิดซึ่งอาจทำให้สูญเสียอวัยวะหรือได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง ด้วยเหตุนี้ นายทักษิณจึงมีความประสงค์ที่จะมอบ “รองเท้าป้องกันสะเก็ดระเบิด” ให้แก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งเป็นอุปกรณ์มีความสำคัญในการช่วยรักษาอวัยวะสำคัญและเพิ่มความปลอดภัยให้กับกำลังพล

ทักษิณห่วงทหาร-หน่วย EOD ลาดตะเวนชายแดนไทย-กัมพูชา

รองเท้าป้องกันสะเก็ดระเบิดที่นายทักษิณมีความประสงค์มอบ มีนวัตกรรมที่ออกแบบเพื่อป้องกันการระเบิดของสะเก็ดเหล็กหรือเศษวัตถุในกรณีที่เกิดเหตุไม่พึงประสงค์ในพื้นที่ลาดตระเวน โดยเป็นรองเท้ามาตรฐานเยอรมันซึ่งมีคุณภาพสูง และใช้งานได้จริงในสถานการณ์ที่มีอันตรายสูง รองเท้าแต่ละคู่ถูกพัฒนาอย่างเฉพาะเจาะจงเพื่อให้สามารถปกป้องข้อเท้าและส่วนหลังของเท้าจากการกระแทกของเศษระเบิดชิ้นส่วนต่าง ๆ

มอบผ่าน รมช.กลาโหม จำนวน 120 คู่ รวมมูลค่า 3 ล้านบาท

การมอบในครั้งนี้ดำเนินการผ่าน พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) เพื่อเป็นสื่อกลางในการส่งต่อความห่วงใยไปยังเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติภารกิจสำคัญ โดยมีรายละเอียดคือ มอบรองเท้าป้องกันสะเก็ดระเบิดให้แก่ทหารชายแดนจำนวน 100 คู่ เป็นเงิน 2,500,000 บาท และมอบให้แก่หน่วยเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิดจำนวน 20 คู่ เป็นเงิน 500,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,000,000 บาท อุปกรณ์ทั้งหมดถูกสั่งผลิตพิเศษจากโรงงานที่มีมาตรฐานเดียวกันกับที่กองทัพไทยใช้อยู่ และจะทยอยส่งมอบครบภายใน 30 วัน

การกระทำนี้สะท้อนถึงความใส่ใจในชีวิตและกำลังใจของทหารที่เสี่ยงภัยในพื้นที่ โดยเฉพาะเพื่อนร่วมงานในหน่วย EOD ที่ต้องเผชิญกับโอกาสสูงในการสัมผัสกับวัตถุระเบิดกว่าหน่วยอื่น ๆ การสนับสนุนในครั้งนี้ไม่เพียงช่วยลดผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน แต่ยังเป็นการส่งเสริมขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนอย่างชัดเจน

นับเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ความห่วงใยจากผู้เคยดำรงตำแหน่งสูงสุดของประเทศถูกถ่ายทอดมาอย่างเป็นรูปธรรมผ่านการให้ความช่วยเหลือเฉพาะด้าน ซึ่งถือว่ามีความหมายอย่างยิ่งต่อบรรยากาศในการทำงานของกำลังพล รวมทั้งเป็นตัวอย่างที่ดีในการส่งเสริมจิตสำนึกความรับผิดชอบและความสามัคคีของสังคมต่อกำลังพลที่เสี่ยงภัยเพื่อปกป้องความสงบสุขของเรา

สิ่งที่ผู้คนควรตระหนักคือ ความปลอดภัยของ군ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่อันตรายต้องการการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน หรือแม้แต่พลเมืองทั่วไป การช่วยเหลือด้วยอุปกรณ์เฉพาะทาง เช่น รองเท้าป้องกันสะเก็ดระเบิด เป็นสิ่งที่ไม่ควรถูกมองข้าม หากเราร่วมมือสานพลังกันในการสนับสนุน ก็จะช่วยให้กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น

ที่มา – ‘ทักษิณ’ ห่วง ทหาร-หน่วย EOD ลาดตะเวนชายแดนไทย-กัมพูชา มอบ ‘รองเท้าป้องกันสะเก็ดระเบิด’

ตำรวจยโสธรเปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดเข้มข้นห้วงสัปดาห์สีแดง

สถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดยโสธรช่วงที่ผ่านมาได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก โดยเฉพาะจากการปฏิบัติการที่เข้มข้นเพื่อ กวาดล้างยาเสพติด อย่างต่อเนื่อง โดย ตำรวจยโสธร ได้เปิด ปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดเข้มข้นห้วงสัปดาห์สีแดง ในช่วงวันที่ 8 – 15 สิงหาคม 2568 ภายใต้การนำของ พลตำรวจตรี ภิรมย์ สวนทอง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยโสธร ที่สั่งการให้สถานีตำรวจภูธรในจังหวัดทั้ง 11 แห่งร่วมปฏิบัติการอย่างเป็นระบบ เพื่อปราบปรามยาเสพติด อาชญากรรม และสิ่งผิดกฎหมายทุกรูปแบบ

ตำรวจยโสธรเปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดเข้มข้นห้วงสัปดาห์สีแดง

หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับความสนใจคือ สถานีตำรวจภูธรมหาชนะชัย ภายใต้การนำของ พันตำรวจเอก มังกร กวีกรณ์ ร่วมกับ นายวรเทพ ทองน้อย นายอำเภอมหาชนะชัย ซึ่งได้จัดตั้งจุดตรวจหน้าตู้ยามฟ้าหยาด เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม 2568 เวลา 21.00 น. ปรากฏว่าสามารถจับกุมผู้ต้องหาค้ายาเสพติดรายสำคัญรายหนึ่ง พร้อมของกลางยาบ้า 26 เม็ด รถยนต์กระบะอีซุซุ 1 คัน เงินสดกว่า 70,000 บาท และโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง

ขยายผลการปฏิบัติการ

ต่อเนื่องจากความสำเร็จครั้งก่อน เมื่อเช้าวันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม เวลา 07.30 น. เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้นำหมายค้นดำเนินการตรวจค้นในพื้นที่ในเขตเทศบาลตำบลฟ้าหยาด ผลการปฏิบัติสามารถจับกุมผู้ต้องหาในข้อหาค้ายาเสพติดได้อีก 2 ราย และผู้เสพอีก 2 ราย พร้อมยึดของกลางยาบ้า 109 เม็ด และรถยนต์เก๋ง TOYOTA YARIS ATIV 1 คัน รวมทั้งรถจักรยานยนต์อีก 1 คัน

จากการปฏิบัติการในช่วง 14-15 สิงหาคม ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด 6 คน ประกอบด้วย ผู้ต้องหารายใหญ่ 3 คน ผู้เสพ 2 คน และบุคคลที่เกี่ยวข้องอีก 1 คน พร้อมยึดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 1,498,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นการดำเนินการอย่างเด็ดขาดและเป็นรูปธรรมตามนโยบายของ รัฐบาล ที่ต้องการให้ประเทศไทยปลอดภัยจากยาเสพติดอย่างแท้จริง

การปฏิบัติการสุดเข้มของ ตำรวจยโสธร ถือเป็นสัญลักษณ์ของการทำงานอย่างจริงจังเพื่อป้องกันภัยต่อสังคม โดยเฉพาะเยาวชนผู้เป็นอนาคตของบ้านเมือง การขยายผลจากการจับกุมครั้งนี้ยังอาจนำไปสู่การแกะรอยเครือข่ายค้ายาเสพติดที่มีลักษณะเป็นขบวนการ ซึ่งหากยืนยันได้ว่าเป็นกลุ่มระดับหัวหน้า หรือต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายหรือผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจะนำมาใช้ในทุกมิติที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย

จากการดำเนินการดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่มีต่อ การกวาดล้างยาเสพติด และแสดงให้เห็นว่า ผู้กระทำความผิดไม่ว่าจะระดับใด หากก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคม จะถูกดำเนินการตามบทกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการจำคุกตลอดชีวิต หรือแม้กระทั่งโทษประหารชีวิต ขึ้นอยู่กับระดับความผิดและผลการสอบสวน

ในที่สุด การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพการทำงานของ ตำรวจภูธรจังหวัดยโสธร ที่ขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือระหว่างชุดบังคับใช้กฎหมายและหน่วยงานท้องถิ่น ซึ่งประสบความสำเร็จของรัฐบาลในการสร้างความปลอดภัยและลดอาชญากรรมในพื้นที่จังหวัดอย่างมีประสิทธิภาพ

หากคุณอยู่ใกล้พื้นที่ที่มีการปฏิบัติการ ควรตระหนักถึงภัยอันตรายจากยาเสพติด และร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ หากพบเห็นพฤติกรรมที่น่าสงสัย เพื่อความปลอดภัยของสังคมโดยรวม

ที่มา – ตำรวจยโสธรเปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดเข้มข้นห้วงสัปดาห์สีแดง