ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ไทยพร้อมจัดศึกว่ายน้ำมาราธอนอาเซียน กองทัพเรือดูแลความปลอดภัย

ประเทศไทยเตรียมความพร้อมในการจัดการแข่งขันว่ายน้ำมาราธอนชิงแชมป์อาเซียน ปี 2025 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-14 กันยายน ที่หาดจอมเทียน จังหวัดชลบุรี ภายใต้การสนับสนุนจากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้ความมั่นใจในความปลอดภัยและความพร้อมของนักกีฬาเป็นสิ่งที่ได้รับการยืนยันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกองทัพเรือที่ให้ความสำคัญในการสนับสนุนอย่างเต็มที่

ไทยพร้อมจัดศึกว่ายน้ำมาราธอนอาเซียน “กองทัพเรือ” ดูแลความปลอดภัยเต็มที่

“โค้ชตึก” นายธนาวิชญ์ โถสกุล ผู้อำนวยการสำนักงานสมาคมกีฬาทางน้ำแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ได้มีการประชุมภายในของฝ่ายโอเพ่นวอเตอร์ ซึ่ง อ.โชติวิทย์ ธรรมสุจิตร เลขาธิการสมาคมฯ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมของสถานที่แข่งขัน ที่พัก โรงแรม และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ อย่างละเอียด เพื่อความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพของการแข่งขันว่ายน้ำมาราธอนชิงแชมป์อาเซียน ซึ่งถือเป็นการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าสำหรับการเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ ครั้งที่ 33 อีกด้วย

ความร่วมมือจากกองทัพเรือเพื่อความปลอดภัยของนักกีฬา

ตามรายงานจากผู้เกี่ยวข้อง มีการเน้นย้ำว่าความปลอดภัยของนักกีฬาถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง แม้ขณะนี้จะมีสถานการณ์ความไม่สงบในบางพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา แต่กองทัพเรือสัตหีบ ยังคงให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ โดยจะจัดกำลังพลมาปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาความปลอดภัยตลอดการแข่งขัน ทำให้วงจรนักกีฬาจากประเทศสมาชิกอาเซียนสามารถแข่งขันได้อย่างมั่นใจ

ทั้งนี้คาดว่าจะมีนักกีฬาจากหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน เข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 50-60 คน โดยจะเน้นไปที่นักกีฬารุ่นอายุน้อยและดาวรุ่งของไทย ซึ่งกำลังเตรียมตัวเพื่อเป็นกำลังสำคัญของทีมชาติไทยในการแข่งขันซีเกมส์ 2025 ส่วนนักกีฬากลุ่มทีมชาติระดับเซเนียร์อาจไม่เข้าร่วมครั้งนี้ เพื่อเก็บตัวเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันครั้งใหญ่

การแข่งขันว่ายน้ำมาราธอนชิงแชมป์อาเซียน มีการแบ่งประเภทตามอายุ รวมทั้งสิ้น 3 รุ่น ได้แก่ อายุ 16-17 ปี, อายุ 18-19 ปี และอายุ 20 ปีขึ้นไป โดยมีกำหนดการการแข่งขันดังนี้:

  • วันที่ 12 กันยายน: ระยะว่ายน้ำ 10 กิโลเมตร สำหรับทั้งชายและหญิง
  • วันที่ 13 กันยายน: ระยะว่ายน้ำ 5 กิโลเมตร สำหรับทั้งชายและหญิง
  • วันที่ 14 กันยายน: การแข่งขันผลัดผสมชาย-หญิง 4×1.5 กิโลเมตร แบ่งเป็นรุ่นอายุ 14-18 ปี และรุ่นทั่วไป

การจัดการแข่งขันในครั้งนี้ไม่เพียงเพื่อชิงแชมป์อาเซียนเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการฝึกฝนทักษะว่ายน้ำในน้ำเปิด รวมทั้งเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับเยาวชนไทยที่ต้องการเป็นนักกีฬามืออาชีพในอนาคต ถือว่าเป็นก้าวสำคัญของวงการกีฬาไทย ในฐานะเจ้าภาพและผู้สนับสนุนกีฬาโอลิมปิกชนิดนี้ในภูมิภาคอาเซียน

หากคุณเป็นแฟนกีฬาว่ายน้ำหรือคนในแวดวงกีฬา อย่าพลาดติดตามความเคลื่อนไหวของการแข่งขันที่กำลังจะเกิดขึ้นครั้งสำคัญนี้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคีและความพร้อมด้านกีฬาของประเทศเรา

ที่มา – ไทยพร้อมจัดศึกว่ายน้ำมาราธอนอาเซียน “กองทัพเรือ” ดูแลความปลอดภัยเต็มที่

eVTOL หนักหมื่นตันของจีน สำเร็จส่งสินค้านอกชายฝั่งครั้งแรก

ข่าวสำคัญจากประเทศจีนเกี่ยวกับความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีการขนส่งเมื่อบริษัท CNOOC (China National Offshore Oil Corporation) ประกาศความสำเร็จในการใช้ยานพาหนะ eVTOL (electric Vertical Take-Off and Landing) หนักหมื่นตัน ซึ่งเป็นการบินเพื่อขนส่งสินค้าไปยังแท่นขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่งเป็นครั้งแรก

นี่ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการพัฒนา eVTOL หนักหมื่นตันของจีน ที่เน้นความยั่งยืนและมีประสิทธิภาพสูง ในการดำเนินการขนส่งทางอากาศที่ต้องการความแม่นยำและความรวดเร็ว

eVTOL หนักหมื่นตันของจีน เริ่มต้นภารกิจใหม่

สำหรับภารกิจครั้งนี้ ได้มีการใช้ eVTOL หนักหมื่นตันของจีน ในการขนส่งสิ่งของจำเป็น เช่น ผลไม้และยา เส้นทางจากเมืองเซินเจิ้นไปยังแท่นขุดเจาะน้ำมันที่ห่างไกลออกไป 150 กิโลเมตร โดยใช้เวลาบินเพียง 58 นาที

ข้อดีของ eVTOL เมื่อเทียบกับระบบขนส่งแบบเดิม

  • ต้นทุนการเดินทางที่ต่ำกว่า
  • ความรวดเร็วในการขนส่งระยะไกล
  • ใช้พลังงานสะอาด ไม่ปล่อยคาร์บอน
  • เหมาะกับพื้นที่จำกัด ใช้งานได้คล่องแคล่ว

คุณเหริน หย่งอี้ รองผู้จัดการทั่วไปของ CNOOC สาขาเซินเจิ้น ให้ความเห็นว่า eVTOL ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ด้านการใช้พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยลดภาระต้นทุนในการขนส่งให้กับอุตสาหกรรมน้ำมันและการบินในพื้นที่พลวัต

การใช้ eVTOL หนักหมื่นตันของจีน ยังเปิดโอกาสใหม่ให้กับการขยายขอบเขตของโลจิสติกส์ในมุมมองของการเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียมกันในไม่ช้า เพื่อพัฒนาโอกาสทางเศรษฐกิจด้านสินค้าหรือบริการในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในยุคที่โลกต้องเร่งปรับเปลี่ยนมุ่งสู่ความยั่งยืน และเป็นการสะท้อนว่าเทคโนโลยี eVTOL หรือยานบินแนวแนวสุดล้ำนี้เริ่มเข้าสู่ระยะเวลาในการใช้งานจริงและสามารถนำไปใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรมได้อย่างชัดเจน

หากคุณกำลังมองหาแนวโน้มของเทคโนโลยีในอนาคต การพัฒนา eVTOL และยานบินไฟฟ้าอื่น ๆ จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – eVTOL หนักหมื่นตันของจีน เสร็จสิ้นภารกิจส่งมอบสินค้านอกชายฝั่งครั้งแรก (คลิป)

ทรู ส่งทีมตรวจสอบคุณภาพสัญญาณ รองรับภารกิจทหารชายแดนไทย

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เร่งดำเนินการติดตั้งและตรวจสอบคุณภาพสัญญาณมือถืออย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย เพื่อรองรับภารกิจของกองทัพไทย หลังจากการติดตั้ง สถานีฐานขนาดเล็ก (Small Cell) และ สถานีฐานชั่วคราว (Temp Site) ตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา การดำเนินการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนคำขอจากรัฐบาลในการส่งเสริมความมั่นคงและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในพื้นที่ทหาร

ทรู ส่งทีมตรวจสอบคุณภาพสัญญาณ รองรับภารกิจทหารชายแดนไทย

การติดตั้งเสาสัญญาณชั่วคราวและการตรวจสอบคุณภาพสัญญาณ 5G และ 4G อย่างใกล้ชิดนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถควบคุมสัญญาณให้ทำงานได้อย่างแม่นยำเฉพาะในพื้นที่ปฏิบัติการของกองทัพ การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยช่วยให้เจ้าหน้าที่ทหารสามารถใช้งานเครือข่ายมือถือและอินเทอร์เน็ตได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยจากการรั่วไหลของสัญญาณไปยังพื้นที่อื่นที่ไม่ใช่เป้าหมาย

ยกระดับการสื่อสารในพื้นที่ทหาร

เทคโนโลยีที่นำมาใช้ไม่เพียงแต่ช่วยให้สัญญาณมีคุณภาพที่ดีขึ้น แต่ยังสามารถจำกัดพื้นที่การให้บริการ เพื่อให้ครอบคลุมเฉพาะบริเวณที่ต้องการ เช่น จุดตรวจ ทางลาดตระเวน หรือหน่วยทหารประจำการ ซึ่งช่วยในการปฏิบัติงานภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินหรือการสื่อสารภายในหน่วยได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดโดยคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) อย่างเข้มงวด เช่น การรื้อหรือลดความสูงของเสาในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อป้องกันไม่ให้สัญญาณรั่วไหลไปยังพื้นที่ต่างประเทศ

นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกิจการองค์กร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “การตรวจสอบคุณภาพสัญญาณเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่เราต้องทำเพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีที่ส่งมอบไปยังกองทัพนั้น มีความเสถียร ได้มาตรฐาน และสามารถรองรับภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

  • ใช้เทคโนโลยี Small Cell เพื่อควบคุมพื้นที่สัญญาณ
  • สนับสนุนภารกิจความมั่นคงของหน่วยทหารตามแนวชายแดน
  • ปฏิบัติตามระเบียบของ กสทช. อย่างเคร่งครัด
  • ทีมเทคนิคติดตามตรวจสอบคุณภาพสัญญาณอย่างต่อเนื่อง

ด้วยการดำเนินการที่เป็นระบบ งบประมาณที่นำไปใช้ และการประสานงานกับหน่วยงานราชการ ทำให้การสื่อสารในพื้นที่ชายแดนไทยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะในสถานการณ์ปกติหรือฉุกเฉิน การลงทุนในครั้งนี้เป็นการเสริมความมั่นคงด้านไอทีและการติดต่อสื่อสารอย่างมีคุณภาพ

จากกรณีนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น แสดงให้เห็นถึงบทบาทของภาคเอกชนในการร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐเพื่อสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคง สื่อสารได้เข้มแข็ง และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา – ทรู ส่งทีมตรวจสอบคุณภาพสัญญาณ รองรับภารกิจทหารชายแดนไทย

“ศุภชัย” ขับเคลื่อนอุดมศึกษาไทย สร้างกำลังคนคุณภาพ

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้มอบบรรยายพิเศษในโครงการฝึกอบรมหลักสูตรส่งเสริมคุณภาพกรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษาและผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 2 ประจำปีงบประมาณ 2568 (สบส.7) ภายใต้หัวข้อ “ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาอุดมศึกษาไทย” ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 40 คน ณ โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพมหานคร

“ศุภชัย” ขับเคลื่อนอุดมศึกษาไทย เสริมสร้างกำลังคนคุณภาพ

ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า ในโลกที่เทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การ ขับเคลื่อนอุดมศึกษาไทย ต้องมุ่งเน้นการสร้างบัณฑิตที่พร้อมรับมือทุกสถานการณ์ เพื่อให้นักศึกษาเป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม และทักษะที่จำเป็น (Competency) ที่สามารถตอบสนองต่อโลกยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การศึกษาในยุคดิจิทัลต้องเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ให้ผู้เรียนมีความพร้อมในการปรับตัวอยู่เสมอ ดังนั้นกลไกในการขับเคลื่อนอุดมศึกษาของประเทศไทยจึงต้องพร้อมทั้งในด้านโครงสร้างหลักสูตรและแนวทางการพัฒนาบุคลากร

วิสัยทัศน์และแนวทางสำคัญ

กระทรวง อว. มีแนวทางที่สำคัญในการพัฒนางานด้าน ขับเคลื่อนอุดมศึกษาไทย ดังนี้:

  • การพัฒนาหลักสูตรในสาขาอาชีพที่ได้รับการรับรองระดับนานาชาติ (International Accreditation)
  • สร้างระบบคลังหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank) เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้ตามความสามารถและความสนใจ
  • ส่งเสริมการเรียนรู้ทักษะสมัยใหม่ (degree / non-degree) ร่วมกับภาคเอกชน
  • เปิดหลักสูตร Sandbox ในสาขาที่ต้องการกำลังคนอย่างเร่งด่วน
  • ให้การศึกษานั้นยืดหยุ่นและรองรับ Experiential Learning เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้จริงจากประสบการณ์
  • พัฒนาหลักสูตรโดยใช้ AI เพื่อเสริมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ยกระดับทักษะการใช้ภาษาอังกฤษให้สามารถใช้ในการสื่อสารและทำงานได้อย่างแท้จริง

“กระทรวง อว. มุ่งมั่นเดินหน้าขับเคลื่อนอุดมศึกษาไทยให้พร้อมรับมืออนาคตด้วยการจัดการเรียนการสอนที่ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล ผ่านการเรียนรู้ตลอดชีวิต การใช้เทคโนโลยี และความร่วมมือกับทุกภาคส่วน” ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวปิดท้าย

ในฐานะที่ประเทศไทยกำลังปรับตัวสู่สังคมแห่งความรู้ (Knowledge-Based Society) การ ขับเคลื่อนอุดมศึกษาไทย ที่มีคุณภาพคือปัจจัยสำคัญที่จะสร้าง Substantive Workforce และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้บริหารทางการศึกษา หรือกำลังสนใจเรื่องการพัฒนาหลักสูตรในยุคดิจิทัล การติดตามแนวโน้ม ขับเคลื่อนอุดมศึกษาไทย ถือเป็นโอกาสในการปรับตัวให้ก้าวทันโลก

ที่มา – “ศุภชัย” ชี้ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนอุดมศึกษาไทย เสริมสร้างกำลังคน พร้อมรับมือโลกในยุคดิจิทัล

หดหู่! แก๊งวัยรุ่นเผาสุนัขพิการ ส่อโดนข้อหา ‘วางเพลิงเผาทรัพย์’

เมื่อเร็ว ๆ นี้ โลกออนไลน์ถูกสะเทือนด้วยคลิปที่เผยให้เห็น หดหู่! แก๊งวัยรุ่นเผาสุนัขพิการ ซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่ลานจอดรถของวัดพระธาตุลำปางหลวง จังหวัดลำปาง โดยกลุ่มวัยรุ่นชายอายุประมาณ 14–15 ปี ถูกกล้องจับภาพขณะจุดไฟเผาสุนัขที่มีความพิการทั้งเป็นภายในห้องน้ำร้าง ก่อนจะวิ่งหลบหนี ทิ้งไว้ซึ่งสุนัขตัวนั้นเลือดเลือดที่ไม่สามารถหลบหนีได้

หดหู่! แก๊งวัยรุ่นเผาสุนัขพิการ ส่อโดนข้อหา ‘วางเพลิงเผาทรัพย์’

จากการสืบสวน เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เกาะคา ได้ดำเนินการสอบสวนกับเด็กชายอายุ 14 ปี ซึ่งเป็นผู้กระทำผิด พร้อมทั้งผู้ปกครอง สามารถทราบว่า เด็กชายกลุ่มนี้มีจำนวนรวม 3 คน เป็นผู้ร่วมลงมือหรือถ่ายคลิปไว้ โดยหนึ่งในนั้นบอกว่าพวกเขาราดของเหลวซึ่งเชื่อว่าเป็นน้ำมันลงบนตัวสุนัข เพราะสุนัขพยายามจะกัดเพื่อน ก่อนที่จะจุดไฟเผาทรัพย์โดยไม่คิดถึงความเจ็บปวดของสิ่งมีชีวิต

สถานะคดีล่าสุด

ล่าสุด เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานวอชด็อกลำปาง ร่วมกับเจ้าหน้าที่กู้ภัยเทศบาลตำบลลำปางหลวง และตำรวจ สภ.เกาะคา ได้เข้าพื้นที่เกิดเหตุเพื่อตรวจสอบสถานที่และออกตามหาสุนัขที่ถูกเผา ตามคำให้การของเด็กชายว่าตัวสุนัขสามารถคลานหนีออกมาได้ แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่พบสุนัขตัวดังกล่าว คาดว่าอาจได้รับบาดเจ็บสาหัสจนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้

เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้เปิดเผยว่า สุนัขที่ถูกเผานั้นเป็นสุนัขตัวหนึ่งซึ่งมีขาหลังพิการทั้งสองข้าง และมีผู้คนในพื้นที่คอยให้อาหารและดูแลเขาอย่างสม่ำเสมอ ทว่าละครเรื่องนี้กลับแปรเปลี่ยนกลายเป็นภาพที่น่าสะพรึงกลัว สิ้นซึ่งความเมตตาและความสามารถในการคิดแยกแยะ

ด้านตำรวจได้ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะดำเนินการตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม โดยจะนำเด็กทั้ง 3 คนเข้าสอบสวนเพิ่มเติม โดยมีพนักงานอัยการและสหวิชาชีพร่วมรับฟัง เพื่อประเมินข้อหาที่เหมาะสม ซึ่งอาจรวมถึงหมายเหตุเชิงอาญาอื่น ๆ เช่น ทำร้ายสัตว์หรือ วางเพลิงเผาทรัพย์ ซึ่งอาจมีบทลงโทษรุนแรง

  • เด็กชาย 3 คน承认มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์
  • หนึ่งในนั้นเป็นผู้ถ่ายคลิปไว้
  • ภาพที่แพร่ให้เห็นสะเทือนใจและถูกวิพากษ์วิจารณ์
  • ยังไม่พบตัวสุนัข คาดว่าได้รับบาดเจ็บสาหัส
  • เจ้าหน้าที่ปรับปรุงพื้นที่จุดเกิดเหตุหลังเหตุการณ์

เช่นนี้แล้ว ความรุนแรงที่มีต่อสัตว์อาจมองข้ามได้ง่ายในหลายกรณี แต่เมื่อเกิดขึ้นจริงก็กลายเป็นเรื่องที่สังคมไม่อาจมองผ่านได้ ยิ่งในกรณีนี้ เรื่องเกี่ยวข้องกับเด็กซึ่ง须อยู่ภายใต้ระบบยุติธรรมที่เน้นการช่วยเหลือและการปรับพฤติกรรมมากกว่าการลงโทษ แต่ทั้งนี้ ต้องมีผลทางกฎหมายแน่นอนที่ตามมา ทั้งในด้านการกระทำและผลกระทบที่ส่งต่อสังคม

สุดท้าย หากใครมีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ครั้งนี้ หรือมีความประสงค์จะเข้าแจ้งความเพื่อให้มีการลงโทษตามกฏหมาย สามารถติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้

ที่มา – หดหู่! แก๊งวัยรุ่นเผาสุนัขพิการ ส่อโดนข้อหา ‘วางเพลิงเผาทรัพย์’

อินเดีย-จีน เล็งฟื้นฟูการค้าข้ามชายแดนหลังระงับ 5 ปี

หลังจากที่ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่าง อินเดีย-จีน ถูกระงับเป็นเวลา 5 ปี การกลับมาดำเนินการค้าขายข้ามพรมแดนอีกครั้งถือเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญอย่างยิ่ง แม้ว่าปริมาณการค้าขายในอดีตจะมีน้อย แต่ขบวนการฟื้นฟูนี้สื่อถึงความพยายามในการปรับปรุงความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างมหาอำนาจสองประเทศในเอเชีย

อินเดีย-จีน ฟื้นฟูความร่วมมือทางการค้า

รายงานจากสำนักข่าวเอเอฟพีระบุว่า การเจรจาเพื่อฟื้นฟูการค้าข้ามชายแดนระหว่างอินเดียกับจีนกำลังเป็นที่จับตามอง โดยเฉพาะหลังจากที่ อินเดีย-จีน แสดงความประสงค์ร่วมกันอย่างจริงจังในการกลับมาดำเนินกิจกรรมทางการค้าตามแนวชายแดนอีกครั้ง ซึ่งถูกชะลอตั้งแต่ปี 2019

อินเดีย-จีน เจรจาเพื่อเปิดชายแดนค้าขาย

การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ทั่วโลกโดยเฉพาะในช่วงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกาเริ่มใช้นโยบายทางภาษีที่กระทบต่อการค้าโลก ทำให้ อินเดีย-จีน ต้องปรับแนวทางการดำเนินธุรกิจและสร้างความร่วมมือเพื่อตอบสนองต่อแรงกดดันภายนอก

ตามรายงานจากกระทรวงต่างประเทศจีน การค้าข้ามชายแดนมีบทบาทสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดนทั้งสองฝั่ง ทั้งยังเป็นกลไกหนึ่งในการเสริมสร้างเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น ประกอบกับทั้งสองประเทศได้บรรลุข้อตกลงร่วมเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือข้ามพรมแดนอย่างเป็นทางการเมื่อไม่นานมานี้

ด้านอินเดีย รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ นายกีรติ วารธาน ซิงห์ ได้แจ้งต่อสภาผู้แทนราษฎรในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า อินเดียเตรียมร่วมมือกับฝั่งจีนเพื่ออำนวยความสะดวกในการค้าขายข้ามชายแดน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการประกาศวันเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของการดำเนินงานในครั้งนี้

  • การพัฒนาความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ
  • การค้าข้ามชายแดนเป็นเครื่องมือเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น
  • ข้อตกลงร่วมที่สนับสนุนการแลกเปลี่ยนและค้าขายระหว่างกัน

ด้วยความต้องการด้านเศรษฐกิจและความตั้งใจที่จะลดแรงตึงเครียด อินเดียกับจีนกำลังรวมมือกันเพื่อคืนชีวิตให้กับการค้าในพื้นที่ชายแดน เส้นทางการค้าที่เคยเงียบงันนานปี อาจช่วยสร้างมิตรภาพใหม่ในพื้นที่ที่เคยถูกขัดจังหวะ

การฟื้นคืนชีพของเส้นทางค้าขายข้ามพรมแดนนี้ อาจเติมเต็มบทบาทสำคัญในยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ หากทั้งสองฝ่ายร่วมมือเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – “อินเดีย-จีน” เล็งฟื้นฟูการค้าข้ามชายแดน หลังระงับนาน 5 ปี

แก้หนี้ธุรกิจซูเปอร์ไมโคร แนะพักทรัพย์พักหนี้

ปัจจุบันสถานการณ์หนี้ธุรกิจในประเทศไทยมีความน่ากังวล โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กอย่างซูเปอร์ไมโคร ซึ่งมีอัตราหนี้เสีย (NPL) สูงถึง 14.81% ของสินเชื่อรวม แนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นถึงภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลังเปิดประเทศหลังโควิด-19 และส่งผลต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการรายย่อย

แก้หนี้ธุรกิจซูเปอร์ไมโครอย่างไรให้ได้ผล

จากการวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่าแม้ภาพรวมหนี้เสียในระบบธนาคารพาณิชย์จะทรงตัว แต่กลุ่มธุรกิจขนาดเล็กยังคงเผชิญกับปัญหาการชำระหนี้ที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่มีความเชื่อมโยงกับกำลังซื้อในและต่างประเทศ เช่น ภาคการผลิตและที่พักแรม ซึ่งสัดส่วนหนี้ค้างชำระเกิน 30 วันในธุรกิจขนาดใหญ่สูงที่สุด ส่งผลให้หนี้ที่เสี่ยงจะกลายเป็น NPL เพิ่มขึ้น

แนวทางแก้ปัญหาหนี้โดยเฉพาะกลุ่มซูเปอร์ไมโคร

หนึ่งในแนวทางสำคัญที่ถูกยกมาอภิปรายคือการพักหนี้พักทรัพย์ ซึ่งเป็นมาตรการเชิงรุกที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการได้ฟื้นตัวก่อนที่หนี้จะกลายเป็นหนี้เสียอย่างแท้จริง โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กที่ยังไม่ถึงขั้นผิดนัดชำระหนี้แต่มีสัญญาณเตือนชัดเจน ซึ่งควรมีการปรับโครงสร้างหนี้และการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเหมาะสม

  • ลดค่าธรรมเนียมโอนทรัพย์
  • ส่งเสริมกระบวนการพักหนี้นอกศาล
  • เร่งกระบวนการฟื้นฟูกิจการ
  • สนับสนุนกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพ

นอกจากนี้ การเร่งกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อให้ลูกหนี้สามารถเข้าถึงหน่วยงานฟื้นฟูกิจการ หรือการโอนทรัพย์ได้อย่างรวดเร็ว ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยลดภาระของระบบและทำให้ธุรกิจฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

แก้หนี้ธุรกิจซูเปอร์ไมโครอย่างยั่งยืนคืออะไร

อย่างไรก็ตาม แนวทางการแก้หนี้เพียงระยะสั้นอาจไม่เพียงพอ หากไม่มีการพัฒนาพื้นฐานเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ที่ส่งเสริมให้ธุรกิจมีความสามารถในการทำกำไรและความแข่งขันในระยะยาว โดยการสนับสนุนด้านเทคโนโลยี การตลาด และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างยั่งยืน จะส่งผลให้กลุ่มธุรกิจขนาดเล็กสามารถดำรงอยู่ได้ในระยะยาว

ดังนั้น การมีนโยบายการเงินและการพัฒนาธุรกิจที่สอดคล้องกัน ถือเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาหนี้ธุรกิจอย่างรอบด้าน ไม่ใช่แค่การพักหนี้แต่เพียงผู้เดียว

หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กหรือซูเปอร์ไมโคร ควรรีบตรวจสอบสถานะหนี้ของตนเอง และเลือกใช้มาตรการฟื้นฟูที่เหมาะสมเพื่อพร้อมรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจในอนาคต อย่าปล่อยให้หนี้กลายเป็นภาระจนเกินรับไหว

ที่มา – แก้หนี้ธุรกิจ แนะฟื้นพักทรัพย์พักหนี้ เปิดข้อมูลเอ็นพีแอลกลุ่มซูเปอร์ไมโครปัญหาชัด

เปิดงานมหกรรมสินค้าเกษตรแปรรูปฯ กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายวัชระ กระแสร์ฉัตร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “งานมหกรรมสินค้าเกษตรแปรรูปอาหารเพื่อสุขภาพและสมุนไพรไทย กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน” ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมสินค้าเกษตรแปรรูปที่ได้มาตรฐาน และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่

เปิดงานมหกรรมสินค้าเกษตรแปรรูปอาหารเพื่อสุขภาพและสมุนไพรไทย กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน

งานในครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 18 สิงหาคม 2568 ณ บริเวณชั้น 1 หน้าโลตัส ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางการเกษตร ภายใต้แนวคิดการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ที่จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน

ผลิตภัณฑ์โดดเด่นจากเกษตรแปรรูปในงาน

ภายในงานมีการนำเสนอสินค้าเกษตรแปรรูปคุณภาพ อาหารเพื่อสุขภาพ และสมุนไพรไทยที่ได้รับการมาตรฐาน ผลิตโดยผู้ประกอบการและเกษตรกรในกลุ่มจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี และชัยนาท ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการผลิตสินค้าเกษตรเกษตรแปรรูปจำนวนมาก และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในด้านวัตถุดิบและการแปรรูป

นอกจากนี้ งานยังเน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมประกอบกับการตลาด ซึ่งช่วยให้สินค้าเกษตรแปรรูปสามารถเข้าถึงตลาดได้กว้างขึ้นทั้งในและต่างประเทศ ด้วยการสร้างระบบโลจิสติกส์ทางน้ำและการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในแกนสำคัญของการพัฒนา โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

  • ส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตรแปรรูปอย่างมีมาตรฐาน
  • สนับสนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิตและการแปรรูป
  • เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการในพื้นที่
  • สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน

ด้วยการสนับสนุนและการร่วมมืออย่างแข็งขันจากทุกภาคส่วน เหตุการณ์นี้จึงเปิดโอกาสให้เกษตรกร และผู้ประกอบการได้เชื่อมโยงเครือข่ายทางธุรกิจ เพื่อขยายตลาดของสินค้าให้ไปไกลยิ่งขึ้น โครงการเช่นนี้จึงถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะหนุนสมรรถนะและศักยภาพของภาคการเกษตรในประเทศไทยในระดับภูมิภาค

หากคุณเป็นผู้รักสินค้าเกษตรท้องถิ่น หรือพันธมิตรทางธุรกิจในภูมิภาคอยุธยา อย่าพลาดโอกาสเข้ามาเยี่ยมชมและสนับสนุนกันได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 18 สิงหาคมนี้

ที่มา – เปิดกิจกรรม “งานมหกรรมสินค้าเกษตรแปรรูปอาหารเพื่อสุขภาพและสมุนไพรไทย กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน”

สภาทนายฯ ฟ้องผู้นำกัมพูชา ปกป้องสิทธิประชาชน

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม นายวีรศักดิ์ โชติวานิช รองเลขาธิการสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ในฐานะรองโฆษกสภาทนายความ เปิดเผยถึงสถานการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเกิดจากคำสั่งของฮุน เซนและฮุน มาเนตที่ลุยเปิดศึกกับทางทหารไทย ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและเข้าข่ายอาชญากรสงคราม

สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์เห็นว่า กิจการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาระหว่างประเทศ แต่เป็นประเด็นเร่งด่วนที่กระทบโดยตรงกับประชาชนผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ชายแดน ทั้งการสูญเสียชีวิต บาดเจ็บ และความเสียหายทั้งทางร่างกายและทรัพย์สิน ซึ่งย่อมเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง

สภาทนายฯ ฟ้องผู้นำกัมพูชา เรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่ง

เพื่อปกป้องสิทธิประชาชนอย่างเป็นธรรม สภาทนายความจึงได้ประกาศเข้ามาดำเนินการทางกฎหมายในชั้นศาล เพื่อยื่นฟ้องฮุน เซนและฮุน มาเนตในคดีแพ่ง เพื่อขอร้องให้ศาลพิพากษาให้ค่าเสียหายแก่ผู้ได้รับผลกระทบ โดยยื่นในรูปแบบเป็นคดีกลุ่ม เพื่อให้ครอบคลุมทุกกรณีความเสียหายในกระบวนการเดียว

ขั้นตอนการดำเนินคดีดังกล่าวจะใช้แนวทางตามกฎหมายแพ่งของไทยซึ่งอนุญาตให้ยื่นฟ้องบุคคลต่างประเทศได้ เมื่อก่อให้เกิดความเสียหายต่อพลเมืองไทย ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการยื่นคำร้องขอศาลยกเว้นค่าธรรมเนียมจากการฟ้องร้อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์ในการเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในระดับประชาชน

สานต่อฟ้องอาญา ล่าอาชญากรสงคราม

สภาทนายฯ ฟ้องผู้นำกัมพูชาไม่ได้หยุดอยู่แค่คดีแพ่ง เพื่อความเป็นธรรมในระดับสากล สภาทนายความยังได้ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษากรอบกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องของอาชญากรสงคราม เพื่อชูประเด็นไปสู่เวทีระหว่างประเทศ และสร้างแรงกดดันให้รัฐบาลไทยสามารถดำเนินการในเชิงนโยบายและการทูตได้พร้อมกัน

แม้สมรภูมิกฎหมายจะมีความซับซ้อน แต่สิ่งที่สำคัญคือ “สิทธิของประชาชน” ซึ่งสภาทนายฯ มุ่งมั่นจะปกป้องอย่างเต็มกำลัง ทั้งผ่านการฟ้องร้องเชิงแพ่งเพื่อค่าเสียหาย และการใช้กฎหมายระหว่างประเทศในการจับตาอาชญากรสงครามที่หลบหนีความรับผิดชอบ

หากคุณหรือคนในครอบครัวได้รับผลกระทบจากสถานการณ์รุนแรงในบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา กรุณาติดต่อสภาทนายความ เพื่อให้เราได้ร่วมกันสร้างความยุติธรรมผ่านทางกฎหมาย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: หลายหน่วยงานเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อฟ้องดิวทีผู้นำกัมพูชา

ที่มา – สภาทนายฯ ตั้งทีมลุยคดีผู้นำกัมพูชา ฟ้อง ‘แพ่ง-อาญา’ ปกป้องสิทธิประชาชน

ชัชวาล ย้อน วิสุทธิ์ คลิปเสียง ‘นายกอิ๊งค์’

ล่าสุด เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม นายชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง ส.ส.ขอนแก่น พรรคประชาชน ได้ออกมาโพสต์บนเฟซบุ๊ก หลังจากมีกรณีที่ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ได้ให้สัมภาษณ์ว่า คลิปเสียง ที่ว่า นายกฯ แจกเงิน 10 ล้านบาท เพื่อจูงใจให้ผู้แทนราษฎรโหวต ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 นั้น เป็นเรื่อง ‘ปัญญาอ่อน’ ที่ไม่มีความเหมาะสมในการบริหาร

ชัชวาล โต้ วิสุทธิ์ เรื่องคลิปเสียงนายกฯ

นายชัชวาล ได้ตอบโต้กลับไปว่า หากดูตามคลิปเสียงจริงๆ แล้ว นายกฯ ไม่มีท่าทีใดๆ เลยที่จะออกมาปฏิเสธหรือกล้าบอกกับสื่อมวลชนว่า เป็นเรื่องของ ‘ปัญญาอ่อน’ ตรงข้ามกับคำกล่าวอ้างของ นายวิสุทธิ์ โดยนายนี้ ยืนยันว่ามีการเลือกใช้คำพูดอย่างรอบคอบตามบทบาทหน้าที่ และเป็นการปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับรัฐบาลอย่างเหมาะสม

ประเด็นทางการเมืองที่ถูกจับตา

มุมมองนี้ทำให้เกิดประเด็นต่อว่า ระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน อีกครั้งนับตั้งแต่เริ่มมีข่าว คลิปเสียง ดังกล่าว เมื่อหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้เกิดเสียงตอบรับจากสังคมและสื่อมวลชนอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะความเห็นที่มองว่า การปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายบริหารมีลักษณะไม่โปร่งใส และอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตย

  • การนำเสนอบทสรุปต่อสภาผู้แทนราษฎร
  • การใช้มาตรการโพลิติคัลในการผลักดันกฎหมาย
  • พฤติกรรมของสภาผู้แทนราษฎรที่อาจได้รับอิทธิพล

อีกทั้งยังมีความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญทางการเมืองหลายรายชี้ว่า การกำหนดว่าเรื่องใดเป็น ‘ปัญญาอ่อน’ หรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องมีการวิจัยและตรวจสอบเชิงลึก เพราะคำถามที่เกิดคือ ถ้ามีการกระทำเพื่อให้กฎหมายผ่านโดยใช้แนวคิดหรือวิธีการบางอย่าง จะถือว่าเป็นปัญญาอ่อน หรือเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองที่ถูกต้องตามบริบทของสถานการณ์เมืองไทยในเวลานั้น

บทสรุป: การโต้แย้งระหว่าง ชัชวาล และ วิสุทธิ์ เกี่ยวกับเรื่อง คลิปเสียง ที่เกี่ยวข้องกับ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 นี้ สะท้อนถึงความตึงเครียดทางการเมือง และการตีความจริยธรรมในการบริหารของผู้บริหาร ซึ่งน่าจับตามองในระยะยาวว่า ผลกระทบของการสร้างแถลงข่าวและคำกล่าวอ้างดังกล่าวจะนำพาอากาศการเมืองไทยไปหัวไหน

ทัศนคติท้ายบทความ: สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือความโปร่งใส ที่ต้องถูกสร้างขึ้นในทุกภาคส่วน หากอยากให้สังคมเชื่อมั่น ผู้นำต้องกล้าแสดงความคิดเห็น และสร้างแนวทางที่ชัดเจน มากกว่าจะใช้การกล่าวอ้างแบบไม่มีมูลเหตุผล

ที่มา – ‘ชัชวาล’ย้อน‘วิสุทธิ์’ทีคลิปเสียง‘นายกอิ๊งค์’ไม่เห็นกล้าบอกสื่อว่าเป็นเรื่อง‘ปัญญาอ่อน’