ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

สม รังสี วิพากษ์ฮุน เซน ปมบาดหมางไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม นายสม รังสี อดีตผู้นำฝ่ายค้านของประเทศกัมพูชา ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียส่วนตัว โดยเนื้อหาของเขาเปิดเผยว่าความขัดแย้งในระดับส่วนตัวระหว่างเขากับสมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชานั้น ส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นปัจจัยหลักที่นำไปสู่ความพ่ายแพ้ของกองทัพกัมพูชา ทั้งในด้านกำลังพลที่สูญหายไปหลายร้อยนาย และการสูญเสียดินแดนบางส่วนให้แก่ประเทศไทย

สม รังสี วิพากษ์ฮุน เซน ปมบาดหมางไทย-กัมพูชา

ต่อประเด็นดังกล่าว สม รังสี ได้ชี้ให้เห็นว่าการนำปัญหาส่วนตัวมากระทบกับการบริหารประเทศหรือการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ในการป้องกันชายแดน ถือเป็นข้อผิดพลาดที่มีผลเสียต่อชาติอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการรักษาความมั่นคงของรัฐ ความเสียหายด้านชีวิตของทหาร และการสูญเสียผลประโยชน์ด้านอธิปไตยในพื้นที่ชายแดนที่เกิดความขัดแย้ง

การเมืองส่วนตัวกระทบชาติ

รายงานเผยว่าคำวิจารณ์จากสม รังสี เป็นเพียงหนึ่งในหลายถ้อยแถลงที่ถือเป็นการตีแผ่นดินของฮุน เซน ซึ่งมานานแล้วเป็นคู่แข่งทางการเมืองของเขามาตั้งแต่อดีต การเปิดเผยครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นการสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างและอารมณ์ที่ฝังลึกในความสัมพันธ์ทางการเมืองของกัมพูชา

อย่างไรก็ตาม การที่ความแตกแยกในระดับการเมืองส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศโดยตรง ก็เป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญสูง เพราะอาจนำไปสู่ความเสื่อมถอยทางเศรษฐกิจ ความไม่มั่นคงในภูมิภาค รวมไปถึงการสูญเสียความน่าเชื่อถือต่อชุมชนนานาชาติที่มีต่อประเทศ

  • ปัญหาส่วนตัว ส่งผลกระทบต่อบริบทเชิงนโยบายของรัฐ
  • การบริหารที่ล้มเหลว ทำให้ทหารและประชาชนต้องรับความเสียหาย
  • อธิปไตยที่เสื่อมสภาพ เมื่อแรงผลักดันทางรัฐบาลมาจากอารมณ์ส่วนตัว

จากกรณีนี้ ประชาชนทั้งในและนอกประเทศไทยมีสิทธิ์ที่จะตั้งคำถามกับแนวทางการบริหารของผู้นำที่ไม었ิ้วยึดมั่นต่อผลประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริง เนื่องจากการเมืองไม่ควรใช้เป็นเครื่องมือในการชดเชยอารมณ์ส่วนตัว หากแต่ควรเป็นพื้นฐานในการผลักดันประเทศไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

ความคิดเห็นของสม รังสี ช่วยเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับการเชื่อมโยงระหว่างความขัดแย้งในระดับการเมืองและผลกระทบต่อความสงบสุขของประชาชนบนผืนแผ่นดิน และอาจเป็นบทเรียนที่มีคุณค่าต่อผู้นำในอนาคตอันใกล้หรือไกล

ที่มา – “สม รังสี” แทงใจดำ ฮุน เซน ปมบาดหมางไทย-กัมพูชา ทำทหารล้มร้อย สูญดินแดนชาติ

เกมหนีตาย!! โปรแกรมนัดสุดท้ายในรอบแบ่งกลุ่ม ศึกฟุตบอล “กรมพลศึกษา เดลินิวส์ คัพ 2025”

การแข่งขันฟุตบอลกีฬาระหว่างโรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2568 รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี ประเภท ก. ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี หรือที่รู้จักกันในชื่อ “กรมพลศึกษา เดลินิวส์ คัพ 2025” ใกล้เข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของรอบแบ่งกลุ่มแล้ว และทุกการแข่งขันในวันนี้ไม่ใช่แค่การเล่นเพื่อชัยชนะเท่านั้น แต่เป็นการชิงชีวิตรอดสำหรับบางทีม

เกมหนีตาย!! โปรแกรมนัดสุดท้ายในรอบแบ่งกลุ่ม ศึกฟุตบอล “กรมพลศึกษา เดลินิวส์ คัพ 2025”

โปรแกรมการแข่งขันนัดที่ 7 ในวันศุกร์ที่ 15 ส.ค.2568 จะเป็นการพบกันของทีมในกลุ่ม B สี่คู่ที่สนาม ศุภชลาศัย โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และสนาม ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งแต่ละคู่มีบทสรุปที่สำคัญต่อการผ่านเข้าสู่รอบต่อไป

กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย vs พิชญบัณฑิต

คู่แรกที่สนาม ศุภชลาศัย เวลา 13:30 น. เป็นการพบกันของ “ชงโคสีม่วง” ทีมอันดับ 3 จากกลุ่ม B ที่ผ่านเข้ารอบไปแล้วตั้งแต่นัดก่อนหน้า และงัดสถิติเก็บชัยมาแล้วถึง 12 คะแนน แม้ว่าเกมนี้จะไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อตัวพวกเขา แต่มันกลับเป็นเกม “เกมหนีตาย” อย่างแท้จริงสำหรับทีมพิชญบัณฑิต ที่ยังมีเพียง 6 คะแนน และต้อง力争ชัยเพื่อรักษาสิทธิ์ในการพักอยู่ในถ้วย ประเภท ก. ต่อไป

เทพศิรินทร์ vs วิชูทิศ

คู่ที่ 2 ที่สนามเดียวกันเวลา 15:30 น. เทพศิรินทร์ รองจ่าฝูงที่เข้ารอบไปแล้วด้วย 15 คะแนนหน้าตัก เตรียมพบกับวิชูทิศ ทีมที่ตกชั้นไปตั้งแต่นัดที่ 5 แต่ยังคงเดินหน้าเล่นเพื่อเกียรติและสปิริตนักฟุตบอลอย่างเต็มแรง แม้ว่าผลการแข่งขันจะไม่ส่งผลต่อการผ่านเข้าสู่รอบต่อไปของพวกเขาอีกแล้ว แต่แน่นอนว่าการลงเล่นคู่นี้จะเต็มไปด้วยไฟสู้

อัสสัมชัญธนบุรี vs โพธินิมิตวิทยาคม

อีกหนึ่งคู่สำคัญระหว่าง champions เก่า “เจ้าสัวน้อย” อัสสัมชัญธนบุรี ที่ขึ้นแท่นจ่าฝูงและมี 15 คะแนน สามารถเล่นได้อย่างสบายใจในเกมนี้ เทียบกับ โพธินิมิตวิทยาคม ที่ยังเหลือโอกาสน้อยที่จะหลุดตกชั้น ด้วยคะแนนเท่ากันกับพิชญบัณฑิต ซึ่งเกมนี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะแยกว่าใครจะได้อยู่ในถ้วยระดับสูง หรือต้องรังเกียจไปสู่ถ้วยข.

สวนกุหลาบวิทยาลัย vs ท่าข้ามพิทยาคม

สำหรับคู่สุดท้าย ระหว่าง “ชมพู-ฟ้า” สวนกุหลาบวิทยาลัย ที่พก 12 คะแนนผ่านเข้ารอ​ย​ด​สุดท้ายมาอย่างมั่นคง และกับทีมที่ยังหวัง “ เกมหนีตาย” อย่างเด็ดขาด ท่าข้ามพิทยาคม ที่ยังมีคะแนนแค่ 6 และเสี่ยงตกชั้นอย่างมาก จุดเปลี่ยนในเกมนี้อาจเป็นจังหวะสำคัญที่แยกฝ่ายชนะผู้ได้ลุ้นต่อ และผู้แพ้ต้องยอมพัก

เป็นเวทีแห่งการเรียกร้องพลัง ชัยชนะ และชีวิต เกมนัดสุดท้ายนี้ไม่ใช่แค่การจบคะแนน แต่คือครั้งสุดท้ายที่ให้ทีมกวาดรอบมาได้อย่างสง่างาม หรือล้มเหลวจนน่าเสียดาย

อย่าพลาด “เกมหนีตาย” นัดสุดท้ายของกรมพลศึกษาเดลินิวส์คัพ 2025! ใครจะรอด และใครจะเป็นทีมทำให้คู่ต่อสู้ถึงเส้นชัยว่าเส้นฝันของพวกเขาจบลงแล้ว

ที่มา – เกมหนีตาย!! โปรแกรมนัดสุดท้ายในรอบแบ่งกลุ่ม ศึกฟุตบอล “กรมพลศึกษา เดลินิวส์ คัพ 2025”

รร.วัดทุ่งคอก อบรมป้องกันยาเสพติด เสริมภูมิคุ้มกันเด็ก

ในวันที่ โรงเรียนวัดทุ่งคอก (สุวรรณสาธุกิจ) ต.ทุ่งคอก อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ได้จัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับภัยพิบัติจากการแพร่ระบาดของยาเสพติด ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่นักเรียน และเยาวชนในพื้นที่ ให้มีความรู้ที่เพียงพอในการป้องกันตนเองจากการใช้สารเสพติด โดยกิจกรรมในครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานป้องกันยาเสพติดในสถานศึกษาประจำปี พ.ศ. 2568

รร.วัดทุ่งคอก อบรมป้องกันยาเสพติด เสริมภูมิคุ้มกันเด็ก

นางอารี พวงวรินทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดทุ่งคอก กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันพบว่า บุหรี่ไฟฟ้ามีแนวโน้มแพร่ระบาดในกลุ่มเยาวชนอย่างมาก ซึ่งหากนักเรียนมีบุหรี่ไฟฟ้าครอบครอง ถือว่าผิดกฎหมายเช่นเดียวกับการเสพยาเสพติดทั่วไป ดังนั้นการอบรมในครั้งนี้ยังมุ่งเน้นการสร้างแนวทางในการป้องกันไม่ให้นักเรียนสัมผัสหรือมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อบุหรี่ไฟฟ้าอีกด้วย

กิจกรรมอบรมยาเสพติดรร.วัดทุ่งคอก
ครูและนักเรียนร่วมกิจกรรมอบรม

สาระสำคัญเกี่ยวกับภัยบุหรี่ไฟฟ้า

ด้านนายประสงค์ พวงวรินทร์ ที่ปรึกษาด้านการบริหารโรงเรียน กล่าวว่า บุหรี่ไฟฟ้าในปัจจุบันมีการตลาดอย่างล้ำลึก โดยเฉพาะผ่านบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบให้น่าสนใจเยาวชน ด้วยกลิ่นรสชาติหลากหลาย และรูปลักษณ์ที่ผู้ผลิตทำออกมาคล้ายกับของเล่นหรือของกินที่เด็กนิยม เช่น สุกี้ คาปูชิโน่ โดนัท เป็นต้น ส่งผลให้เด็กและวัยรุ่นบางกลุ่มเริ่มทดลองใช้ และอาจเสพติดได้โดยไม่รู้ตัว

การจัดเวิร์กช็อปเพื่อเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับ ป้องกันยาเสพติด ในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก ทั้งครู นักเรียน บุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรทุ่งคอก สภ.สองพี่น้อง ซึ่งร่วมเป็นวิทยากรให้ความรู้ผ่านกิจกรรมปฏิสัมพันธ์แบบลงตัวในการถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องโทษ และพิษภัยจากยาเสพติด รวมถึงแนวทางในการป้องกัน และตอบคำถามอย่างตรงประเด็น

  • อบรมวิธีสังเกตพฤติกรรมเสี่ยงจากผู้ใช้ยาเสพติด
  • สร้างเจตคติที่ดีต่อการพูด “ไม่” กับยาเสพติด
  • แนะนำวิธีสื่อสารกับเพื่อน หรือผู้ใหญ่หากมีปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติด
  • นำเสนอข้อมูลความผิดตามกฎหมายบุหรี่ไฟฟ้าและยาเสพติด

นอกจากนี้ยังมีการจัดนิทรรศการ แจกแผ่นพับ โปสเตอร์ พร้อมกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีความหมาย เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกในเรื่องสิ่งเสพติดที่นำไปสู่สังคมปลอดภัย ให้เยาวชนมีทักษะชีวิตและการตัดสินใจที่ถูกต้อง ยิ่งเยาวชนมีความรู้มาก พวกเขาจะยิ่งมั่นคงจากสิ่งเสี่ยงต่างๆ

กิจกรรมนี้ส่งเสริมให้นักเรียนสามารถถ่ายทอดความรู้ไปยังครอบครัว ชุมชน และเป็นจุดเริ่มต้นในการเป็นตัวแทนในกระบวนการป้องกันอันตรายจากยาเสพติดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ร่วมป้องกันภัยร้ายยาเสพติดในวันนี้ เพื่ออนาคตที่ปลอดภัยของลูกหลาน เราต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง

ที่มา – รร.วัดทุ่งคอก จัดอบรมการแพร่ระบาดของยาเสพติด สร้างภูมิคุ้มกันเด็ก

หุ้นเช้านี้เปิดบวก 2.98 จุด มองวันนี้ตลาดจะเแกว่งตัวไซด์เวย์

วันนี้ (15 ส.ค.68) เวลาเช้า ตลาดหุ้นไทยเริ่มเปิดทำการที่ระดับ 1,269.65 จุด เพิ่มขึ้น 2.98 จุด โดยมีมูลค่าการซื้อขายในช่วงเช้าประมาณ 2,847.98 ล้านบาท ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจาก บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมินว่า หุ้นเช้านี้เปิดบวก 2.98 จุด มองวันนี้ตลาดจะเแกว่งตัวไซด์เวย์ เนื่องจากปัจจัยตลาดต่างประเทศมีแนวโน้มขึ้นๆ ลงๆ

หุ้นเช้านี้เปิดบวก 2.98 จุด มองวันนี้ตลาดจะเแกว่งตัวไซด์เวย์

ตลาดหุ้นในช่วงเช้าของวันนี้มีความคึกคักมากขึ้น เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากข่าวการประกาศนโยบายการเงินของสหรัฐฯ โดย สก็อต เบสเซนต์ รมว.คลังสหรัฐฯ ได้ออกมาเปิดเผยว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในเร็ววันนี้ ซึ่งส่งผลให้เกิดแรงเทขายสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการสลาย Yen Carry Trade ในระยะสั้น

หุ้นเช้านี้เปิดบวก 2.98 จุด

นอกจากนี้ ข้อมูล PPI (Producer Price Index) ของสหรัฐฯ เมื่อเร็วๆ นี้ยังออกมาสูงกว่าที่คาดการณ์มาก ทำให้ตลาดเริ่มกลัวว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะชะลอการลดดอกเบี้ย โดยมีแนวโน้มที่จะระมัดระวังมากขึ้นในเรื่องนโยบายการเงิน ด้านเทคนิค ตลาดหุ้นไทยวานนี้มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นแต่ไม่สามารถปิดเหนือระดับ 1,282 จุดได้

  • ดัชนีเปิดตลาด: 1,269.65 จุด (+2.98 จุด)
  • มูลค่าซื้อขายในช่วงเช้า: 2,847.98 ล้านบาท
  • แนวต้านหลักในวันนี้: 1,273 / 1,282 จุด
  • แนวรับสำคัญ: 1,260 / 1,250 จุด

ในช่วงบ่ายของวันนี้ นักลงทุนยังต้องจับตาดูปัจจัยภายนอกเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นข่าวเศรษฐกิจจากสหรัฐฯ และแนวโน้มการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางประเทศต่างๆ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่มีผลต่อแรงซื้อ-แรงขายในตลาดหุ้นไทยอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม การที่ดัชนีวันนี้มีการปรับตัวขึ้นในช่วงเปิดตลาดแสดงให้เห็นว่าตลาดยังมีความเชื่อมั่น แต่อีกไม่นานตลาดอาจต้องพักตัวหรือแกว่งตัวไปในทิศทางแนวนอน หรือที่เรียกกันว่า ตลาดจะเแกว่งตัวไซด์เวย์ เพื่อรอแปรผันตามปัจจัยภายนอก

ดังนั้น นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ตั้งเป้ากำไรให้เหมาะสม และใช้กลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมกับสภาพตลาด ซึ่งหากมีความชำนาญในการติดตามข่าวสารเศรษฐกิจและวิเคราะห์ข้อมูล เชื่อว่าโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะสั้นก็เป็นไปได้

ที่มา – หุ้นเช้านี้เปิดบวก 2.98 จุด มองวันนี้ตลาดจะเแกว่งตัวไซด์เวย์

Wizzle เสิร์ฟ KILLA ซิงเกิลแนว POP/EDM เร้าใจพร้อม MV

ในปี 2024 Wizzle สร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการเพลงไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยซิงเกิลฮิตติดชาร์ตมากมาย ได้แก่ “โอน้อยออก (Truth of Dare)”, “Crush on Me!” และ “อัสคารามุด (Ohm, YaYa)” และที่ผ่านมา นอกจากเพลงที่มีความรู้สึกแรงบันดาลใจ พวกเธอยังต่อยอดด้วยโปรเจกต์เพลงแนวเศร้า “VALENCRY PROJECT” ในปี 2025 ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ด้วยเพลงช้ำอารมณ์อย่าง “ย้อนไม่กลับ (Too Late)”, “ลบไม่เลือน (Cursed)” และล่าสุด “เจ็บไม่จำ (Fool me)”

Wizzle เสิร์ฟ KILLA ซิงเกิลแนว POP/EDM เร้าใจพร้อม MV

ครั้งนี้ Wizzle กลับมาพร้อมกับบทใหม่ที่ตอกย้ำความหลากหลายของวงการเพลงไทย พวกเธอนำเสนอเพลงใหม่ “KILLA” แนว POP/EDM เต็มไปด้วยพลังทางดนตรีที่เข้มข้นและจังหวะกริ่งที่ชัดเจน นับเป็นการพลิกโฉมครั้งสำคัญของวงที่ยกระดับความเจิดจรัสในสไตล์รุ่นใหม่

ความตื่นเต้นจาก KILLA

หนึ่งในจุดเด่นของเพลงนี้คือการร่วมงานกับโปรดิวเซอร์รุ่นใหม่แนวหน้าอย่าง MAYOJAMES ที่เคยมีผลงานสร้างสีสันให้กับเพลงฮิต SORRY – DREAMGALS และ HIT ME UP – TIMETHAI ร่วมกับศิลปินนักแต่งเพลงสาวคุณภาพอย่าง GALCHANIE และ Lukpeach ที่เพิ่มเติมความแซ่บ เซ็กซี่ และกล้าหาญให้เพลง “KILLA” นี้โดดเด่นอย่างชัดเจน

เพลง “KILLA” ไม่ใช่แค่ผลงานเสียงเท่านั้น แต่ยังได้ดาวน์โหลดท่าเต้นรอบตัวตัวละครที่เข้มข้น บวกกับการเปิดตัวมิวสิกวิดีโอที่จัดเต็มมาในคอนเซ็ปต์จี๊ดจัดจ้านเต็มสูบ โดยในมิวสิกวิดีโอ “KILLA” นี้ได้แรงบันดาลใจจากความลึกลับของหนุ่ม เติ้ล – มติมันท์ ศรีบุญเรือง จากค่าย Dumundi ซึ่งรับบทเป็น Paparazzi หนุ่มที่แฝงตัวในกองถ่ายแฟชั่นเพื่อตามล่าภาพความลับของสาวๆ Wizzle จุดขายสำคัญอย่างการ “ปาดคอ” ที่กลายเป็นไฮไลต์ของท่าเต้นที่ทำให้แฟนๆ ต้องร้องกรี๊ดซ้ำแล้วซ้ำอีก

ความเปลี่ยนแปลงในเสียงดนตรี

ซิงเกิล “KILLA” สะท้อนจุดเปลี่ยนของวงการเพลงไทยในมุมที่คนรุ่นใหม่เริ่มต่อสู้งานในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่เพียงแต่เนื้อหา แต่ยังมีการแสดงและการถ่ายทอดอารมณ์ผ่านท่าเต้น เสียง และสตอรี่ไลน์ที่ลึกซึ้งแบบไม่ขนให้เบาๆ

อย่างไรก็ตาม การเดินทางของเราในเพลง “KILLA” ยังไม่จบเท่านั้น หากคุณยังไม่ได้รับฟังผลงานชิ้นนี้อย่ารอช้า! มาสัมผัสความดุดันแต่น่าหลงใหลของ Wizzle ด้วย purely ความเป็นของแท้ในทุกจังหวะดนตรีแบบธรรมดาไม่ได้กับ “KILLA

ที่มา – “Wizzle” เสิร์ฟ “KILLA” ซิงเกิลแนว POP/EDM เร้าใจพร้อม MV เผ็ดแซ่บจนต้องร้องกรี๊ด

เทศบาลเมืองสระบุรีเปิดอบรมส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้พิการ

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ที่ผ่านมา เทศบาลเมืองสระบุรีได้จัดงานเปิดอบรมโครงการ ส่งเสริมกิจกรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการ อย่างเป็นทางการ โดยมี นายกเทศมนตรีเมืองสระบุรี ดร.ภาณุพงศ์ ทิพยเศวต ในฐานะประธานเปิดโครงการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และผู้เข้าร่วมอบรมที่ประกอบไปด้วยผู้พิการ ผู้ดูแล และบุคลากรที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน

อบรมส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้พิการ เทศบาลเมืองสระบุรี
บรรยากาศการเปิดอบรมโครงการส่งเสริมกิจกรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการ

เทศบาลเมืองสระบุรีเปิดอบรมส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้พิการ

นางกัญารัตน์ ผาผง ผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคม เทศบาลเมืองสระบุรี เปิดเผยว่า ปัจจุบันในพื้นที่เทศบาลเมืองสระบุรีมีผู้พิการทั้งสิ้น 1,510 คน แบ่งออกเป็น 7 ประเภทความพิการ ได้แก่ ทางการเห็น สติปัญญา การได้ยินหรือสื่อความหมาย การเรียนรู้ การเคลื่อนไหว ทางออทิสติก และจิตใจหรือพฤติกรรม

การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้พิการจึงถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง การให้ความรู้สึกเข้าใจถึงสิทธิสวัสดิการ การช่วยเหลือดูแลตนเอง และการรวมกลุ่มเครือข่ายทางสังคมจึงถูกมองว่าเป็นการส่งเสริมอย่างมีประสิทธิภาพ

วัตถุประสงค์ของโครงการ

  • เพื่อเพิ่มความรู้สึกเข้าใจสิทธิประโยชน์ ด้านต่างๆ แก่ผู้พิการ ผู้ดูแล และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง
  • เพื่อส่งเสริมการรวมกลุ่ม สร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งในการดูแลกันและกัน
  • เพื่อผลักดันการดำเนินงานของชมรมผู้พิการ ให้ดำเนินต่ออย่างยั่งยืนและประสิทธิภาพ

ดร.ภาณุพงศ์ ทิพยเศวต นายกเทศมนตรีกล่าวขอบคุณวิทยากรที่มาร่วมให้ความรู้ วิทยากรนำโดย ดร.ธรรมศักดิ์ สายแก้ว พร้อมสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดสระบุรี ที่ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เช่นการจัดแปลภาษามือ เพื่ออำนวยความสะดวกกลุ่มผู้พิการทางการได้ยิน

นอกจากนี้ ยังได้ขอบคุณนายกสมาคมผู้พิการจังหวัดสระบุรี รวมถึงประธานชมรมผู้พิการและผู้ปกครองคนพิการอื่นๆ ที่ให้ความร่วมมือในการประสานเชิญชวนผู้พิการมาร่วมโครงการ

โครงการ ส่งเสริมกิจกรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้พิการให้ดีขึ้น สู่การอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียมกับบุคคลทั่วไป และเกิดเครือข่ายที่เข้มแข็งในการพลังของคนร่วมกันพัฒนาคุณภาพชีวิต

หากคุณเป็นผู้พิการ หรือเป็นผู้ดูแลคนพิการ การเข้าร่วมกิจกรรมเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะเพิ่มความเข้าใจในตนเอง แต่ยังช่วยสร้างมั่นใจว่า “คุณไม่ได้อยู่คนเดียว” ลองเข้าร่วมกับชุมชนท้องถิ่นที่เปิดโอกาสและมีกิจกรรมสำหรับผู้พิการอย่างจริงจัง

ที่มา – เทศบาลเมืองสระบุรีเปิดอบรมโครงการส่งเสริมกิจกรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการฯ

ท้องถิ่นกำแพงเพชรขับเคลื่อนศักยภาพชมรมครูและบุคลากรทางการศึกษา

ที่ห้องประชุมสำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดกำแพงเพชร ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดกำแพงเพชร นายอนุพันธ์ พานิช ท้องถิ่นจังหวัดกำแพงเพชร พร้อมด้วยนางกฤษณา กอสัมพันธ์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมและพัฒนาท้องถิ่น และข้าราชการสังกัดสำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดกำแพงเพชร ได้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการชมรมครูและบุคลากรทางการศึกษาท้องถิ่นจังหวัดกำแพงเพชร

ท้องถิ่นกำแพงเพชรขับเคลื่อนศักยภาพชมรมครูและบุคลากรทางการศึกษา

โดยมีนายธวัช เทพยุหะ ประธานชมรมฯ พร้อมด้วย นายศุภชัย ศรีงาม ,นางศรีรัตน์ วงษ์รัตน์ ผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมคณะกรรมการบริหารชมรมและคณะทำงาน ในการประชุมดำเนินการตามระเบียบวาระการประชุม เพื่อพิจารณาแผนงานประจำปีและการจัดงานวันเกษียณอายุราชการสมาชิกชมรมครูและบุคลากรทางการศึกษาท้องถิ่นจังหวัดกำแพงเพชร ประจำปี 2568

นายอนุพันธ์ กล่าวว่า การจัดตั้งชมรมครูและบุคลากรทางการศึกษาของจังหวัดกำแพงเพชรนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่จะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาของท้องถิ่น ซึ่งตนเองอยากจะเห็นความชัดเจน การดำเนินงานของชมรมว่าจะส่งผลดีต่อการศึกษาท้องถิ่นได้อย่างไร รวมไปถึงการสร้างเครือข่ายที่ครอบคลุมที่สามารถสื่อสารกันได้ทั้งสองทางได้อย่างรวดเร็ว

แนวทางพัฒนาการศึกษาในท้องถิ่น

ด้านนายธวัช กล่าวว่า วัตถุประสงค์หลักในการจัดตั้งชมรมครูและบุคลากรทางการศึกษาขึ้นมาคือ การร่วมกันพัฒนาและยกระดับบุคลากรครูการศึกษาท้องถิ่นให้มีความรู้ ทักษะเหมาะสมสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน รวมถึงการรวมกลุ่มพัฒนางานวิชาการ มีการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้ สร้างกิจกรรมเสริมสร้างกำลังใจอันดีต่อครูและบุคลากรการศึกษาที่จะนำไปสู่การพัฒนาเด็กและเยาวชนภายในท้องถิ่นดังกล่าว

  • การรวมกลุ่มพัฒนาทักษะ นับเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยเสริมศักยภาพ
  • การสนับสนุนจากหน่วยงานท้องถิ่น เป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันศักยภาพ
  • การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ระหว่างบุคลากรช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการเรียนรู้

นอกจากนี้ นายศุภชัย กล่าวว่า ผู้แทนชมรมแต่ละท่านที่ร่วมเป็นคณะกรรมการถือว่าเป็นแกนนำสำคัญ ในการพัฒนาการศึกษาของท้องถิ่น อยากจะฝากเพื่อเป็นแนวทางในการพิจารณา จุดเน้นในเรื่องของการปลูกฝังความสำนึกรักบ้านเกิดหรือท้องถิ่นนั้นๆ เพื่อให้ทุกคนมีความตระหนักและสามารถเรียนรู้เรื่องราวภายในท้องถิ่นให้อย่างชัดเจน เป็นคนที่กล้าคิด กล้าพูดกล้าทำอย่างมีเหตุผล และสามารถเป็นผู้นำในอนาคต

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนศักยภาพชมรมครูและบุคลากรทางการศึกษาในท้องถิ่นจังหวัดกำแพงเพชร ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ในชุมชนอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการหล่อหลอมเยาวชนให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพและมีความภาคภูมิใจในถิ่นบ้านเกิด ซึ่งหากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง ผลลัพธ์ที่ได้จะสามารถนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง

ที่มา – ท้องถิ่นกำแพงเพชรขับเคลื่อนศักยภาพชมรมครูและบุคลากรทางการศึกษา

รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเพิ่ม 21 ขบวน คาดหนาแน่นลด

ปัญหาผู้โดยสารหนาแน่นบน รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน เช่น ช่วงเช้า ก่อให้เกิดความไม่สะดวกในการเดินทางอย่างต่อเนื่อง หลายสถานีรายงานว่ามีผู้ใช้บริการจำนวนมากจนเกินความจุ โดยเฉพาะสถานีเตาปูนที่มีการเชื่อมต่อกับสายสีม่วง ส่งผลให้มีคิวยาวเหยียดและมีความแออัดทั้งในชานชาลาและขบวนรถ

รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเพิ่ม 21 ขบวนเตรียมใช้งานปลายปี 70

ล่าสุดในเดือนสิงหาคมปี 2568 มีรายงานกรณีขบวนรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินขัดข้องก่อนเข้าสถานีเตาปูน ส่งผลกระทบให้เกิดความล่าช้าในการให้บริการกว่า 4 นาที ทำให้ความแออัดเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม องค์กรที่เกี่ยวข้องอย่าง บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ได้ทุ่มเทแก้ไขปัญหา โดยเพิ่มความถี่ของขบวนรถและปรับปรุงระบบบริการภายในสถานี

อย่างไรก็ตาม แนวทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนคือการเพิ่มจำนวนขบวนรถไฟฟ้าเข้ามาให้บริการ โดย รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน จะได้รับรถใหม่เพิ่มอีก 21 ขบวน รวมเป็น 75 ขบวน โดยรถใหม่เหล่านี้จะเริ่มถึงประเทศไทยภายในไตรมาสที่ 4 ปี 2570 หรือปลายปี 2570 และจะทยอยเปิดใช้งานเพื่อลดปัญหาผู้โดยสารหนาแน่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เพิ่มขบวนรถมากกว่าเพิ่มตู้

แม้ว่าตู้รถไฟฟ้าปัจจุบันยังมีเพียง 3 ตู้ต่อขบวน กระทั่งมีการระบุว่าการเพิ่มจำนวนขบวนรถจะมีความเหมาะสมกว่าการเปลี่ยนโครงสร้างเป็น 4 ตู้ต่อขบวน เพราะจะไม่ต้องลงทุนปรับปรุงโครงสร้างของชานชาลาหรือระบบสัญญาณ ซึ่งค่อนข้างใช้เวลาและงบประมาณมาก ดังนั้นก่อนหน้านี้ ทาง BEM ได проблема결ปัญหาด้วยการเพิ่มจำนวนขบวนหลักเป็น 42 ขบวน และเพิ่มเติมด้วยขบวนเสริมอีก 12 ขบวน

  • จำนวนขบวนปัจจุบัน: 54 ขบวน
  • จำนวนขบวนหลังเพิ่ม: 75 ขบวน
  • เวลาเร่งด่วน: 07.00 – 09.00 น.
  • ความถี่ในการเดินรถ: 3.29 นาที

ข้อมูลจาก BEM ระบุว่าผู้โดยสารวันธรรมดาสูงถึง 5 แสนคนต่อวัน และในวันหยุดสุดสัปดาห์อยู่ที่ประมาณ 2.5-3 แสนคนต่อวัน ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นหลังการเปิดให้บริการ รถไฟฟ้าสายสีส้มส่วนตะวันออก เมื่อปลายปี 2570 ซึ่งคาดว่าจะมีผู้โดยสารใหม่อีกกว่า 8 หมื่นคนต่อวันใช้สายสีน้ำเงินเป็นจุดเชื่อมต่อเดินทาง

ด้วยมาตรการต่าง ๆ ที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง กลุ่มผู้โดยสาร รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน น่าจะได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น และปัญหาความแออัดจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังการทยอยนำรถไฟฟ้าชุดใหม่มาใช้งานในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

สายสีน้ำเงิน และการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นนี้ ไม่เพียงแค่ตอบสนองความต้องการด้านการเดินทางของประชาชน แต่ยังช่วยสร้างขนส่งมวลชนที่ยั่งยืนและรองรับเมืองในอนาคตได้อย่างแท้จริง

ที่มา – รถไฟฟ้าใหม่ “สายสีน้ำเงิน” 3 ตู้ 21 ขบวน ถึงเมืองไทย ต.ค.70 ลดปัญหาผู้โดยสารแน่น

รวบผู้กองปอยเปต แก๊งคอลฯ อ้างถูกนายจ้างคนจีนใช้ AI ปลอมหน้าตำรวจ

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ต.อ.ศานติ กรเกษม ผู้กำกับกองกำกับการสืบสวน ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจภายใต้การนำของ พ.ต.ท.วรปรัชญ์ วุฑฒิรักษ์, พ.ต.ท.มโรดม์ ขวัญเมือง, พ.ต.ท.ปียรัช เวสสะโกศล รอง ผกก.กก.ดส. และ พ.ต.ต.ยศชนินทร์ ประเสริฐโสภา สว.กก.ดส. ร่วมกันจับกุมตัว “ผู้กองปอยเปต” ซึ่งเป็นผู้ต้องหาสัญชาติไทย อายุ 24 ปี ตามหมายจับของศาลจังหวัดตะกั่วป่า ที่ จ.51/2568 ลงวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2568

ผู้ถูกจับกุมถูกกล่าวหาฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดภายใต้กฎหมายว่าด้วยการร่วมกันลักทรัพย์ และการลวงกลวงนำเข้าข้อมูลเข้าระบบคอมพิวเตอร์ภายใต้การสวมรอยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อฉ้อโกงผู้บริโภคให้ติดตั้งโปรแกรมควบคุมอุปกรณ์มือถือ พร้อมกับโอนเงินจากบัตรเครดิตหรือบัญชีธนาคารไปยังบัญชีที่ผู้ร้ายควบคุม

รวบผู้กองปอยเปต แก๊งคอลฯ อ้างถูกนายจ้างคนจีน

จากการสอบสวนเรื้อรังของ กลุ่มผู้กองปอยเปต เจ้าหน้าที่พบว่าผู้ต้องหานี้หลบซ่อนตัวอยู่ที่ศูนย์การค้าอินโดจีน อำเภอสระแก้ว หลังพยายามหลีกเลี่ยงการจับกุมมานาน ทำให้ต้องออกปฏิบัติการเฉพาะหน้าเพื่อจับกุม

จุดเริ่มต้นความเคลื่อนไหวคือ การติดตามนโยบายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติและ บช.น. ที่เน้นย้ำเร่งติดตามตัวผู้ต้องหาคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ต.อ.ศานติ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่รวบรวมข้อมูลและติดตามพฤติกรรมของผู้ต้องหาจนสามารถจับตามองและจำกัดพื้นที่ได้อย่างแม่นยำ

ต่อมาในการสอบสวน พ.ต.ต.ยศชนินทร์ เปิดเผยว่าพฤติการณ์ของกลุ่ม ผู้กองปอยเปต นี้มีความซับซ้อน โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI ในการแต่งตัวตนให้เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และใช้เสี๊ยวโฉมของผู้ถูกหลอกเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือแก่เหยื่อ ก่อนจะนำไปสู่การฉ้อโกงทางการเงิน

อ้างถูกนายจีนใช้ AI สแกนหน้าปลอมตัวเป็นตำรวจ

ขณะสอบสวน ผู้ต้องหาไม่ยอมรับข้อกล่าวหาและอ้างว่าตนเองถูกคนจีนหลอกให้เข้าทำงานที่บริษัทคอลเซ็นเตอร์ โดยมีนายจ้างรายนี้เป็นผู้สแกนใบหน้าของเขา และนำภาพไปใช้เทคโนโลยี AI ในการแปลงสภาพให้ดูเหมือนเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อใช้หลอกลวงเหยื่อให้หลงเชื่อ

แม้คำให้การดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบความน่าเชื่อถือ แต่เจ้าหน้าที่ได้จับกุมตัวผู้ต้องหาส่งตัวไปยัง กก.3 บก.สอท.2 เพื่อขยายผลคดี และติดตามเครือข่ายผู้ร่วมขบวนการต่อไป

อีกทั้งในเชิงนโยบาย หน่วยบังคับใช้กฎหมายและ บช.น. กำลังเร่งพัฒนาระบบป้องกันและตรวจจับอาชญากรรมเทคโนโลยีเพื่อจัดการกับปัญหาที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นจากกลุ่มอาชญากรที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการประกอบอาชีพผิดกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม หากคุณมีข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มหรือบุคคลที่น่าสงสัย โปรดติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือโทรแจ้งเบาะแสไปยังสายด่วนเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับผู้บริโภครายอื่น

ที่มา – รวบ “ผู้กองปอยเปต” แก๊งคอลฯ อ้างนายจ้างคนจีนสแกนหน้าใช้ AI แต่งตำรวจ

เดินหน้ายกระดับการผลิตสมุนไพร สู่มาตรฐานสากล

การผลิตสมุนไพรที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะภายใต้แนวทางเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green) ที่กำลังเป็นกระแสทั่วโลก รัฐบาลโดย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งดำเนินการยกระดับการผลิตสมุนไพรอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของตลาดในประเทศและต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่างใจ

เดินหน้ายกระดับการผลิตสมุนไพร สู่มาตรฐานสากล

เมื่อเร็ว ๆ นี้ น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กล่าวเปิดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การขับเคลื่อนการผลิตสินค้าเกษตรชีวภาพ (สมุนไพร) และการใช้ประโยชน์จากระบบฐานข้อมูลสมุนไพรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ซึ่งจัดโดยกองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ ณ สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติ จ.ปทุมธานี

งานสัมมนาดังกล่าวถือเป็นเวทีระดมพลังความคิด เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสมุนไพรทั้งหมด ทั้งตั้งแต่กระบวนการผลิต การเก็บเกี่ยว แปรรูป จนถึงการจำหน่าย โดยใช้ระบบฐานข้อมูลสู่การเชื่อมโยงข้อมูลในแต่ละขั้นตอน ซึ่งช่วยให้เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลก

ยุทธศาสตร์และการส่งเสริมการผลิต

ตามแผนปฏิบัติการฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2566 – 2570) กระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญกับ ยุทธศาสตร์ที่ 1 คือ การส่งเสริมการผลิตและแปรรูปวัตถุดิบสมุนไพรให้มีคุณภาพและมาตรฐาน ด้วยการนำเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ (Precision Farming) มาใช้ในการปลูก ซึ่งลดค่าใช้จ่ายเพิ่มผลผลิต และยังช่วยให้ได้คุณภาพสินค้าตามมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

  • การพัฒนาเกษตรกรผ่านองค์ความรู้และนวัตกรรม
  • การเข้าถึงระบบฐานข้อมูลสมุนไพรของรัฐ
  • การเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตอย่างครบวงจร
  • การยกระดับจากเกษตรกรรมสู่เศรษฐกิจ BCG

ปัจจุบัน สมุนไพรไทยถือเป็นหนึ่งในทรัพยากรธรรมชาติที่มีศักยภาพสูงทั้งในด้านการแพทย์พื้นบ้านและอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง ความตื่นตัวด้านสุขภาพของผู้บริโภคทำให้ตลาดสินค้าสมุนไพรเติบโตอย่างแข็งแกร่ง องค์กรเกษตรกร รวมถึงวิสาหกิจชุมชนจึงเป็นแกนหลักสำคัญที่ต้องได้รับการส่งเสริม

โครงการพัฒนาทั่วประเทศ

ในปีงบประมาณ 2568 กระทรวงเกษตรฯ ได้ขับเคลื่อน โครงการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรชีวภาพ (สมุนไพร) ในพื้นที่ทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมาย covering ทั้งกลุ่มเมืองสมุนไพร 16 จังหวัด และพื้นที่อื่น ๆ อีก 29 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 45 จังหวัด โดยมุ่งเน้นพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแบบอย่างในการผลิตพืชสมุนไพรตามมาตรฐาน GAP และเกษตรอินทรีย์

โครงการดังกล่าวยังรวมถึงการจัดทำฐานข้อมูลสมุนไพรสำหรับใช้ภายในหน่วยงานและเผยแพร่ให้เกษตรกรได้เข้าถึง เพื่อพัฒนาให้ชุมชนผลิตสมุนไพรได้อย่างมีคุณภาพ มั่นคง และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

การผลิตสมุนไพรอย่างมีมาตรฐานไม่ใช่แค่โอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นหนทางที่ยั่งยืนในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย และต่อยอดผลิตภัณฑ์สู่ตลาดโลกอย่างมั่นใจ

หากคุณเป็นหนึ่งในเกษตรกรหรือผู้ประกอบการที่สนใจพัฒนาสมุนไพร เริ่มต้นวางแผนการผลิตของคุณให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และเข้าร่วมโครงการจากภาครัฐเพื่อรับการสนับสนุนที่มีประสิทธิภาพ

ที่มา – เดินหน้ายกระดับการผลิตสมุนไพร หนุนการผลิต-แปรรูปสู่มาตรฐานสากล