ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

3 แชมป์นิวเจนระดับมหาวิทยาลัย เวที “True CyberSafe x TrueMoney Hackathon Thailand 2025”

หลังจากผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มงวดในสมรภูมิ Hack Day ที่เต็มไปด้วยความท้าทายและไอเดียสร้างสรรค์ โครงการ“True CyberSafe x TrueMoney Hackathon Thailand 2025” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Hack for a Safer Digital Life” ก็ได้ประกาศทีมชนะเลิศในระดับมหาวิทยาลัยไปเป็นที่เรียบร้อย งานนี้ไม่ใช่แค่การแข่งขันทางเทคโนโลยี แต่ยังเป็นเวทีสำหรับนิสิตนักศึกษาที่มีไอเดียเพื่อสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

3 แชมป์นิวเจนระดับมหาวิทยาลัย เวที “True CyberSafe x TrueMoney Hackathon Thailand 2025”

จากจำนวนผู้สมัครกว่า 400 คนและ 89 ทีม คณะกรรมการได้คัดเลือกทีมสุดยอด 30 ทีมสุดท้ายเข้าสู่รอบไฟนอล โดยมี 15 ทีมจากระดับมหาวิทยาลัย และอีก 15 ทีมจากสตาร์ทอัพหรือประชาชนทั่วไป ซึ่งในกลุ่มมหาวิทยาลัยนั้น ทีมที่เข้ารอบต่างแสดงความสามารถและความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับภัยไซเบอร์และเทคโนโลยีนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนสังคมให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น

ทีม Zero to Hero: นักพัฒนาไร้ขีดจำกัด

หนึ่งในทีมที่น่าจับตามองอย่างยิ่งคือ ทีม Zero to Hero ซึ่งเป็นการรวมตัวของนิสิตจากหลากหลายประเทศในช่วงปิดเทอม คือ University of Manchester, National Tsing Hua University, Korea Advanced Institute of Science & Technology และ University of California, Irvine ทีมนี้พิสูจน์แล้วว่าเมื่อเราเปิดรับความหลากหลายและร่วมมือกัน คนรุ่นใหม่สามารถผลักดันแนวทางใหม่ๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม

นอกจากนี้ สำหรับนิสิตที่สนใจด้านการออกแบบและพฤติกรรมผู้ใช้ ยังมีรางวัลพิเศษ “Psychology Insights” มอบให้กับ 3 ทีมที่วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายได้อย่างลึกซึ้ง และดึงข้อมูลทางจิตวิทยามาปรับใช้บนสมรภูมิไซเบอร์

  • ทีม Zero to Hero – ชนะเลิศระดับมหาวิทยาลัย
  • Psychology Insights Awards – 3 ทีมผู้สร้างกลยุทธ์ด้านพฤติกรรมผู้ใช้

ไม่เพียงแต่ของรางวัลที่เป็นเกียรติ ทีมแชมป์จากมหาวิทยาลัยยังได้โอกาสพัฒนาไอเดียต่อยอดเป็นเทคโนโลยีที่แท้จริง ภายใต้การสนับสนุนจากทรู คอร์ปอเรชั่น และทรูมันนี่ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญในวงการไซเบอร์และเทคโนโลยี

เวทีแห่งความปลอดภัยและโอกาส

การจัดงาน Hackathon ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ความท้าทายด้านการเขียนโค้ด แต่ยังเปิดโอกาสให้นิสิตและประชาชนทั่วไปมีพื้นที่นำเสนอแนวคิดใหม่ๆ เพื่อส่งเสริม “การใช้อินเทอร์เน็ตปลอดภัย” และ “การใช้เงินปลอดภัย” ผ่านโซลูชันที่เข้าถึงง่าย ปลอดภัย และน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะในยุค Digital Transformation ที่อาชญากรรมทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ขอบคุณทุกทีมที่ร่วมส่งแรงบันดาลใจ และตั้งตารอว่าทีมสตาร์ทอัพและประชาชนทั่วไปที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย จะสามารถต่อยอดความคิดสร้างสรรค์เหล่านี้ให้กลายเป็นนวัตกรรมแท้ในวัน Final Pitch Day ที่จะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้

หากคุณสนใจอยากติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดของ “True CyberSafe x TrueMoney Hackathon Thailand 2025” ติดตามได้ที่หน้า Facebook: True Lab

อย่าลืม! การพัฒนาความปลอดภัยในโลกดิจิทัล เริ่มต้นจากการตั้งใจของคนรุ่นใหม่

ที่มา – 3 แชมป์นิวเจนระดับมหาวิทยาลัย เวที “True CyberSafe x TrueMoney Hackathon Thailand 2025”

มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ ช่วยชีวิตครอบครัวผู้เสียชีวิตจากช้างป่า

เมื่อเร็ว ๆ นี้ จังหวัดฉะเชิงเทราได้เกิดเหตุการณ์น่าเศร้าเมื่อนายสญชัย คำเสน อายุ 69 ปี ซึ่งเป็นเกษตรกรในพื้นที่ ถูกช้างป่าทำร้ายจนเสียชีวิตขณะอยู่ในสวนยูคาลิปตัส บริเวณเขาเสียด ตำบบท่ากระดาน อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568

มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ มอบเงินสงเคราะห์แก่ครอบครัว

ด้วยความเห็นใจในความสูญเสียอันเนื่องมาจากการถูกช้างป่าทำร้าย ทำให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตตกอยู่ในความยากลำบาก มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ให้ความช่วยเหลือด้วยการมอบเงินสงเคราะห์จำนวน 10,000 บาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและให้กำลังใจแก่ครอบครัว นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ ประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้เป็นประธานในพิธีมอบเงินดังกล่าว

ผู้ได้รับความช่วยเหลือคือใคร?

ผู้ได้รับเงินช่วยเหลือในครั้งนี้คือ นางสาวสุนิตา คำเสน ซึ่งเป็นบุตรสาวของผู้เสียชีวิต ที่เข้ารับมอบจากทางมูลนิธิในพิธีอย่างเป็นทางการ ณ ห้องรับสิ่งของพระราชทาน สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา ในชั้น 1 ของศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทรา

นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น นางปิติมา รักพานิชมณี นายกเหล่ากาชาดจังหวัดฉะเชิงเทรา ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัด และนางปราณี ประทุมมา จากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดฉะเชิงเทรา เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธีมอบเงินด้วย

  • ผู้เสียชีวิต: นายสญชัย คำเสน อายุ 69 ปี
  • อาชีพ: เกษตรกร
  • สถานที่เกิดเหตุ: สวนยูคาลิปตัส บริเวณเขาเสียด
  • จำนวนเงินช่วยเหลือ: 10,000 บาท
  • ผู้รับเงิน: นางสาวสุนิตา คำเสน (บุตรสาว)

การมอบเงินในครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจของ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่มุ่งมั่นในการดูแลและสนับสนุนราษฎรผู้ประสบเหตุเดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นจากการประสบอุบัติเหตุ ภัยธรรมชาติ หรือความไม่สงบในพื้นที่ มูลนิธิฯ ยังคงให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อสร้างความมั่นคงและความเป็นอยู่ที่ดีแก่ประชาชน

ด้วยภารกิจในการรักษาความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน จึงสำคัญมากที่ทุกภาคส่วนจะต้องเข้ามาให้การสนับสนุนให้กับ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกความต้องการของประชาชนในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง

หากคุณเป็นผู้ที่มีจิตศรัทธาในการช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุหรือมีความต้องการ คุณสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนได้ผ่านทางการบริจาค หรือติดตามกิจกรรมต่าง ๆ ของมูลนิธิฯ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือในยามยากได้

ที่มา – มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์  มอบเงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุช้างป่าทำร้าย

วิสุทธิ์ ชี้คลิปเสียงเลื่อนลอย ปัด สส.ปชป.อ้างรัฐบาลแจกกล้วย

ล่าสุด เหตุการณ์คลิปเสียงที่ สส.พรรคประชาชน อ้างว่ามีการถูกซื้อให้โหวตร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ด้วยกล้วยหอมจำนวน 10 กก. ถือเป็นประเด็นที่สะเทือนวงการการเมือง ทว่า นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และประธานวิปรัฐบาล ได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

วิสุทธิ์ ชี้คลิปเสียงเลื่อนลอย ปัด สส.ปชป.อ้างรัฐบาลแจกกล้วย

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ที่รัฐสภา นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า หลังฟังคลิปเสียงแล้วรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เลื่อนลอย ไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าใครเป็นผู้ส่งมา และย้ำว่าหากมีการเจรจาจะไม่มีทางใช้โทรศัพท์ เพราะโดยปกติจะนัดหมายมาพูดคุยกันโดยตรง

ไม่มีการซื้อเสียงจริง

นายวิสุทธิ์ กล่าวชัดเจนว่า “เราไม่จำเป็นต้องซื้อเสียง เพราะเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลมีเกินกว่าที่จำเป็นต้องใช้แล้ว” และเพิ่มเติมว่า “ตอนนี้มีเสียงเกิน 10+ เสียงแล้ว พรุ่งนี้อาจมากกว่านี้อีก เพราะมีเพื่อนร่วมงานหลายคนที่อยู่ในโรงพยาบาลและพรุ่งนี้จะสามารถลงมติได้”

จากคำกล่าวดังกล่าว ชัดเจนว่ากรณี วิสุทธิ์ ชี้คลิปเสียงเลื่อนลอย ปัด สส.ปชป.อ้างรัฐบาลแจกกล้วย เป็นเพียงข่าวลือที่ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน และมีลักษณะเข้าข่ายกระจายข่าวลบเพื่อทำลายภาพลักษณ์ฝ่ายรัฐบาล

  • คลิปเสียงไม่มีชื่อชัดเจน
  • ไม่มีการจัดการประชุมลับหรือติดต่ออย่างเป็นทางการ
  • ฝ่ายค้านไม่มีหลักฐานแน่ชัดในการอ้างสิ่งที่เกิดขึ้น

พ.ต.อ.พิพัฒน์ รัชกิจประการ โฆษกพรรคเพื่อไทย ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า หากมีใครต้องการเปิดเผยสามารถเผยแพร่ชื่อ นามสกุล และข้อมูลพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ เพราะจากการพูดว่า “มีคนใหญ่กว่าเอ็นยิ้งค์” ถือเป็นการพูดเลี่ยงๆ ที่ไม่มี측ุติชัดเจน

นอกจากนี้ นายวิสุทธิ์ ยังกล่าวอีกว่า กรณีนี้อาจจะเป็นโจรข่าวหรือสแกมเมอร์ที่เข้ามาแกล้งปล่อยข่าวเพื่อให้คนเข้าใจผิด และย้ำว่า “ลองดูให้ดีๆ จะเห็นว่าแบบนี้เขาเป็นแค่แก๊งต้มตุ๋นที่ทำให้คนอื่นหลงกล”

ในด้านของพรรคเพื่อไทย ถือว่ามีความมั่นใจในเสียงของรัฐบาลอย่างมาก และไม่มีความจำเป็นต้องใช้วิธีทุจริตใดๆ เพื่อให้ผ่านร่างกฎหมาย ยิ่งในช่วงที่มีจำนวน สส. พร้อมลงมติมากกว่าที่ต้องใช้ และหลายรายก็เตรียมพร้อมในการเข้าร่วมประชุมเพื่อออกเสียงอย่างเต็มประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่ประชาชนควรพิจารณาคือ การไม่เชื่อข่าวลือหรือข่าวเอียงที่ปราศจากข้อมูลยืนยัน และต้องตรวจสอบแหล่งข่าวให้ละเอียดก่อนจะเชื่อ เพราะสามารถถูกใช้ประโยชน์เพื่อทำลายภาพลักษณ์ทางการเมืองได้

หากใครมีข้อมูลที่ชัดเจนสามารถไปแจ้งความที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีการสอบสวนตามกฎหมาย และหากเป็นข่าวลือควรระวังตัวจากกลุ่มบุคคลที่แกล้งกระตุ้นปัญหาเพื่อหวังผลทางการเมือง

ที่มา – ‘วิสุทธิ์’ซัดเลื่อนลอยปม‘สส.พรรคประชาชน’ปูดคนฝั่งรัฐบาลแจกกล้วยซื้อโหวตงบ 69

นายกเทศมนตรีตำบลถอนสมอ ดูแลผู้ป่วยมะเร็ง

ในพื้นที่ตำบลถอนสมอ อำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี นายอุดร พาศิรายุธ นายกเทศมนตรีตำบลถอนสมอ ได้เปิดโครงการ “มา…เร็ง เติมสุข” ที่มีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งในชุมชน โดยในแต่ละครั้งจะมีการจัดกิจกรรมนัดกันทานข้าวเพื่อพบปะสังสรรค์ และส่งเสริมความเข้มแข็งทางด้านจิตใจให้แก่ผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง

นายกเทศมนตรีตำบลถอนสมอ ควักเงินส่วนตัวดูแลลูกบ้าน

นายอุดร พาศิรายุธ ประธานในโครงการนี้ เปิดเผยว่า แนวคิดของโครงการนี้เกิดจากความตั้งใจที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งในพื้นที่ เนื่องจากทราบว่าการต่อสู้กับโรคร้ายนั้นไม่ใช่เพียงเรื่องของร่างกาย แต่ยังเกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตและภูมิใจในตนเองอีกด้วย จึงได้เคลื่อนไหวร่วมกับคณะผู้บริหารและสมาชิกสภาเทศบาลตำบลถอนสมอ จัดกิจกรรมให้ผู้ป่วยได้มารวมกลุ่มกัน สังสรรค์ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์

การสนับสนุนที่ไม่เพียงแค่จิตใจ

นอกจากความอบอุ่นจากความรักและความเข้าใจซึ่งกันและกันแล้ว โครงการ “มา…เร็ง เติมสุข” ยังมีการดูแลด้านกายภาพโดยตรง เช่น การจัดรถส่วนตัวพร้อมคนขับ นำผู้ป่วยไปพบแพทย์ รวมไปถึงการเตรียมอาหารและการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตแก่ผู้ป่วย ซึ่งโครงการนี้ดำเนินการด้วยการใช้เงินส่วนตัวของนายกเทศมนตรี ไม่ใช้งบประมาณจากภาครัฐแต่อย่างใด

ปัจจุบัน โครงการมีผู้เข้าร่วมอย่างเป็นทางการรวมทั้งสิ้น 24 คน และยังมีผู้ที่สนใจเข้าร่วมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยได้รับการสนับสนุนและเปิดกว้างต้อนรับอย่างอบอุ่น ผู้ป่วยแต่ละรายสามารถแลกเปลี่ยนเรื่องราวของตนเองได้อย่างอิสระ และได้รับการฉีดแรงบันดาลใจพร้อมการส่งเสริมสุขภาพจิตที่เข้มแข็งกว่าเดิม

  • โครงการ “มา…เร็ง เติมสุข” เริ่มต้นจากริเริ่มของนายกเทศมนตรีและรองนายกเทศมนตรี
  • มีการมารวมตัวกันทานข้าวเดือนละครั้งเพื่อสร้างความสัมพันธ์
  • ให้การสนับสนุนทั้งด้านอารมณ์และร่างกายแก่ผู้ป่วย
  • ไม่ใช้งบประมาณสาธารณะ ดำเนินการด้วยเงินส่วนตัว

ในอนาคต นายกเทศมนตรีตำบลถอนสมอยังมีแผนจะขยายการให้บริการเพิ่มเติม เช่น การนำผู้ป่วยไปพบแพทย์รายบุคคลอย่างใกล้ชิด รวมถึงการนำเสนอแผนการดูแลระยะยาว ทั้งในด้านสุขภาพ จิตใจ และคุณภาพชีวิตในระยะยาว ทำให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

โครงการของตนเองนี้ไม่ใช่เพียงการให้ความช่วยเหลือชั่วคราว แต่เป็นแผนงานที่เกิดจากหัวใจของผู้นำชุมชนที่ต้องการให้สังคมมีความอบอุ่นและเข้มแข็ง โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้ที่กำลังต่อสู้กับโรคหนักหน่วง ที่ต้องการให้สังคมเข้าใจและสนับสนุน

การมีโครงการเช่น “มา…เร็ง เติมสุข” แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อชุมชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงคำพูดบนเวที แต่เป็นการปฏิบัติที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมีโอกาสฟื้นฟูตัวเองด้วยแรงผลักดันจากความรักและความเข้าใจ

โครงการดีๆ เช่นนี้เป็นแรงบันดาลใจอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่เมืองหรือชนบท หากเรามีความตั้งใจส่งเสริมซึ่งกันและกัน ปัญหาไม่ว่าจะใหญ่เพียงใด ก็สามารถเยียวยาได้ด้วยหัวใจ

ที่มา – “นายกเทศมนตรีตำบลถอนสมอ”ควักเงินส่วนตัวดูแลลูกบ้านในโครงการมา…เร็ง“เติมสุข”

“อาเดียว เมืองช้าง” จัดพิธีวาราลักษมี ขอโชคลาภพระแม่ลักษมี บูชาพญานาคเปิดทรัพย์

ช่วงค่ำของวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา กลายเป็นวันที่เต็มไปด้วยความทรงจำสำหรับผู้ศรัทธาที่มุ่งหน้าไปยังตำหนักของ “อาเดียว เมืองช้าง” อายุ 45 ปี ร่างทรงสายจีนชื่อดังในจังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 93/5 ม.16 ต.เทพนคร อ.เมือง จ.กำแพงเพชร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ถือเป็น “พิธีวาราลักษมี” ที่เชื่อกันว่าจะนำพาโชคลาภทางการเงินมาสู่ผู้ที่เข้าร่วม

“อาเดียว เมืองช้าง” จัดพิธีวาราลักษมี ขอโชคลาภพระแม่ลักษมี บูชาพญานาคเปิดทรัพย์

ที่บริเวณตำหนักแห่งนี้มีการสร้าง พญานาค 9 เศียร องค์สีเขียวทอง ขนาดความสูง 8 เมตร กว้าง 5 เมตร มีชื่อว่า “องค์ปูเพชรนาคานาคราช – แม่ย่านุชมณีรัตณา” ซึ่งภายในองค์ใหญ่มีพญานาคขนาดเล็กอยู่ 2 องค์ ล้อมรอบด้วยไข่พญานาคจำนวน 5 ฟอง บนฐานสูง 1 เมตร พร้อมทั้งมีองค์พญานาคน้อย 2 องค์คู่ (สีม่วง-สีเขียว) ขนาดยาวกว่า 3 เมตร สูง 2 เมตร ตั้งอยู่ด้านหน้าซ้ายและขวาของพญานาคตัวใหญ่ สวยงามน่ากราบไหว้เป็นอย่างยิ่ง

พิธีขอพรจากพระแม่ลักษมีเพื่อเปิดทรัพย์

เนื่องจากเดือนสิงหาคมถือเป็น “วาราลักษมี” จึงเป็นโอกาสที่ดีในการบูชา พระแม่ลักษมี เทพธิดาสายฮินดูผู้ทรงคุณค่าแห่งโชคลาภและความมั่งคั่ง ผู้ที่มีความศรัทธาได้นำพานเครื่องสักการะ อาทิ ดอกบัวและดอกไม้สีชมพู ผลไม้ นม และสร้อยเครื่องประดับ มาจุดธูปไหว้ถวายก่อนเริ่มพิธี

จากนั้นอาเดียว เมืองช้าง ได้ปฏิบัติพิธี จุดไฟถวายอารตี ซึ่งเป็นพิธีกรรมเก่าแก่ของทางสายฮินดู เพื่อให้ผู้ศรัทธาได้โบกไฟใส่ตัวเอง โดยเชื่อว่าจะสามารถ ล้างสิ่งชั่วร้าย และนำโชคลาภมาสู่ตนเองได้ โดยมีการเจิมหน้าผากและเขียนยันต์ใส่มือให้แก่ผู้ร่วมพิธี พร้อมร้องรำตรบมืออย่างสนุกสนาน ท่ามกลางแสงพระจันทร์ที่ส่องสว่าง

ทำบุญเสี่ยงโชค หยดน้ำมนต์เสริมดวง財

ในช่วงท้ายของพิธี อาเดียว เมืองช้าง ได้ทำการ หยดเทียนน้ำมนต์ลงในอ่างใหญ่ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมส่องเลขเสี่ยงโชคลาภ โดยหลายรายเชื่อว่าตัวเลขที่เห็นในอ่าง “9 3 2 8” เป็นเลขมงคล ซึ่งได้มีการสลับลำดับตัวเลขกันตามความเชื่อเช่น “928” หรือ “938” เพื่อหวังให้เป็นเครื่องเสริมดวงในเรื่องการเงิน

ทั้งนี้ผู้ศรัทธานับร้อยคนต่างเดินทางมาร่วมใน พิธีวาราลักษมี อย่างคึกคัก โดยเชื่อว่าวันนี้พรที่อธิฐานจะ เปิดทรัพย์ และนำโชคลาภมาให้ผู้ที่มีศรัทธาอย่างแท้จริง เพิ่มทวีคูณให้ชีวิตมีแต่ความมั่งมี ร่ำรวย และเปี่ยมด้วยพรจากพระแม่ลักษมีอย่างแน่นอน

งานนี้จึงถือเป็นกิจกรรมสำคัญที่ผสมผสานวัฒนธรรมและความเชื่อแบบดั้งเดิมของประเทศไทย และเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้ามาสักการะ พร้อมเสี่ยงโชคกับพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่ อาเดียว เมืองช้าง จัดขึ้นโดยเฉพาะ

ถ้าคุณกำลังมองหาบุญกับความเชื่อที่เจาะลึกเกี่ยวกับโชคลาภ หรือเพียงแค่ต้องการสัมผัสบรรยากาศศักดิ์สิทธิ์ที่ผสมผสานความเป็นไทยและวัฒนธรรมจีนแล้ว พิธีวาราลักษมีที่ทำเนียบแห่งนี้จะเป็นอีกหนึ่งจุดหมายแห่งความหวังของคุณอย่างแน่นอน

ที่มา – “อาเดียว เมืองช้าง”จัดพิธีวาราลักษมีขอโชคลาภพระแม่ลักษมีบูชาพญานาคเปิดทรัพย์

อุทาหรณ์! เมียขี้เหล้าเมาแล้วชอบบ่นผัว ถูกกระทืบดับคาร้านข้าวแกง

อุทาหรณ์ร้ายที่เกิดขึ้นจริงในจังหวัดนนทบุรี เมื่อ เมียขี้เหล้าเมาแล้วชอบบ่นผัว จนเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ที่นำไปสู่การเสียชีวิตอย่างน่าเศร้า พร้อมบทเรียนชีวิตอันลึกซึ้งที่หลายคนควรได้ยิน.

อุทาหรณ์! เมียขี้เหล้าเมาแล้วชอบบ่นผัว

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.รัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี ได้รับแจ้งเหตุพบหญิงสาวชาวเขมร วัย 49 ปี นั่งฟุบเสียชีวิตอยู่ภายในร้านข้าวแกง โดยร้านตั้งอยู่ตรงข้ามซอยทานสัมฤทธิ์ 10/2 ต.ท่าทราย อ.เมือง นนทบุรี เจ้าหน้าที่จึงเดินทางไปตรวจสอบพร้อมกับแพทย์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง.

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ผู้เสียชีวิตมีอาการบาดเจ็บตามร่างกาย โดยเฉพาะรอยเขียวช้ำหลายจุด ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ส่งศพไปชันสูตรอย่างละเอียดที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างชัดเจน.

สารภาพจากสามีผู้ก่อเหตุ

นางประกาyna เทพเสนา อายุ 52 ปี เจ้าของร้านข้าวแกง เล่าว่า ผู้เสียชีวิตมักจะมาซื้ออาหารเป็นประจำ และในวันเกิดเหตุ เธอได้กลับมานั่งพักในร้าน พร้อมบอกว่าถูกสามีเตะที่หัว จากนั้นได้พูดว่า “ขอพักหน่อย” ก่อนจะนอนลง จนกระทั่งเวลาประมาณสาย มีคนขี่จักรยานยนต์รับจ้างมาซื้อข้าว แล้วตั้งคำถามว่าคนนี้ “ทำไมถึงนอนท่าแบบนี้?” จึงพบว่าเสียชีวิตไปแล้ว.

นายเอ (นามสมมุติ) อายุ 32 ปี สามีของผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า ภรรยากินเหล้าเป็นวัตถุปฏิสัมพันธ์ทุกวัน และมักจะดื่มหนักในวันหยุด เขาและภรรยาทะเลาะกันในวันเกิดเหตุเพราะอยากให้ภรรยากลับไปทำงาน ทำให้เขาอารมณ์เสียและตบภรรยา 4-5 ครั้ง โดยให้เหตุผลว่า “ภรรยาก่อก่อน”.

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้

เมียขี้เหล้าเมาแล้วชอบบ่นผัว แม้จะเป็นพฤติกรรมที่พบได้ทั่วไปในสังคม แต่ก็เป็นจุดغازที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงได้ด้วยเช่นกัน ความขัดแย้งภายในครอบครัวที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างสงบสามารถเกิดการใช้ความรุนแรงทางร่างกาย หากทุกฝ่ายไม่มีทักษะการสื่อสารที่เหมาะสม.

สังคมควรให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักในเรื่องความรุนแรงในครอบครัว การให้คำปรึกษาแก่ครอบครัวที่มีปัญหา รวมถึงการส่งเสริมความสามารถในการจัดการอารมณ์ในชีวิตประจำวัน ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อป้องกันเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ให้เกิดขึ้นอีก.

หากคุณหรือคนรอบข้างกำลังเผชิญหน้ากับความรุนแรงในครอบครัว อย่าปล่อยให้สถานการณ์เลวร้ายลงมากกว่านี้ ขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือสายด่วน สค.1300 ก็เป็นหนทางที่ปลอดภัยและเหมาะสมเพื่อหยุดวงจรความรุนแรงได้ก่อนที่จะสายเกินไป.

ที่มา – อุทาหรณ์! เมียขี้เหล้าเมาแล้วชอบบ่นผัว ถูกกระทืบดับคาร้านข้าวแกง

กรุงศรีปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% มีผล 18 ส.ค. 2568

วันที่ 14 สิงหาคม 2568 ธนาคารกรุงศรีอยุธยาได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการ กรุงศรีปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% ต่อปี ซึ่งจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 18 สิงหาคม 2568 นี้ การปรับลดดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นการตอบสนองต่อการปรับลดนโยบายดอกเบี้ย基准ทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างรวดเร็ว เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจและลดภาระต้นทุนทางการเงินของประชาชนและธุรกิจทั่วประเทศ

กรุงศรีปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% มีผลแล้ววันที่ 18 ส.ค. 2568

นางสาวเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งในภารกิจของธนาคารในการสนับสนุนภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะจากมาตรการภาษีจากสหรัฐอเมริกาที่กระทบทางอ้อม หรือการลดลงของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งมีผลต่อรายได้ของภาคบริการและรายย่อยโดยตรง

ประเภทลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ

ธนาคารกรุงศรีอยุธยากำหนดให้ การกรุงศรีปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ นี้มีผลครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้าทั้งรายย่อย รายใหญ่ และธุรกิจขนาดกลางและเล็ก ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในราคาที่ต่ำลง ขณะเดียวกันยังช่วยให้ผู้กู้สามารถบริหารจัดการการชำระหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

  • ลดภาระดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อบ้าน
  • สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้กู้ทุนหมุนเวียนได้ง่ายขึ้น
  • ช่วยรักษาสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ การธนาคารยังได้ระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการดำเนินการต่อเนื่องตามนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่มุ่งเน้นการควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับเหมาะสม และส่งเสริมการขยายตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ หากคุณเป็นผู้ใช้บริการของกรุงศรี ควรตรวจสอบอัตราดอกเบี้ยใหม่ของสินเชื่อของคุณ เพื่อประเมินว่าคุณสามารถปรับแผนทางการเงินได้อย่างไร

การ กรุงศรีปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกว่า ธนาคารในประเทศไทยกำลังเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องรายย่อยและดันเศรษฐกิจให้กลับมาเติบโตในทิศทางที่ดี หากคุณวางแผนจะลงทุน ซื้อบ้าน หรือจัดการหนี้ในช่วงนี้ อาจถือเป็นโอกาสที่ดีในการดำเนินการ

ที่มา – กรุงศรี ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% มีผลวันที่ 18 สิงหาคม 2568

ตะลึง! ไล่ออก ‘กำนัน-ผญบ.-อส.-อปท.’ ค้ายาเสพติด 18 ราย

เมื่อเร็วๆ นี้ จังหวัดนครราชสีมาได้เกิดปฏิบัติการสำคัญภายใต้ชื่อ “No Drugs No Dealer” โดยมีเป้าหมายเพื่อกวาดล้างยาเสพติดในทุกพื้นที่ จนปรากฏข่าวที่สร้างความตกใจ เมื่อมีผู้ถูกไล่ออกจากการเป็น “กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน-อส.-อปท.” จำนวน 18 ราย เนื่องจากมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด

ตะลึง! ไล่ออก ‘กำนัน-ผญบ.-อส.-อปท.’ ค้ายาเสพติด 18 ราย

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ณ ห้องประชุมกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ได้มีการแถลงแผนปฏิบัติการเชิงรุกเพื่อปิดล้อมพื้นที่ทั้ง 32 อำเภอ ภายใต้ “No Drugs No Dealer” โดยมีข้อมูลสนับสนุนจากพลเมืองดีเกือบ 400 ราย ซึ่งส่งผลให้มีการควบคุมตัวบุคคลที่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องทั้งหมด 18 ราย โดยแบ่งเป็น “กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน” 7 ราย “สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.)” 2 ราย และ “เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)” อีก 9 ราย

จับกุมแล้วกว่า 8,000 ราย เข้าสู่การบำบัด

จากการดำเนินการในช่วงวันที่ 12-13 สิงหาคม ที่ผ่านมา พบว่าผู้ต้องสงสัย 23 ราย มี 13 รายหลบหนีใน อ.ด่านขุนทด และขณะนี้อยู่ในระหว่างออกหมายจับ สำหรับผู้เสพที่ถูกตรวจพบนั้นมีจำนวนกว่า 8,376 ราย ทุกคนเข้าสู่ระบบบำบัดและฟื้นฟูอาชีพเพื่อให้สามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีคุณภาพ

พล.ต.ต.ไพโรจน์ ขุนหมื่น ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา กล่าวว่า หน่วยงานได้รับเบาะแสที่มีความถูกต้องแม่นยำจากประชาชน และสามารถดำเนินคดีได้แล้วถึง 80% ที่เหลือกำลังรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม พร้อมกล่าวว่า หากพบข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดก็จะดำเนินการ ไม่มีการละเว้นแต่อย่างใด ตลอดจนมีมาตรการตรวจสอบผู้ป่วยจิตเวชที่ต้องการหลีกเลี่ยงสารเสพติดจำนวน 370 ราย โดยใช้หลักการ “หนึ่งต่อหนึ่ง” ซึ่งเจ้าหน้าที่จะดูแลและติดตามจนกว่าจะฟื้นฟูสมรรถภาพได้

  • การตรวจสอบความบริสุทธิ์ในหน่วยงานรัฐ
  • สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนท้องถิ่น
  • ระบบบำบัดและการ复工复ิตแก่ผู้ใช้ยาเสพติด
  • ปฏิบัติการ 100 วันต่อต้านยาเสพติดทั่วทั้งจังหวัด

นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผวจ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า รัฐมีความมุ่งมั่นอย่างชัดเจนในการ ต่อต้านยาเสพติดอย่างเด็ดขาด โดยได้จัดสรรชุดตรวจสารเสพติดในปัสสาวะจำนวน 20,000 ชุด และยาเค 2,000 ชุด เพื่อสนับสนุนผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยในอนาคตหวังว่าจะมีความร่วมมือจากประชาชนมากขึ้น ร่วมกับหน่วยงานทุกระดับ เพื่อให้โครงสร้างทุนเสพติดถูกกำจัดอย่างสิ้นเชิง

การต่อสู้กับยาเสพติดในภายหลังคงต้องมีการติดตามอย่างต่อเนื่อง การรักษาจิตใจ สร้างแรงจูงใจ และการมีงานที่มั่นคงจะเป็นเครื่องยืนยันว่า ผู้ใช้ยาเสพติดสามารถปรับตัวและอยู่ในสังคมได้อย่างมีเยี่ยงแยก

หากคุณมีข้อมูลเกี่ยวกับผู้ค้ายาเสพติดในชุมชน สามารถแจ้งเบาะแสได้ทันทีผ่านสายด่วน ป.ป.ส. 1386 หรือ 191 โดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตน ร่วมเป็นพลังของความดีเพื่อสังคมที่ปลอดภัยจากยาเสพติดร่วมกัน

ที่มา – ตะลึง! ไล่ออก ‘กำนัน-ผญบ.-อส.-อปท.’ มีพฤติกรรมค้ายาเสพติด 18 ราย

โอนไว! สมาคมฟุตบอลไทยจ่ายไทยลีก 1-2 งวดแรก 78 ล้านบาท

สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้ดำเนินการชำระเงินสนับสนุนให้กับสโมสรสมาชิกในไทยลีก 1 และไทยลีก 2 งวดแรก ก่อนเปิดฤดูกาล 2568/69 เรียบร้อยแล้ว โดยถือเป็นข่าวดีสำหรับวงการฟุตบอลไทยที่กำลังจะกลับมาแข่งขันอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

โอนไว! สมาคมฟุตบอลไทยจ่ายไทยลีก 1-2 งวดแรก 78 ล้านบาท

ในฤดูกาลนี้ ทีมในไทยลีก 1 และไทยลีก 2 จะได้รับเงินสนับสนุนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับฤดูกาลก่อนหน้า ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ที่ต้องการให้สโมสรได้มีทุนหมุนเวียนเพียงพอต่อการบริหารจัดการทีมอย่างยั่งยืน

โดยในไทยลีก 1 สโมสรละ 15,000,000 บาท เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 10,000,000 บาท ส่วนไทยลีก 2 สโมสรละ 4,000,000 บาท เพิ่มจากเดิม 3,000,000 บาท

การจ่ายเงินสนับสนุนเร่งด่วน

ล่าสุด สมาคมฟุตบอลไทยได้ทำการโอนเงินสนับสนุนงวดแรกเข้าบัญชีของสโมสรสมาชิกทุกทีมในไทยลีก 1 และไทยลีก 2 เรียบร้อย ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติตามคำมั่นที่จะสนับสนุนการทำงานของสโมสรสมาชิกให้ดำเนินคล่องตัวตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาล

สโมสรไทยลีก 1 จำนวน 16 ทีม มีสิทธิ์ได้รับเงินสนับสนุนงวดแรกทีมละ 3,750,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งหมด 60,000,000 บาท ในขณะที่สโมสรไทยลีก 2 จำนวน 18 ทีม ได้รับเงินทีมละ 1,000,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 18,000,000 บาท

ทั้งนี้ จำนวนเงินที่ถูกโอนในงวดแรกนี้รวมกันเป็นจำนวน 78,000,000 บาท

ตื่นเต้นกับการกลับมาของฟุตบอลไทย

การจ่ายเงินสนับสนุนในงวดแรกนี้ถือว่าช่วยยกระดับความพร้อมของทั้ง 2 ลีกได้อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสโมสรในไทยลีก 2 ที่ได้รับการอุดหนุนทุนในการเตรียมทีมเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้การแข่งขันในฤดูกาลนี้น่าจับตามองมากขึ้น

มีข่าวว่าในไทยลีก 3 ซึ่งเป็นลีกสำหรับสโมสรระดับภูมิภาค สมาคมฟุตบอลไทยเตรียมอนุมัติแผนการจ่ายเงินสนับสนุนงวดแรกในอัตรา 25% เช่นกัน โดยคาดว่าจะมีการโอนเงินภายในสัปดาห์แรกของเดือนกันยายน 2568 เพื่อให้สโมสรได้เตรียมความพร้อมก่อนเปิดฤดูกาลอย่างเป็นทางการในวันที่ 13 กันยายน 2568

นี่หมายความว่าสมาคมฯ ตั้งใจสนับสนุนทุกระดับของฟุตบอลไทย โดยเริ่มต้นตั้งแต่การเงินที่เข้าถึงได้ ทำให้เข้าใจได้ว่าฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้จะน่าติดตามมากที่สุดในรอบหลายปี

หากคุณเป็นแฟนบอลตัวยง อย่าพลาดที่จะติดตามข่าวสารแวดวงกีฬาอย่างใกล้ชิด เพราะฤดูกาลใหม่นี้ มีอะไรให้ลุ้นมากมาย ทั้งในสนามและนอกสนาม

ที่มา – โอนไว! สมาคมบอลไทย จ่ายทีมไทยลีก 1-2 งวดแรก 78 ล้านบาท

นครนายกจับสึกพระเสพยา ปิดสำนักสงฆ์เถื่อน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ที่จังหวัดนครนายกเกิดเหตุการณ์สำคัญเกี่ยวกับการจัดการกับ สำนักสงฆ์เถื่อน ที่operate ผิดกฎหมาย พร้อมกับมีการจับกุมพระภิกษุที่มีพฤติกรรมผิดศีล โดยเฉพาะเรื่องการเสพสารเสพติดอย่าง ยาบ้า ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อภาพลักษณ์ของคณะสงฆ์โดยรวมอย่างมาก

จากข้อมูลที่ทราบ นายชาชน วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่ามี พระเถื่อน สร้าง สำนักสงฆ์เถื่อน ขึ้นในพื้นที่คลอง 15 ตำบลบางปลากด อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก โดยไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นครนายกจัดการกับสำนักสงฆ์เถื่อนอย่างหนัก

เพื่อความเข้าใจและตรวจสอบข้อเท็จจริง ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงได้มอบหมายให้นายธนวัฒน์ ปิ่นแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายกประสานงานกับนางภัทรานิษฐ์ สัสดี ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครนายก พันตำรวจเอกธีรพรรดิ์ บัณฑิโตหิรัญโชติ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรจังหวัดนครนายก คณะสงฆ์อำเภอบ้านนา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบสถานที่ดังกล่าว

พบสำนักสงฆ์เถื่อนกว้าง 7 ไร่

จากการสำรวจทราบว่าสำนักสงฆ์แห่งนี้มีพื้นที่กว้างถึง 7 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ที่ใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติธรรม โดยมีหัวหน้าสำนักสงฆ์ซึ่งเป็นพระในสังกัดวัดศรีภูมิ ตำบลกุดป้อง อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย พร้อมด้วยพระภิกษุจำนวน 12 รูป

ในระหว่างการตรวจย่อย มีการดำเนินการตรวจหาสารเสพติดจากตัวอย่างปัสสาวะของพระทั้งหมด ผลปรากฎว่ามี พระเสพยาบ้า จำนวน 1 รูป โดยเจ้าตัวยอมรับว่าเสพจริง ทำให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการ สึกพระ ทันที และนำตัวคลินิกบำบัดเพื่อให้รับการช่วยเหลืออย่างเป็นทางการ

ติดตามความถูกต้องตามกฎหมาย

พันตำรวจเอกธีรพรรดิ์ บัณฑิโตหิรัญโชติ ได้เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบที่มาที่ไปของสำนักสงฆ์แห่งนี้ โดยเฉพาะว่ามีเอกสารรับรองทางกฎหมายหรือสังกัดกับองค์กรศาสนาใดหรือไม่ การจัดตั้งสำนักสงฆ์ในพื้นที่โดยไม่มีเอกสารรับรองถือเป็นการกระทำผิด และเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเรื่อย ๆ ในหลายพื้นที่

หน่วยงานตำรวจพร้อมกับหน่วยงานศาสนาท้องถิ่นจะดำเนินการตรวจสอบให้ความเป็นธรรม หากพบความผิดจริง ขั้นตอนต่อไปจะดำเนินอย่างรวดเร็วและเข้มงวด เพื่อไม่ให้ภาพลักษณ์ของศาสนาและความศรัทธาของประชาชนตกต่ำ

สถานการณ์นี้ทำให้เราเห็นว่าความเป็นธรรมและความจริงในระบบศาสนานั้นยังคงต้องมีการควบคุมและกำกับอย่างใกล้ชิด ทั้งทางด้านกฎหมายและจริยธรรม ไม่ใช่แค่สวมชุดผ้าเหลืองแล้วจะปฏิบัติอะไรก็ได้ตามใจชอบ เพราะในทุกคณะ ย่อมมีส่วนที่ดีและส่วนที่ต้องปรับปรุง

เราเชื่อว่า ประชาชนก็มีสิทธิ์มีเสียงมากกว่าการเงียบคืนซึ่งอาจเป็นการปกปิดความผิด และทุกคนควรร่วมมือกันเพื่อสร้างสังคมที่บริสุทธิ์ในทุกด้าน

หากคุณมีข้อมูลหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับ สำนักสงฆ์เถื่อน หรือ พระเสพยา ในพื้นที่ของตนเอง อย่าลังเลที่จะแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะทุกขั้นตอนของคุณอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

ที่มา – ‘นครนายก’ กวาดล้างสำนักสงฆ์เถื่อน จับสึกพระสงฆ์เสพยาบ้า 1 รูป