ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

วิสุทธิ์ เผย อิ๊งค์ กำลังใจดี ไม่มีชิงลาออก-ยุบสภา

กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดวันอ่านคำวินิจฉัยคดีคลิปสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชา นั้น ถือเป็นประเด็นที่ชาวบ้านให้ความสนใจอย่างมาก ซึ่งล่าสุด นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ และประธานสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงบรรยากาศภายในพรรคหลังจากมีข่าวดังกล่าว

วิสุทธิ์ เผย อิ๊งค์ กำลังใจดี ไม่มีชิงลาออก-ยุบสภา

นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า สมาชิกพรรคเพื่อไทยแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเร่งร้อนอยากให้มีคำวินิจฉัยออกมาเร็ว เพื่อให้พรรคสามารถวางแผนการทำงานได้อย่างเต็มที่ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งเลือกที่จะรอดูผลในวันที่ 29 สิงหาคม อย่างไรก็ดี “เราไม่ตกใจและเชื่อว่า น.ส.แพทองธาร มีเจตนาดีต่อประเทศชาติ และได้ทำหน้าที่อย่างมีความรับผิดชอบสูงสุดในสถานการณ์ที่ซับซ้อนในช่วงนั้น”

ปัจจุบันมีผู้โดยสารชาวไทยจำนวนมาก滞留在柬埔寨边境地区,น.ส.แพทองธาร จึงมีความจำเป็นต้องมีการสื่อสารเพื่อความปลอดภัยร่วมกับฝ่ายกัมพูชา การพูดคุยเป็นไปในลักษณะส่วนตัวไม่ใช่การแถลงข่าวหรือการกระทำทางเมืองการเมืองแบบเปิดเผย แต่เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่เสี่ยงต่อความไม่มั่นคงในพื้นที่

พรรคพท. เชื่อผู้นำมีความบริสุทธิ์ใจไม่มีแผนลาออก

เมื่อถามว่าหลังคำวินิจฉัยจะออกมานั้น ได้พูดคุยกับนายกฯ แล้วหรือยัง นายวิสุทธิ์เผยว่า มี สส.หลายคนเดินทางขึ้นไปเยี่ยมนายกฯ ที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 13 ส.ค. ที่ผ่านมา และสิ่งที่ต้องการคือการให้กำลังใจ แต่ปรากฏว่า กลับเป็นทาง น.ส.แพทองธาร ที่มีพลังและแรงใจมาให้สมาชิกพรรค จึงสร้างความเชื่อมั่นในอนาคตของการเมืองไทยและยืนยันว่าไม่มีความกังวลเรื่องการลาออกแต่อย่างใด

“เราไม่เคยคิดถึงแผนสำรองเลย เพราะเราเชื่อว่าผลของการพิจารณาทุกอย่างจะสอดคล้องตรงกับการคิดของประเทศไทย ตรงกับเจตนารมณ์ของประชาชนที่เลือกไว้” วิสุทธิ์เสริม

  • ไม่มีคำพูดเรื่องการลาออก – เป็นความเชื่อมั่นต่อผู้นำพรรค
  • กระบวนการยุติธรรมควรยุติธรรมเสมอ
  • ราคาสินค้าไม่ควรเผา ศัตรูการเมืองไม่ควรเผา
  • เรามีภารกิจจริงในการรอรับผลการพิจารณา

สำหรับประเด็นที่ว่าหากสถานการณ์เลวร้ายจนมีการยุบสภา นายวิสุทธิ์ชี้ชัดว่า ไม่มีความเป็นไปได้เลย เขากล่าวว่าขณะนี้ประเทศมีปัญหาต้องแก้ไขมากมาย โดยเฉพาะปัญหาชายแดนที่ต้องมีการเยียวยาจำนวนมาก รวมถึงประเด็นการปราบยาเสพติด ที่ทำให้เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด จากการได้พูดคุยกับประชาชนในพื้นที่ที่ยอมรับว่าช่วงหลังนี้มีโทรศัพท์ร้องเรียนน้อยลงเพราะปลอดภัยมากขึ้น

ทั้งหมดที่ว่านี้บ่งบอกถึงความมั่นคงของภาครัฐและการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพและการยุบสภาชั่วคราวจึงไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมในตอนนี้

สรุป: แม้กระแสข่าวเกี่ยวกับ น.ส.แพทองธาร จะหลายกระแส แต่พรรคเพื่อไทยยังคงมั่นคงใจในตัวผู้นำ พร้อมจะทำงานต่อไปภายใต้หลักความยุติธรรม มีความเชื่อมั่นสูงว่า ไม่มีความจำเป็นในการลาออกหรือยุบสภา ขอเพียงแค่ประชาชน เชื่อใจผู้นำและให้โอกาสในการพิสูจน์ สถานการณ์ในประเทศจะดีขึ้นแน่นอน.

ที่มา – ‘วิสุทธิ์’ เผย ‘อิ๊งค์’ กำลังใจดี ไม่มีชิงลาออก-ยุบสภา

แอ้ม ชลธิชา ปล่อย เพลง ยกอ้อ ยอฮัก สุดทั้งเสียงร้องและรำ

แอ้ม ชลธิชา” ศิลปินสาวน้อยมากความสามารถจากจังหวัดอำนาจเจริญ ได้ปล่อยซิงเกิลใหม่ในสไตล์หมอลำร่วมสมัยที่มีชื่อว่า “ยกอ้อ ยอฮัก” ซึ่งเป็นบทเพลงที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกลอนลำ “ยกอ้อ ยอครู” ที่เดิมใช้สำหรับบูชาครูบาอาจารย์ในสายหมอลำ มาปรับแต่งใหม่ให้กลายเป็นบทเพลงรักที่ใช้ขอพรความรักสมหวัง

สิ่งที่ทำให้เพลงนี้โดดเด่นไม่ซ้ำใครคือการใส่บทสวด “แล้วพุทธรัตนตรัยยัง ธรรมรัตนตรัยยัง สังฆรัตนตรัยยัง สาธุเด้อพระกกุสันโธ โกนาคามโนกัสโปโคตโม” ลงไปในเนื้อเพลง ฟังแล้วขนลุกเหมือนต้องมนต์ มิใช่แค่บทเพลงสนุกฟังเท่านั้น แต่ยังเปรียบเสมือนบทบูชาที่ช่วยเสริมพลังให้ความรักของผู้ฟังเติบโตตามปรารถนา

แอ้ม ชลธิชาและเพลงยกอ้อ ยอฮัก

ในมิวสิกวิดีโอของ “ยกอ้อ ยอฮัก” แฟนๆ จะได้ชมความงดงามของการร่ายรำร่วมสมัยของ “แอ้ม” ที่ถ่ายทอดความละมุนและศรัทธาผ่านภาพถ่ายที่สื่อถึงพลังแห่งความรักและการเคารพบูชา ทำให้ทั้งดนตรีและภาพเคลื่อนไหวเข้ากันได้อย่างกลมกลืน

เนื้อเพลงสะกดใจเหมือนต้องมนต์

เอฟเฟกต์ของการใส่สวดมนต์ลงในเพลงทำให้ผู้ฟังรู้สึกเหมือนกำลังทำพิธีขอพรจริงๆ ไม่ใช่แค่การฟังเพลงธรรมดา ความละเอียดของเนื้อเพลงและการร้องของ “แอ้ม ชลธิชา” ช่วยเสริมพลังให้เพลงนี้กลายเป็นบทที่ผู้มีความรักใช้ขอพรให้ความรักสมหวังได้อย่างลึกซึ้ง

สำหรับคนที่มีความรักแต่ยังไม่สมหวัง เพลง “ยกอ้อ ยอฮัก” อาจเป็นเหมือนพระเครื่องแห่งเสียงเพลงที่คอยประสิทธิ์สิทธิ์พลังแห่งความรัก คุณสามารถรับฟังได้แล้วบน YouTube ช่อง Grammy Gold Official และอย่าลืมชวนเพื่อนฝูงไปเนียนรำตามเพลงนี้ใน TikTok ร่วมกัน เพราะไม่ใช่แค่เพลงเท่านั้นแต่ยังเป็นการบูชาความรักและฮักแท้ในแบบสายหมอลำที่ผสมผสานเข้ากับยุคใหม่อย่างลงตัว

  • รับฟังเพลง “ยกอ้อ ยอฮัก” บนแพลตฟอร์มเพลงที่คุณชอบ
  • แชร์ให้เพื่อนร่วมสายหมอลำชม
  • ร่ายรำตามเพลงใน TikTok กับ #ยกอ้อยอฮัก
  • ติดตามข่าวสาร “แอ้ม ชลธิชา” ได้ทุกช่องทางออนไลน์

ยิ่งฟังยิ่งรู้สึกลึกซึ้ง ยิ่งรำยิ่งได้พลัง เป็นบทเพลงที่เชื่อมโยงความรักกับจิตวิญญาณผ่านเสียงเพลงและคำสวดที่ทรงพลังอย่างแท้จริง

ที่มา – สะกดใจเหมือนต้องมนต์ “แอ้ม ชลธิชา” ปล่อย “ยกอ้อ ยอฮัก” สุดทั้งเสียงร้องและรำ

ศิษย์เก่าไม่ทน วอนตรวจสอบโรงเรียนหลังให้โอกาส ม.5 ชกครูสาวได้เรียนต่อ

จากกรณีที่นักเรียนชั้น ม.5 ของโรงเรียนเอกชนชื่อดังในจังหวัดอุทัยธานี ลงมือทำร้ายร่างกายครูสาวต่อหน้าต่อตาเพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ จนทำให้ครูสาวได้รับบาดเจ็บทั้งร่างกายและจิตใจ จนต้องมีความคิดที่จะลาออกจากโรงเรียน กลายเป็นประเด็นที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมอย่างหนัก

อย่างไรก็ตามภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ทางโรงเรียนกลับออกมาแถลงว่า นักเรียนชายผู้กระทำผิดจะยังคงเป็นนักเรียนของโรงเรียน แต่ต้องเรียนแบบออนไลน์จนกว่าคดีจะสิ้นสุด และยังให้เหตุผลว่าเป็นการให้โอกาสเด็กในการปรับปรุงตัว ด้านผู้บริหารกล่าวว่าการลงโทษทางวินัยไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาต้องการ แต่พวกเขามองเห็นศักยภาพของเด็กคนนี้อาจนำมาปรับปรุงต่อได้

ศิษย์เก่าไม่ทน วอนตรวจสอบโรงเรียนหลังให้โอกาส ม.5 ชกครูสาวได้เรียนต่อ

ข้อสรุปของทางโรงเรียนนี้ กลับไม่เป็นที่ยอมรับจากหลายคน โดยเฉพาะกลุ่มศิษย์เก่าของโรงเรียน ที่ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการบริหารจัดการของโรงเรียนอย่างจริงจัง และยุติวัฒนธรรมการปกป้องเด็กผู้กระทำผิดในสถานศึกษา

กลุ่มศิษย์เก่ากล่าวในโพสต์ว่า การตัดสินใจของโรงเรียนถือเป็นการละเมิดความยุติธรรม และเป็นการให้โอกาสผู้กระทำผิดโดยไม่มีการลงโทษสอดคล้องกับความผิด เป็นการเปิดทางให้เกิดวัฒนธรรมความรุนแรง และอาจทำลายคุณภาพของการศึกษาในโรงเรียน

สังคมต้องมีส่วนลดความรุนแรงในโรงเรียน

ศิษย์เก่าไม่ทน วอนตรวจสอบโรงเรียนหลังให้โอกาส ม.5 ชกครูสาวได้เรียนต่อ เพราะพวกเขาเชื่อว่า หากปล่อยให้เด็กวัยรุ่นที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวแสดงความรุนแรงเพียงเพราะได้รับ “โอกาส” กลับเข้ามาอยู่ในระบบการศึกษาโดยไม่มีการดูแลอย่างเข้มงวด จะส่งผลต่อความปลอดภัยของครูและนักเรียนคนอื่นๆ

นักเรียนที่มีพฤติกรรมนี้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่กลับยังอยู่ภายใต้สังกัดสถานศึกษาโดยไม่มีการลงโทษตามข้อเท็จจริง มีรายงานว่าเคยมีเหตุการณ์ก่อความไม่สงบหลายครั้งก่อนหน้านี้ ซึ่งยิ่งทำให้สังคมต้องตั้งคำถามว่าศาสตร์แห่งความยุติธรรมได้รับการบังคับใช้อย่างไรในสถานศึกษานี้

  • การให้โอกาสเด็กต้องมีพรมแดน
  • ความรุนแรงต่อบุคลากรทางการศึกษาไม่ควรถูกมองข้าม
  • ควรมีการทบทวนกฎระเบียบให้เข้มงวดขึ้น
  • สิทธิของครูต้องได้รับการปกป้องอย่างเต็มที่

ประเด็นนี้จึงเป็นบทพิสูจน์ว่า โรงเรียนไม่ใช่แค่สถานที่สำหรับถ่ายทอดความรู้ แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่มีความยุติธรรม ปลอดภัย และเคารพสิทธิของทุกฝ่าย โดยเฉพาะต่อบุคลากรทางการศึกษาที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอุทิศ

ทั้งนี้ ข้อความของกลุ่มศิษย์เก่าได้รับการแชร์และสนับสนุนจากผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตจำนวนมาก ซึ่งการออกมาเรียกร้องนี้ สำคัญไม่แพ้กับการตั้งคำถามว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือกระทรวงศึกษาธิการ เตรียมดำเนินการอย่างไรกับเหตุการณ์ความรุนแรงครั้งนี้

สังคมเราจำเป็นต้องตื่นตัว และอย่ายอมให้ความรุนแรงในสถานศึกษากลายเป็นเรื่องธรรมดา จนมองไม่เห็นความยุติธรรมที่ควรได้รับ

ที่มา – ‘ศิษย์​เก่า​’ ไม่ทน! วอนตรวจสอบโรงเรียน หลังให้โอกาส ม.5 ชกครูสาวได้เรียนต่อหน้าตาเฉย

กัมพูชาลือข่าวมั่ว กลัวไทยโจมตี ชุมชนโอร์เสม็ดอพยพ

เมื่อคืนที่ผ่านมา เกิดความวุ่นวายในพื้นที่ ชุมชนโอร์เสม็ด อำเภอสำโรง จังหวัดอุดรธานี หลังจากเฟซบุ๊กของชาว กัมพูชา จำนวนมากเริ่มโพสต์ภาพครอบครัวอพยพอย่างรวดเร็ว โดยอ้างว่ามีข่าวลือว่าทหารไทยจะโจมตีทหารกัมพูชาในคืนวันที่ 13 และเช้าวันที่ 14 สิงหาคม ซึ่งข้อกล่าวหานี้ปรากฏในโซเชียลมีเดียของฝั่งกัมพูชา

กัมพูชาลือข่าวมั่ว! ประเทศไทยยืนยันข้อมูลเท็จ

อย่างไรก็ตาม กองทัพบกไทย ได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการว่า ข่าวดังกล่าวเป็น ข่าวปลอม ไม่มีความเป็นจริงแต่อย่างใด โดยยืนยันว่าไม่มีคำสั่งปิดโรงเรียน ไม่มีการอพยพประชาชนในพื้นที่บ้านด่าน และไม่มีแผนโจมตีกัมพูชาแต่อย่างใด

ความเป็นจริงจากกองทัพไทย

กองทัพย้ำว่าปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงและที่ประชุม GBC อย่างเคร่งครัด และขอเน้นว่า ประชาชนควรระมัดระวังในการรับสารจากแหล่งข่าวที่ไม่เป็นทางการ เนื่องจากอาจเป็นข่าวลือที่บิดเบือนความจริงได้

สถานการณ์ในพื้นที่ จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ยังคงเงียบสงบ แต่มีความตึงเครียดแฝงอยู่ เนื่องจากสื่อและผู้คนต่างตั้งคำถามกับการแพร่กระจายของข่าวลือที่ทำให้ประชาชนหวั่นเกรง

  • ไม่มีคำสั่งอพยพจากทางการไทย
  • โรงเรียนในพื้นที่ยังเปิดเรียนตามปกติ
  • การเคลื่อนไหวของข่าวลือเป็นการปลอม
  • ประชาชนต้องเลือกแหล่งข่าวอย่างระมัดระวัง

แม้ว่าสื่อรายบางแห่งจะรายงานว่ามีการระเบิดที่ปราสาทตาเมือนธม ส่งผลให้เกิดความกลัวในหมู่ประชาชน แต่การอ้างว่ามีการโจมตีจากฝั่งกัมพูชาในช่วงเวลานั้น ยังไม่มีหลักฐานสนับสนุนจากหน่วยงานทางการไทยใดเลย

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ต้องเรียกร้องให้สื่อและผู้ใช้โซเชียลมีเดีย มีความรับผิดชอบในการเผยแพร่ข่าวสาร และหลีกเลี่ยงการส่งต่อข่าวลือที่อาจก่อให้เกิดความตื่นตระหนกในสังคม มิฉะนั้น ผลกระทบระยะยาวอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ diplomatic และชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

หากคุณหรือคนรอบข้างได้รับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์นี้ ควรวางความเชื่อถือในข้อมูลจากหน่วยงานทางการไทยเป็นหลัก และไม่กระจายข่าวลือที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน

ที่มา – ‘กัมพูชา’ ลือข่าวมั่ว! หวั่นไทยโจมตีกลางดึก ชุมชนโอร์เสม็ดเร่งอพยพอลหม่าน

แรงงานไทยเปิดเผยการถูกเอารัดเอาเปรียบในญี่ปุ่น

เมื่อเร็วๆ นี้ แรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในประเทศญี่ปุ่นได้ออกมาเปิดเผยปัญหาร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับแรงงานฝึกงานไทยในญี่ปุ่น โดยเฉพาะการที่บริษัทเอกชนในไทยเข้ามาใช้ประโยชน์จากโครงการฝึกงาน ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นโครงการที่ให้โอกาสเยาวชนไทยอายุ 18-30 ปี ไปพัฒนาทักษะที่ญี่ปุ่น

แรงงานไทยแฉ ‘เอกชน’ รีดเงินเด็กฝึกงานญี่ปุ่น บังคับเปิดบัญชีม้า ยึดบัตร ATM

จากข้อมูลที่รวบรวมมายังแรงงานไทยในญี่ปุ่น พวกเขาเผยว่า บริษัทเอกชนใช้ประโยชน์จากข้อบกพร่องในระบบ โดยตอกย้ำเพียงข้อดีของโครงการ เช่น เงินเดือนสูง ทำให้ผู้เข้าร่วมโครงการตัดสินใจจ่ายเงินกว่า 2 แสนบาท เพื่อเข้าร่วมโครงการ ทั้งที่จริงๆ แล้วรายละเอียดสัญญาไม่ได้เป็นเช่นที่โฆษณาไว้ และเงินที่ได้รับ คือเงินก่อนหักค่าใช้จ่ายหลายรายการ

การบังคับเปิดบัญชีม้าและยึดบัตร ATM

หนึ่งในประเด็นร้ายแรงที่ถูกเปิดเผยคือ นักศึกษาไทยถูกบังคับให้เปิดบัญชีธนาคารและทำบัตร ATM แล้วยื่นให้กับผู้แทนของบริษัทเอกชน ซึ่งรายงานระบุว่า นี่คือวิธีที่ใช้ในการยึดเงินคืนจากเด็กฝึกงานแบบไม่มีเอกสารยืนยัน โดยให้เด็กโอนเงินเข้าบัญชี แล้วให้ผู้ดูแลกองทุนไปกดเงินออกเอง วิธีนี้ไม่เพียงเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมเท่านั้น แต่ยังถือเป็นการปลอมแปลงบัญชี และเชื่อมโยงไปถึงการโกงลูกหนี้ได้

มีการเปิดเผยว่า เด็กฝึกงานจำนวนมากไม่สามารถเรียกร้องสิทธิได้ เนื่องจากไม่มีใบเสร็จหรือหลักฐานการชำระเงินใดๆ การติดต่อกับบริษัทเอกชนก็ไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเหมาะสม และหากเดินทางไปถึงญี่ปุ่น ก็พบว่าเงินเดือนไม่ถึงตามที่โฆษณาไว้ ตลอดจนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้าง

ทำไมถึงต้องเฝ้าระวังบริษัทเอกชนในโครงการนี้?

โครงการฝึกงานในญี่ปุ่นเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นทางการอย่างถูกต้อง แต่ปฏิบัติการของ”เอกชน” ได้กลายเป็นปัญหาร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตเยาวชนชาวไทยอย่างมาก

  • ไม่มีหลักฐานการชำระเงิน
  • การบังคับเปิดบัญชีโดยไม่สมัครใจ
  • คำมั่นไม่ตรงกับความเป็นจริง
  • ไม่มีการช่วยเหลือกรณีเกิดปัญหา

หน่วยงานไทยควรออกมาตรวจสอบอย่างจริงจัง

แม้จะมีการแจ้งเบาะแสไปยังทูตแรงงานไทยในญี่ปุ่นหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ก็ยังไม่ได้รับการตอบสนองอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

แรงงานไทยในญี่ปุ่น ได้ชี้ให้เห็นว่า หากไม่มีการควบคุมบริษัทเอกชนที่ดำเนินการส่งแรงงานเหล่านี้อย่างเข้มงวด ปัญหาเช่นนี้จะยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก และนักศึกษาไทยจะยังคงตกเป็นเหยื่อของการล่อลวงเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของกลุ่มที่ไม่หวังดีอยู่ตลอด

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีผู้เปิดเผยข้อมูล และมีการรายงานออกมา แต่กลัวว่าเสียงของผู้ประสบเหตุจริงหลายราย ยังคงถูกปิดบังไว้ด้วยความหวาดกลัวและความไม่มั่นคงในการทำงานในต่างแดน

สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นตอนนี้คือ透明 (ความโปร่งใส) และการกลับมามาตรฐานจริงๆ ของโครงการ ทั้งในด้านการเงินและการปฏิบัติต่อแรงงาน เพื่อไม่ให้เยาวชนไทยเติมความฝันด้วยความผิดหวังและหนี้สิน

ที่มา – แรงงานไทยแฉ ‘เอกชน’ รีดเงินเด็กฝึกงานญี่ปุ่น บังคับเปิดบัญชีม้า ยึดบัตร ATM

รัฐบาลมอบกรมโยธาฯ ตั้งศูนย์ตรวจสอบอาคาร สำรวจบ้านเสียหายชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้มอบหมายให้ กรมโยธาธิการและผังเมือง ดำเนินการตั้ง ศูนย์ตรวจสอบอาคาร เพื่อสำรวจและประเมินความเสียหายของ บ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัด โดยมีการสำรวจเบื้องต้นพบว่ามีความเสียหายใน 4 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี สุรินทร์ ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ รวมทั้งสิ้น 307 หลังคาเรือน

รัฐบาลมอบกรมโยธาฯ ตั้งศูนย์ตรวจสอบอาคาร เร่งสำรวจความเสียหาย

จากการสำรวจยังพบว่าสิ่งปลูกสร้างของรัฐ ได้แก่ โรงเรียน โรงพยาบาล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และวัด ได้รับความเสียหาย 7 แห่ง ส่วนสถานที่เอกชน เช่น ปั๊มน้ำมันและร้านสะดวกซื้อ ได้รับผลกระทบ 2 แห่ง รวมถึงปศุสัตว์ เช่น วัว กระบือ แพะ และไก่ เสียหาย 39 ตัว นอกเหนือจากนี้ ถนน 作为สิ่งสาธารณประโยชน์ยังมีความเสียหาย 1 แห่งesting

การประเมินความเสียหายและการเตรียมการซ่อมแซม

นายอนุกูลกล่าวว่า กรมโยธาธิการและผังเมืองจังหวัด และผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 7 ได้ประสานงานร่วมกันในการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบอาคารที่เสียหาย โดยให้กรมโยธาฯ เป็นตัวหลักในการดำเนินการ ร่วมกับวิศวกรท้องถิ่นและวิศวกรอาสา เพื่อตรวจสอบประเมินความเสียหาย พร้อมทั้งออกแบบและประเมินราคางบประมาณในการซ่อมแซมตามหลักของราชการ อย่างครบถ้วนและถูกต้อง

  • สำรวจบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างที่เสียหาย
  • ประเมินความเสียหายโครงสร้างอย่างละเอียด
  • จัดทำแบบแปลนและประมาณการค่าซ่อมแซม
  • ประสานงบประมาณเยียวยาจากภาครัฐ

สำหรับบ้านเรือนที่เสียหายทั้งหลัง กรมโยธาฯ ได้จัดทำแบบแปลนสำหรับทดแทนไว้กว่า 10 แบบ โดยมีขนาดและราคาใกล้เคียงกับบ้านเดิม คาดว่าการซ่อมแซมหรือก่อสร้างทดแทนจะใช้ระยะเวลาไม่น้อยกว่า 1 เดือน หลังจากการสำรวจความเสียหายเสร็จสิ้น จะมีการสรุปรายงานความเสียหายพร้อมประมาณการค่าใช้จ่ายส่งต่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อดำเนินการพิจารืองบประมาณ

“ภารกิจซ่อมแซมบ้านมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมามีชีวิตอยู่ตามปกติ มีที่อยู่อาศัยอย่างมั่นคง โดยรัฐบาลจะเร่งดำเนินการแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ และประสานความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อรับมือกับปัญหานี้อย่างรอบด้าน”

หากคุณอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ควรติดตามข่าวสารอัปเดตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเตรียมเอกสารที่จำเป็นเพื่อเข้าร่วมในโครงการเยียวยาของรัฐ

ที่มา – ‘รัฐบาล’ มอบกรมโยธาฯตั้งศูนย์ตรวจสอบอาคาร เร่งสำรวจบ้านเรือนที่เสียหายจากเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา

ผงะพบร่าง ‘ทารก’ แรกเกิดในรถขยะ ตร.เร่งแกะรอยตามหาคนนำมาทิ้ง

เมื่อคืนวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา เหตุการณ์สะเทือนขวัญเกิดขึ้นในซอยรังสิต-นครนายก 20 อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี หลังจากที่พนักงานเก็บขยะของเทศบาลนครรังสิตพบศพทารกแรกเกิดถูกทิ้งไว้ในถังขยะ กลางดึก โดยพบว่า ผงะพบร่าง ‘ทารก’ แรกเกิดในรถขยะ บริเวณท้ายรถขยะสีขาว ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรีบเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ผงะพบร่าง ‘ทารก’ แรกเกิดในรถขยะ

ร.ต.อ.วณิชกร เหล็กดี รองสารวัตรสอบสวน สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนและอาสาสมัครจากมูลนิธิร่วมกตัญญู เข้าพบที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นหน้าหอพักแห่งหนึ่งในซอยดังกล่าว ที่นั่นพวกเขาพบรถขยะของเทศบาลมีป้ายทะเบียน 700-8897 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่ ขณะตรวจสอบพบศพทารกเพศชาย ประมาณ 7-9 เดือนครรภ์ อยู่ในช่องใส่ขยะของรถ

พยานให้ข้อมูลสำคัญ

นายแก้ว ติน พนักงานเก็บขยะชาวเมียนมา เป็นผู้พบเห็นเหตุการณ์ เขากล่าวว่า ตนเองมีหน้าที่เก็บขยะในบริเวณนี้ทุกสองวัน โดยในคืนดังกล่าวกำลังอัดขยะเข้าถังที่สาม ที่นั่นเองที่ร่างของทารกไหลออกมาจากช่องใส่ขยะ เขาจึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเข้าตรวจสอบ

ด้านนางสุพัตรา ทิ้งสกุล อายุ 62 ปี เจ้าของหอพักที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ กล่าวว่าตนเองไม่ได้อยู่บริเวณห้องพักบ่อยนัก เพราะต้องออกไปขายของ แต่เธอเชื่อว่าทารกที่ถูกทิ้งนั้นต้องได้รับการปฏิบัติอย่างแสนเจ็บปวดจากคนที่เกี่ยวข้องกับเขา จึงอยากให้คนอื่นได้รับรู้

ตำรวจเร่งสืบสวน

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว โดยเก็บพยานหลักฐานจากที่เกิดเหตุ และส่งทีมชุดสืบสวนไปตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดรอบบริเวณ เพื่อสืบสวนหาเบาะแสว่าใครเป็นผู้นำทารกมานอนทิ้งไว้ในถังขยะ เหตุการณ์ครั้งนี้ตอกย้ำว่า ผงะพบร่าง ‘ทารก’ แรกเกิดในรถขยะ เป็นอีกหนึ่งเหตุสะเทือนขวัญที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบและความเมตตาของมนุษย์

หลังการสอบสวนเบื้องต้น ศพทารกได้ถูกส่งไปที่สถาบันนิติเวชของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เพื่อชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างแท้จริง

สะท้อนปัญหาสังคมอย่างลึกซึ้ง

เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของความสะเทือนใจ แต่ยังสะท้อนปัญหาที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้เป็นพ่อแม่และความรับผิดชอบในหน้าที่ การที่มีเด็กทารกถูกทิ้งให้อยู่ในถังขยะแสดงให้เห็นถึงความสูญเสียจริยธรรมในบางกลุ่มคน ต่อชีวิตที่เพิ่งเริ่มต้น

อย่างไรก็ตาม สังคมก็ยังมีฝ่ายที่ไม่ละเลย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ พนักงานเก็บขยะ หรือมูลนิธิที่เป็นเครือข่ายให้ความช่วยเหลือ ยังคงมีส่วนช่วยรักษาความศักดิ์ศรีของมนุษย์ไว้ได้

คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์ครั้งนี้? อย่าลืมแชร์ความคิดเห็นของคุณเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมไปพร้อมกัน

ที่มา – ผงะพบร่าง ‘ทารก’ แรกเกิดในรถขยะ ตร.เร่งแกะรอยตามหาคนนำมาทิ้ง

เดลินิวส์ 14 ส.ค. เขมรหนีตาย-ทะลุไทย ซัดฮุนเซนขายฝัน

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 14 ส.ค. 2568 มีข่าวสำคัญหลายประเด็นร้อน ทั้งสถานการณ์ชายแดนที่ตึงเครียด สภาพการเมือง และประเด็นสังคมต่างๆ ที่ประชาชนควรติดตาม

เดลินิวส์ 14 ส.ค. เขมรหนีตาย-ทะลุไทย ซัดฮุนเซนขายฝัน

หนึ่งในข่าวเด่นประจำวันคือสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณพรมแดนไทย-กัมพูชาที่เพิ่มขึ้น เมื่อมีชาวเขมรจำนวนมากหล flee มาถึงประเทศไทย เพื่อหนีความยากจนและความไม่มั่นคงในบ้านเกิด ทางการไทย โดยเฉพาะกองทัพภาคที่ 2 ได้เปิดเผยว่า กลุ่มผู้ลี้ภัยมีทั้งผู้ใหญ่และเด็ก จำนวนมากต้องอาศัยความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่าง ๆ

ฮุนเซนถูกกล่าวหาขายฝันประชาชน

หลายข่าววิจารณ์ฮุนเซนว่าใช้คำพูดให้ความหวังประชาชน แต่กลับไม่มีทางแก้ไขปัญหาจริง ทำให้คนเขมรต้องหนีออกมาเป็นจำนวนมาก หลังจากที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่หดหู่ หากว่างงาน และความไม่มั่นคงในชีวิตประจำวัน

ที่จังหวัดอุบลราชธานี ชายแดนแตกตื่นด้วยเรื่องอพยพเขมรเข้ามาในจำนวนมาก ทำให้เจ้าหน้าที่ ทั้งทหาร ตำรวจ และผู้ช่วยทูตต่างประเทศเดินทางไปประสานงานในพื้นที่ เพื่อจัดการด้านความเป็นอยู่และความมั่นคงของผู้ลี้ภัย

สถานการณ์ในประเทศ

สถานการณ์ในประเทศก็ยังจับตามองได้จากประเด็นของพลเมืองผู้มีอิทธิพล เช่น กรณีของอิ๊งค์ ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีกำหนดวันพิจารณาคดีในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ เพื่อชี้ชะตาว่าจะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ ซึ่งประเด็นคลิปเสียงที่ออกมาทำให้เกิดความตื่นตัวมากในหมู่สาธารณะชน

แมนพาวเวอร์กับขบวนการเคลื่อนไหวทางศาสนา

อีกด้านหนึ่งคือกรณีที่มีการสั่งเลิกเทศน์ช่วยผู้ป่วยเอดส์ ณ วัดพระบาทน้ำพุในจังหวัดลพบุรี ซึ่งทำให้เกิดการหารือทั้งในวงการพระและประชาชนทั่วไป การเข้าไปแทรกแซงกิจกรรมทางศาสนาโดยกลุ่มบุคคลภายนอก ถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังไม่ให้ส่งผลเสียต่อเสรีภาพในการนับถือหรือเผยแพร่ศาสนา

ข้อสงสัยของชาวบ้านและพระในพื้นที่ก็ยังคงมีอยู่ ว่าใครเป็นผู้เคลื่อนไหวในเหตุการณ์ดังกล่าว และสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นถูกต้องตามหลักศาสนาและกฎหมายหรือไม่ ขณะนี้นักวิชาการและหน่วยงานในจังหวัดได้เตรียมพร้อมเพื่อระดมความเห็นและหาแนวทางร่วมกัน

คดีอาชญากรรมและการเมือง

ในแง่อาชญากรรมก็มีเป็นข่าวดราม่าในคดีฆ่าน้องชมพู่ซึ่งมีลุงพลเกี่ยวข้อง เข้าเรือนจำแล้ว และศาลฎีกาจะพิจารณาอนุญาตประกันในเร็ว ๆ นี้ โดยคดีนี้เพิ่มความเข้มข้นเมื่อมีการอุทธรณ์เพิ่มโทษจนเป็น 26 ปี

ด้านการเมืองยังมีประเด็นร้อนอื่น ๆ อีก เช่น การไต่สวนคลิปเสียงที่ว่าด้วยความเอียงต่อต่างประเทศ ที่อาจกระทบภาพลักษณ์ของผู้นำในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่เนื้อหาข่าวมีการนำเสนอตรงนี้จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ 14 ส.ค.

ผู้อ่านที่ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดตามเนื้อหาเต็มได้ในหนังสือพิมพ์ เดลินิวส์ 14 ส.ค. และ 15 ส.ค. โดยเฉพาะการวิเคราะห์เชิงลึกทั้งในและต่างประเทศ พร้อมภาพรวมสถานการณ์

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องการความรู้ข่าวสารตรงประเด็น อย่าลืมติดตามเดลินิวส์ฉบับรายวันทุกวันเพื่อไม่พลาดทุกเรื่องที่เป็นโจทย์ในชีวิตของคุณ

ที่มา – เดลินิวส์ 14 ส.ค. เขมรหนีตาย-ทะลักไทย ซัดฮุนเซนขายฝัน-ไร้งานไร้เงิน

‘เต้ ปิยะรัฐ’ ยัน The Face 6 ดีขึ้นแน่

หลังจากที่ “The Face Thailand” ซีซัน 6 เพิ่งเปิดตัวไม่นาน กระแสตอบรับจากแฟนๆ ก็เริ่มมาแรง ทั้งในด้านเนื้อหาที่ดูแตกต่างจากซีซันก่อนๆ และประเด็นดราม่าเรื่องการตัดต่อที่ต้องตอบโจทย์ความคาดหวังของผู้ชม ล่าสุด “เต้ ปิยะรัฐ” หรือ คุณปิยะรัฐ กัลย์จาฤก เจ้าของฉายาเมนเทอร์สาวสุดฮอตของรายการ ได้ออกมาระบุชัดเจนว่าซีซันนี้ดีขึ้นแน่นอน และยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพราะดราม่า

‘เต้ ปิยะรัฐ’ ยัน The Face 6 ดีขึ้นแน่

สำหรับทั้งหมดนี้ คุณเต้ ยอมรับว่า ในช่วงแรกของ The Face Thailand 6 เนื้อหาอาจจะออกแนวผ่อนคลาย 为了让 fans ที่ยังไม่ได้เห็นหน้ากันมานานได้มีเวลาทำความรู้จักกับเมนเทอร์และผู้เข้าแข่งขันก่อน แต่เนื่องจากใจร้อนไปหน่อย ทำให้บางส่วนอาจดูอ่อนไป สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนต้นจึงอาจทำให้หลายคนมองว่า “ไม่ใช่อารมณ์แบบเดิม”

อย่างไรก็ตาม คุณเต้ กล่าวว่าหลังจากนี้ เนื้อหาจะเข้มข้นขึ้นอย่างชัดเจน โดยเธอตั้งเป้าให้ทุกแคมเปญและภารกิจท้าทายมากขึ้น ใช้เทคนิคที่ใหม่และแปลกใหม่กว่าเดิม รับประกันว่าความตื่นเต้นกลับมาเต็มตัวในช่วงไฟนอลวอล์คอย่างแน่นอน

ไม่นอยด์! เลือกทีมงานตัดต่อใหม่ล้างป่าช้า

อีกประเด็นสำคัญที่หลายคนจับตามองคือการเปลี่ยนแปลงของทีมงานตัดต่อในรอบนี้ ซึ่งเต้ ปิยะรัฐ ได้อธิบายว่า การทำแบบนี้คือสิ่งที่เรียกว่า “ล้างป่าช้า” เพราะต้องการทิศทางใหม่ ๆ ที่จะขับเคลื่อนรายการไปข้างหน้า โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้เด็กรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทในการผลิตมากขึ้น

เจ้าตัวยืนยันว่าการทำเช่นนี้ไม่ใช่เพราะดราม่าจากตอนต้น แต่เป็นกลยุทธ์ยาวในการรีเฟรชไอเดีย ให้รายการมีความยั่งยืน นอกจากนี้ยังเชื่อว่าแสง สี เสียง และโปรดักชั่นโดยรวมดีขึ้นกว่าซีซันก่อนๆ แล้ว

ส่วนเรื่องของการตัดผู้เข้าแข่งขันที่เคยมีข่าวว่า ‘พี่แอน ทองประสม’ ดึงมา แต่ภายหลังถูกเปลี่ยนแปลงไป คุณเต้ เปิดเผยว่ามันเป็นเรื่องที่ทำให้หลายคนข้องใจ แต่ต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงก็มีเหตุผลทางวิสัยทัศน์ของทีมผู้บริหาร ที่แค่ต้องเดินหน้าในทิศทางใหม่ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว และเธอเองก็พร้อมเดินไปด้วยกับทีมงานคนใหม่

อย่างไรก็ตาม เต้ย้ำอีกว่า คุณภาพของรายการในตอนนี้ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น เพราะผลิตไม่ทันตามเป้า แต่ตั้งใจว่าจะให้ทุกตอนหลังจากนี้ “ฉีดโดสความเข้มข้น” ให้เต็มอิ่มทั้งภารกิจและบทพูดของเมนเทอร์และผู้เข้าแข่งขัน

  • เมเทอร์เต้: ยืนยันไม่นอยด์
  • การเปลี่ยนทีมงานไม่ใช่แค่เพราะดราม่า
  • เนื้อหาจะเข้มข้นขึ้นในตอนหลัง
  • ล้างป่าช้าเพื่อของใหม่ใน The Face Thailand

รับประกันว่าซีซันนี้งานหนักสำหรับผู้เข้าแข่งขันและเมนเทอร์ทุกคน และเป็นที่น่าจับตามองว่า ‘เต้ ปิยะรัฐ’ ยัน The Face 6 ดีขึ้นแน่ จะสามารถดึงดูดช่องทางการรับชมและสร้างปฏิกิริยาจากแฟนๆ แบบ “กลับใจ” ได้อย่างไร

ในที่สุด เต้ ย้ำว่าต้องให้เวลาสิ่งที่เกิดขึ้นใน The Face ด้วย บางคนอาจยังไม่พอใจในตอนต้น แต่หากดูจนจบ หลายคนอาจจะเปลี่ยนทัศนคติไป โดยเฉพาะเมื่อเห็นความตั้งใจที่ทุกทีมได้ใส่ใจลงในทุกรายละเอียด

หากคุณเป็นแฟนเก่าหรือแฟนใหม่ของ The Face Thailand ซีซัน 6 อย่าเพิ่งตัดสินเร็ว ลองให้โอกาสตัวเองได้เห็นผลงานเต็มๆ ก่อนที่จะยืนยันว่ารายการดีหรือแย่ เพราะในงานสร้างความฝันแบบนี้ บางครั้งความเปลี่ยนแปลงคือจุดเปลี่ยนสู่ความยิ่งใหญ่ที่มากมายรออยู่ข้างหน้า

ที่มา – ‘เต้ ปิยะรัฐ’ ยัน “The Face Thailand 6 ดีขึ้นแน่ รับไม่นอยด์ดราม่าตัดต่อ ล้างป่าช้าเปลี่ยนทีมใหม่!

“วอร์ตัน” เนื้อหอม 5 สโมสรยักษ์ใหญ่รุมจีบร่วมทัพ

ในวงการฟุตบอลโลก ช่วงเวลานี้คงหนีไม่พ้นการพูดถึง “วอร์ตัน” ดาวรุ่งของ “พาเลซ” ที่กำลังกลายเป็นจุดสนใจของสโมสรยักษ์ใหญ่ระดับโลกหลายคน ไม่ว่าจะเป็นในยุโรปหรือศึกแห่งพรีเมียร์ลีกเองก็ตาม โดยล่าสุดมีรายงานว่า “วอร์ตัน” ตกเป็นเป้าหมายของทั้งหมด 5 สโมสรดัง ที่พร้อมจะควักเงินก้อนโตเพื่อล็อกตัวเขาในเร็ววัน

“วอร์ตัน” เนื้อหอม 5 สโมสรยักษ์ใหญ่รุมจีบร่วมทัพ

อดัม วอร์ตัน นักเตะวัย 20 ปีจากทีม “ปราสาทเรือนแก้ว” หรือ คริสตัล พาเลซ กำลังดึงดูดความสนใจจากทั่วทุกมุมโลก โดยเฉพาะจากทีมดังระดับท็อปในพรีเมียร์ลีก วอร์ตัน สร้างชื่อเสียงให้กับทีมได้อย่างชัดเจนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เขาไม่เพียงแต่เติมเกมรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังสามารถควบคุมจังหวะการเล่นได้ดี จนทำให้เขาเป็นหนึ่งในพลังสำคัญให้กับทีม

ฟอร์มอันร้อนแรงของวอร์ตัน ส่งผลให้เขาเป็นหนึ่งในตัวผู้เล่นที่ถูกจับตามองจากหลายสโมสร เริ่มจาก รีล มาดริด ทีมที่เพิ่งสูญเสียผู้เล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ชั้นแนวต้นอย่าง โทนี โครส และ ลูกา โมดริช ไปจากทีม ราชาตีมได้คาดการณ์ว่า วอร์ตัน คือตัวเลือกที่ใช้ทดแทนทั้งสองในระยะยาวได้อย่างยอดเยี่ยม

ตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบ

วอร์ตัน ไม่เพียงแต่มีวัยที่ยังน้อง แต่ยังมีศักยภาพจนหลายคนเชื่อว่าจะเติบโตกลายเป็นนักเตะระดับตำนานได้ ความสามารถในการดวลแข้งทั้งระยะใกล้และไกล ร่วมกับการเตรียมบอลและการมองเกมที่เหนือชั้น ทำให้นักวิเคราะห์หลายสำนักประเมินว่าเขาคือ “พลังรุ่นใหม่” ที่อาจกอบโกยรางวัลระดับโลกได้ในอนาคต

นอกจากทีมจากสเปนอย่าง รีล มาดริด แล้ว ยังมีสโมสรยักษ์ใหญ่ในอังกฤษอีก 4 เจ้าที่ยังไม่ยอมแพ้ในการแย่งคว้าตัว วอร์ตัน ได้แก่ ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ซิตี, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ ทอตแนม ฮอตสเปอร์ เซ็นเตอร์ฟอร์เวิร์ดที่ยังคงมุ่งหมายฝ่าด่านสูงในพรีเมียร์ลีก โดยคาดการณ์กันว่าค่าตัวของเขาจะไม่ต่ำกว่า 100 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 4,400 ล้านบาท หากมีการปิดดีลย้ายทีม

  • รีล มาดริด: ล่าผู้สมรสตำแหน่งมิดฟิลด์
  • ลิเวอร์พูล: อยากได้ผู้เล่นที่ควบคุมเกมได้ดี
  • 曼城: มองหาศูนย์กลางแดนกลาง
  • ยูไนเต็ด: สร้างความลึกให้แนวรุก
  • ทอตแนม: คว้าดาวรุ่งแทนแรงบันดาลใจเก่า

การย้ายทีมครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของ วอร์ตัน โดยยังมีหลายปัจจัยที่ทั้งผู้เล่นและสโมสรจะต้องพิจารณาให้รอบคอบ ไม่ว่าจะเป็นแนวทางการเล่น แผนการพัฒนา และเงื่อนไขต่าง ๆ ที่มีผลต่อทั้งสองฝ่าย เหล่าแฟนบอลต่างก็ลุ้นกันอย่างจับใจว่า “อัญมณีแวววาว” จะเลือกทีมใดเป็นจุดหมายในเส้นทางใหม่ของเขา

การย้ายทีมในเกมฟุตบอลระดับอุดมคือการเปลี่ยนแปลง แต่หากเลือกถูกทีมย่อมส่งผลให้ผู้เล่นสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ใครจะคิดว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า วอร์ตัน จะกลายเป็นอีกหนึ่งในผู้เล่นเหนือหนึ่งร้อยล้านคนในวงการฟุตบอลโลก มาลุ้นร่วมกัน!

ที่มา – “วอร์ตัน” เนื้อหอม 5 สโมสรยักษ์ใหญ่รุมจีบร่วมทัพ