ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ขวัญ อุษามณี เปิดตัวลูกสาว AI สุดเป๊ะ ลั่นคุณแม่ยุคใหม่

การเปิดตัวลูกสาวสุดเป๊ะของนางเอกสาว ขวัญ อุษามณี ทำเอาแฟนคลับและประชาชนทั่วไปต้องฮือฮาอย่างหนัก โดยเธอได้โพสต์รูปคู่กับลูกสาวในวันแม่ปีนี้ พร้อมแคปชั่นที่เปี่ยมไปด้วยความสร้างสรรค์ “Happy Mother’s Day … ข้ามขั้นไปมีลูกเลย สวยๆอย่างเรามั่นพออยู่แล้ว”

ขวัญ อุษามณี เปิดตัวลูกสาว AI สุดเป๊ะ

หลายคนคาดไม่ถึงว่าลูกสาวที่เธออุ้มมาโชว์นั้นไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ แต่ถูก “สร้างขึ้นมา” ด้วยเทคโนโลยี AI อย่างล้ำเลิศ ถอดหน้าตาขวัญอย่างเป๊ะ ๆ จนแทบไม่ต่างจากแม่เลยทีเดียว โดยขวัญเล่าให้ฟังว่า น้องเจและน้องบอสเป็นผู้ทำภาพให้ และใส่คำสั่ง AI ไปว่าอยากเห็นภาพ “ขวัญเป็นแม่กับลูก” ไม่ใช่แค่ภาพกับแม่ ความคิดแปลกใหม่นี้กลายเป็นมิติใหม่ของการเปลี่ยนผ่านจาก “ลูกใคร” เป็น “ลูกเรา” ด้วยพลังของเทคโนโลยี

แรงบันดาลใจจากกลุ่มแม่

ขวัญ อุษามณี เผยว่ามีแรงบันดาลใจจากภูมิหลังครอบครัวและกลุ่มแม่ที่เธออยู่ด้วย โดยเธอเล่าถึงการเข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการทำของขวัญสำหรับแม่ลูก และเกิดไอเดียว่า “ถ้าผู้ชายมันมาช้าก็ไม่เป็นไร เพราะเราเลือกใช้ AI ก็สามารถมีลูกได้” ทำให้ขวัญรู้สึกมั่นใจและสนุกกับตัวเองมากขึ้น ว่าเราก็สามารถเป็น “คุณแม่ยุคใหม่” ได้ด้วยตัวเราเอง

  • ภาพลูกสาวคือผลงานจาก AI ล้วน ๆ
  • ไม่ใช่ลูกแท้ แต่น่ารักเหมือนลูกจริง ๆ
  • เป็นแนวคิดใหม่ที่แม่ลูกไม่จำเป็นต้องมาจากการมีแฟน

การโพสต์ภาพนี้ยังช่วยโปรโมตแบรนด์ของขวัญ ที่มีข้อเสนอพิเศษสำหรับแม่ลูกอีกด้วย ทำให้เห็นว่าเธอไม่ได้ลงแบบบังเอิญ แต่เป็นการผสมผสานระหว่างไอเดียดี ๆ และความคิดสร้างสรรค์ กลายเป็นกระแสที่กว้างขวางบนโซเชียลมีเดียและกลายเป็นบทพูดคุยของคุณแม่ในโลกดิจิทัล

ไม่ว่าจะเป็นความคิดสร้างสรรค์ ความสนุกสนาน หรือวิสัยทัศน์ของ “คุณแม่ยุคใหม่” ขวัญ อุษามณี ทำให้หลายคนมองโลกในมุมใหม่ ๆ ว่าการเป็นแม่นั้นไม่จำเป็นต้องมีแฟนก่อนก็ทำได้ ถ้าเรามี AI นายก็สร้างลูกได้เช่นกัน

มองได้อีกมุมว่า นี่อาจไม่ใช่แค่เรื่องกระเป๋า แต่เป็นเรื่องของการ “เข้าถึงเทคโนโลยี” อย่างมีพลังโดยผู้หญิงสาวที่มั่นใจในตัวเอง

ยิ่งขวัญบอกว่า “เราเป็นคนขี้เล่นแบบนี้ ก็ AI กระหน่ำเลย ก็เลยไม่มีคนเชื่อว่าขวัญมีลูก” ยิ่งทำให้หลายคนเข้าใจว่าครีเอทีฟเล่นใหญ่มาก แต่ที่สำคัญคือมันสร้างพลังเป็นไปได้ใหม่ให้กับบทบาทของผู้หญิงในยุคนี้

หากคุณเป็นแม่ หรือคนที่พอจะอยากมีลูกแต่ยังไม่มีคู่ ลองมองเทคนิคของขวัญเป็นแรงบันดาลใจดูสิ คุณอาจไม่ต้องรอใครเลยก็ได้

สายมั่นรับไม่ไหว ลองใช้ AI ดูสักหน่อย!

ที่มา – ‘ขวัญ อุษามณี’ เปิดตัวลูกสาวสุดเป๊ะ ลั่นคุณแม่ยุคใหม่ ผู้ชายมาช้าเอง เรามี AI เราก็สร้างได้!

โฆษกกล้าธรรมขอบคุณรัฐบาลเยียวยาชาวนาไร่ละ1,000 บาท

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ ส.ส.จังหวัดชัยภูมิ และโฆษกพรรคกล้าธรรม (กธ.) ได้ออกมาเปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) มีมติเห็นชอบการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีและนาปรัง โดยให้เงินช่วยเหลือ ชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ ซึ่งถือเป็นมาตรการที่ตอบโจทย์และเป็นประโยชน์ต่อชาวนาอย่างมาก

โฆษกกล้าธรรมขอบคุณรัฐบาลเยียวยาชาวนาไร่ละ1,000 บาท

นายอัครแสนคีรี กล่าวว่า ขอขอบคุณรัฐบาลและนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้ร่วมกันออกแบบและจัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในครั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรกำลังเผชิญกับปัญหาราคาข้าวที่ตกต่ำ ส่งผลให้รายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ และยังกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอีกด้วย

มาตรการตรงจุดช่วย减轻ภาระหนี้ชาวนา

มาตรการช่วยเหลือในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการเพิ่มสภาพคล่องให้กับเกษตรกรในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวแล้ว ยังช่วยลดภาระหนี้สินที่_MANY_ชาวนาต้องเผชิญอีกด้วย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานที่เป็นแหล่งผลิตข้าวหลักของประเทศ การดำเนินการดังกล่าวจึงถือเป็นการยกระดับความเป็นอยู่และส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศในระยะยาว

  • เงินเยียวยา ชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่
  • ครอบคลุมเกษตรกรทั้งนาปีและนาปรัง
  • จัดสรรงบประมาณเพื่อบรรเทาผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัว
  • เป็นมาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ

ในฐานะที่เป็นตัวแทนจากจังหวัดชัยภูมิ นายอัครแสนคีรี เผยว่า ชาวนาในพื้นที่มีความต้องการอย่างเร่งด่วนในการบรรเทาภาระจากต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาผลผลิตลดลง เขากล่าวว่า “การสนับสนุนในครั้งนี้เป็นการให้กำลังใจแก่ชาวนาอย่างแท้จริง แต่สิ่งที่เราควรให้ความสำคัญมากกว่านั้นคือการจัดทำระบบสนับสนุนที่ยั่งยืน เพื่อไม่ให้เกษตรกรประสบกับวิกฤตราคาซ้ำแล้วซ้ำอีกในอนาคต”

ทั้งนี้ พรรคกล้าธรรมมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นเสียงแทนประชาชนผู้ปลูกข้าว ตลอดจนดำเนินการผลักดันนโยบายที่สนับสนุนให้การเกษตรไทยเติบโตอย่างมีศักยภาพและยั่งยืน

เราจะติดตามผลของมาตรการในปีนี้ และต้องการให้มีการประเมินประสิทธิภาพ เพื่อพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต เพราะการปฏิรูปภาคการเกษตรเป็นกระบวนการที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ไม่ใช่แค่มาตรการชั่วคราวเท่านั้น

ประชาชนทั่วไปสามารถรับรู้และติดตามข่าวสารการดำเนินนโยบายได้ผ่านสื่อมวลชน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเกษตรฯ และ นบข. จะช่วยกันตรวจสอบว่าการช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่

ผลที่ได้จากความร่วมมือในครั้งนี้จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของนโยบายภาครัฐ ที่ให้ความสำคัญกับเกษตรกรฉันใด ก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการสร้างความมั่นคงให้แก่ฐานเศรษฐกิจของชาติฉันนั้น

ที่มา – ‘โฆษกกล้าธรรม’ ขอบคุณ ‘รัฐบาล-รมว.เกษตรฯ’ เยียวยาชาวนาไร่ละ1,000 บาท มั่นใจช่วยตรงจุด

เปิดนาทีจับกุม ‘เชง เสร็ยร็วต’ อินฟลูฯเขมรสุดเดือดตะโกนลั่นอ้างเป็นลูกหลานพญานาค!

กรณีที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจจังหวัดกันดาล ประเทศกัมพูชา ได้บุกเข้าจับกุมตัว “เชง เสร็ยร็วต” หรือที่หลายคนรู้จักในนาม “เลิฟ ริยา” (Love Riya) ซึ่งเป็น อินฟลูเอนเซอร์เขมรสุดเดือด ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในวงการความงามและธุรกิจแม่ค้าออนไลน์ จนได้รับฉายา “นักรบนิรนามแห่งสยามเมืองยิ้ม”

เปิดนาทีจับกุม ‘เชง เสร็ยร็วต’ อินฟลูฯเขมรสุดเดือดตะโกนลั่นอ้างเป็นลูกหลานพญานาค!

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยข้อกล่าวหาอย่างชัดเจนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่นำไปสู่การจับกุมครั้งนี้อย่างเป็นทางการ แต่รายงานจากสื่อต่างประเทศระบุว่า เธอได้ถูกควบคุมตัวไปเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งทำให้กระแสความสนใจจากทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมาก

วินาทีดramaticขณะถูกจับกุม

ล่าสุดสื่อท้องถิ่นของกัมพูชาอย่าง “The Cambodia Morning Post” ได้เผยโคลดวินาทีการจับกุม เชง เสร็ยร็วต ซึ่งเป็นคลิปที่เผยให้เห็นถึงพฤติกรรมของเธอระหว่างถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว โดยในขณะนั้น อินฟลูฯเขมรสุดเดือด ได้ตะโกนอ้างตัวว่าตนเองเป็น “ลูกหลานพญานาค” ทำให้เหตุการณ์กลายเป็นประเด็นระดับออนไลน์

คลิปดังกล่าวได้สร้างกระแสการพูดคุยเป็นวงกว้างในโซเชียลมีเดีย โดยหลายคนต่างแสดงทัศนคติหลากหลาย ทั้งความสงสัยในสาเหตุของการจับกุม ความเชื่อที่ เชง เสร็ยร็วต อ้างว่าเป็น “ลูกหลานพญานาค” และพฤติกรรมที่แปลกประหลาดในช่วงเวลานั้น

จากข้อมูลเบื้องต้นก่อนหน้านี้ สื่อรายงานว่า เชง เสร็ยร็วต มีชื่อเสียงโดดเด่นในฐานะ Influencer และ Content Creator ในประเทศกัมพูชา โดยมีผู้ติดตามจำนวนมากบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ นอกจากนี้ เธอยังมีธุรกิจขายผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่เป็นที่นิยมในท้องถิ่น

  • ชื่อจริง: เชง เสร็ยร็วต
  • ชื่อเล่น: เลิฟ ริยา (Love Riya)
  • ชื่อเสียงในอุตสาหกรรมความงาม
  • มีผู้ติดตามจำนวนมากบนโซเชียลมีเดีย
  • ถูกจับกุมในเขตจังหวัดกันดาล เมื่อเช้าวันที่ 14 ส.ค. ปี 2024

เนื่องจากกรณีนี้ได้สร้างกระแสความสนใจทั้งในและต่างประเทศ ทำให้หลายคนต่างจับตามองว่าจะเกิดการเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับข้อกล่าวหาหรือหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวอีกครั้ง รวมถึงความเคลื่อนไหวในโลกออนไลน์ของ อินฟลูฯเขมรสุดเดือด ในอนาคตอย่างไร

ไม่ว่าจะเป็นความจริงหรือเพียงแค่การสร้างภาพลักษณ์ ประเด็นนี้ก็ยังคงเป็นหัวข้อที่น่าจับตาของวงการโซเชียลมีเดียและวงการบันเทิงในภูมิภาค เรายังคงติดตามและรายงานข่าวที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้อย่างใกล้ชิด

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ติดตาม เชง เสร็ยร็วต อย่าลืมติดตามข่าวและการอัปเดตจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้เพื่อไม่พลาดความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญนี้

ที่มา – เปิดนาทีจับกุม ‘เชง เสร็ยร็วต’ อินฟลูฯเขมรสุดเดือดตะโกนลั่นอ้างเป็นลูกหลานพญานาค!

‘ชัยชนะ’ ค้านเปิดทางใช้สารเร่งเนื้อแดง ต้องปกป้องสุขภาพคนไทย

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม นายชัยชนะ เดชเดโช รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ จ.นครศรีธรรมราช ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นที่สังคมกำลังตื่นตัว นั่นคือ การนำเข้าเนื้อหมูจากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งผูกพันกับประเด็นการใช้สารเร่งเนื้อแดงที่อาจกระทบต่อสุขภาพของคนไทย

‘ชัยชนะ’ ค้านเปิดทางใช้สารเร่งเนื้อแดง ต้องปกป้องสุขภาพคนไทย

นายชัยชนะ เดชเดโช ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า ในฐานะผู้รับผิดชอบด้านสาธารณสุขของประเทศ ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายเพื่อเปิดทางให้มีการใช้สารเร่งเนื้อแดงในประเทศไทย เพราะถือเป็นอันตรายต่อสุขภาพประชาชน โดยขอยึดแนวทางตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 269) พ.ศ. 2546 ที่ห้ามมิให้ใช้สารเคมีในกลุ่มเบตาอะโกนีสต์ ซึ่งสารเหล่านี้มีความเสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์หากได้รับเข้าสู่ระบบในระยะยาว

มาตรการป้องกันที่ชัดเจน

การออกกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 ภายใต้พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ซึ่งรองรับการคุ้มครองผู้บริโภคโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่อาหารหรือสัตว์ที่นำเข้าจากต่างประเทศมีการใช้สารเคมีเร่งเนื้อแดงที่อาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพได้

นอกจากนี้ ล่าสุดยังไม่มีการรายงานจาก นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้าทีมไทยแลนด์ ที่จะมีการรายงานรายละเอียดเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวในระดับคณะรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม นายชัยชนะ ได้เน้นย้ำว่า หากมีข้อเสนอใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเปิดทางนำเข้าอาหารที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงจากสหรัฐฯ จำเป็นต้องถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาอย่างรอบคอบ มีการหารือในสภาผู้แทนราษฎร และต้องรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผ่านตัวแทน ส.ส. ก่อนใดๆ ทั้งสิ้น

  • ยึดหลักความปลอดภัยอาหาร: ห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงในเนื้อสัตว์ที่นำเข้า
  • กฎหมายที่มีผล: ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 269 พ.ศ. 2546 มีผลผูกพัน
  • พิจารณาผลกระทบ: ต้องมีการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรก่อนดำเนินการ

เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปิดทางให้ใช้สารเร่งเนื้อแดงในประเทศไทย แล้วก็เจตนาของรัฐบาลที่มีท่าทีต่อความปลอดภัยของประชาชนอย่างจริงจัง ทำให้ประชาชนสามารถมั่นใจได้ว่าจะมีการพิจารณาอย่างรอบด้านเสมอ

“การนำเข้าอาหารปลอดภัยต้องมาพร้อมกับการคุ้มครองสุขภาพประชาชนเป็นอันดับแรก ซึ่งไม่ควรส่งเสริมให้มีการใช้สารใด ๆ ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งที่คุณรักที่สุด”

ที่มา – ‘ชัยชนะ’ ค้านเปิดทางใช้สารเร่งเนื้อแดง ต้องปกป้องสุขภาพคนไทย

ติวเข้ม! กรมวิชาการเกษตร ดัน ‘พริกพื้นถิ่น’ สู่เชิงพาณิชย์สร้างมูลค่าเพิ่ม

เมื่อเร็ว ๆ นี้ กรมวิชาการเกษตร ร่วมกับหน่วยงานวิจัยในพื้นที่ ได้จัดกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการภายใต้หัวข้อ ติวเข้ม! กรมวิชาการเกษตร ดัน ‘พริกพื้นถิ่น’ สู่เชิงพาณิชย์สร้างมูลค่าเพิ่ม ที่จังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับเกษตรกรกลุ่มพริกแปลงใหญ่บ้านจานลาน ในการแปรรูปพริกพื้นถิ่นให้กลายเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์ที่มีคุณภาพและมูลค่าสูง

ติวเข้ม! กรมวิชาการเกษตร ดัน ‘พริกพื้นถิ่น’ สู่เชิงพาณิชย์สร้างมูลค่าเพิ่ม

น.ส.ศุภมาศ กลิ่นขจร ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์เกษตรจากกองวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า โครงการนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างกรมวิชาการเกษตร สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 จังหวัดอุบลราชธานี และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรอำนาจเจริญ โดยมีเกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่เข้าร่วมกว่า 50 ราย

เนื้อหาหลักของการอบรม

กิจกรรมที่จัดมุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการแปรรูปพริกพื้นถิ่น ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่เหล่าผู้ประกอบการสามารถนำไปพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้อย่างยั่งยืน เช่น

  • พริกป่นคุณภาพสูง
  • น้ำพริกเผาสูตรเฉพาะ
  • บาล์มแคปไซซินจากสารสกัดพริก

นอกจากนี้ ยังมีการอบรมเรื่องการออกแบบบรรจุภัณฑ์ การควบคุมคุณภาพ การรักษามาตรฐานสากลตาม GMP และ HACCP รวมถึงเทคโนโลยีในกระบวนการเก็บรักษาและกฎหมายอาหาร เพื่อให้สินค้าที่ผลิตมีความปลอดภัยและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค

เป้าหมายเชิงนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

น.ส.ศุภมาศ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมดังกล่าวเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของกรมวิชาการเกษตรในแนวทางของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิชาการกับเกษตรกรในท้องถิ่น เพื่อสร้างกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่เข้มแข็งและมีความสามารถในการแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตรให้ได้คุณค่าเชิงพาณิชย์มากขึ้น

พร้อมกันนี้ ยังมุ่งเสริมศักยภาพในการตลาดทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างยั่งยืน รวมถึงการขยายผลสู่ชุมชนต่างๆ ให้การพึ่งพาตนเองและการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

แผนขยายผลสู่พื้นที่อื่น

กรมฯ วางแผนที่จะขยายการดำเนินงานนี้ไปยังภาคกลางในปี 2569 และภาคตะวันออกในปี 2570 โดยหวังว่าจะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน และสร้างโอกาสทางรายได้ให้เกษตรกรไทยมากขึ้นกว่าเดิม

การแปรรูป พริกพื้นถิ่น ผ่านแนวทางที่ถูกต้อง สามารถช่วยลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มศักยภาพให้กับผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรไทยได้อย่างแท้จริง

หากคุณเป็นเกษตรกรหรือผู้ประกอบการที่สนใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เกษตร ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายนี้ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย

ที่มา – ติวเข้ม! กรมวิชาการเกษตร ดัน ‘พริกพื้นถิ่น’ สู่เชิงพาณิชย์สร้างมูลค่าเพิ่ม

นอภ.เกาะกูด แจง ‘หมู่บ้านกัมพูชา’ สั่งดำเนินคดี รื้อถอนแล้ว

จากกรณีที่มีข่าวลือในโลกโซเชียลเกี่ยวกับการปรากฏตัวของชาวกัมพูชา 20 ครอบครัวที่เข้ามาตั้งหลักแหล่งบน หมู่บ้านกัมพูชา เกาะกูด จังหวัดตราด ล่าสุดทางอำเภอกำลังดำเนินการตรวจสอบและให้ข้อมูลอย่างเป็นทางการแล้ว โดยระบุชัดเจนว่าคนต่างด้าวกลุ่มนี้เป็นแรงงานที่เข้ามาปฏิบัติงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ได้ก่อสร้างที่พักอาศัยชั่วคราวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอภ.เกาะกูดแจงเกี่ยวกับหมู่บ้านกัมพูชา

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม นายไพรัช สร้อยแสง นายอำเภอเกาะกูด ได้เผยให้ทราบว่า เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2567 เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เกาะกูด ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่หมู่ที่ 1 ตำบลเกาะกูด และตรวจพบเพิงพักอาศัยจำนวน 13 หลัง ส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนที่ดินของชาวไทยสามราย

ได้แก่ นางชูศรี เถาวัลย์ ซึ่งมีเพิงพัก 5 หลัง นายบุญมี สองเมือง 5 หลัง และนายบังเอิญ กระต่ายจันทร์ 3 หลัง ซึ่งจากการสอบสวนพบว่า 12 หลังในจำนวนนี้เป็นเพิงพักของแรงงานชาวกัมพูชาที่เข้ามาปฏิบัติงานในโรงแรมและรีสอร์ทบนเกาะกูดอย่างถูกกฎหมาย แต่เนื่องจากทางโรงแรมไม่อนุญาตให้ครอบครัวมาพักด้วย จึงทำการเช่าที่ดินเพื่อสร้างบ้านพักอาศัยชั่วคราวแทน

มีการดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว

ทาง หมู่บ้านกัมพูชา เกาะกูด ถือว่าไม่ใช่ปัญหาที่ถูกละเลย เนื่องจาก อบต.เกาะกูด ได้ออกคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างและห้ามใช้อาคารดังกล่าว เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 เนื่องจากพบว่า퓷ก่อสร้างนี้ไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ปี พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นการกระทำผิดกฎหมาย

สำหรับประเด็นที่กล่าวถึงเกี่ยวกับการสร้างถนนเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับครอบครัวชาวกัมพูจนั้น ทางอำเภอได้อธิบายว่าถนนในพื้นที่เป็นถนนดินลูกรังที่มีอยู่เดิม ความยาวประมาณ 700 เมตร และได้รับการปรับปรุงเป็นถนนคอนกรีตโดย อบจ.ตราด แต่ถูกยังไม่มีการได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องจากกองทัพเรือ ซึ่งปัจจุบันการก่อสร้างได้ถูกระงับไว้ชั่วคราวแล้ว

จึงยืนยันอย่างชัดเจนว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ใดของรัฐได้สร้างสาธารณูปโภคเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับแรงงานชาวกัมพูชา ตามที่มีข่าวระบุ

สถานการณ์ปัจจุบันหมู่บ้านกัมพูชา

ในส่วนของสถานการณ์ปัจจุบัน ยังมีแรงงานชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อีก 19 คน (รวมเด็ก 8 คน) ซึ่งได้รับการอนุญาตให้ผ่อนผันและจะย้ายออกจากพื้นที่ภายในวันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568 หลังจากนั้นทางองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะกูดจะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายเพื่อรื้อดำเนินการเพิงพักดังกล่าวตามขั้นตอนทางกฎหมาย

การดำเนินการในครั้งนี้ถือว่าสำคัญเพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในเรื่องการจัดการแรงงานต่างด้าวและการใช้ที่ดินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดต้องเข้าใจและดำเนินไปพร้อมกัน เพื่อความยั่งยืนของชุมชนท้องถิ่น

บทความนี้อยากเชิญชวนให้ทุกคนเข้าใจบริบทของปัญหาและการแก้ไขอย่างยุติธรรม โดยการรับรู้ข้อมูลอย่างมีเหตุผลจะช่วยลดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับกลุ่มคนต่างด้าวในพื้นที่ของเรา

ที่มา – ‘นอภ.เกาะกูด’ แจงที่มา ‘หมู่บ้านกัมพูชา’ สั่งดำเนินคดีทางกฎหมายเตรียมรื้อถอนแล้ว

ซิลวี่-มิ้น ปิดฉากรัก 5 ปี จบด้วยความเข้าใจ

ล่าสุด สังคมออนไลน์ถูกทำให้ฮือฮาเมื่อซิลวี่ ภาวิดา และมิ้น มิณฑิตา คู่รักสุดหวานที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันความหลากหลายทางเพศในวงการบันเทิง และชุมชน LGBTQ+ ออกมาเปิดใจผ่านโพสต์อินสตาแกรมส่วนตัว โดยได้ประกาศข่าวสำคัญว่า ทั้งสองตัดสินใจเลิกความสัมพันธ์ในฐานะคู่รักแล้ว หลังจากใช้เวลาร่วมกันมาถึง 5 ปีเต็ม

ซิลวี่-มิ้น ปิดฉากรัก 5 ปี จบกันด้วยความเข้าใจ

แม้ข่าวดีจะน่าเสียดายสำหรับแฟนคลับที่ติดตามมา แต่สิ่งที่ซิลวี่-มิ้นอยากสื่อคือ ความสัมพันธ์ในครั้งนี้ไม่ได้จบลงด้วยความเจ็บปวด แต่จบลงด้วยความเข้าใจ ความรัก และความเคารพในกันและกัน ผ่านข้อความสั้นๆ ที่โพสต์บนอินสตาแกรมส่วนตัวของซิลวี่ ซึ่งระบุว่า “เราสองคนมีเรื่องอยากบอก หลังจากใช้เวลาร่วมกันมา 5 ปีเต็ม วันนี้เราตัดสินใจแยกทางกันในฐานะคู่รัก มันไม่ใช่การจากลากันด้วยความเสียใจ แต่เป็นการเลือกด้วยความเข้าใจ และความเคารพในกันและกัน”

เพื่อเพิ่มเติมเต็มอารมณ์และความจริงใจในโพสต์นี้ ซิลวี่ยังได้แนบแคปชั่นสั้นๆ ว่า “with love and respect from us. truly. thank you for understanding, loving, and support” พร้อมภาพหลากหลายช่วงเวลาที่ทั้งสองใช้เวลาร่วมกันอย่างมีความสุข

บทสรุปของความรักที่เติบโตมาด้วยกัน

ในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ซิลวี่-มิ้นไม่เพียงแต่เป็นคู่รัก แต่ยังเป็นที่พึ่งและแรงใจของกันและกันในช่วงเวลาที่ยากลำบาก พร้อมกันนี้ยังเป็นคู่ที่ถ่ายทอดอารมณ์ ความรัก และความเท่าเทียมให้กับคนรุ่นใหม่ในชุมชนผ่านภาพลักษณ์และข้อความมากมาย ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ถึงความกล้าหาญและความเข้าใจซึ่งกันและกัน

แม้ความสัมพันธ์ของทั้งสองจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใหม่ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าความรักจะลดน้อยลงไป แต่กลายเป็นบทเรียนและประสบการณ์ที่ทำให้ทั้งสองเติบโตขึ้นในรูปแบบของเพื่อน ที่ยังคงอยู่เคียงข้างและเป็นกำลังใจให้กันเสมอ

ทั้งนี้แฟนคลับและสื่อมวลชนต่างให้ความเคารพและเข้าใจในความตัดสินใจของทั้งสองอย่างเต็มที่ โดยมีหลายคนแสดงความเสียใจแต่ก็พร้อมให้พื้นที่ส่วนตัวกับคู่รักคนนี้

  • “ขอบคุณสำหรับความรักที่เคยแบ่งปัน”
  • “เข้าใจและยังเชียร์เสมอ”
  • “รักในแบบไหนก็ขอให้ทั้งสองมีความสุข”

ในท้ายที่สุด ข้อความที่ออกมาจากซิลวี่-มิ้น สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของการใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยเมตตา ความเข้าใจ และความจริงใจ ซึ่งกรณีนี้ยังสอนให้เราได้เรียนรู้ว่า บางครั้งการจากลากันไม่ได้แปลว่าเจ็บปวดเสมอไป แต่ก็อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

หากคุณเคยมีความสัมพันธ์แบบนี้บ้าง หรือเพิ่งผ่านช่วงเวลาที่เลิกจากใครมา ลองมองไปข้างหน้าและเชื่อว่าทุกความสัมพันธ์ล้วนมีเหตุผล และบางครั้งจบลงก็เพื่อโอกาสใหม่ๆ ที่ดีกว่า

ที่มา – ‘ซิลวี่-มิ้น’ ปิดฉากรัก 5 ปี จบกันด้วยความเข้าใจ ขอบคุณช่วงเวลาที่เติบโตมาด้วยกัน

สส.พรรคประชาชนวิจารณ์งบสร้างตึก ‘คมนาคม’ 3.8 พันล้านบาท

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ที่รัฐสภา ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ในวาระที่ 2-3 ซึ่งมีการอภิปรายถึงรายการงบประมาณที่น่าจับตา หนึ่งในนั้นคือ งบสร้างตึกกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ ที่มีมูลค่าสูงถึง 3,832 ล้านบาท

สส.พรรคประชาชนวิจารณ์งบสร้างตึก ‘คมนาคม’ 3.8 พันล้านบาท

โดยนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างตึกกระทรวงคมนาคมใหม่ ซึ่งเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณผูกพันเป็นเวลา 3 ปี (2569-2571) ตึกแห่งนี้จะมีจำนวน 22 ชั้น บนพื้นที่ 18.5 ไร่ มีเนื้อที่รวม 115,196 ตารางเมตร พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย เช่น ห้องอาหารวีไอพี ห้องฟิตเนส ห้องสมุด ห้องประชุมขนาดใหญ่ และห้องอบรม เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าใช้งบประมาณมากเกินความจำเป็น เพราะมีเพียง 5 หน่วยงานที่จะย้ายเข้ามาประจำ เช่น สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม กรมขนส่งทางราง ฯลฯ โดยมีจำนวนเจ้าหน้าที่ที่จะเข้าประจำเพียง 1,018 คน ขณะที่ตึกมีที่จอดรถถึง 1,100 คัน หรือคิดเป็น 1 คนต่อ 1 คัน ซึ่งถือว่าสูงเกินเหตุ โดยเฉพาะเมื่อตึกตั้งอยู่ติดกับสถานีกลางบางซื่อที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายด้วยระบบขนส่งสาธารณะ

การใช้เงินลงทุนที่อาจสิ้นเปลือง

นอกจากนี้ ยังมีข้อตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในเชิงลึก เช่น ค่าที่ดิน 2,250 ล้านบาท และ ค่าก่อสร้าง 3,832 ล้านบาท รวมทั้งค่าควบคุมการก่อสร้างและค่าปรับปรุงแบบอีกหลายร้อยล้านบาท รวมเป็นเงินลงทุนกว่า 5,810 ล้านบาท ซึ่งหากพิจารณาจากจำนวนเจ้าหน้าที่และประโยชน์ที่ได้รับจริงแล้ว ถือว่าสูงเกินความเหมาะสม

นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ระบุเพิ่มเติมว่า โครงการนี้มีค่าใช้จ่ายสูงถึง 3.8 ล้านบาทต่อข้าราชการ 1 คน ซึ่งมากกว่ากระทรวงอื่นหลายเท่าตัว ทั้งยังมีเฟอร์นิเจอร์ที่มีราคา昂贵 เช่น โต๊ะราคา 200,000 บาท และเก้าอี้ห้องสตูดิโอ 111,000 บาท เป็นต้น

  • งบก่อสร้างตึก: 3,832 ล้านบาท
  • ค่าที่ดิน: 2,250 ล้านบาท
  • จำนวนเจ้าหน้าที่: เพียง 1,018 คน
  • ที่จอดรถ: 1,100 คัน
  • พื้นที่ใช้สอยต่อคน: 124 ตารางเมตร

ด้วยข้อมูลทั้งหมดนี้ ทำให้หลายคนเห็นว่าการใช้ สส.พรรคประชาชน ต่อต้านการใช้งบประมาณอย่างหว่านของกระทรวงคมนาคมนั้นมีความจำเป็น และเป็นการสะท้อนถึงความต้องการในการตรวจสอบงบประมาณของภาครัฐอย่างเข้มงวดมากขึ้น

การพัฒนาภาครัฐควรเน้นประโยชน์แก่ประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่การสร้างอาคารโอ่อ่าหรูหราเพียงเพื่อความสวยงาม ตึกหน่วยงานควรถูกออกแบบให้วางแนวทางการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า และให้ประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

หากคุณเป็นผู้ที่ติดตามเรื่องการใช้งบประมาณภาครัฐหรือการเมืองไทย อย่าลืมติดตามข่าวสารจากพรรคประชาชน และประเด็นเกี่ยวกับ สส.พรรคประชาชน ว่าจะมีแนวทางอย่างไรในการตรวจสอบงบประมาณในอนาคต หากมีความโปร่งใสมากขึ้น น่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนมากยิ่งขึ้น

ที่มา – สส.พรรคประชาชนลากไส้ ‘คมนาคม’ ถลุงงบฯ 3.8 พันล้านบาท สร้างตึกใหม่

ด่วน! จับอดีตเจ้าคณะนครสวรรค์ยักยอกเงินวัดกว่า 4 แสน

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบัญชาการปราบปรามPersons ได้ดำเนินการขอหมายจับจากศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ต่อ ด่วน! จับอดีตเจ้าคณะนครสวรรค์ยักยอกเงินวัดกว่า 4 แสน ซึ่งเป็นข่าวที่กำลังอยู่ในกระแสสังคมออนไลน์ ทั้งนี้ ผู้ต้องหาคือ นายสฤษฏิ์ จันท์ประธาตุ หรือรู้จักในฐานะพระธรรมวชิรธีร อดีตเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ และเจ้าอาวาสวัดนครสวรรค์ พร้อมด้วย นางสาวภูธินี (สงวนนามสกุล) ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ร่วมสมคบกับผู้ต้องหาดังกล่าว

ด่วน! จับอดีตเจ้าคณะนครสวรรค์ยักยอกเงินวัดกว่า 4 แสน

จากข้อมูลที่สืบสวนพบว่า พฤติการณ์ของผู้ต้องหาเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม 2567 จนถึง กรกฎาคม 2568 โดยอดีตเจ้าอาวาสสั่งให้พระศตยา พุ่มเดช ซึ่งเป็นพระลูกวัด ดำเนินการเบิกถอนเงินจำนวนกว่า 4.1 ล้านบาท จากบัญชีวัดนครสวรรค์ จากนั้นนำเงินมาฝากบัญชีส่วนตัวของพระศตยาก่อนที่จะถูกโอนต่อไปยังบัญชีส่วนตัวของผู้ต้องหา ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่ส่อให้เห็นถึงการยักยอกทรัพย์อย่างผิดกฎหมาย

ความสัมพันธ์กับคนสนิทถูกฉุดลากมาพัวพัน

รายงานยังเผยให้เห็นอีกว่า หากย้อนกลับไป พระศตยาได้ให้การรับสารภาพว่าได้รับคำสั่งโดยตรงจากอดีตเจ้าอาวาสให้ดำเนินการรับ-โอนเงินจำนวนมาก และพบว่า น.ส.ภูธินี เคยมาร่วมพบผู้ต้องหาหลายครั้งที่วัด ซึ่งถูกกล่าวว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอดีตเจ้าอาวาส ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องเปิดเผยประเด็นใหม่ของแนวทางยักยอกทรัพย์ที่อาจมีลักษณะซับซ้อนมากกว่าที่คาด

ประเด็นดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งกรณีที่สะท้อนให้เห็นถึงการกระทำที่ผิดวินัยทางศาสนาของพระภิกษุที่มีตำแหน่งหน้าที่สำคัญ เช่นเดียวกับการที่วัดไม่เพียงเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังมีทรัพยากรทางการเงินที่ขนาดใหญ่ซึ่งหากปราศจากความโปร่งใส อาจทำให้แนวทางการดำเนินงานเกิดเบาะแน่นบ่อนอก

ในขั้นตอนดำเนินคดีเบื้องต้น อดีตเจ้าคณะฯ ได้ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อขอมอบตัว และขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองรายแล้ว คาดว่าจะนำตัวเข้าขยายผลสอบสวนเพิ่มเติมที่กองบัญชาการปราบปรามในเร็วๆ นี้

การกระทำผิดที่เกิดขึ้นต่อวัดนครสวรรค์นี้ ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสถาบันศาสนา แต่อาจก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับระบบการบริหารวัดที่ยังอ่อนแอและขาดการตรวจสอบภายใน ซึ่งผู้มีจิตศรัทธาจำต้องรอติดตามความคืบหน้าต่อไป

หากคุณกำลังติดตามข่าว ด่วน! จับอดีตเจ้าคณะนครสวรรค์ยักยอกเงินวัดกว่า 4 แสน อย่าลืมติดตามข่าวล่าสุดเพื่อดูว่าจะมีการปิดช่องโหว่การบริหารวัดอย่างไรในอนาคต

ที่มา – ด่วน! บุกจับอดีตเจ้าคณะนครสวรรค์ ยักยอกเงินวัดเปย์สีกาคนสนิท 4 แสน

กรมธรณี คืนชีพไดโนเสาร์ไทย 13 สายพันธุ์ ชมนิทรรศการเสมือนจริง

นิทรรศการพิเศษที่ใครหลายคนรอคอย “กรมธรณี คืนชีพไดโนเสาร์ไทย 13 สายพันธุ์” ได้เปิดโอกาสให้ทุกคนได้สัมผัสกับโลกของไดโนเสาร์นักล่าดึกดำบรรพ์ผ่านการจำลองที่สมจริงภายในงาน “13 Dinos of Siam : มหัศจรรย์แห่งกาลเวลา” ซึ่งจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 14-31 สิงหาคม 2568 นี้ ที่กรมทรัพยากรธรณี ถนนพระราม 6 เขตราชเทวี กรุงเทพฯ

กรมธรณี คืนชีพไดโนเสาร์ไทย 13 สายพันธุ์

งานนี้ได้รับเกียรติจากนายพิชิต สมบัติมาก อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานอย่างเป็นทางการ โดยมีบุคคลสำคัญร่วมงานมากมาย ทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านบรรพชีวินวิทยา และผู้สนใจทั่วไป ร่วมชมขบวนพาเหรดของ 13 สายพันธุ์ของไดโนเสาร์ไทยที่สำคัญ และได้พบกับมาสคอตไดโนเสาร์ที่น่ารักและน่าสนใจ

นายพิชิต กล่าวว่า วัตถุประสงค์หลักของงานนี้คือเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และเพิ่มพูนความตระหนักเกี่ยวกับซากดึกดำบรรพ์ ธรณีวิทยา และธรรมชาติวิทยาให้แก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป โดยให้ความรู้ผ่านนิทรรศการที่น่าสนใจและเข้าใจง่าย เพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจในทรัพยากรธรรมชาติของไทย

ชมหุ่นจำลองไดโนเสาร์เคลื่อนไหวเสมือนจริง

ภายในงานแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 โซนหลักเพื่อเพิ่มประสบการณ์การเรียนรู้แบบครบวงจรสำหรับผู้เข้าชม โดยเริ่มที่

  • โซน 1: Dinosaur World สวนดึกดำบรรพ์ – นิทรรศการหุ่นจำลองไดโนเสาร์ 13 สายพันธุ์ไทยเคลื่อนไหวเสมือนจริง และสามารถชมฟอสซิลชิ้นจริงของประเทศได้
  • โซน 2: 13 Dinos of SIAM – ห้องนิทรรศการที่แสดงวิดีโอองค์ความรู้เกี่ยวกับไดโนเสาร์ 13 สายพันธุ์ของไทย
  • โซน 3: Dino Lab ปลุกชีพน้องไดโน – จำลองห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ที่ให้โอกาสผู้เข้าชมทดลองเชื่อมโยงกับการฟักไข่ไดโนเสาร์ด้วยมินิเกมสุดสร้างสรรค์
  • โซน 4: Explore Dinosaur – กิจกรรมขุดค้นทางบรรพชีวินวิทยาที่ทำให้ทุกคนเข้าใจประวัติศาสตร์โลกแบบมีส่วนร่วม

ทั้งนี้ งาน “กรมธรณี คืนชีพไดโนเสาร์ไทย 13 สายพันธุ์” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 31 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 – 16.15 น. ณ กรมทรัพยากรธรณี ถนนพระรามที่ 6 เขตราชเทวี กรุงเทพฯ

ห้ามพลาดโอกาสในการ “ย้อนเวลากลับสู่ยุคไดโนเสาร์” กับกิจกรรมและนิทรรศการที่จะทำให้คุณลืมตาฮือฮาอย่างแน่นอน!

ที่มา – ‘กรมธรณี’ คืนชีพไดโนเสาร์นักล่าดึกดำบรรพ์ ’13 สายพันธุ์ไทย’ ชวนชมนิทรรศการเสมือนจริง 14-31 ส.ค.นี้