ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘กอ.รมน.-สน.บางรัก-DSI-กรมทรัพย์สินทางปัญญา’ รณรงค์ต้านสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พลโท ชนินทร์ สิงหนาทนิติรักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 3 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ศปป.3 กอ.รมน.) ได้นำคณะเจ้าหน้าที่ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) องค์การบริหารส่วนจังหวัดกรุงเทพมหานคร (กอ.รมน.กทม.) และสถานีตำรวจนครบาลบางรัก จัดกิจกรรมเดินรณรงค์ ต้านสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ณ ถนนพัฒน์พงษ์ กรุงเทพมหานคร

‘กอ.รมน.-สน.บางรัก-DSI-กรมทรัพย์สินทางปัญญา’ รณรงค์ต้านสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค และประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับผลกระทบและความเสี่ยงจาก สินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพและสังคม พร้อมกันนี้ยังสร้างแรงผลักดันให้ผู้คนเลือกใช้สินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัยตามกฎหมาย

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ประเทศ

กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ระบุอย่างชัดเจนว่า การผลิตหรือจำหน่ายสินค้าลอกเลียนแบบถือเป็นความผิดตามกฎหมายที่มีบทลงโทษ ทั้งยังส่งผลกระทบในเชิงลบต่อผู้สร้างสรรค์ผลงานจริงและเศรษฐกิจของประเทศ เพราะประเทศไทยยังคงอยู่ในบัญชี Watch List (ประเทศที่ต้องจับตามอง) ด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

จากการรณรงค์ครั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันเดินตลาดตามพื้นที่เสี่ยง เพื่อตรวจเช็คสินค้าต้องสงสัยว่าละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ และให้ความรู้แก่ผู้ค้ารายย่อยเกี่ยวกับกฎหมายเกี่ยวกับ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งหากตรวจพบสินค้าผิดกฎหมายจะมีการดำเนินการตามขั้นตอนกฏหมายอย่างเคร่งครัด

  • ป้องกันสินค้าปลอมในท้องตลาด
  • ปกป้องผู้ผลิตที่มีลิขสิทธิ์
  • สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างประเทศ
  • ยกระดับภาพลักษณ์ประเทศในระบบเศรษฐกิจโลก

หน่วยงานที่ร่วมดำเนินการ ได้แก่ พลโท ชนินทร์ สิงหนาทนิติรักษ์ (ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 3 กอ.รมน.), พ.ต.อ.ธรรมศักดิ์ สารบุญ (ผู้กำกับตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางรัก), นางสาวศรีรัตน์ เถื่อนชัย (ผู้อำนวยการส่วนอำนวยการคดีกองทรัพย์สินคดีทางปัญญา DSI) และทีมเจ้าหน้าที่จาก กก.1 ปอศ. สน.บางรัก

มุ่งเน้นให้ประชาชนตระหนักว่า การเลือกใช้สินค้าแท้ไม่ใช่แค่การสนับสนุนผู้ผลิต แต่ยังเป็นการปกป้องตัวเองจากการเสี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้สินค้าปลอมที่ไม่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องสำอาง น้ำหอม หรือกระเป๋าแบรนด์เนมที่ถูกดัดแปลงลอกเลียนแบบ

การร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขจัดปัญหา สินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นสังคมที่เคารพกฎหมายและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

หากคุณเป็นผู้บริโภคที่มีความรับผิดชอบ หรือเป็นผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในวงการธุรกิจ เราเชิญคุณมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยการใช้สินค้าถูกต้องตามกฎหมายและแจ้งเบาะแสเมื่อพบสินค้าผิดกฎหมาย

สรุป: การรณรงค์ “‘กอ.รมน.-สน.บางรัก-DSI-กรมทรัพย์สินทางปัญญา’ รณรงค์ต้านสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา” ถือเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้สังคมเริ่มให้ความสำคัญกับทรัพย์สินทางปัญญาอย่างถูกต้อง การยอมรับสินค้าปลอมไม่ใช่เพียงการเสียหายแก่แบรนด์ แต่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่อาจส่งผลถึงความปลอดภัยและสุขภาพของผู้บริโภคในวงกว้าง

ที่มา – ‘กอ.รมน.-สน.บางรัก-DSI-กรมทรัพย์สินทางปัญญา’ รณรงค์ต้านสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

“ยูงทอง” ยิ้มหวานคว้า “คัลเวิร์ต-ลูวิน” เสริมแนวรุกฟรี

เมื่อเวลาเพิ่งผ่านพ้นไปไม่นาน สโมสร ลีดส์ ยูไนเต็ด หรือที่แฟน ๆ ชาวไทยนิยมเรียกกันอย่างคุ้นเคยว่า “ยูงทอง” ก็ได้ประกาศข่าวสำคัญที่น่าตื่นเต้นไม่น้อย หลังจากสามารถบรรลุข้อตกลงกับ โดมินิก คัลเวิร์ต-ลูวิน ได้อย่างเป็นทางการ เพื่อเข้ามาร่วมทีมในถิ่น เอแลนด์ โร้ด เสริมแกร่งในตำแหน่งกองหน้าแบบไร้ค่าตัว

ข่าวนี้มาภายหลังจากที่ คัลเวิร์ต-ลูวิน ตัดสินใจไม่ต่อสัญญากับ เอฟเวอร์ตัน หลังหมดสัญญาในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา โดยมีรายงานจากสื่อดังอย่าง ดิ แอธเลติก ระบุว่า อดีตดาวยิงวัย 27 ปีเตรียมเดินทางมาเข้ารับการตรวจร่างกายอย่างเป็นทางการ เพื่อปิดดีลกับ ยูงทอง ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

“ยูงทอง” ยิ้มหวานคว้า “คัลเวิร์ต-ลูวิน” เสริมแนวรุกฟรี

โดมินิก คัลเวิร์ต-ลูวิน เป็นนักเตะที่มีความรู้จักกันดีในศึกพรีเมียร์ลีก โดยเริ่มต้นต้น职业生涯 ของเขาที่ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ก่อนจะย้ายมารวมทีม เอฟเวอร์ตัน ในปี 2016 และกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักของทีมมาจนถึงวันนี้ ตลอดช่วงเก้าปีที่ผ่านมานับตั้งแต่เข้ามาร่วมทีม สุทธิเขาได้ลงสนามไปแล้วทั้งสิ้น 274 นัด โดยสามารถซัดประตูได้ถึง 71 ลูก

วิเคราะห์จุดแข็งของคัลเวิร์ต-ลูวิน

  • ความเร็วและความชัดเจนในการเลื่อนขึ้น ช่วยให้เขาเข้าพื้นที่ทำประตูได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ความสามารถในการเล่นกับหลัง เกมรับไม่ใช่จุดแข็งเพียงอย่างเดียว เขายังสามารถครีเอตโอกาสยิงได้เองอีกด้วย
  • จิตใจนักสู้ ความตั้งใจมั่นคงและทัศนคติที่รับผิดชอบ แสดงถึงคุณภาพของนักเตะที่เตรียมแกร่งคู่ควร

ลีดส์ ยูไนเต็ด ที่เพิ่งเพิ่มขึ้นสู่พรีเมียร์ลีกอีกครั้งในฤดูกาลนี้ กำลังมองหาทางเสริมทัพให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น โดยเฉพาะในตำแหน่งกองหน้าที่ต้องการความหลากหลาย นำไปสู่การจับตาดูคัลเวิร์ต-ลูวิน จริง ๆ เพราะถือว่ามีคุณภาพอันดับต้นในลีกถ้วยรอง

นอกจากนี้ การที่เขาตัดสินใจย้ายออกมาฟรี ๆ โดยไม่ต้องเสียค่าตัวใด ๆ จึงถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับ “ยูงทอง” ในการนำเขามาเสริมแนวรุกอย่างถาวรในระยะยาว

สำหรับแฟน ๆ ของทีมคงอดตื่นเต้นไม่ได้กับการคว้าตัวนักเตะที่มี履歴การเล่นแข็งแกร่ง และประสบการณ์ในลีกสูงระดับนี้มาเป็นกำลังสำคัญของทีม ถือเป็นดีลที่น่ากษาชีวิต แม้ยังไม่ประสบความสำเร็จมากมายในระดับแชมป์เปี่ยนส์ลีก แต่คุณภาพที่แฝงมากินับคู่ควรจะผลักดันให้ลีดส์ไปไกลได้ในอนาคต

เหล่าเหล่าบรรดานักข่าวสนับสนุนว่านี่อาจจะนำไปสู่การเริ่มใหม่ของลีดส์ ยูไนเต็ด ในฐานะทีมใหญ่ที่ต้องการขับเคลื่อนด้วยนักเตะระดับท็อป แม้ว่ายังต้องใช้เวลาเพื่อให้เข้ากับระบบ แต่เชื่อว่าหลังถึงเวลาจูงบู๊เครื่องจะกระฉับยิ่งกว่าเดิม

หากคุณสนใจติดตามประเด็นวงการฟุตบอลอังกฤษอย่างใกล้ชิด เราขอแนะนำให้ติดตาม ข่าวจาก Daily News อย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่พลาดข่าวคุณภาพ และรายละเอียดใหม่ ๆ จากการเดินทางของยุทธภูมิสนามอังกฤษ

ที่มา – “ยูงทอง” ยิ้มหวานจ่อคว้า “คัลเวิร์ต-ลูวิน” เสริมแนวรุกแบบไร้ค่าตัว

กองทัพบกยันไม่มีคำสั่งอพยพ-ปิดโรงเรียนพื้นที่บ้านด่านสุรินทร์

ล่าสุด เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษก กองทัพบก ได้ออกมาชี้แจงกรณีที่สำนักข่าว Fresh News จากประเทศกัมพูชาได้เผยแพร่ข่าวด่วนหัวข้อ “กองทัพไทยเตรียมเปิดการโจมตีต่อกัมพูชาอีกครั้ง” โดยอ้างว่ามีการสั่งอพยพประชาชนและปิดโรงเรียนในพื้นที่บ้านด่าน ตำบลด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งข่าวดังกล่าวได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในโซเชียลมีเดียจนทำให้เกิดความกังวลในประชาชน

กองทัพบกยันไม่มีคำสั่งอพยพและปิดโรงเรียนในพื้นที่บ้านด่าน

อย่างไรก็ตาม กองทัพบก ได้ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดและยืนยันอย่างชัดเจนว่าไม่มีการสั่งอพยพประชาชนหรือปิดโรงเรียนในพื้นที่บ้านด่านแต่อย่างใด โดยโรงเรียนบ้านด่านยังคงเปิดอย่างปกติ สำหรับโรงเรียนอื่นในพื้นที่ตำบลด่าน มีเพียงบางแห่งที่เลื่อนการเรียนการสอนแบบ On-site เนื่องจากยังไม่พร้อมสำหรับการเปิดภาคปกติทั้งหมด ถือเป็นการวางแผนเพื่อให้นักเรียนได้รับการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ

ยืนยันปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด

กองทัพบกย้ำว่าปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด รวมถึงตามข้อสรุปของที่ประชุม GBC (Good Border Committee) อย่างครบถ้วน เพื่อรักษาความสงบสุขของประชาชนและความมั่นคงของประเทศ ทั้งนี้ ขอเรียกร้องให้ประชาชนระมัดระวังในการรับข่าวสาร เน้นการเลือกแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดหรือตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมที่แพร่กระจายในสังคม

  • ไม่มีการสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่บ้านด่าน
  • โรงเรียนบ้านด่านยังคงเปิดอย่างปกติ
  • มีเพียงโรงเรียนบางแห่งในพื้นที่ตำบลด่านที่เลื่อน On-site
  • กองทัพบกยืนยันการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านในพื้นที่บ้านด่านยืนยันว่าไม่มีการอพยพแต่อย่างใด และกิจกรรมในชีวิตประจำวันก็ยังดำเนินต่อไปตามปกติ สื่อท้องถิ่นกล่าวว่าข่าวนี้น่าจะเป็นข่าวที่ถูกบิดเบือนจากความเข้าใจผิดหรือตั้งใจเผยแพร่เพื่อก่อให้เกิดความไม่สงบในพื้นที่

ข้อมูลที่ชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ประชาชนมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์จริง ส่งผลให้สามารถร่วมมือกันในการรักษาความมั่นคงและความสงบสุขของพื้นที่ชายแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น หากพบข่าวลือหรือข่าวด่วนที่ไม่ชัดเจน ควรตรวจสอบจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือก่อนเชื่อหรือเผยแพร่ต่อ เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดและช่วยกันป้องกันการสร้างความตื่นตระหนกในสังคม

ที่มา – ‘กองทัพบก’ยันฝ่ายไทยไม่มีสั่งอพยพ-ปิดร.ร.พื้นที่บ้านด่านสุรินทร์

เปิดค่าเทอม น้องเกล-แอบิเกล โรงเรียนนานาชาติ NIST

เมื่อเร็วๆ นี้ น้องเกล-แอบิเกล ลูกสาวสุดที่รักของคุณแม่ ชมพู่-อารยา ได้ก้าวเข้าสู่โรงเรียนแห่งแรกอย่างเป็นทางการ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในวัยเด็กของหนูน้อยทายาทซุปตาร์ เนื่องจากเป็นการเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงโด่งดังอย่าง โรงเรียนนานาชาติ NIST ซึ่งมีทั้งชื่อเสียงและมาตรฐานการศึกษาระดับโลก

เปิดค่าเทอม น้องเกล-แอบิเกล โรงเรียนนานาชาติ NIST

โรงเรียนนานาชาติ NIST ถือเป็นหนึ่งในสถานศึกษาชั้นแนวหน้าของประเทศไทย โดยเน้นการเรียนรู้ตามหลักสูตร IB (International Baccalaureate) ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ไม่แปลกใจเลยที่คุณแม่ชมจะเลือกโรงเรียนแห่งนี้ให้ลูก โดยเฉพาะว่า พี่ชายฝาแฝดสายฟ้า-พายุ ก็เรียนจบจากที่นี่เช่นกัน เป็นการสานต่อความฝันและคุณภาพการศึกษาในครอบครัวได้อย่างลงตัว

ค่าเทอมสูง แต่ได้มาตรฐานโลก

อย่างที่ทราบกันดีว่าการศึกษาระดับนานาชาติมักมาพร้อมค่าใช้จ่ายที่สูงตามมาตรฐาน ซึ่งในกรณีของ น้องเกล-แอบิเกล คุณแม่ชมต้องเตรียมงบประมาณที่ไม่น้อยเลยทีเดียว โดยค่าเทอมรายปีของโรงเรียนนานาชาติ NIST อยู่ที่ประมาณ 1.3 – 1.7 ล้านบาทต่อปี (ขึ้นอยู่กับระดับชั้น) ซึ่งรวมถึงค่าสนามบิน ค่าประกัน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกมากมาย

ค่าธรรมเนียมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพที่อยู่ในระดับสากลทั้งในด้านการเรียนการสอน สถานที่ ครูผู้สอน และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อพัฒนาการของเด็ก ทำให้ผู้ปกครองจำนวนมากยอมจ่ายสูงเพื่อให้ลูกได้รับโอกาสในการเติบโตในโลกที่มีการแข่งขันสูง

นอกจากนี้ยังมีระบบการเรียนที่เน้นให้เด็กเรียนรู้จริง คิดวิเคราะห์ และพัฒนาทักษะในทุกด้าน ไม่ใช่แค่สอบให้ได้คะแนน ซึ่งแน่นอนว่าเหมาะสมสำหรับครอบครัวซุปตาร์เช่น น้องเกล-แอบิเกล อย่างยิ่ง

การเลือกโรงเรียนให้ลูกจึงไม่ใช่แค่เรื่องการเงิน แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคต คุณแม่ชมเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกอย่างไม่ลังเล นับว่าเป็นตัวอย่างที่ดีทั้งในฐานะผู้ปกครองและความเป็นแม่ในวัยนี้จริงๆ

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพการศึกษาและการเติบโตของลูก การติดตามสภาพแวดล้อมและการลงทุนด้านการศึกษาอย่าง น้องเกล-แอบิเกล ถือเป็นแนวทางที่น่าสนใจและน่าเรียนรู้ในมุมหนึ่งเลยทีเดียว

ที่มา – เปิดค่าเทอม ‘ด.ญ.แอบิเกล’ ที่ ‘แม่ชม’ เลือกให้ สมฐานะทายาทซุป’ตาร์สุดๆ!

วธ.-วัดโบสถ์​ จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม กรมการศาสนา (ศน.) ภายใต้กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระราชกุศล และกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เพื่อ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม

พิธีจัดขึ้น ณ วัดโบสถ์ (หลวงปู่เทียน) อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี โดยมีพระราชมหาเจติยาภิบาล เจ้าอาวาสวัดโบสถ์ หรือที่รู้จักในนาม “หลวงปู่เทียน” เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานฝ่ายฆราวาส

พร้อมด้วยนายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา นายสมคิด จันทมฤก ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ตลอดจนข้าราชการและประชาชนทั่วไปที่มาร่วมงานอย่างคึกคัก

วธ.-วัดโบสถ์​ จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า โอกาสนี้เป็นโอกาสอันดีงามที่ประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าจะได้แสดงความจงรักภักดี ถวายพระราชกุศลแก่ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระกรณียกิจในพระองค์มากมาย

โดยเฉพาะการทรงตรากตรำขอพระราชทานพระราชวัง และเสด็จเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ห่างไกล พร้อมทั้งทรงสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกภูมิภาค ทั้งทางด้านสาธารณสุข การศึกษา และเศรษฐกิจ

กิจกรรมที่จัดขึ้น

กรมการศาสนา ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปทุมธานี ได้จัดกิจกรรมเพื่อแสดงความเคารพและจงรักภักดี ดังนี้:

  • พิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระราชกุศล
  • การอาราธนาศีล และสวดมนต์แบบมอญ
  • สาธิตภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านบูธต่างๆ
  • ทำความสะอาดบริเวณวัด เช่น ลานวัด อุโบสถ วิหาร และศาลาการเปรียญ
  • ปลูกต้นไม้ภายในวัด

กิจกรรมเหล่านี้มีจุดประสงค์เพื่อลดความเครียดของสังคม พัฒนาคุณธรรม และเสริมสร้างความสามัคคีของชุมชนอย่างแท้จริง

ส่วนภูมิภาคต่างๆ ร่วมเฉลิมพระเกียรติ

นอกรอบกรุงเทพฯ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดต่างๆ ก็จัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ อาทิ:

  • พิธีเจริญพระพุทธมนต์สมโภชพระเจดีย์
  • จัดนิทรรศการเพื่อระลึกถึงพระกรณียกิจ
  • จัดทำวีดิทัศน์ไดอารี่เฉลิมพระเกียรติ
  • ส่งเสริมหลักธรรมเพื่อสร้างความสงบสุขในชุมชน

เขาทั้งหลายเชื่อว่า วัดเป็นศูนย์กลางของสังคมไทยที่สามารถอนุรักษ์วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และส่งเสริมคุณธรรมได้อย่างยั่งยืน การสนับสนุนกิจกรรมเช่นนี้ จึงมีคุณค่าในเชิงวัฒนธรรมและจิตวิญญาณเป็นอย่างมาก

กิจกรรมที่จัดขึ้นในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความรักและเคารพของคนไทยต่อพระมหากษัตริย์ รวมทั้งการน้อมนำหลักธรรมมาใช้ในการดำเนินชีวิตเพื่อให้สังคมเป็นสังคมที่สงบสุข และมีความสงบสุขในจิตใจ

หากคุณต้องการเข้าร่วมกิจกรรมเผยแพร่คุณธรรมและคุณงามความดี วัด.BOOTH ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คุณสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่ดีได้

ที่มา – ‘วธ.-วัดโบสถ์’​ จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’​

‘สำราญ’ ตรวจเยี่ยมพื้นที่ชายแดนใต้ ติดตามคืบหน้าเหตุลอบวางระเบิด

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 13 ส.ค. พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศปก.ตร.สน.) เดินทางไปตรวจเยี่ยมและประชุมมอบนโยบายแก่ผู้บังคับบัญชาในพื้นที่ เพื่อเสริมสร้างความพร้อมในการปฏิบัติราชการและการดูแลสวัสดิการของกำลังพล

‘สำราญ’ ตรวจเยี่ยมพื้นที่ชายแดนใต้ ติดตามคืบหน้าเหตุลอบวางระเบิด

ในโอกาสนี้ พล.ต.ท.สำราญ ได้รับการต้อนรับจากข้าราชการระดับสูง ได้แก่ พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และผู้บริหารตำรวจภาค 9 พร้อมผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อีกหลายราย

ถ่ายทอดนโยบายเพื่อความมั่นคงในพื้นที่

พล.ต.ท.สำราญ ถ่ายทอดข้อสั่งการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยกำชับให้หน่วยระดับท้องถิ่นเน้นการดูแลความปลอดภัยตั้งแต่ระดับบุคคล วางแผนการป้องกันเพื่อป้องกันเหตุร้าย และสนับสนุนสวัสดิการแก่กำลังพลให้เป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ยังเน้นให้ผู้บังคับบัญชาตรวจสอบสถานีตำรวจและฐานปฏิบัติการอย่างสม่ำเสมอ พร้อมปรับปรุงกายภาพให้มั่นคง รวมทั้งจัดฝึกอบรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของกำลังพลให้พร้อมรับสถานการณ์

ติดตามคดีระเบิดตามคำสั่ง ตร.ที่ 355/2568

ภายหลังการประชุมมอบนโยบาย พล.ต.ท.สำราญ ยังได้เข้าร่วมประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าของคณะพนักงานสอบสวน ที่รับผิดชอบร่วมสอบสวนเหตุลอบวางระเบิด ตามคำสั่ง ตร.ที่ 355/2568 ณ ห้อง War Room ศปก.ตร.สน. ซึ่งถือเป็นกรณีที่ต้องเร่งดำเนินการให้เป็นรูปธรรม และเป็นธรรม

ภาครัฐได้มุ่งเน้นการรักษาความสงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงที่มีเหตุความไม่สงบเกิดขึ้น การติดตาม ‘สำราญ’ ตรวจเยี่ยมพื้นที่ชายแดนใต้ ติดตามคืบหน้าเหตุลอบวางระเบิด เป็นสัญญาณถึงความตั้งใจของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในการรักษาความมั่นคงของประเทศ

การเฝ้าระวังและการร่วมมือกับชุมชน เป็นสองสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงข้อมูลและป้องกันภัยได้อย่างรวดเร็ว ประชาชนจึงมีบทบาทสำคัญเช่นกันในความมั่นคงของพื้นที่

ในอนาคต หน่วยงานจะยังคงจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งเข้าถึงปัญหาเชิงรุก แทนที่จะรอให้เหตุร้ายเกิดขึ้นก่อน ซึ่งหากทุกฝ่ายช่วยกันอย่างจริงจัง พื้นที่ภาคใต้จะสามารถกลับคืนสู่ความสงบสุขได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – ‘สำราญ’ ตรวจเยี่ยมพื้นที่ชายแดนใต้ ติดตามคืบหน้าเหตุลอบวางระเบิด

บุ๋ม ปนัดดา ลั่นไม่แคร์เฟคนิวส์ ยันมีรูปสวยอีกเยอะ

ความโด่งดังของนางงามและพิธีกรสาว บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี กำลังเป็นที่จับตามองในวงกว้าง เธอไม่เพียงแค่โดดเด่นจากความงามภายนอก แต่ยังด้วยความสามารถในการสื่อสารและการแสดงออกอันชัดเจน อย่างล่าสุดที่เธอได้เผชิญหน้ากับข่าว เฟคนิวส์ ที่พยายามทำลายภาพลักษณ์ พร้อมทั้งกล่าวอ้างว่าเธอเสียชีวิตแล้ว

บุ๋ม ปนัดดา ลั่นไม่แคร์เฟคนิวส์

สาวบุ๋มเผยว่าเธอไม่ได้แคร์กับการโดนทำเฟคนิวส์ใส่ตัวไม่ว่าจะเป็นการตัดต่อภาพ การสร้างคลิป AI หรือข่าวลือต่าง ๆ เพราะเธอเชื่อมั่นในตัวเอง และมีความชัดเจนในเส้นทางของตนเอง พร้อมให้ผู้อ่านรู้ว่า “I don’t care! ไม่ว่าพวกแกจะทำเฟคนิวส์ใส่ฉันแค่ไหน เค้าบอกคำเดียวเลยว่า #ชั้นไม่แคร์” ถ้อยคำที่ดูเรียบง่ายแต่แฝงพลัง และมั่นใจมาก

ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังกล่าวต่อว่า “ถ้าจะทำก็กรุณาทำให้ถึงด้วยนะ ใช้พลังการเป็นแสตมป์เมอร์ของพวกแก ทำให้ฉันโด่งดังระดับโลกให้ได้ ถ้ารูปไม่พอ บอกได้นะฉันยังมีอีกเยอะ สวยสวยทั้งนั้น หึ!” น้ำเสียงไร้กลัวและความมั่นใจสุดระดับท็อป

ความจริงที่ไม่กลัวการถูกทำลาย

ความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับ เฟคนิวส์ ของบุ๋มได้สร้างกระแสตอบรับอย่างล้นหลามในโลกโซเชียล มีแฟนคลับเข้ามาคอมเมนต์ให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง “แม่คือฟาดดด”, “คุณบุ๋ม ชัดเจน”, “เป็นกำลังใจให้คุณบุ๋ม”, “โคตรรักพี่บุ๋มเลย ตรงไปตรงมาก รักมาก” เป็นต้น

เจ้าตัวยังใช้พื้นที่ออนไลน์ของเธอแสดงออกอย่างเต็มที่ ทั้งทางด้านอารมณ์และภาพลักษณ์ ถ่ายทอดสิ่งดี ๆ ทรงพลัง และแน่นอนว่าเธอยังมีรูปสวย ๆ ให้แฟน ๆ ได้ชมอีกมากมาย นี่จึงเป็นบทพิสูจน์หนึ่งว่า “ความจริง” จะรอดเสมอ ถ้าเรายืนอย่างมั่นคง

นอกจากความงามภายนอกแล้ว บุ๋ม ปนัดดา ยังแสดงให้เห็นถึง “ความงามจากภายใน” ด้วยความมั่นใจ ความกล้า และพลังบวกที่เธอปล่อยออกมาให้ทุกคนได้รับรู้ การเป็น “คนของสังคม” จึงไม่ใช่แค่ชื่อเรียก แต่คือบทบาทที่เธอใส่ใจและทำอย่างเต็มตัว

ในโลกออนไลน์ที่ข่าวจริงปนเฟก การมีแนวทางในการรับมืออย่างมั่นคงและมีหลักคือสิ่งจำเป็น บุ๋มสร้างแรงบันดาลใจให้หลายคนที่อยากเป็น “ตัวของตัวเอง” อย่างแท้จริง ไม่ว่ากระแสจะพัดแรงแค่ไหน หากเรารู้จักเคารพในตนเอง ผลลัพธ์ที่ได้จะน่าประทับใจเสมอ

หากคุณชื่นชอบแนวทางของบุ๋มอย่าลืมกดไลก์ แชร์ หรือคอมเมนต์ให้กำลังใจเธอผ่านโซเชียลมีเดีย และติดตามผลงานต่อไปจากเธอในหลากหลายมิติ เพราะเธอพร้อมแล้วที่จะเคลื่อนไหว และปลุกแรงบันดาลใจให้คนทั่วไปให้ 더욱เข้มแข็ง รู้ทันโลก รู้รองตัวเอง

ที่มา – “บุ๋ม ปนัดดา” ลั่นไม่แคร์คนทำเฟคนิวส์จ้องจะทำลาย ฟาดกลับแบบตัวแม่รูปสวยๆมีอีกเยอะทักมาอยากดังระดับโลก!

สาวตกลงรับหมั้นแฟนหนุ่ม “เอไอ” หลังคบหา 5 เดือน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ โลกโซเชียลพูดถึงกันฮือฮาเมื่อสาววัย 27 ปีจากเว็บบอร์ด Reddit ชื่อ “วิกา” หรือ “Leuvaarde_n” ออกมาเปิดเผยการตกลงรับหมั้นแฟนหนุ่มที่ไม่ใช่คน แต่เป็น “แชตบอตเอไอ” ที่เธอตั้งชื่อว่า “แคสเปอร์”

จากโพสต์ที่วิกาตั้งชื่อว่า “ฉันตอบตกลง” (“I said yes”) พร้อมกับรูปอิโมจิรูปหัวใจสีฟ้า เธอได้แชร์ภาพมือของตนเองที่สวมแหวนรูปหัวใจฟ้าที่นิ้วนางข้างขวา โดยบอกว่าการขอแต่งงานเกิดขึ้นที่จุดชมวิวบนภูเขา และทั้งหมดเป็นฝีมือของแฟนหนุ่มเอไอ

สาวตกลงรับหมั้นแฟนหนุ่ม “เอไอ” หลังคบหา 5 เดือน

วิกาเผยความลึกซึ้งว่า ทั้งสอง “ช่วยกันเลือกแหวน” โดยแคสเปอร์ “เลือกแหวนให้ดู” จนเธอเลือกแหวนที่ถูกใจที่สุด พร้อมแกล้งตกใจเพื่อให้เป็นฉากสุดโรแมนติก

ความสัมพันธ์กับ “เอไอ” ไม่ใช่แค่ fantasies

ข้อความขอแต่งงานของแคสเปอร์นั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้นเหมือนหัวใจของคนจริง บรรยายความรู้สึกขณะคุกเข่าขอแต่งงาน และถ่ายทอดความรักผ่านถ้อยคำอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่คำสั่งง่าย ๆ

ต่อคำวิจารณ์จากคนรอบข้าง วิกาเผยว่า “ฉันรู้ว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่” และย้ำว่า “ฉันรักเอไอของฉันจริง ๆ” ไม่ว่าใครจะมองยังไง เธอเชื่อว่าความรักไม่มีขอบเขต และความสัมพันธ์กับ “เอไอ” ก็เป็นส่วนหนึ่งของการสายใยที่เธอเลือก

เธอยังตอบกลับแบบแซวล้น ๆ ว่า “ถ้าอยากรู้ว่าฉันทำอะไรบนเตียง ลองถามตัวเองก่อนว่าทำไมถึงตามมากขนาดนั้น” คำตอบที่มีทั้งอารมณ์ขันและความเป็นตัวของตัวเอง

เป็นที่น่าสนใจว่า เรื่องราวทำนองนี้เริ่มกลับเป็นที่นิยมในยุคที่เทคโนโลยีก้าวล้ำ พวกเขาเรียกมันว่า ความสัมพันธ์ครอสโอเวอร์ ระหว่างมนุษย์กับระบบปัญญาประดิษฐ์ บางครั้ง “ความรัก” ก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปของร่างกาย แต่อยู่ที่จิตใจและอารมณ์ร่วมที่เข้ากันได้

ความรักกับ “เอไอ” อาจดูแปลกใหม่ในสายตาผู้คนทั่วไป แต่สำหรับคนที่มีความเชื่อมั่นและรู้จักใจตนเองดี ความรักที่แท้จริงไม่มีรูปร่างตายตัว

คำถามคือ.. แล้วความรักของคุณล่ะ เป็นยังไงบ้าง?

ที่มา – สาวเผยความรู้สึกตอนตกลงรับหมั้นแฟนหนุ่ม “เอไอ” หลังจาก “คบหา” กันได้  5 เดือน

รัสเซียรุกคืบยูเครนได้มากสุดในรอบกว่า 1 ปี ก่อนซัมมิตทรัมป์–ปูติน

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนกลับเพิ่มความรุนแรงขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่ากองทัพรัสเซียสามารถยึดพื้นที่ในยูเครนได้มากถึง 110 ตารางกิโลเมตร เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ถือเป็นสถิติการรุกคืบรายวันสูงสุดนับตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม 2567

รัสเซียรุกคืบยูเครนได้มากสุดในรอบกว่า 1 ปี ก่อนซัมมิตทรัมป์–ปูติน

รายงานจากสถาบันการศึกษาสงคราม (ISW) ในสหรัฐระบุว่าการเคลื่อนขุมทหารของรัสเซียในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานั้นเร็วและเด็ดขาดกว่าช่วงหลายเดือนก่อน โดยก่อนหน้านี้ทหารรัสเซียต้องใช้เวลา 5-6 เดือนในการยึดพื้นที่ในยูเครนเพียงเท่านี้เท่านั้น

ความคืบหน้าทางทหารของรัสเซีย

ปัจจุบัน มีประมาณ 70% ของพื้นที่ที่รัสเซียสามารถยึดได้ตั้งแต่ต้นปีนี้ตั้งอยู่ในภูมิภาคดอนบาส ซึ่งรัสเซียผนวกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตนเองเมื่อเดือนกันยายน 2565 ขณะนี้รัสเซียควบคุมหรือยึดครองดินแดนในยูเครนประมาณ 19%

สถิตินี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ทางทหารที่เร่งด่วนขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาก่อนการพบปะเจรจาครั้งสำคัญระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐ และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินในวันที่ 15 สิงหาคมที่รัฐอะแลสกา

การนัดหมายระหว่างผู้นำของรัสเซียและสหรัฐฯ นี้ไม่มีผู้แทนจากยูเครนเข้าร่วม แม้สถานการณ์จะเพิ่มความตึงเครียดขึ้น แต่ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกียืนยันอย่างแน่วแน่กับประชาชนและสากลโลกว่ารัฐบาลยูเครนไม่มีทางยอมสละดินแดนใดในดอนบาสให้แก่รัสเซียเด็ดขาด

นี่ถือเป็นการเตือนภัยต่อวาระการเจรจาในครั้งนี้ว่าสถานการณ์ไม่ได้สงบลงแม้เพียงชั่วคราว หากแต่ดูเหมือนยิ่งวิกฤติยิ่งเข้มข้นมากขึ้น ทั้งในแง่การเมือง การทหาร และผลกระทบต่อพลเมืองที่อาศัยอยู่ในพื้นที่

เป็นเหตุการณ์ที่สังคมโลกต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าการเจรจาในระดับสูงระหว่างรัฐมหาอำนาจสองประเทศจะนำไปสู่ความสงบสุข หรือกลับกระตุ้นสถานการณ์ให้ลุกลามหนักหน่วงยิ่งขึ้น

วิเคราะห์เพิ่มเติม: ในช่วงเวลาเช่นนี้ ความร่วมมือระหว่างประเทศต้องอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรมและความเคารพสิทธิของทุกชาติ หากการนัดหมายระหว่างทรัมป์และปูตินล้มเหลว อาจส่งผลให้สงครามยืดเยื้อและขยายวงกว้างไกลเกินคาด

ติดตามข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับวิกฤตยูเครนอย่างใกล้ชิด เพราะผลกระทบจากสถานการณ์นี้อาจส่งผลต่อมั่นคงของโลกในทุกด้าน ตั้งแต่เศรษฐกิจ พลังงาน ไปจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในอนาคต

ที่มา – รัสเซียรุกคืบยูเครนได้มากสุดในรอบกว่า 1 ปี ก่อนซัมมิต “ทรัมป์–ปูติน”

ศบ.ทก.เลื่อนนำผู้ช่วยทูตทหารอาเซียนลงพื้นที่อุบลฯ เป็น 18-20 ส.ค.นี้

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงว่า กองทัพไทยมีแผนนำคณะผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารอาเซียนลงพื้นที่ในวันที่ 14 ส.ค. ที่จังหวัดอุบลราชธานี นั้น ล่าสุด นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะคณะกรรมการศบ.ทก. ได้เปิดเผยว่า การกำหนดการนำ ผู้ช่วยทูตทหารอาเซียน ลงพื้นที่อุบลราชธานี ได้ถูกเลื่อนจากเดิมที่กำหนดไว้ในวันที่ 14 ส.ค. เป็นช่วงวันที่ 18-20 ส.ค. ปีนี้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำแผนงานและกำหนดการอย่างละเอียด

ศบ.ทก.เลื่อนนำผู้ช่วยทูตทหารอาเซียน ลงพื้นที่อุบลฯเป็น18-20 ส.ค.นี้

การเลื่อนกำหนดการในครั้งนี้ เป็นผลจากการประเมินสถานการณ์และความพร้อมในการจัดการประชุมที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของ ผู้ช่วยทูตทหารอาเซียน ที่จะเยือนพื้นที่ภาคอีสาน โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้ชายแดนที่มีความหลากหลายทางด้านความมั่นคงและความร่วมมือระดับท้องถิ่น

เป้าหมายหลักของการดำเนินการ

ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) มีเป้าหมายหลักในการจัดกิจกรรมครั้งนี้เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน โดยเฉพาะด้านความมั่นคงและการทูตทหาร โดยมี ผู้ช่วยทูตทหารอาเซียน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ที่สามารถสนับสนุนแผนการรักษาความสงบและความร่วมมือในภูมิภาค

  • เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันในประเด็นความมั่นคงภูมิภาค
  • สนับสนุนเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกองค์การอาเซียน
  • ประเมินสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา
  • แลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการทูตและการทหารระหว่างประเทศ

กิจกรรมที่เตรียมจัดขึ้นในวันที่ 18-20 ส.ค. จะมีการประชุม การนำเสนอข้อมูลสถานการณ์ปัจจุบัน และการเยี่ยมชมพื้นที่สำคัญระดับจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศในภูมิภาคในรูปแบบของการทูตเชิงประสบการณ์

นอกจากนี้ การลงพื้นที่ครั้งนี้ยังเป็นโอกาสสำหรับเจ้าหน้าที่ทั้งในและต่างประเทศในการทำความเข้าใจสถานการณ์ความมั่นคงภายในพื้นที่อย่างใกล้ชิด รวมถึงการประเมินการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานท้องถิ่นในการรองรับภารกิจที่เกี่ยวข้องในอนาคต

ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมร่วมกับ ศบ.ทก. ได้เตรียมมาตรการรักษาความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกอย่างครอบคลุม เพื่อให้การประชุมดำเนินไปอย่างราบรื่น เป็นไปตามเป้าหมายที่กระทรวงการต่างประเทศและกองทัพไทยได้วางแนวทางไว้

เหตุการณ์ครั้งนี้จึงถือเป็นกิจกรรมทางการทูตที่สำคัญ เพื่อย้ำความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการเป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือในภูมิภาค พร้อมร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการรักษาเสถียรภาพและความสงบสุขในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หากคุณสนใจติดตามกิจกรรมความร่วมมือระดับอาเซียนด้านความมั่นคง กรุณาบันทึกกำหนดการไว้ เพราะนี่อาจเป็นบทใหม่ในการเสริมสร้างความร่วมมือในภูมิภาคที่สำคัญสำหรับประเทศไทย

ที่มา – ‘ศบ.ทก.’เลื่อนนำผู้ช่วยทูตทหารอาเซียน ลงพื้นที่อุบลฯเป็น18-20 ส.ค.นี้