ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

มหาเถรสมาคมสั่งยกเลิกจัดเทศน์สงกรานต์ช่วยผู้ป่วยเอดส์

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ที่ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร รศ.ชัชพล ไชยพร นักวิชาการศาสนาเชี่ยวชาญ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม แถลงผลการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ครั้งที่ 20/2568 ซึ่งมีมติสำคัญเกี่ยวกับการ ยกเลิกการจัดเทศน์ในเทศกาลสงกรานต์เพื่อสมทบทุนช่วยผู้ป่วยเอดส์ ที่ดำเนินมากว่า 20 ปี

มหาเถรสมาคมสั่งยกเลิกจัดเทศน์สงกรานต์ช่วยผู้ป่วยเอดส์

ผลการประชุมระบุว่า มหเถรสมาคมพิจารณาตามมติที่เคยออกมาในปี พ.ศ. 2548 และ 2549 ซึ่งอนุมัติให้วัดทั่วประเทศจัดแสดงพระธรรมเทศนาในเทศกาลสงกรานต์ และระดมทุนสนับสนุนผู้ป่วยโรคเรื้อนและโรคเอดส์ ทางวัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี โดยรวบรวมปัจจัยส่งผ่านเจ้าคณะจังหวัด และส่งมอบให้กับมูลนิธิที่เกี่ยวข้อง

ปรับแนวทางให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน

รศ.ชัชพลกล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์สาธารณสุขของประเทศมีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยเฉพาะด้านการรักษาโรคเรื้อนและโรคเอดส์ เนื่องจากมีการเข้าถึงยาต้านไวรัสได้ง่ายขึ้น ผ่านสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ อีกทั้งยังมีหน่วยงานรัฐและองค์กรสาธารณกุศลเข้ามามีบทบาทในการดูแลผู้ป่วยอย่างครอบคลุมมากขึ้น ดังนั้น มหเถรสมาคมจึงเห็นว่าแนวทางการดำเนินงานในอดีตควรได้รับการปรับปรุงให้เหมาะสมกับยุคสมัย

โดยมีมติสำคัญดังนี้:

  • ยกเลิกมติที่ 424/2548 และ 182/2549 ที่เคยกำหนดให้วัดต่างๆ จัดเทศน์ในเทศกาลสงกรานต์เพื่อระดมทุน
  • ปิดบัญชีกองทุนสงเคราะห์คนเป็นโรคเรื้อนและโรคเอดส์ และจัดสรรงบประมาณที่เหลือให้กับมูลนิธิที่รับผิดชอบ
  • หากไม่สามารถส่งมอบปัจจัยคงเหลือให้มูลนิธิได้ ให้นำเงินทั้งหมดมอบให้สภากาชาดไทย
  • มหาเถรสมาคมจะยังคงสนับสนุนงานสาธารณกุศล แต่จะมอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงสาธารณสุข และสภากาชาดไทย ในการจัดทำแนวทางใหม่ที่เหมาะสม

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สะท้อนถึงความยืดหยุ่นและปรัชญาเฉพาะหน้าของมหาเถรสมาคม ที่พร้อมปรับตัวตามความต้องการของสังคม เพื่อให้การดำเนินงานสาธารณกุศลมีความเท่าทันและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วยที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ

การระดมทุนผ่านการจัดเทศน์ในเทศกาลต่าง ๆ มีบทบาทสำคัญในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันถือว่าเป็นเพียงแ каналหนึ่งที่อาจไม่จำเป็นเท่าก่อน เนื่องจากแนวทางการช่วยเหลือมีการขยายตัวผ่านระบบสาธารณสุขของภาครัฐและองค์กรต่าง ๆ ซึ่งสามารถครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายได้กว้างขวางหลายเท่า

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของมหาเถรสมาคมครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนให้กับทุกภาคส่วนว่า การดำเนินงานเพื่อสังคมควรยึดหลักความเหมาะสมและความยั่งยืน และหากมีแนวทางที่ดีกว่าควรมีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ‘มหาเถรสมาคม’​ สั่งยกเลิก จัดเทศน์วันสงกรานต์สมทบทุนช่วยผู้ป่วยเอดส์ วัดพระบาทน้ำพุ

เบสท์ เอกวัฒน์ โพสต์ภาพครอบครัวใหม่ แคปชั่นตัดพ้อหลังมีดราม่า

หลังจากเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกรณีที่ น้องวิคกี้ ลูกสาวของ เบสท์ เอกวัฒน์ พระเอกในมิวสิกวิดีโอ “แพ้ทาง” เผยว่าพ่อแท้เคยทอดทิ้งเธอตั้งแต่เด็ก และเพิ่งทักมาขอโทษหลังจากผ่านไป 12 ปี ทำให้ทั้งโลกออนไลน์แห่คอมเมนต์วิจารณ์กันอย่างหนาหู

ล่าสุด เบสท์ เอกวัฒน์ ได้โพสต์ภาพกับภรรยาคนใหม่และลูกชายลงบนโซเชียลมีเดีย โดยมีแคปชั่นแบบตัดพ้อว่า “เหลือแค่3รูปนี้. #ไม่คิดถึงทีเคบ้างหรอมาม๊า” สร้างความสนใจให้กับแฟนคลับอย่างมาก

เบสท์ เอกวัฒน์ โพสต์ภาพครอบครัวใหม่ สร้างกระแสหลังดราม่า

ภาพที่ถูกนำมาโพสต์ประกอบด้วยความอบอุ่นของครอบครัวหน้าใหม่ และดูเหมือนจะเป็นการส่งสัญญาณว่าเขาได้ผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความเครียดหรือความรู้สึกโหยหาความเข้าใจ พร้อมกลับมาใช้ชีวิตในแบบของตัวเองอีกครั้ง

ความรู้สึกที่เบสท์ต้องการถ่ายทอด

ก่อนหน้านี้ เบสท์เคยแชร์ข้อความที่สื่อถึงความรู้สึกโดดเดี่ยวว่า “อย่ารำคาญกันเลย ถ้าบางที่ฉันทำเหมือนต้องการความรัก ความสนใจจากเธอมากเกินไป ก็เพราะฉันเองไม่มีใครฉันมีแค่เธอ” สะท้อนถึงอารมณ์ทางใจอย่างลึกซึ้ง ทำให้หลายคนเข้าใจมากขึ้นว่าทุกเรื่องไม่ใช่แค่เพียงภาพที่เห็น

แม้จะมีกระแสดราม่าล้อมรอบตัว แต่ก็ยังมียอดผู้ติดตามจำนวนมากที่แสดงความห่วงใยและส่งกำลังใจมาให้ แสดงให้เห็นว่าความรักจากแฟนคลับยังคงอยู่เสมอ

การโพสต์ภาพครอบครัวในครั้งนี้ของเบสท์ อาจเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ที่เขาพร้อมจะเดินหน้าต่อในแบบของตัวเอง พร้อมรับมือกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยหัวใจของพ่อและ老公

ดราม่าอาจเป็นความท้าทาย แต่ก็สามารถกลายเป็นบทพิสูจน์ตัวตนได้เช่นกัน

ที่มา – ‘เบสท์ เอกวัฒน์’ พระเอก MV ‘แพ้ทาง’ โพสต์ภาพครอบครัวใหม่ พร้อมแคปชั่นตัดพ้อ

กต.โวยกัมพูชาบล็อกประชาชนรับข่าวจากสื่อไทย

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงถึงสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา โดยระบุอย่างชัดเจนว่า ขณะนี้ยังพบการเผยแพร่ข่าวปลอมและข่าวที่มีเนื้อหาบิดเบือนจากสื่อทางการและสื่อต่างๆ ของกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าจะมีข้อตกลงการหยุดยิงในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ซึ่งห้ามกระทำการดังกล่าว เพื่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจรจาอย่างสันติ

กต.โวยกัมพูชาบล็อกประชาชนรับข่าวจากสื่อไทย

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวอีกว่า การกระทำของกัมพูชานั้นไม่เพียงแต่ขัดต่อความร่วมมือในระดับสากล แต่ยังส่งผลกระทบต่อสิทธิพื้นฐานของประชาชนในด้านการรับรู้ข้อมูล โดยเฉพาะการปิดกั้นไม่ให้ประชาชนชาวกัมพูชาเข้าถึงข่าวสารจากสื่อหลักของไทย รวมทั้งหน่วยงานราชการและอินฟลูเอ็นเซอร์ชาวไทย แม้แต่การแถลงข่าวจากฝ่ายไทยเองก็ยังถูกปิดกั้นไม่ให้ประชาชนรับชม

การจำกัดข้อมูลข่าวสารและการละเมิดสิทธิของประชาชน

การปิดกั้นข้อมูลข่าวสารแบบนี้ สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของรัฐบาลที่ต้องการจำกัดการรับรู้ของประชาชน เพื่อควบคุมความคิดเห็นและภาพรวมของสถานการณ์ ซึ่งเป็นการขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนที่ทุกคนควรมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิในการรับข้อมูลข่าวสาร ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักของประชาธิปไตย

นอกจากนี้ การกระทำดังกล่าวยังส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของสื่อและเสรีภาพในการสื่อสาร โดยการปิดหูปิดตาและปิดกั้นไม่ให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแบบอิสระ ถือเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ขัดขวางการพัฒนาทางสังคมของประเทศกัมพูชาในระยะยาว

เนื่องจากสถานการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเป็นไปได้ในการเจรจาอย่างเท่าเทียมและสันติ ทางประเทศไทยจึงได้ขอเรียกร้องอย่างเป็นทางการให้รัฐบาลกัมพูชาเปิดกว้างให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลจากแหล่งข่าวสารหลากหลายโดยไม่มีการจำกัดสิทธิใดๆ

  • ข่าวปลอมมีผลกระทบต่อภาพรวมของสถานการณ์
  • การปิดกั้นสื่อส่งผลกระทบต่อสิทธิประชาชน
  • การเปิดกว้างรับข่าวช่วยส่งเสริมความเข้าใจ
  • การแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบอิสระคือรากฐานของสังคมประชาธิปไตย

ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องอยู่ร่วมกันอย่างยาวนาน ประเทศไทยมีความหวังว่าจะเกิดความร่วมมืออย่างแท้จริงทั้งในด้านความมั่นคงและการสื่อสาร เพื่อความสงบสุขในภูมิภาค การให้ความเคารพซึ่งกันและกัน รวมถึงการให้ประชาชนได้รับฟังข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้าน จะเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่ความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใสมากขึ้น

หากทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับเสรีภาพในการสื่อสารและให้ข้อมูลอย่างเป็นธรรม ความขัดแย้งและการเข้าใจผิดก็จะลดลงในระยะยาว การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจึงต้องเริ่มจากการเปิดใจและเปิดหูให้กับข่าวสารที่แท้จริงก่อน

ที่มา – กต.โวยกัมพูชาบล็อกประชาชนรับข่าวจากสื่อไทย

บอย พิษณุ คอมเมนต์หลังอแมนด้าโพสต์รูปกับลูกในวันแม่

เมื่อเร็วๆ นี้ สังคมออนไลน์ถูกคลื่นความนิยมของอดีตคู่รักนักแสดงและนักร้องดังอย่าง บอย พิษณุ และ อแมนด้า ที่ได้ประกาศข่าวการหย่ากันอย่างเป็นทางการ ซึ่งทำเอาแฟนคลับหลายคนเสียดายและเสียใจเป็นอย่างมาก ทั้งคู่ต่างยังคงเป็นพ่อแม่ของลูกสาวคนโตน้องพีชร่วมกัน ดังนั้นความสัมพันธ์ที่ยังดีและอบอุ่นแม้หลังหย่าก็ยังเป็นที่จับตามองของสื่อและภ粉丝公众

บอย พิษณุ คอมเมนต์หลังอแมนด้าโพสต์รูปกับลูกในวันแม่

ล่าสุด เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติของประเทศไทย สาว อแมนด้า ได้ออกมาโพสต์ภาพรวมถึงคลิปสุดน่ารักของเธอกับลูกสาวน้องพีช โดยมีข้อความระบุว่า: “Our third Mother’s Day celebrating together just you and me Each one a reminder of the pure joy and gratitude I feel for the gift of being your mom My ☀️ my ???? my ✨ Wishing a Happy Mother’s Day to all the amazing moms out there!”

ทันทีที่โพสต์นี้เปิดเผย ชาวเน็ตพากันเข้ามาแสดงความคิดเห็นและเข้าใจส่งกำลังใจให้ พร้อมกับชื่นชมความรักที่อแมนด้ามีต่อลูกสาว แต่สิ่งที่สร้างความฮือฮาและทำให้หลายคนชื่นชมคือ เมื่อ บอย พิษณุ ไม่พลาดที่จะเข้ามาแสดงความคิดเห็นใต้โพสต์ด้วยข้อความง่ายๆ ว่า “Happy mother day”

แฟนๆ ชื่นชมมิตรภาพหลังหย่าของทั้งสอง

คอมเมนต์จาก บอย พิษณุ ถูกถ่ายภาพและแชร์วงในโซเชียลอย่างรวดเร็ว โดยชาวเน็ตต่างพากันชื่นชมในมิตรภาพและความเป็นผู้ใหญ่ของทั้งคู่ ความสัมพันธ์ที่แม้จะไม่ได้รักกันในสถานะคู่สมรสอีกต่อไป แต่กลับยังสามารถเป็นพ่อแม่ที่ดีและเคารพกันได้อย่างลงตัว

  • มิตรภาพที่ยังคงอยู่แม้หย่า
  • แรงบันดาลใจให้คู่รักอื่นๆ
  • ความเป็นผู้ใหญ่ที่สอนลูกได้

หลาย ๆ คนมองว่าภาพที่ อแมนด้า และ บอย พิษณุ นำเสนอให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นการจัดอัลบั้มภาพหรือคอมเมนต์ที่อบอุ่น แสดงให้เห็นถึงความเจริญก้าวหน้าของใจหลังพ้นความรักเก่า เป็นรูปแบบความสัมพันธ์ที่ดีในการเลี้ยงดูลูกร่วมกัน โดยไม่ใช้อารมณ์หรือความขัดแย้งมากระทบต่อครอบครัวเล็ก

จากความรักสู่คำว่า “อดีต” แต่ความสัมพันธ์ระหว่างคุณพ่อบอยกับคุณแม่อแมนด้ายังคงไม่ขาดสาย นี่คือสิ่งที่หลายคนอยากเห็น ไม่ใช่แค่ในวงการบันเทิงเท่านั้น แต่ในชีวิตประจำวันของคนทั่วไปเช่นกัน ความเข้าใจและการให้เกียรติซึ่งกันและกัน คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างลงตัว

ไม่ว่าจะเดินไปในทางไหน ทั้ง บอย พิษณุ และ อแมนด้า ก็ยังคงเป็นที่รักของคนจำนวนมาก ด้วยผลงานศิลปะที่โดดเด่น และภาพลักษณ์ของคนรักครอบครัวที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น

ที่มา – “บอย พิษณุ” ไม่ทนขอคอมเมนต์หลัง “อแมนด้า” โพสต์รูปกับลูกในวันแม่แห่งชาติ ทำชาวเน็ตแห่สนใจรัวๆ

สภาประชาชนภาคใต้ ร้องกมธ.วุฒิสภา สอบ ‘แลนด์บริดจ์’ จ่อใช้ EHIA ปลอม

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ได้รับหนังสือจากตัวแทน “สภาประชาชนภาคใต้” ที่เรียกร้องให้เร่งสอบสวนโครงการ แลนด์บริดจ์ ที่มีแผนจะสร้างท่าเรือน้ำลึกในอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง และแหลมริ่ว จังหวัดชุมพร อย่างจริงจัง

สภาประชาชนภาคใต้ แลนด์บริดจ์

ตัวแทนจากสภาประชาชนภาคใต้ระบุว่า การจัดเวทีรับฟังความเห็นครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 5-6 สิงหาคมที่ผ่านมานั้นมีปัญหาหลายประการ โดยเฉพาะเนื้อหาในรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ที่ใช้ในเวทีถูกกล่าวว่า “ตัดแปะ” มาจากข้อมูลในพื้นที่อื่น และไม่สะท้อนความเป็นจริงของพื้นที่โครงการ ทำให้ประชาชนไม่สามารถรับรู้ผลกระทบอย่างครบถ้วน

สภาประชาชนภาคใต้ ร้องกมธ.วุฒิสภา สอบแลนด์บริดจ์

นายสมบูรณ์ คำแหง ผู้แทนจากสภาประชาชนภาคใต้ เปิดเผยว่า โครงการ แลนด์บริดจ์ มีกระบวนการตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ไม่โปร่งใส และไม่เปิดโอกาสให้ชุมชนและสถาบันการศึกษาได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง “หลายคนที่ได้รับผลกระทบจริง ไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมเวที หรือแม้แต่ความคิดเห็นจากนักวิจัยก็โดนเพิกเฉย” เขากล่าว

ความเคลื่อนไหวจากวุฒิสภา

ด้านนายวีรยุทธ สร้อยทอง ประธานคณะกรรมาธิการฯ วุฒิสภา เปิดเผยว่าจะนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมร่วมกับคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง เพื่อทบทวนกระบวนการของ EHIA และให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชนแทนที่จะปล่อยให้โครงการดำเนินไปอย่างไม่โปร่งใส เพราะต้องปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน

ประชาชนภาคใต้คาดว่าหากโครงการมีการดำเนินต่อโดยไม่ขจัดปัญหาหลักๆ นี้ อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งและความไม่เชื่อมั่นในระยะยาว ทำให้หลายคนมองว่าทั้งกระบวนการมีลักษณะของเวทีปาหี่มากกว่าเวทีเพื่อสร้างความเข้าใจ

ประเด็นต้องจับตาต่อ

  • รายละเอียดที่แท้จริงในรายงาน EHIA
  • ความเห็นจากชุมชนโดยตรงต่อโครงการ
  • ความเคลื่อนไหวจากคณะกรรมาธิการวุฒิสภา

ขณะนี้สภาประชาชนภาคใต้ยังพิจารณาใช้ช่องทางอื่นเพื่อเรียกร้องให้มีการทบทวนกฎหมายและโครงสร้างการตัดสินใจโครงการขนาดใหญ่เพิ่มเติม โดยเฉพาะการให้การมีส่วนร่วมของประชาชนมีความหมายมากยิ่งขึ้น

หากประชาชนมองว่าโครงการดังกล่าวไม่ใส่ใจเสียงของชุมชน การลงทุนในขนาดมหาศาลอาจกลายเป็นภาระต่ออนาคตของท้องถิ่นมากกว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืน

อย่าลืมติดตามการเคลื่อนไหวในอนาคต เพราะเสียงของชุมชนคือเสียงที่ไม่ควรถูกมองข้าม

ที่มา – สภาประชาชนภาคใต้ ร้องกมธ.วุฒิสภา ลุยสอบ “แลนด์บริดจ์” อ้างจัดเวทีปาหี่-ใช้ EHIA ปลอม

AnyVet เดินหน้าขยายเครือข่าย “AnyVet Microchip” ครอบคลุมอาเซียนภายในปี 2568

เทคโนโลยีการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงในประเทศไทยกำลังก้าวไกลไปอีกขั้นด้วย AnyVet Microchip ซึ่งเป็นระบบที่ใช้ไมโครชิปในการระบุตัวตนของสัตว์เลี้ยง พร้อมทั้งจัดเก็บข้อมูลประวัติการรักษา การฉีดวัคซีน และติดตามสุขภาพแบบเรียลไทม์ผ่านระบบคลาวด์

AnyVet Microchip คืออะไร

เป็นระบบจัดการข้อมูลทางการแพทย์สำหรับสัตว์เลี้ยงแบบครบวงจร โดยเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างเจ้าของสัตว์เลี้ยง สัตวแพทย์ และคลินิกหรือโรงพยาบาลสัตว์เลี้ยง ช่วยให้การวินิจฉัยและการรักษามีความแม่นยำและรวดเร็วมากขึ้น ทั้งยังลดความยุ่งยากในการจัดการข้อมูลด้วยการเข้าถึงได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

ภายในเวลาเพียง 5 เดือนหลังเปิดตัว AnyVet Microchip ได้กลายเป็นระบบไมโครชิปที่ได้รับความนิยมสูงสุด โดยครอบคลุมคลินิกและโรงพยาบาลสัตว์เลี้ยงกว่า 600 แห่งทั่วประเทศ มีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 30% และส่งมอบไมโครชิปถึง 15,000 ชิ้นให้กับองค์กรและหน่วยงานสำคัญ เช่น สำนักงานสัตวแพทย์สาธารณสุข กทม. คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และ มูลนิธิ SOS Animal Thailand

AnyVet เดินหน้าขยายเครือข่าย “AnyVet Microchip” ครอบคลุมอาเซียนภายในปี 2568

ความสำเร็จนี้เป็นแรงผลักดันให้ AnyVet Microchip ประกาศแผนการขยายเครือข่ายในภูมิภาคอาเซียนโดยเริ่มจากประเทศเพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย

AnyVet วางแผนที่จะดำเนินการร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่นทั้งภาครัฐ คลินิก และโรงพยาบาลสัตว์เลี้ยง เพื่อจัดตั้งโครงสร้างพื้นฐานในการจัดการข้อมูลสัตวแพทย์ที่สอดคล้องกับกฎหมายและนโยบายนโยบายเพื่อการขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยงดิจิทัลในแต่ละประเทศ

การเตรียมความพร้อมสู่ตลาดอาเซียน

ทีมงานจาก AnyVet กำลังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาจัดตั้งบริษัทในเวียดนามและอินโดนีเซีย พร้อมทั้งพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลที่รองรับทุกขั้นตอน จากระบบเก็บข้อมูลผ่านไมโครชิป การวินิจฉัยด้วย AI การแพทย์ทางไกล ไปจนถึงระบบจัดส่งอุปกรณ์หรือยาที่จำเป็นแบบรายเดือน

ซึ่งไม่เพียงแค่.raises ประสิทธิภาพในการดูแลเส้นทางชีวิตของ “น้องหมา น้องแมว” เท่านั้น แต่ยังเป็นการก้าวข้ามเกณฑ์มาตรฐานเครือข่ายข้อมูลสัตวแพทย์ของอาเซียนอีกด้วย

หากคุณเป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยงหรือต้องการเป็นพันธมิตรในการขับเคลื่อนระบบนี้ เราเชื่อว่าทุกคนสามารถเข้าถึงคุณภาพการดูแลที่ดีที่สุดเพื่อมอบความสุขที่ยั่งยืนให้กับเพื่อนสี่ขาได้

เตรียมพบกับ AnyVet Microchip ที่จะเป็นระบบที่กลายเป็นอนาคตแห่งวงการสัตวแพทย์ที่ทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องพึ่งพา

ที่มา – AnyVet เดินหน้าขยายเครือข่าย “AnyVet Microchip” ครอบคลุมอาเซียนภายในปี 2568

หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ BST ปี 2568 บริการประชาชน 12 ครั้ง

บริษัท กรุงเทพ ซินธิติกส์ จำกัด (BST) ร่วมกับ สำนักสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลนครมาบตาพุด จัดโครงการ “มหกรรมหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ BST ประจำปี 2568” ซึ่งมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ที่ศูนย์บริการสาธารณสุขเนินพยอม (ตึก M) ต.มาบตาพุด อ.เมืองระยอง จ.ระยอง โดยได้รับเกียรติจาก คุณสุเมธ คณทา รองนายกเทศมนตรีนครมาบตาพุด เป็นประธานในพิธี

หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ BST ช่วยดูแลสุขภาพประชาชน

โครงการ หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ BST เปิดให้บริการประชาชน ณ ศูนย์บริการสาธารณสุขเทศบาลนครมาบตาพุด 7 ศูนย์ รวม 12 ครั้ง ระหว่างวันที่ 13-29 สิงหาคม 2568 เวลา 08:00 – 14:30 น. โดยทีมแพทย์และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญจะให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป และให้คำปรึกษาด้านสุขภาพแก่ประชาชนในพื้นที่โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

ให้บริการตรวจสุขภาพทั่วไป

บริการที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การวัดความดันโลหิต การตรวจสอบระดับน้ำตาลในเลือด และการให้คำแนะนำด้านโภชนาการ ซึ่งช่วยให้ประชาชนในชุมชนเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

  • ตรวจโรคทั่วไป
  • ให้คำแนะนำด้านสุขภาพ
  • บริการฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย

คุณสุนทร ประสพชิงชนะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงเทพ ซินธิติกส์ จำกัด (BST) กล่าวว่า โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนงาน CSR ที่เน้นการดูแลสุขภาพเพื่อให้ชุมชนมีสุขภาพที่ดีและลดภาระการรักษาพยาบาล นับตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา มีประชาชนกว่า 15,000 รายที่ได้รับการบริการจากหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ BST

มอบอุปกรณ์ทางการแพทย์มูลค่า 300,000 บาท

นอกจากนี้ บริษัท BST ยังได้มอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ระยอง ได้แก่ เครื่องติดตามการทำงานของหัวใจทารกในครรภ์และการหดรัดตัว มูลค่า 300,000 บาท เพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การดำเนินงานเช่นนี้แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างแท้จริง และเป็นแนวทางที่ดีในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนอย่างยั่งยืน

ที่มา – สำนักสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลนครมาบตาพุด ร่วมกับ BST จัดมหกรรม ‘หน่วยแพทย์เคลื่อนที่’

จิรายุ ย้ำสถานการณ์ชายแดน 7 จังหวัดคลี่คลายแล้ว

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาชี้แจงกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวลือผ่านโซเชียลมีเดียอ้างว่า กองทัพบกประกาศเตือนประชาชนให้อพยพออกจากพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เนื่องจากสถานการณ์กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง โดยระบุอย่างชัดเจนว่า ข่าวดังกล่าวเป็น ข่าวปลอม ไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด

จิรายุ ย้ำสถานการณ์ชายแดน 7 จังหวัดคลี่คลายแล้ว

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับเพจกองทัพภาคที่ 2 แล้วและยืนยันว่า กองทัพบกไม่เคยมีการออกประกาศใด ๆ ที่สั่งให้ประชาชน evacuated ออกจากพื้นที่ สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนตลอดแนว 7 จังหวัดยังเป็นไปตามปกติ มีเพียงการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเท่านั้น

เป็นเรื่องความมั่นคง ขอประชาชนช่วยตรวจสอบข่าวก่อนแชร์

โฆษกฯ ย้ำว่า ประชาชนควรติดตามข่าวสารจากช่องทางทางการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ห้ามเชื่อหรือแพร่กระจายข่าวลือที่ไม่ได้ตรวจสอบจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกหรือกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่

รัฐบาลได้ให้ความสำคัญสูงสุดกับ สถานการณ์ชายแดน 7 จังหวัด อย่างต่อเนื่อง และยืนยันว่าความปลอดภัยของพลเมืองในพื้นที่ชายแดนเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ทั้งนี้ยังไม่มีรายงานการปะทะหรือความรุนแรงในพื้นที่แต่อย่างใด

  • สถานการณ์ชายแดนอยู่ในภาวะปกติ
  • ไม่มีการอพยพบังคับ
  • ข่าวลือไม่เป็นความจริง
  • ติดตามข่าวจากช่องทางทางการเท่านั้น

การแพร่กระจายข่าวสารมีความสำคัญอย่างมากในยุคดิจิทัล เพราะข้อมูลที่ถูกส่งต่อมากกว่า 90% ของประชาชนจะเชื่อถือว่าเป็นความจริง ดังนั้นการตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนในการช่วยลดความตึงเครียดบิดเบือนข้อมูลในสังคม

เชื่อว่าความจริงควรมาเป็นอันดับหนึ่ง และเชื่อว่าพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนก็ต้องการแต่ความสงบสุข เช่นเดียวกับรัฐบาลที่ทำงานเพื่อรักษาความมั่นคงไว้ตลอดมา

หากคุณเห็นข่าวใดที่น่าสงสัย ควรตรวจสอบกับเว็บไซต์ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม หรือหน่วยงานของรัฐก่อนเผยแพร่ เพื่อป้องกันข่าวลือที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด

ที่มา – ‘จิรายุ’ ย้ำ สถานการณ์ชายแดน 7 จังหวัดคลี่คลายแล้ว เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม

“ดีอี” เตือนเช็คให้ดีก่อนโอนเงินบริจาค “โจรออนไลน์”ฉวยโอกาสเปิดเพจปลอมอ้างช่วยทหารชายแดน

จากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังคงดำเนินต่อ ทำให้ประชาชนจำนวนมากแสดงความห่วงใยและต้องการบริจาคให้แก่ทหารแนวหน้า อย่างไรก็ตาม “โจรออนไลน์” ก็ไม่พลาดโอกาสในการฉวยช่องโหว่ โดยเปิดเพจปลอม อ้างตัวเป็นองค์กรหรือมูลนิธิเพื่อขอรับเงินและสิ่งของบริจาค ซึ่งหากเราไม่ระวังอาจตกเป็นเหยื่อได้

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กระทรวงฯ ได้เฝ้าระวังและตรวจสอบกรณีการเปิดเพจปลอมเพื่อขอรับบริจาคอย่างใกล้ชิด และได้ร่วมมือกับแพลตฟอร์มสื่อออนไลน์ต่างๆ ในการปิดบัญชีหรือเพจที่หลอกลวงประชาชนไว้แล้วหลายราย

“ดีอี” เตือนเช็คให้ดีก่อนโอนเงินบริจาค “โจรออนไลน์”ฉวยโอกาสเปิดเพจปลอมอ้างช่วยทหารชายแดน

ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2025 กระทรวงดีอีได้ประสานงานกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, YouTube, X และ TikTok ผ่านคำสั่งศาลหรือไม่ เพื่อดำเนินการปิดกั้นเนื้อหาและเพจปลอมที่มีลักษณะหลอกลวงจำนวน 12,646 รายการ ที่ไม่มีคำสั่งศาลได้ถึง 37,919 รายการ

หน่วยงานร่วมมือเฝ้าระวังและแจ้งเตือน

การดำเนินการดังกล่าวเป็นผลจากการร่วมมือระหว่างหลากหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย และศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) หรือที่เรียกกันว่า “ศูนย์ AOC 1444” ที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อตรวจสอบและดำเนินการกับกลุ่มผู้กระทำผิดที่ใช้ช่องทางดิจิทัลในการฉ้อโกง

ประชาชนที่พบการกระทำผิด เช่น เพจปลอมรับบริจาค หรือเบอร์โทรศัพท์ที่ชวนบริจาคแบบน่าสงสัย สามารถรายงานได้ทันทีที่ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมหรือศูนย์ AOC เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานการตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย

ในการป้องกันตนเองจากการถูกหลอกลวง นายเวทางค์ ย้ำอีกว่า หากคุณต้องการบริจาคให้แก่ทหารชายแดน ควร ตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อนโอนเงิน โดยเฉพาะเมื่อบัญชีรับบริจาคเป็นชื่อบุคคลธรรมดา ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ ทางที่ดีและปลอดภัยที่สุดคือบริจาคผ่านหน่วยงานรัฐหรือองค์กรที่ได้รับการรับรองแล้ว

  • ตรวจสอบชื่อบัญชีว่าเป็นองค์กรหรือหน่วยงานที่เป็นทางการ
  • หลีกเลี่ยงการโอนเงินไปยังบัญชีส่วนตัว
  • ติดตามข้อมูลจากช่องทางทางการของหน่วยงานทหารหรือรัฐ
  • อย่าเชื่อข้อความชวนบริจาคที่ไม่มีแหล่งที่มาชัดเจน

ในยุคที่โลกออนไลน์มีบทบาทมากขึ้น หากเราไม่รอบคอบในการรับบริจาค “ดีอี” เตือนเช็คให้ดีก่อนโอนเงินบริจาค “โจรออนไลน์”ฉวยโอกาสเปิดเพจปลอมอ้างช่วยทหารชายแดน เพราะไม่ใช่แค่เงิน แต่ยังเป็นเรื่องของความไว้วางใจและความช่วยเหลือที่สุจริตของเราอีกด้วย

ที่มา – “ดีอี” เตือนเช็คให้ดีก่อนโอนเงินบริจาค “โจรออนไลน์”ฉวยโอกาสเปิดเพจปลอมอ้างช่วยทหารชายแดน

แบงก์แรก! กรุงเทพลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% 14 ส.ค.นี้

ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กลายเป็นธนาคารรายแรกของประเทศที่ประกาศปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.25% เริ่มตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2568 ภายใต้การบริหารนโยบายของนายไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่ ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับลูกค้ารายใหญ่และรายย่อยที่ใช้บริการสินเชื่อกับธนาคารแห่งนี้

ธนาคารกรุงเทพได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องทั้งในประเภท M Rate หรือ Minimum Loan Rate (MLR), Minimum Overdraft Rate (MOR) และ Minimum Retail Rate (MRR) ลงอัตราละ 0.25% โดยปัจจุบัน MLR มีอัตราดอกเบี้ยที่ 6.50% ต่อปี, MOR อยู่ที่ 6.75% ต่อปี และ MRR อยู่ที่ 6.65% ต่อปี

แบงก์แรก! กรุงเทพลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% 14 ส.ค.นี้

ข่าวการปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ครั้งนี้เป็นการตามแนวโน้มของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะเพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุน การบริโภค และลดภาระหนี้ของทั้งภาคธุรกิจและประชาชน

ผลกระทบเชิงบวกจากนโยบายลดดอกเบี้ยของกุ้งใหญ่

การลดดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารกรุงเทพช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงเงินกู้ได้ง่ายขึ้น และมีค่าใช้จ่ายในการผ่อนชำระที่น้อยลง ซึ่งจะช่วยส่งเสริมศักยภาพทางการเงินของแต่ละบุคคลและกิจการ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ภาคธุรกิจเผชิญหน้ากับความท้าทายจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และปัญหาการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวในภูมิภาค

ทั้งนี้ยังส่งผลให้ผู้บริโภคกลับมีกำลังในการใช้จ่ายมากขึ้น และช่วยให้ภาคการค้าขายฟื้นตัวโดยอ้อมอีกด้วย

ใครบ้างที่ได้รับผลจากการลดดอกเบี้ยครั้งนี้?

  • ลูกค้ารายใหญ่ที่กู้เงินแบบมีระยะเวลา (MLR)
  • ลูกค้าที่ใช้บริการเบิกเกินบัญชี (MOR)
  • ลูกค้าทั่วไปหรือกลุ่มผู้บริโภครายย่อย (MRR)

สรุปได้ว่า การประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารกรุงเทพเป็นโอกาสดีที่หลายฝ่ายได้รับประโยชน์โดยตรงและทางอ้อม การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศมีโอกาสปรับตัวและเติบโตได้แม้อยู่ภายใต้กระทบจากปัจจัยภายนอกที่ยากลำบาก หากคุณมีแผนจะขอสินเชื่อในอนาคต การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่เหมาะสมอย่างยิ่ง

ที่มา – แบงก์แรก! ธนาคารกรุงเทพ ประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% มีผล 14 ส.ค.นี้