ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘เซ็ปเป้’ แก้ปัญหาสต็อกยุโรป กำไร Q2 248 ล้านบาท

ในช่วงไตรมาสที่ 2 ปี 2568 บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น โดยสามารถคว่ำกำไรสุทธิได้ถึง 248 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ที่มีกำไรสุทธิ 224 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายรวม 1,548 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35.5% QoQ

‘เซ็ปเป้’ แก้ปัญหาสต็อกยุโรปได้แล้ว

ความสำเร็จนี้มาจากการแก้ปัญหาด้านสต็อกสินค้าที่สะสมในยุโรป ตะวันออกกลาง และอินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลให้คำสั่งซื้อจากต่างประเทศกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยรายได้จากต่างประเทศมีมูลค่าสูงถึง 1,105 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

ตลาดในประเทศเติบโตต่อเนื่อง

ในส่วนของ เซ็ปเป้ ในประเทศ บริษัทมีรายได้จากการขาย 443 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% QoQ โดยผลตอบรับที่ดีจากการทำตลาดแบรนด์ B’lue และ Preaw Coffee ทำให้ยอดขายในช่องทางดั้งเดิมยังคงเติบโตอย่างมั่นคง

ความสำเร็จนี้สะท้อนถึงความสามารถของบริษัทในการบริหารความเสี่ยงและการวางกลยุทธ์ทางการตลาดได้อย่างแม่นยำ โดยแม้จะมีปัจจัยภายนอกที่สร้างความไม่แน่นอน เช่น ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและมาตรการภาษีตอบโต้ทางการค้าของสหรัฐอเมริกา แต่ผลกระทบกับ เซ็ปเป้ ยังอยู่ในระดับต่ำเนื่องจากการส่งออกไปยังสหรัฐฯ มีสัดส่วนน้อยกว่า 5%

  • กำไร Q2: 248 ล้านบาท
  • รายได้ทั้งหมด: 1,548 ล้านบาท
  • รายได้จากต่างประเทศ: 1,105 ล้านบาท
  • การเติบโตของตลาดในประเทศ: 12% QoQ

นอกเหนือจากการดำเนินงานเชิงกลยุทธ์แล้ว การเปิดตัวแคมเปญทั่วโลกของ Mogu Mogu ชื่อ “Life’s too Short, You Gotta Chew” ยังประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z ผ่าน TikTok ที่มียอดชมแบบออร์แกนิกเกิน 3 ล้านครั้งภายใน 3 วัน และยังขยายผลไปยังตลาดฟิลิปปินส์ผ่านแคมเปญ “You Gotta Earn” อีกด้วย

ด้วยเป้าหมายระยะยาวในการเติบโตให้เป็น Global Brand เซ็ปเป้ เดินหน้าออกสินค้าใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง และเน้นกลยุทธ์การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ เพื่อสร้างความตระหนักรู้และความภักดีต่อแบรนด์ให้ยั่งยืนในตลาดที่มีการแข่งขันสูง พร้อมเดินหน้าขยายช่องทาง Online และ E-Commerce ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

น่าสนใจที่ ‘เซ็ปเป้’ สามารถเคลียร์ปุ๊บ กำไรบานพุ่มปั๊บ! ใครสนใจอยากเห็นแนวโน้มการเติบโตของบริษัทต่อ ต้องตามให้ดีๆ ต่อไป

ที่มา – ‘เซ็ปเป้’เคลียร์ปัญหาสต็อกยุโรปได้ กวาดกำไร Q2ได้ 248 ล้านบาท

อัตราการว่างงานในอังกฤษสูงสุดติดต่อกันปีที่ 4 หลังรัฐบาลขึ้นภาษีธุรกิจ

รายงานล่าสุดจากสำนักงานสถิติแห่งชาติสหราชอาณาจักร (ONS) เปิดเผยให้เห็นว่า อัตราการว่างงานในอังกฤษสูงสุดติดต่อกันปีที่ 4 โดยอยู่ที่ 4.7% สำหรับช่วง 3 เดือนที่สิ้นสุดในเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2564 และไม่แตกต่างจากช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา

อัตราการว่างงานในอังกฤษสูงสุดติดต่อกันปีที่ 4

การที่อัตราการว่างงานในสหราชอาณาจักรยังอยู่ในระดับสูง ถือเป็นสัญญาณที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวหลังวิกฤตต่าง ๆ ความซบเซาในตลาดแรงงานส่วนหนึ่งเกิดจากนโยบายการขึ้นภาษีธุรกิจของรัฐบาลพรรคแรงงานเมื่อเดือนเมษายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้หลายบริษัทเริ่มเลือกลดต้นทุนด้วยการชะลอการจ้างงาน หรือลดจำนวนพนักงานลง

ผลกระทบจากภาษีธุรกิจต่อตลาดแรงงาน

นางลิซ แมคคีโอน ผู้อำนวยการฝ่ายสถิติเศรษฐกิจของ ONS เปิดเผยว่า จำนวนพนักงานในบัญชีเงินเดือนลดลงเป็นเวลา 10 เดือนจากช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะในภาคธุรกิจบริการและค้าปลีก ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจสหราชอาณาจักร ถือเป็น สัญญาณชัดเจนว่า อัตราการว่างงานในอังกฤษสูงสุดติดต่อกันปีที่ 4 เริ่มส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อเศรษฐกิจและสังคม

นอกจากนี้ การเติบโตของค่าจ้างที่ไม่รวมโบนัสก็ยังคงทรงตัว แรงกดดันทางราคายังคงอยู่ และตำแหน่งงานว่างลดลงไปอีก 44,000 ตำแหน่งในช่วง 3 เดือนที่สิ้นสุดในเดือนกรกฎาคม เหลือเพียง 718,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่เดือนเมษายน 2564

วิเคราะห์สาเหตุจากนักเศรษฐศาสตร์

นักวิเคราะห์เศรษฐกิจชี้ให้เห็นว่า นโยบายการเก็บภาษีธุรกิจใหม่เป็นผลพวงของการเผชิญหน้ากับปัญหาการคลังที่บอบช้ำหลังวิกฤตหลายครั้ง ทั้งการระบาดของโควิด-19 และสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน อย่างไรก็ตาม ในเดือนเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ก็ประกาศการเก็บภาษีนำเข้าพื้นฐาน 10% จากประเทศทั่วโลก ซึ่งส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนของธุรกิจสหราชอาณาจักรด้วย

  • ลดแรงจูงใจในการจ้างงาน เพราะต้นทุนแรงงานเพิ่มสูงขึ้น
  • ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทำให้ธุรกิจชะลอการขยายตัว
  • แรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อ ส่งผลให้กำลังซื้อลดลงและกระทบรายได้บริษัท

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น จะเห็นได้ว่า อัตราการว่างงานในอังกฤษสูงสุดติดต่อกันปีที่ 4 ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะปัจจัยเฉพาะด้าน แต่เป็นผลสะท้อนของปัญหาระบบเศรษฐกิจที่ซับซ้อนและสอดคล้องกับสถานการณ์โลก

บทสรุปและข้อคิดเห็น

หากมองในระยะยาว การที่อัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างเร่งด่วน ทั้งในเรื่องของการลงทุนในแรงงาน การสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและเล็ก และการลดต้นทุนภาครัฐเพื่อช่วยฟื้นฟูตลาดแรงงานและเศรษฐกิจโดยรวม

ที่มา – อัตราการว่างงานในอังกฤษสูงสุดติดต่อกันปีที่ 4 หลังรัฐบาลขึ้นภาษีธุรกิจ

ตร.ขับเคลื่อนแผนปกป้องพุทธศาสนา ตรวจสอบวัดทั่วไทย

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามในพระพุทธศาสนา ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อปกป้องพุทธศาสนาและตรวจสอบวัดทั่วไทยอย่างครอบคลุม โดยมีศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทราศุ ที่ปรึกษาคณะทำงาน สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เข้าร่วมประชุมร่วมกับตำรวจสอบสวนกลางและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อวางแผนร่วมกันอย่างเป็นระบบ

ตร.ขับเคลื่อนแผนปกป้องพุทธศาสนา ตรวจสอบวัดทั่วไทย

ในการประชุมครั้งนี้ พล.ต.อ.ไกรบุญ กล่าวชี้แจงว่า การดำเนินการในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อปรับแนวทางการทำงานร่วมกันระดับปฏิบัติการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับตำรวจสอบสวนกลาง ตำรวจภูธรภาค 1-9 และสถานีตำรวจทั่วประเทศ โดยจะบูรณาการการทำงานกับกองทัพภาคที่ 1-4 เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างครอบคลุมและประสานข้อมูลกับ กอ.รมน. ในแต่ละจังหวัด

ยิ่งไปกว่านั้น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติซึ่งมีบุคลากรจำกัดในหลายพื้นที่ จะร่วมมือกับตำรวจเพื่อวางแผนลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับวัดและพระภิกษุ รวมถึงการบริหารจัดการภายในวัด โดยได้ระบุไว้ชัดเจนว่าไม่ใช่การสืบสวนหรือแสวงหาข้อมูลส่วนตัวของพระ เนื่องจากเป็นการสร้างฐานข้อมูลเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างความโปร่งใสในพระพุทธศาสนา

การเก็บข้อมูลอย่างมีระบบและเคารพศรัทธา

ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า การเก็บข้อมูลจะดำเนินการได้อย่างเป็นระบบ โดยจะมีการประสานล่วงหน้าก่อนส่งเจ้าหน้าที่ไปขอข้อมูลจากวัด โดยจะจำกัดเฉพาะข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการบริหารวัดเท่านั้น ไม่รวมถึงบัญชีการเงินส่วนตัว และข้อมูลที่ได้จะถูกเก็บเป็นความลับเพื่อป้องกันการโจมตีหรือเผยแพร่โดยไม่เหมาะสม ทั้งนี้ เน้นการพัฒนาระบบบัญชีการเงินวัดให้ชัดเจนและตรวจสอบได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการแสวงหาผลประโยชน์ที่ผิดวัตถุประสงค์

ในการดำเนินโครงการนี้ พบว่ามีจำนวนร้องเรียนเกี่ยวกับวัดทั่วประเทศ 382 เรื่อง ซึ่งมีการคัดกรองและส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแล้วจำนวน 255 เรื่อง ส่วนอีก 108 เรื่องกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของพระภิกษุ

ในกรณีที่มีข่าวเกี่ยวข้องกับหมอดูชื่อดังที่เกี่ยวข้องกับวัดแห่งหนึ่ง พล.ต.อ.ไกรบุญ ได้ยืนยันว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ และจะต้องได้ข้อเท็จจริงก่อนดำเนินการต่อ สำหรับการรับบริจาคในนามนิติบุคคลหรือมูลนิธิของวัดต่างๆ ตำรวจมีแนวทางตรวจสอบที่ชัดเจนแล้ว และจะดำเนินการตามหลัก นอบน้อม เคารพพระธรรมวินัย และคำนึงถึงศรัทธาของประชาชน โดยทุกขั้นตอน

ด้วยการขับเคลื่อนแผนปกป้องพุทธศาสนาและการตรวจสอบวัดทั่วไทยอย่างรอบด้าน ประชาชนสามารถมั่นใจได้ว่าการบริหารจัดการวัดต่าง ๆ จะเป็นไปอย่างโปร่งใสและได้มาตรฐาน ซึ่งจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อพระพุทธศาสนาในระยะยาว รวมถึงลดความเสี่ยงในการเกิดพฤติกรรมที่ผิดวินัยและการแสวงหาผลประโยชน์ในพระสงฆ์

หากคุณเป็นผู้ที่รักในพระพุทธศาสนา การสนับสนุนและติดตามการดำเนินการนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของศาสนาและให้เกียรติแก่พระที่ใช้ชีวิตเพื่อการปฏิบัติอย่างแท้จริง

ที่มา – ตร.ขับเคลื่อนแผนปกป้องพุทธศาสนา ตรวจสอบวัดทั่วไทย ยึดหลัก ‘นอบน้อม-เคารพศรัทธา’

บุ๋ม ปนัดดา ส่งกำลังใจสนับสนุนสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” พิธีกรและนางงามชื่อดัง ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านแฟนเพจ “ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” โดยเปิดเผยว่า รัฐบาลมีแผนเตรียมยุบ “ศูนย์บัญชาการติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา” หรือ “ศบ.ทก.” ภายในสัปดาห์นี้ เพื่อแสดงท่าทีเชิงบวกต่อกัมพูชา และส่งสัญญาณว่าประเทศไทยต้องการแก้ไขปัญหาด้วยสันติทางทูต

สื่อสารผ่านข้อความในโพสต์ “บุ๋ม ปนัดดา” ชี้แจงว่า “ข้อสรุปที่บุ๋มรับทราบมานั้น คือ รัฐบาลตั้งใจจะยุบศบ.ทก. ภายในสัปดาห์นี้อย่างเร่งด่วน เพื่อแสดงความจริงใจต่อชาวกัมพูชา ว่าประเทศไทยมีเจตนาดีในการแก้ปัญหา และการคงอยู่ของศูนย์นี้ก็เหมือนสัญลักษณ์ที่ทำให้เห็นว่าเราไม่มีความตั้งใจที่จะสงบศึก”

บุ๋ม ปนัดดา ส่งกำลังใจสนับสนุนสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา

อย่างไรก็ตาม “ตัวบุ๋มเองก็คิดว่าสันติภาพคือทางออกที่สำคัญที่สุด เพื่อคืนพื้นที่ปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชน ไม่มีใครสบายใจที่จะอยู่ในพื้นที่ตึงเครียด ก็ได้แต่คาดหวังว่าครั้งนี้ รัฐบาลจะสามารถเจรจา เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและป้องกันอธิปไตยผ่านการทูตอย่างที่ลั่นวาจาไว้ อย่าทำคนไทยผิดหวังนะคะ”

สันติภาพเป็นความหวังของประชาชน

การสนับสนุนจาก บุ๋ม ปนัดดา สะท้อนถึงความหวังของประชาชนที่ต้องการสันติภาพในพื้นที่ชายแดน พร้อมส่งสัญญาณว่าความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชานั้น ควรเดินหน้าผ่านการเจรจาและการทูตอย่างเท่าเทียมกัน

  • แสดงเจตนาดีในการแก้ปัญหา
  • ใช้กระบวนการทูตอย่างสุภาพและมีประสิทธิภาพ
  • รักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ของประเทศ
  • ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในความสงบสุข

ประเด็นนี้สื่อถึงการพัฒนาเชิงนโยบายที่สำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการพูดถึงทิศทางของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ซึ่งการยุบศบ.ทก. อาจถือเป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก หากดำเนินการร่วมกับกระบวนการต่าง ๆ ที่ส่งเสริมการเจรจา การเคารพกฎหมาย และความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์

บุ๋ม ปนัดดา ได้เขียนข้อความผ่านโซเชียลมีเดียอย่างกระตือรือร้นว่า “ให้โอกาสการทูตและการพูดคุยอย่างเป็นทางการเพื่อสันติภาพ เพราะคนในพื้นที่เขามองไปไกลกว่าความกังวลเกี่ยวกับการจู่โจม การดูถูก หรือแม้แต่การละเลยของเขา”

ความต้องการสันติภาพของประชาชนจึงเป็นแรงผลักสำคัญ ที่จะช่วยสร้างการเคลื่อนไหวเชิงบวกของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีเสียงสนับสนุนจากสังคมและบุคคลสำคัญอย่าง “บุ๋ม ปนัดดา” ที่ไม่ได้พูดในฐานะบุคคล แต่พูดในฐานะที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในพื้นที่ที่เคยบาดเจ็บมาแล้ว

ในที่สุด ไม่ว่าบทสรุปของสถานการณ์จะเป็นเช่นไร ความหวังของคนไทยคือให้เกิดการพูดคุยระหว่างรัฐบาลไทยกับกัมพูชาอย่างเท่าเทียม การใช้สันติวิธีเพื่อแก้ปัญหา และที่สำคัญคือไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง

ร่วมกันส่งเสียงเสถียรเพื่อสันติภาพ เพราะการเมืองที่ดีนั้น เริ่มต้นจากการเข้าใจและเคารพความต้องการของประชาชน

ที่มา – ‘บุ๋ม ปนัดดา’ส่งกำลังใจสนับสนุนสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา ชี้อย่าทำคนไทยผิดหวัง

เปิดโปงความจริงอันน่าตกใจที่ซ่อนในถุงเท้า!!

รู้หรือไม่ว่า เท้าของเราเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์กว่า 1,000 ชนิด! และเมื่อเราสวม ถุงเท้า เข้าไปในรองเท้าที่อับชื้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่อากาศร้อนอบอ้าว นั่นเท่ากับว่าเรากำลังสร้าง “อพาร์ตเมนต์ชั้นดี” ให้กับแบคทีเรียและเชื้อราได้เติบโต แพร่พันธุ์อย่างมีความสุข!

ถุงเท้า ไม่ได้แค่ดูดซับเหงื่อจากเท้าของเราเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำที่ดูดซับเชื้อโรคจากทุกที่ๆ เราเดินไป! ไม่ว่าจะเป็นพื้นบ้าน พรมปูพื้น พื้นที่ทำงาน ห้องเรียน ทุกสิ่งที่เราเหยียบย่ำจะถูกรวบรวมมาอยู่ในถุงเท้าทั้งหมด

เปิดโปงความจริงอันน่าตกใจที่ซ่อนในถุงเท้า!!

สาเหตุของกลิ่นเท้าที่เราไม่ชอบใจนั้น ไม่ได้เกิดจากเหงื่อโดยตรง แต่เกิดจาก กรดไขมัน และสารประกอบกำมะถัน ที่เกิดขึ้นเมื่อจุลินทรีย์สลายเหงื่อและเซลล์ผิวหนังตาย และที่อันตรายยิ่งกว่านั้นคือ ถุงเท้า ยังเป็นพาหะชั้นดีที่นำไปสู่โรคเชื้อราอย่าง “โรคน้ำกัดเท้า” ที่สามารถแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกายและคนในครอบครัวได้!

วิธีซักถุงเท้าให้สะอาดอย่างแท้จริง!

การซักถุงเท้าด้วยอุณหภูมิน้ำปกติที่เราทำกันอยู่ทุกวัน (30-40°C) นั้น ไม่เพียงพอที่จะกำจัดแบคทีเรียและเชื้อราได้! และสำหรับคนที่เคยเป็นโรคน้ำกัดเท้า การนำถุงเท้าคู่เดิมกลับมาใส่ซ้ำแม้จะซักแล้ว ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อซ้ำได้อยู่ดี!

นี่คือวิธีซักถุงเท้าที่ถูกสุขอนามัยและมีประสิทธิภาพ:

  • กลับด้านถุงเท้าออกก่อนซัก: เพื่อให้ด้านที่มีจุลินทรีย์อยู่มากที่สุดได้สัมผัสกับผงซักฟอกโดยตรง
  • ซักด้วยน้ำร้อน: ใช้น้ำอุณหภูมิ 60°C ขึ้นไป เพื่อฆ่าแบคทีเรียและเชื้อราให้หมดจด
  • เลือกใช้ถุงเท้าผ้าฝ้าย: เพราะทนทานต่ออุณหภูมิสูงได้ดีกว่าถุงเท้าสังเคราะห์
  • ใช้ผงซักฟอกที่มีเอนไซม์: เพื่อช่วยสลายคราบเหงื่อและเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว
  • ตากแดดให้แห้งสนิท: ความร้อนจากแสงแดดจะช่วยกำจัดจุลินทรีย์ที่หลงเหลืออยู่ได้อีกทางหนึ่ง

การดูแลถุงเท้าให้สะอาดอย่างถูกวิธี ไม่เพียงแค่ช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ แต่ยังช่วยป้องกันการติดเชื้อโรคอันตรายได้ด้วย ดังนั้นอย่ามองข้ามถุงเท้าเล็กๆ คู่นี้ เพราะมันมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพของคุณมากกว่าที่คิด!

ที่มา – เปิดโปงความจริงอันน่าตกใจที่ซ่อนในถุงเท้า!!

เซ็นทรัลพัฒนา ไตรมาส2 รายได้ 1.1หมื่นล้าน

ในช่วงไตรมาสที่ 2 ปี 2568 บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ได้รับรายงานผลประกอบการที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมี เซ็นทรัลพัฒนา ไตรมาส2 รายได้ 1.1หมื่นล้าน ซึ่งถือว่าเป็นข่าวดีที่สะท้อนถึงความมั่นคงทางการเงินของบริษัท ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน

เซ็นทรัลพัฒนา ไตรมาส2 รายได้ 1.1หมื่นล้าน

นางสาวนภารัตน์ ศรีวรรณวิทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงินและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงิน บัญชีและบริหารความเสี่ยง เปิดเผยว่า แม้ว่าภาคเอกชนจะได้รับผลกระทบจากการแผ่นดินไหวในเดือนมีนาคม แต่ในช่วงพฤษภาคมถึงมิถุนายนได้เห็นการฟื้นตัวที่ชัดเจน อีกทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการส่งเสริมการท่องเที่ยว เช่น โครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ช่วยผลักดันยอดขายและการใช้บริการในศูนย์การค้าของบริษัททั่วประเทศ

จากผลประกอบการในช่วงเซ็นทรัลพัฒนา ไตรมาส2 รายได้ 1.1หมื่นล้าน บริษัทมีรายได้รวมทั้งสิ้น 11,653 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 3,902 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 10% สะท้อนถึงความแข็งแกร่งทางธุรกิจและทิศทางการบริหารที่มีประสิทธิภาพ

การจ่ายเงินปันผลที่สูงสุดในรอบประวัติการณ์

หนึ่งในจุดเด่นของผลประกอบการงวดนี้คือการประกาศจ่ายเงินปันผลในอัตรา 2.10 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในผลประกอบการที่ดี และยังมีแผนซื้อคืนหุ้นวงเงินไม่เกิน 5,000 ล้านบาท ระหว่างวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ถึง 17 กุมภาพันธ์ 2569

ในส่วนของการขยายธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทได้วางแผนการเปิดตัวเมกะโปรเจกต์สำคัญอย่าง “เซ็นทรัล พาร์ค” ซึ่งจะเปิดในไตรมาส 3 และ “เซ็นทรัลกระบี่” ที่จะเปิดในไตรมาส 4 เพื่อขยายศักยภาพไปยังจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ ภายใต้แนวคิด “The Ecosystem for All” ซึ่งเน้นความยั่งยืนโดยเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ เซ็นทรัลพัฒนา ไตรมาส2 รายได้ 1.1หมื่นล้าน สะท้อนถึงศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะในด้านการบริหาร ผลิตภัณฑ์ หรือการพัฒนาโครงการเพื่ออนาคต ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทยังคว้าใจผู้ถือหุ้นและนักลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง

เห็นได้ชัดว่าแม้จะเผชิญกับความท้าทายของเศรษฐกิจโลก เซ็นทรัลพัฒนายังคงเป็นหนึ่งในผู้นำด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และศูนย์การค้าที่สามารถเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนถึงความเข้มแข็งในระยะยาว และให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าแก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง

หากคุณเป็นนักลงทุนที่มองหาโอกาสในหุ้นคุณภาพ เซ็นทรัลพัฒนาถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าจับตามองในช่วงครึ่งปีหลังนี้

ที่มา – เซ็นทรัลพัฒนา ไตรมาส2 รายได้ 1.1หมื่นล้าน

‘ช้างศึก’ เปิดเจอ ‘ฟิจิ’ บอลคิงส์คัพ ‘อบจ.กาญจน์’ ลั่นจัดงานไม่ทำให้ขายหน้าแน่

การแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน “คิงส์คัพ” ครั้งที่ 51 ที่จังหวัดกาญจนบุรีได้จัดการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ณ องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี โดยมีผู้มีเกียรติหลายคนร่วมแถลงข่าว เช่น “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย นายอธิสรรค์ อินทร์ตรา ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี และ นพ.ประวัติ กิจธรรมกูลนิจ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี

‘ช้างศึก’ เปิดเจอ ‘ฟิจิ’ บอลคิงส์คัพ ‘อบจ.กาญจน์’ ลั่นจัดงานไม่ทำให้ขายหน้าแน่

ในรายการการแข่งขันนี้ มีทีมระดับโลกเข้าร่วมถึง 4 ทีม ได้แก่ อิรัก (อันดับ 58 ของโลก) ซึ่งเคยคว้าแชมป์มาแล้ว 49 ครั้ง ทีมชาติไทย (อันดับ 102 ของโลก) แชมป์สมัยล่าสุด และต้องเจอกับ ‘ฟิจิ’ อันดับ 150 ของโลก ในรอบแรก แข่งกันในวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568 และจะมีการแข่งขันรอบสุดท้ายในวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2568 แบบน็อกเอาต์

เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่

ซึ่งทางคณะกรรมการจัดงานโดยเฉพาะที่ อบจ.กาญจนบุรี ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะด้านสนาม เส้นทางคมนาคมไปยังสนาม ระบบจำหน่ายบัตรเข้าชม รวมไปถึงมาตรการความปลอดภัย และความสะดวกในการเดินทาง โดยมีเส้นทางมอเตอร์เวย์ M81 สายบางใหญ่-กาญจนบุรี ระยะทาง 96 กิโลเมตร ซึ่งสามารถวิ่งฟรีระหว่างวันที่ 1-10 กันยายน พ.ศ. 2568 เพื่อสะดวกแก่ผู้เข้าร่วมชมการแข่งขัน

นายอธิสรรค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า ทุกภาคส่วนร่วมกันยกระดับการจัดงานให้มีมาตรฐานด้านต่าง ๆ อย่างครบวงจร ส่วน นพ.ประวัติ กล่าวเสริมว่า อบจ.กาญจนบุรี ลงทุนปรับปรุงสนามกลีบบัว พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ตามมาตรฐาน และมั่นใจว่า ‘ช้างศึก’ ทีมชาติไทยจะสามารถป้องกันแชมป์ได้อีกครั้ง โดยการแข่งขันครั้งนี้มีเงินรางวัลสำหรับแชมป์ถึง 2 ล้านบาท และรองแชมป์ 1 ล้านบาท

การจำหน่ายบัตรเข้าชม

สำหรับผู้สนใจเข้าร่วมชมการแข่งขันสามารถสั่งซื้อบัตรได้ผ่านแอปพลิเคชัน The Concert ในช่วงวันที่ 24–26 สิงหาคม พ.ศ. 2568 หรือหากต้องการซื้อแบบออนไซต์สามารถไปซื้อได้ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี ระหว่างวันที่ 27–28 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เวลา 09.00 – 15.00 น.

  • บัตรราคา 200-300 บาท
  • จำนวนที่นั่งประมาณ 12,000 – 14,000 ที่นั่ง
  • สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 0-3451-2477 ถึง 8 ต่อ 3107 หรือเพจ Facebook

คู่การแข่งขันรอบแรกในวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568 ทีมชาติไทย หรือ ‘ช้างศึก’ จะพบกับทีม ฟิจิ ในรอบเปิดฉากเมื่อเวลา 20.00 น. ส่วนคู่อื่นอิรัก จะพบกับ ฮ่องกง เวลา 16.00 น. และในวันที่ 7 จะเป็นการแข่งขันเพื่อชิงอันดับ 3 และชิงแชมป์

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมาตรฐานในการแข่งขันหรือบรรยากาศในการสนับสนุนจากแฟนบอลทั่วประเทศ การแข่งขัน Football Kings Cup ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับทีมชาติไทยในการพิสูจน์ความสามารถ และความพร้อมทั้งในด้านทีมงาน นักเตะ และการจัดงานอย่างเป็นระบบจากทางจังหวัดกาญจนบุรี

ที่มา – ‘ช้างศึก’ เปิดเจอ ‘ฟิจิ’ บอลคิงส์คัพ ‘อบจ.กาญจน์’ ลั่นจัดงานไม่ทำให้ขายหน้าแน่

กูเกิลสนับสนุนทุนร้อยล้านเพื่อพัฒนา AI ให้เกษตรกรไทย-เวียดนาม

รายงานข่าวจากกูเกิล เปิดเผยว่า Google.org ซึ่งเป็นหน่วยงานเพื่อการกุศลของกูเกิล ได้ประกาศมอบทุนจำนวน 3.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 113 ล้านบาท ให้แก่มูลนิธิ Edufarmers International Foundation (Edufarmers) เพื่อพัฒนาโซลูชันด้านการเกษตรที่ใช้เทคโนโลยี AI ขยายผลไปยังเกษตรกรรายย่อยกว่า 200,000 รายในประเทศไทยและเวียดนาม

กูเกิลสนับสนุนทุนร้อยล้านเพื่อพัฒนา AI ให้เกษตรกรไทย-เวียดนาม

Edufarmers เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรรายแรกที่ได้รับทุนผ่านโครงการ “เอเปก เอไอ ฟอร์ โซไซตี้” ของ Google.org มูลค่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยโครงการนี้มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีด้วย AI ให้สอดคล้องกับปัญหาในท้องถิ่น และนำมาช่วยแก้ปัญหาในภาคการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม

นำ AI มาใช้จริง เพื่อช่วยเกษตรกรวินิจฉัยโรคพืช

ด้วยทุนที่ได้รับจากกูเกิล ทาง Edufarmers จะร่วมมือกับพันธมิตรในไทยและเวียดนาม พัฒนาแชทบอทด้านการเกษตรที่ใช้ระบบ AI โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อช่วยเกษตรกรวินิจฉัยโรคพืชผ่านภาพถ่าย และให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ซึ่งนวัตกรรมนี้จะช่วยให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการการเพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ โครงการยังรวมถึงการจัดฝึกอบรมให้กับเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรกว่า 30,000 คน เพื่อให้มีความรู้ในแนวทางการเกษตรที่ยั่งยืน และเพิ่มผลผลิตรวมถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจของชุมชนในระยะยาว

  • สนับสนุนเทคโนโลยี AI สำหรับการวิเคราะห์โรคพืช
  • ให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับบริบทในแต่ละพื้นที่
  • จัดอบรมให้ความรู้กับเกษตรกรและเจ้าหน้าที่กว่า 30,000 คน

Sapna Chadha รองประธาน Google ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ กล่าวว่า ศักยภาพของ AI สามารถเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะผลักดันการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดในภาคการเกษตร ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศอาเซียน

Amri Ilmma ผู้บริหารระดับสูงของ Edufarmers ระบุว่า การใช้ AI ในการทำเกษตรมีศักยภาพในการยกระดับผลผลิตและคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ซึ่งหน่วยงานของเขาจะนำประสบการณ์จากอินโดนีเซียมาต่อยอดใช้ในประเทศไทยและเวียดนาม โดยคำนึงถึงบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่

จากความร่วมมือครั้งนี้ กูเกิลสนับสนุนทุนร้อยล้านเพื่อพัฒนา AI ให้เกษตรกรไทย-เวียดนาม เป็นการเปิดโอกาสใหม่ให้กับคนทำนาชาวสวน ช่วยให้พวกเขาไม่ต้องเผชิญกับปัญหาเพียงลำพังอีกต่อไป

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์กำลังเปลี่ยนแปลงโลกการเกษตรอย่างน่าทึ่ง และการมีส่วนร่วมขององค์กรระดับโลกอย่างกูเกิลคือการเปิดทางหนึ่งให้เกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลทนต่อความท้าทายต่าง ๆ ได้ดีขึ้น

หากคุณเป็นผู้สนใจเทคโนโลยีเพื่อเกษตรกรรม หรือเป็นเกษตรกรเอง การติดตามการพัฒนา AI เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไทย คือโอกาสที่ไม่ควรปล่อยผ่าน

ที่มา – “กูเกิล”มอบทุนร้อยล้านหนุนโซลูชั่น AI ให้เกษตรกรช่วยยกระดับผลผลิต

ยังไม่พอ!! “หงส์แดง” เจราจา “ปาร์มา หวังดึง “เลโอนี” กองหลังดาวรุ่งเข้ามาเสริมแนวรับ

ลิเวอร์พูลหรือที่แฟนบอลเรียกกันว่า “หงส์แดง” ไม่หยุดยั้งในการเสริมทัพนักเตะในช่วงซัมเมอร์นี้ โดยล่าสุดมีรายงานจากนักข่าวดังอย่าง ฟาบริซิโอ โรมาโน ว่า “หงส์แดง” กำลังเจรจาอย่างจริงจังกับ “ปาร์มา” เพื่อคว้าตัวกองหลังวัยรุ่น โจวานนี เลโอนี วัย 18 ปี เข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับแนวรับของทีม

ยังไม่พอ!! “หงส์แดง” เจราจา “ปาร์มา หวังดึง “เลโอนี” กองหลังดาวรุ่งเข้ามาเสริมแนวรับ

เลโอนี ถือเป็นหนึ่งในแนวรับดาวรุ่งที่มีอนาคตไกล และลิเวอร์พูลมองว่าเขาคือคำตอบในอนาคตสำหรับแนวรับของทีม ถึงขนาดที่ สโมสรหงส์แดง ยอมยื่นข้อเสนอสูงถึง 30 ล้านยูโรบวกเพิ่มอีก 5 ล้านยูโร ในฐานะแอดออนเพื่อล็อกตัวนักเตะรายนี้เข้ามาในทีมทันที

ปาร์มา เสนอสัญญายืมตัว แต่ลิเวอร์พูลไม่รับ

อย่างไรก็ตาม ปาร์มา ออกมายืนยันว่าพวกเขากำลังต้องการขายเลโอนี ในราคาประมาณ 40 ล้านยูโร (ประมาณ 1,512 ล้านบาท) หากลิเวอร์พูลยอมให้ยืมตัวไปก่อนหนึ่งฤดูกาลจนถึงซัมเมอร์ปี 2026 แต่ลิเวอร์พูลยืนยันชัดเจนว่าต้องการดีลแบบย้ายถาวรในทันที เนื่องจากต้องการให้เขาฝึกฝนและเติบโตไปพร้อมกับทีมตั้งแต่เนื่อนๆ

การทำงานของแนวรับลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้ได้รับแรงกดดันอย่างหนักจากหลายด้าน โดยเฉพาะจาก อายุของ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ และความแออัดของ อิบราอิมา โกนาเต ที่ยังไม่แน่นอนในสภาพฟอร์ม ทำให้สโมสรต้องมองหานักเตะใหม่ที่สามารถแบ่งเบาภาระได้อย่างแท้จริง

แม้ว่าลิเวอร์พูลจะกำลังเจรจาเรื่องการย้ายทีมของ มาร์ก เกฮี จาก คริสตัล พาเลซ อยู่ แต่พวกเขาก็ยังไม่หยุดความพยายามในการคว้าตัว เลโอนี เพราะเห็นศักยภาพและความสามารถในการเล่นของนักเตะรายนี้อย่างลึกซึ้ง

  • เลโอนี อายุเพียง 18 ปี
  • มีศักยภาพสูงในแนวรับ
  • ลิเวอร์พูลยื่นข้อเสนอ 30 ล้านยูโร + แอดออนอีก 5 ล้านยูโร
  • ปาร์มาอยากขายในราคา 40 ล้านยูโร
  • “หงส์แดง” ต้องการย้ายเข้ามาในทันที ไม่อยากยืมใช้งาน

ในตอนนี้ เลโอนี พูดเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าพร้อมย้ายมาร่วมทีมลิเวอร์พูล และได้ลงนามในข้อตกลงส่วนตัวกับสโมสรเรียบร้อย หากราคาตกลงกันได้ทั้งสองฝ่าย เชื่อว่าดีลนี้จะลุยนได้อย่างรวดเร็ว และเราจะได้เห็นนักเตะรายนี้แม้จะอ่อนตัว แต่มีอนาคตที่สว่างในถิ่นแอนฟิลด์

总而言之،การเสริมทัพแนวรับของลิเวอร์พูลในช่วงซัมเมอร์นี้ไม่ใช่แค่การซื้อตัวนักเตะเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางแผนอนาคตอย่างรอบคอบผ่านนักเตะแฟนใหม่ที่มีพรสวรรค์อย่างเลโอนี

ที่มา – ยังไม่พอ!! “หงส์แดง” เจราจา “ปาร์มา หวังดึง “เลโอนี” กองหลังดาวรุ่งเข้ามาเสริมแนวรับ

กนง.ลดดอกเบี้ยลงได้อีก เคยแตะ 0.50% ธปท.หารือคลังออกมาตรการดูแลซื้อขายทองคำ

วันที่ 13 สิงหาคม นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และในฐานะเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ในที่ประชุม กนง. ได้มีมติ ลดดอกเบี้ยนโยบาย ลงอีก 0.25% สู่ระดับ 1.50% ต่อปี มีผลใช้บังคับทันที โดยยืนยันว่าดอกเบี้ยยังสามารถลดลงไปได้อีก เนื่องจากในอดีตเคยแตะระดับต่ำสุดที่ 0.50% อย่างไรก็ตาม หากดอกเบี้ยpolicyต่ำเกินไป จะส่งผลให้การส่งผ่านไปยังระบบธนาคารมีประสิทธิภาพลดลง

กนง.ลดดอกเบี้ยลงได้อีก เคยแตะ 0.50% ธปท.หารือคลังออกมาตรการดูแลซื้อขายทองคำ

ทั้งนี้ เมื่อนำเงินเฟ้อที่คาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 1% มาคำนวณ จะเห็นได้ว่าดอกเบี้ยที่แท้จริงใกล้เคียงกับ 0% ซึ่งบ่งชี้ว่านโยบายการเงินในครั้งนี้เน้นการผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเพื่อบรรเทาภาระแก่กลุ่มเปราะบาง ส่วนประเด็นเรื่องเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวต่ำ ยังไม่เห็นสัญญาณของอินฟเลชันที่รุนแรง

แนวทางในอนาคตและการส่งผ่านนโยบาย

ในการประชุม กนง. ครั้งต่อไป ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 8 ตุลาคม 2568 จะมีการปรับประมาณการทางเศรษฐกิจใหม่ โดยในคราวนี้จะปรับลดจำนวนนักท่องเที่ยวที่คาดการณ์ไว้ ขณะเดียวกัน ธปท. ยืนยันว่า เงินเฟ้อที่ต่ำในขณะนี้เกิดจากการปรับตัวของฝั่งอุปทานเป็นหลัก จึงไม่ถือเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจด้านดอกเบี้ย

“เมื่อดอกเบี้ยเงินฝากใกล้ศูนย์ ก็เป็นเรื่องปกติที่จะต้องปรับดอกเบี้ยนโยบายลง และหวังว่าธนาคารพาณิชย์จะปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ตามลงไปด้วย” นายสักกะภพ กล่าว

การลดดอกเบี้ยในรอบที่ผ่านมา 3 ครั้ง (ตุลาคม 2567, กุมภาพันธ์ 2568 และเมษายน 2568) ส่งผลให้บางธนาคารปรับดอกเบี้ยเงินกู้ลงแล้ว โดยมีอัตราการส่งผ่านไปยังตลาดอยู่ที่ประมาณ 43% ใกล้เคียงกับช่วงโควิด-19 ที่ประมาณ 40% อย่างไรก็ตาม กนง. ยอมรับว่า การส่งผ่านในการประชุมล่าสุดมีน้อยกว่า 2 ครั้งก่อนหน้านี้ แต่ก็คาดว่าการส่งผ่านในรอบปัจจุบันจะดีขึ้น

“เราเชื่อว่าธนาคารเองก็พร้อมที่จะช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบางด้วยมาตรการต่างๆ เช่น การแก้หนี้ หรือลดภาระหนี้ การลดดอกเบี้ยในครั้งนี้จึงเป็นแรงกระตุ้นที่สำคัญ โดยการส่งผ่านนโยบายใช้เวลาประมาณ 4 ไตรมาส

ในเรื่องค่าเงิน นายสักกะภพ กล่าวว่า เงินบาทอยู่ในช่วงที่แข็งค่าในช่วงต้นปีนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง รวมถึงปัจจัยจากราคาน้ำมันและทองคำที่ผันผวน โดยขณะนี้ ธปท. กำลังร่วมหารือกับกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางมาตรการดูแลซื้อขายทองคำ

สิ่งที่ ธปท. เน้นคือการดูแลค่าเงินบาทให้สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน โดยใช้เครื่องมือต่างๆ ที่มีอยู่ และหากเกิดผลกระทบจากสถานการณ์ในพรมแดนไทย-กัมพูชานั้น จะกระทบต่อการค้าชายแดนมากในช่วงไตรมาส 3 เป็นหลัก ส่วนผลกระทบอื่นๆ จะต้องรอติดตามพัฒนาการต่อไป

ในภาพรวม กนง. ยังมีพื้นที่ในการผ่อนคลายนโยบายได้อีก ภายใต้สภาพเศรษฐกิจที่ยังต้องการแรงสนับสนุน ขณะเดียวกัน ธปท. วางแผนร่วมมือกับกระทรวงการคลังเพื่อดูแลตลาดทองคำเพื่อไม่ให้เกิดความผันผวนที่กระทบผู้ถือครอง

ที่มา – กนง.ลดดอกเบี้ยลงได้อีก เคยแตะ 0.50% ธปท.หารือคลังออกมาตรการดูแลซื้อขายทองคำ