ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

กันจอมพลังรวมพลช่วยทหารถูกระเบิดรถกลางพรมแดน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ “กันจอมพลัง” หรือ กัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ ได้ระดมพลเพื่อช่วยเหลือน้องทหารแนวหน้าที่ประสบเหตุรถกระบะส่วนตัวถูกระเบิดเสียหายหนัก โดยกันจอมพลังโพสต์ผ่านแฟนเพจ “กันจอมพลัง ช่วยสู้” พร้อมเล่าเรื่องราวแบบเป็นกันเองอย่างน่าอาลัยใจ

เหตุเกิดเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ที่ชายแดนจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงจากการปะทะกับกลุ่มผู้ก่อการร้าย เจ้าหน้าที่รายงานว่าน้องทหารชั้นผู้น้อยคนหนึ่งซึ่งอยู่ในแนวหน้า ได้ใช้รถยนต์กระบะส่วนตัวลำเลียงเสบียงไปยังฐานปฏิบัติการ แต่不幸的是รถคันดังกล่าวถูกระเบิดเข้าใส่ ทำให้รถพังเสียหายอย่างหนักจนไม่สามารถใช้งานต่อได้

กันจอมพลังรวมพลช่วยทหารถูกระเบิดรถกลางพรมแดน

จากเหตุการณ์ กันจอมพลัง ได้ระบุในข้อความว่า น้องทหารดังกล่าวเพิ่งผ่อนจ่ายรถคันนี้เสร็จเมื่อไม่นานมานี้ แต่กลับต้องมาเจอกับอาการระเบิดที่ทำให้รถพังเสียหายทั้งคัน เหลือเพียงคันเดียวที่น้องใช้ทำงาน และตอนนี้สภาพรถก็เละพังเพราะสะเก็ดระเบิด

“ตอนนี้ผมประสานไปทางผู้ใหญ่ของกองทัพและทางมูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ อยากจัดรถใหม่ให้น้องทหารผู้น้อยครับ ขอความเห็นจากเพื่อน ๆ ทุกคน หากทุกคนเห็นด้วยจะดำเนินการให้ทันที” กันจอมพลังกล่าวผ่านโพสต์ด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง

ความเสียหายของรถยนต์

จากการตรวจสอบภาพที่น้องทหารส่งมาให้เห็นว่า รถกระบะมีรอยคลุมคลึงจากการระเบิดอย่างหนัก โดยเฉพาะบริเวณยางและโครงสร้างตัวถังที่ได้รับความเสียหายจนยากแก่การซ่อมแซม แต่ทว่ารถไม่ได้หมายถึงแค่ของใช้ แต่มันคือชีวิตการทำงานและความหวังของเจ้าของรถอีกทั้งยังเป็นเครื่องมือประจำตัวของทหารในการปฏิบัติหน้าที่

  • รถยนต์กระบะคันที่ถูกใช้ในพื้นที่ รถยนต์เป็นทรัพย์สินที่มีค่าสูงและมีการผ่อนต่อเนื่องหลายปี
  • ได้รับความเสียหายหนัก จากoning การระเบิดยิงใส่ที่เกิดขึ้นในขณะปฏิบัติภารกิจ
  • ได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือจากประชาชน ผ่านมูลนิธิกันจอมพลังที่เร่งประสานเรื่องรถคืนใหม่

ปัจจุบันพื้นที่ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงเป็นจุดเสี่ยงจากเหตุเดือดร้อนต่าง ๆ โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายทางใต้ ซึ่งมักใช้ยุทธวิธีการโจมตีอย่างรุนแรง ทำให้ความปลอดภัยเป็นเรื่องที่ต้องเน้นตลอดเวลา การสนับสนุนจากภาคประชาคมจึงเป็นพลังมหาศาลที่ทำให้ทหารสามารถเดินหน้าทำงานได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น

ผลงานของ กันจอมพลัง ในการรวมพลประชาชนตระหนักในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่ความมั่นคงของประเทศถือเป็นแนวทางที่ดีอย่างมาก และแสดงถึงความเห็นอกเห็นใจต่อนักสู้ที่เสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องเรากันอยู่เสมอ

หากคุณมีความเมตตา อยากให้มีการสนับสนุนทหารในการฟื้นฟูสิ่งของส่วนตัว เราเชื่อว่าทุกคนสามารถร่วมแรงร่วมใจกับ กันจอมพลัง เพื่อส่งต่อพลังดี ๆ สู่ผู้เสียสละของชาติ

ที่มา – ‘กันจอมพลัง’ ระดมช่วยทหารแนวหน้า เมื่อรถส่วนตัวถูกบึ้มพังยับกลางชายแดนศรีสะเกษ

‘สมคิด’ เชื่องบ 69 ผ่านสภาฯ ย้ำใช้งบเกิดประโยชน์สูงสุด

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วาระที่ 2-3 ระหว่างวันที่ 13-15 สิงหาคม ว่า เชื่อมั่นว่าร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวจะผ่านการพิจารณาของสภาฯ ไปด้วยดี

‘สมคิด’ เชื่องบ 69 ผ่านสภาฯ ย้ำใช้งบเกิดประโยชน์สูงสุด

นายสมคิด กล่าวว่า การพิจารณางบประมาณนี้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมาธิการร่วมกับสภาผู้แทนฯ ซึ่งเชื่อว่าคณะกรรมาธิการสามารถชี้แจงและขจัดข้อข้องใจต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังมีการปรึกษาหารือกับคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) แล้ว ทุกพรรคก็ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ แม้รัฐบาลจะมีเสียงน้อยกว่าที่คาดหวัง แต่เชื่อว่าการพิจารณาในวาระที่ 2-3 จะผ่านไปอย่างราบรื่น

ย้ำเป้าหมายการใช้งบประมาณ

เมื่อสภาผู้แทนราษฎรผ่านร่างงบประมาณประจำปี พ.ศ.2569 แล้ว รัฐบาลมีแผนจะนำไปใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นลำดับแรก โดยเฉพาะ

  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
  • การส่งเสริมผู้ประกอบการในประเทศ
  • การสนับสนุนผู้ส่งออกที่เผชิญสงครามการค้าโลก

รัฐบาลมีความมุ่งมั่นว่าจะสนับสนุนให้ผู้ประกอบการมีความสามารถในการแข่งขันทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน

“เรามั่นใจว่า ‘สมคิด’ เชื่องบ 69 ผ่านสภาฯ ย้ำใช้งบเกิดประโยชน์สูงสุด ได้อย่างแท้จริง เพราะงบประมาณที่ได้รับการอนุมัติจะถูกจัดสรรอย่างรอบคอบและรอบด้าน เพื่อประโยชน์ของประชาชนทุกกลุ่ม” นายสมคิดกล่าว

ปฏิเสธข่าวการซื้อเสียง สส.

นอกจากนี้ นายสมคิด ได้กล่าวชี้แจงถึงกระแสข่าวลือเกี่ยวกับการซื้อตัว ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลว่า เป็นเพียงข่าวลือที่ไม่มีความเป็นจริง เพราะ ส.ส. ทุกคนมีศักดิ์ศรีและความรับผิดชอบต่อประชาชน ไม่สามารถกระทำหรือยอมรับการซื้อเสียงได้ รวมถึงจากรายงานที่ได้มีการพูดคุยกับพรรคร่วมเสียงรัฐบาลแล้ว ส.ส. ทุกคนพร้อมทำงานตามหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ

“การพัฒนาประเทศในระยะยาวต้องอาศัยการบริหารจัดการงบประมาณอย่างรอบคอบ ซึ่ง ‘สมคิด’ เชื่องบ 69 ผ่านสภาฯ ย้ำใช้งบเกิดประโยชน์สูงสุด นี้ เราต้องการให้ทุกองค์ประกอบผูกพันกับเป้าหมายเดียวกัน คือการพัฒนาประเทศให้เข้มแข็งและยั่งยืน” นายสมคิดกล่าวอีกครั้ง

รัฐบาลมั่นใจว่า งบประมาณที่ได้รับการพิจารณาผ่านสภาอย่างโปร่งใสจะส่งเสริมเศรษฐกิจไทยให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นในอนาคต

อย่าลืมติดตามข่าวสารพัฒนาประเทศที่นี่ทุกวัน

ที่มา – ‘สมคิด’ มั่นใจ อภิปรายงบ 69 ผ่านสภาฯฉลุย ย้ำ ใช้งบเกิดประโยชน์สูงสุด

‘โฟม’ ภรรยา ‘เจมส์ จิรายุ’ แจ้งข่าวดีบนเครื่องบิน

ความตื่นเต้นของวงการบันเทิงกลับมาอีกครั้ง เมื่อ “เจมส์ จิรายุ” พระเอกหนุ่มหน้าหวาน ออกมาเปิดใจให้แฟนคลับทราบว่าภรรยาของเขา คือ “โฟม-เบญจมาศ” ได้ตั้งครรภ์ลูกคนแรกแล้ว ซึ่งข่าวดีนี้ทำเอาเพื่อนฝูงในแวดวงบันเทิงและแฟนๆ ต่างเข้ามาแสดงความยินดีกันยกใหญ่

‘โฟม’ ภรรยา ‘เจมส์ จิรายุ’ แจ้งข่าวดีบนเครื่องบิน

ล่าสุด เจ้าตัวเองก็ได้ออกมาเล่าเรื่องราวช่วงเวลาที่เธอตั้งใจจะเซอร์ไพร้ส์สามีด้วยการบอกข่าวดีบนเครื่องบิน โดยเธออัดคลิปวิดีโอเก็บภาพจังหวะที่กำลังจะเผยความลับกับ เจมส์ จิรายุ บนเครื่องบิน โดยในคลิปสามารถเห็นอารมณ์หลากหลายของ โฟม ทั้งความลังเล รู้สึกผิด และตื่นเต้นซึ่งทำเอา เจมส์ ถึงกับช็อกจนไม่รู้จะทำตัวอย่างไร

ความประทับใจบนเครื่องบิน

โฟม เล่าให้ฟังว่า ตั้งใจจะบอกข่าวดีกับสามีหลังจากเดินทางไปถึงออสเตรเลียแล้ว แต่ด้วยอาการแพ้ท้องและคำแนะนำจากคุณหมอที่ให้แจ้งสามีเพื่อความปลอดภัย จึงตัดสินใจเซอร์ไพร้ส์ เจมส์ จิรายุ บนเครื่องบิน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำเพราะมีทั้งความประทับใจและความสุขเบอร์แรงจนทำเอาพอได้ยินผลตรวจทันที เจมส์ ถึงกับยิ้มกว้างและกอดภรรยากลางอากาศ

เรื่องราวที่ได้ยิ่งทำให้แฟนๆ ต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นและอวยพรครอบครัวเล็กๆ ใหม่ของ เจมส์ และ โฟม กันอย่างล้นหลาม หลายคนบอกว่าเลิฟคู่นี้ตั้งแต่สมัยแย้มและยังดีใจที่ได้เห็นความรักของทั้งสองเติบโตมากขนาดนี้

  • ความประทับใจบนเครื่องบิน
  • เส้นทางความรักของเจมส์และโฟม
  • คำอวยพรจากแฟนคลับ

ไม่ใช่แค่ความรักที่น่าประทับใจ แต่ยังเป็นความหวังใหม่ของครอบครัวเล็กๆ คนนี้อีกด้วย บอกเลยว่าจะคอยติดตามและให้กำลังใจคุณแม่ลูกอ่อนให้สุขภาพแข็งแรงและเติบโตอย่างมีความสุขตลอดไป

ที่มา – ‘โฟม’ ภรรยา ‘เจมส์ จิรายุ’ ปล่อยคลิปเซอร์ไพร้ส์แจ้งข่าวดีบนเครื่องบิน ทำว่าที่คุณพ่อช็อกจนเก็บอาการไม่อยู่

สะพานแขวนข้ามคลองแม่กลอง จุดเช็กอินใหม่ ‘ปลาทู-กลอง’

หากคุณกำลังมองหาจุดเช็กอินใหม่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์ไทยแท้ ต้องห้ามพลาด “สะพานแขวนข้ามคลองแม่กลอง” สถานที่ใหม่ล่าสุดที่กลายเป็นแลนด์มาร์กของจังหวัดสมุทรสงครามอย่างไม่เป็นทางการ สะพานแห่งนี้ตั้งอยู่ภายในวัดใหญ่ราชพงศ์ เขตเทศบาลเมืองสมุทรสงคราม ซึ่งได้รับการตกแต่งอย่างประณีตด้วยวัสดุเหล็กแข็งแรง พร้อมด้วยสัญลักษณ์ของท้องถิ่นอย่าง “ปลาทู” และ “กลอง” ที่ถูกออกแบบให้เป็นส่วนประกอบหลักของสะพาน ทำให้สะพานนี้มีความโดดเด่นและกลายเป็นไอคอนสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนพื้นที่

สะพานแขวนข้ามคลองแม่กลอง จุดเช็กอินใหม่ ‘ปลาทู-กลอง’

สถานที่แห่งนี้ไม่ได้ใช้เป็นสะพานทางเดินธรรมดาเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดชมวิวที่ให้มุมมองของธรรมชาติทั้งสองฝั่งของคลอง ที่ผสมผสานกับศิลปะท้องถิ่นได้อย่างกลมกลืน นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับภาพสวยงามของแม่น้ำ แสงยามเช้า และสีทองของพระอาทิตย์ตกดินที่พรางตัวอยู่เหนือสายน้ำอย่างน่าหลงใหล

เอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครของสะพานแห่งนี้

สะพานแขวนข้ามคลองแม่กลองถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน ทั้งในด้านโครงสร้างและรายละเอียด บ่งบอกถึงความภาคภูมิใจของชุมชนแม่กลอง โดยเฉพาะการออกแบบเสาสะพานให้เป็นรูป “ปลาทู” ตัวกลมตาโต และ “กลอง” ที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านบน สะท้อนอัตลักษณ์ของท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี

บรรยากาศโดยรอบสะพานก็ยังคงความเป็นบ้านเป็นเมืองของวิถีชุมชน นักท่องเที่ยวมีโอกาสได้เดินเล่น เซฟภาพถ่าย รวมถึงสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านการซื้อของฝากต่าง ๆ ที่วางขายโดยพ่อค้าแม่ค้าชาวบ้าน ตั้งแต่ผลไม้ทะเล ขนมพื้นบ้าน ไปจนถึงของที่ระลึกมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

  • ชมวิวสองฝั่งคลองที่สวยงาม
  • เช็กอินพร้อมภาพสะพานปลาทู-กลอง
  • เดินทางสะดวก อยู่ใจกลางเมืองสมุทรสงคราม
  • ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ

ตลอดระยะเวลาที่เปิดให้เข้าชม สะพานแขวนข้ามคลองแม่กลองได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ หลายคนชื่นชมในความเรียบง่าย บรรยากาศผ่อนคลาย และการรักษาเอกลักษณ์ของภูมิถิ่นอย่างแท้จริง สะพานนี้จึงไม่เพียงแต่เชื่อมทางเดิน แต่ยังเชื่อมความรักของคนในท้องถิ่นกับผู้มาเยือนได้อย่างมหัศจรรย์

หากคุณวางแผนเดินทางไปเที่ยวภาคใต้ตอนบนหรือจังหวัดใกล้เคียง อย่าลืมเวียนเวียนมาสักการะและเก็บภาพความประทับใจที่ “สะพานแขวนข้ามคลองแม่กลอง” เวลาเปิดให้เข้าชม: วันจันทร์–ศุกร์ 08.30–17.00 น. และวันเสาร์–อาทิตย์ 08.00–18.00 น.

สถานที่เช็กอินที่ให้ทั้งความทรงจำ และความหมายทางวัฒนธรรม “สะพานแขวนข้ามคลองแม่กลอง” คือคำตอบสำหรับใครที่ตามหาความเป็นไทยอย่างแท้จริง

ที่มา – แลนด์มาร์คใหม่ สะพานแขวนข้ามคลองแม่กลอง จุดเช็กอินใหม่ ‘ปลาทู-กลอง’ หนึ่งเดียวในไทย!

สหรัฐประณามยุโรปเรื่องสิทธิมนุษยชน ในรายงานประจำปี

รายงานสิทธิมนุษยชนประจำปีล่าสุดของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ที่เผยแพร่โดยกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐ ได้เน้นย้ำถึงประเด็นที่น่ากังวลหลายประการเกี่ยวกับ สิทธิมนุษยชนทั่วโลก โดยเฉพาะในแวดวงประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ เอง

สหรัฐประณามยุโรปเรื่องสิทธิมนุษยชน ในรายงานประจำปีฉบับย่อ

รายงานฉบับนี้ ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการประเมินสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ปีนี้มีการปรับแปลงอย่างมาก โดยมีการตัดเนื้อหาบางส่วนออก และเพิ่มโฟกัสไปที่ประเทศที่ได้รับความสนใจเฉพาะจากผู้นำสหรัฐฯ ในปัจจุบัน

.Country ที่ถูกกล่าวถึงโดยเฉพาะ ได้แก่ จีน ซึ่งถูกอ้างว่ายังคงมีการละเมิด สิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงต่อชนเผ่าอุยกูร์ รวมถึงประเทศบราซิลและแอฟริกาใต้ที่ถูกมองว่ามีประเด็นต้องติดตามในระดับสากล

พฤติกรรมต่อพันธมิตร

น่าสังเกตอย่างไรก็ตามว่า ในรายงานฉบับนี้มีการตั้งข้อสังเกตต่อพันธมิตรสำคัญของสหรัฐ เช่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนี ซึ่งถูกระบุว่า “สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนเริ่มเลวร้ายลง” โดยเฉพาะจากการจำกัดถ้อยคำสร้างความเกลียดชังบนโลกออนไลน์ ซึ่งถือเป็นบทวิจารณ์ที่สื่อถึงมุมมองทางการเมืองอย่างชัดเจน

  • รายงานฉบับย่อ ให้ความสำคัญกับการข่มเหงกลุ่มชาติพันธุ์และศาสนา
  • ยกตัวอย่างเหตุการณ์สำคัญในเอเชีย แอฟริกา และอเมริกาใต้
  • มีแนวทางวิจารณ์ต่อประเทศในสัมพันธมิตรเดิมอย่างชัดเจน

นางแทมมี บรูซ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กล่าวในรายงานว่า รายงานฉบับก่อนหน้ามีอคติทางการเมืองและเนื้อหารายละเอียด “บางครั้งยิ่งน้อยก็ยิ่งดี” จึงทำให้ในครั้งนี้เนื้อหาได้รับการบีบให้กระชับ และตรงประเด็น

อย่างไรก็ตาม จากความเห็นของอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ระบุว่า การตัดเนื้อหาออกจำนวนมากในครั้งนี้ถือว่าน่าตกใจ โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการปกป้องกลุ่มเพศทางเลือกในยูกันดา หรือรายงานที่ระบุว่าในเอลซัลวาดอร์ไม่มีเหตุการณ์ละเมิดสิทธิที่น่าเชื่อถือ และอัตราอาชญากรรมอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

คำถามจึงเกิดขึ้นว่ารายงานนี้ยังคงมีความเป็นกลางหรือไม่ และจะสร้างแรงกดดันต่อประเทศที่ถูกกล่าวข้อหาอย่างไม่เป็นธรรมหรือไม่ ความยุติธรรมและการเมืองดูจะเดินเคียงกันหนาแน่นในรายงานฉบับนี้

การตัดสินจากผู้นำโลกจึงควรเป็นไปด้วยความรอบคอบมากกว่าเดิมเพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกันที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงการชี้นิ้วที่เพิ่มความขัดแย้ง

ที่มา – สหรัฐประณามยุโรปเรื่องสิทธิมนุษยชน ในรายงานประจำปีฉบับย่อ

ชวนฯ เสนอเพิ่มงบเยียวยาเหยื่อไฟใต้ จุลพันธ์ยืนยันจะหารือ ครม.

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 13 ส.ค. ที่ผ่านมา ได้มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วาระที่ 2-3 โดยมี “ชวน หลีกภัย” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายถึงประเด็นเรื่องงบประมาณสำรองฉุกเฉินที่ใช้เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ โดยเสนอว่าควรเพิ่มงบประมาณเยียวยาเหยื่อไฟใต้ให้เท่าเทียมกับพื้นที่อื่นๆ ที่ได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสม

ชวน หลีกภัย เสนอเพิ่มงบเยียวยาเหยื่อไฟใต้

ภายหลังจากที่ правительณาธิบดีได้มีมติ ครม.เมื่อวันที่ 5 ส.ค. ที่ผ่านมาเกี่ยวกับการเยียวยาทหารและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะกับกัมพูชา ซึ่งผู้เสียชีวิตจากฝ่ายทหารได้รับเงินเยียวยา 10 ล้านบาท และผู้เสียชีวิตทั่วไป 8 ล้านบาท รวมถึงผู้บาดเจ็บได้รับเงินตามอัตราที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม “ชวน” มองว่าการเยียวยาในพื้นที่จังหวัดภาคใต้กลับได้รับการจัดสรรในอัตราที่ต่ำกว่า แม้ว่าพื้นที่ดังกล่าวมีเหตุการณ์ความไม่สงบมานาน ผู้คนได้รับบาดเจ็บ พิการ หรือแม้กระทั่งสูญเสียชีวิต ในลักษณะที่ไม่ต่างจากการปะทะทางทหารกับกัมพูชา เหตุนี้จึงปลุกเร้าให้เกิดความน้อยใจและการเลือกปฏิบัติในหมู่ประชาชน

จุลพันธ์ ยืนยันตรวจสอบเพิ่มเติม

ต่อประเด็นนี้ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาชี้แจงว่าในขณะนี้รัฐบาลได้มีการอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือจากกรณีความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นจำนวนกว่า 300 ล้านบาท โดยใช้เงินจากงบกลางรายการ “เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น” ซึ่งก่อให้เกิดการหารือกับคณะรัฐมนตรีว่าจะขยายวงเงินหรือการเยียวยาให้ครอบคลุมกลุ่มผู้ประสบเหตุการณ์ในพื้นที่ภาคใต้หรือไม่

แม้ในขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าแผนดังกล่าวจะดำเนินการจริง แต่นายจุลพันธ์ยืนยันว่าจะนำประเด็นการเยียวยาเหยื่อไฟใต้เพิ่มเติมไปหารือกับที่ประชุม ครม. เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมและยุติธรรมต่อทุกฝ่าย

  • การเยียวยาในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ควรมีมาตรฐานเดียวกันกับพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ
  • คนที่ได้รับบาดเจ็บหรือพิการควรถูกช่วยเหลืออย่างเท่าเทียม
  • ควรมีการพัฒนากลไกการเยียวยาที่ชัดเจนสำหรับกรณีความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน

จากการอภิปรายของสมาชิกสภาฯ หลายคน แสดงให้เห็นถึงความต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบทบาทของงบประมาณฉุกเฉิน โดย “ชวน หลีกภัย” เป็นหนึ่งในเสียงที่จับประเด็นสำคัญ ที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ ไม่ใช่แค่เยียวยาความขัดแย้งในพื้นที่บางแห่ง แต่ต้องยืดหลักยุติธรรมครอบคลุมทุกพื้นที่ที่ประสบปัญหาเดียวกัน

หากแผนการย้ายงบประมาณเพื่อเพิ่มการเยียวยาแก่เหยื่อไฟใต้ถูกนำมาดำเนินการจริง จะช่วยเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปบนกระดานความยุติธรรม บ่งบอกถึงความใส่ใจของรัฐที่ไม่เลือกปฏิบัติ และอาจเป็นจุดเริ่มต้นใหม่แห่งความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ที่ต้องการความสงบสุข

ที่มา – ‘ชวน’ของบเยียวยาเหยื่อไฟใต้เพิ่ม ‘จุลพันธ์’เล็งนำหารือ ครม.

ธรรมาภิบาลกาฬสินธุ์ ส่องปัญหารถติด ร shocked รถ ‘หจก.ขาใหญ่’ โผล่รับเหมา

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ที่บริเวณสี่แยกไฟแดง อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ นายสิทธิศักดิ์ ยนต์ตระกูล รองประธานคณะกรรมการธรรมาภิบาล จังหวัดกาฬสินธุ์ (กธจ.) พร้อมด้วย นายชาญยุทธ โคตะนนท์ ที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการ และ พล.ต.ต.มนตรี จรัลพงศ์ ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย กธจ.ฯ ร่วมคณะฯ ชุดใหญ่ ลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการก่อสร้างถนนที่เกี่ยวข้องกับ ธรรมาภิบาลกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นกิจกรรมยกระดับความปลอดภัยบริเวณทางแยกขนาดใหญ่ โดยปรับปรุงโครงสร้างทางของแขวงทางหลวงกาฬสินธุ์ ทางหลวงหมายเลข 12 ตอนห้วยสีดา-ลำพาน ตอน 2

ธรรมาภิบาลกาฬสินธุ์ถูกประชาชนร้องเรียนปัญหารถติด

โครงการดังกล่าวมี บริษัทกิจการร่วมค้า ซีพี เป็นผู้รับจ้าง โดยมีวงเงินงบประมาณ 49,933,800 บาท เริ่มสัญญาเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2568 และมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 20 ตุลาคม 2568 อย่างไรก็ตาม ธรรมาภิบาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับปัญหารถติดที่เกิดขึ้นเป็นเวลานาน เนื่องจากการก่อสร้างในพื้นที่สี่แยกที่คึกคัก เนื่องเป็นเส้นทางหลักเชื่อมระหว่าง 4 จังหวัด

พล.ต.ต.มนตรี จรัลพงศ์ ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย กธจ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่าจากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่ามี строительство ทั้งหมด 4 ทางแยกพร้อมกันที่ขอนแก่น มหาสารคาม เมืองกาฬสินธุ์ และโพนทอง จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งแม้จะมีการจัดทำทางเลี่ยงไว้แต่ก็ไม่สามารถคลี่คลายปัญหารถติดได้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน อาจต้องจอดยาว 20-30 นาที

ราวกับฝันร้าย! รถ ‘หจก.ขาใหญ่’ ที่ถูกเวียนชื่อโผล่ในการก่อสร้าง

ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนถึงกับ shocked และมึนงงคือ พบว่ารถบรรทุกน้ำของ หจก.ขาใหญ่ ซึ่ง ถูกเวียนชื่อเป็นผู้ทิ้งงาน จากรายการโครงการ 7 ข่ิวโคตร 2 โครงการ วิ่งเข้าไปทำงานร่วมกับบริษัทกิจการร่วมค้า ซีพี ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีทางเกิดขึ้นภายใต้กฎหมายที่มีข้อบังคับชัดเจน พล.ต.ต.มนตรี กล่าวว่า การที่หจก.ที่ถูกประกาศเป็นผู้ทิ้งงาน สามารถร่วมงานกับหน่วยงานของรัฐได้นั้น เปรียบเสมือนเย้ยหยามต่อกระบวนการตรวจสอบและดูแลของกธจ. และหน่วยงานอื่นๆ ที่ติดตามอย่างใกล้ชิด

ด้านนายสิทธิศักดิ์ ยนต์ตระกูล รองประธานกธจ.กาฬสินธุ์ ยืนยันว่าการพบรถของหจก.ดังกล่าวเป็นเรื่องที่สร้างความงุนงงอย่างมาก ทั้งที่คำสั่งของกรมโยธาฯ ได้ประกาศมาอย่างเป็นทางการว่าห้ามรับงานกับหน่วยงานราชการใดๆ แล้ว แต่กลับปรากฏว่าเขายังสามารถจัดหาวัสดุและดำเนินการเข้าร่วมในโครงการนี้ได้พร้อมหน้า

คำอธิบายจากหน่วยงานและผู้รับเหมา

ที่น่าสนใจ นายนุชา ทิพย์อุทัย ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้อธิบายว่า สาเหตุที่ยังไม่เปิดใช้งานถนนบางบริเวณที่เทคอนกรีตเสร็จแล้วนั้น เป็นไปตามมาตรฐานทางวิศวกรรม เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ได้มีความแข็งแรงและคงทน โดยต้องผ่านการเทสต์ต่างๆ เมื่อผ่านเวลา 7, 14 หรือ 28 วัน ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนน

ขณะเดียวกัน คนงานของบริษัทกิจการร่วมค้า วีพี ให้ความเห็นว่า หจก.ดังกล่าวอาจไม่ได้เป็นคู่สัญญาโดยตรงกับกรมทางหลวง แต่เป็นผู้รับเหมาช่วงเฉพาะบางส่วนของงาน ถึงแม้ว่าเขาจะอยู่ในบัญชีเวียนชื่อมาแล้ว ก็อาจมีในฐานะผู้ร่วมข้อตกลงอื่นๆ อย่างไรก็ตาม จุดสำคัญคือ กระบวนการตัดสินใจของกรมทางหลวง และบริษัทที่ได้ตกลงร่วมงานกับหจก.นี้น่าจะต้องมีการชี้แจงอย่างชัดเจนต่อสาธารณะ

ในที่สุด การตรวจสอบนี้ยังตอกย้ำความกังวลใจของ ธรรมาภิบาลกาฬสินธุ์ ต่อความโปร่งใสของผลงานภาครัฐ ความน่าเชื่อถือของบุคคลและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณแผ่นดิน และพลังในการพิทักษ์เงินภาษีของประชาชนอย่างเข้มแข็ง

ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกท่าน ร่วมติดตามข่าวสารเพิ่มเติม ตรวจสอบข้อมูล และสนับสนุนให้การดำเนินงานของรัฐมีความโปร่งใส เป็นธรรม และอยู่บนพื้นฐานของกฎกติกาที่เที่ยงตรง

ที่มา – ธรรมาภิบาลกาฬสินธุ์ ส่องปัญหารถติด ช็อกรถ ‘หจก.ขาใหญ่’ ถูกเวียนชื่อโผล่รับเหมา

โฆษกศบ.ทก.ยืนยันยุติบทบาทศูนย์บริหารฯ ให้กลไกหลักดำเนินการแทน

เมื่อเวลา 12.15 น. วันที่ 13 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้ออกมาเปิดเผยถึงข่าวการเตรียมยุติบทบาทของศูนย์ฯ หลังจากที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยได้ระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่าสถานการณ์มีแนวโน้มว่าจะอยู่ภายใต้การควบคุมได้

โฆษกศบ.ทก.ยืนยันยุติบทบาทศูนย์ฯ สัปดาห์นี้จริง

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ในการยุติบทบาทของ ศบ.ทก. พล.ร.ต.สุรสันต์กล่าวว่ายอมรับว่าในช่วงนี้สถานการณ์ชายแดนอยู่ในภาวะที่ควบคุมได้ และมีหน่วยงานหลักที่สามารถดำเนินการได้เองแล้ว

หน่วยงานหลักพร้อมรับบทแทนศบ.ทก.

หน่วยงานที่เป็นกลไกหลัก เช่น กระทรวงมหาดไทย และ กองทัพต่างๆ มีความพร้อมในการบริหารจัดการสถานการณ์และดำเนินการในภารกิจต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แม้ในช่วงวันที่ 14 ส.ค.จะยังมีการประชุมของศบ.ทก.อยู่ แต่ถัดมาคือการประชุม สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในวันศุกร์ที่ 15 ส.ค. ซึ่งอาจมีการพิจารณาเรื่องการยุติบทบาทศูนย์ฯ ไว้ในวาระการประชุมด้วย

  • สถานการณ์ชายแดนควบคุมได้
  • หน่วยราชการมีบทบาทชัดเจน
  • กลไกหลักพร้อมรับผิดชอบแทน

พล.ร.ต.สุรสันต์กล่าวอีกด้วยว่าการที่ ศบ.ทก.จะยุติบทบาทไม่ใช่การยุบองค์กรอย่างเด็ดขาด แต่หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นมาอีกในอนาคต ศูนย์ฯ ก็สามารถกลับมาดำเนินการได้อีก

นอกจากนี้ การสื่อสารในระดับนานาชาติ เช่น การติดต่อกับ พล.ท.หญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาก็เป็นไปตามขั้นตอน ทั้งนี้แสดงให้เห็นว่าเรื่องความมั่นคงของไทยและกัมพูชานั้นอยู่ในบทของการพูดคุย เจรจาอย่างจริงจัง

เหตุการณ์ปัจจุบันอยู่ในวงควบคุม

สถานการณ์ในบริเวณชายแดนตอนนี้ถือว่ามีเสถียรภาพมากขึ้น จีบีซี และ อาร์บีซี ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการจัดการความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาก็พร้อมดำเนินกิจกรรม

“การดำเนินการผ่านการเจรจา พูดคุยกัน จะนำไปสู่การแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน” พล.ร.ต.สุรสันต์กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ หลังจากที่ ศบ.ทก. เริ่มมีบทบาทในช่วงสถานการณ์รุนแรง เป็นองค์กร专门为แก้ไขปัญหาในช่วงเร่งด่วน และนับว่าประสบความสำเร็จในส่วนหนึ่งของการบริหารสถานการณ์ชายแดนอย่างมีประสิทธิภาพ

การที่ศบ.ทก.จะยุติบทบาทในช่วงนี้ สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยได้สามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างมีระบบ

ติดตามข่าวสารอัปเดตสถานการณ์ชายแดนอย่างใกล้ชิด เพื่อรับรู้ความเป็นไปได้ที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – ‘โฆษกศบ.ทก.’ รับเตรียมยุติบทบาท ‘ศบ.ทก.’ สัปดาห์นี้ ให้กลไกหลักดำเนินการแทน

หมอบีเผยเหตุเงินบริจาคยังไม่เข้าบัญชีหลวงพ่ออลงกต

ล่าสุด ในรายการ โหนกระแส ที่มีหนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย เป็นผู้ดำเนินรายการ ได้มีการชวนพูดคุยกรณีที่ หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ ถูกจับตามองด้านความโปร่งใสของการรับบริจาคให้วัดพระบาทน้ำพุ โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า ทำไมเงินบริจาคจำนวนมากถึงไม่ถูกโอนเข้าบัญชีของ หลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี โดยตรง

หมอบีเผยเหตุเงินบริจาคยังไม่เข้าบัญชีหลวงพ่ออลงกต

หมอบี อธิบายถึงเหตุผลที่เงินบริจาคไม่ถูกโอนเข้าบัญชีของหลวงพ่ออลงกตว่า เนื่องจาก “ความคล่องตัวในการทำงานและความสะดวกในการดำเนินการ” เพราะในช่วงแรกเป็นการช่วยกันแบบไม่เป็นทางการ “เหมือนเพื่อนชวนกันไปทำ” ทำให้การเงินเป็นเรื่องเล็กๆ ที่จัดการผ่านตนเอง แต่เมื่อเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 เข้ามา การดำเนินงานด้วยระบบที่ไม่เป็นทางการเริ่มไม่เพียงพอ

เริ่มมีระบบจัดการบริจาคอย่างเป็นทางการ

เขาบอกว่า การทำงานมีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา โดยระบุว่า “ตอนที่เราซื้อเครื่องมือทางการแพทย์จำนวนมาก การดำเนินการทุกอย่างมีการรับมอบ เอกสารครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้นั่งเฉยๆ” โดยมูลค่าของสิ่งที่รับบริจาคและจัดซื้อเพื่อแจกจ่ายนั้นสามารถนับเป็นล้านบาท

  • เริ่มจากแนวคิดเล็กๆ ในวงเพื่อนฝูง
  • พัฒนาเป็นระบบที่มีความยืดหยุ่นและจัดการได้
  • มีการรับ-ส่งเอกสารอย่างชัดเจนในช่วงโควิด

หมอบียังกล่าวถึงความปรารถนาที่จะให้หน่วยงานดำเนินการในแนวทางองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร หรือมูลนิธิ ซึ่งเป็นแรงผลักดันภายหลังจากการทำงานที่ทันต่อเหตุการณ์ในช่วงวิกฤตและมีผู้ติดตามจำนวนมาก

ในส่วนของหลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาส แม้จะไม่ได้เป็นผู้รับเงินบริจาคโดยตรง แต่ก็มีบทบาทอย่างใกล้ชิดในการกำกับดูแล และใช้ทรัพยากรที่ได้รับมาในการบำรุงวัด การจัดกิจกรรมทางศาสนา และกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง

ด้วยสถานการณ์ที่มีต่อไปนี้ ทั้งความเชื่อมั่น ความสงสัย และความต้องการความชัดเจน จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้ ผู้รับ หรือสาธารณะชน ที่ต้องการเห็นการดำเนินงานอย่างโปร่งใสและเข้าถึงได้

เมื่อมองจากการพูดคุยในครั้งนี้ หลายคนอาจเริ่มมองเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า เหตุผลเบื้องหลังการดำเนินงานในลักษณะที่ถูกตั้งคำถาม มิใช่เพื่อคว่ำบาตร แต่เป็นเพียงจังหวะของการเริ่มต้นการทำงานที่มีความรวดเร็วและคล่องตัว ซึ่งหากพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ อาจกลายเป็นจุดแข็งในระบบงานการกุศลต่อไป

ที่มา – ‘หมอบี’ ตอบชัดเหตุใดเงินบริจาค จึงไม่ถูกโอนเข้าบัญชี ‘หลวงพ่ออลงกต’ โดยตรง

เวียดนามอุทธรณ์นักตบ U21 หลังถูก FIVB ตัดสิทธิ์ตรวจโครโมโซมไม่ผ่าน

เมื่อเร็วๆ นี้ สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) ได้ออกคำสั่งตัดสิทธิ์นักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติเวียดนาม 1 ราย จากการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี ที่ประเทศอินโดนีเซีย เนื่องจากไม่ผ่านการตรวจโครโมโซมซึ่งเป็นขั้นตอนยืนยันคุณสมบัติทางเพศ ตามระเบียบข้อบังคับของ FIVB

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้แมตช์ที่นักกีฬารายนี้ได้ลงเล่นถูกปรับแพ้ทันที และไม่สามารถแข่งต่อได้อีก ขณะเดียวกัน คณะอนุกรรมการวินัยของ FIVB ได้ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการระดับสูงขึ้นเพื่อพิจารณาว่าจะมีบทลงโทษเพิ่มเติมใด ซึ่งอาจเกินขอบเขตของการแข่งขันครั้งนี้ และให้โอกาส เวียดนามอุทธรณ์ ผ่านทางสหพันธ์วอลเลย์บอลเวียดนาม (VFV) ในการยื่นคำอธิบายเป็นลายลักษณ์อักษร

เวียดนามอุทธรณ์เพื่อปกป้องนักกีฬา

ความเคลื่อนไหวล่าสุด สมาคมวอลเลย์บอลเวียดนาม (VFV) เตรียมยื่นคำอุทธรณ์อย่างเป็นทางการต่อ FIVB โดยยืนยันอย่างชัดเจนว่าทีมไม่ได้ละเมิดกฎระเบียบใด ๆ ของการแข่งขัน และได้ดำเนินการลงทะเบียนผู้เล่นตามขั้นตอนที่ FIVB เรียกร้องอย่างครบถ้วน

นอกจากนี้ VFV ยังกำหนดจัดการประชุมด่วนภายในสมาคมเพื่อหารือและวางแผนแนวทางการอุทธรณ์ โดยระบุว่ามีภาพถ่ายและเอกสารจากวัยเด็กของนักกีฬาที่ถูกตัดสิทธิ์ ซึ่งสนับสนุนข้อเท็จจริงว่าทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ และไม่มีเจตนาใด ๆ ในการฝ่าฝืนกฎระเบียบ

การรวมพลังของทีมเวียดนาม

สหพันธ์ VFV เผยว่า ทีมโดยรวมมีทัศนคติที่เป็นบวก และเชื่อมั่นในความซื่อสัตย์ของนักกีฬาอย่างเต็มที่ ตนได้ประสานงานทั้งในประเทศและระหว่างประเทศเพื่อรวบรวมข้อมูลที่จำเป็น รวมทั้งทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์และกฎหมายเพื่อยื่นอุทธรณ์อย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพ

ยิ่งไปกว่านั้น VFV มองว่าการตัดสิทธิ์ครั้งนี้มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของวงการกีฬาในเวียดนาม และยิ่งมีผลต่อจิตใจของนักกีฬารุ่นใหม่ จึงกำหนดยืนกรานสู้คดีเพื่อฟื้นฟูความยุติธรรม รวมถึงปกป้องชื่อเสียงของทีมชาติและความภาคภูมิใจของแฟนบอล

  • ดำเนินการตามกฎ FIVB อย่างครบถ้วน
  • มีข้อมูลทางการแพทย์สนับสนุนความบริสุทธิ์
  • คงความสามัคคีของทีมชาติเวียดนาม

แม้การตัดสินครั้งนี้จะสร้างความปั่นป่วนให้กับวงการวอลเลย์บอลโลก แต่ก็เป็นกรณีศึกษาสำคัญเกี่ยวกับจริยธรรมและมาตรฐานทางกีฬา ที่ทุกฝ่ายควรตระหนักและออกแบบระบบที่ยุติธรรมมากยิ่งขึ้น

ที่มา – เวียดนามเตรียมอุทธรณ์ หลังนักตบ U21 ถูก FIVB ตัดสิทธิ์เหตุไม่ผ่านการตรวจโครโมโซม