ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

น้องเกล ลูกสาว แม่ชมพู่ อารยา ไปโรงเรียนวันแรก ชาวเน็ตแห่ชม

ความน่ารักและความฉลาดของน้องเกล แอบิเกล ลูกสาวของแม่ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต สร้างความฮือฮาให้กับบรรดาแฟนคลับทั่วประเทศ เพราะไม่ว่าจะเวลาใด ๆ ก็ตาม น้องเกลก็มีความน่ารักอยู่เสมอ ทั้งที่บ้านหรือข้างนอก ล่าสุดก็ถึงคราวที่น้องเกลต้องเข้าสู่บทใหม่ชีวิต เมื่อไปโรงเรียนวันแรก ทำเอาแฟนคลับต่างลุ้นและตื่นเต้นตามกันเป็นจำนวนมาก

น้องเกล ไปโรงเรียนวันแรก สร้างความตื่นเต้นให้ทั้งประเทศ

ล่าสุดอินสตาแกรมของครัวยายหนิง หรือคุณยายของแม่ชมพู่ ได้อัปโหลดรูปภาพพร้อมคลิปวิดีโอที่น้องเกลเตรียมตัวไปโรงเรียนในวันแรก ถามว่าใครคือคนที่ตื่นเต้นที่สุด คำตอบก็คือทั้งคุณยายและคุณแม่ โดยคุณยายหนิงเขียนแคปชั่นว่า “ยายว่ามีคนตื่นเต้นค่ะ เกลจะไปโรงเรียนแล้ว” ส่งผลให้ชาวเน็ตแห่คอมเมนต์บอกว่า “น้องเกลขึ้นโรงเรียนแล้ว ทั้งประเทศตื่นเต้นรัวๆ”

น้องเกลตื่นเต้นกับการเรียนรู้แบบใหม่

จากคลิปและภาพที่เผยออกมา จะเห็นได้ว่าน้องเกลดูมั่นใจและพร้อมรับกับการไปโรงเรียนอย่างมาก แม้จะเป็นวันแรก แต่เธอกลับแสดงออกอย่างน่ารักและคาดเดาได้ว่าเด็กที่ฉลาดและขี้เล่นแบบนี้ จะกลายเป็น “หัวหน้าแก๊ง” ในห้องได้อย่างแน่นอน คนที่ได้เห็นภาพและคลิปต่างเอ่ยปากชื่นชมความน่ารักน่าชังของน้องเกลอย่างล้นหลาม

  • เฟรชชี่สุดในวัยเด็ก
  • หน้าตาตื่นเต้นจริง ๆ
  • น้องเกลไปโรงเรียนแล้ว สุดยอดเลยยัยหนูน้อย
  • ขี้เล่นๆแต่น่ารักสุดๆ
  • ฉลาดและขี้คิดตั้งแต่อายุยังน้อย

แน่นอนว่า การไปโรงเรียนวันแรก ของน้องเกล กลายเป็นเหตุการณ์ระดับประเทศไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพาส่วนตัวของครอบครัวหรือแฟนคลับออนไลน์ ต่างฉีกฉวยรีบแชร์สารทุกภาพของน้องที่ออกมา ทำให้ชัดเจนว่า น้องเกล แอบิเกล ไม่ใช่แค่นางแบบจิ๋วที่มีหน้าตาเพียงอย่างเดียว แต่เธอยังมีบุคลิกและไหวพริบดีมาก ๆ

การเติบโตของน้องเกลในทุกๆ วัน ถือเป็นความสำเร็จของ แม่ชมพู่ ที่สามารถเลี้ยงลูกให้มีความมั่นใจในตัวเอง และรักการเรียนรู้มาก ๆ

หลังจาก ไปโรงเรียนวันแรก แบบนี้แล้ว น้องเกลยังต้องเจอกับเพื่อนใหม่และกิจกรรมต่างๆ ในโรงเรียนอีกมากมาย ซึ่งเชื่อว่าทุกคนรวมถึงแฟนคลับต่างก็รอชมความน่ารัก ความฉลาด และความเป็นตัวของตัวเองของเธอในวันข้างหน้า ถ้าคุณเป็นแฟนคลับน้องเกล ขอให้ติดตามข่าวสารและภาพอัปเดตของน้องอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่พลาดวินาทีชื่นชมความน่ารักของเธอนะคะ

ที่มา – “น้องเกล” ลูกสาว “แม่ชมพู่ อารยา” ไปโรงเรียนวันแรก “ยายหนิง” ถามใครตื่นเต้นบ้าง งานนี้ชาวเน็ตชัดทั้งประเทศ!

ไต้ฝุ่น “โพดุล” ขึ้นฝั่งไต้หวัน อพยพแล้ว 5,500 คน

ไต้ฝุ่น “โพดุล” ขึ้นฝั่งไต้หวันเป็นข่าวใหญ่ที่ทำให้หลายระบบขนส่งถูกระงับ และมีการอพยพประชาชนกว่า 5,500 คน เพื่อความปลอดภัย ตามรายงานจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาไต้หวัน เมื่อวันที่ 13 ส.ค. ที่ผ่านมา

ระบุว่า ไต้ฝุ่น “โพดุล” ซึ่งมีความเร็วลมกระโชกแรงถึง 191 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ขึ้นฝั่งแล้วที่เขตไถตง ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของไต้หวัน เมื่อเวลา 13.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือประมาณ 12.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย

ไต้ฝุ่น “โพดุล” ขึ้นฝั่งไต้หวัน อพยพแล้ว 5,500 คน

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาไต้หวันคาดการณ์ว่า ไต้ฝุ่น “โพดุล” จะพาดผ่านพื้นที่ส่วนใหญ่ของไต้หวันตลอดทั้งวันพุธที่ 13 ส.ค. ซึ่งรวมถึงภาคกลางและภาคใต้ของเกาะ ซึ่งยังคงอยู่ในช่วงฟื้นตัวหลังจากได้รับผลกระทบจากพายุและลมมรสุมในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ปริมาณน้ำฝนสูง

นอกจากนี้ หน่วยงานอุตุนิยมวิทยายังคาดการณ์ว่า เขตเกาสงและผิงตงจะประสบกับปริมาณน้ำฝนสะสมระหว่าง 400-600 มิลลิเมตร ตั้งแต่วันอังคารที่ 12 ส.ค. จนถึงวันพฤหัสบดีที่ 14 ส.ค. ซึ่งถือว่ามีปริมาณน้ำฝนสูงมาก

เนื่องจากความรุนแรงของไต้ฝุ่น “โพดุล” หน่วยงานป้องกันบรรเทาสาธารณภัยได้อพยพประชาชนล่วงหน้ากว่า 5,500 คน จากพื้นที่เสี่ยง เพื่อลดความเสียหายและป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

อีกทั้งยังมีการระงับบริการขนส่งสาธารณะในหลายพื้นที่ โดยมีเที่ยวบินระหว่างประเทศถูกยกเลิกแล้วกว่า 250 เส้นทาง และบริการรถไฟความเร็วสูงก็ถูกยกเลิกเส้นทางส่วนใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะ

ประชาชนในพื้นที่ตกอยู่ในภาวะตื่นตัวอย่างมาก เพราะทั้งฝนตกหนัก ลมแรง และความไม่แน่นอนจากเส้นทางการเคลื่อนที่ของ ไต้ฝุ่น “โพดุล” ที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมาก

เหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นหนึ่งในตัวอย่างของผลกระทบที่เกิดจากพายุในฤดูไต้ฝุ่น ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อนถึงต้นฤดูใบไม้ร่วงของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในไต้หวันยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่

ประโยชน์ที่ได้จากการเตรียมพร้อม

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าการเตรียมความพร้อมและการแจ้งเตือนล่วงหน้านั้นสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการอพยพหรือการยกเลิกการเดินทาง ล้วนเป็นการลดความเสี่ยงและช่วยชีวิตได้จริง

หากคุณมีแผนเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีผลกระทบจาก ไต้ฝุ่น “โพดุล” กรุณาตรวจสอบสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของพายุอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำจากหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

ที่มา – ไต้ฝุ่น “โพดุล” ขึ้นฝั่งไต้หวัน อพยพแล้ว 5,500 คน ระงับขนส่งสาธารณะ

ผู้พิพากษาสหรัฐสั่งจัด “สภาพแวดล้อมมนุษยธรรม” สำหรับผู้อพยพในนิวยอร์ก

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ศาลกลางนครนิวยอร์กได้ออกคำสั่งที่สำคัญเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้อพยพ โดยมีผู้พิพากษาลูอิส แคปแลน ผู้พิพากษาเขตแมนฮัตตัน สั่งให้เจ้าหน้าที่สำนักงานศุลกากรและตรวจคนเข้าเมือง (ICE) จัดสภาพแวดล้อมมนุษยธรรม ให้กับผู้อพยพที่ถูกควบคุมตัวในอาคารรัฐบาลกลาง ซึ่งเป็นสถานที่กักกันในพื้นที่ 26 เฟเดอรัล พลาซา

ผู้พิพากษาสหรัฐสั่งจัด “สภาพแวดล้อมมนุษยธรรม” สำหรับผู้อพยพในนิวยอร์ก

คำสั่งดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากมีการเผยแพร่ภาพถ่ายจำนวนมากที่แสดงให้เห็นถึงสภาพความแออัด ไม่สะอาด และคับแคบของห้องควบคุมตัว ซึ่งผู้อพยพส่วนใหญ่ต้องใช้เป็นที่นอน ไม่มีเตียง ไม่มีผลิตภัณฑ์สุขอนามัย และยังไม่ได้รับอาหารเพียงพอในการดำรงชีวิต ทั้งยังมีรายงานว่าพวกเขายังถูกลิดรอนสิทธิ์ในการติดต่อสื่อสารกับทนายความเยี่ยงเป็นความลับ

สิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมาย

ภายใต้คำสั่งชั่วคราวของผู้พิพากษาแคปแลน ระบุชัดเจนว่าผู้อพยพแต่ละคนจะต้องมีพื้นที่ในการกักขังอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 4.6 ตารางเมตร มีเตียงและเครื่องนอนที่สะอาด รวมถึงสิ่งของจำเป็นในการดูแลสุขอนามัย และยังต้องมีการรับประกันสิทธิในการติดต่อกับทนายความอย่างเป็นส่วนตัว หากฝ่าฝืนคำสั่งนี้ ICE จะถูกพิจารณาว่าขัดต่อการรับประกันสิทธิพื้นฐานตามกฎหมายสหรัฐอเมริกา

สหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน (ACLU) และมูลนิธิเสรีภาพพลเรือนนิวยอร์กร่วมกันยื่นฟ้องร้องต่อกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ระบุว่าการจัดการกับผู้อพยพอย่างไร้ความเป็นมนุษยธรรม คือการละเมิดสิทธิพื้นฐาน และขัดต่อมรรยาทสากลเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน

  • ห้ามจัดพื้นที่ให้ผู้อพยพต่ำกว่า 4.6 ตารางเมตร
  • ต้องมีเตียงและของใช้ส่วนตัวที่สะอาด
  • ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขอนามัย
  • การสื่อสารกับทนายความต้องเป็นการเป็นส่วนตัว

นางยูนิส โช ทนายความอาวุโสจาก ACLU ระบุว่า “คำสั่งในวันนี้ส่งสารอย่างชัดเจนว่า ไอซีอีไม่สามารถคุมขังบุคคลในสภาพที่ถูกละเมิด หรือปฏิเสธสิทธิตามรัฐธรรมนูญในการดำเนินคดี และการมีตัวแทนทางกฎหมายได้อีกแล้ว”

ทั้งนี้ ผู้พิพากษาแคปแลนกำหนดให้รัฐบาลสหรัฐปฏิบัติตามข้อกำหนดในคำสั่งภายในวันที่ 18 สิงหาคม 2567 ก่อนที่จะมีการพิจารณาขั้นตอนถัดไปในศาล

สำหรับผู้มีข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิของผู้อพยพในสหรัฐอเมริกา หรือมีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ในนิวยอร์กในครั้งนี้ สามารถติดต่อหน่วยงานด้านสิทธิพลเมืองเพื่อรับคำปรึกษาฟรีได้

การปฏิบัติต่อผู้อพยพอย่างมีศักดิ์ศรี เป็นสิ่งที่ทุกประเทศควรเคารพ รวมถึงพลเมืองและชุมชนที่อยู่ร่วมกันในสังคม ซึ่งเราเชื่อว่าการมีกฎหมายควบคุมอย่างเข้มงวดที่เพิ่งประกาศในครั้งนี้ จะส่งผลกระทบเชิงบวกต่อระบบยุติธรรมของสหรัฐอเมริกา และเป็นบทใหม่สำคัญในการปกป้องผู้อพยพที่เข้ามาอย่างถูกกฎหมาย

ที่มา – ผู้พิพากษาสหรัฐสั่งจัด “สภาพแวดล้อมมนุษยธรรม” สำหรับผู้อพยพในนิวยอร์ก

ชวนชิมอินทผลัมสวนบุปผาพรรณ เขาใหญ่ลูกโต หวานกรอบ

หากคุณกำลังมองหาผลไม้รสเลิศที่เติบโตในพื้นที่อุดมสมบูรณ์ใกล้เขาใหญ่ ต้องไม่พลาด อินทผลัมสวนบุปผาพรรณ ที่ได้ชื่อว่า “เขาใหญ่ลูกโต หวานกรอบ” อินทผลัมพันธุ์เนื้อเยื้อบาฮี รสชาติเข้มข้น หวานมันกรอบ ไม่มีรสฝาด ลูกใหญ่และเนื้อหนาคุ้มค่า นับเป็นผลไม้เศรษฐกิจของพื้นที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

ชวนชิมอินทผลัมสวนบุปผาพรรณ เขาใหญ่ลูกโต หวานกรอบ

คุณเสมอ และ คุณบุปผา เกิดมงคล คู่สามีภรรยา ชาวสวนในหมู่ 6 บ้านคลองเดื่อ ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง ได้เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายนของทุกปี เป็นช่วงที่ อินทผลัมสวนบุปผาพรรณ ออกผลเต็มที่ พันธุ์บาฮีที่ปลูกในแปลงขนาด 5 ไร่ จำนวน 100 ต้น มีการแสดงของหวานและกรอบอย่างชัดเจน เนื้อผลหนา ลูกโตสมบูรณ์ มีสีเหลืองเข้ม น่ารับประทานเป็นอย่างยิ่ง

การปลูกที่ได้คุณภาพจากดินอุดมสมบูรณ์

คุณสุรพันธ์ ศิลปสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เยี่ยมชมแปลงปลูกและให้ข้อมูลว่า ดินในพื้นที่อำเภอปากช่องเป็นดินภูเขาที่อุดมไปด้วยธาตุอินทรีย์จากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ส่งผลให้พืชผลมีความสมบูรณ์ มีน้ำหนักผลดี ต้นอินทผลัม 1 ต้นเมื่อโตเต็มที่สามารถให้ผลมากกว่า 10 ทลาย ทลายละ 5-10 กิโลกรัม ทำให้ผลผลิตจาก อินทผลัมสวนบุปผาพรรณ มีคุณภาพสูงมาก

นอกจากนี้ การปลูกอินทผลัมยังช่วยเสริมสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ระหว่างที่ชาวบ้านต้องเผชิญกับความขัดแย้งในพื้นที่ คุณบุปผาได้หยิบยกการเกษตรเป็นอาชีพเสริมในการเลี้ยงดูครอบครัว โดยมองเห็นศักยภาพของดินและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปลูกผลไม้

คุณบุปผาพรรณกล่าวอีกว่า พื้นที่อำเภอปากช่องยังเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยว จึงขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วม ชิมอินทผลัมสวนบุปผาพรรณ สดใหม่จากต้น ลูกโต ผิวเนียน รสหวานกรอบ พร้อมบริการลูกค้าที่อบอุ่นสามารถเดินทางสะดวกจากวงเวียนช้าง ริมถนนสาย 3052 เข้าถนนบ้านคลองเดื่อ – บ้านท่าช้างไต้ เพียงไม่ไกลจากวงเวียนช้าง หากสนใจสามารถสอบถามรายละเอียด หรือสั่งจองล่วงหน้าได้ที่คุณบุปผาพรรณโดยตรง

มาเยือนสวนบุปผาพรรณในช่วงฤดูอินทผลัมตกผลนี้ จะได้ไม่เพียงแค่ความอร่อยจากผลไม้อร่อย ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการสนับสนุนชุมชนเกษตรกรไทยที่พร้อมเสิร์ฟรอยยิ้มและความสดใสให้กับคุณด้วยนะครับ

ที่มา – ชวนชิมอินทผลัมสวนบุปผาพรรณ เขาใหญ่ลูกโต หวานกรอบ เสริมสร้างรายได้เกษตรกรชาวสวน

Oh my pumpkin! ฉลอง 66 ปี AKB48 กับ BNK48-CGM48

เมื่อวง AKB48 ประเทศญี่ปุ่นใกล้จะครบรอบ 66 ปี แฟนเพลงทั่วโลกต่างเตรียมตัวเฉลิมฉลองกับซิงเกิลใหม่ล่าสุดที่มีชื่อว่า “Oh my pumpkin!” และหนึ่งใน亮点ที่น่าสนใจของเพลงนี้คือ การมีสมาชิกวง BNK48 และ CGM48 จากประเทศไทยมาร่วมร้องทำนองหวานใจในเพลง โดยเฉพาะ (ฮูพ)ปาฏลี ประเสริฐธีระชัย กาปตัน BNK48 และ (ลูกเกด)พิมพ์ลภัส สุวรรณน้อย กาปตัน CGM48 ที่ได้กลายเป็นหนึ่งในเซ็มบัตสึของเพลงนี้เลยก็ว่าได้!

Oh my pumpkin! ฉลอง 66 ปี AKB48

ซิงเกิล Oh my pumpkin! ถูกปล่อยตัวผ่านรายการ Ongaku no Hi บนช่อง TBS ประเทศญี่ปุ่น และทำให้เหล่าแฟนคลับ K-pop ต่างหลงใหลในความสดใสและความสนุกที่ภาพยนตร์ MV ของเพลงนำมาสู่ผู้ชม ด้วยฉากหลักที่เป็นสระว่ายน้ำกลางเมืองในฤดูร้อนที่สวยงาม เหมาะสมกับการเปรียบ “Pumpkin” ให้เป็น代言人มาแทนคนที่เราชื่นชอบ

การแสดงเวอร์ชันภาษาไทยจาก BNK48 และ CGM48

ล่าสุดทางค่ายเพลง iAM ได้ทำการรีมิกเวอร์ชั่นภาษาไทยของเพลงออกมาสองเวอร์ชั่น เพื่อสร้างประสบการณ์การฟังเพลงในรูปแบบสมจริงมากยิ่งขึ้น เวอร์ชันภาษาไทยกลาง นำเสียงโดยฮูพปาฏลี พร้อมด้วยสมาชิกชื่อดังอื่นๆ ที่ชวนให้ตามร้องตามจังหวะไม่น้อยไปกว่า เพลงภาษาญี่ปุ่นเลย อาทิ (บลายธ์), (เอิร์น), (เกลญ่า), (เกรซ), (แอล) ฯลฯ

ถัดมานั้นก็มี เวอร์ชันภาษาไทยล้านนา ที่เปิดตัวโดย CGM48 ซึ่งถือว่าเป็นพิมพ์ลภัส สุวรรณน้อย เป็นเซ็นเตอร์อย่างเต็มตัว เช่นเดียวกับเต็มทีมโดยสมาชิกท้องถิ่นกว่า 12 คน ที่จัดเต็มทั้งท่อนฮุคและท่อนแร็ปในภาษาถิ่นอีสานที่เพิ่มพลังในเพลง

ซึ่งภายในเพลง Oh my pumpkin! ตัวเพลงสะท้อนเรื่องราวในวัยรุ่นที่เกิดช่วงเวลาพิเศษระหว่างพักฤดูร้อน ในขณะที่เราบางครั้งอาจจะไม่ได้เจอกับคนที่ชอบในรอบ ๆ โรงเรียน เด็กหนุ่มสาวตัดสินใจไปว่ายน้ำเพื่อพักผ่อน แต่บังเอิญเจอเธออยู่ในที่เดียวกัน สิ่งที่เรารู้คือ เราอยากให้เธอหันมามองเราสักครั้ง เจ็บแต่ก็ยังหวานใจอยู่เสมอ

  • ความพิเศษในเพลงแทบสมบูรณ์
  • มีทั้งบางส่วนจากวง ‘AKB48’
  • การเพิ่มเสียงที่ผสมผสานความหลากหลาย
  • ความเคมีของความฝันรอคอยผ่าน MV
  • สื่อถึงความรักในแบบหวาน ๆ ในวัยเรียน

การกลับมาอีกครั้งของ Oh my pumpkin! ฉลอง 66 ปี AKB48 พร้อมกับสมาชิกวง BNK48 และ CGM48 จากประเทศไทยจริง ๆ แล้วไม่ได้เป็นแค่โอกาสทางดนตรีเท่านั้น แต่ยังถือว่าเป็นพื้นที่ร่วมของความฝันและการเชื่อมโยงวัฒนธรรมระหว่างประเทศผ่านการบอกเล่าความรู้สึกที่อยู่ในเสียงเพลงได้ดีเยี่ยม อีกหนึ่งเพลงที่จะเข้าไปยึดพื้นที่ในหัวใจเพลงของ青春หนุ่มสาวแน่นอน

ที่มา – BNK48-CGM48 ปล่อย Oh my pumpkin! ฉลอง 66 ปี AKB48

หยุดยาว 4 วัน วัยรุ่นแห่ชมหมอกหน้าฝนที่ภูอานม้า

ในช่วง หยุดยาว 4 วัน ที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 9 – 12 สิงหาคม 2568 นี้ สถานที่ยอดนิยมแห่งใหม่ได้กลายเป็นจุดหมายของกลุ่มวัยรุ่นทั้งชายและหญิง ซึ่งมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 20 คน ที่เดินทางมายัง ภูอานม้า จุดชมวิวที่ตั้งอยู่ในตำบลร่มเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา สถานที่ที่เพิ่งกวาดความนิยมจาก TikTok และกลายเป็นภูเขาดังจากมุมสูงที่จับภาพหมอกตอนหน้าฝนได้อย่างสวยงาม

หยุดยาว 4 วัน วัยรุ่นแห่ชมหมอกหน้าฝนที่ภูอานม้า

ภูอานม้าเป็นจุดชมวิวที่ตั้งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,658 เมตร โดยได้รับการดูแลโดย อช.ถ้ำสะเกิน สถานที่นี้กลายเป็นแรงดึงดูดสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการประสบการณ์ใหม่ ๆ โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นจากหลายพื้นที่ ทั้งในพะเยา ลำปาง และเชียงใหม่ ที่เริ่มพร้อมใจกันเดินทางมายังยอดดอยในช่วงฤดูฝน เพื่อสัมผัสกับบรรยากาศหมอกหนาเหนียวดกหน้าฝนอย่างน่าทึ่ง

หลายคนต่างชื่นชมว่าความงามของหมอกในฤดูฝนนี้ไม่แพ้ฤดูหนาวเลยทีเดียว จนกลายเป็นจุดที่วัยรุ่นต้องมาเช็กอิน ไม่ว่าจะเพื่อเก็บภาพพร้อมแกล้งๆ หรืออยากมาสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิดกับภูเขาจากมุมบนสุดของจุดชมวิว

เส้นทางขึ้นภูอานม้ายังต้องพัฒนา

ทั้งนี้ นายษุภณัฐ วิชัย อายุ 18 ปี จากอำเภอปง ได้เปิดเผยว่า ตนเองกับกลุ่มเพื่อนตัดสินใจเดินทางมายังภูอานม้าหลังจากได้เห็นรีวิวจาก TikTok และพอมายังที่ก็รู้สึกประทับใจอย่างมาก เพราะทัศนียภาพสวยงามตรงตามภาพพูด แต่เส้นทางการเดินทางขึ้นยอดภูก็ยังขาดการดูแล และควรมีการปรับปรุงเพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น

ในขณะที่นายกิรกร ใจมาตุ่น อายุ 24 ปี ผู้เดินทางจากจังหวัดเชียงใหม่ระบุว่า เมื่อมาถึงภูอานม้าเป็นครั้งแรก ก็ประทับใจกับบรรยากาศท่ามกลางเมฆฝนมัวสลัว และทิวทัศน์ที่ดีเลิศ แม้บางช่วงจะมีหมอกบังทัศนียภาพเล็กน้อย แต่ก็ถือเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่า และอยากแนะนำให้เพื่อนฝูงหรือคนที่รักได้มาสัมผัสกับธรรมชาติบริสุทธิ์อย่างใกล้ชิด

หนุ่มวัยรุ่นหลายคนยังระบุว่าที่เลือกเดินทางมายังภูอานม้าก็เพราะต้องการการผจญภัยแบบแปลกใหม่ ต่างจากสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป เช่น ภูลังกา หรือ ภูชี้ฟ้า ซึ่งกลับกลายเป็นทางเลือกใหม่ในการเที่ยวแนวแอดเวนเจอร์ในฤดูฝนได้อย่างน่าสนใจ

  • แนะนำให้เตรียมรองเท้ากันลื่นสำหรับการปีนเขา
  • เตรียมเสบียงอาหารและน้ำดื่มเพียงพอ
  • สวมเสื้อผ้าที่เหมาะสมสำหรับอากาศหนาว
  • หมั่นตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทาง

ด้านนายธวัช จรัสวรภัทร นายอำเภอเชียงคำ ได้รับทราบว่าภูอานม้าได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวในช่วงนี้ และได้แสดงความยินดีอย่างยิ่ง โดยพร้อมจะประสานงานกับนายก อบต.ร่มเย็น กำนัน ตำบล และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการปรับปรุงสถานที่ให้กลับมาเป็นจุดชมวิวที่สวยงามและพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง

หากคุณกำลังมองหาที่เที่ยวใหม่ ๆ ที่เหมาะสำหรับการเช็กอิน เชื่อมโยงกับธรรมชาติ และต้องการความรู้สึกผาดโผนแบบใหม่ในช่วงหน้าฝน ภูอานม้า อาจเป็นจุดหมายที่คุณไม่ควรพลาดเลยทีเดียว เพราะไม่ใช่แค่วิวสวย ๆ เท่านั้น แต่ยังได้เก็บภาพหมอกพรมแดนที่หายากเข้ามาใน_album ของตัวเองอีกด้วย

ที่มา – หยุดยาว 4 วัน กลุ่มวัยรุ่นเที่ยวชมหมอกหน้าฝนบนยอดดอยภูอานม้าคึกคัก

ระทึก! ไฟไหม้ตึกมหาวิทยาลัยชัยภูมิ นักศึกษา-อาจารย์หนีตาย

เหตุการณ์ระทึกขวัญเกิดขึ้นที่ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตนครชัยภูมิ เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีรายงานว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้ในอาคารเรียนของตึกคณะวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ จนทำให้นักศึกษาและอาจารย์ต้องรีบหนีออกจากอาคารอย่างหวาดเสียว

ระทึก! ไฟไหม้ตึกมหาวิทยาลัยชัยภูมิ นักศึกษา-อาจารย์หนีตาย

เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.เมืองชัยภูมิ นำโดย ร.ต.อ.ขันติ เพียงสูงเนิน พนักงานสอบสวน ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้บริเวณตึกคณะวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ ภายในมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตชัยภูมิ ตั้งอยู่บนถนนศูนย์ราชการสาย 1 ตำบลบ้านในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ

ที่เกิดเหตุเป็นอาคารเรียนสูง 4 ชั้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคณะวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ ซึ่งกลายเป็นที่ระเบิดของเปลวไฟที่ลุกไหม้อย่างรุนแรงในห้องเก็บเอกสารและห้องควบคุมไฟฟ้า ทำให้ทีมดับเพลิงจากเทศบาลเมืองชัยภูมิต้องเข้าควบคุมสถานการณ์อย่างเร่งด่วน โดยใช้เวลาในการดับไฟนานกว่า 1 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้

เหตุเกิดขึ้นขณะกำลังเรียน อาจารย์-นักศึกษาแห่หนีลงมาจากตึก

จากการสอบถามพยานที่เกิดเหตุ ได้ระบุว่าในขณะเกิดเหตุนั้น นักศึกษาและคณาจารย์ จำนวนมากกำลังใช้ชีวิตอยู่ในอาคารเรียนตามปกติ เมื่อเปลวไฟลุกไหม้อย่างไม่สามารถคาดการณ์ได้ โดยเฉพาะในห้องเก็บเอกสารและห้องควบคุมไฟฟ้า ทำให้เกิดความวุ่นวาย และความตื่นตระหนกอย่างมาก ส่งผลให้ทุกคนต่างแห่กันหนีออกจากตึกเพื่อความปลอดภัย

  • เหตุเพลิงไหม้เป็นบริเวณอาคารเรียน 4 ชั้น
  • จุดเริ่มต้นของเพลิงคือห้องเก็บเอกสารและห้องควบคุมไฟฟ้า
  • ทีมดับเพลิงเข้าควบคุมเพลิงภายใน 1 ชั่วโมง
  • สถานที่เกิดเหตุอยู่ในมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตชัยภูมิ

ณ ตอนนี้ เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานได้เข้าไปตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้ โดยมีการเก็บหลักฐานจาก現場 รวมถึงสัมภาษณ์พยานที่เกี่ยวข้องในการติดตามความเป็นไปได้ต่าง ๆ ที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุครั้งนี้

อุบัติเหตุครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับสถาบันการศึกษา การเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยในสถานที่เรียนรู้ และการมีมาตรการจัดการฉุกเฉินที่ชัดเจนนั้น เป็นสิ่งที่สามารถช่วยลดความเสียหายได้อย่างมาก

อย่าลืมติดตามข่าวที่เราอัปเดตเพิ่มเติม เพื่อรับข้อมูลใหม่ ๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้และประเด็นด้านความปลอดภัยในมหาวิทยาลัย

ที่มา – ระทึก! ‘อาจารย์-นักศึกษา’ หนีตายวุ่น ไฟไหม้ตึกมหาวิทยาลัยชื่อดังชัยภูมิ

กองทัพจีนประณาม เรือรบสหรัฐล่องเข้าพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ว่า ศูนย์บัญชาการมณฑลทหารภาคใต้ของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (พีแอลเอ) ได้ออกแถลงการณ์ประณามเรือพิฆาต ยูเอสเอส ฮิกกินส์ ของสหรัฐอเมริกาที่ล่องผ่านแนวสันดอนสการ์โบโรห์ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดพิพาทในทะเลจีนใต้ โดยระบุว่าเรือลำดังกล่าวได้ลักล้ำเข้าสู่พื้นที่น่านน้ำของจีน “โดยไม่ได้รับการอนุญาต” และมีเจตนาละเมิดอธิปไตย์ของจีน

การปฏิบัติภารกิจของยูเอสเอส ฮิกกินส์ ถูกตีความโดยกองทัพจีนว่าเป็นการกระทำที่เป็นอันตรายต่อสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค โดยหน่วยงานทหารของจีนระบุว่าได้ส่งกองเรือไป “ขับไล่” เรือรบสหรัฐออกจากพื้นที่แล้ว

กองทัพจีนประณาม เรือรบสหรัฐล่องเข้าพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้

ประเด็นดังกล่าวยิ่งขยายความตึงเครียดระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาในทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญในเชิงเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ จีนอ้างว่ามีอธิปไตย์เหนือเกือบทั้งหมดของทะเลจีนใต้ แม้จะมีการวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

การเคลื่อนไหวที่ส่งผลต่อภูมิภาค

ด้านกองเรือที่ 7 ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีฐานปฏิบัติการอยู่ที่เมืองโยโกสุกะ จังหวัดคานางาวะ ประเทศญี่ปุ่น ยืนยันว่าการล่องเรือพิฆาตยูเอสเอส ฮิกกินส์ ผ่านพื้นที่ทะเลจีนใต้นั้น เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการเดินเรือ ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และถือเป็นกิจวัตรปกติของกองทัพเรือสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม จีนยืนยันว่าเหตุการณ์นี้เป็นการกระทำที่บ่อนทำลายเสถียรภาพในภูมิภาค และได้เรียกร้องให้สหรัฐยอมรับข้อเรียกร้องทางทะเลของจีน

  • เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังเรือยามฝั่งของจีนชนกับเรือยามฝั่งของฟิลิปปินส์
  • ฟิลิปปินส์พยายามดำเนินภารกิจช่วยเหลือเรือประมง
  • บริเวณแนวสันดอนสการ์โบโรห์กลายเป็นจุดวิกฤตใหม่

ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ไม่เพียงแต่เป็นปัญหาระหว่างประเทศในภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจในระดับโลก โดยเฉพาะระหว่างจีนกับสหรัฐ ที่มีแนวโน้มแข่งขันกันทั้งทางเศรษฐกิจ การทูต และทหาร

ผู้สังเกตการณ์เชื่อว่า การล่องเรือของสหรัฐเข้าใกล้พื้นที่พิพาทครั้งนี้สามารถมองได้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนของการไม่ยอมถอยของสหรัฐต่อการขยายอำนาจของจีนในภูมิภาค

เรือพิฆาตสหรัฐฯ เคยเข้าใกล้พื้นที่ทะเลจีนใต้หลายครั้งในอดีต แต่ในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกระยะหนึ่งในรอบ 6 ปีที่สหรัฐดำเนินการในลักษณะนี้ จึงมีความสำคัญและน่าจับตามองอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ ความตึงเครียดยังคงดำเนินต่อ และมีหลายฝ่ายกังวลว่า การเผชิญหน้าในทะเลจีนใต้อาจบานปลายสู่การใช้ความรุนแรงได้หากไม่มีการกำกับดูแลอย่างระมัดระวัง

กองทัพจีนประณาม เรือรบสหรัฐล่องเข้าพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้ เช่นนี้แสดงให้เห็นถึงการแข่งขันทางอำนาจในแนวแนวทะเลที่ยุทธศาสตร์อย่างมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งน่าจับตาว่าจะมีการโต้ตอบอย่างไรในอนาคต

หากคุณติดตามประเด็นทางทะเลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราขอแนะนำให้ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านที่มีสถานะเกาะและทะเลใกล้เคียง ซึ่งยังคงมีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับทะเลจีนใต้ต่อไป

ที่มา – กองทัพจีนประณาม เรือรบสหรัฐล่องเข้าพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้

‘ผบ.ทร.’ยันเดินหน้า‘เรือดำน้ำ’ เชื่อเห็นผลงานใน 3 ปี

พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ยืนยันว่าโครงการ เรือดำน้ำจะเดินหน้าต่ออย่างแน่วแน่ โดยเชื่อว่าอีก 3 ปีข้างหน้าจะสามารถเห็นผลงานชัดเจนจากการพัฒนาและบริหารโครงการนี้

‘ผบ.ทร.’ยันเดินหน้า‘เรือดำน้ำ’ เชื่อเห็นผลงานใน 3 ปี

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ณ กองบัญชาการกองทัพเรือ พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ ได้เปิดเผยว่า หลังจากขั้นตอนการแก้ไขสัญญาจะมีการร่างข้อตกลงร่วมกับอีกฝ่าย รวมถึงต้องผ่านอัยการสูงสุดเพื่อเห็นชอบก่อนจะลงนาม เมื่อเสร็จสิ้นแล้วจะเริ่มนับสัญญาใหม่ ซึ่งประเมินว่าจะใช้เวลาประมาณ 1,200 วันภายใน 3 ปีจากนี้

เขาอธิบายว่า หลังจากนั้นจะเป็นการดำเนินการต่อไปในขั้นตอนการต่อเรือ และภายในระยะเวลา 3 ปี เราก็จะได้เห็นคุณภาพของเรือดำน้ำที่ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ

แผนการพัฒนาท่าเรือและกำลังพล

‘ผบ.ทร.’ กล่าวว่า เรื่องท่าเรือได้มีการดำเนินการตั้งแต่เริ่มต้นเซ็นสัญญา และตอนนี้ก็อยู่ระหว่างตรวจสอบสิ่งที่ยังไม่สมบูรณ์ พร้อมทั้งเตรียมพร้อมการขายท่าเรือให้สามารถรองรับเรือดำน้ำได้จริง

อีกทั้งยังเน้นย้ำถึงความสำคัญในการเตรียมกำลังพลที่จำเป็นต้องให้มีความพร้อม เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะหลังจากที่โครงการหยุดชะงักมายาวนานถึงเกือบ 3 ปี จึงจำเป็นต้องมีการคัดเลือกใหม่ เพื่อให้สามารถพร้อมเดินหน้าโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านท่าเรือ
  • การฝึกอบรมกำลังพลที่เกี่ยวข้องกับเรือดำน้ำ
  • การติดตามสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ

สำหรับสถานการณ์ความสัมพันธ์ของบางประเทศ เช่น กัมพูชากับสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่ไม่ค่อยสนิทมากนักจนกลายเป็นสนิทสนมในปัจจุบัน ผบ.ทร. ระบุว่าเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าสังเกตอย่างใกล้ชิด เพราะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้นเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการใช้ประโยชน์ของแต่ละประเทศ ซึ่งไทยก็จำเป็นต้องติดตามให้ทันสถานการณ์

ในส่วนของโครงการเรือดำน้ำ การต่อเรือลำแรกเพื่อเป็นตัวต้นแบบผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดตั้งแต่การแก้ไขสัญญาไปจนถึงการเสร็จสิ้นคาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 3 ปี

นอกจากนี้ยังมีความคืบหน้าของโครงการเรือฟรีเกต ที่รัฐบาลให้การอนุมัติให้จัดหาเพิ่มอีก 2 ลำ โดยในงบประมาณปัจจุบันอนุมัติแล้ว 1 ลำ เมื่อได้ลำแรก ก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้ดำเนินการกับลำที่สองต่อไปหากงบประมาณรัฐบาลอนุญาตในวงจรเดียวกัน จะได้เรือที่มีเทคโนโลยีเข้ากันได้โดยไม่ต้องเลือกใหม่อีกครั้ง

อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นข่าวลือคือเรื่องการยกฐานทัพเรือพังงาให้สหรัฐอเมริกา ผู้บัญชาการทหารเรือระบุว่า ประเทศไทยเปิดกว้างเสมอต่อการเข้าเยี่ยมเยียนของมิตรประเทศทั้งหลาย แต่ไม่มีข้อแม้ใดที่ยึดเหนี่ยว ยกเว้นจะพิจารณาภายหลังเทียบเคียงกับประโยชน์ของประเทศในภาพรวม

พล.ร.อ.จิรพล ยืนยันว่ากองทัพเรือจะมีการทบทวนแผนงานพัฒนาต่อไปเพื่อให้มั่นใจว่าโครงการต่าง ๆ นั้นสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากที่สุด ซึ่งในส่วนของฝั่งทะเลอันดามัน ถือว่าเป็น槲มที่สร้างความสนใจของหลายฝ่ายในการเข้าเยี่ยมเยียนหากมีการพัฒนาให้เหมาะสม

โครงการเรือดำน้ำถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในแผนการเสริมบารมีกองทัพเรือไทยอย่างยั่งยืน หากสามารถเสร็จตามแผนแล้ว จะช่วยเพิ่มMonitor และความสามารถในการปฏิบัติการของกองทัพเรือได้อย่างมาก

ที่มา – ‘ผบ.ทร.’ยันเดินหน้า‘เรือดำน้ำ’ เชื่อเห็นผลงานใน 3 ปี

ทำไมคนไทยเริ่มวางแผนเรื่องเงินตั้งแต่อายุน้อย

เมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว การพูดถึงเรื่องการเงินในครอบครัวหรือวงเพื่อนอาจไม่ใช่เรื่องปกติ หลายคนมักคิดว่าเรื่องพวกนี้ควรปล่อยให้ “ผู้ใหญ่” เป็นผู้ดูแล แต่ทุกวันนี้ คนรุ่นใหม่เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม พวกเขาให้ความสำคัญกับการวางแผนการเงินตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเริ่มจากวางแผนการออม การเลือกลงทุน และแม้กระทั่งวางแผนมีบ้านก่อนอายุ 30 ทั้งที่เพิ่งจบมหาวิทยาลัยและยังไม่มีรายได้ประจำ

ทำไมคนไทยเริ่มวางแผนเรื่องเงินตั้งแต่อายุน้อย

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวคิดนี้แพร่หลายคือ อินเทอร์เน็ต ซึ่งทำให้ความรู้เกี่ยวกับการเงินเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเรียนจากหนังสือหนาๆ หรือรอให้ผู้เชี่ยวชาญมาแนะนำ เพียงแค่เปิด TikTok หรือ YouTube ก็มีเนื้อหาให้เรียนรู้อย่างครบถ้วน

ความรู้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ทฤษฎี

หลายคนอาจยังไม่ได้ลงมือลงทุนจริง แต่พวกเขาได้เริ่มต้นด้วยการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรเงินเดือน การสร้างรายได้หลายทาง หรือแม้กระทั่งศึกษาเกี่ยวกับ โบรกเกอร์ ที่น่าเชื่อถือ เพื่อเตรียมไว้ในอนาคต แม้ยังไม่ได้เริ่มเทรด แต่การรู้ว่ามีเครื่องมืออะไรให้เลือกใช้ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากความกลัวหรือความจน แต่เป็นเพราะใคร่รู้และต้องการความมั่นคงในชีวิต หลายคนตระหนักว่าชีวิตในวันหนึ่งจะดีขึ้นได้หากมีการเตรียมพร้อมทางการเงินมากเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นเพื่อความมั่นใจในทุกสิ้นเดือน หรือเพื่อให้ได้มีอิสระในการใช้ชีวิต

โลกเปลี่ยนเร็ว ต้องเลือกเพื่ออนาคต

ในยุคที่ข้อมูลและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คนจำนวนมากเริ่มมองว่าไม่มีสูตรสำเร็จเพียงหนึ่งเดียวที่จะทำให้อุดมคติทางการเงินเป็นจริง แต่ละคนมีพฤติกรรมและเป้าหมายที่แตกต่างกัน จึงต้องเลือกตัวเลือกที่เหมาะกับตัวเอง เช่น การหันไปศึกษาเกี่ยวกับ โบรกเกอร์ forex ที่ดีที่สุดในไทย เพื่อใช้เป็นข้อมูลเมื่อถึงเวลาลงทุนจริง

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าคนไทยในยุคปัจจุบันไม่ได้ “กลัวเรื่องเงิน” อีกต่อไป แต่กลับยอมรับว่าความรู้เรื่องการเงินส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของพวกเขาในระยะยาว การวางแผนการเงินตั้งแต่อายุยังน้อยจึงเป็นเพียงก้าวเล็กๆ ที่จุดประกายชีวิตที่มั่นคงในอนาคต

หากคุณกังวลเกี่ยวกับอนาคตทางการเงิน ลองเริ่มจากการศึกษาพื้นฐาน ตั้งเป้าหมายง่ายๆ และเลือกเครื่องมือที่เชื่อถือได้ คุณก็จะก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งความมั่งคั่งได้เช่นกัน

ที่มา – ทำไมคนไทยเริ่มวางแผนเรื่องเงินกันตั้งแต่อายุน้อย