ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

วัดใหญ่ในเมืองหลวงมีภาระค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?

หากคุณเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับ วัดใหญ่ในเมืองหลวง ที่มีเงินหลายสิบล้านบาท อาจสงสัยว่า แล้ววัด “รวย” จริงหรือเปล่า? เจ้าคุณธีรวิทย์ โพสต์อธิบายประเด็นนี้อย่างชัดเจน ให้มองภาพรวมในมุมที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน

วัดใหญ่ในเมืองหลวงมีภาระค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?

พระวัฒนวชิรเมธี (ธีรวิทย์ ฉนฺทวิชฺโช) หรือ “เจ้าคุณธีรวิทย์” อดีตรองเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย มีโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับ วัดใหญ่ในเมืองหลวง และความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้น หลายคนคิดว่าเงินวัดเป็นของเจ้าอาวาส แต่จริง ๆ แล้วเงินวัดถือเป็นทรัพย์สินของวัด ใช้เพื่อสนับสนุนกิจการภายในอาราม ประกอบด้วยการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและสาธารณประโยชน์ ไม่ใช่รายได้ส่วนตัวของพระรูปใดรูปหนึ่ง ดังนั้น การใช้จ่ายเงินวัดจะต้องเป็นไปตามกฎหมายคณะสงฆ์อย่างเคร่งครัด

การบริหารทรัพย์สินของวัดไม่ง่ายอย่างที่คิด

ใน วัดใหญ่ในเมืองหลวง มักมีพระเณร 50–80 รูป แม่ชี 15–20 คน ศิษย์วัด 30 คน รวมถึงคนงานและสัตว์เลี้ยงในวัดทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าค่าใช้จ่ายในแต่ละวันนั้นมีมากมาย ทั้งค่าอาหาร ค่าน้ำไฟ ค่ายารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมทางศาสนา ซึ่งรวมกันแล้วอาจสูงถึง 500,000 บาทต่อเดือน หรือมากกว่า 6 ล้านบาทต่อปีหากไม่นับค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอาคารสำคัญ

พิจารณาจากตัวอย่างค่าใช้จ่ายรายเดือนดังนี้:

  • ค่าอาหาร: 200,000–300,000 บาท/เดือน
  • ค่าน้ำไฟ: 150,000–200,000 บาท/เดือน
  • ค่ายาและค่ารักษาพยาบาล: 30,000–50,000 บาท/เดือน
  • ค่ากิจกรรมพระพุทธศาสนา: 50,000–100,000 บาท/ครั้ง

ยังไม่นับรวมค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน เช่น การบูรณะพระอุโบสถหรือวิหารเก่า ซึ่งอาจต้องใช้เงินสูงถึง 10–20 ล้านบาท

พันธกิจของวัดตามกฎหมายคณะสงฆ์

เงินของวัดไม่สามารถใช้ได้แต่เพียงเพื่อการดำรงอยู่ของอาราม แต่ยังต้องใช้สนับสนุน 6 ด้านหลัก ได้แก่:

  1. งานด้านการปกครองภายในวัด
  2. งานด้านการศึกษา ทั้งของพระเณรและประชาชนทั่วไป
  3. งานด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
  4. งานด้านสาธารณูปการ เช่น การซ่อมแซมถนน ระบบน้ำไฟ
  5. งานด้านการศึกษาสงเคราะห์ เสริมทุนเด็กยากจน
  6. งานด้านสาธารณสงเคราะห์ ช่วยผู้ประสบภัย

นอกจากนี้ เจ้าอาวาสยังต้องแบกรับภาระในการบริหารวัดในพื้นที่ต่าง ๆ ในฐานะเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เป็นต้น

เงินวัดไม่ใช่เงินส่วนตัว

แม้ว่า วัดใหญ่ในเมืองหลวง จะมีเงินสำรองหลายสิบล้านบาท แต่ในความเป็นจริง จำนวนนี้อาจใช้ได้แค่เพียง 4–5 ปี หากไม่มีการสนับสนุนเพิ่มเติม ดังนั้น การรักษาความโปร่งใสจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบที่มีความซื่อสัตย์

พระสงฆ์หลายรูปได้ปฏิบัติดี แต่หากมีบุคคลภายนอกที่หวังผลประโยชน์ส่วนตัวมาเกี่ยวข้องในกิจการวัด ก็อาจเกิดปัญหาด้านการบริหารจัดการ ทั้งในเรื่องการใช้จ่ายดำเนินการหรือความรับผิดชอบ

คำถามคือ “เราเข้าใจวัดมากพอแล้วหรือยัง?” ถ้าเข้าใจอย่างรอบด้าน ก็จะเห็นว่า วัดใหญ่ในเมืองหลวง ไม่ใช่สถานที่ที่ “รวย” แต่เป็น “หน่วยงานชุมชนขนาดใหญ่” ที่ต้องดำเนินการทั้งเรื่องศาสนาและชีวิตประจำวันอย่างสม่ำเสมอ

ถ้าคุณเป็นผู้ที่สนใจและกำลังอยากเข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับการบริหาร财务และการดำเนินงานในวัด ควรเริ่มต้นจากการฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เคยมีประสบการณ์จริงมาก่อน

ที่มา – ‘เจ้าคุณธีรวิทย์’ โพสต์อธิบายชัด ‘วัดใหญ่ในเมืองหลวง’ ต้องมีภาระค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

ทอฟฟีสีน้ำเงินคว้ากรีลิชยืมตัวเสริมทัพเรียบร้อย

เอฟเวอร์ตัน หรือที่แฟนบอลเรียกกันติดปากว่า ทอฟฟีสีน้ำเงิน ได้ทำการคว้าตัว แจ็ค กรีลิช ดาวเตะปีกวัย 29 ปี จาก แมนเชสเตอร์ ซิตี มาร่วมทัพด้วยสัญญายืมตัวระยะหนึ่งฤดูกาลแล้ว ถือเป็นการเสริมทัพที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับทีมในถิ่นโกรดดอน

ทอฟฟีสีน้ำเงินเลือกหมายเลข 18 สื่อถึงLegends

หลังจากย้ายจากสนามเอติฮัด สเตเดียม มาเป็นหนึ่งในสมาชิกใหม่ของทีม เจ้าตัวได้เปิดเผยถึงเบอร์เสื้อที่เขาเลือกสวมใส่ในฤดูกาลนี้ว่าคือหมายเลข 18 ซึ่งไม่ใช่แค่ตัวเลขธรรมดา แต่มีความหมายอย่างลึกซึ้ง เพราะเขาเผยว่า “นักเตะอังกฤษที่ผมชื่นชอบที่สุดคือ เวย์น รูนีย์ และ พอล แกสคอยน์ และผมก็รู้ว่า ทั้งคู่สวมเสื้อหมายเลข 18 ตอนอยู่ที่นี่”

ทำไมถึงเลือกหมายเลข 18?

ก่อนหน้านี้ กรีลิช เองก็แปลกใจกับการถูกปล่อยตัวมาจาก ซิตี แต่เมื่อรู้ว่า有机会เข้าร่วมกับ ทอฟฟีสีน้ำเงิน เขาบอกว่า “ทันทีที่ผมรู้ว่า มีการทำข้อตกลงกันแล้ว ผมก็เห็นว่า หมายเลข 18 ยังว่างอยู่ ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องสมบูรณ์แบบสำหรับผม และมันก็เป็นหมายเลขเดียวที่ผมจะเลือก”

การมาร่วมทีมของเขานั้น ถือว่าเป็นโอกาสใหม่ในช่วงปลายสายอาชีพของเขา และน่าจะช่วยเติมเต็มแนวรุกของทีมเจ้าบ้านในฤดูกาลนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะความสามารถพิเศษบนขอบสนาม และเทคนิคในการแย่งชิงตาข่ายที่เคยโชว์ให้เห็นหลายครั้งในศึกพรีเมียร์ลีก

  • ความพร้อมของผู้เล่น: เจ้าตัวยังคงรักษาฟอร์มที่ยอดเยี่ยมไว้ และมีประสบการณ์มากมายจากการเล่นในสโมสรใหญ่
  • ส่วนแบ็กกราวด์: ประสบการณ์มากมายจากการลงเล่นในทีมชาติอังกฤษ และมีขวัญกำลังใจสูงจากแฟนบอล
  • บทบาทในทีม: เป็นส่วนหนึ่งของแนวรุก ที่เน้นความรวดเร็ว ความจัดจ้าน และการวางบอลอย่างชาญฉลาด

ทอฟฟีสีน้ำเงินจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร?

การได้นักเตะระดับท็อปอย่าง กรีลิช เข้ามาร่วมทีม โดยเฉพาะในรูปแบบของสัญญายืมตัว ถือเป็นโอกาสทองในการปรับปรุงทีมให้แข็งแกร่งขึ้นโดยไม่ต้องเสี่ยงกับต้นทุนสูง ผู้จัดการทีมอย่าง เยน ไดเซอร์ ได้แสดงความมั่นใจว่า สตาร์เก่าของทีมคนนี้จะสามารถปรับตัวเข้ากับวิธีเล่นของสโมสรในถิ่นโกรดดอนได้อย่างไม่มีปัญหา

น่าจะเป็นหนึ่งในฤดูกาลที่น่าจับตามองไม่น้อยเลยทีเดียวสำหรับแฟนบอล ทอฟฟีสีน้ำเงิน ทั้งในและนอกสนาม เพราะการมี มิดฟิลด์อัจฉริยะเท่า กรีลิช ย่อมช่วยเพิ่มความหลากหลายในการเล่น และเปิดทางให้จังหวะชนะมีมากขึ้นอย่างแน่นอน

ไหนๆ ก็รอฟุตบอลแล้วล่ะ… ยิ่งมีนักเตะดังๆ มาร่วมทีมแบบช็อกขนาดนี้แหละ ต้องตามเชียร์ให้เต็มสูบ!

ที่มา – “ทอฟฟีสีน้ำเงิน” หน้าบานยืม “กรีลิช” เสริมทัพเรียบร้อย

ชบาแก้วแพ้เวียดนาม จบอันดับ 2 กลุ่มเข้ารอบตัดเชือก

ในการแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์อาเซียน 2025 ที่เวียดนาม เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ที่สนามลัชไช สเตเดียม ทีม ชบาแก้ว ทีมชาติไทย ได้พบกับ เจ้าถิ่น “เวียดนาม” ในนัดสุดท้ายของกลุ่ม A ซึ่งทั้งสองทีมต่างมีผลงานชนะมา 2 เกมรวด และเข้ารอบรองชนะเลิศแน่นอนแล้ว

ชบาแก้วแพ้เวียดนาม ทำให้เสียแชมป์กลุ่ม

ช่วงต้นเกมทั้งสองทีมต่างแข่งกันอย่างสนุนสนาน แต่ในนาทีที่ 36 เวียดนามสามารถทำประตูขึ้นนำได้จาก เจิ่น ติ ธู เต๋า และจบครึ่งแรกไว้ที่ 1-0 ทีมชาติไทยไม่ยอมแพ้ พยายามตั้งหลักแหลกหนักในครึ่งหลัง โดยเฉพาะช่วงท้ายเกม แต่ก็ยังเจาะแนวรับของเวียดนามไม่ได้

ฟอร์มการเล่นของชบาแก้วที่ต้องปรับปรุง

แม้จะพยายามบุกตลอดช่วงครึ่งหลัง แต่แนวรุกของ ชบาแก้ว กลับทำประตูไม่ได้เลย แถมในช่วงท้ายเกม พลอยชมพู สมนึก กองหน้าตัวเป้า ก็ประสบปัญหาอาการบาดเจ็บหนัก และจำเป็นต้องเปลี่ยนตัวออกจากสนาม ส่งผลให้ทีมไทยต้องยอมแพ้ไปด้วยสกอร์ 0-1 เท่านั้น

  • นัดสุดท้ายของกลุ่ม A
  • ชบาแก้วจบอันดับ 2 กลุ่ม
  • เวียดนามคว้าแชมป์กลุ่ม

ในตอนจบของการแข่งขัน เวียดนามได้แชมป์กลุ่ม A ด้วยการชนะรวด 3 นัด ส่วน ชบาแก้ว จบอันดับ 2 ของกลุ่ม ด้วยคะแนน 6 แต้ม และจะได้ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศในฐานะทีมอันดับ 2 กลุ่ม

แม้ว่าจะเสียแชมป์กลุ่มไป แต่การผ่านเข้าสู่รอบตัดเชือกถือเป็นความสำเร็จที่ดีเยี่ยมสำหรับทีมชบาแก้ว แต่ทีมควรเร่งปรับแผนการเล่นและฟื้นฟูสภาพร่างกายของนักเตะ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับเกมสำคัญในรอบต่อไป

และสำหรับรอบรองชนะเลิศจะมีขึ้นในวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ที่เวียดนาม ซึ่งแฟนบอลไม่ควรพลาด เพราะจะเป็นเกมที่น่าติดตามอย่างแน่นอน

ติดตามข่าวสารฟุตบอลหญิงชิงแชมป์อาเซียน 2025 เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ข่าวของเรา

ที่มา – ‘ชบาแก้ว’ แพ้ ‘เวียดนาม’ แถมมีนักเตะเจ็บ จบอันดับ 2 กลุ่ม เข้ารอบตัดเชือก

รมช.กลาโหมประณามเขมรกระทำไร้มนุษยธรรม

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และรักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งหลังจากมีเหตุการณ์ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดในพื้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างที่ทหารไทยกำลังปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในเขตแดนไทย โดยทุ่นระเบิดสังหารบุคคลซึ่งเป็นของฝ่ายกัมพูชา ได้ก่อให้เกิดอันตรายแก่ทหารไทย

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า การกระทำนี้เป็นการละเมิดอธิปไตยของประเทศไทย และยังเป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวาอย่างชัดเจน เป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม และไม่มีความเหมาะสมใด ๆ รวมทั้งต้องถูกประณามอย่างหนัก นอกจากนี้ ยังได้ยืนยันว่าจะดูแลและเยียวยาทหารที่ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านการรักษาพยาบาลและการให้ความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม

รมช.กลาโหมประณามเขมรกระทำไร้มนุษยธรรม

พลเอกณัฐพล กล่าวเพิ่มเติมว่า ในฐานะที่ตนเองเป็นทั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และเป็นผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ผอ.ศบ.ทก.) ตนยืนยันอย่างชัดเจนว่าจะทำงานอย่างเต็มความสามารถเพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศไทยอย่างเด็ดขาด

มองข้ามอันตรายไม่ได้

“เราไม่อาจมองข้ามเหตุการณ์แบบนี้ได้เลย เพราะนี่คือการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมจากฝ่ายกัมพูชาที่ส่งผลให้ทหารเราได้รับความเสียหายอย่างหนัก ซึ่งเราขอเรียกร้องต่อประชาคมโลกเพื่อมาช่วยกดดันรัฐบาลกัมพูชา ให้ดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างเร่งด่วน และให้ความร่วมมือกับประเทศไทยอย่างจริงจัง” รมช.กลาโหมกล่าวอย่างหนักแน่น

  • การกระทำนี้เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
  • ทหารไทยได้รับบาดเจ็บโดยไม่สมควร
  • ต้องมีการปฏิบัติตามข้อตกลงที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาออตตาวา

การประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชา โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมไม่ใช่เพียงแค่การออกมาแสดงความเสียใจ แต่เป็นการเตือนสติอย่างลึกซึ้งว่าหากเหตุการณ์เช่นนี้ยังคงเกิดขึ้นอีก จะส่งผลให้ความสัมพันธ์ของประเทศไทยและกัมพูชายิ่งบ่อนทำลายมากขึ้น แม้ในเวลานี้ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศจะไม่ได้สู้ดีนัก แต่ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาความสงบสุขของประชาชนทั้งสองฝ่าย

ทั้งนี้ ประเทศไทยยังคงมีบทบาทในเวทีนานาชาติเพื่อเรียกร้องให้กัมพูชาให้ความช่วยเหลืออย่างแท้จริงในการจัดการกับปัญหาดินแดนและการรักษาความปลอดภัยของพรมแดน โดยเฉพาะการร่วมมือในการกำจัดวัตถุระเบิดที่ยังคงซ่อนเร้นอยู่ในพื้นที่ชายแดน

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รัฐบาลไทยต้องเร่งดำเนินมาตรการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ทหารและพลเมืองตกเป็นเหยื่อจากการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมของฝ่ายตรงข้าม หากไม่มีการตัดวงจรการปล่อยทุ่นระเบิดไว้ในพื้นที่ ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นอาจไม่มีวันสิ้นสุด

เป็นเวลาหลายปีที่ประเทศไทยพยายามจัดการกับปัญหาความสัมพันธ์กับกัมพูชาอย่างสุภาพ โดยหวังว่าทั้งสองประเทศจะสามารถแก้ปัญหาผ่านการเจรจาอย่างสงบ อย่างไรก็ตาม หากการใช้ความรุนแรงและทรยศยังคงเกิดขึ้น ก็เป็นภารกิจของประเทศไทยที่จะต้องสู้เพื่อยืนหยัดและปกป้องประเทศชาติอย่างไม่ถอยถอย

บนพื้นฐานของผลประโยชน์ของประชาชนไทย ความซื่อสัตย์ต่อแนวคิดแห่งสันติภาพ และการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ มิวายมองข้ามความอุ่นใจของประชาชนและพลทหาร ที่อาจต้องเสี่ยงชีวิตในทุก ๆ วันต่อไป

หากคุณเห็นว่าเหตุการณ์นี้ควรได้รับการเรียกร้องให้หยุด และควรให้ความสำคัญมาก ๆ กับการแก้ปัญหาอย่างมีระบบ อย่าลืมแชร์ข้อมูลนี้เพื่อให้ทุกคนได้ตื่นตัวและร่วมผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก

ที่มา – ‘รมช.กลาโหม’ประณาม‘เขมร’กระทำไร้มนุษยธรรม

บอสณวัฒน์ เผย ชาล็อต แอบดื้อไม่ตอบไลน์ ลั่นคนจะดังแค่ไหนอย่าลืมตัว!

ล่าสุดเกิดเหตุการณ์ดราม่าที่กำลังได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม เมื่อ บอสณวัฒน์ อิสรไกรศีล เปิดเผยว่า ชาล็อต ออสติน แอบดื้อไม่ตอบไลน์ จนทำให้เขารู้สึกแปลกๆ ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่แฟนคลับของทั้งสองฝ่ายแห่คอมเมนต์เข้ามาให้ความเห็นอย่างคึกคัก

บอสณวัฒน์ เผย ชาล็อต แอบดื้อไม่ตอบไลน์ล่าสุด

จากกรณีที่มีแฟนๆ เข้ามาคอมเมนต์ถามถึงผลงานล่าสุดของ ชาล็อต ออสติน ผ่านช่องทางไลฟ์ของ บอสณวัฒน์ ก่อนที่เขาจะเผยว่า น้องดื้อเงียบไม่ตอบไลน์เป็นเวลาหลายวัน ซึ่งถือว่าผิดปกติ เพราะโดยปกติแล้วชาล็อตจะตอบทันที กระทั่งในวันที่เขาสั่งงานให้น้องไปร่วมบริจาคเพื่อทหารที่เสียชีวิต และหลังจากนั้นอีกหลายวันก็ยังไม่ได้รับการตอบรับใดๆ

ความสัมพันธ์กับ “ฟรีน สโรชา” ก็ถูกจับตา

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องน้องเข้าร่วมงานวันเกิดของ ฟรีน สโรชา ซึ่งบอสณวัฒน์ยืนยันว่าไม่ใช่เพราะความขัดแย้งกับฟรีน แต่เป็นเพราะงานนั้นมีแนวทางที่ต้องมาคุยภายในทีมก่อน และหากไม่มีการอนุมัติไปตามระบบ น้องก็ไม่ควรไป เพราะสิ่งสำคัญคือภาพลักษณ์ของศิลปินเอง

“งานนี้ไปมันมีเหตุผลของมัน เพราะฉะนั้นก็อย่าแหกคอก อย่าอยู่ๆ แอบไป ไม่ว่าด้วยวิธีไหนก็แล้วแต่” บอสณวัฒน์กล่าวให้คำแนะนำอย่างจริงจัง

เยาวชนและความเป็นมืออาชีพ

บอสณวัฒน์ย้ำอีกว่า คนจะดังแค่ไหนอย่าลืมตัว เพราะถ้าหากศิลปินไม่มีวินัยในหน้าที่ มีความสัมพันธ์กับทีมงาน และไม่มีความจริงใจ ก็อาจจะทำให้งานที่เคยมาอยู่กับเขาระยะหนึ่งจะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ

  • ศิลปินต้องอยู่กับระบบ อย่าไปทำตามใจต้องการ
  • ไม่ว่าใครก็ตามเป็นดาวก็ต้องรู้จักขอบเขตของตัวเอง
  • ภาพลักษณ์สำคัญกว่าความนิยมในบางครั้ง
  • ต้องมีวิสัยทัศน์ว่ากำลังทำอะไรอยู่ตรงไหน

สุดท้าย บอสณวัฒน์ยืนยันว่าจะไม่พักงานของน้องชาล็อตในตอนนี้ เพราะยังมีงานรออยู่หลายรายการ พร้อมกับเตรียมยื่นแจ้งเตือนเพื่อต่ออายุสัญญา เพื่อให้แน่ใจว่าน้องจะอยู่กับเขาต่อ เพราะศิลปินที่ดีต้องมีคุณภาพ สม่ำเสมอ และไม่ลืมตัวไม่ว่าจะดังเพราะอะไร

จะเป็นเช่นไรต่อไปกับบทบาทของ ชาล็อต ในวงการบันเทิงไทย ติดตามข่าวสารได้ที่นี่

ที่มา – ‘บอสณวัฒน์’ เผย ‘ชาล็อต’ แอบดื้อไม่ตอบไลน์ ลั่นคนจะดังแค่ไหนอย่าลืมตัว!

พบร่างชายที่หายตัวไป 28 ปีติดอยู่ในธารน้ำแข็ง

เมื่อหลายสิบปีก่อน ชายชาวปากีสถานวัย 31 ปี ชื่อ นัสซิรูดิน ได้หายตัวไปอย่างลึกลับระหว่างเดินทางผ่านถ้ำในหุบเขาสุพัต บริเวณทางตอนเหนือของปากีสถาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ในเขตจังหวัดไคเบอร์ ปักตุนควา สิ่งที่เขาทิ้งไว้เบื้องหลังคือภรรยากับลูก ๆ อีกสองคน

พบร่างชายที่หายตัวไป 28 ปีติดอยู่ในธารน้ำแข็ง

ตลอดช่วงเวลานานนับสิบปี ครอบครัวของนัสซิรูดินไม่เคยหยุดค้นหาตัวเขา ได้ส่งคนไปออกตามเงาทุกซอกทุกมุมในบริเวณหุบเขา แต่ก็ไม่เคยได้พบร่องรอยใด ๆ แม้แต่น้อย มาลิก อุเบด หลานชายของนัสซิรูดิน เปิดเผยว่า พวกลุง ป้า และลูกพี่ลูกน้องไปยังบริเวณธารน้ำแข็งหลายครั้ง หวังว่าจะกู้ร่างของนัสซิรูดินกลับมาได้สักวัน แต่ก็หมดหวังไม่สามารถเข้าถึงได้

ศพยังคงสมบูรณ์อย่างน่าทึ่ง

ใกล้เคียงสามทศวรรษ การตามหานัสซิรูดินก็สิ้นสุดลงในที่สุด หลังจากที่ชายคนหนึ่งชื่อโอมาร์ คาห์น ซึ่งเป็นคนเลี้ยงแกะในพื้นที่ พบศพของชายที่หายตัวไปเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา พร้อมกับบัตรประชาชนที่ยังติดอยู่กับร่างกาย

“สิ่งที่ผมเห็นนั้นเหลือเชื่อมาก” คาห์นเล่าให้ผู้สื่อข่าวบีบีซีฟัง “ศพยังคงสมบูรณ์ เสื้อผ้ายังอยู่ครบถ้วนไม่ขาดไม่ขาด”

บริเวณที่เขาอยู่นั้น เป็นธารน้ำแข็ง ซึ่งช่วยรักษาสภาพร่างกายไว้ได้อย่างดีตลอดระยะเวลายาวนาน 28 ปี เนื่องจากร่างกายได้ถูกแช่แข็งอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่มีการผุพัง และกลายเป็น “มัมมี่” ที่สมบูรณ์จนน่าอัศจรรย์

พบร่างชายที่หายตัวไป 28 ปีติดอยู่ในธารน้ำแข็ง นี้ไม่ใช่แค่เรื่องราวที่น่าทึ่ง แต่ยังสื่อถึงผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่ก่อให้เกิดการละลายของธารน้ำแข็งจำนวนมากทั่วโลก โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือของปากีสถานที่เคยมี ธารน้ำแข็ง หลายพันแห่ง

  • ปากีสถานมีธารน้ำแข็งมากเป็นอันดับสองของโลก
  • อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้ธารละลายเร็วขึ้น
  • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อธรรมชาติรวมถึงการค้นพบศพในกรณีนี้

มาลิก อุเบด กล่าวว่า “ในที่สุดเราก็โล่งใจแล้ว สุดท้ายเราก็ได้รับข่าวของนัสซิรูดินกลับมา แม้ว่าจะเป็นร่างไร้วิญญาณ แต่เราก็ได้สิ่งที่รอคอยมานาน”

การค้นพบศพของนัสซิรูดินเป็นเครื่องเตือนใจว่า ธรรมชาติยังมีบทบาทสำคัญในทุก ๆ ด้านของชีวิต การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศอาจทำให้เรื่องราวจากอดีตถูกปิดไว้นานกลับมาปรากฏอีกครั้งผ่านการละลายของธารน้ำแข็ง

ที่มา – พบร่างชายที่หายตัวไป 28 ปีติดอยู่ในธารน้ำแข็ง สภาพศพสมบูรณ์เหลือเชื่อ

ข่าวดี! พบ ‘เสือดำ’ โผล่เดินอวดโฉมนักท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติกุยบุรี

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 บรรยากาศในอุทยานแห่งชาติกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เต็มไปด้วยความตื่นเต้นหลังจากมีรายงานว่า เสือดำ หรือที่เรียกกันอีกอย่างว่า “เสือดาว” ซึ่งมีลักษณะขนสีดำสนิท ได้อวดโฉมตัวเองให้กับนักท่องเที่ยวได้ชมใกล้ชิด โดยมีเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ยืนยันว่าการปรากฏตัวของมันเกิดขึ้นจริงและใช้เวลาในพื้นที่ค่อนข้างนาน จนทำให้ผู้ได้พบเห็นต่างพากันประทับใจและกริ๊ดกราดไปตามเสียงสะท้อนจากความตื่นเต้น

เสือดำโผล่อวดโฉมที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี
เสือดำปรากฎตัวอวดโฉมต่อหน้าผู้เข้าชมจากหลายประเทศ

ข่าวดี! พบ ‘เสือดำ’ โผล่เดินอวดโฉมนักท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติกุยบุรี

เสือดำ เป็นสัตว์หายากชนิดหนึ่งในประเทศไทย และเป็นหนึ่งในสัตว์ป่าที่ถูกจัดอยู่ในบัญชีคุ้มครอง ดังนั้น การที่มันออกมาแสดงตัวอย่างใกล้ชิดกับมนุษย์ในบริเวณอุทยานฯ จึงถือเป็นปรากฎการณ์ระดับ “ว้าว!” อย่างแท้จริง อีกทั้งยังบ่งบอกถึงสภาวะที่ดีของระบบนิเวศภายในพื้นที่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า อุทยานแห่งชาติกุยบุรี นั้นยังคงรักษาความอุดมสมบูรณ์ไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเฝ้าสังเกตการเคลื่อนไหวของเสือดำในธรรมชาติ
การเฝ้าสังเกตการเคลื่อนไหวของเสือดำในธรรมชาติ

แนวทางป้องกันรบกวนขณะชมสัตว์ป่า

  • รักษาระยะห่างอย่างเหมาะสม
  • ไม่ส่งเสียงดังหรือเลียนเสียงสัตว์
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่
  • งดการนำอาหารเข้าไปให้สัตว์

เจ้าหน้าที่จาก อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ได้ประกาศเตือนนักท่องเที่ยวทุกคนให้รักษาความระมัดระวังในการชม เสือดำ อย่างใกล้ชิด ซึ่งถือว่าเป็นการป้องกันอันตรายรองสองฝ่าย ทั้งนักท่องเที่ยวและสัตว์ป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเสือดำแสดงพฤติกรรมที่เริ่มรู้สึกวิตกกังวลหรือตื่นเต้น เนื่องจากการเข้าไปใกล้เกินไปอาจกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมที่รุนแรงได้

การกลับมาปรากฏตัวของ เสือดำ ในครั้งนี้ ถือเป็นสัญลักษณ์ที่ดีมากสำหรับงานอนุรักษ์สัตว์ป่าของไทย เพราะสื่อถึงความสำเร็จในการรักษาสมดุลของธรรมชาติภายในอุทยานแห่งชาติกุยบุรี ซึ่งเชื่อมโยงกับการเป็น “มรดกโลกแก่งกระจาน” อย่างแท้จริง นักท่องเที่ยวหลายคนเชื่อว่าการได้พบเห็น เสือดำ ในโอกาสแบบนี้เป็นประสบการณ์ที่ไม่อาจลืมเลือน

หากคุณเป็นผู้ชื่นชอบธรรมชาติและสัตว์ป่า อย่าพลาดโอกาสมาสัมผัสประสบการณ์ระทึกขวัญนี้กับ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ที่พร้อมต้อนรับทุกท่านด้วยความสงบสุข และความมหัศจรรย์ของธรรมชาติบนคาบสมุทรที่เต็มไปด้วย accession to biodiversity

ที่มา – ข่าวดี! พบ ‘เสือดำ’ โผล่เดินอวดโฉมนักท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติกุยบุรี

MUT2025 เทิดไท้องค์แม่ พาสาวงามถวายพระพร ชิมเมนูเด็ดที่ร้านตู้กับข้าว

“MUT2025” หรือ “Miss Universe Thailand 2025” ได้กลับมาอีกครั้งกับกิจกรรมที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางวัฒนธรรมและความกตัญญู เมื่อวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพศหญิงที่เข้าประกวดทั้ง 77 คน มาร่วมแสดงความจงรักภักดี ณ หอประชุมอดิศรภักดีศาลากลางจังหวัดภูเก็ต

MUT2025 ถวายพระพร ร่วมบุญในวันแม่

กิจกรรมเริ่มต้นขึ้นที่หอประชุมอดิศรภักดี จังหวัดภูเก็ต โดยนางงามทั้งหมดแต่งกายอย่างตระการตาด้วยชุดไทยสวยงาม เข้าร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์และถวายทานตักบาตร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแก่ในหลวงของเรา ซึ่งมี นายโสภณ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วยนางบุษดี สุวรรณรัตน์ นายกเหล่ากาชาดฯ เป็นประธานในพิธี

MUT2025” ไม่เพียงการประกวดความงาม แต่ยังเป็นการสืบสานประเพณีไทยอย่างแท้จริง โดยนางงามร่วมกิจกรรมที่มีคุณค่าทางจิตใจในวันแม่ และเป็นโอกาสอันล้ำค่าในการแสดงออกถึงความกตัญญูอย่างแท้จริง

ร่วมกิจกรรมกับพ่อเมืองภูเก็ต ชิมเมนูเด็ดที่ร้านตู้กับข้าว

หลังจากพิธีทางศาสนาเสร็จสิ้น พ่อเมืองภูเก็ตได้กล่าวต้อนรับและให้กำลังใจแก่นางงามทั้งหลาย พร้อมทั้งอวยพรให้ประสบความสำเร็จตามที่มุ่งหวัง จากนั้น คณะนางงามเดินทางมุ่นหน้าไปสู่กิจกรรมสังสรรค์ที่สุดแสนอบอุ่น ณ ร้าน “ตู้กับข้าว” ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างเป็นทางการโดย พี่คิม ธีระศักดิ์ ผลงาม และ พี่กบ ธนพัฒน์ นวลสกุล ผู้ถือสิทธิ์การประกวด “มิสยูนิเวิร์สภูเก็ต 2025”

ภายในร้าน “ตู้กับข้าว” นางงามลิ้มลองเมนูเด็ดจากเชฟพ่อครัวอาชีพมากมาย รสชาติที่โดดเด่นตื่นลิ้นจนบอกต่อชากัน พร้อมมุมถ่ายภาพสุดคิ้วที่นำเสนอวิถีไทยในแบบมินิมอลที่ชวนหลงใหล

ในช่วงค่ำคืน ความตื่นตาตื่นใจยังดำเนินต่อไม่หยุด อีเวนต์แฟชั่นโชว์ชุดราตรีผ้าไหมไทย และการประกวด “Queen Of Thai Silk” ที่จัดขึ้นที่โรงแรม Angsana Convention & Exhibition Space โดยความร่วมมือจากผู้รักษาเกียรติของจังหวัดภูเก็ต

MUT2025 ยังเป็นเวทีแห่งการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยอย่างเต็มสูบ โดยนางงามได้เข้าร่วมชมการแสดงยอดฮิตอย่าง “สยามนิรมิต” ที่เปิดฉากสุดพิเศษให้นางงามได้เข้าชมก่อนใคร นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมส่งเสริมคุณค่าแห่งผืนผ้าไหมไทย ทำให้ไม่ใช่เพียงความงามภายนอก แต่ยังเป็นความงามจากภายใน

  • ร่วมพิธีถวายพระพรในวันแม่
  • เยือน ร้านตู้กับข้าว ลิ้มลองเมนูเด็ด
  • ชมโชว์สุดตระการตาจากสยามนิรมิต
  • สวมใส่ชุดราตรีผ้าไหมไทยในแฟชั่นโชว์
  • ส่งเสริม “Queen Of Thai Silk”

สำหรับใครที่พลาดโอกาสในการติดตาม MUT2025 ในครั้งนี้ก็ยังสามารถติดตามความเคลื่อนไหวล่าสุดของนางงามไทยจากรอบโลกผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ ทั้ง Facebook, Instagram และ TikTok เพื่อไม่ให้พลาดกิจกรรมสุดตื่นตาตื่นใจตลอดขบวนทาง

ความงามที่ไม่ใช่แค่ภายนอก แต่คือความงามทางจิตใจวัฒนธรรม และความภูมิใจในความเป็นไทย “MUT2025” ทำได้มากกว่าที่คุณคิด

ที่มา – ‘MUT2025’ กับกิจกรรมงดงามใน ‘วันแม่’ ปลื้มใจเข้าพบ ‘พ่อเมืองภูเก็ต’ ชิมเมนูเด็ดที่ ‘ร้านตู้กับข้าว’

กองทัพบกโต้กัมพูชา แจงมีหลักฐานทุ่นระเบิด PMN-2

ล่าสุด กองทัพบกไทย ได้ออกมาโต้กลับ กัมพูชา หลังจากที่มีรายงานข่าวว่ากัมพูชาได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการที่ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดในพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม โดย พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ยืนยันอย่างชัดเจนว่า มีหลักฐานที่ระบุว่า กัมพูชายังคงมี ทุ่น PMN-2 อยู่ในความครอบครอง และได้นำมาติดตั้งใหม่ในพื้นที่ชายแดนเพื่อเป็นอันตรายแก่ทหารไทยซ้ำแล้วซ้ำเล่า

กองทัพบกโต้กัมพูชา แจงมีหลักฐานทุ่นระเบิด PMN-2

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พล.ต.วินธัย สุวารี ได้แถลงต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากที่ พล.ท. มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือเกี่ยวกับการที่ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิด โดยระบุว่าไม่มีความจริงเช่นนั้น อย่างไรก็ตาม โฆษกกองทัพบกกลับชี้ชัดว่า มีเหตุหลักฐานที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับการมี ทุ่นระเบิด PMN-2 ซึ่งถูกติดตั้งใหม่ในพื้นที่ชายแดน

หลักฐานชี้ว่ามีการติดตั้งทุ่นระเบิดใหม่

กองทัพบกได้ทำการสำรวจพื้นที่โดยรอบจุดเกิดเหตุอย่างละเอียด และพบว่า ทุ่นระเบิด PMN-2 ที่พบเป็นทุ่นที่เพิ่งถูกติดตั้งใหม่ ซึ่งไม่ใช่ระเบิดตกค้างจากสงครามในอดีตแต่อย่างใด โดยโดยเฉพาะในพื้นที่ที่เกิดเหตุ จะมีการวาง ทุ่นระเบิด PMN-2 อีกจำนวน 3-5 ลูก ซึ่งติดตั้งอย่างตั้งใจ ในลักษณะที่เป็นอันตรายต่อชีวิตมนุษย์

  • มีการพบหลักฐานชัดเจนในบริเวณจุดเกิดเหตุ
  • ทุ่นระเบิดมีลักษณะการวางที่เหมือนกันในหลายจุด
  • ทุ่น PMN-2 ไม่ใช่ทุ่นเก่าจากสงคราม
  • การกระทำของกัมพูชานับว่าเป็นการฝ่าฝืนอนุสัญญาออตตาวา

กองทัพบกระบุอย่างชัดเจนว่า การกระทำของกัมพูชานั้นเป็นการเผยแพร่ข้อความเท็จต่อสาธารณะ ไม่ว่าจะผ่านสื่อใด ซึ่งขัดต่อมติคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ข้อ 9 ที่กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายงดเว้นการเผยแพร่ข่าวลือหรือข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และยังเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ทั้งไทยและกัมพูชาตกลงร่วมกันไว้

จากการพิจารณาเชิงเทคนิคแล้ว ทุ่นระเบิด PMN-2 เป็นทุ่นระเบิดที่มีการผลิตขึ้นมาใหม่ ไม่ใช่ของเก่าที่หลงเหลือจากความขัดแย้งในอดีต ซึ่งหมายความว่าการติดตั้งใหม่เป็นการกระทำที่มีเจตนาชัดเจน และเป็นภัยต่อความปลอดภัยของชายแดนไทย

อย่างไรก็ตาม กองทัพบกได้แสดงความปรารถนาอย่างชัดเจนว่าจะแก้ไขปัญหาผ่านช่องทางทางสันติวิธี โดยยึดถือกฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ ตลอดจนข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางออกที่เป็นธรรมและถาวรในปัญหาชายแดนและความปลอดภัยของประชาชน

เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชายังคงมีอยู่และต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งทั้งสองฝ่ายในการจัดการความสัมพันธ์ในระดับชายแดนให้อยู่ในกรอบของกฎหมายและมารยาทระหว่างประเทศ

หากคุณต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในฐานะที่เป็นเรื่องสำคัญระดับประเทศ ควรติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา และมีประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น

ที่มา – ‘กองทัพบก’ โต้ ‘กัมพูชา’ แจงชัดมีหลักฐานทุ่น PMN-2 ลักลอบติดตั้งใหม่

ลุย!ทางต่างระดับแยกเมืองเก่าสร้างสะพานใหม่4ตัวขยายถนนมิตรภาพกับวงแหวนฯขอนแก่น10เลน

โครงการก่อสร้าง ทางต่างระดับแยกเมืองเก่า จ.ขอนแก่น เตรียมเปิดฉากลงสัญญากับบริษัทเอส เทค ชีวิล แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ภายใต้งบประมาณที่ได้รับการเสนอราคาต่ำสุดเพียง 649,493,000 บาท ซึ่งต่ำกว่างบประมาณที่ได้จัดไว้ 650 ล้านบาทเล็กน้อย

ลุย!ทางต่างระดับแยกเมืองเก่าสร้างสะพานใหม่4ตัวขยายถนนมิตรภาพกับวงแหวนฯขอนแก่น10เลน

โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัดที่ แยกเมืองเก่า ในจ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดที่มีปริมาณรถยนต์สูงและเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง โดยจะก่อสร้างสะพานแบบทางแยกต่างระดับ 4 แห่ง พร้อมขยายความกว้างถนนในเส้นทางหลัก

สร้างสะพานใหม่ 4 แห่ง ตอบโจทย์การจราจร

ความคืบหน้าของโครงการมีรายละเอียดดังนี้:

  • สะพานทางออกตัวใหม่ บนทางหลวงทล.2 ทิศทางขอนแก่น-เลย กว้าง 6 เมตร ยาว 362 เมตร สำหรับ 1 ช่องจราจร
  • สะพานทางเข้าสถานีขนส่งใหม่ บริเวณทล.230 ขนาด 14 เมตร ยาว 48 เมตร 2 ช่องจราจร
  • สะพานข้ามทางหลวงทิศทางเลย-นครราชสีมา ขนาด 14.50 เมตร ยาว 218 เมตร 2 ช่องจราจร
  • สะพานข้ามทางรถไฟ เชื่อมต่อไปยังจ.กาฬสินธุ์ ขนาด 14.50 เมตร ยาว 134 เมตร 2 ช่องจราจร

โครงการนี้รวมถึงการ ขยายถนนมิตรภาพ (ทางหลวงทล.2) และ ถนนวงแหวนรอบเมืองขอนแก่น (ทางหลวงทล.230) ให้รองรับการจราจรในอนาคต โดยมีการปรับปรุงจากช่องทางเดิมเป็น 10 เลน แบ่งเป็น 6 เลนหลัก และ 2 เลนคู่ขนาน พร้อมทางเท้าและระบบสาธารณูปโภค

พร้อมให้บริการในปี 2571

ระยะเวลาการก่อสร้างทั้งหมดประมาณ 3 ปี หรือ 1,080 วัน ซึ่งหากเป็นไปตามกำหนด โครงการจะเสร็จและเปิดให้บริการในปี 2571

โครงการนี้จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบขนส่งในภูมิภาคอีสาน โดยช่วยให้การเชื่อมโยงระหว่างจังหวัดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดอุบัติเหตุ และเพิ่มความสะดวกสบายต่อการเดินทางของประชาชนในพื้นที่

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ใช้เส้นทาง ทางแยกเมืองเก่า เป็นประจำ โครงการนี้ถือเป็นข่าวดีที่น่าติดตามอย่างยิ่ง!

ที่มา – ลุย!ทางต่างระดับแยกเมืองเก่าสร้างสะพานใหม่4ตัวขยายถนนมิตรภาพกับวงแหวนฯขอนแก่น10เลน