ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘เศรษฐา’ แนะ ‘รมว.การต่างประเทศ’ เดินสายแจงเวทีโลกปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ความเห็นผ่านแอปพลิเคชัน X เกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเสนอแนะให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศมีบทบาทที่ชัดเจนมากขึ้นในเวทีโลก เพื่อชี้แจงสถานการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึงผลกระทบระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นกับทั้งสองประเทศ

‘เศรษฐา’ แนะ ‘รมว.การต่างประเทศ’ เดินสายแจงเวทีโลกปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา

เศรษฐา ทวีสิน กล่าวว่า การดำเนินการของไทยในเวทีระดับโลกควรมีความเข้มแข็งในการสื่อสารเรื่องราวกับนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีส่วนร่วมของท่านรัฐมนตรีต่างประเทศที่ควรเดินสายเพื่อชี้แจงสถานการณ์ต่างๆ ให้ชัดเจนอย่างต่อเนื่อง

การวางระเบิดโดยฝั่งกัมพูชาเป็นหัวใจของปัญหา

ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายคือ การวางระเบิดใหม่ในพื้นที่ชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่ง ‘เศรษฐา’ ได้เน้นย้ำว่า เรื่องนี้จำเป็นต้องเผยแพร่ให้ชัดเจนว่าฝั่งกัมพูชาต้องกลับไปกู้ระเบิดเอง เนื่องจากเป็นฝ่ายวางระเบิดในพื้นที่ ดังนั้น การเจรจาในเวทีโลกจึงเป็นโอกาสที่ไทยต้องแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน

ความโปร่งใสเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ประเทศอื่นๆ ต้องเข้าใจถึงมุมมองของไทย เพราะหากข้อมูลไม่ชัดเจน อาจส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ที่ประเทศพยายามสร้างไว้ในเวทีนานาชาติ

  • เวทีโลกเปิดพื้นที่ให้ประเทศคู่ขัดแย้งได้แสดงจุดยืน
  • การตั้งอยู่ของระเบิดในพื้นที่ชายแดนส่งผลต่อความปลอดภัยของพลเมือง
  • การมีบทบาทของรัฐมนตรีต่างประเทศมีความสำคัญต่อการสื่อสารนโยบาย

และเมื่อพิจารณาว่าปัญหานี้ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนจากการประชุมระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ประเทศมาเลเซียในสัปดาห์ที่แล้ว จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่ฝ่ายไทยควรใช้เวทีโลกนี้เป็นเวทีในการนำเสนอข้อมูลที่ชัดเจน รวมถึงเสนอแนวทางร่วมกันในการจัดการกับระเบิดที่ฝั่งกัมพูชาเป็นผู้วางไว้

ทั้งนี้ ‘เศรษฐา’ เห็นว่า รัฐมนตรีต่างประเทศควรเร่งเตรียมข้อมูลการเจรจาและการจัดการกับสถานการณ์อย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในเรื่องของข้อมูลเชิงเทคนิคที่จำเป็น อาทิ พิกัดของระเบิด ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และผลกระทบต่อผู้คนในบริเวณใกล้เคียง

ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาไม่ใช่เพียงปัญหาที่ต้องแก้ไขเฉพาะหน้า แต่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องวางแผนระยะยาว เพื่อป้องกันความไม่เข้าใจในอนาคต อีกทั้งยังเป็นโอกาสในการสร้างมรดกทางการทูตต่อโอกาสที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ในฐานะผู้นำความคิดเห็นของประเทศ นายเศรษฐาได้ทำการชี้แจงข้อมูลและเปิดทางให้ประชาชนเข้าใจความมุ่งหมายของรัฐต่อปัญหาความขัดแย้งบนพรมแดนอย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

ในตอนท้าย หากมองกลับไปยังบทบาทที่รัฐมนตรีต่างประเทศมีในเวลานี้ คำแนะนำของ ‘เศรษฐา’ ถือเป็นแนวทางหนึ่งที่อาจช่วยให้การดำเนินนโยบายของไทยในเวทีโลกมีความชัดเจนและมีประสิทธิภาพในระดับสากล หลังจากที่เรื่องเหล่านี้เป็นประเด็นที่สื่อและประชาชนร่วมกังวลกันอยู่

ที่มา – ‘เศรษฐา’ แนะ ‘รมว.การต่างประเทศ’ เดินสายแจงเวทีโลกปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา ชี้ฝั่งเขมรต้องกู้กับระเบิดที่วางใหม่

นักท่องเที่ยวจีนคึกคัก ครึ่งปีแรกทะลุ 3.2 พันล้านคน

ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2024 หรือระหว่างเดือนมกราคมถึงมิถุนายน นักท่องเที่ยวจีนคึกคัก เข้าไปเที่ยวในประเทศจำนวนมหาศาล โดยกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของจีนได้เปิดเผยตัวเลขที่น่าทึ่งว่า นักท่องเที่ยวภายในประเทศมีจำนวนถึง 3.285 พันล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้น 20.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า แบ่งออกเป็นนักท่องเที่ยวในเขตเมือง 2.452 พันล้านคน และในเขตชนบท 833 ล้านคน

นักท่องเที่ยวจีนคึกคัก ครึ่งปีแรกทะลุ 3.2 พันล้านคน

เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจีนหลังจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา การใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวภายในประเทศก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง มูลค่าการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นถึง 3.15 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 450,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้น 15.2% จากปีก่อน นักท่องเที่ยวในเมืองสร้างรายได้ 2.6 ล้านล้านหยวน ขณะที่ในชนบทสร้างรายได้ 5.5 แสนล้านหยวน

การท่องเที่ยวชนบทเติบโตอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะ การท่องเที่ยวชนบท ที่กลายเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของตลาดท่องเที่ยวจีน มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 30.6% ทั้งในแง่ของยอดคนและมูลค่าใช้จ่าย สูงกว่าการเติบโตในเมืองอย่างชัดเจน ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพและการแปลงโฉมของพื้นที่ชนบทให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจ

แนวโน้มนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เดินทางที่หันมาสนใจประสบการณ์ที่เป็นธรรมชาติ วัฒนธรรมท้องถิ่น และกิจกรรมที่หาได้เฉพาะในพื้นที่ชนบท ซึ่งรัฐบาลจีนก็ร่วมสนับสนุนผ่านแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงการเดินทาง และการส่งเสริมการตลาดท่องเที่ยวในระดับท้องถิ่น

  • จำนวนนักท่องเที่ยว: 3.285 พันล้านคน
  • อัตราการเติบโต: 20.6%
  • การใช้จ่ายท่องเที่ยว: 3.15 ล้านล้านหยวน
  • การท่องเที่ยวชนบทเติบโต: 30.6%

หากคุณวางแผนเที่ยวจีนเร็วๆ นี้ พื้นที่ชนบทอาจเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจและเต็มไปด้วยความประทับใจ เพราะนอกจากวิวทิวทัศน์อันงดงามแล้วยังได้สัมผัสกับวัฒนธรรมท้องถิ่นต้นฉบับ

ที่มา – นักท่องเที่ยวจีนคึกคัก ครึ่งปีแรกทะลุ 3.2 พันล้านคน การท่องเที่ยวชนบทมาแรง (คลิป)

ยิ้มแย้ม! ‘หมอบี’ เข้าให้ปากคำตำรวจกองปราบฯ เพิ่มเติม ปัดตอบคำถามสื่อ

เหตุการณ์ที่ว่า ยิ้มแย้ม! ‘หมอบี’ เข้าให้ปากคำตำรวจกองปราบฯ เพิ่มเติม ปัดตอบคำถามสื่อ ได้กลายเป็นประเด็นที่ผู้คนให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังจากที่นายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือที่เข известจักในนาม หมอบี ได้เดินทางไปให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม (กก.1 บก.ป.) เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568

ยิ้มแย้ม! ‘หมอบี’ เข้าให้ปากคำตำรวจกองปราบฯ เพิ่มเติม ปัดตอบคำถามสื่อ

ตามรายงานความคืบหน้า หมอบี ได้เดินทางมาพร้อมกับทนายความ และนำเอกสารบางอย่างเพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับเจ้าหน้าที่สอบสวนในวันดังกล่าว โดยผู้สื่อข่าวสังเกตเห็นว่า เจ้าตัวได้เข้าไปให้ข้อมูลภายในตึกด้านหลังของกองบังคับการปราบปราม และเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการประมาณหนึ่งชั่วโมง เขาก็เดินออกมาทางด้านหลังด้วยท่าทางยิ้มแย้ม สื่อหลายสำนักพยายามสอบถามเกี่ยวกับเนื้อหาของเอกสารที่เขาพานำมา รวมถึงถามถึงความมั่นใจในตัวเองว่ายังบริสุทธิ์ แต่หมอบีก็ปฏิเสธไม่ตอบคำถามเหล่านั้นก่อนจะขึ้นรถ離開ไป

การให้ข้อมูลครั้งล่าสุดมีความสำคัญอย่างไร?

การให้ข้อมูลครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ หมอบี ได้แสดงความชัดเจนเกี่ยวกับข้อหาที่มีต่อเขา โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมหรือการกระทำในอดีต การมายื่นเอกสารเพิ่มเติมสามารถช่วยสร้างช่องทางใหม่ในการตั้งคำถามหรือยกข้อพิจารณากรณีนี้ออกไปได้ ทั้งยังสามารถส่งผลต่อภาพลักษณ์ของตัวบุคคล และอาจแปรเปลี่ยนทิศทางของการสอบสวนในอนาคต

  • ยิ้มแย้ม: ท่าทางของ หมอบี เป็นจุดสนใจหลังจากให้ข้อมูล เจ้าตัวดูสบายใจและพร้อมสู้
  • การมีทนายความ: เพิ่มความมั่นใจในการจัดการกับสถานการณ์
  • การปฏิเสธให้ข้อมูล: ถือเป็นกลยุทธ์การสื่อสารที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มบุคคลที่มีโปรไฟล์สูง

ท่าทีของ หมอบี ที่ยิ้มแย้มหลังจากการให้ข้อมูละเอียดที่เกิดขึ้น อาจสะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจในความบริสุทธิ์ของตนเอง และเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์อย่างรอบคอบ สิ่งนี้อาจส่งผลต่อการรับรู้ของสาธารณชน และอาจเป็นการวางรากฐานเพื่อการตอบโต้ข้อกล่าวหาหากคดีมีการพัฒนาต่อไป

อย่างไรก็ตาม คำถามที่ยังคาใจสาธารณะคือ เอกสารที่เขาพานำมายังมีความสำคัญเพียงใด และสามารถช่วยยืนยันหรือสนับสนุนคำให้การของเจ้าตัว รายละเอียดเหล่านี้น่าจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะระบุทิศทางของคดีในอนาคต

ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือกระบวนการสอบสวนควรดำเนินไปอย่างโปร่งใส เพื่อรักษาความเชื่อมั่นต่อหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และให้โอกาสทุกฝ่ายในการแสดงความจริงอย่างสมบูรณ์

ติดตามข่าวสารใหม่ ๆ กับเรา สำหรับข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับเรื่องนี้และความเคลื่อนไหวถัดไป

ที่มา – ยิ้มแย้ม! ‘หมอบี’ เข้าให้ปากคำตำรวจกองปราบฯ เพิ่มเติม ปัดตอบคำถามสื่อ

เจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิด PG7 7 ลูกในสวนยางชายแดนสุรินทร์

เจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิด PG7 จำนวน 7 ลูกในสวนยางชายแดนสุรินทร์ ถือเป็นการปฏิบัติงานที่สำคัญเพื่อความปลอดภัยของประชาชนและเพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายกัมพูชาเกิดความเข้าใจผิด เนื่องจากบริเวณที่พบวัตถุระเบิดตั้งอยู่ใกล้กับเขตแดนไทย-กัมพูชา

เจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิด PG7 ในพื้นที่ชายแดน

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้พิสูจน์ทราบและทำลายวัตถุระเบิดจากกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 21 ร่วมกับชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดแห่งชาติ (TMAX) และเจ้าหน้าที่อำเภอพนมดงรัก รวมถึงตำรวจ สภ.พนมดงรัก ได้ปฏิบัติภารกิจเก็บกู้วัตถุระเบิดชนิด PG7 ที่ยังไม่ระเบิด จำนวน 7 ลูก ซึ่งกระจายอยู่ในสวนยางพาราของชาวบ้านในตำบลตาเมียง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์

การประสานงานกับฝ่ายกัมพูชาอย่างใกล้ชิด

เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างหน่วยงานของไทยและกัมพูชา เจ้าหน้าที่ได้ประสานงานกับฝั่งกัมพูชาก่อนเริ่มการเก็บกู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบริเวณที่สำรวจอยู่ใกล้กับเขตแดน ทำให้ภารกิจการเก็บกู้ในครั้งนี้ดำเนินไปอย่างปลอดภัยและเรียบร้อย

นายนายสมพงษ์ สินพูน อายุ 38 ปี เจ้าของสวนยางพาราในพื้นที่ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ตนพบวัตถุระเบิดในสวนยางของตนเองจำนวน 5 ลูก และอีก 2 ลูกในสวนใกล้เคียง หลังพบวัตถุหางคล้ายร่มปักอยู่ในดิน จึงแจ้งชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ซึ่งตรวจสอบพบว่าเป็นกระสุนปืน RPG ที่ยังไม่ระเบิด

“ตอนแรกกลัวมาก ไม่กล้าเข้าไปในสวนเลย ต้องรอเจ้าหน้าที่เก็บกู้ทำลายเสร็จก่อน ถึงจะกลับไปกรีดยางได้ตามปกติ” นายนายสมพงษ์กล่าว

บริเวณที่เกิดเหตุเคยเป็นจุดรบในอดีต

พื้นที่บริเวณอำเภอพนมดงรัก เป็นพื้นที่ที่เคยเกิดความขัดแย้งทางทหารระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเฉพาะในบริเวณปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย เมื่อระหว่างวันที่ 24-28 กรกฎาคม 2568 ซึ่งในช่วงเวลานั้น มีการยิงกระสุนปืนใหญ่จากฝั่งกัมพูชาและตกลงในพื้นที่ของไทยจำนวนมาก

ด้วยเหตุนี้ จึงมีวัตถุระเบิดหลายชนิดตกค้างอยู่ในพื้นที่ไร่อ้อย ทุ่งนา สวนยาง และพื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้าน ทำให้เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องเพื่อเก็บกู้ให้หมด

  • ตรวจสอบพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
  • ประสานงานกับชุมชนในพื้นที่
  • ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุอันตรายกับประชาชน

ในปัจจุบัน กรมการเก็บกู้วัตถุระเบิดและการรักษาความมั่นคงของพื้นที่ชายแดนยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนการทำงานของอาสาสมัครในชุมชน เพื่อให้สามารถแจ้งตำแหน่งของวัตถุปืนหรือระเบิดได้อย่างแม่นยำ

ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ ทหาร และประชาชนในพื้นที่เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้วัตถุระเบิดที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชนสามารถถูกเก็บกู้และทำลายได้อย่างปลอดภัย

จะดีกว่าไหม ถ้าเราทุกคนตระหนักถึงอันตรายจากวัตถุระเบิด และมีส่วนร่วมในการรักษาความปลอดภัยของชุมชน

ที่มา – เจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิด PG7 จำนวน 7 ลูกในสวนยางชายแดนสุรินทร์ ป้องกันเขมรเข้าใจผิด

ไทยประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อ ‘กัมพูชา’ ใช้ทุ่นระเบิดซ้ำซาก ไร้มนุษยธรรม

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม กระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ เพื่อประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชาอย่างรุนแรงที่สุดต่อการใช้ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม และขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน

ไทยประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อ ‘กัมพูชา’ ใช้ทุ่นระเบิดซ้ำซาก ไร้มนุษยธรรม

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับกำลังพลทหารพรานที่ 2610 จำนวน 7 นาย ขณะปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในพื้นที่ช่องจุบตะโมก จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งพวกเขาเองได้เหยียบทุ่นระเบิด ทำให้เกิดความสูญเสียในชีวิตอย่างน่าเศร้า รัฐบาลไทยจึงมองว่ากัมพูชามีการใช้ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล อย่างซ้ำซาก และไม่เคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

การกระทำที่ขัดต่ออนุสัญญาออตตาวา

การใช้ทุ่นระเบิดเพื่อทำลายชีวิตมนุษย์เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ การกระทำของฝ่ายกัมพูชาเป็นการขัดต่อ อนุสัญญาห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “อนุสัญญาออตตาวา” อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งประเทศไทยได้ยืนยันมาอย่างชัดเจนว่ามุ่งมั่นในการปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวอย่างเคร่งครัด

  • กัมพูชาไม่เคารพมาตรการหยุดยิงที่ตกลงไว้ร่วมกันในที่ประชุมจีบีซี
  • การใช้ทุ่นระเบิดเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
  • ประเทศไทยเตรียมดำเนินมาตรการทางการทูตและมาตรการอื่น ๆ ต่อไป

นอกจากนี้ เหตุการณ์ในวันที่ 9 สิงหาคม และเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ยังสะท้อนถึงความไม่จริงใจของฝ่ายกัมพูชาในการดำเนินมาตรการร่วมกันกับไทย ภายใต้การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) วิสามัญที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันเรื่องมาตรการหยุดยิง

ความเคลื่อนไหวทางการทูตของไทย

ไทยยืนยันว่าจะประท้วงเหตุการณ์นี้ต่อหน้าผู้แทนกัมพูชา รวมถึงประธานอนุสัญญาออตตาวา และเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อให้มีการพิจารณาทบทวนสนับสนุนจากประเทศและองค์กรระหว่างประเทศที่มีต่อกัมพูชาในเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

พร้อมกันนี้ ไทยยังเรียกร้องให้ประชาคมอาเซียนออกมาเรียกร้องให้กัมพูชาปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงให้ คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวของอาเซียน ที่จัดตั้งขึ้นจากมติที่ประชุมจีบีซี วิสามัญ ดังกล่าว เข้าตรวจสอบเหตุการณ์อย่างละเอียดในโอกาสที่มีการลงพื้นที่ครั้งต่อไป

ความหวังและความเสียใจของไทย

ประเทศไทยยืนยันความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการขจัด ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ออกจากพื้นที่ชายแดนร่วม และเชื่อว่าการรักษาความสงบสุขควรเริ่มจากการเคารพกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยผิดหวังอย่างยิ่งที่กัมพูชา ซึ่งเคยมีประวัติในการผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายจากการล้างเผ่าพันธุ์ กลับกลับมาใช้ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล อย่างไร้มนุษยธรรม

การแก้ไขปัญหานี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ องค์กรระหว่างประเทศ และประชาชนทั่วไป เพื่อให้พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชากลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

หากคุณสนใจเรื่องนี้ ตาม dõiข่าวสารความเคลื่อนไหวในการพาณิชย์และการทูตของไทยได้ที่เว็บไซต์ข่าวสารอัปเดตรายวัน

ที่มา – ไทยประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อ ‘กัมพูชา’ ใช้ทุ่นระเบิดซ้ำซาก ไร้มนุษยธรรม

เจ้าหน้าที่เร่งกู้ระเบิดเขมรตกค้าง บางจุดห่างชายแดนแค่200เมตร

ล่าสุดเหตุการณ์เกี่ยวกับ ระเบิดเขมรตกค้าง ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ได้กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีรายงานว่า บางจุดของกระสุนที่ตกค้างเหล่านี้ อยู่ห่างจากชายแดนกัมพูชาเพียงแค่ 200 เมตรเท่านั้น ทำให้การดำเนินการเก็บกู้เกิดข้อจำกัดหลายประการ

เจ้าหน้าที่เร่งกู้ระเบิดเขมรตกค้าง

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ชุดกลุ่ม EOD (ระเบิดควบคุม) ทั้งจากตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ตชด.22 และชุดปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ กองบัญชาการกองทัพไทย ได้เข้าดำเนินการเก็บกู้และทำลายลูกจรวด BM-21 ขนาดใหญ่ของฝั่งกัมพูชา ที่ยิงเข้ามาในพื้นที่เขตประเทศไทย และตกค้างอยู่ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในบริเวณบ้านประทาย ต.เมือง อ.กันทรลักษ์ ซึ่งอยู่ใกล้ปั๊มน้ำมัน ปตท.แห่งหนึ่ง

ชิ้นส่วนของ ระเบิดเขมรตกค้าง ที่ถูกเก็บกู้มาก็ถูกส่งไปตรวจสอบเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังคงต้องทำภารกิจเก็บกู้ในพื้นที่อื่น ๆ โดยเฉพาะที่ยังมีลูกปืนใหญ่ทั้งขนาด 100 มม. และ 130 มม. ฝังอยู่ใต้ดินในสวนยางพาราและป่าที่อยู่ติดกับชายแดน

บางจุดห่างชายแดนแค่200เมตร

สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงคือ ระเบิดบางลูกอยู่ใกล้ชายแดนกัมพูชาในระยะที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด หากมีการใช้แรงระเบิดในการทำลาย เจ้าหน้าที่จึงยังไม่สามารถดำเนินการจัดการลูกปืนใหญ่ขนาด 130 มม. ได้ เนื่องจากยังต้องรอดำเนินการอนุมัติจากหน่วยทหาร และประเมินความเสี่ยงในการยิงตอบโต้จากฝั่งตรงข้าม

ในขณะที่บางพื้นที่ที่อยู่ห่างจากชายแดนประมาณ 200 เมตร ทีม EOD สามารถเข้าดำเนินการเก็บกู้และทำลายลูกปืนขนาด 100 มม. ได้สำเร็จ โดยมีการระบุพื้นที่อันตรายและตั้งป้ายเตือนรอบ ๆ บริเวณทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวบ้านเข้าใกล้

  • เจ้าหน้าที่ EOD ต้องตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียดก่อนดำเนินการ
  • ระเบิดเขมรตกค้างเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของชาวบ้าน
  • บางจุดต้องขออนุมัติจากทหารก่อนทำลาย
  • มีการตั้งป้ายเตือนเพื่อลดความเสี่ยงในพื้นที่ที่ยังไม่สามารถจัดการได้

สถานการณ์เช่นนี้ยังเป็นบททดสอบอีกหนึ่งครั้งให้กับทีมเจ้าหน้าที่ที่ต้องดำเนินการโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเองและประชาชนอยู่เสมอ ความร่วมมือระหว่างกองทัพ ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการรักษาความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน

เราควรร่วมกันเฝ้าระวังและให้ความร่วมมือเจ้าหน้าที่ในการป้องกันอันตรายจาก ระเบิดเขมรตกค้าง และสนับสนุนให้มีการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ โดยเฉพาะที่อยู่ใกล้เคียงกับเขตแดน

ที่มา – เจ้าหน้าที่เร่งกู้ระเบิดเขมรตกค้าง บางจุดห่างชายแดนแค่200เมตร

ต้องการด่วน! กองทัพภาคที่ 2 ขอรับบริจาคลวดหนามหีบเพลง

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก “Army Military Force” ได้โพสต์ข้อความขอความช่วยเหลือด่วนเกี่ยวกับการรับบริจาค “ลวดหนามหีบเพลง” เพื่อใช้ในการป้องกันอธิปไตยของประเทศไทย โดยระบุว่าเป็นของจำนวนมาก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 100 เซนติเมตร และมีประโยชน์ใช้สอยอย่างมากในภารกิจหลักของกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์

ต้องการด่วน! กองทัพภาคที่ 2 ขอรับบริจาคลวดหนามหีบเพลง

ข้อความบนเพจระบุอย่างชัดเจนว่ามีความเร่งด่วนเป็นพิเศษในการขอรับบริจาคลวดหนามหีบเพลงเหล่านี้ ซึ่งถือเป็นวัสดุที่มีความสำคัญต่อการป้องกันชายแดนและรักษาความมั่นคงภายในประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงใต้ที่อาจมีความเสี่ยงต่อความขัดแย้งทางการเมืองหรือกรณีบุกรุกอธิปไตยจากฝั่งใดฝั่งหนึ่ง

กองทัพภาคที่ 2 ร้องขอรับบริจาคลวดหนามหีบเพลงเพื่อการป้องกันอธิปไตย

ใครสามารถช่วยได้บ้าง?

สำหรับผู้ที่ต้องการให้การสนับสนุน สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ได้โดยตรงที่ พันโทสุริยาวุธ สุขเหลือง ฝ่ายกิจการพลเรือน กองกำลังสุรนารี อ.เมือง จ.สุรินทร์ โทร. 093 591 6946 ซึ่งเจ้าหน้าที่จะมารับบริจาคในกรณีที่อยู่ใกล้เคียงหรือสะดวกในการเดินทาง

ทั้งนี้ ลวดหนามหีบเพลงที่กองทัพภาคที่ 2 ต้องการนั้น มีลักษณะคล้ายลวดหนามแต่มีโครงสร้างแข็งแรง ทนทานมากกว่า โดยมักถูกผลิตขึ้นมาเพื่อใช้งานในบริเวณที่ต้องมีการป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกบุกรุก ปัจจุบันถูกนำไปใช้ในหลายประเทศทั่วโลกในการรักษาความปลอดภัยริมแนวชายแดนหรือพื้นที่สำคัญ

  • ขนาด: เส้นผ่านศูนย์กลาง 100 เซนติเมตร
  • น้ำหนัก: สบายต่อการลำเลียง
  • ความแข็งแรง: ทนต่อสภาพอากาศ
  • การนำไปใช้: ป้องกันทางการทหารและชายแดน

อย่างไรก็ตาม การรับบริจาคลวดหนามหีบเพลงในครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงภาระหน้าที่ของแต่ละภาคส่วนที่ต้องร่วมมือกันในการปกป้องประเทศชาติอย่างต่อเนื่อง และเป็นโอกาสอันดีสำหรับประชาชนทั่วไปที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมความแข็งแกร่งให้แก่กองทัพไทยในการปฏิบัติภารกิจสำคัญ เช่น การรักษาความสงบในพื้นที่ชายแดน

หากคุณมี ลวดหนามหีบเพลง อยู่ในครอบครอง หรือทราบแหล่งที่สามารถจัดหาสิ่งเหล่านี้ได้ อย่าลังเลที่จะประสานงานเพื่อให้การสนับสนุนแก่กองทัพภาคที่ 2 เพื่อการป้องกันอธิปไตยของประเทศไทยต่อไป โดยการติดต่อทางโทรศัพท์ที่ได้ระบุไว้ก่อนหน้านี้ หากต้องการติดตามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูจากเพจArmy Military Force บนเฟซบุ๊กโดยตรง

แม้ดูเหมือนเป็นแค่ของธรรมดา แต่ลวดหนามหีบเพลงสามารถกลายเป็นเสาหลักในระบบความมั่นคงของบ้านเมืองได้ ลองมองให้ลึกและคุณจะพบว่าแม้แต่ชิ้นไม้เศษเหล็กก็สามารถสร้างความมั่นคงเมื่ออยู่ในมือของผู้ที่พร้อม sacrifice เพื่อนำเสนอคุณค่าให้แก่ชาติ

ที่มา – ต้องการด่วน! กองทัพภาคที่ 2 ขอรับบริจาค ‘ลวดหนามหีบเพลง’ ใช้ป้องกันอธิปไตย

ปูตินสั่งห้ามกองทัพรัสเซียใช้เครื่องแบบต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย ว่าประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ได้ออกคำสั่งห้ามกองทัพรัสเซียใช้เครื่องแบบที่ผลิตในต่างประเทศ อย่างเด็ดขาด โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป

ปูตินสั่งห้ามกองทัพรัสเซียใช้เครื่องแบบต่างประเทศ

ข้อบังคับดังกล่าวระบุชัดเจนว่า ชุดเครื่องแบบ รวมถึงเสื้อผ้าอื่น ๆ ทั้งหมดที่จะใช้ในกองทัพต้องเป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่มีโรงงานอยู่ในรัสเซียเท่านั้น ไม่เพียงเท่านั้น ข้อกำหนดนี้จะขยายผลครอบคลุมไปถึงวัสดุและผ้าที่ใช้ในการผลิตเสื้อผ้าสำหรับทหารด้วย โดยมีกำหนดเริ่มใช้ในปี พ.ศ. 2570

ส่งเสริมการผลิตภายในประเทศ

มาตรการนี้มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมและพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าของกองทัพ ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาต่างประเทศในด้านวัสดุอุปกรณ์จำเป็น

นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายในการงดเว้นการซื้อขายและนำเข้าเสื้อผ้า หรือวัสดุจากต่างประเทศโดยสิ้นเชิง เสื้อผ้าและเครื่องสวมทางทหารที่จะถูกใช้ประกอบด้วย ชุดเครื่องแบบประจำวัน ตราและเครื่องหมายประจำตำแหน่ง ชุดชั้นใน เครื่องนอน เสื้อผ้าสำหรับสภาพอากาศเฉพาะ รองเท้า รวมถึงอุปกรณ์และสุขภัณฑ์ต่าง ๆ ที่จำเป็นแก่การทำงานของทหารเหล่านี้

  • ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีและวัสดุจากต่างประเทศ
  • ส่งเสริมเศรษฐกิจภายในประเทศ
  • ป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลด้านความมั่นคง
  • ยกระดับคุณภาพสินค้าภายในประเทศ

ข้อมูลทั้งหมดนี้ถูกจัดทำขึ้นภายใต้ระบบสั่งซื้อเพื่อการป้องกันของรัสเซีย ซึ่งเป็นระบบที่ออกแบบมาเพื่อให้สามารถควบคุมคุณภาพและมาตรฐานของวัสดุที่นำไปใช้กับกองทัพได้อย่างแม่นยำที่สุด

การดำเนินการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงนโยบายของรัฐบาลรัสเซียที่ต้องการความมั่นคงและความสามารถในการผลิตภายในประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงต่อปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ในระยะยาว การพึ่งพาตนเองทางด้านเครื่องแต่งกายของทหารจะช่วยเสริมความมั่นคงด้านภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจของประเทศ และยังช่วยเสริมเอกภาพของรัสเซียในฐานะผู้มีอาณานิคมทางทหารที่ทรงพลัง

การห้ามใช้เครื่องแบบจากต่างประเทศจึงไม่ใช่เพียงข้อกำหนดด้านความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังเป็นกลยุทธ์ระดับชาติที่มีความสำคัญต่ออนาคตของรัสเซียอีกด้วย

หากคุณต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายด้านความมั่นคงหรือประเด็นโลกที่กำลังเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ ติดตามข่าวสารได้จากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ เราขอแนะนำให้ติดตามข่าวสารที่มีความหลากหลายเพื่อสร้างมุมมองที่ครอบคลุมและแม่นยำยิ่งขึ้น

ที่มา – ปูตินห้ามกองทัพรัสเซีย ใช้เครื่องแบบที่ผลิตในต่างประเทศ

ยูซีไอไฟเขียวให้นักปั่นไทยฝึกซ้อมที่ศูนย์ฝึกสองล้อโลกเพื่อโอลิมปิก 2028

ขอขอบคุณพันธมิตรอย่างคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) และสหพันธ์จักรยานนานาชาติ (UCI) ที่ร่วมกับสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯ ผนึกกำลังผลักดันเพื่อพัฒนานักกีฬาจักรยานไทย ด้วยโครงการ Development of National Sport System (DNSS) ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมก่อนลุยศึก โอลิมปิกเกมส์ปี 2028 ที่นครลอสแอนเจลิส

ยูซีไอไฟเขียวให้นักปั่นไทยฝึกซ้อมที่ศูนย์ฝึกสองล้อโลกเพื่อโอลิมปิก 2028

พล.อ.เดชา เหมกระศรี นายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯ ได้เผยถึงความคืบหน้าของโครงการที่จะส่งนักกีฬาวัยรุ่นไปฝึกซ้อมอย่างจริงจังที่ World Cycling Center (WCC) ณ เมืองเอเกิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยได้รับการสนับสนุนจาก UCI เป็นเวลา 3 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2569 – 2571 เพื่อขอโควตาลุยโอลิมปิก 2028

นักกีฬาดาวรุ่งที่มีโอกาสเดินทางไปฝึกซ้อม

ในระยะแรก สมาคมฯ ได้คัดเลือกนักกีฬาที่มีผลงานโดดเด่น อย่าง ‘นรเศรษฐ์ธาดา บุญมา’ แชมป์เอเชีย และรองแชมป์โลก ประเภทลู่ระยะสั้น และ ‘หทัยเพชร ใจสว่าง’ นักปั่นบีเอ็มเอ็กซ์ รุ่นเยาวชน เพื่อเสนอชื่อให้ UCI พิจารณาเป็นผู้ได้รับทุนฝึกณ.ศูนย์ฝึก WCC อย่างเป็นทางการ

สำหรับนักกีฬาประเภทถนน จะต้องผ่านการคัดเลือกเพิ่มเติมจากโครงสร้างผลการแสดงผลงานตลอดช่วงใกล้เคียง 1 ปี เพื่อสร้างโอกาสให้สามารถเดินทางไปเก็บตัวที่สวิตเซอร์แลนด์

พัฒนาทั้งนักกีฬาและผู้ฝึกสอน

แผนพัฒนาจากโครงการ DNSS ออกจากขอบข่ายการเตรียมตัวเพียงแค่นักกีฬา ด้วยการรวมผู้ฝึกสอนเข้าสู่ระบบที่แข็งแกร่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนักกีฬาประเภทจักรยานเสือภูเขา (MTB) เพื่อเตรียมพร้อมรุกแชมป์เอเชีย 2026 ที่อุซเบกิสถาน ทั้งในรุ่นเยาวชนและรุ่นทั่วไป โดยได้พิจารณาเข้าร่วมการฝึกในยุคที่ถัดไปที่ WCC เช่นเดียวกัน

  • อบรมผู้ฝึกสอน MTB ปี 2026
  • เก็บตัวทีมชาติ MTB ปี 2026-2027
  • ลุ้นขอโควตาเข้าแข่งขันชิงแชมป์เอเชีย

เตรียมนักกีฬาสู่เวทีระดับโลก

เป้าหมายระยะยาวไม่ได้มุ่งแค่แชมป์เอเชียแต่อย่างใด แต่คือการพาทีมจักรยานไทยเข้าสู่เวทีระดับโลก และไปให้ถึงเกมส์กีฬายิ่งใหญ่ระดับโลกอย่าง โอลิมปิกเกมส์ปี 2028 อย่างแท้จริง

อัปเกรดบุคลากรของกีฬาจักรยาน

ตามข่มขวัญแนวคิดพาสปอร์ตเข้าสู่เวทีโลก โครงการนี้ไม่เพียงแค่ต้องการพัฒนานักปั่น แต่รวมถึงผู้ตัดสิน เพื่อให้เข้าข่ายมาตรฐานระหว่างประเทศ โดยจะมี “Elite National Commissaire Course for Road” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11–15 กันยายน 2568 ที่จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อผลิตบุคลากรที่พร้อมพรั่งพร้อมรับการพัฒนาต่อยอดไปเป็นผู้ตัดสินนานาชาติได้

ในอนาคต โอกาสจะเปิดกว้างมากขึ้นสำหรับผู้ฝึกสอนและทีมผู้สนับสนุนในการพัฒนาเส้นทางแห่งความสำเร็จของ ‘นักจักรยานไทย’ มากกว่าที่ใครเคยคิด

โครงการครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่เริ่มจากสนามลู่ ไปสู่สนามโลกแบบเต็มแรง พร้อมโอกาสที่เราหมื่น ‘นักปั่นไทย’ อาจเอื้อมถึงฝันโอลิมปิกในปี 2028 ได้อย่างงดงาม

ที่มา – ผลงานเข้าตา! “ยูซีไอ” ไฟเขียว “นักปั่นไทย” ฟิตซ้อมศูนย์ฝึกสองล้อโลก หวังคว้าตั๋วโอลิมปิกเกมส์ 2028

วัดพระบาทน้ำพุเงียบ เจ้าอาวาสปฏิเสธให้สัมภาษณ์

กรณีข้อสงสัยเกี่ยวกับเงินบริจาคและที่ดินวัดพระบาทน้ำพุ ได้สร้างปรากฏการณ์ในโลกออนไลน์และสื่อมวลชนอย่างมหาศาล จนทำให้มีผู้ติดตามจำนวนมากเดินทางไปยังวัดพระบาทน้ำพุ ตำบลเขาสามยอด อำเภอเมืองลพบุรี เพื่อติดตามแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจาก หลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัด

วัดพระบาทน้ำพุเงียบ

บรรยากาศในวันที่ 12 ส.ค. ที่ผ่านมา ณ บริเวณวัดพระบาทน้ำพุ ถือได้ว่าหนักหน่วงอย่างมาก มีสื่อมวลชนกางกล้องถ่ายภาพและรอคอยอย่างตั้งใจ เนื่องจากประชาชนจำนวนมากให้ความสนใจในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ อย่างเรื่องเงินบริจาค การก่อสร้าง และการบริหารของวัด

แม้จะมีการประชุมภายในห้องประชุมที่ปิดม่านอย่างลับๆ แต่จนเวลาประมาณ 11.00 น. พระอลงกต ก็ไม่ได้ออกมายอมรับการให้สัมภาษณ์ใด ๆ แต่อย่างใด พร้อมกับเดินขึ้นรถตู้เพื่อเดินทางไปทำกิจนิมนต์ทันที สื่อต่างยังคงถามคำถามหลายประเด็น แต่ก็ได้รับคำตอบชัดเจนเพียงจาก นายบรรเจต เทพพำนัก เลขานุการวัดเท่านั้น

แถลงการณ์อย่างเป็นทางการจะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้

นายบรรเจตกล่าวว่า ทางวัดได้รับรู้ความวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างรอบด้าน และอยู่ระหว่างเตรียมการชี้แจงอย่างเป็นทางการภายใต้การประสานงาน ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นภายในสัปดาห์นี้

เมื่อถามถึงประเด็นที่มีการพูดถึงมูลนิธิเคพลัสเพาเวอร์ การเปิดบริษัทภายใต้มูลนิธิ และความเกี่ยวข้องกับ ที่ดินวัดพระบาทน้ำพุและกิจการด้านสุขภาพ เลขาฯ ให้คำตอบบางส่วนว่าเป็นเรื่องที่ต้องไปสอบถามมากกว่า พร้อมบอกว่าตึกผู้ป่วยที่ถูกเปิดอยู่เพียงตึกเดียวเป็นเพราะการบริหารจัดการของโรงพยาบาล ไม่ใช่เพราะไม่มีผู้ป่วย

  • กลุ่มคนในพื้นที่ตั้งข้อสังเกตว่าค่าใช้จ่ายสูง
  • มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์รายได้เข้าตัวบุคคล
  • กิจการล้อมรอบที่ดินวัดได้รับความสงสัย
  • ยังไม่มีการเผยชัดเจนเกี่ยวกับแหล่งทุน

ด้านเรื่อง “ใจฟ้าฟาร์ม” ที่ตั้งอยู่ที่ตำบลนิคมสร้างตนเอง ซึ่งมีพื้นที่กว้างขวางและมีศูนย์ฝึกฟุตบอลสำหรับเยาวชน ได้รับการเปิดเผยว่ามีความเคลื่อนไหวและข้อกังวลของประชาชนท้องถิ่นอยู่เสมอ ทั้งในประเด็นเรื่องการเก็บค่าใช้จ่ายและการเข้าออกที่ค่อนข้างจำกัด

อย่างไรก็ตาม วัดพระบาทน้ำพุเงียบ ยังคงไม่มีการเปิดเผยเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างชัดเจน ทำให้คนทั่วไปยังคงตั้งข้อสงสัยและจับตามองว่าจะมีคำตอบจริง ๆ เมื่อไร

ด้าน พระครูนวกรรมาธิวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดน้ำจั้น ได้ออกมาชี้แจงกรณีข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสมระหว่างหลวงพ่ออลงกตกับผู้หญิงรายหนึ่งว่าเป็นข่าวลือทั้งสิ้น และไม่มีความเป็นจริงแต่อย่างใด

มองผ่านเลนส์ของประชาชน

ชาวบ้านหลายรายบอกว่า แม้โครงสร้างของพื้นที่ “ใจฟ้าฟาร์ม” จะมีประโยชน์ต่อเยาวชนจริง แต่ก็ต้องตั้งข้อสงสัยว่า ใครเป็นคนที่ให้เงินลงทุนจำนวนมากขนาดนั้น และเรื่องนี้ควรมีการชี้แจงเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องหรือไม่?

นี่คือสิ่งที่สังคมทุกกลุ่มชาติกำลังรอคอย: ความชัดเจน ที่จะมาจากเจ้าหน้าที่หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะได้รับข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา เพราะเพียงแค่ความเลี่ยงเลาะก็อาจทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นได้

ท้ายที่สุดนี้ คุณคิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้? พวกเรากำลังมองหาเสียงสะท้อนที่เป็นกลาง ดังนั้น อย่าลืมกดแชร์และแสดงความเห็นกันได้เลย

ที่มา – “วัดพระบาทน้ำพุเงียบ! พระอลงกตปฏิเสธให้สัมภาษณ์ ปมเงินบริจาค-ที่ดินท่ามกลางเสียงวิจารณ์”