ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

สรุปเก็บกู้วัตถุระเบิด 11 วัน 483 รายการ อึ้ง!เจอที่สุรินทร์ 234 รายการ

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พล.อ.ศักดิ์สิทธิ์ แสงชนินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ พร้อมคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมกำลังพลชุดปฏิบัติการเก็บกู้และทำลายทุ่นระเบิดในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้กำลังใจ และสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจที่สำคัญในการลดภัยจากวัตถุระเบิดที่หลงเหลืออยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังสุรนารี

สรุปเก็บกู้วัตถุระเบิด 11 วัน 483 รายการ

ระหว่างวันที่ 1–11 สิงหาคม พล.อ.ศักดิ์สิทธิ์ ได้เดินทางไปเยี่ยมหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 1-4 รวมทั้งสิ้น 9 ชุดปฏิบัติการ ที่หน่วยทหารช่างสนาม กองกำลังสุรนารี ตำบลบ้านพลวง อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ซึ่งมีส่วนร่วมในการปฏิบัติภารกิจเก็บกู้วัตถุระเบิดร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) จำนวน 15 ชุด ร่วมกับชุด EOD ตำรวจภูธร ในการสนับสนุนกองกำลังสุรนารีและตำรวจภูธรภาค 3

เจอที่สุรินทร์ 234 รายการ

จากการปฏิบัติภารกิจในช่วงเวลาดังกล่าว สามารถเก็บกู้วัตถุระเบิดได้จำนวน 483 รายการ แบ่งตามพื้นที่จังหวัดชายแดนดังนี้:

  • จังหวัดบุรีรัมย์: พบ BM-21 จำนวน 36 นัด, ลูกปืนใหญ่ 36 นัด, ลูก ค. 21 นัด และวัตถุระเบิดอื่น ๆ 13 รายการ รวม 95 รายการ
  • จังหวัดสุรินทร์: พบ BM-21 จำนวน 206 นัด, ลูกปืนใหญ่ 3 นัด, ลูก ค. 36 นัด และวัตถุระเบิดอื่น ๆ 19 รายการ รวม 234 รายการ
  • จังหวัดศรีสะเกษ: พบ BM-21 จำนวน 38 นัด, ลูกปืนใหญ่ 88 นัด รวม 120 รายการ
  • จังหวัดอุบลราชธานี: พบ BM-21 จำนวน 35 นัด รวม 34 รายการ

ผลการปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถและความมืออาชีพของหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิด ที่สามารถเก็บกู้และทำลายวัตถุอันตรายเหล่านี้อย่างปลอดภัย ทั้งนี้ พล.อ.ศักดิ์สิทธิ์ ได้ย้ำว่า หน่วยงานยังคงมุ่งเน้นการสำรวจหาขีปนาวุธ กระสุนปืนใหญ่ และระเบิดจากการโจมตีของฝ่ายกัมพูชาที่ยังไม่ได้ระเบิด เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประชาชนในพื้นที่สามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้อย่างปลอดภัย

พล.อ.ศักดิ์สิทธิ์ กล่าวเช่นกันว่า การให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง เป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญ ที่ช่วยให้คนในชุมชนตระหนักถึงภัยจาก วัตถุระเบิด ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของลูกปืนใหญ่หรือระเบิดดักซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ในพื้นที่ทั่วไป

เราขอขอบคุณหน่วยดำเนินการทุ่นระเบิด ทั้งทางทหารและตำรวจ ที่ยังคงทำงานกันอย่างหนักเพื่อความปลอดภัยของประชาชน พล.อ.ศักดิ์สิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย และเตือนประชาชนว่า หากพบเห็นวัตถุต้องสงสัยหรือสิ่งผิดปกติในพื้นที่ ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ หรือหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ทันที เพื่อให้ดำเนินการเก็บกู้และทำลายอย่างปลอดภัย

ความพยายามในการสรุปเก็บกู้วัตถุระเบิด 11 วัน 483 รายการ นี้ มิใช่แค่การดำเนินการเพียงครั้งเดียว แต่มีความสำคัญสูงสุดที่จะช่วยปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ตลอดระยะยาว การรวมหัวของนักปฏิบัติการจากหลากหลายหน่วยทั้งทางทหารและตำรวจ เพื่อทำงานร่วมกันพลิกโฉมให้กับพื้นที่ชายแดนตอนล่าง ถือเป็นสัญลักษณ์ของพลังร่วมของชาติไทยในการสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน

หากคุณหรือคนในชุมชนพบวัตถุระเบิด อย่าเพิ่งเข้าใกล้ ต้องรีบแจ้งเจ้าหน้าที่โดยด่วน เพราะกลุ่มหน่วยทุ่นระเบิดยังคงปฏิบัติภารกิจเพื่อความปลอดภัยของทุกคนอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – สรุปเก็บกู้วัตถุระเบิด 11 วัน 483 รายการ อึ้ง!เจอที่สุรินทร์ 234 รายการ

หัวเว่ยเปิดตัว FusionCube HCI ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไทยสู่ยุคอัจฉริยะ

หัวเว่ย เทคโนโลยี่ ผู้นำด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีระดับโลก เปิดตัว FusionCube HCI อย่างเป็นทางการในประเทศไทยภายใต้แนวคิด “Always Intelligent, Always Resilient” เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีของไทย ให้ก้าวทันกับยุคดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยโซลูชันนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หัวเว่ยเปิดตัว FusionCube HCI ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไทยสู่ยุคอัจฉริยะ

ในยุคที่การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลกลายเป็นข้อได้เปรียบที่ควรต้องมีขององค์กรทุกขนาด การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานไอทีจึงมีความสำคัญอย่างมาก นาย เชลดอน หวัง รองประธานอาวุโส ธุรกิจเอนเตอร์ไพรส์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า FusionCube HCI ไม่ใช่เพียงโซลูชันไอทีอีกหนึ่งชิ้น แต่เป็นรากฐานอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการขององค์กรในยุคดิจิทัล

หัวเว่ยเปิดตัว FusionCube HCI ซึ่งเป็น hyper-converged infrastructure แบบ full-stack ที่รวมระบบประมวลผล การจัดเก็บข้อมูล เครือข่าย และความปลอดภัยไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวได้อย่างคล่องตัว ลดค่าใช้จ่าย พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

จุดเด่นของ FusionCube HCI

  • ใช้งานง่ายแบบ Plug-and-Play: ติดตั้งได้ภายในไม่กี่นาที เพิ่มทรัพยากรได้ในคลิกเดียว
  • ความเสถียรและความน่าเชื่อถือสูง: รองรับการทำงานตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมขยายระบบได้ตามต้องการ
  • ประหยัดต้นทุน O&M: จากกรณีศึกษาธุรกิจขนส่ง FusionCube ช่วยลดต้นทุน O&M ได้สูงถึง 30%
  • ประสิทธิภาพสูง: เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้สูงสุดถึง 2 เท่าจากเทคโนโลยีการจัดการอัจฉริยะ

FusionCube HCI มีความยืดหยุ่นสูง พร้อมรองรับทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นภาคการศึกษา สุขภาพ การคมนาคม หรือภาคธุรกิจ ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ากว่า 12,000 องค์กรทั่วโลก และตอนนี้การเปิดตัวในประเทศไทยก็เป็นส่วนหนึ่งจากกลยุทธ์ที่จะยกระดับความสามารถในการแข่งขันขององค์กรไทย

ภายใต้วิสัยทัศน์ “เติบโตในประเทศไทย เพื่อประเทศไทย (Grow in Thailand, Contribute to Thailand)” หัวเว่ยมุ่งใส่ใจในการนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนองค์กรและชุมชน ร่วมกับพันธมิตรทั้งในและนอกระบบเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคง ยืดหยุ่น และทันสมัย

ด้วยคุณสมบัติอันล้ำหน้าของ หัวเว่ย FusionCube HCI ที่เปิดตัวในครั้งนี้ มั่นใจได้ว่าจะเป็นพลังสำคัญที่จะผลักดันให้องค์กรไทยสามารถก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน และเต็มประสิทธิภาพ

หากคุณเป็นผู้บริหารหรือผู้ตัดสินใจในองค์กร เราเชื่อว่าการลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เหมาะสมในตอนนี้ จะเป็นก้าวย่างสำคัญสู่ความสำเร็จในอนาคต

ที่มา – “หัวเว่ย” เปิดตัว FusionCube HCI ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไทยสู่ยุคอัจฉริยะ

นักสู้วัวกระทิงโดนขวิดต่อหน้าฝูงชน ดับสลดกลางเทศกาล

โยวานิส มาร์เกซ วัย 35 ปี เป็นหนึ่งในชายหนุ่มหลายสิบคนที่เข้าร่วมงานเทศกาล นักสู้วัวกระทิงโดนขวิดต่อหน้าฝูงชน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ที่เมืองฟันดาซิออน เขตมักดาเลนา ทางตอนเหนือของโคลอมเบีย ซึ่งจบลงด้วยความตายของเขา ขณะที่คลิปวิดีโออันน่าสะเทือนขวัญที่บันทึกภาพเหตุการณ์ขณะวัวกระทิงใช้เขาขวิดมาร์เกซจนตัวลอยกลายเป็นไวรัล

รายงานข่าวระบุว่า มาร์เกซพยายามจะกระโดดข้ามวัวกระทิงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงในเทศกาลคอร์ราเลฮาหรือเทศกาลนักสู้วัวกระทิงโดนขวิดต่อหน้าฝูงชน แต่เขากระโดดไม่พ้นตัวมัน ทำให้โดนวัวกระทิงขวิดหลายครั้ง ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของผู้ชม

นักสู้วัวกระทิงโดนขวิดต่อหน้าฝูงชน

ในช่วงท้ายของคลิปวิดีโอแสดงให้เห็นว่ามีหลายคนเข้ามาช่วยเขาให้ลุกขึ้นและพาตัวออกไปจากสนาม แม้มาร์เกซจะยังคงเดินได้และดูมีสติ แต่สุดท้ายเขาก็เสียชีวิตจากอาการบาดเจ็บตามรายงานของสื่อท้องถิ่น

พยานคนหนึ่งให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ‘เอล เตียมโป’ ว่า “เขา (มาร์เกซ) ลุกขึ้นยืนได้เหมือนกับไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่เลือดเขาไหลไม่หยุด เพียงไม่กี่วินาทีต่อมาเขาก็ล้มลงไปกองกับพื้น”

สาเหตุที่นำไปสู่การเสียชีวิต

หนังสือพิมพ์รายงานว่า มาร์เกซถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้เคียงอย่างเร่งด่วน แต่ก็เสียชีวิตก่อนจะไปถึง การสู้วัวเป็นประเพณีที่ได้รับความนิยมในบางพื้นที่ของโคลอมเบีย ซึ่งนักสู้วัวกระทิงจะเข้าร่วมการท้าทายต่าง ๆ ขณะสู้วัวต่อหน้าฝูงชน แต่ในปัจจุบัน กิจกรรมเหล่านี้ถูกมองว่าล้าสมัย เป็นเทศกาลที่ทารุณกรรมสัตว์และเป็นอันตรายต่อชีวิตมนุษย์ด้วย

เมื่อปีที่แล้ว รัฐสภาโคลอมเบียได้ผ่านกฎหมายห้ามการจัดงานนักสู้วัวกระทิงโดนขวิดต่อหน้าฝูงชนเรียบร้อยแล้ว แต่จะมีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์ในปี 2570

หน่วยรณรงค์เพื่อสิทธิสัตว์จากโคลอมเบียได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การที่หนุ่มคนนี้เสียชีวิตหลังถูกวัวกระทิงที่ถูกทำร้ายบาดเจ็บ เป็นการกระทำเพื่อป้องกันตัวเองของมัน ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่าง ‘เทศกาล’ ที่ทางเทศบาลจัดขึ้น และพวกเขาหวังว่าโอกาสในการเสียชีวิตของมนุษย์เช่นนี้จะหยุดลงในอนาคต

เหตุการณ์นี้เป็นสิ่งที่ต้องถูกทบทวนอีกครั้งเกี่ยวกับวัฒนธรรมที่อาจส่งผลให้เกิดความรุนแรง ทั้งต่อมนุษย์และสัตว์

ที่มา – นักสู้วัวกระทิงโดนขวิดต่อหน้าฝูงชน ดับสลดกลางเทศกาล

D.driver Youth Cup แข่งฟุตบอลเยาวชน ดรุณาราชบุรีคว้าแชมป์

การแข่งขันฟุตบอลเยาวชน "D.driver Youth Cup" ครั้งที่ 1 อายุไม่เกิน 17 ปี ได้ปิดฉากลงอย่างยิ่งใหญ่ระหว่างวันที่ 9 – 11 สิงหาคม 2568 ณ สนามฟุตบอล มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ โยด้วยเสียงปรบมือและการสนับสนุนอย่างล้นหลามจากทุกภาคส่วน นักเตะเยาวชนจากหลายโรงเรียนในจังหวัดนครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี และสมุทรสาคร ได้แสดงพลัง ความมุ่งมั่น และฝีเท้าอย่างเต็มรูปแบบ

D.driver Youth Cup สร้างเวทีปลูกฝังคุณธรรมเยาวชน

เป้าหมายหลักของการจัด "D.driver Youth Cup" นอกเหนือจากการแข่งขันฟุตบอล คือการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และน้ำใจนักกีฬา ให้เยาวชนได้เรียนรู้ทั้งในด้านทักษะกีฬาและความร่วมมือในทีม ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของคณะกรรมการจัดการแข่งขันที่นำโดย ดร.ธนเดช สงวนพันธุ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ดี.ไดรฟ์เวอร์ และ ดร.คำนวนวิชญ์ สงวนพันธุ์ ประธานที่ปรึกษาที่เน้นการพัฒนาเยาวชนอย่างยั่งยืน

ดรุณาราชบุรีคว้าแชมป์อย่างสง่างาม

ในพิธีปิด ได้รับเกียรติจาก คุณพัดชา รักตะกนิษฐ อนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อโต้แย้ง เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยแขกรับเชิญผู้มีเกียรติที่มาร่วมมอบรางวัลให้กับทีมผู้ชนะ โดยทีมโรงเรียนดรุณาราชบุรี สามารถคว้าแชมป์เหนือคู่แข่งด้วยการเล่นเกมรุกที่เฉียบคม ความแน่วแน่ และการทำงานเป็นทีมอย่างเป็นระบบ สร้างความประทับใจแก่ผู้ชมและกรรมการตัดสินเป็นอย่างยิ่ง

บรรยากาศช่วงมอบรางวัลเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความภูมิใจ และแรงบันดาลใจในตัวนักกีฬาเยาวชน สะท้อนให้เห็นถึงพลังของกีฬาที่สามารถรวมพลังคนรุ่นใหม่ และปลูกฝังเจตนารมณ์เชิงบวกได้อย่างแท้จริง

  • เวทีพัฒนาเยาวชนอย่างสร้างสรรค์
  • ปลูกฝังน้ำใจนักกีฬาและคุณธรรม
  • การร่วมมือจากหลายภาคส่วนอย่างลงตัว

ยังมีนักฟุตบอลอีกหลากหลายทีมที่เดินทางมาร่วมเวทีในครั้งนี้อย่างเต็มสูบ พร้อมทั้งคณะกรรมการ ผู้ฝึกสอน ผู้ปกครอง และหน่วยงานเอกชน ที่มาร่วมสนับสนุนเวทีให้ประสบความสำเร็จอย่างอลังการ

D.driver Youth Cup ไม่ใช่เพียงแค่การแข่งขันฟุตบอล แต่ยังเป็นเวทีที่พัฒนาทักษะชีวิต และปลูกฝังความมั่นใจให้เยาวชนได้เติบโตอย่างมีคุณภาพในระดับประเทศในอนาคตอันใกล้

หากคุณมีความหลงใหลในกีฬา อย่าพลาดติดตามนิสิตนักกีฬาไทยรุ่นใหม่ที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนได้เรียนรู้จากชัยชนะบนสนาม และใช้ชีวิตจริงอย่างมีวิสัยทัศน์

ที่มา – การแข่งขันฟุตบอลเยาวชน “D.driver Youth Cup” ครั้งที่ 1 ปิดฉากสุดยิ่งใหญ่ โรงเรียนดรุณาราชบุรีคว้าแชมป์

จีนระงับ-ยกเลิกมาตรการองค์กรไม่น่าเชื่อถือกับบริษัทสหรัฐ

จีนตัดสินใจระงับและยกเลิกมาตรการที่เคยประกาศกับ องค์กรไม่น่าเชื่อถือ ของสหรัฐบางราย โดยมีเป้าหมายเพื่อเปิดทางให้การค้าระหว่างประเทศดำเนินไปอย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้น มาดูกันว่าสถานการณ์เป็นอย่างไรบ้างในครั้งนี้

จีนระงับ-ยกเลิกมาตรการองค์กรไม่น่าเชื่อถือกับบริษัทสหรัฐ

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ว่า จีนได้เพิ่มองค์กรของสหรัฐเข้าสู่บัญชีรายชื่อ องค์กรไม่น่าเชื่อถือ รวม 17 แห่งในช่วงเดือนเมษายนี้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อบริษัทเหล่านี้ เพราะห้ามเข้าร่วมกิจกรรมด้านการค้า การนำเข้า ส่งออก ที่เกี่ยวข้องกับจีน อีกทั้งยังถูกระงับการทำธุรกิจและการลงทุนใหม่ในจีน

มาตรการดังกล่าวถูกระงับ-ยกเลิกแล้วเมื่อใด

จีนยังคงระงับมาตรการข้างต้น ซึ่งถูกบังคับใช้เมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568 เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 90 วัน และได้มีการยกเลิกมาตรการเดียวกันซึ่งเริ่มใช้เมื่อวันที่ 9 เมษายน เพื่อเป็นการปฏิบัติตามความตกลงที่บรรลุระหว่างการประชุมทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

  • จีนต้องการลดความตึงเครียดทางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ
  • มาตรการใหม่รองรับการกลับมาของบริษัทต่างชาติ
  • บริษัทจีนสามารถยื่นคำร้องขอทำธุรกรรมได้

บันทึกสำคัญที่ควรรู้คือ แม้มาตรการ องค์กรไม่น่าเชื่อถือ จะถูกยกเลิก แต่กลไกการพิจารณาองค์กรของสหรัฐฯ จะยังคงอยู่ หากบริษัทในจีนต้องการดำเนินธุรกรรมบางอย่างกับบริษัทสหรัฐ ยังสามารถยื่นคำร้องขอข้อยกเว้นได้ และหน่วยงานที่รับผิดชอบจะพิจารณาอนุมัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

สถานการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของจีนในการสร้างสมดุลในประเด็นการค้ากับสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม การประกาศระงับและยกเลิกมาตรการยังเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่ง ซึ่งในระยะยาว ความร่วมมือและการเจรจายังคงเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาความสัมพันธ์แบบยั่งยืน

หากคุณกำลังติดตามสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศ บทความนี้อาจเป็นข้อมูลพื้นฐานที่ช่วยให้คุณเข้าใจภาพรวมได้มากขึ้น

ที่มา – จีนระงับ-ยกเลิกมาตรการ “องค์กรไม่น่าเชื่อถือ” กับบริษัทสหรัฐบางส่วน

พรรคเศรษฐกิจเสนอใช้กฎอัยการศึกชี้กัมพูชาระเมิดข้อตกลง

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ที่ทำการพรรคเศรษฐกิจ พลเอกรังษี กิตติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า รัฐบาลกัมพูชาละเมิดข้อตกลงการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือที่เรียกอีกชื่อว่าข้อตกลง GBC ซึ่งมีการวางกับระเบิด PMN-2 เพิ่มขึ้นในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้มีทหารไทยได้รับบาดเจ็บ ขาขาด ล่าสุดมีผู้บาดเจ็บ 1 ราย รวมเป็น 4 รายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา

ส่งตัว ‘สิบเอกธีรพล’ เหยียบกับระเบิด ถึงโรงพยาบาล ต้องการเลือดกรุ๊ปAB ด่วน!

ในเวลาเดียวกัน กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกแถลงการณ์เวลา 12.42 น. ของวันเดียวกัน ยืนยันว่ามีการวางระเบิดและจับกุมกับระเบิดเพิ่มเติม แสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจของฝ่ายกัมพูชาต่อการเจรจาตามข้อตกลง และ การไม่เคารพกฎหมายระหว่างประเทศของรัฐบาลฮุนเซน

พรรคเศรษฐกิจเสนอใช้กฎอัยการศึก

พรรคเศรษฐกิจ มองว่าสถานการณ์ชายแดนในปัจจุบันถึงขั้นรุนแรง จึงเสนอให้ยกเลิกข้อตกลง GBC ทั้ง 13 ข้อ และให้ผู้บัญชาการทหารบกใช้อำนาจประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศ เพื่อบริหารสถานการณ์ในพื้นที่ โดยเสนอให้ใช้ศาลทหารในพื้นที่ชายแดนใกล้เคียง เหมือนกับแนวทางที่ใช้ในพื้นที่ภาคใต้เพื่อจัดการกับกลุ่มผู้ก่อการร้าย

ข้อเสนอของพรรคมีพื้นฐานจากความกังวล

ความกังวลของพรรคเศรษฐกิจไม่เพียงแค่ด้านความปลอดภัย แต่ยังรวมถึงการค้าขายที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดน สะท้อนให้เห็นถึงการละเมิดกฎหมายของฝ่ายกัมพูชา ที่ยังลักลอบส่งสินค้าเข้ามาในไทย โดยไม่ผ่านด่านที่กฎหมายกำหนด ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและยังช่วยย้ำแกร่งให้รัฐบาลฮุนเซนมีรายได้เพิ่ม

“ปัจจุบันเราไม่สามารถเชื่อได้ว่าชาวกัมพูชาที่เข้ามายังพื้นที่ชายแดนของไทยเพื่ออ้างว่าไม่มีงานทำนั้น อาจมีเจตนาอื่น เช่น การสืบข้อมูลทางทหารหรือไม่” พลเอกรังษี กล่าวซึ่งการเสนอใช้กฎอัยการศึกในครั้งนี้ไม่ได้มีความหมายว่าเป็นการรัฐประหาร แต่เป็นการใช้อำนาจภายใต้กฎหมายที่มีอยู่ เพื่อให้ทหารมีอิสระในการป้องกันประเทศและประชาชนได้อย่างเต็มที่

  • เสนอให้ยกเลิกข้อตกลง GBC ทั้ง 13 ข้อ
  • ใช้อำนาจกฎอัยการศึกในพื้นที่ชายแดน
  • ใช้ศาลทหารในพื้นที่ใกล้เคียงชายแดน
  • ตรวจสอบผู้ลักลอบเข้าไทยอย่างเข้มงวด

พรรคเศรษฐกิจมองว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน หากไม่ใช้มาตรการรุนแรง จะอาจนำไปสู่น้ำเสียของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และลดความมั่นคงของประเทศ

เมื่อความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านเริ่มเปราะบาง การยืนยันอำนาจรัฐและความสามารถในการป้องกันตนเองจึงเป็นสิ่งจำเป็น พรรคเศรษฐกิจจึงเสนอให้ใช้มาตรการที่รุนแรงขึ้นเพื่อให้ไทยมีความมั่นคงตามหลักอำนาจแห่งกฎหมาย

ที่มา – ‘พรรคเศรษฐกิจ’ เสนอใช้กฎอัยการศึก ชี้ ‘กัมพูชา’ ละเมิดข้อตกลงไม่หยุด

‘ปศุสัตว์’ ยันจุดยืนต้านเนื้อหมูมีสารเร่งเนื้อแดง

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนเกี่ยวกับกรณีที่มีกระแสข่าวการเปิดนำเข้า เนื้อหมูจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งสังคมมีความกังวลว่าอาจมีการใช้สารเร่งเนื้อแดง ซึ่งเป็นสารที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้บริโภคชาวไทยในอนาคต

‘ปศุสัตว์’ ยันต้านเนื้อหมูมีสารเร่งเนื้อแดง

ท่านอธิบดีกล่าวว่า ในขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้งข้อมูลอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับรายละเอียดการนำเข้า แต่กรมปศุสัตว์ได้มีนโยบายต้านทานการใช้สารเร่งเนื้อแดงอย่างชัดเจนมาตลอด ทั้งในห่วงโซ่การผลิต โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของผู้บริโภค รวมถึงดำเนินการสร้างความตระหนักรู้ให้กับเกษตรกรในทุกระดับ

จุดยืนชัดเจนเพื่อความปลอดภัย

อธิบดีกรมปศุสัตว์ระบุว่า สารเร่งเนื้อแดง เป็นสารที่ถูกกฎหมายห้ามใช้ในไทยอย่างเด็ดขาด เพราะมีความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้บริโภค เช่น ความดันโลหิตสูง ปัญหาหัวใจ และผลข้างเคียงอื่น ๆ ที่อาจสะสมในร่างกายได้ ดังนั้น กรมได้ตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปลอดภัยจากสารดังกล่าวและพร้อมส่งออกสินค้าคุณภาพสูงไปยังประเทศพันธมิตรกว่า 160 ประเทศ

“เรามีมาตรการเชิงรุกในการเฝ้าระวังโรงฆ่าสัตว์ โรงงานอาหารสัตว์ และฟาร์มทั่วประเทศ เพื่อไม่ให้สารเหล่านี้เข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร” ท่านกล่าว

  • เฝ้าระวังในทุกระดับของห่วงโซ่การผลิต
  • ให้ความรู้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง
  • มุ่งเน้นความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นอันดับแรก

ท่านยังกล่าวเพิ่มเติมว่า หากรัฐบาลมีความคืบหน้าในการพิจารณานโยบายเรื่องการนำเข้า เนื้อหมูจากสหรัฐฯ จะต้องมีการพิจารณาผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนเป็นหลัก และจะรายงานให้ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับทราบอย่างแน่นอน

สุดท้าย ท่านอธิบดีตั้งใจว่า ไม่ว่าจะมีนโยบายใดเกิดขึ้น กรมปศุสัตว์ก็จะยึดมั่นในความมุ่งมั่นเดิม นั่นคือ “การปกป้องสุขภาพของคนไทย” อย่างไร้ข้อยกเว้น

ดังนั้น การต่อต้านเนื้อหมูมีสารเร่งเนื้อแดงจึงไม่ใช่เพียงนโยบาย แต่เป็นภารกิจเพื่อสร้างความมั่นใจให้ชาวไทยและคู่ค้าระหว่างประเทศ

หากคุณเป็นผู้บริโภคที่ใส่ใจในสุขภาพ ควรติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้รับเนื้อหมูที่ปลอดภัยและมีคุณภาพสูง

ที่มา – ‘ปศุสัตว์’ ยันจุดยืน ต้านเนื้อหมูมีสารเร่งเนื้อแดง สร้างความมั่นใจ ‘ผู้บริโภค’

“มนพร” สั่งปรับปรุงเทอร์มินอล “สนามบินอุบลฯ” ดันฮับบินอีสาน

นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม สนามบินอุบลราชธานี เพื่อติดตามการดำเนินงานของกรมท่าอากาศยาน (ทย.) และบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) อย่างใกล้ชิด พร้อมเน้นย้ำให้เร่งปรับปรุงเทอร์มินอลให้พร้อมรับมาตรฐานระดับนานาชาติ เพื่อขับเคลื่อนให้อุบลราชธานีกลายเป็นฮับการบินแห่งใหม่ของภาคอีสาน

“มนพร” สั่งปรับปรุงเทอร์มินอล “สนามบินอุบลฯ” ดันฮับบินอีสาน

ในโอกาสนี้ นางมนพรได้เยี่ยมชมศูนย์ควบคุมการบินอุบลราชธานี และรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์จากเหตุการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมสั่งการสำคัญให้กรมท่าอากาศยานปรับปรุงอาคารผู้โดยสารให้รองรับทั้งเที่ยวบินในประเทศและต่างประเทศ อีกทั้งให้จัดสรรพื้นที่จุดตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรให้ครบถ้วน

พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อความพร้อมระดับฮับการบิน

นางมนพร กล่าวต่อว่า ได้มอบหมายให้ บวท. เร่งพัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากร เพื่อรองรับนโยบายการพัฒนาเส้นทางบินสู่ท่าอากาศยานอุบลราชธานี และเป็นฮับการบินของภาคอีสาน พร้อมทั้งร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยให้เชื่อมโยงความช่วยเหลือผ่านสำนักนายกรัฐมนตรี ตลอดจนเน้นให้ทั้ง ทย. และ บวท. เข้มงวดมาตรการความปลอดภัย เช่น การเฝ้าระวังโดรนในพื้นที่ การซ้อมแผนตอบสนองเหตุฉุกเฉิน และการทำงานร่วมกับทหารและตำรวจ

ด้านนายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน เปิดเผยว่า ปัจจุบัน สนามบินอุบลราชธานี มีระบบทันสมัย เช่น VDO Conference ติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ รองรับผู้โดยสารได้ 1,050 คนต่อชั่วโมง หรือปีละประมาณ 3 ล้านคน โดยมีสายการบินหลัก เช่น ไทยแอร์เอเชีย นกแอร์ และไทยเวียตเจ็ท เชื่อมต่อจากกรุงเทพฯ อย่างสม่ำเสมอ

  • รองรับอากาศยานขนาด 180-350 ที่นั่ง
  • ลานจอดรถสามารถจอดได้สูงสุด 230 คัน
  • ระบบขนส่งสาธารณะครบวงจร เช่น แท็กซี่, รถเช่า, ซิตี้บัส

นอกจากนี้ ในงบประมาณปี 2568 กรมท่าอากาศยานได้วางแผนยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยทั่วทั้งสนามบิน โดยจัดหาอุปกรณ์ตรวจจับอาวุธ ระบบไฟส่องสว่างรั้วสนามบิน กล้องตรวจการณ์แบบ Panorama และยานพาหนะตรวจจับ FOD เพื่อลดความเสี่ยงให้แก่ผู้โดยสารและบุคลากรภายใน

เห็นได้ชัดว่า สนามบินอุบลราชธานี กำลังก้าวไปสู่เป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางการบินแห่งใหม่ของภาคอีสาน อันเป็นผลมาจากนโยบายของรัฐบาลในการกระจายจุดเชื่อมต่อการบินในภูมิภาคให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการขนส่งผู้โดยสาร การเชื่อมโยงเศรษฐกิจ และความพร้อมด้านความปลอดภัย ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาภาพรวมของจังหวัดและภาคในระยะยาว

ที่มา – “มนพร” สั่งปรับปรุงเทอร์มินอล “สนามบินอุบลฯ” ดันฮับบินอีสาน

ฟิลิปปินส์กังวลเหตุเรือจีนชนกันเองในทะเลพิพาท

รายงานจากกรุงมะนิลา เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทะเลจีนใต้ บริเวณแนวสันดอนสการ์โบโรห์นั้น เป็นการปะทะระหว่างเรือลาดตระเวนของกองกำลังยามฝั่งจีนกับเรือของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (พีแอลเอ) ซึ่งเกิดจากการไล่จี้เรือยามฝั่งของฟิลิปปินส์ด้วยความเร็วสูง

กระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ออกมาแสดงความกังวลและระบุอย่างชัดเจนว่า นี่เป็น “พฤติกรรมอันตราย” ที่ขัดต่อกฎหมายการเดินเรือระหว่างประเทศ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นการแทรกแซงอย่างผิดกฎหมายที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของยานพาหนะและบุคลากรฟิลิปปินส์

ฟิลิปปินส์กังวลอย่างยิ่งต่อพฤติกรรมเสี่ยงของจีน

แม้ว่าการเผชิญหน้าครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเรือของฟิลิปปินส์ แต่เหตุการณ์ที่เรือจีนสองลำชนกันเองหลังไล่จี้เรือฟิลิปปินส์ถือเป็นสัญญาณอันตรายอย่างชัดเจน รัฐบาลประเทศกล่าวว่า “เป็นเรื่องโชคร้าย” ที่ไม่มีความเสียหายร้ายแรงมากไปกว่านี้ ทว่าก็ย้ำว่าพฤติกรรมเช่นนี้ต้องถูกตั้งคำถามและต้องมีการยึดถือหลักกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด

เพิ่มความตึงเครียดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สถานการณ์ครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำความตึงเครียดที่มีอยู่เดิมในทะเลจีนใต้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการโต้แย้งซึ่งกันและกันระหว่างหลายประเทศในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์ เวียดนาม บรูไน มาเลเซีย รวมไปถึงจีน

แม้ฟิลิปปินส์จะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดภายหลังเกี่ยวกับสถานะของเรือจีนทั้งสองลำ แต่เจ้าหน้าที่ยามฝั่งของฟิลิปปินส์ได้ยื่นมือออกไปให้ความช่วยเหลือ ทั้งที่ไม่ได้รับการตอบสนองใด ๆ จากอีกฝ่าย ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศกล่าวว่า ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้

ความเคลื่อนไหวของจีนในทะเลจีนใต้ถือเป็นประเด็นที่นานาชาติจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความกังวลจากประเทศเพื่อนบ้านที่อาจได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมที่ถูกมองว่าเป็นการยั่วยุและการใช้พลังทางทหารโดยไม่จำเป็น

จากสถานการณ์ในครั้งนี้ ฟิลิปปินส์ยืนยันอีกครั้งว่า ประเทศยังมุ่งมั่นในการพูดคุยและเจรจาอย่างสันติ เพื่อค้นหาทางออกที่ยั่งยืนแก่ปัญหาที่เกิดขึ้นในภูมิภาค โดยไม่ให้เกิดการแตกแยกหรือเพิ่มความขัดแย้งให้รุนแรงยิ่งขึ้น

ติดตามข่าวสารเวิลด์นิวส์เพื่อไม่พลาดข่าวความเคลื่อนไหวทั่วโลก

ที่มา – ฟิลิปปินส์ “กังวลอย่างยิ่ง” เรือจีนชนกันเองในทะเลพิพาท ชี้เป็น “พฤติกรรมอันตราย”

โฆษกมาลีปัดวางทุ่นระเบิดทหารไทย ยันเป็นระเบิดเก่า

วันที่ 12 สิงหาคม พลโทหญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ออกมาให้แถลงการณ์ชี้แจงอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับกรณีทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดในพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาจากฝ่ายไทยว่ามีการวางทุ่นระเบิดโดยเจตนา

โฆษกมาลีปัดวางทุ่นระเบิดทหารไทย

พลโทหญิงมาลีระบุอย่างหนักแน่นว่า กัมพูชา ขอปฏิเสธอย่างเด็ดขาดต่อข้อกล่าวหาที่ขาดเอกฐานหลักฐานอย่างชัดเจนจากฝ่ายทหารไทย ว่ามีการวางทุ่นระเบิดทำลายล้างในพื้นที่ชายแดน โดยยืนยันว่ากัมพูชาไม่เคยและจะไม่มีวันวางระเบิดใหม่ในพื้นที่ใด ๆ

เธอย้ำอีกว่า กัมพูชาเป็นหนึ่งในประเทศภาคีที่ภาคภูมิใจของอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Ottawa Treaty) ซึ่งได้ลงนามตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 และได้รับการยอมรับจากนานาชาติในความพยายามด้านการเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิดที่เหลือทิ้งจากสงคราม

ย้ำเคารพข้อตกลงหยุดยิง

โฆษกจากฝ่ายกัมพูชายังกล่าวอีกว่า มีข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการสอบสวนเหตุการณ์ครั้งนี้จากฝ่ายทหารไทยว่ามีความโปร่งใสและเป็นกลางหรือไม่ เพราะต้องอาศัยการสืบสวนอย่างรอบคอบก่อนจะสรุปความผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

นอกจากนี้ กัมพูชายังเคยแจ้งเตือนฝ่ายไทยมาแล้วหลายครั้งเกี่ยวกับความยากลำบากของพื้นที่ชายแดนที่ยังคงมีวัตถุระเบิดอยู่จำนวนมาก ซึ่งเป็นผลตกค้างจากสงครามในอดีต “ฉะแรง” ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พลโทหญิงมาลี กล่าวว่าทุกฝ่ายควรหลีกเลี่ยงการตีความหรือนำเสนอข่าวในเชิงกล่าวหา ก่อนที่จะมีการสรุปอย่างเป็นทางการ

  • ยืนยันไม่ได้วางระเบิดใหม่
  • เตือนเกี่ยวกับวัตถุระเบิดจากอดีต
  • เรียกร้องให้สอบสวนอย่างเป็นธรรม
  • ย้ำเคารพข้อตกลงหยุดยิง

กัมพูชายังทำเนียบย้ำถึงมุมมองและเจตนารมณ์ในการทำงานร่วมกับไทยในอนาคต โดยหวังว่าจะสามารถพัฒนาความร่วมมือผ่านคณะกรรมการชายแดน (GBC และ RBC) อย่างสร้างสรรค์ และดำเนินการตามข้อตกลงที่ได้ลงนามเพื่อให้เกิดความสงบสุขในพื้นที่

ในที่สุด พลโทหญิงมาลี ยืนยันว่ากัมพูชามุ่งมั่นจะปฎิบัติตามกฎหมายสากลและใช้วิธีการสันติในการแก้ไขข้อขัดแย้ง ไม่ใช้ความรุนแรงใด ๆ และเชื่อว่าทั้งสองฝ่ายสามารถหน้าตรงปัญหาและก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกันได้อย่างมีเกียรติ

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ควรติดตามการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ครั้งต่อไปที่จะจัดขึ้นในเร็วๆ นี้ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนและเป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย

ที่มา – โฆษกมาลี “ฉะแรง”ปัดวางทุ่นระเบิดทหารไทย ยันแค่ระเบิดเก่า ไม่ต้องมาโยนผิดให้เขมร