ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘โฆษกสาธารณสุข’ ชี้ นักเรียน ม.5ทำร้ายครู ไม่ใช่เรื่องปกติ

‘โฆษกสาธารณสุข’ ชี้ นักเรียน ม.5ทำร้ายครู ไม่ใช่เรื่องปกติ

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาเปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่นักเรียนชั้น ม.5 ทำร้ายร่างกายครูนั้น “ไม่ใช่เรื่องปกติ” โดยผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลสุขภาพจิตของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์

กระทรวงสาธารณสุขร่วมมือกับโรงเรียนในพื้นที่ เพื่อส่งทีม MCATT (ทีมประเมินสุขภาพจิตฉุกเฉิน) จากจังหวัดอุทัยธานีและนครสวรรค์ ลงไปประเมินสภาพจิตใจของทั้งครู นักเรียน ผู้ก่อเหตุ เพื่อนร่วมชั้น และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์ครั้งนี้ โดยคาดว่าจะได้ข้อมูลเบื้องต้นในวันที่ 13 สิงหาคม

สาเหตุยังไม่ชัดเจน ต้องรอการวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญ

ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าผู้ก่อเหตุมีปัญหาด้านใดเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตามจากการติดตามกรณีความรุนแรงของเด็กในอดีต มักพบว่าพวกเขาอาจมีปัญหาด้านการเรียน หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าวสะสมอยู่ก่อน

ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงในครอบครัว การถูกทำร้าย หรือกระทั่งมีประวัติการรับการรักษาทางจิตใจมาก่อน ดังนั้นหน่วยงานสาธารณสุขจึงต้องดำเนินการซักประวัติอย่างละเอียดทั้งในเรื่องครอบครัว พฤติกรรมในช่วงที่ผ่านมา และข้อมูลการรักษาเพื่อให้ได้ภาพรวมของปัญหาอย่างแท้จริง

พ่อแม่ควรสังเกตพฤติกรรมลูกอย่างใกล้ชิด

นพ.วรตม์ กล่าวอีกว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นความรุนแรงระดับรุนแรงมาก เนื่องจากเกิดขึ้นต่อหน้าผู้คนจำนวนมากและเป็นฝ่ายครู ซึ่งอาจดูเหมือนไม่มีกระแสกระตุ้นหนักหน่วง แต่ก็มักมีสัญญาณล่วงหน้าที่ผู้ปกครองสามารถสังเกตได้

  • พฤติกรรมก้าวร้าวในบ้าน
  • ใช้คำพูดหยาบคายหรือทำลายของใช้
  • มีปัญหาในการสื่อสารกับเพื่อนหรือครู
  • เข้าสู่ภาวะซึมเศร้าหรือหดหู่

หากพบสัญญาณเหล่านี้ พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม แม้ความรุนแรงยังไม่ถึงขั้นรุนแรง พฤติกรรมเหล่านี้ก็อาจบ่งบอกถึงปัญหาจิตใจที่หลับซ่อนอยู่

ก้าวแรกสำคัญ…คือ “เป็นแบบอย่างที่ดี”

ดร.วรตม์ กล่าวเพิ่มว่า การเลี้ยงดูลูกให้ไม่ก่อความรุนแรง ผู้ปกครองต้องเริ่มจากตัวเอง การเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพราะหากบ้านมีความรุนแรง เช่น พ่อแม่ทะเลาะกันบ่อย ชอบใช้กำลังทำร้ายกัน ลูกเห็นแล้วอาจจำลองพฤติกรรมนั้นออกมาได้

สิ่งสำคัญอีกประการคือ ห้ามยอมรับความรุนแรงในครอบครัว ถ้าลูกใช้คำพูดหยาบคาย ทำลายข้าวของ หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าว พ่อแม่ต้อง “ไม่ปิดบัง ไม่ปกป้อง” แต่ควรสื่อสารอย่างจริงใจ และหากควบคุมสถานการณ์ไม่ได้

“ให้รีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตใจทันที ไม่ใช่รอจนเหตุเกิดขึ้นจริงแล้วค่อยแก้ปัญหา” นพ.วรตม์ ชี้แจง

การป้องกันความรุนแรงในช่วงวัยรุ่น ไม่เพียงแต่หน้าที่ของโรงเรียน แต่ครอบครัวก็มีบทบาทสำคัญในการสร้างจิตใจที่เข้มแข็งให้ลูกได้ หากเราใส่ใจตั้งแต่ยังไม่สาย จะช่วยลดปัญหาความรุนแรงในอนาคตได้มากทีเดียว

ที่มา – ‘โฆษกสาธารณสุข’ ชี้ นักเรียน ม.5ทำร้ายครู ไม่ใช่เรื่องปกติ กรมสุขภาพจิตส่งทีม MCATT ประเมินสภาพจิตใจผู้ที่เกี่ยวข้อง

“ป้อมเพชร” ลุยล้ม “ยอดเหล็กเพชร” ONE ลุมพินี

ศึกมวยไทยระดับโลกกำลังจะกลับมาอีกครั้งที่เวทีลุมพินี กับคู่เอกที่หลายคนจับตาดู ระหว่าง “ป้อมเพชร พานทองยิม” นักสู้ขาลุยวัย 26 ปี จากจังหวัดบุรีรัมย์ ที่เพิ่งกลับมาในช่วงฟอร์มแรง ปะทะกับ “ยอดเหล็กเพชรอ.อัจฉริยะ” รุ่นพี่อาวุธหนักวัย 30 ปี จากจังหวัดร้อยเอ็ด ภายใต้กติกามวยไทยรุ่นฟลายเวต (125-135 ป.) ในศึก ONE ลุมพินี 120 ที่จะถ่ายทอดสดไปทั่วโลกในวันศุกร์ที่ 15 สิงหาคมนี้ เริ่ม 19.30 น. ณ เวทีลุมพินี (รามอินทรา)

“ป้อมเพชร” ลุยล้ม “ยอดเหล็กเพชร” ONE ลุมพินี

“ป้อมเพชร” หลังจากที่ประสบความสำเร็จในไฟต์ล่าสุดเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยสามารถน็อก “ผึ้งหลวง บ้านแรมบ้า” ได้ในยก 2 และพาเงินรางวัล 350,000 บาทกลับบ้านเป็นครั้งที่ 4 นั้น ทำให้เขากลับมามั่นใจเปี่ยม และพร้อมที่จะต่อกรน็อคฝ่ายตรงข้ามอย่าง “ยอดเหล็กเพชร” ที่เป็นมือหนักของวงการมวยไทยยุคนี้

ความมั่นใจและการเตรียมพร้อม

“ผมก็ยอมรับว่าชื่อเสียงของพี่ยอดเหล็กเพชรสูงกว่าแน่นอน แต่ตอนนี้ผมยืนอยู่ในจุดนี้ ผมมีความสด ร่างกายอยู่ในสภาวะพร้อม และเชื่อว่ามีโอกาสเก็บชัยได้ ถ้าเขาเหนื่อยจากการต่อสู้ครั้งก่อน ผมอาจได้เปรียบในจังหวะบางอย่าง” ป้อมเพชรเผยอย่างมั่นใจ

เป้าหมายของ “ป้อมเพชร” ไม่ได้อยู่แค่การเก็บชัยในครั้งนี้ แต่อยากแสดงให้เห็นว่า ตัวเขาจัดเต็มและพร้อมพิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพด้วยการเผชิญหน้ากับคู่แข่งระดับท็อปในรุ่นฟลายเวตอย่างเต็มที่

“ผมอยากให้ทุกคนเห็นว่าผมสามารถยืนสู้กับเขา 3 ยกเต็มได้ การยืนรับหมัดน้ำหนักและตอบโต้เป็นการทดสอบระดับสูง ถ้าผ่านนี้ได้ ก็มั่นใจว่ารุ่นนี้ไม่มีอะไรยากอีกแล้ว”

ความน่าสนใจของศึกนี้

ศึกนี้ถือเป็นการชกแบบนวมเล็ก ซึ่งมีจังหวะพลิกเกมได้ตลอดเวลา และหากมีใครปล่อยหมัดแม่น หรือจังหวะตัดเชือกแม่น ก็มีโอกาสจบไฟต์ด้วยน็อกดาวน์ได้ การแข่งกันแบบนี้จะทำให้แฟนมวยเชียร์ได้อย่างจุใจ

  • คู่เอก: “ป้อมเพชร” vs “ยอดเหล็กเพชร”
  • เริ่มชก: 19.30 น. วันศุกร์ที่ 15 ส.ค. 2568
  • สถานที่: เวทีลุมพินี (รามอินทรา)
  • ช่องทางรับชม: Watch.ONEFC.com, Facebook ONE, YouTube ONE, และช่อง 7HD (กด 35)

แฟนกีฬาสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของศึกนี้และจองบัตรเข้าชมได้ผ่านทางเว็บไซต์ Thai Ticket Major รับประกันความสนุกแน่นอน

ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดของ “ป้อมเพชร” คือความมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ว่า มวยไทยรุ่นฟลายเวตของประเทศไทยยังมีนักสู้ที่รุ่งแรง รอคอยปั้นให้เป็นดาวเด่นในอนาคต ศึก ONE ลุมพินี 120 ถือเป็นอีกหนึ่งสนามใหญ่ที่จะเปลี่ยนวงการและชีวิตของนักสู้หนุ่ม

ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไรศึกนี้ก็ถือว่าน่าติดตามแน่นอน เพราะทั้งสองคนต่างเข้ารับกับความท้าทายอย่างเต็มตัว และพร้อมสู้ให้จบ 3 ยก

อย่าลืมเชียร์นักสู้หนุ่มที่แม้จะเป็นรองแต่กล้าฝ่าฟันก้าวสู่ชัยชนะด้วยหัวใจที่ไม่มีหยุด!

ที่มา – “ป้อมเพชร” หวังล้มแกร่ง “ยอดเหล็กเพชร” เก็บชัยต่อเนื่อง ศึก ONE ลุมพินี

เจมส์ จิรายุ รับวันแม่ 68 แฟนๆแห่ยินดี

ถือเป็นข่าวดีที่เผยออกมาจาก เจมส์-จิรายุ ตั้งศรีสุข หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ เจมส์จิ พระเอกหนุ่มวัย 31 ปี ที่เพิ่งออกมาเปิดเผยข่าวดีผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 โดยระบุว่า โฟม เบญจมาศ ภรรยาในวงการของเขานั้นได้ตั้งท้องลูกคนแรกแล้ว หลังจากที่ทั้งคู่คบหาดูใจกันมายาวนานกว่าสิบปี และจดทะเบียนสมรสกันในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

เจมส์ จิรายุ รับวันแม่ 68 แฟนๆแห่ยินดี

ในโพสต์ดังกล่าว เจมส์ได้ถ่ายทำรูปคู่กับภรรยาในชุดแม่ลูกแต่งตัวเข้ากัน มีทิวทุ่งหญ้าเป็นฉากหลัง พร้อมกลุ่มแกะสีขาวรายล้อมอยู่โดยรอบ ทั้งคู่ได้ยิ้มแย้มแจ่มใสอย่างภาคภูมิใจ โดยเจมส์ได้แคปชั่นไว้ว่า “Our new member @11.9.19julyjansep” ทำเอาแฟนคลับหลายคนเข้ามาแสดงความยินดีอย่างคึกคัก

เป็นข่าวดีในวันแม่

ข่าวดีนี้ถือว่าเป็นเซอร์ไพรส์เล็กๆ น้อยๆ ให้แก่แฟนๆ ในโอกาสรับวันแม่ประจำปีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความโรแมนติกที่ทั้งคู่เลือกที่จะเปิดเผยในช่วงเวลาที่เป็นเทศกาลครอบครัว อย่างเช่นวันแม่ ทำให้หลายคนเห็นภาพของความรักที่เติบโตมาพร้อมความมุ่งมั่น และความสุขที่ทั้งสองกำลังมุ่งหน้าไปด้วยกัน

หลายสำนักในวงการบันเทิงรวมถึงนักแสดงเพื่อนร่วมวงการได้เข้ามาร่วมแสดงความยินดีกับคุณเจมส์และคุณโฟม ที่จะมีสมาชิกใหม่ในครอบครัวอย่างเป็นทางการแล้วในอีกไม่นาน และหลายคนต่างก็มีแรงผลักดันให้พวกเขายังคงมีความสุขในการเดินทางไปกับช่วงเวลาสำคัญดังกล่าว

นอกจากภาพถ่ายสง่างามของคู่รักแล้ว ยังมีภาพบรรยากาศฟาร์มที่ทั้งสองได้ใช้เวลาพักผ่อนร่วมกันอย่างเต็มที่ซึ่งยิ่งช่วยเสริมภาพความรักที่เรียบง่ายแต่อบอุ่นของพวกเขา ซึ่งเชื่อว่าแฟนๆ จะต้องติดตามข่าวสารและอยากเห็นว่าในเร็วๆ นี้ จะได้เห็นลูกรักของคู่รักนี้โผล่หน้ามาให้สังคมได้สัมผัสความน่ารักมากเพียงใด

ใครที่ยังไม่ได้ตามไปอัปเดตภาพจากอินสตาแกรมส่วนตัวของเจมส์ จิรายุ เรียกได้ว่าพลาดความหวานของคู่รักคู่นี้อย่างมาก เพราะนอกจากภาพบรรยากาศครอบครัวแล้ว ยังมีกระบวนการเตรียมพร้อมก่อนเป็นพ่อคนแรกของเจมส์ที่แนวราบมากขึ้น และแนวรักคือชีวิตครอบครัวอย่างแท้จริง

และนี่ก็เป็นข่าวดีในวันพิเศษที่แฟนๆ หลายหลากรุ่นรุ่งอายุได้รับความสุขผ่านทั้งบุคคลสาธารณะ ระหว่างที่เริ่มสร้างเส้นทางชีวิตใหม่ให้กับตนเองเพื่อต้อนรับสมาชิกตัวน้อยที่กำลังจะมาถึงในเร็วๆ นี้ หากคุณเป็นหนึ่งในแฟนคลับที่คอยให้กำลังใจพวกเขาจริงๆ อย่าลืมเข้าไปแสดงความยินดีผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเพื่อมอบพลังบวกให้ทั้งสองต่อไปนะครับ

ที่มา – ‘เจมส์ จิรายุ’ ประกาศข่าวดีรับวันแม่ 68 ‘โฟม-เบญจมาศ’ ท้องลูกคนแรกแล้ว แฟนๆแห่ยินดีมากมาย

F-16 รับจบให้! ปกป้องน่านฟ้าไทย 37 ปี

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม เพจ “Defense Info TH” ได้โพสต์ภาพของเครื่องบินขับไล่ F-16 ของกองทัพอากาศไทย พร้อมระบุข้อความว่า “F-16 to you!! / รักสงบ F-16 จบให้!” ซึ่งเป็นการเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของเครื่องบินรบรุ่นนี้ที่ประจำการมายาวนานกว่า 37 ปี และยังคงเป็นกำลังสำคัญในการปกป้องน่านฟ้าของประเทศไทย

F-16 รับจบให้! ปกป้องน่านฟ้าไทย 37 ปี

เครื่องบินรบ F-16 A/B หรือที่กองทัพอากาศไทยเรียกว่า บข.19 นั้น ถูกนำไปใช้งานในฝูงบินที่ 103 และ 403 มาตลอด โดยตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา F-16 A/B ได้แสดงความสามารถในการปฏิบัติภารกิจหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการป้องปราม การสกัดกั้น ไปจนถึงการปฏิบัติภารกิจพิเศษต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง

บทบาทสำคัญในช่วงความขัดแย้งชายแดน

โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดความขัดแย้งชายแดนกับกัมพูชา ซึ่งยืดเยื้อเป็นเวลา 5 วัน เครื่องบิน F-16 A/B แสดงศักยภาพทั้งในการครองอากาศและการสนับสนุนการรบภาคพื้นดินอย่างเต็มประสิทธิภาพ นักบินสามารถโจมตีเป้าหมายทางทหารได้อย่างแม่นยำและหนักหน่วง สร้างจุดเปลี่ยนในสนามรบ และทำให้ขวัญกำลังใจของฝ่ายตรงข้ามลดลงอย่างเห็นได้ชัด

กองทัพอากาศไทยได้ย้ำเสมอว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นมาได้นั้น มาจากการวางแผนอย่างรอบคอบ ทั้งการจัดหาระบบอาวุธที่ทันสมัย และพัฒนาทักษะกำลังพลและนักบินอย่างต่อเนื่อง ทำให้ F-16 เป็นสัญลักษณ์ของความพร้อมและความสามารถในการรับมือกับภัยคุกคามในยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “The Unbeatable Air Force”

  • มีอายุการใช้งานมากกว่า 37 ปี
  • เป็นแกนหลักในการปกป้องน่านฟ้าไทย
  • มีบทบาทสำคัญในช่วงความขัดแย้งชายแดน
  • ปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 51

สิ่งที่สำคัญ การปฏิบัติการของกองทัพอากาศไทยที่ผ่านมาล้วนเป็นไปตามหลักสากล โดยคำนึงถึงมาตรฐานสากลและหลักมนุษยธรรม พร้อมทั้งยึดมั่นสิทธิในการป้องกันตนเองตามกฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 51 อย่างเคร่งครัด

ด้วยความน่าเชื่อถือและความสามารถในการตอบสนองต่อภัยคุกคามที่หลากหลาย F-16 ยังคงมีบทบาทสำคัญในอนาคต ในฐานะเครื่องบินรบหลักของกองทัพอากาศไทย มาร่วมฉลองและชื่นชมความสามารถของเหล่าทหารผู้กล้าที่ยังคงปกป้องความสงบสุขของเราอย่างไม่ล้าถอย

หากคุณสนใจข่าวสารการทหารและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ติดตามบทความของเราเพื่ออัปเดตข่าวสารล่าสุดจากผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง

ที่มา – “F-16 รับจบให้! กองทัพอากาศโชว์สมรรถนะ 37 ปี ปกป้องน่านฟ้าไทย-ป้องกันตัวตามกฎบัตรสหประชาชาติ”

‘ภูมิใจไทย’ จี้ ‘ครม.’ เร่งเยียวยาผู้อพยพชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เวลา 15.38 น. นางสาวแนน บุญธิดา สมชัย ส.ส.จังหวัดอุบลราชธานี และโฆษกพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเปิดเผยว่า แม้ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณพรมแดนไทย-กัมพูชาในจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี จะสงบลงแล้วก็ตาม แต่ประชาชนกว่า 200,000 คนที่ต้องอพยพหนีความวุ่นวายในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงเผชิญกับความเดือดร้อนอย่างหนัก

‘ภูมิใจไทย’ จี้ ‘ครม.’ เร่งเยียวยาผู้อพยพชายแดนไทย-กัมพูชา

พรรคภูมิใจไทยเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีเข้ามาดูแลและเยียวยาประชาชนให้เร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความเสียหายต่อทรัพย์สินและบ้านเรือนของประชาชน ที่หลายรายได้รับผลกระทบจนต้องอพยพหนีภัย และเมื่อกลับมาถึงบ้านก็พบว่าบ้านเรือนเสียหายหนัก ปศุสัตว์ล้มตาย สูญหายรายได้และพลอยต้องตกอยู่ในความไม่แน่นอน

เหตุพิเศษต้องการการช่วยเหลือเร่งด่วน

อย่างไรก็ตามขณะนี้ข้อมูลที่มีมายังไม่มีความชัดเจนว่าคณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีมาตรการอย่างไรในการเยียวยาประชาชนจากเหตุการณ์ชายแดน ที่ยังทำให้เกิดความวิตกกังวลและกังวลใจแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยในพื้นที่ มีการร้องขอคำชี้แจงอย่างเร่งด่วนจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

  • คำชี้แจงจาก พล.อ.ยิ่งยศ สุพรรณ รมว.มหาดไทย ระบุว่าได้กำชับจังหวัดเร่งดำเนินการตามระเบียบราชการอย่างรวดเร็วแต่ให้ถูกต้อง
  • ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการการเยียวยาความเสียหายโดยตรง ไม่ใช่แค่การแจกเงินช่วยเหลือชั่วคราว
  • พรรคภูมิใจไทย เรียกร้องให้疔รัฐมนตรีทุกคนร่วมมือกันแก้ปัญหาจริง ไม่ใช่ตอบคำถามเชิงยอกย้อนบนโต๊ะ

“พวกเราไม่ต้องการแค่คำสัญญา แต่ต้องการแนวทางที่เป็นรูปธรรมและตอบโจทย์วิถีชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง ต้องมีการเยียวยาอย่างเป็นระบบ อย่างน้อยก็ต้องทำให้เห็นว่าภาครัฐพร้อมอยู่เคียงข้างประชาชนในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้” โฆษกพรรคภูมิใจไทยกล่าว

ในฐานะพรรคฝ่ายค้านที่มีฐานเสียงแกร่งในภาคอีสาน ภูมิใจไทยคงไม่ปล่อยให้ปัญหาเช่นนี้ถูกมองข้าม และต้องการเบ่งบังจนกว่าจะได้รับการเยียวยาอย่างแท้จริง

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะชายแดน หรือมีความกังวลต่อสถานการณ์ในพื้นที่ เราเห็นด้วยว่าการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้ระบายความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา และการเฝ้าดูมาตรการของรัฐอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ

ที่มา – ‘ภูมิใจไทย’ จี้​ ‘ครม.’ เร่งเยียวยาผู้อพยพ เหตุปะทะชายแดน ไทย-กัมพูชา

ภูมิใจไทยโหวตงบปี69 วาระ2 ขอพิจารณารายมาตรา

เมื่อเวลา 15.38 น. วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568 น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย ส.ส.อุบลราชธานี และโฆษกพรรคภูมิใจไทย แถลงผลการประชุมของพรรคว่า พรรคภูมิใจไทยมีมติให้โหวตร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในวาระที่ 2 โดยจะพิจารณาเป็นรายมาตรา

ภูมิใจไทยโหวตงบปี69 วาระ2 ขอพิจารณารายมาตรา

การพิจารณาในวาระที่ 2 นี้ จะเน้นการดูรายละเอียดเหตุและผลจากกรรมาธิการเสียงข้างมากในการปรับลดงบประมาณของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้แต่ละแผนงานสอดคล้องกับความต้องการจริงของประชาชน โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับมาตรการช่วยเหลือภัยพิบัติทางธรรมชาติ

แนวทางพิจารณางบประมาณอย่างรอบคอบ

น.ส.แนน กล่าวว่า การพิจารณางบประมาณในครั้งนี้เป็นบทเรียนที่สำคัญต่อรัฐบาล โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่กำลังมาถึง ซึ่งมีเหตุการณ์น้ำท่วมเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในโซนอีสานและภาคเหนือ เช่น จังหวัดน่านที่ประสบน้ำท่วมสูงสุดในรอบ 100 ปี

นอกจากนี้ ยังเหลือระยะเวลาฤดูฝนอีกประมาณ 2 เดือน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน การให้ประชาชนต้องอพยพในช่วงที่มีน้ำขึ้นเช่นเคยจะไม่เพียงพออีกต่อไป จำเป็นต้องมีมาตรการที่ชัดเจน ทันต่อสถานการณ์ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เธอระบุว่า ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ประชาชนสามารถอยู่รอดได้ด้วยแรง互助 และการบริจาคจากภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของสังคมไทยในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

วาระที่ 3 ยังรอการตัดสินใจภายใน

ส่วนวาระที่ 3 ของร่างพ.ร.บ. งบประมาณดังกล่าว พรรคอยู่ระหว่างการหารือภายในก่อนจะมีการโหวตในวันที่ 15 สิงหาคมนี้อย่างเป็นทางการ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกความเห็นภายในพรรครวมถึงมุมมองจากประชาชนได้รับการพิจารณาอย่างรอบด้าน

พรรคภูมิใจไทยมีแนวทางชัดเจนในการบริหารงบประมาณที่เป็นประโยชน์จริงต่อประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องการป้องกันและเยียวยาผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญในระยะยาว

ทิศทางของพรรคภูมิใจไทย ในการพิจารณางบประมาณในปีนี้ ยังเน้นกรอบความคิดที่คนเป็นสำคัญ ไม่เน้นเพียงการใช้จ่ายแบบ例行 แต่ต้องมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการในสถานการณ์ที่แตกต่างออกไปในแต่ละพื้นที่

นี่ถือเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญที่พรรคใช้ในการแสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าจะอยู่ในวาระ 2 หรือ 3 ของการพิจารณางบประมาณ พรรคจะให้ความสำคัญกับการบริหารจัดสรรงบประมาณอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับการพิจารณางบประมาณ พ.ศ. 2569 และบทบาทของพรรคภูมิใจไทยได้ที่นี่

ที่มา – ‘ภูมิใจไทย’โหวตงบ​ปี69 วาระ2 ขอ​ดูรายมาตรา​ ส่วนวาระ 3 รอเคาะก่อนโหวต

ยูซีแอล ดันไทยสู่ศูนย์สองล้อเอเชีย แต่ยังติดปัญหาสนามไม่ได้มาตรฐาน

จากความร่วมมือระหว่างคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) และสหพันธ์จักรยานนานาชาติ (UCI) ภายใต้โครงการ Development of National Sport System (DNSS) สมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯ ได้มีโอกาสประชุมออนไลน์กับตัวแทน UCI เพื่อหารือแนวทางพัฒนาศักยภาพนักกีฬาและบุคลากรด้านจักรยานของไทยอย่างยั่งยืน

ยูซีแอล ดันไทยสู่ศูนย์สองล้อเอเชีย

ในการประชุมครั้งนี้ มีผู้แทน UCI อย่าง มร.บาซิล โมเรลลอน และ มร.ฌอง ฌักส์ อองรี เข้าร่วมหารือและเห็นว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์ฝึกจักรยานในภูมิภาคเอเชีย ทั้งในด้านการเดินทาง บุคลากร เทคโนโลยี รวมถึงระบบวิทยาศาสตร์การกีฬาที่พร้อมสนับสนุน

พล.อ.เดชา เหมกระศรี รองประธานสมาพันธ์จักรยานแห่งเอเชีย (ACC) และนายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯ กล่าวว่า การมุ่งพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านกีฬาจักรยานในภูมิภาค จะช่วยผลักดันนักกีฬาไทยให้แข่งกับนักปั่นโลกได้อย่างเท่าเทียม

ระหว่างทางยังมีอุปสรรค

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ยังขาดอยู่คือ “เวลโลโดรมในร่มขนาด 250 เมตร” ซึ่งเป็นมาตรฐานสนามสำหรับการแข่งขันจักรยานประเภทลู่ในรายการระดับโลก เช่น โอลิมปิกเกมส์ ยูซีไอ แทร็ค เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพส์ รวมถึงรายการคัดเลือกโควตาเอเชีย

ปัจจุบันประเทศไทยมีเวลโลโดรมกลางแจ้งเพียง 4 แห่ง ได้แก่ หัวหมาก เชียงใหม่ สุพรรณบุรี และนครราชสีมา ซึ่งล้วนมีขนาด 333.33 เมตรต่อรอบ และไม่ตรงตามมาตรฐานระดับโลก

ดังนั้น หาก ยูซีแอล ดันไทยสู่ศูนย์สองล้อเอเชีย อย่างเต็มรูปแบบ จะต้องมีการลงทุนสร้างเวลโลโดรมในร่ม 250 เมตรขึ้นอย่างน้อยหนึ่งแห่ง เพื่อรองรับการแข่งขัน และการฝึกซ้อมของนักกีฬาไทยในระดับนานาชาติ

โอกาสในการเติบโต

แม้ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดด้านสนามแข่ง แต่ผลจากการติดต่อประสานงานกับ UCI แสดงให้เห็นว่า ไทยมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางฝึกอบรมและพัฒนาจักรยานในเอเชีย

  • มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม
  • บุคลากรด้านกีฬาพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
  • การสนับสนุนจากสหพันธ์ระดับโลก

หากไทยสามารถแก้ไขปัญหาด้านสนามแข่งได้ จะมีโอกาสคว้ารายการแข่งขันระดับโลกมาจัดในประเทศ และส่งเสริมภาพลักษณ์ไทยในเวทีนานาชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงการ DNSS ที่ UCI ร่วมมือกับ IOC จัดขึ้น จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันศักยภาพนักกีฬาจักรยานไทยให้แข็งแกร่งและพร้อมรับสนามโลก

จากข้อมูลนี้ หาก ยูซีแอล ดันไทยสู่ศูนย์สองล้อเอเชีย ได้ จะทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางแห่งกีฬาจักรยานในเอเชียอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม หากไม่มีการลงทุนเปลี่ยนแปลงสนามแข่ง อาจทำให้โอกาสในการเป็นศูนย์กลางจักรยานในภูมิภาคหรี่ลง ทำให้การฝึกอบรมและแม้แต่การจัดการแข่งขันของนักปั่นรุ่นใหม่เกิดข้อจำกัด

ดังนั้นการให้ความสำคัญกับการพัฒนาสนามเวลโลโดรมในร่ม 250 เมตร จะเป็นการลงทุนอย่างมีคุณค่าต่อนโยบายกีฬายุคใหม่ของประเทศไทย

———-

ที่มา – “ยูซีแอล” พร้อมดันไทยสู่ศูนย์สองล้อเอเชีย แต่ยังติดปัญหาใหญ่ “สนาม” ไม่ได้มาตรฐานโลก

ด่วน! นักตบเวียดนาม โดน FIVB ตรวจโครโมโซม ชวดบู๊เปอร์โตริโก

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568 การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี ที่ประเทศอินโดนีเซีย เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดเมื่อมีรายงานว่านักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติเวียดนาม 2 คน ถูกสหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) เรียกตรวจโครโมโซม เพื่อยืนยันคุณสมบัติในการเข้าร่วมการแข่งขัน ซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งในการตรวจสอบประเด็นเพศสภาพของนักกีฬา

ด่วนที่สุด! นักตบเวียดนาม โดน FIVB ตรวจโครโมโซม ชวดบู๊เปอร์โตริโก

เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อทีมเวียดนาม เนื่องจากนักกีฬาทั้งสองไม่สามารถลงสนามแข่งในเกมรอบสองที่พบกับเปอร์โตริโกได้ ท่ามกลางความคาดหวังของแฟน ๆ อย่างไรก็ตาม ทีมเวียดนามยังสามารถปรับตัวและเอาชนะทีมเปอร์โตริโกด้วยสกอร์ 3-1 เซต แม้จะมีผู้เล่นหลัก缺席

FIVB ยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการ

ขณะนี้ FIVB ยังไม่ได้เปิดเผยผลการตรวจโครโมโซมอย่างชัดเจน และยังอยู่ระหว่างพิจารณาว่านักกีฬาทั้งสองรายนี้จะสามารถกลับมามีส่วนร่วมในการแข่งขันในแมตช์ต่อไปได้หรือไม่ ความไม่แน่นอนนี้ทำให้ทีมเวียดนามต้องเตรียมแผนสำรองไว้อย่างเต็มที่

สำหรับผลงานในรอบแรกของทีมเวียดนามนั้นแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่ยอดเยี่ยม โดยพวกเขาสามารถชนะได้ 4 นัดจากทั้งหมด 5 นัด และเก็บแต้มไปแล้ว 12 คะแนน ทำให้พวกเขาได้รับสิทธิ์เข้ารอบในฐานะอันดับ 2 ของกลุ่ม A

  • จัดการเปลี่ยนแปลงผู้เล่นอย่างรวดเร็ว
  • ยังลุ้นสูงสุดในกลุ่ม
  • สร้างประวัติศาสตร์ในรายการนี้ได้

หากทีมเวียดนามสามารถจัดการกับปัญหาของผู้เล่นได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ มีโอกาสสูงที่ทีมนี้จะสามารถทำผลงานได้ดีต่อไปในศึกนี้ และอาจเขียนชื่อตัวเองลงในประวัติศาสตร์ของวอลเลย์บอลหญิง U21 โลก

ท่าทีซีเรียสของ FIVB ที่เรียกตรวจโครโมโซมของนักกีฬาคนนี้ดึงดูดความสนใจจากสากล และยิ่งทำให้ถกเถียงกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าควรใช้มาตรการเช่นนี้ในกีฬาสมัยใหม่จริงหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาในแง่ของสิทธิมนุษยชนและการยอมรับทางเพศในวงการกีฬา

แม้สถานการณ์จะยังไม่มีความชัดเจน 100% แต่หนึ่งสิ่งที่ชัดเจนก็คือทีมเวียดนามไม่ใช่แค่นักเล่นวอลเลย์บอลธรรมดา พวกเขายังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความสามารถในการฟื้นตัวจากสถานการณ์ไม่คาดฝันได้อย่างน่าทึ่ง

หากคุณติดตามการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง U21 โลก ห้ามพลาดการอัปเดตเกี่ยวกับนักกีฬาเวียดนามต่อไป การตัดสินใจครั้งนี้จาก FIVB จะส่งผลขนาดไหนต่อภาพรวมของการแข่งขันในครั้งนี้นั้น ต้องรอดูกันอีกครั้ง

ติดตามทุกข่าวสารการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง ได้ที่นี่!

ที่มา – ด่วนที่สุด! นักตบเวียดนาม โดน FIVB ตรวจโครโมโซม ชวดบู๊เปอร์โตริโก ศึก U21 โลก

แจ้ง2ข้อหา! ‘เป๊ก ผลิตโชค’ ย่องเงียบให้ปากคำ ตำรวจยันยอมความไม่ได้

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ต.อ.นเรนทร์ เครื่องสนุก ผู้กำกับกลุ่มสถานีตำรวจภูธรหัวหมาก เปิดเผยว่า คดีของนายผลิตโชค อายนบุตร หรือที่รู้จักกันในชื่อ เป๊ก ผลิตโชค ได้มีความคืบหน้าตามขั้นตอนการสอบสวน

แจ้ง2ข้อหา! ‘เป๊ก ผลิตโชค’ ย่องเงียบให้ปากคำ ตำรวจยันยอมความไม่ได้

ศิลปินนักร้องชื่อดังวัย 40 ปี ถูก นายชุติเทพ อายุ 21 ปี อาชีพไรเดอร์โจมตีด้วยมีดจนอาการบาดเจ็บ ณ ปั๊มน้ำมัน ซอยรามคำแหง 76 เขตบางกะปิ กทม. เมื่อคืนวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา เหตุเกิดจากการทะเลาะวิวาทในที่สาธารณะ

ภายหลัง เจ้าหน้าที่สอบสวนได้นัดตัว เป๊ก ผลิตโชค เข้าให้การหลังจากเกิดเหตุไปแล้ว โดยช่วงเย็นของวันที่ 11 สิงหาคม พนักงานสอบสวนระบุว่าเขาให้คำให้การตรงกับภาพจากกล้องวงจรปิด และยอมรับข้อเท็จจริงทั้งหมด อย่างไรก็ตามยังขอเก็บรายละเอียดไว้เป็นข้อมูลคดี

เบื้องต้นแจ้งข้อหา 2 ข้อ

‘เป๊ก ผลิตโชค’ ถูกแจ้งข้อหา 2 ข้อ ได้แก่ “ทำร้ายร่างกาย” และ “ก่อความเดือดร้อนรำคาญในที่สาธารณะ” ซึ่งตำรวจยืนยันว่าแม้คู่กรณีจะไม่ต้องการเรียกร้องค่าเสียหาย แต่คดีนี้เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่สามารถดำเนินการยอมความกันได้โดยตรง

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังเตรียมแจ้งข้อหาเพิ่มเติม หากพบหลักฐานความเสียหายทางทรัพย์สิน และผลตรวจสอบสารเสพติดจากเส้นผมยังอยู่ระหว่างรอ เพราะช่วงวันหยุดยาวทำให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์หยุดดำเนินงานชั่วคราว

จากข้อมูลเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ให้ความสนใจกับคำให้การของ เป๊ก ผลิตโชค ที่ระบุว่าตนเองดื่มสุราจนเมา ทำให้เกิดการทะเลาะกับผู้อื่น และสำนึกผิดในพฤติกรรม แม้ตอนนั้นจะมีเพื่อนๆ ไปด้วย แต่มีน้อยคนที่สติอยู่ ซึ่งรวมถึงคนขับรถตู้ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการนัดสอบปากคำเพื่อใช้ประกอบสำนวน

  • เป๊กยอมรับข้อเท็จจริงอย่างเต็มที่
  • แจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายและก่อความเดือดร้อน
  • รอผลจากคดีแพ่ง และตรวจสารเสพติด
  • กำลังสอบปากคำคนขับรถตู้เพิ่มเติม

สุดท้ายนี้ การให้ความชัดเจนจากผู้เกี่ยวข้องทั้งสองฝ่ายเป็นสิ่งที่ควรได้รับการสนับสนุนให้ดำเนินไปอย่างเป็นธรรม เพื่อให้สังคมเห็นภาพรวมของเหตุการณ์อย่างถูกต้อง และหวังว่ากรณีเช่นนี้สามารถสร้างบทเรียนให้กับทุกฝ่ายได้

ที่มา – แจ้ง2ข้อหา! ‘เป๊ก ผลิตโชค’ ย่องเงียบให้ปากคำ ตำรวจยันยอมความไม่ได้

ผลตรวจรถโดยสาร 11 ส.ค. ใช้ความเร็วเกิน 102 คัน

ในช่วงเทศกาลวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และวันแม่แห่งชาติ กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ได้จัดมาตรการตรวจความพร้อมของ รถโดยสารสาธารณะ เพื่อความปลอดภัยของประชาชน ระหว่างวันที่ 9 – 12 ส.ค. 2568 ซึ่งในวันที่ 11 ส.ค. พบว่ามีรถใช้ความเร็วเกินกฎหมาย 102 คัน จากจำนวนที่ตรวจ 9,940 คัน

ผลตรวจรถโดยสาร 11 ส.ค. ใช้ความเร็วเกิน 102 คัน

นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า หน่วยงานได้ดำเนินการตรวจสอบความพร้อมทั้งของรถโดยสารและพนักงานขับขี่ ณ จุดต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ การตรวจสอบในวันที่ 11 ส.ค. พบว่ามีรถ ใช้ความเร็วเกินกฎหมาย รวม 102 คัน อีกทั้งยังมีการใช้กล้องเลเซอร์ตรวจความเร็วบนถนนทั่วประเทศ พบอีก 10 คันละเมิดกฎจราจร

การร้องเรียนจากผู้ใช้บริการยังพุ่งสูง

สำหรับการร้องเรียนรถโดยสารสาธารณะผ่านศูนย์ 1584 มีผู้รายงานเหตุเกิน 53 เรื่อง โดยอันดับหัวข้อที่ถูกร้องเรียนมากที่สุด ได้แก่:

  • ขับรถประมาท / วิ่งหวาดเสียว
  • พนักงานแสดงกิริยาไม่สุภาพ / แต่งกายไม่เหมาะสม
  • ไม่หยุดรับส่งผู้โดยสารที่ป้าย

อธิบดีกล่าวอีกว่า หน่วยงานจะร่วมมือกับตำรวจและผู้ประกอบการเพื่อดำเนินการติดตาม สอบสวน และลงโทษผู้กระทำความผิดตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

การตรวจ ผลตรวจรถโดยสาร 11 ส.ค. ใช้ความเร็วเกิน 102 คัน เป็นการเตือนภัยให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้ใช้บริการให้ใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น ทั้งในเรื่องของพนักงานที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อชีวิตผู้อื่น และผู้โดยสารที่ควรเฝ้าระวังและรายงานพฤติกรรมที่ไม่ปลอดภัย

หากคุณพบเห็นปัญหาเกี่ยวกับ รถโดยสารสาธารณะ สามารถแจ้งผ่านสายด่วน 1584 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อความปลอดภัยของทุกคนร่วมกัน

ที่มา – ผลตรวจรถโดยสาร 11 ส.ค. ใช้ความเร็วเกิน 102 คัน แห่ร้องขับรถประมาท/หวาดเสียว พีคสุด