ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

อนุทินชี้แจงปมเขากระโดง ย้ำใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย ไม่ใช้อำนาจกลั่นแกล้ง

กรณีที่เกิดความขัดแย้งเกี่ยวกับเรื่องการเพิกถอนสิทธิ์ในที่ดินเขากระโดง นับเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากทั้งภาครัฐและประชาชน ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เวลา 13.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมายืนยันหลักการว่า เรื่องดังกล่าวต้องเป็นไปตามกฎหมายอย่างสมบูรณ์ ไม่มีใครเป็นฝ่ายถูกหรือผิดล่วงหน้า หากมีข้อสงสัยต้องอาศัยคำตัดสินจากศาลเป็นหลัก

อนุทินชี้แจงปมเขากระโดง ย้ำใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย ไม่ใช้อำนาจกลั่นแกล้ง

จากกรณีที่ได้มีการกล่าวอ้างเกี่ยวกับการเพิกถอนสิทธิ์ที่ดินบริเวณเขากระโดง ซึ่งกรมที่ดินได้เข้าไปดำเนินการ นายอนุทิน ได้ยืนยันว่าแต่ละฝ่ายมีสิทธิ์ในการต่อสู้เพื่อปกป้องทรัพย์สินของตนเองได้ตามกฎหมาย และไม่มีข้อใดขัดต่อหลักนิติธรรม

ทั้งนี้ ในกรณีที่ได้มีการตั้งคำถามว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มีแนวโน้มจะไม่มีแผนยืนยันว่าจะฟ้องร้องเพิกถอนสิทธิ์ในที่ดินทั้งหมด หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยังมีความคลุมเครืออีกหลายประเด็น ที่จำเป็นต้องใช้คำตัดสินจากศาลเพื่อให้เกิดการตัดสินใจที่ยุติธรรม พร้อมกันนี้ยังต้องมีการดำเนินการทางกฎหมายในลักษณะของคณะกรรมการตามมาตรา 61 อีกด้วย

ไม่เห็นด้วยกับการใช้อำนาจทางการเมือง

นอกจากนี้ เมื่อถูกถามถึงมุมมองของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ระบุว่าจะเพิกถอนสิทธิ์ทันที แต่กลับยังไม่ลงมือ นายอนุทิน กล่าวว่าหากกฎหมายอนุญาตให้กระทำได้ก็ต้องทำ แต่หากยังมีข้อกฎหมายขัดขวางอยู่ ก็ต้องยอมรับกระบวนการตามนั้น

ทั้งนี้ นายอนุทิน ย้ำว่าในฐานะที่เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ความที่จะต้องรับผิดชอบต่อปัญหานานเกือบ 20 ปี ของเรื่องที่ดินเขากระโดงนั้น ตนไม่เคยมีความเจตนาจะใช้อำนาจกลั่นแกล้งใคร และเชื่อว่าพรรคภูมิใจไทยก็ไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ผ่านแว่นตาของการเมือง

“เราไม่อยากให้การเมืองไทยกลายเป็นสถานการณ์ของการเอาเปรียบกันด้วยอำนาจ ไม่ใช่ด้วยความชอบธรรม” อดีตรองนายกฯ กล่าวเสริม

  • ทุกฝ่ายควรใช้สิทธิ์ตามกฎหมายเท่านั้น
  • ไม่ควรมีการใช้อำนาจเพื่อกดขี่ทางการเมือง
  • รอคำตัดสินศาลให้ชัดเจนก่อนดำเนินการใด ๆ

จากที่ปรากฏในข่าว โดยภาพรวมการแก้ปัญหานี้ควรยึดหลักนิติธรรมเป็นหลัก หากไม่มีการสื่อสารที่โปร่งใสและยึดถือตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด สิ่งที่เกิดขึ้นคือน้ำตาลที่จืด และเขม็ญที่ขุ่นซึ่งจะจางหายได้ยาก

ดังนั้นประชาชนและทุกฝ่ายที่สนใจควรรอดูแนวทางจากศาล และขอให้ทุกฝ่ายใช้สิทธิอย่างเป็นธรรม ภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมายเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้การเมืองไทยกลับมาสู่การใช้อำนาจโดยไม่มีหลักประกันอีกครั้ง

ที่มา – ‘อนุทิน’ยกปมเขากระโดง ขอแต่ละฝ่ายใช้สิทธิ์ตามก.ม.อย่าใช้อำนาจกลั่นแกล้งทางการเมือง

‘สมชัย’ จับตา ศาลรัฐธรรมนูญนัดวันชี้ชะตา ‘นายกฯอิ๊งค์’

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยกล่าวถึงคดีคลิปเสียงของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่า cultura ที่ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้นัดหมายวันวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ

‘สมชัย’ จับตา ศาลรัฐธรรมนูญนัดวันชี้ชะตา ‘นายกฯอิ๊งค์’

ตามข้อมูลที่เปิดเผย นายสมชัย กล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญให้เวลาในการส่งเอกสารชี้แจง 15 วัน และขยายเวลาให้ส่งคำชี้แจงเพิ่มเติมอีก 2 ครั้ง โดยครั้งแรกคือ 15 วัน และครั้งหลังอีก 5 วัน โดยวันสุดท้ายของกำหนดส่งคำชี้แจงคือวันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม ซึ่ง น.ส.แพทองธาร ได้ปฏิบัติตามแล้วในวันดังกล่าว

สถานการณ์ที่เป็นไปได้

ทั้งนี้ ตามปกติศาลรัฐธรรมนูญจะประชุมทุกวันพุธ ดังนั้นวันพุธที่ 6 สิงหาคม ควรมีการประกาศกำหนดวันวินิจฉัย แต่จนถึงวันนี้ (12 ส.ค.) ยังไม่มีข่าวสาร ทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตหลายประการ

  • เหตุผลที่หนึ่ง: มีรายงานว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำนวน 5 คน ได้เดินทางไปศึกษาดูงานที่ประเทศอินเดีย ระหว่างวันที่ 4-9 ส.ค. ซึ่งอาจจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ยังไม่มีการประชุม
  • เหตุผลที่สอง: นายสมชัยคาดเดาว่า การนัดหมายวินิจฉัยอาจเกิดขึ้นในการประชุมวันพุธที่ 13 ส.ค. และวันที่นัดวินิจฉัยอาจอยู่ระหว่าง 20 หรือ 27 ส.ค. ซึ่งไม่ควรล่าช้าเกินไปเพราะเป็นประเด็นที่มีความสำคัญต่อภาพลักษณ์และการเมืองของประเทศ
  • เป็นการเปิดทาง: อีกทางหนึ่งอาจเป็นการให้เวลาในการตัดสินใจลาออกด้วยตัวเอง เพื่อลดการวินิจฉัยที่อาจส่งผลกระทบระยะยาว หากผู้ถูกร้องเรื่องคุณสมบัติไม่มีตำแหน่งแล้ว ก็สามารถปิดคดีได้โดยไม่ต้องตัดสิน

คำถามที่หลายคนตั้งอยู่ในขณะนี้คือ ว่าเพราะเหตุใดศาลยังไม่ประกาศกำหนดวันชี้ชะตา ซึ่งนายสมชัยได้กล่าวไว้ว่า “รอดูพรุ่งนี้ จะมีวันนัดหรือไม่” เพื่อสื่อให้เห็นถึงความกังวลและความตื่นตัวของสังคมต่อชะตากรรมของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ว่าจะถูกวินิจฉัยอย่างไร

ความล่าช้าของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนทางการเมืองและอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของภาครัฐ พลเมืองจึงไม่อาจเดินหน้ามองข้ามปัญหาได้ และขอให้เกิดความโปร่งใสในการดำเนินคดีอย่างแท้จริง

ที่มา – ‘สมชัย’ จับตา ศาลรัฐธรรมนูญนัดวันชี้ชะตา ‘นายกฯอิ๊งค์’

สลด! ลุงเพื่อนบ้านล่วงละเมิดเด็ก 4-6 ขวบ

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา เวลา 11.00 น. นางเอ และนางบี ได้นำลูกสาวและหลานสาววัย 4-6 ขวบ ซึ่งตกเป็นเหยื่อต่อ ลุงเพื่อนบ้านล่วงละเมิดเด็ก 4-6 ขวบ เข้าแจ้งความกับ นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจ สายไหมต้องรอด เพื่อขอความช่วยเหลือหลังจากถูกกระทำอนาจารซ้ำแล้วซ้ำอีกในแฟลตเดียวกันย่านคลองเตย

ลุงเพื่อนบ้านล่วงละเมิดเด็ก 4-6 ขวบ

นางบี แม่ของเด็กคนหนึ่ง ให้ข้อมูลว่าก่อนหน้านี้ 2 วัน เด็กวัย 4 ขวบได้เล่าให้เธอฟังว่า ลุงเพื่อนบ้านวัย 60 ปีที่อาศัยอยู่ในแฟลตเดียวกัน ได้เรียกเด็กทั้ง 2 คนเข้าไปในห้อง เพื่อขอให้แต่งหน้าให้สวยๆ และบอกว่า “เป็นเมียลุง” จากนั้นก็ได้ถอดกางเกงแล้วล่วงละเมิดด้วยการใช้มือและลิ้นในห้องพัก

เจ้าหน้าที่ตำรวจเมินคำร้อง

ภายหลังทราบเหตุการณ์ นางบีได้เดินทางไปแจ้งความที่ สภ.ท่าเรือ กรุงเทพฯ แต่ถูกเจ้าหน้าที่ปฏิเสธเพราะไม่มีหลักฐานบนหน้า หลังจากนั้นเธอจึงกลับไป confronting กับผู้ต้องสงสัย ซึ่งตอบปัดว่าไม่เคยทำอะไร แต่เพียงแค่หอมแก้มเท่านั้น อย่างไรก็ตาม คำให้การของเด็กทั้งสองคนนั้นสอดคล้องกัน นับเป็นเบาะแสที่รุนแรง

ลุงเพื่อนบ้านล่วงละเมิดเด็ก 4-6 ขวบ จนหนีหายตัวไปหลังถูก confront ทันควัน และขณะนี้เด็กทั้งสองได้ถูกส่งตัวไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลตำรวจ อยู่ระหว่างรอผลตรวจ เพื่อประกอบพยานหลักฐานในขั้นตอนต่อไป

  • เหยื่อคือเด็กหญิงตั้งแต่ 4-6 ขวบ
  • เกิดเหตุที่แฟลต 23 ชุมชนโรงหมู คลองเตย
  • ผู้ก่อเหตุมีพฤติกรรมให้ของเล่นหลังทำอนาจาร
  • เจ้าหน้าที่สอบสวนยังไม่จับกุมผู้ก่อเหตุได้
  • ผู้ก่อเหตุอาจยังมีวิดีโอหรือภาพถ่ายจากเหตุการณ์

จากกรณีนี้ ทางผู้เขียนอยากเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรีบดำเนินการติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีอย่างเร่งด่วน เพื่อความยุติธรรมและความปลอดภัยของเด็ก ๆ ในชุมชน และหากคุณมีข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ อย่าลังเลที่จะเปิดเผยว่าความจริงเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ ความเงียบงันอาจทำให้คนร้ายได้เปรียบ

ที่มา – สลด! ลุงเพื่อนบ้านล่วงละเมิดเด็ก 4-6 ขวบ แม่เด็กช้ำใจแจ้งความตำรวจเมิน ผู้ก่อเหตุหนีลอยนวล

สว.สายบู๊ “ชาญชัย ไชยพิศ” ลุยชายแดน มอบชุดเกราะ-เสื้อกันกระสุนให้ผู้พิทักษ์ชาติ

สว.สายบู๊ “ชาญชัย ไชยพิศ” เดินหน้าภารกิจเพื่อชาติอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้เดินทางไปยังพื้นที่ชายแดนภาคอีสาน เพื่อมอบชุดเกราะและเสื้อกันกระสุนให้กับผู้พิทักษ์ชาติ ซึ่งเป็นกำลังใจที่สำคัญแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงอันตราย

สว.สายบู๊ “ชาญชัย ไชยพิศ” ลุยชายแดน มอบชุดเกราะ-เสื้อกันกระสุนให้ผู้พิทักษ์ชาติ

นายชาญชัย ไชยพิศ สมาชิกวุฒิสภา หรือที่รู้จักกันในนาม “สว.สายบู๊” ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนบุคลากรความมั่นคง โดยลงพื้นที่อย่างแท้จริง พร้อมเผชิญกับความเสี่ยงเพื่อแบ่งปันสิ่งของที่จำเป็น

มอบอุปกรณ์ให้หน่วยทหารและเจ้าหน้าที่

ภารกิจเริ่มต้นจากการไปยังอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งได้มอบตาข่ายให้กับกองร้อยทหารราบที่ 251 เพื่อใช้ในการปฏิบัติภารกิจต่อต้านภัยคุกคามชายแดน จากนั้นได้เดินทางต่อไปยังอำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เพื่อดำเนินภารกิจสำคัญ

  • มอบชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.)
  • มอบเสื้อเกราะกันกระสุนให้กับนายอำเภอพนมดงรัก
  • มอบตาข่ายให้หน่วยทหารปืนใหญ่ค้นหาเป้าหมาย

สิ่งที่มอบหมายไม่เพียงแค่เป็นของมูลค่า แต่เป็นเครื่องยืนยันถึงการ “อยู่เคียงข้าง” ของสังคมต่อบุคลากรการทหารและตำรวจในพื้นที่ เครื่องหมายถึงความอึดและการตั้งใจดูแลความปลอดภัยร่วมกัน

เยี่ยมโรงพยาบาลและชมสถานการณ์ความเสียหาย

นอกจากนี้ สว.สายบู๊ยังได้เข้าเยี่ยมเยียนโรงพยาบาลอำเภอพนมดงรัก และมีโอกาสพูดคุยกับคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ เพื่อรับฟังถึงสถานการณ์จริงในพื้นที่ ซึ่งยังคงต้องรับมือกับความเสียหายทั้งทางร่างกายและจิตใจของผู้ประสบภัยความขัดแย้งชายแดน

ภาพจากพื้นที่ ที่ได้รับการถ่ายทอดผ่านสื่อมวลชน แสดงให้เห็นถึงความจริงใจของผู้ให้และผู้รับ โดยการแลกเปลี่ยนความห่วงใยอย่างชัดเจน คลี่คลายความกังวลด้านความปลอดภัยบางอย่างของเจ้าหน้าที่

การลงพื้นที่ที่เสี่ยงอันตรายอย่างครั้งนี้ของ “สว.สายบู๊” ถือเป็นแรงบันดาลใจให้กับทุกภาคส่วน ในการ “ไม่ทิ้งกัน” ไม่ว่าจะสถานการณ์ใด ไม่ใช่แค่การสนับสนุนจาก afar แต่เป็นการอยู่ใกล้ชิดและเข้าใจ ด้วยสายตาและการกระทำตรง

การดูแลผู้พิทักษ์ชาติไม่ควรถูกมองข้าม และควรเป็นห่วงโซ่การรับผิดชอบของทุกภาคส่วน หากคุณเป็นผู้หนึ่งที่ต้องการสนับสนุน ลองเริ่มจากติดตาม ชื่นชม หรือแม้แต่แชร์ข่าวสารดี ๆ เช่นนี้ เพื่อให้ความสำคัญกับบทบาทของพวกเขา “เป็นที่รู้” และ “เป็นที่เห็น”

ที่มา – สว.สายบู๊ “ชาญชัย ไชยพิศ” ลุยชายแดน มอบชุดเกราะ-เสื้อกันกระสุนให้ผู้พิทักษ์ชาติ

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เปิดตัวโซลูชันดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันในด้านการจัดการพลังงานและระบบอัตโนมัติ เปิดตัว โซลูชันดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ ที่พร้อมรองรับ AI Clusters และการประมวลผลหนักในอนาคต เพื่อพัฒนาพอร์ตโฟลิโอ EcoStruxure™ Data Center Solutions อย่างต่อเนื่อง

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เปิดตัวโซลูชันดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่

นางหิมานชู ปราสาท รองประธานบริหารฝ่าย EcoStruxure IT ของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เปิดเผยถึงการเปิดตัวโซลูชันดาต้าเซ็นเตอร์ที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อรองรับการประมวลผลที่มีความต้องการพลังงานสูง ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของ AI Clusters และเทคโนโลยีในอนาคต

เทคโนโลยี EcoStruxure รองรับ AI Clusters ได้อย่างไร?

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค แนะนำ EcoStruxure Pod Data Center ซึ่งเป็นโซลูชันดาต้าเซ็นเตอร์แบบโมดูลาร์สำเร็จรูปที่มาพร้อมกับโครงสร้างพื้นฐานครบครัน เช่น ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว, Busway ระบบจ่ายไฟฟ้าแรงสูง และตู้แร็ค NetShelter ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับอุปกรณ์ไอทีที่มีพลังงานความหนาแน่นสูง

นอกจากนี้ยังมี EcoStruxure Rack Solutions ที่มีการกำหนดค่าตู้แร็คอย่างละเอียด เพื่อการติดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับ HPC และ AI ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยโซลูชันเหล่านี้พร้อมให้บริการทั่วโลกแล้ว

ปัจจุบันองค์กรต่าง ๆ ต้องเผชิญกับความท้าทายจาก AI Clusters ซึ่งต้องการภาระพลังงานสูงที่อาจสูงถึง 1 เมกะวัตต์ (MW) ต่อตู้แร็คในอนาคต โซลูชันใหม่จากชไนเดอร์ อิเล็คทริค สร้างเสถียรภาพในการจัดการพลังงานและการระบายความร้อน ใต้โครงสร้าง White Space Solutions ที่ครบวงจร พร้อมรับมือกับภาระงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ลูกค้าต้องการโซลูชันโครงสร้างพื้นฐานที่ติดตั้งง่าย ขยายได้ง่าย และรักษาความยั่งยืนในระบบได้ นวัตกรรมล่าสุดของเราตอบโจทย์นี้ได้อย่างครบถ้วน”

ด้าน วลาดิเมียร์ ทรอย รองประธานฝ่ายดาต้าเซ็นเตอร์ของ NVIDIA กล่าวว่า การร่วมมือกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าที่เหลือเชื่ออย่าง AI Factories ตั้งแต่ระดับกิโลวัตต์ไปจนถึงระดับเมกะวัตต์

ด้วยโซลูชันนี้ ลูกค้าจึงสามารถสร้างศูนย์ข้อมูลที่มีความสามารถในการปรับขนาดและความหนาแน่นสูงสุด พร้อมด้วยประสิทธิภาพในการดำเนินงานที่ดีเยี่ยม

การเปิดตัว โซลูชันดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ จากชไนเดอร์ อิเล็คทริค ถือเป็นก้าวสำคัญในโลกของการจัดการพลังงานและการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ金字塔땐 AI และ HPC ที่ตอบโจทย์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

หากคุณกำลังมองหาทางเลือกที่ไว้ใจได้สำหรับระบบที่สามารถรองรับ AI Clusters และอุปกรณ์ไอทีในรุ่นใหม่ การเลือกโซลูชันจากชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือคำตอบที่จริงจังและมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “ชไนเดอร์ อิเล็คทริค” เปิดตัวโซลูชั่นดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่

ทักษิณบริจาค 2.6 ล้านทำบ้านน็อคดาวน์ให้ประชาชน

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ได้มีการส่งมอบบ้านน็อคดาวน์สำเร็จรูปให้กับประชาชนในพื้นที่อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมเป็นตัวแทนรับมอบบ้านหลังนี้

ทักษิณบริจาค 2.6 ล้านทำบ้านน็อคดาวน์ให้ประชาชน

โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ “บ้านเพื่อคนไทย” ซึ่งรัฐบาลได้ออกแบบเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการที่บ้านเรือนถูกทำลาย โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้ชายแดน ทำให้กลุ่มประชาชนเหล่านี้ไม่มีที่พักอาศัยอย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ในครั้งนี้มีข่าวดีเพิ่มเติมจากอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ผู้ให้ความสำคัญกับประชาชนเสมอมา เข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนโครงการนี้ด้วยการบริจาคเงินจำนวน 2,600,000 บาท เพื่อช่วยเหลือในการสร้าง บ้านน็อคดาวน์สำเร็จรูป ให้ผู้ประสบภัยทางชายแดน

ความหวังใหม่สำหรับครอบครัวผู้ประสบภัย

การส่งมอบบ้านน็อคดาวน์ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัย แต่ยังเป็นการให้ความหวังและกำลังใจแก่ประชาชนที่ต้องเผชิญความยากลำบากมาอย่างยาวนาน การมีผู้มีจิตศรัทธาอย่าง ทักษิณ เข้ามาสนับสนุน ถือเป็นโอกาสสำคัญในการเปลี่ยนชีวิตของครอบครัวเหล่านั้น

  • บ้านน็อคดาวน์ถูกจัดส่งไปยัง อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี
  • จำนวนเงินบริจาค 2.6 ล้านบาทจากทักษิณ ชินวัตร
  • โครงการเป็นส่วนหนึ่งของ “บ้านเพื่อคนไทย”
  • มุ่งเน้นการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตผู้ประสบภัย

กลุ่มประชาชนจำนวนมากที่รับบ้านน็อคดาวน์มีความยินดีอย่างสุดซึ้ง และไม่ลืมแสดงความขอบคุณต่อทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของนายทักษิณ ที่แสดงถึงความห่วงใยต่อปัญหาของประชาชนในระดับรากหญ้า

โครงการนี้จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงการสร้างที่อยู่อาศัยธรรมดา แต่มีความหมายลึกซึ้งในการเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าสังคมไทยยังคงมีความรัก ความเห็นอกเห็นใจ และความร่วมมือกันในเวลาที่ยากลำบาก

หากคุณเป็นผู้ที่สนใจสนับสนุนโครงการดีๆ เช่นนี้ ไม่ว่าจะด้วยเงินหรือเวลา การมีส่วนร่วมใคร่จะช่วยให้คนที่เดือดร้อนได้กลับมามีความหวังได้อีกครั้ง

ที่มา – ‘ทักษิณ’ มอบเงิน 2.6 ล้าน ทำบ้านน็อคดาวน์ให้ประชาชนที่กระทบจากเหตุไทย-กัมพูชา

หลวงพ่ออลงกตเครียดจัดหลังเผชิญปัญหาในวัด

เมื่อเร็ว ๆ นี้ วัดพระบาทน้ำพุได้กลายเป็นจุดสนใจของสังคมอีกครั้ง เนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ หลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัด ซึ่งเป็นพระผู้มีผลงานเพื่อสังคมอย่างยาวนาน กลับต้องเผชิญกับความเครียดและความวุ่นวายภายในวัดอย่างคาดไม่ถึง

หลวงพ่ออลงกตเครียดจัดหลังเผชิญปัญหาในวัด

วันที่ 12 สิงหาคม นายสมพร โสมะเค็ง ไวยาวัจกรวัดพระบาทน้ำพุ ได้ให้สัมภาษณ์รายการ “เรื่องเล่าเช้านี้” โดยเปิดเผยว่า หลวงพ่ออลงกต ในวัย 84 ปี มีอาการอิดโรยและติดกิจนิมนต์ในวันแม่ ไม่ทราบว่าได้เดินทางไปยังที่ใด ซึ่งถือเป็นสิ่งผิดปกติสำหรับพระสุดที่เคารพนับถือของชาวบ้านมาก

ท่านไวยาวัจกรกล่าวว่า สภาพจิตใจของหลวงพ่ออลงกต ในตอนนี้มีความเครียดมาก เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมาได้ทุ่มเทเพื่อสังคมอย่างไม่หวังผลตอบแทน ไม่คิดเลยว่าจะต้องเจอกับสถานการณ์เช่นนี้ สถานการณ์ของวัดในช่วงที่ผ่านมานับว่าไม่สงบ ส่งผลให้ท่านต้องรับแรงกดดันจากหลายด้าน

สาเหตุที่ทำให้เกิดความเครียด

มีหลายประเด็นที่อาจเป็นต้นเหตุให้เกิดความเครียดกับ หลวงพ่ออลงกต โดยเฉพาะปัญหาภายในวัด เช่น การบริหารจัดการทรัพย์สิน การบริการทางศาสนา และการจัดการกับบุคลากรภายในวัด ผสมผสานกับการติดตามข่าวสารจากสื่อและสังคมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับภาระจิตใจในฐานะผู้นำทางศาสนา ทำให้ท่านเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า

ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่ตัวท่านเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ ผู้ป่วยและญาติผู้มารับการบำบัดที่อยู่ในความดูแลของหลวงพ่อ ก็มีความกังวลและเครียดตามไปด้วย พวกเขาต่างเคยมีความเชื่อมั่นในพระที่ใช้ชีวิตเพื่อสังคมมานานหลายสิบปี จนไม่คาดคิดว่าท่านเองก็ต้องเผชิญกับความวุ่นวายในตอนนี้

  • ประวัติการทำงานเพื่อสังคมของหลวงพ่ออลงกต
  • สถานการณ์ภายในวัดพระบาทน้ำพุในช่วงที่ผ่านมา
  • การปฏิสัมพันธ์ของวัดกับชุมชนโดยรอบ
  • บทบาทของวัดพระบาทน้ำพุในแง่ของสุขภาพจิตและการบำบัด

จากความเป็นมาร้านี้ ประชาชนจำนวนมากยังคงเห็นความสำคัญของพระท่าน และยังคงให้ความเคารพในสิ่งที่ท่านได้ทุ่มเทมาตลอดชีวิต อย่างไรก็ตาม การที่ หลวงพ่ออลงกต ต้องเผชิญกับความเครียดในช่วงเวลานี้ เป็นการเตือนใจให้ทุกคนให้ความสำคัญกับ “สุขภาพจิต” ของผู้นำทางธรรมด้วย เพราะท่านก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน

หากมีโอกาส หวังว่าท่านจะผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ได้อย่างแข็งแกร่ง และกลับมาเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนเช่นเดิม

กรุณาช่วยกันส่งกำลังใจไปยังวัดพระบาทน้ำพุในโอกาสต่อไป การเข้าใจในสถานการณ์อย่างลึกซึ้ง และการไม่เอาเปรียบผู้นำศาสนา จะทำให้สังคมไทยเติบโตอย่างมีคุณธรรมและน่าอยู่ยิ่งขึ้น

ที่มา – ‘หลวงพ่ออลงกต’เครียดจัดหลังเผชิญปัญหาในวัด โอดทำเพื่อสังคมมาตลอดไม่คิดว่าจะเจอสภาพเช่นนี้

พสกนิกร่วมถวายพระพร สมเด็จพระพันปีหลวง 12 สิงหาคม

ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568 ซึ่งเป็นวันแม่แห่งชาติ พสกนิกรทั่วประเทศร่วมกันจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อถวายพระพรและเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระพันปีหลวง พร้อมแสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อแผ่นดินและประชาชนอย่างหาที่สุดมิได้

พิธีถวายพระพรสมเด็จพระพันปีหลวงทั่วประเทศ

ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย พสกนิกรได้จัดงานทำบุญเจริญพระพุทธมนต์ และถวายพระพร เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อย่างต่อเนื่องและคึกคัก

กรุงเทพมหานคร

ณ กรุงเทพมหานคร บริษัทต่างๆ ร่วมลงนามถวายพระพรและนำแจกันดอกไม้ไปถวายเป็นเครื่องสักการะ ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง โดยต่างแสดงความน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างสุดหัวใจ

เชียงใหม่

ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา โดยมีข้าราชการและประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมร่วมใจกันอย่างคึกคัก

ยะลา

ทางอำเภอเบตง จังหวัดยะลา นายอำเภอเป็นประธานในการทำบุญถวายเป็นพระราชกุศล ณ วัดพุทธาธิวาส อีกทั้งภายในพิธีมีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล ยิ่งเพิ่มความอบอุ่นในบรรยากาศแห่งความรักและความจงรักภักดี

สิงห์บุรี

ที่สนามกีฬาจังหวัดสิงห์บุรี มีพิธีประกอบพิธีทางศาสนามหามงคลทั้ง 3 ศาสนา และทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ถึง 94 รูป ภายใต้การนำของผู้ว่าราชการจังหวัด

บุรีรัมย์

ในจังหวัดบุรีรัมย์ คลินิกหมอสนธยา จัดกิจกรรมบริการตรวจรักษาฟรีเพื่อตอบแทนสังคมในโอกาสวันแม่แห่งชาติ ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 31 โดยมีแพทย์ พยาบาล และภาคเอกชนมาร่วมให้บริการแก่ประชาชน

กิจกรรมทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรัก ความเคารพ และความจงรักภักดีของพสกนิกรไทยต่อ “สมเด็จพระพันปีหลวง” อย่างแท้จริง ซึ่งความเมตตาอาคมที่ทรงมีต่อทุกชีวิตบนผืนแผ่นดินไทย กลายเป็นแรงบันดาลใจให้วงการต่างๆ ต่างร่วมใจกันสานต่อความดีงามในรูปแบบของตนเอง

คุณการได้เข้าร่วมกิจกรรมเทิดพระเกียรติในวันวิสามัญนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การแสดงออกทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นการสานสัมพันธ์ระหว่างพสกนิกรซึ่งกันและกัน ผ่านจิตสำนึกแห่งความเป็นไทยที่สืบทอดกันมาอย่างมั่นคง

หากคุณมีโอกาส อย่าลืมร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมดีๆ เช่นนี้ด้วยนะคะ เพราะความดีที่ทำร่วมกันคือรอยยิ้มของแผ่นดินที่เราควรรักษาไว้เสมอ

ที่มา – พสกนิกรร้อยดวงใจถวายพระพร วันเฉลิมพระชนมพรรษา “สมเด็จพระพันปีหลวง”

สำนักพุทธฯ สั่งตรวจสอบเงินบริจาควัดพระบาทน้ำพุ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ เกิดประเด็นความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจเกี่ยวกับกรณีการร้องเรียนเกี่ยวกับเงินบริจาควัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี ซึ่งมีผู้ร้องเรียนไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามว่า นายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือที่หลายคนรู้จักในนาม หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ ได้กระทำการฉ้อโกงเงินบริจาคของวัดพระบาทน้ำพุ

อีกทั้งยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้เงินบริจาคจากราษฎรที่มีมากมายของ พระราชวิสุทธิประชานาถ (อลงกต ติกฺขปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ โดยสงสัยว่าเงินที่ได้รับมานั้นถูกนำไปใช้ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์จริงหรือไม่ และเพิ่งมีการเปิดเผยข้อมูลว่าวัดแห่งนี้ยังได้ซื้อที่ดินและสร้างสนามฟุตบอล ทำให้เกิดคำถามต่อวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการรับบริจาคครั้งนี้

สำนักพุทธฯ สั่งการให้ตรวจสอบเงินบริจาควัดพระบาทน้ำพุ

นายอินทพร จั่นเอี่ยม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้เปิดเผยว่า หลังจากที่ พศจ.ลพบุรี ได้ลงพื้นที่ร่วมกับพนักงานสอบสวนเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ปรากฏว่า วัดพระบาทน้ำพุมีหลายบัญชีธนาคาร ซึ่งการติดตามเส้นทางเงินนั้นเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจมากกว่าการเข้าไปดำเนินการขององค์กรสำนักงานพระพุทธศาสนา

อย่างไรก็ตาม หากการสอบสวนพบว่า เจ้าอาวาสของ วัดพระบาทน้ำพุ มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้ทรัพย์มหาชนอย่างผิดวัตถุประสงค์ กองกลางสำนักงานพระพุทธศาสนาจะดำเนินการประสานงานกับเจ้าคณะเพื่อดำเนินการตามหลักข้อบังคับของคณะสงฆ์

ประเด็นการรับบริจาคที่ถูกตั้งคำถาม

กรณีความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ทำให้เกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับความโปร่งใสในการบริหารจัดการเงินบริจาค โดยผู้บริจาคหลายรายต่างแสดงความกังวลว่า เงินที่ได้รับบริจาคนั้นถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด หรือไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

ดังนั้น สำนักพุทธฯ จึงได้มอบหมายให้ พศจ.ลพบุรี ประสานงานกับเจ้าคณะผู้ปกครอง ไปตรวจสอบความถูกต้องของกระบวนการรับบริจาคในครั้งนี้อย่างละเอียด โดยเฉพาะเส้นทางการไหลของทรัพย์มหาชนว่ามีการจัดการอย่างเหมาะสมหรือไม่ และเป็นไปตามหลักของการเป็นวัดที่ได้รับเงินบริจาคเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือไม่

  • เงินบริจาคควรใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะเท่านั้น
  • ต้องมีการรายงานผลการใช้จ่ายอย่างเปิดเผย
  • ต้องมีการตรวจสอบจากฝ่ายภายนอกเพื่อยืนยันความถูกต้อง

ปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับกรณีนี้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่ให้ความไว้วางใจวัดในด้านจิตวิญญาณ รวมถึงกรอบการรับบิจาคที่โปร่งใสและมีความรับผิดชอบสูงสุด ทุกฝ่ายควรมีความร่วมมือในการตรวจสอบและให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา เพื่อประโยชน์ของชุมชนโดยรวม

หากคุณเป็นผู้ที่เคยมีส่วนร่วมในการบริจาคเงินให้กับวัดต่าง ๆ เพื่อการสาธารณประโยชน์ การติดตามผลการใช้งบประมาณของวัดเหล่านั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความศรัทธาและเสียสละที่เกิดขึ้นจริงในสังคม

ที่มา – ‘สำนักพุทธฯ’ สั่งการ ‘พศจ.ลพบุรี’ เร่งตรวจสอบเงินรับบริจาค ‘วัดพระบาทน้ำพุ’

สุชาติ จี้ สำนักพุทธฯ สอบปัญหาวัดพระบาทน้ำพุ

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นกรณีที่มีปัญหาเกิดขึ้นภายในวัดพระบาทน้ำพุ พร้อมกำชับให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เร่งดำเนินการตรวจสอบอย่างจริงจัง ขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนไปแล้ว เพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อปัญหาที่เกิดขึ้น และหากพบว่ามีความผิดจริง จะดำเนินการตามระเบียบทันที

สุชาติ จี้ สำนักพุทธฯ สอบปัญหาวัดพระบาทน้ำพุ

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวว่า การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบในครั้งนี้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นในวัดพระบาทน้ำพุ เป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และเป็นหนึ่งในกรณีที่สะท้อนให้เห็นถึงการปฏิบัติงานที่อาจมีความหย่อนยานของเจ้าหน้าที่ระดับพื้นที่ จึงจำเป็นต้องติดตามดูอย่างใกล้ชิด

พศ. ต้องเข้าไปติดตามการปฏิบัติงานจริง

นายสุชาติ ได้กำชับให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเร่งติดตามดูการทำงานของสำนักงานพระพุทธศาสนาประจำจังหวัดอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในส่วนของการจัดการภายในวัดต่างๆ ว่ามีการข้ามเหตุการณ์ในเวลาที่เกิดปัญหาหรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจเป็นผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อพุทธศาสนาในภาพรวม

โดยตลอดที่ผ่านมา พศ. มักจะรับรู้ถึงประเด็นต่างๆ หลังจากที่ปัญหาได้เกิดขึ้นไปแล้ว ดังนั้นจึงได้มีการตั้งนโยบายให้ทุกหน่วยงานในสังกัดต้องมีแนวทางการดูแลอย่างใกล้ชิดและทันท่วงที สุชาติ จี้ สำนักพุทธฯ สอบปัญหาวัดพระบาทน้ำพุ เพื่อแสดงให้เห็นถึงบทบาทความรับผิดชอบในการป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลามออกนอกวัด

นอกจากนี้ รัฐมนตรีฯ ยังเน้นย้ำอีกว่า หากผลการสอบสวนปรากฏว่ามีการละเมิดกฎระเบียบจริง จะมีการดำเนินการตามกรอบอำนาจอย่างเต็มรูปแบบ ไม่มีการปิดบังหรือให้อภัย เพราะว่าจำเป็นต้องเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนกลับคืนมา

  • ตั้งคณะกรรมการสอบปัญหาในวัดพระบาทน้ำพุ
  • เร่งสอบสวนหาข้อเท็จจริงและลงโทษหากผิด
  • ย้ำแนวทางเชิงรุกของสำนักพุทธฯ เพื่อป้องกันปัญหาล่วงหน้า
  • สุชาติ ยืนยันไม่นิ่งนอนใจต่อพฤติกรรมผิดของเจ้าหน้าที่

สุชาติ จี้ สำนักพุทธฯ สอบปัญหาวัดพระบาทน้ำพุ นี้ เรียกได้ว่าเป็นการสร้างกระแสตอบสนองต่อปัญหาอย่างชัดเจน ความโปร่งใสในการดำเนินงานถือเป็นหัวใจสำคัญในครั้งนี้ เพื่อสร้างระบบความรับผิดชอบอย่างแท้จริงและการประสานงานที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นในวงการพระสงฆ์

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าคณะกรรมการตรวจสอบ อันมีที่มาจากการสั่งการของรัฐมนตรีฯ มีกำหนดเสร็จสิ้นภายใน 30 วัน และจะรายงานผลเป็นลายลักษณ์อักษรต่อรัฐมนตรีฯ โดยตรง เพื่อกำหนดแนวทางการปฏิรูปในระยะต่อไป

ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายถึงการชี้นิ้วใส่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นโอกาสในการเรียนรู้และปรับปรุงระบบการทำงานให้ดีขึ้น ด้วยความรับผิดชอบและความโปร่งใส สุชาติ จี้ สำนักพุทธฯ สอบปัญหาวัดพระบาทน้ำพุ ขณะนี้คือก้าวสำคัญที่ต้องได้รับการสนับสนุนจากสังคม เพื่อหวังความสงบและความเชื่อมั่นในอนาคต

หากคุณเป็นผู้ติดตามประเด็นพลังงานทางจิตวิญญาณและคุณค่าทางศีลธรรม อย่าลืมรับข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะทุกเหตุการณ์มีบทเรียนที่อาจเปลี่ยนแปลงสังคมได้

ที่มา – ‘สุชาติ’ จี้ ‘สำนักพุทธฯ’ตั้งคณะกรรมการสอบปัญหาวัดพระบาทน้ำพุ ลั่น หากผิดดำเนินการตามระเบียบ