ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ทนายคดีเขากระโดง โต้ภูมิธรรม ฟังความข้างเดียว?

นายชนินทร์ แก่นหิรัญ ทนายคดีเขากระโดง ได้ออกมาโต้แย้ง นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เกี่ยวกับกรณีที่ดินเขากระโดง โดยกล่าวว่านายภูมิธรรมรับฟังข้อมูลเพียงด้านเดียวจาก “ใบสั่ง”

นายชนินทร์กล่าวว่า ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และเอกสารราชการในสมัยรัชกาลที่ 5 ยืนยันชัดเจนว่า พระองค์ไม่เคยมีพระราชประสงค์ที่จะยกที่ดินเขากระโดงทั้งหมดให้กรมรถไฟหลวง หรือการรถไฟฯ ครอบครองแต่เพียงผู้เดียว

ทนายคดีเขากระโดง ชี้แจงละเอียด

เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง นายชนินทร์จึงขอชี้แจงประเด็นต่างๆ เป็นข้อๆ ดังนี้:

  1. พระราชดำริเมื่อ พ.ศ. 2451: พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดำริผ่านเจ้ากรมโยธาธิการ ตามคำขอของเจ้ากรมรถไฟว่า พื้นที่สองข้างทางรถไฟควรใช้เท่าที่จำเป็น ข้างละประมาณ 20 วา (ราว 40 เมตร) เขตสถานีไม่เกินข้างละ 40 วา (ราว 80 เมตร) ส่วนพื้นที่รกร้างนอกเหนือจากนี้ที่ขอข้างละ 5 เส้น (ราว 200 เมตร) พระองค์ “ไม่เห็นชอบ” และให้ยกเลิก
  2. หลักฐานชัดเจน: เอกสารหนังสือตอบข้อหารือของพระองค์ถึงนายแอร์ไวเลอร์ เจ้ากรมรถไฟหลวงในขณะนั้น แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนว่า ที่ดินนอกเหนือความจำเป็นไม่ได้อยู่ในพระราชประสงค์ให้ครอบครอง
  3. ความแตกต่างกับพระราชกฤษฎีกาปี 2462: พระราชกฤษฎีกาที่ท่านรัฐมนตรีอ้างถึง ออกในรัชกาลที่ 6 (พ.ศ. 2462) ไม่มีปรากฏในราชกิจจานุเบกษาว่ามีการจัดซื้อหรือเวนคืนที่ดินเขากระโดงตาม พ.ร.บ.จัดวางรางแลทางหลวง พ.ศ. 2464 แต่อย่างใด
ทนายคดีเขากระโดง

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดีเขากระโดง

นายชนินทร์กล่าวต่อว่า:

  1. กรอบกฎหมายชัดเจน: พ.ร.บ.จัดวางรางแลทางหลวงฯ หมวด 2 ได้กำหนดวิธีการได้มาซึ่งที่ดินของการรถไฟฯ ไว้อย่างชัดเจนว่า ต้องได้มาโดยการซื้อ เวนคืน หรือรับโอนตามขั้นตอน ไม่ใช่การอ้างครอบครองทั้งหมดเพราะเป็น “พระราชประสงค์”
  2. ข้อเสนอแนะ: ท่านรัฐมนตรีอาจได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน ดังนั้นจึงควรเปิดใจรับฟังหลักฐานทางประวัติศาสตร์และข้อกฎหมายอย่างรอบด้าน การตัดสินใจและการสื่อสารต่อสาธารณะควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ไม่ใช่ความเชื่อที่เกิดจาก “ใบสั่ง” หรือคำบอกเล่าฝ่ายเดียว

“การพิสูจน์สิทธิในที่ดินต้องกระทำในศาล ด้วยพยานหลักฐานที่ครบถ้วน และหากมีข้อเท็จจริงหรือหลักฐานใหม่ที่ไม่เคยถูกนำเข้าสู่คดีเดิม ควรใช้เป็นฐานในการพิจารณาอย่างเปิดเผย โปร่งใส และเป็นธรรม” ทนายคดีเขากระโดงกล่าวทิ้งท้าย

สถานการณ์คดีเขากระโดง ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสและการพิจารณาหลักฐานอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย หากท่านใดมีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีนี้ สามารถนำเสนอต่อศาลเพื่อประกอบการพิจารณาได้

ที่มา – ‘ทนายคดีเขากระโดง’ โต้ ‘ภูมิธรรม’ฟังข้อมูลด้านเดียวจาก ‘ใบสั่ง’

‘พระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิ’ เตรียมร้อง สุชาติ ค้านตรวจวัด

ดร.นิยม เวชกามา หรือ “ดร.มหานิยม” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุชาติ ตันเจริญ) กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยว่า เร็วๆนี้จะมีกลุ่มพระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเล่าเรียนมีคุณวุฒิระดับปริญญาตรี โทเอก และเปรียญธรรม 9 ประโยคหลายรูป ขอเข้าพบนายสุชาติ ตันเจริญ และตน เพื่อแสดงความห่วงใย กรณีที่ทางตำรวจจะเข้าตรวจสอบบัญชีเงินและทรัพย์สินต่างๆของวัด โดยเฉพาะเจ้าอาวาสวัดและไวยาวัจกรทั่วประเทศ จนกลายเป็นกระแสว่อนไปทั่วโลกโซเชี่ยล

ดร.นิยม กล่าวต่อไปว่า จากที่เห็นแต่ละข้อความสะท้อนถึงความวิตกในวงการสงฆ์ไทย หลังเกิดคดีฉาวเรื่องพระเถระชั้นผู้ใหญ่หลายรูปไปมีสัมพันธ์กับสีกาแบบชู้สาวหรือฉสามีภรรยา และยังมีเรื่องบัญชีเงินๆทองๆจำนวนมากเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทำให้วงการสงส์มัวหมอง สร้างความสะเทือนใจในหมู่พุทธศาสนิกชน ตนในฐานะชาวพุทธและทำงานด้านพุทธศาสนาและวงการพระสงฆ์มานาน อยากจะเรียนให้ทราบว่า กรณีเรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้นดังกล่าว มันเป็นเพียงความผิดเฉพาะบุคคล เฉพาะวัดบางแห่ง เท่านั้น ชาวพุทธอย่าได้เหมารวม พระสงฆ์ไทยหลายแสนรูปที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบยังมีอีกมากมาย รวมทั้งวัดอีกไม่น้อยเป็นหมื่นๆวัด ที่ยังเป็นสถานที่จรรโลงจิตใจให้กับพุทธศาสนิกชน จึงไม่ควรจะเหมารวมทั้งหมด ในขณะเดียวกัน นายสุชาติ ตันเจริญ และตน ก็พร้อมที่จะเข้ามาประสานแก้ไขปัญหาวิกฤตครั้งนี้อย่างเร่งด่วน จึงขอให้ พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย โปรดใช้สติ พิจารณา อย่าถึงกับต้องเสื่อมศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา ทั้งขอเป็นกำลังใจให้กับบรรดาพระสงฆ์ ทั้งประเทศที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่แล้ว อยู่เป็นมิ่งขวัญให้กับชาวพุทธต่อไปอย่าเพิ่งท้อแท้ เพราะรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ ก็ต้องการที่จะช่วยเหลือจรรโลงวงการพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป

‘พระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิ’ เตรียมร้อง ‘สุชาติ’ ไม่เห็นด้วยให้อำนาจตำรวจตรวจข้อมูลวัด

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของพระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มีต่อประเด็นการตรวจสอบวัด ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อความศรัทธาของประชาชนได้ การที่กลุ่มพระสงฆ์เตรียมที่จะเข้าพบ นายสุชาติ ตันเจริญ เพื่อแสดงความห่วงใยและหาทางออกร่วมกัน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะปกป้องพระพุทธศาสนาและรักษาความสงบสุขของวงการสงฆ์

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ‘พระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิ’

  • ความห่วงใยต่อการตรวจสอบวัด: พระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิมีความกังวลว่าการตรวจสอบวัดอาจส่งผลกระทบต่อความศรัทธาของประชาชนและภาพลักษณ์ของวงการสงฆ์
  • การเรียกร้องความเป็นธรรม: การเข้าพบ นายสุชาติ ตันเจริญ เป็นการแสดงออกถึงความต้องการที่จะเรียกร้องความเป็นธรรมและหาทางออกที่เหมาะสม
  • การปกป้องพระพุทธศาสนา: การเคลื่อนไหวของพระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิมีเป้าหมายเพื่อปกป้องพระพุทธศาสนาและรักษาความสงบสุขของวงการสงฆ์

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้สังคมไทยตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความสมดุลระหว่างการตรวจสอบและความเคารพต่อศาสนา การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในวงการสงฆ์ควรเป็นไปอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความศรัทธาของประชาชน

ในฐานะพุทธศาสนิกชน เราควรให้กำลังใจและสนับสนุนพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ และร่วมกันสร้างสรรค์สังคมที่เคารพในศีลธรรมและคุณธรรม

ที่มา – ‘พระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิ’ เตรียมร้อง ‘สุชาติ’ ไม่เห็นด้วยให้อำนาจตำรวจตรวจข้อมูลวัด

ต้องเตเผย! ทีมรอดังเด้ง สัปเหร่อ 2 ใกล้ปิดกล้อง

หลังจากภาพยนตร์เรื่อง สัปเหร่อ ภาคแรก ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น ทำให้ภาคต่ออย่าง สัปเหร่อ 2 เป็นที่ตั้งตารอของแฟนๆ ล่าสุด ต้องเต-ธิติ ศรีนวล ผู้กำกับก็ได้ออกมาอัปเดตความคืบหน้าของภาพยนตร์ ในงานกาล่าพรมแดงเปิดตัวภาพยนตร์ เทย ไทบ้านเดอะซีรีส์ โดย ต้องเต เผยว่า

“ตอนนี้สัปเหร่อ 2 ถ่ายไปได้ประมาณ 90% แล้วครับ คาดว่าน่าจะถ่ายเสร็จเดือนนี้ ซึ่งอีก 10% ที่เหลือส่วนใหญ่เป็นคิวถ่ายด้งเด้งที่เพิ่งหายเจ็บจากการประสบอุบัติเหตุ การถ่ายทำของด้งเด้งต้องระมัดระวังอย่างมากเลยครับ เขายังเดินไม่ได้ ฉะนั้นเราก็ต้องเซฟทุกอย่าง หาสตั๊นต์หาอะไรมาหมด เรียกว่าเซฟให้เขาได้ออกแรงน้อยที่สุดเพราะกลัวเขาจะบาดเจ็บ อีก 10% ที่เหลือของด้งเด้งเราไม่ได้ตัดฉากอะไรแต่เป็นการปรับมากกว่า เพื่อให้เขาทำงานง่ายขึ้น แล้วก็ไม่ได้อยากให้เขากดดันด้วย”

“ด้งเด้งกลับมาถ่ายต่อได้ทุกคนดีใจกันมาก ตอนแรกคิดว่าหนังจะไม่ได้ฉายแล้วเพราะต้องรอเขา แต่พวกเราก็เต็มใจรอกันอยู่แล้วนะครับ อยากให้เพื่อนหาย แล้วพอเพื่อนกลับมาได้ก็ดีใจ แต่อีกอย่างหนึ่งก็กังวลกลัวว่าเขาอยากเล่นอยากอะไรแล้วเขาพลาด เราก็เลยต้องช่วยกันเซฟ ถามว่าให้กำลังใจเพื่อนยังไง จริงๆ ตอนที่เขาเกิดอุบัติเหตุต้องนอนพักรักษาตัวอยู่นาน แต่พอเขาสามารถพิมพ์ได้ก็โทรมาขอโทษทันทีเลยที่ทำให้กองมันช้า แต่ทุกคนในกองคิดแค่ว่าแค่เพื่อนกลับมาได้ก็โอเคแล้ว ที่เหลือก็เลยบอกเขาไปว่าเดี๋ยวผมจัดการเอง ไม่ต้องคิดมาก”

ต้องเต เผยอีกว่า “หลายคนก็ตั้งตารอคอย ส่วนตัวยอมรับว่ากดดันเหมือนกันสำหรับการทำภาค 2 แต่ก็ไม่ได้กดดันมากขนาดนั้น เราคิดว่าเหมือนเริ่มต้นใหม่ อาจจะมีกระแสจากภาคแรกมากดดันอยู่ แต่พอขึ้นเรื่องใหม่ก็คือทำใหม่ ผมก็พยายามเต็มที่ แล้วในส่วนตัวรู้สึกชอบภาค 2 มากกว่าภาคแรกด้วย อาจจะเป็นเพราะด้วยความท้าทายใหม่ๆ ทำให้เราต้องพัฒนาตัวเองขึ้น ยอมรับว่ามันเหนื่อยและหนักกว่าภาคแรก รวมถึงลงทุนเยอะกว่าภาคแรกด้วย ฉะนั้นทุกอย่างมันก็จะมากกว่าภาคแรกหมดเลย”

“ถามว่ากลัวคนดูจะชอบภาคแรกมากกว่าไหม ไม่เป็นไรเลยครับ อันนี้อยู่ที่แต่ละคนจะชอบ อันนั้นมันเป็นความรู้สึกส่วนตัวของผม จะไปบอกให้เขาชอบเหมือนเราก็ไม่ได้ แล้วแต่คนดูจะตัดสินเลย สำหรับหนัง สัปเหร่อ 2 ใกล้จะได้ชมกันแล้วนะครับ เบื้องต้นถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง มีกำหนดเข้าฉายวันที่ 6 พฤศจิกายนนี้ ฝากซัพพอร์ตค่ายหนังเล็กๆ ของพวกเราหน่อยที่พยายาม ทดลองทำสิ่งใหม่เรื่อยๆ ไม่รู้ว่าจะถูกใจหรือจะดีหรือเปล่า แต่พวกเราเต็มที่กับทุกงานที่ทำครับ”…

จากบทสัมภาษณ์ของต้องเต ทำให้เราทราบว่าทีมงานทุกคนเต็มใจที่จะรอดังเด้งกลับมาถ่ายทำ สัปเหร่อ 2 ให้เสร็จสิ้น แสดงให้เห็นถึงมิตรภาพและความผูกพันของทีมงานอย่างแท้จริง นอกจากนี้ การที่ต้องเตกล่าวว่าชอบภาค 2 มากกว่าภาคแรก ยิ่งทำให้แฟนๆ ตั้งตารอชมภาพยนตร์เรื่องนี้มากยิ่งขึ้นไปอีก

ต้องเต เผยทีมงานพร้อมใจรอ ‘ด้งเด้ง’ หายดี ย้ำดีใจ ‘สัปเหร่อ 2’ ใกล้ปิดกล้องแล้ว

ผู้กำกับต้องเตออกมาอัปเดตความคืบหน้าของภาพยนตร์เรื่อง สัปเหร่อ 2 ว่าใกล้จะปิดกล้องแล้ว โดยให้ความสำคัญกับการดูแลนักแสดงอย่างด้งเด้งที่ประสบอุบัติเหตุด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ

ความคืบหน้าล่าสุดของ สัปเหร่อ 2

ตอนนี้ สัปเหร่อ 2 ถ่ายทำไปได้ 90% แล้ว และคาดว่าจะถ่ายทำเสร็จภายในเดือนนี้ โดยอีก 10% ที่เหลือนั้น ส่วนใหญ่เป็นคิวของด้งเด้งที่เพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ

  • การถ่ายทำของด้งเด้งต้องระมัดระวังอย่างมาก เนื่องจากเขายังเดินไม่ได้
  • ทีมงานได้เตรียมสตั๊นท์และอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อช่วยเซฟด้งเด้งให้มากที่สุด
  • ไม่ได้มีการตัดฉากของด้งเด้ง แต่เป็นการปรับบทเพื่อให้เขาทำงานได้ง่ายขึ้น

ต้องเตยังกล่าวอีกว่า ทุกคนในกองถ่ายดีใจมากที่ด้งเด้งกลับมาถ่ายทำต่อได้ หลังจากที่ตอนแรกคิดว่าอาจจะต้องเลื่อนฉายภาพยนตร์ออกไป

นอกจากนี้ ต้องเตยังยอมรับว่ารู้สึกกดดันกับการทำ สัปเหร่อ 2 แต่ก็ไม่ได้กดดันมากจนเกินไป และเขารู้สึกชอบภาค 2 มากกว่าภาคแรกด้วยซ้ำ เนื่องจากมีความท้าทายใหม่ๆ ที่ทำให้เขาต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

สำหรับใครที่กำลังรอชม สัปเหร่อ 2 ก็อดใจรอกันอีกนิด เบื้องต้นมีกำหนดเข้าฉายวันที่ 6 พฤศจิกายนนี้ อย่าลืมไปสนับสนุนค่ายหนังเล็กๆ ที่ตั้งใจทำผลงานดีๆ มาให้ทุกคนได้รับชมกัน

ที่มา – ‘ต้องเต’ เผยทีมงานพร้อมใจรอ ‘ด้งเด้ง’ หายดี ย้ำดีใจ ‘สัปเหร่อ 2’ ใกล้ปิดกล้องแล้ว

สว.อิสระ ไม่หวั่น! ปลอมลายเซ็น สั่งหยุด สว.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมือง เมื่อมี สว. กลุ่มหนึ่งออกมากล่าวหาว่ามีการปลอมลายเซ็นเพื่อยื่นต่อประธานวุฒิสภา ขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาวินิจฉัยให้ สว. ที่ต้องคดีฮั้วเลือกจำนวน 136 คน หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว เรื่องนี้สร้างความฮือฮาและเกิดคำถามมากมายในสังคม

น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว. กลุ่มอิสระ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าว โดยยอมรับว่าอาจมีการปลอมลายเซ็นเกิดขึ้นหลังจากส่งรายชื่อไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้รู้สึกกังวลใจแต่อย่างใด พร้อมทั้งกล่าวว่าพร้อมที่จะให้ สว. เซ็นชื่อใหม่อีกครั้งต่อหน้าสื่อมวลชนเพื่อความโปร่งใส ส่วนคนที่ต้องการฟ้องร้องก็สามารถทำได้ ไม่มีปัญหา

น.ต.วุฒิพงศ์ ยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปโดยสุจริต และ สว. แต่ละคนต่างร่วมมือกันคนละไม้คนละมือ เนื่องจาก สว.อิสระ ไม่สามารถบังคับใครได้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญ และเป้าหมายหลักยังคงอยู่ที่การดำเนินการในวันที่ 13 ส.ค. หรือช่วงสัปดาห์หน้า ซึ่งจะมีการเตรียมรายชื่อใหม่อีกครั้ง

สว.อิสระ ไม่หวั่นถูกกล่าวหาปลอมลายเซ็นส่งศาลรัฐธรรมนูญสั่ง 136 สว.หยุดปฏิบัติหน้าที่

สถานการณ์ในขณะนี้ค่อนข้างตึงเครียด เนื่องจากมีการข่มขู่กันเกิดขึ้นในหลากหลายช่องทาง ทั้งทางไลน์และช่องทางอื่นๆ น.ต.วุฒิพงศ์ กล่าวว่า สว.กลุ่มอิสระมีทั้งหมดเกือบ 60 คน บางคนยังคงรอดูท่าทีและรอคำแนะนำ อย่างไรก็ตาม เมื่อยื่นรายชื่อไปแล้วจะไม่สามารถถอนได้ แต่หากมีการอ้างว่าปลอมลายเซ็นก็ต้องมีการตรวจสอบต่อไป

น.ต.วุฒิพงศ์ ยืนยันว่าตนเองได้อ่านรายละเอียดอย่างถี่ถ้วนก่อนที่จะเซ็นชื่อ เนื่องจากเป็นเรื่องจริงที่สังคมเข้าใจได้ และประชาชนก็รับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น การยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะให้ สว. เหล่านั้นหยุดปฏิบัติหน้าที่ไปเลย แต่ต้องการให้ศาลฯ พิจารณาเรื่องที่อนุกรรมการ กกต.ชุดที่ 26 ได้พิจารณาแล้วเสร็จ และเร่งรัดการดำเนินการ ในระหว่างนี้ หากไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็ขอให้หยุดการสรรหาองค์กรอิสระไปก่อน

ทำไม สว.อิสระ ถึงออกมาเรียกร้องให้มีการตรวจสอบ?

เหตุผลสำคัญคือการต้องการให้มีการเคลียร์ปัญหาที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงคาใจ เนื่องจากมีคำถามมากมายเกี่ยวกับความเป็นอิสระของ สว. ชุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นการถูกมองว่าเป็น สว.ฮั้ว หรือการมีใบสั่งจากภายนอก การตัดสินด้วยกระบวนการยุติธรรมจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ความจริงปรากฏ หากผิดก็ต้องรับผิด หากถูกก็จะเป็นเกียรติประวัติและสามารถทำงานต่อไปได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีข้อครหา

นอกจากนี้ น.ต.วุฒิพงศ์ ยังได้ให้กำลังใจคนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจให้กล้าที่จะตัดสินใจ เพราะการดำเนินการครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แต่ทำเพื่อความถูกต้องและความโปร่งใสในสังคม

การออกมาเคลื่อนไหวของ สว.อิสระ ในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงออกถึงความต้องการที่จะรักษาความเป็นอิสระและสร้างความโปร่งใสในการทำงานของ สว. แม้ว่าจะต้องเผชิญกับแรงกดดันและการถูกกล่าวหา แต่ก็ยังคงยืนหยัดที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อให้สังคมเกิดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและการถ่วงดุลอำนาจในสังคมประชาธิปไตย การที่ สว. ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการกลั่นกรองกฎหมายและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ออกมาเรียกร้องให้มีการตรวจสอบกันเอง ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวและความรับผิดชอบต่อสังคม

เรื่องนี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของความเป็นอิสระและความโปร่งใสในการทำงานขององค์กรต่างๆ โดยเฉพาะองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจรัฐ เพราะความเชื่อมั่นของประชาชนคือสิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและเป็นธรรม

สุดท้ายนี้ เราต้องติดตามกันต่อไปว่าผลการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร และจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของ สว.อิสระ และการเมืองไทยในอนาคตอย่างไรบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ เหตุการณ์นี้ได้สร้างความตระหนักและความเข้าใจให้กับประชาชนเกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่ของ สว. มากยิ่งขึ้น

ที่มา – ‘สว.อิสระ’ไม่หวั่นถูกกล่าวหาปลอมลายเซ็นส่งศาลรัฐธรรมนูญสั่ง 136 สว.หยุดปฏิบัติหน้าที่

‘แสวง’ ติดตาม เลือกตั้งใหม่ศรีสะเกษ เขต 5

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ที่ห้องประชุมสระกำแพงใหญ่ ชั้น 4 ศาลากลาง จ.ศรีสะเกษ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมด้วย นายวีระ ยี่แพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (รองเลขาฯ กกต.) พ.ต.ท.ระพีพงษ์ จิรพัฒนาลักษณ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (รองเลขาฯ กกต.) ร.ต.อ.มนูญ วิเชียรนิตย์ ผู้ตรวจการ เขตตรวจการที่ 8 และคณะ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เขตเลือกตั้งที่ 5 ประกอบด้วย อ.ขุนหาญ และ อ.ภูสิงห์ เพื่อตรวจติดตาม พร้อมให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานในการเลือกตั้งใหม่ศรีสะเกษ เขต 5 และติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชาโดยมี นายเอกฤกษ์ พร้อมชัยอนันต์ ผู้อำนวยการสำนักงานกกต. ประจำจังหวัดศรีสะเกษ กกต.ประจำเขตเลือกตั้งที่ 5 และผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 5 ให้การต้อนรับและรายงานสถานการณ์

ทั้งนี้ นายแสวง ได้รับฟังข้อมูลจริงจากพื้นที่เกี่ยวกับความพร้อมด้านความปลอดภัยและการจัดการเลือกตั้ง พร้อมทั้งหารือกับจังหวัดศรีสะเกษและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนดำเนินการเลือกตั้งใหม่ศรีสะเกษ เขต 5 ให้เป็นไปอย่างสุจริต เที่ยงธรรม และคำนึงถึงความปลอดภัยสุดของประชาชน จากนั้นเดินทางไปมอบสิ่งของและเงินช่วยเหลือให้แก่ผู้ประสบภัย ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราวโรงเรียนเบญจลักษ์พิทยา อ.เบญจลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อให้กำลังใจประชาชนที่อพยพจากพื้นที่ชายแดนบุคลากรที่ปฏิบัติงานเลือกตั้ง และเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ

อย่างไรก็ตาม นายแสวงให้สัมภาษณ์ถึงการจัดเลือกตั้งใหม่ศรีสะเกษ เขต 5 ว่า จริง ๆ สำนักงานกกต.วันนี้มาเพื่อรับทราบสถานการณ์ในพื้นที่ หลังมีข้อตกลงหยุดยิง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ รองผู้ว่า ฯ และผู้บังคับการ กรรมการผู้อำนวยการเขตและผู้ตรวจการการเลือกตั้งร่วมให้ข้อมูล ซึ่งจากการได้รับฟังสถานการณ์ก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ ทางเราก็บอกความต้องการและเงื่อนไขที่จะกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ ว่าจะเป็นวันไหน ซึ่งเงื่อนไขคือต้องใช้เวลาให้พอกับกิจกรรมที่เหลือก่อนวันเลือกตั้งโดยรวมประมาณ 20 วัน ถ้านับจากวันที่กกต.จะกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ไปจนถึงวันเลือกตั้งให้เพียงพอกับกิจกรรมที่เหลืออยู่ 

นายแสวง กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามเราจะรอความชัดเจนจาก ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครอง ฝ่ายตำรวจ  ว่าจะจัดให้ประชาชนเข้าไปในพื้นที่ ว่าเป็นวันไหน อย่างไร ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้มีการกำหนดวันที่อนุญาตให้ประชาชนกลับเข้าพื้นที่อย่างเป็นทางการ แต่โดยพฤตินัยมีประชาชนบางส่วนที่กลับเข้าบ้านเรือนแล้วสะท้อนถึงความมั่นใจในฝ่ายบ้านเมืองที่จะดูแลความปลอดภัย 

“เงื่อนไขที่จะกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ที่สำคัญก็คือต้องปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์ ถึงจะให้มีการเลือกตั้ง” นายแสวง กล่าว 

นายแสวง กล่าวอีกว่า การเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นแน่นอนและคิดว่าน่าจะเร็วๆ นี้ เมื่อวานช่วงคืนนี้ (8 ส.ค. 2568) ประชาชนเข้าไปอยู่ในพื้นที่ได้หมด นั่นคือเขารู้สึกปลอดภัยแล้วฝ่ายความมั่นคง และฝ่ายบ้านเมือง ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองก็จะดูแลในส่วนนี้ด้วย และในระดับนโยบายก็มีการเจรจากัน ความสัมพันธ์สงบ อย่างน้อยประชาชนต้อง ปลอดภัย เราจะไม่เอาประชาชนไปเสี่ยงในวันเลือกตั้ง ส่วนจะเป็นกันยายน 2568 หรือไม่ ยังบอกไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องการ เวลา 20 วัน นับจากวันที่ประกาศกำหนดวันลงคะแนนจนถึงวันเลือกตั้ง โดยกกต.ประจำเขต จะเป็นคนเสนอกำหนดวันเลือกตั้งไปที่กกต.ชุดใหญ่

เมื่อถามถึงข้อระมัดระวังของผู้สมัครรับเลือกตั้ง คืออะไร นายแสวง กล่าวว่า จริงๆ การเลือกตั้ง ในช่วงมีพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ) กำหนดให้มีการเลือกตั้งก็จะมีข้อกำหนดว่าทำอะไรได้บ้าง หรือทำอะไรไม่ได้บ้าง รวมถึงประชาชนก็ด้วยเช่นกัน เข้าใจว่าผู้สมัครเข้าใจดีอยู่แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่จะต้องพึงระวัง เพราะช่วงนี้ประชาชนเดือดร้อน ผู้สมัคร ห้ามไปแจกของ ต้องระมัดระวังในเรื่องนี้

เมื่อถามถึงการอำนวยความสะดวกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง นายแสวง กล่าวว่า จริง ๆ หน่วยเลือกตั้ง ไม่ได้ไกล ทุกแห่งเป็นหน่วยเลือกตั้งเดิม ที่ประชาชนคุ้นเคยอยู่แล้ว เพียงแต่ครั้งนี้เราจะเน้นที่ความปลอดภัยซึ่งเป็นความปลอดภัยที่ไม่ได้อยู่ในประเทศ แต่เราก็มั่นใจในฝ่ายความมั่นของบ้านเมืองที่จะดูแล ซึ่งการที่ประชาชน ทยอยกลับเข้าพื้นที่บางส่วนก็สะท้อนว่า มีความรู้สึกปลอดภัยแล้ว เมื่อมีความรู้สึกปลอดภัยทุกอย่างก็จะดำเนินการไปตามขั้นตอนปกติ

เลือกตั้งใหม่ศรีสะเกษ เขต 5

ความปลอดภัยต้องมาอันดับหนึ่งในการเลือกตั้งใหม่ศรีสะเกษ เขต 5

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยในการเลือกตั้งใหม่ศรีสะเกษ เขต 5 เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด กกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ประชาชนมั่นใจและออกมาใช้สิทธิ์ได้อย่างเต็มที่ การสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใสก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างความเข้าใจและความร่วมมือจากทุกฝ่าย

ที่มา – ‘แสวง’ ลงพื้นที่ศรีสะเกษ เขตเลือกตั้ง 5 ติดตามเตรียมพร้อมเลือกตั้งใหม่ ยันต้องปลอดภัย 100%

เปิดงาน ร้อยใจรักษ์พิทักษ์สายน้ำเพชร ปลูกจิตสำนึก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชัยยะ อังกินันทน์ นายก อบจ.เพชรบุรี พร้อมด้วยนายสายัณต์ สิทธิ์โชคธรรม นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว จังหวัดเพชรบุรีและประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบุรี ร่วมเปิดงานโครงการจัดงานอนุรักษ์แม่น้ำเพชรบุรี กิจกรรมร้อยใจรักษ์พิทักษ์สายน้ำเพชร ครั้งที่ 16 โดยมี นางดวงใจ คุ้มสอาด ผอ.ททท.สำนักงานเพชรบุรี, หัวหน้าส่วนราชการ ผู้ร่วมกิจกรรม และสื่อมวลชน ร่วมกิจกรรมจำนวนมาก ณ เพลาเพลิน เดอะเจอร์นี่ ต.แก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี

นายสายัณต์ กล่าวว่า การจัดงาน อนุรักษ์แม่น้ำเพชรบุรี “ร้อยใจรักษ์พิทักษ์สายน้ำเพชร ครั้งที่ 16/2568 นี้ เราได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ และความ จำเป็น ในการปลูกฝังจิตสำนึก ให้ผู้ประกอบการ ชุมชน ท้องถิ่น และนัก ท่องเที่ยวช่วยกันดูแลรักษาสภาพแวดล้อมร่วมกัน เพื่อให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สร้างสรรค์อย่างยั่งยืน และส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น ให้ชุมชนได้มีส่วนร่วม โดยจะจัดเป็นประจำทุกปี ปีละ 1 ครั้ง โดยเน้นจัดงานในช่วงเดือนสิงหาคม วัตถุประสงค์ดังนี้

  • เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ในวันอนุรักษ์แม่น้ำเพชรบุรี ซึ่งตรงกับวันที่ 7 สิงหาคม ของทุกปี
  • เพื่อส่งเสริมสนับสนุนและกระตุ้นปลูกจิตสำนึกให้องค์กรเอกชน ท้อง ถิ่น ชุมชนและ ประชาชน ร่วมมือในการดูแลรักษาแม่น้ำ
  • เพื่อเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • เพื่อทำให้จังหวัดเพชรบุรี เป็นเมือง น่าอยู่ น่าเที่ยว
  • เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดเพชรบุรี

นายสายัณต์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วยการล่องเรือคายัคและล่องเรือยางศึกษาระบบนิเวศสายน้ำเพชรบุรีระยะประมาณ 5 กิโลเมตร และการมอบกล้าไม้ นำไปปลูกเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวฟื้นฟูระบบนิเวศดินและน้ำ การสาธิตทำอาหารโดยชุมชนท้องถิ่นและนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับแม่น้ำเพชรบุรีพื้นป่าแก่งกระจานแหล่งต้นน้ำการแสดงศิลปะวัฒนธรรมไทยของเด็กนักเรียนในโรงเรียนท้องถิ่น

กิจกรรมร้อยใจรักษ์พิทักษ์สายน้ำเพชร ครั้งที่ 16

ความสำคัญของกิจกรรมร้อยใจรักษ์พิทักษ์สายน้ำเพชร

โครงการกิจกรรมร้อยใจรักษ์พิทักษ์สายน้ำเพชร ครั้งที่ 16 นี้ แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วนในการอนุรักษ์แม่น้ำเพชรบุรี ซึ่งเป็นสายน้ำสำคัญของจังหวัด การปลูกจิตสำนึกให้ทุกคนเห็นคุณค่าและความสำคัญของแม่น้ำ จะนำไปสู่การดูแลรักษาอย่างยั่งยืน และทำให้เพชรบุรีเป็นเมืองที่น่าอยู่ น่าเที่ยวต่อไป

นอกจากนี้ การที่โครงการมุ่งเน้นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ยังเป็นการสร้างรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่น และส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามให้คงอยู่ต่อไป การมีส่วนร่วมของเด็กนักเรียนในการแสดงศิลปะวัฒนธรรม ก็เป็นการปลูกฝังความรักและความหวงแหนในท้องถิ่นให้กับเยาวชนรุ่นใหม่

การจัดงาน ร้อยใจรักษ์พิทักษ์สายน้ำเพชร ครั้งที่ 16 ไม่ได้เป็นเพียงแค่กิจกรรม แต่เป็นการสร้างความตระหนักและความเข้าใจถึงความสำคัญของแม่น้ำเพชรบุรี และเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ร่วมกันรักษาสายน้ำเพชรบุรี เพื่อความยั่งยืนของเพชรบุรีของเรา

ที่มา – เปิดงานกิจกรรมร้อยใจรักษ์พิทักษ์สายน้ำเพชร ครั้งที่ 16 ปลูกฝังจิตสำนึก

ร้อยเอ็ดคุมเข้ม! รถโดยสารสาธารณะช่วงวันหยุดยาว

สำนักงานขนส่งจังหวัดร้อยเอ็ด โดย นายปราการ มสิกพรรค์ ขนส่งจังหวัดร้อยเอ็ด เดินหน้ามาตรการขนส่งร้อยเอ็ดคุมเข้มรถโดยสารสาธารณะช่วงวันหยุดยาว และเทศกาลต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยแก่ประชาชนที่ใช้บริการ

โดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาววันที่ 9 -12 สิงหาคมนี้ ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่จากสำนักงานขนส่งจังหวัดร้อยเอ็ด ผลัดละ 8 นาย ประจำการที่ สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดร้อยเอ็ด รวมถึง จุดเช็กกิ้งพอยท์ทางหลวงหมายเลข 23 สถานีขนส่งผู้โดยสาร อำเภอโพนทอง และ อำเภอสุวรรณภูมิ เพื่อเข้มงวดตรวจสอบรถโดยสารทุกคัน

มาตรการตรวจครอบคลุมการใช้เทคโนโลยีควบคุมความเร็วผ่านระบบ GPS สภาพความพร้อมของรถ ความพร้อมของคนขับ ต้องไม่ดื่ม ไม่เมา ไม่เสพสารเสพติด และอุปกรณ์ส่วนควบต่างๆ ของรถอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและสร้างความปลอดภัยสูงสุดให้แก่ผู้โดยสาร

สำนักงานขนส่งจังหวัดร้อยเอ็ดดำเนินการเช่นนี้มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในช่วงวันหยุดยาว เทศกาลสงกรานต์ และเทศกาลปีใหม่ โดยเจ้าหน้าที่ทุกคนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ กระตือรือร้น และเต็มความสามารถ เพื่อให้ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือกลับไปทำงานในต่างจังหวัดอย่างอุ่นใจและประทับใจตลอดเส้นทาง

ขนส่งร้อยเอ็ดคุมเข้มรถโดยสารสาธารณะช่วงวันหยุดยาว

ในช่วงวันหยุดยาวที่กำลังจะมาถึงนี้ หลายคนวางแผนเดินทางกลับบ้าน หรือท่องเที่ยวพักผ่อน การใช้บริการรถโดยสารสาธารณะจึงเป็นทางเลือกที่สะดวกสบาย แต่ความปลอดภัยในการเดินทางก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง สำนักงานขนส่งจังหวัดร้อยเอ็ดจึงได้ดำเนินมาตรการ ขนส่งร้อยเอ็ดคุมเข้มรถโดยสารสาธารณะช่วงวันหยุดยาว เพื่อให้ผู้โดยสารทุกท่านเดินทางได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจ

มาตรการเข้มงวดเพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง

มาตรการ ขนส่งร้อยเอ็ดคุมเข้มรถโดยสารสาธารณะช่วงวันหยุดยาว ครอบคลุมในหลายด้าน ได้แก่:

  • การตรวจสอบสภาพรถ: ตรวจสอบความพร้อมของตัวรถ ระบบเบรก ยาง ไฟสัญญาณ และอุปกรณ์ความปลอดภัยต่างๆ ให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์
  • การตรวจความพร้อมของพนักงานขับรถ: ตรวจสอบใบอนุญาตขับขี่ ตรวจวัดแอลกอฮอล์ และสารเสพติด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากความประมาท
  • การควบคุมความเร็ว: ควบคุมความเร็วของรถโดยสารผ่านระบบ GPS เพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
  • การให้บริการอย่างเป็นธรรม: ดูแลให้ผู้โดยสารได้รับการบริการที่ดี ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ

นอกจากมาตรการที่กล่าวมาข้างต้น สำนักงานขนส่งจังหวัดร้อยเอ็ดยังได้จัดเจ้าหน้าที่ประจำตามสถานีขนส่งและจุดตรวจต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกและให้คำแนะนำแก่ผู้โดยสาร หากพบปัญหาหรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ได้ทันที

การเดินทางโดยรถโดยสารสาธารณะในช่วงวันหยุดยาว ควรวางแผนการเดินทางล่วงหน้า จองตั๋วโดยสารล่วงหน้า และเผื่อเวลาสำหรับการเดินทาง เพื่อหลีกเลี่ยงความแออัดและการพลาดเที่ยวรถ นอกจากนี้ ควรดูแลทรัพย์สินส่วนตัว และปฏิบัติตามคำแนะนำของพนักงานขับรถและเจ้าหน้าที่ เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง

ขนส่งร้อยเอ็ดคุมเข้มรถโดยสารสาธารณะช่วงวันหยุดยาวอย่างจริงจัง เพื่อให้การเดินทางของทุกคนเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย ขอให้ทุกท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ

ที่มา – ขนส่งร้อยเอ็ด คุมเข้มรถโดยสารสาธารณะช่วงวันหยุดยาว – ตรวจทุกจุดสร้างความปลอดภัย

ทลายรังหรูจีนเทา! รวบ 26 คนจีน ปล่อยเงินกู้ดอกโหด

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. พล.ต.ต.ธวัชเกียรติ จินดาควรสนอง ผบก.ภ.จว.ชลบุรี สั่งการให้ พ.ต.อ.ภาสกร ไพจิตต์ ผกก.สืบสวน ภ.จว.ชลบุรี นำกำลังตำรวจชุดสืบจังหวัดชลบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจพัทยา เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว ถือหมายค้นศาลจังหวัดพัทยา เข้าทำการปิดล้อมบ้านพลูวิลล่าหรู ย่านหาดจอมเทียนหมู่ 12 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังพบพฤติกรรมต้องสงสัยของกลุ่มชาวจีน เข้าไปอยู่รวมตัวกันเป็นจำนวนมาก

จากการตรวจสอบบ้านพลูวิลล่าดังกล่าว อยู่ภายในโครงการหมู่บ้านหรู มูลค่าบ้านหลังละหลายสิบล้าน โดยบ้านมีลักษณะเป็นบ้านเดี่ยวชั้นเดียว มีเนื้อที่กว่า 90-100 ตารางวา มีรั้วล้อมรอบขอบชิด และติดตั้งกล้องวงจรปิดรอบทุกมุมบ้าน ตำรวจจึงกระจายกำลังเปิดล้อม ก่อนจะบุกเข้าไปตรวจสอบ พบกลุ่มคนจีนจำนวนมากกำลังทำงาน โดยส่วนใหญ่ใช้โทรศัพท์มือถือ จึงได้ควบคุมชาวจีนที่อยู่ภายในบ้านทั้งหมด

เบื้องต้นตำรวจสามารถควบคุมตัวชาวจีนได้ทั้งหมด 26 คน เป็นชาย 25 คน หญิง 1 คน กำลังนั่งทำงานอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าว ซึ่งส่วนใหญ่เข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรด้วย วีซ่านักท่องเที่ยว และวีซ่านักศึกษา และไม่มีใบอนุญาตทำงาน และพบว่ามีการอยู่ในราชอาณาจักรไทยเกินกำหนด (Overstay) จำนวน 2 คน

จากการตรวจค้นพบว่าผู้ต้องหาทั้งหมดทำธุรกิจเกี่ยวกับปล่อยเงินกู้ผ่านระบบออนไลน์ โดยลูกค้าจะเป็นคนจีนที่อยู่ในประเทศต่างๆ โดยใช้อุปกรณ์โน้ตบุ๊ก และโทรศัพท์มือถือในการทำงาน ส่วนของกลางที่ยึดได้เป็น 1.โน้ตบุ๊ค 2 เครื่อง 2.โทรศัพท์มือถือยี่ห้อด่างๆ 52 เครื่อง 3.เอกสารบัญชีต่างๆ (ภาษาจีน) ที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับการทำงานของผู้ต้องหาที่ทำงานเกี่ยวกับเงินกู้ออนไลน์ 77 แผ่น 4.เงินสด 80,300 บาท

ตำรวจจึงควบคุมตัวชาวจีนทั้งหมดไปทำการสอบปากคำเพิ่มเติม พร้อมทั้งแจ้งข้อกล่าวหา “ร่วมกันประกอบธุรกิจสินเชื่อโดยไม่ได้รับอนุญาต และเป็นคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ประกอบอาชีพหรือรับจ้างทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต และเป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน” และมีอีก 2 คนถูกแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่ม อยู่ในราชอาณาจักรไทยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด (โอเวอร์สเตย์) ก่อนจะนำตัวชาวจีนทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ทลายรังหรูจีนเทารวบ 26 คนจีน ใช้แผ่นดินไทยเปิดฐานปล่อยเงินกู้ดอกโหด

การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นปฏิบัติการสำคัญในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่เข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปล่อยเงินกู้ออนไลน์ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนจำนวนมาก การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถทลายรังหรูจีนเทารวบ 26 คนจีน ใช้แผ่นดินไทยเปิดฐานปล่อยเงินกู้ดอกโหดได้สำเร็จ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประเทศ

ผลกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศไทย

การที่ชาวต่างชาติเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำผิด ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาชาวต่างชาติ การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถทลายรังหรูจีนเทารวบ 26 คนจีน ใช้แผ่นดินไทยเปิดฐานปล่อยเงินกู้ดอกโหดได้ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างชาติว่าประเทศไทยมีความปลอดภัยและมีระบบการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง จะช่วยป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งฟอกเงินหรือเป็นที่หลบซ่อนของผู้กระทำผิด ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป การแจ้งเบาะแสเมื่อพบเห็นสิ่งผิดปกติ จะเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ การทลายรังหรูจีนเทารวบ 26 คนจีน ใช้แผ่นดินไทยเปิดฐานปล่อยเงินกู้ดอกโหด เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำงานอย่างหนักของเจ้าหน้าที่ เพื่อรักษาความสงบสุขของสังคมไทย

ที่มา – ทลายรังหรูจีนเทารวบ 26 คนจีน ใช้แผ่นดินไทยเปิดฐานปล่อยเงินกู้ดอกโหด

สุดยอด! เด็กภู่ขจร คว้าทองสุนทรพจน์นานาชาติ

ขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งกับโรงเรียนนานาชาติภู่ขจร กำแพงเพชร ที่นำนักเรียนไปสร้างชื่อเสียงในเวทีระดับนานาชาติ! ดร.ขจรวรรณ ภู่ขจร ผู้จัดการโรงเรียนนานาชาติทีซีอี ได้เปิดเผยถึงความภาคภูมิใจที่นักเรียนจากโรงเรียนนานาชาติ TCE ภู่ขจร ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมเยาวชนระดับโลก “21st Century Cup” ณ ฮ่องกง กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและแลกเปลี่ยนพัฒนาการของเด็กและเยาวชน ภายใต้แนวคิด “Uniting Global Youth, Embracing Multiculturalism” ซึ่งเป็นเวทีให้นักเรียนจากโรงเรียนนานาชาติภู่ขจร ได้แสดงศักยภาพบนเวทีนานาชาติ แบ่งปันแนวคิด เฉลิมฉลองวัฒนธรรม และสร้างความสัมพันธ์กับเยาวชนจากทั่วโลก

ประสบการณ์ครั้งนี้เป็นมากกว่าการเดินทาง เพราะเป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยให้นักเรียนได้เติบโตเป็นผู้นำ และสร้างแรงบันดาลใจในระดับโลก ก่อนการแข่งขัน ทุกคนต่างส่งกำลังใจและความรักไปให้นักเรียน เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อน ขณะที่นักเรียนได้นำจิตวิญญาณของ TCE และความภาคภูมิใจของประเทศไทยไปสู่เวทีสากล

สุดปลื้ม! โรงเรียนนานาชาติภู่ขจร กำแพงเพชรนำเด็กคว้าเหรียญทองกล่าวสุนทรพจน์เวทีนานาชาติ 15 ประเทศ

ข่าวดีล่าสุดจากฮ่องกงคือ นักเรียนจากโรงเรียนนานาชาติทีซีอี ซึ่งเป็นตัวแทนประเทศไทย ได้รับรางวัลเหรียญทอง ชนะเลิศในการแข่งขันกล่าวสุนทรพจน์ภาษาอังกฤษ ในงาน “21st Century Cup Global Youth Cultural Exchange Conference” โดยมีผู้เข้าแข่งขันกว่า 60 คน จาก 15 ประเทศทั่วโลก

นักเรียนจากโรงเรียนนานาชาติภู่ขจร สร้างชื่อเสียงระดับโลก!

รายชื่อนักเรียนทั้ง 4 คนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ด.ช. ศรัณย์ธฤต อัศวสุธีรกุล, ด.ช. กษิฎิศ แก้วขัน, ด.ช. นรินทร์โชติ ศุจิธรรม และ ด.ญ. ดรัลพร รัตนปัญญา ซึ่งถือเป็นเกียรติประวัติที่น่าชื่นชมยินดีอย่างยิ่ง ที่ตัวแทนเด็กและเยาวชนจากจังหวัดกำแพงเพชรได้สร้างชื่อเสียงในเวทีระดับนานาชาติ

ความสำเร็จของนักเรียนจากโรงเรียนนานาชาติภู่ขจร กำแพงเพชรนำเด็กคว้าเหรียญทองกล่าวสุนทรพจน์เวทีนานาชาติ 15 ประเทศ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากการสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพของนักเรียนอย่างต่อเนื่องจากทางโรงเรียน รวมถึงความมุ่งมั่นและความสามารถของตัวนักเรียนเอง การได้รับรางวัลในครั้งนี้เป็นการยืนยันถึงคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนนานาชาติภู่ขจร และเป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนไทยคนอื่นๆ ที่จะมุ่งมั่นพัฒนาตนเองเพื่อก้าวไปสู่เวทีโลก

โรงเรียนนานาชาติภู่ขจร กำแพงเพชรนำเด็กคว้าเหรียญทองกล่าวสุนทรพจน์เวทีนานาชาติ 15 ประเทศ เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเยาวชนไทยในการแข่งขันระดับนานาชาติ การสนับสนุนและส่งเสริมการศึกษาที่มีคุณภาพ จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติให้ก้าวหน้าต่อไป หากเราทุกคนร่วมมือกันผลักดันให้เยาวชนไทยได้รับการศึกษาที่ดี มีโอกาสแสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ ประเทศไทยก็จะสามารถสร้างชื่อเสียงและความสำเร็จในเวทีโลกได้มากยิ่งขึ้น

โรงเรียนนานาชาติภู่ขจร กำแพงเพชรนำเด็กคว้าเหรียญทองกล่าวสุนทรพจน์เวทีนานาชาติ 15 ประเทศเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการลงทุนในการศึกษาอย่างจริงจัง จะนำมาซึ่งผลตอบแทนที่คุ้มค่า ทั้งต่อตัวนักเรียนเอง โรงเรียน และประเทศชาติ

ที่มา – สุดปลื้ม! โรงเรียนนานาชาติภู่ขจร กำแพงเพชรนำเด็กคว้าเหรียญทองกล่าวสุนทรพจน์เวทีนานาชาติ 15 ประเทศ

ประจวบฯ เปิดแข่งกอล์ฟการกุศล ซื้อคอมฯ AI หว้ากอ

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ที่สนามกอล์ฟหลวงหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานเปิดการแข่งขันกอล์ฟการกุศล รายการ “กอล์ฟกระชับมิตรธุรกิจเมือง” โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อหารายได้สมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ระบบ AI ให้กับศูนปฎิบัติการ AI อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ งานนี้ได้รับเกียรติจากนายสราวุธ ลิ้มอรุณรักษ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายประสูตร หอมบรรเทิง นายอำเภอหัวหิน นายแก้ว คงวงศ์ นายอำเภอชะอำ นายนุกูล พรสมบูรณ์สิริ นายกเทศมนตรีเมืองชะอำ พ.ต.อ.กัมปนาท ณ วิชัย ผกก.สภ.หัวหิน นายวราวุธ พยัคฆพงษ์ ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ นายกิติพงษ์ สิริเพชรเกษม นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวหัวหิน/ชะอำ นายอำนาจ ป่านแก้ว ผู้จัดการสนามกอล์ฟหลวงหัวหิน พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐ นักธุรกิจจากทั้งประจวบคีรีขันธ์และเพชรบุรี รวมจำนวนกว่า 60 ท่าน เข้าร่วมการแข่งขันอย่างคับคั่ง

ภาพบรรยากาศการแข่งขันกอล์ฟการกุศล

นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวถึงความสำคัญของการจัดงาน “แข่งกอล์ฟการกุศล” ในครั้งนี้ว่า “ขณะนี้ทางอุทยานวิทยาศาสตร์ ณ หว้ากอ ยังขาดแคลนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัย ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะนำไปใช้ในการเรียนการสอนด้าน AI ให้กับนักเรียน นักศึกษา และผู้ที่สนใจจากทั่วประเทศที่เดินทางมาเข้าค่าย ณ ที่แห่งนี้ ซึ่งมีจำนวนมากถึง 500,000 คนต่อปี การจัดงานแข่งกอล์ฟการกุศลในวันนี้จึงเกิดขึ้นจากความร่วมมือของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อระดมทุนจัดซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็น คาดว่าจะได้เงินจากการจัดงานในครั้งนี้ประมาณ 2 แสนบาท”

ผู้ว่าฯ ประจวบฯ ให้สัมภาษณ์

ประจวบฯ เปิดแข่งกอล์ฟการกุศล ระดมทุนซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ AI หว้ากอ

นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงนโยบายของจังหวัดในการส่งเสริมการศึกษาให้กับเยาวชนว่า “ทางจังหวัดฯ เองก็มีนโยบายที่ชัดเจนในการส่งเสริมการศึกษาให้กับนักเรียนและเยาวชนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผมจึงพยายามที่จะสร้างห้องเรียนเสริมศักยภาพ เช่น ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ AI ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ ณ หว้ากอ ซึ่งจะมีการส่งมอบอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 สิงหาคมนี้ ซึ่งตรงกับวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติพอดี นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งในความมุ่งมั่นของเรา”

การส่งเสริมการศึกษาด้านเกษตรอัจฉริยะ

“อีกโครงการที่สำคัญคือ การสร้างห้องเรียนส่งเสริมการศึกษาเกษตรโยธินอัจฉริยะ ซึ่งเป็นห้องเรียนที่เน้นการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น โซลาร์เซลล์ และโรงเรือนอัจฉริยะ มาประยุกต์ใช้ในการเพาะปลูกพืชผักและผลไม้ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยมีโรงเรียนที่สนใจเข้าร่วมโครงการถึง 71 แห่ง ซึ่งทางจังหวัดฯ ได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนโครงการนี้ถึง 15 ล้านบาท”

งานแข่งกอล์ฟการกุศลครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการหารายได้เพื่อสนับสนุนการศึกษาด้าน AI เท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออันดีระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาการศึกษาและยกระดับคุณภาพชีวิตของเยาวชนในพื้นที่

การลงทุนในการศึกษาและเทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาประเทศในระยะยาว การสนับสนุนอุทยานวิทยาศาสตร์หว้ากอให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้าน AI จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป

ที่มา – พ่อเมืองประจวบฯ เปิดแข่งกอล์ฟการกุศล ระดมทุนซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ ศูนปฎิบัติการ AI อุทยานฯหว้ากอ