ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

4 นักสู้ ONE ลุมพินี 119 ฟันโบนัส 1.4 ล้าน!

ปิดฉากไปอย่างดุเดือดสำหรับศึก ONE ลุมพินี 119 เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยมีนักกีฬาถึง 4 คนที่โชว์ฟอร์มสุดยอด ปิดเกมคู่ต่อสู้ได้อย่างสวยงาม ทำให้บิ๊กบอส “ชาตรี ศิษย์ยอดธง” ใจป้ำ มอบโบนัสให้คนละ 350,000 บาท รวมเป็นเงินรางวัลทั้งสิ้น 1,400,000 บาท (หนึ่งล้านสี่แสนบาท) เลยทีเดียว

มาดูกันว่า 4 นักสู้จากศึก ONE ลุมพินี 119 ที่ได้รับโบนัสมีใครกันบ้าง!

4 นักสู้ ONE ลุมพินี 119 ฟันโบนัสรวม 1.4 ล้านบาท

คนแรกคือ “มาซาฮิโตะ โอกุยามา” นักชกชาวญี่ปุ่น ที่แสดงให้เห็นถึงหัวใจนักสู้ที่แข็งแกร่ง แม้จะโดน “เจงกิซ ลาเล” จากตุรกี เล่นงานจนเกือบเสียท่าในยกแรก แต่ก็กลับมาฮึดสู้ ไล่ถล่มคู่ต่อสู้คืนอย่างหนักในยกที่ 2 จนกรรมการต้องนับ ก่อนที่ในยกสุดท้าย “มาซาฮิโตะ” จะระดมอาวุธชุดใหญ่ใส่ “เจงกิซ” จนไม่มีทีท่าว่าจะตอบโต้ได้ ทำให้กรรมการตัดสินใจยุติการชก ส่งผลให้ “มาซาฮิโตะ” คว้าชัยชนะ TKO พร้อมรับโบนัสไปครองได้สำเร็จ เป็นการปลดล็อกแต้มชัยแรกบนเวที ONE ลุมพินีของเขา

คนที่สอง “สานิตย์ ลูกถ้ำเสือ” นักบู๊จากกระบี่ สร้างชื่อในการเปิดตัวครั้งแรกได้อย่างงดงาม ด้วยการปล่อยหมัดฮุกซ้ายตามด้วยเตะซ้ายเข้าเต็มคาง “เซน โลน ชอว์” จนทรุดลงไปกองกับพื้น ลุกไม่ขึ้น ทำให้ “สานิตย์” ปิดเกมด้วยการน็อกในยกที่ 2 อย่างเด็ดขาด และรับโบนัสไปเป็นทุนการศึกษาให้กับลูกชายทั้งสองคนของเขา

คนที่สาม “อับเดสซามี เรนิมี” นักชกจอมพลังจากโมร็อกโก คว้าชัยชนะพร้อมรับโบนัสเป็นครั้งแรก หลังจากที่ปล่อยอาวุธชุดใหญ่ ไล่ถล่ม 3 นับ เอาชนะ TKO “เพชรวิเศษ เพชรเกียรติเพชร” ไปได้อย่างสวยงามในยกที่ 2

คนที่สี่ “เพชรลำพูน หมวดดับลำปาง” นักมวยอาวุธหนักจากลำพูน ปลดปล่อยความกดดันจากความพ่ายแพ้ใน 2 ไฟต์ล่าสุดได้สำเร็จ ด้วยการกลับมาระเบิดฟอร์มอันร้อนแรง น็อก “ปฏักนิล ซินบีมวยไทย” ในยกที่ 2 เพิ่มสถิติการคว้าชัยชนะเป็นแต้มที่ 7 จากทั้งหมด 10 ไฟต์ และรับโบนัสเข้ากระเป๋าเป็นครั้งที่ 4

ทั้งนี้ โบนัส ถือเป็นเงินพิเศษที่ “บอสชาตรี” มอบให้เพิ่มเติมจากสัญญาที่นักกีฬาและผู้จัดการได้ตกลงกันไว้ก่อนการแข่งขัน ซึ่งไม่มีข้อผูกมัดใด ๆ ในการพิจารณา และการชนะน็อกหรือปิดเกมคู่ต่อสู้ได้ ก็ไม่ได้เป็นการรับประกันว่าจะได้รับโบนัสเสมอไป

นักสู้ ONE ลุมพินี 119 ที่ได้รับโบนัส

  • มาซาฮิโตะ โอกุยามา
  • สานิตย์ ลูกถ้ำเสือ
  • อับเดสซามี เรนิมี
  • เพชรลำพูน หมวดดับลำปาง

มาซาฮิโตะ โอกุยามา

สานิตย์ ลูกถ้ำเสือ

อับเดสซามี เรนิมี

เพชรลำพูน หมวดดับลำปาง

สำหรับศึก ONE ลุมพินีครั้งต่อไป ONE ลุมพินี 120 จะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 15 ส.ค.นี้ โดยคู่เอกเป็นการพบกันระหว่าง “ยอดเหล็กเพชร อ.อัจฉริยะ” และ “ป้อมเพชร พานทองยิม” ในกติกามวยไทย รุ่นฟลายเวต

นอกจากนี้ยังมีคู่เอกภาคอินเตอร์ “อวตาร พีเค.แสนชัย” ปะทะ “บริซ เดลวัล” ในกติกามวยไทย รุ่นแบนตัมเวต

แฟนกีฬาชาวไทยสามารถจองบัตรเข้าชมในสนามผ่านทาง THAI TICKET MAJOR คู่แรกเริ่มเวลา 19.30 น. รับชมการถ่ายทอดสดทาง ช่อง 7HD กด 35 (ภาษาไทย) เริ่ม 20.30 น. รวมทั้งติดตามข่าวสารอัปเดตได้ที่เฟซบุ๊ก ONE Championship Thailand เว็บไซต์ ONEFC.com อินสตาแกรม ONEChampTh และ TikTok ONEChampTH

ศึก ONE ลุมพินี 119 เป็นอีกครั้งที่แสดงให้เห็นถึงความเข้มข้นและเร้าใจของกีฬามวยไทย การมอบโบนัสให้กับนักกีฬาที่โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม ถือเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้นักกีฬาทุกคนทุ่มเทและสร้างสรรค์ผลงานที่น่าประทับใจออกมา

ที่มา – 4 นักสู้ศึก ONE ลุมพินี 119 ฟันโบนัสรวม 1.4 ล้านบาท

“แอนนิสชา-ทรงกลด” ลุ้นเหรียญ เวิลด์เกมส์ 2025

การแข่งขันกีฬาเวิลด์เกมส์ 2025 ที่เมืองเฉิงตู ประเทศจีน เมื่อวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมา ไฮไลต์ของนักกีฬาไทยอยู่ที่กีฬาวอเตอร์สกี-เวคบอร์ด รอบรองชนะเลิศ โดยประเภทเวคเซิร์ฟ หญิง แอนนิสชา ฐิตา ฟลิน นักเวคเซิร์ฟสาวไทย โชว์ลีลาพริ้วไหวตามคลื่น ก่อนทำ 63.33 คะแนน จบอันดับ 2 ของฮีต ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศต่อไป แฟนกีฬาชาวไทยร่วมส่งกำลังใจให้ “แอนนิสชา-ทรงกลด” คว้าเหรียญทองในการแข่งขันครั้งนี้

ขณะที่ ประเภทเวคเซิร์ฟ ชาย ทรงกลด โจมบุญ นักเวคเซิร์ฟหนุ่มไทย โชว์ฟอร์มสุดยอด ทำ 78.75 คะแนน คว้าอันดับ 1 ของฮีต ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ ไปลุ้นเหรียญเช่นกัน สร้างความหวังให้กับทัพนักกีฬาไทยในการแข่งขันเวิลด์เกมส์ครั้งนี้อย่างมาก การที่ “แอนนิสชา-ทรงกลด” สามารถผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้พร้อมกัน ถือเป็นสัญญาณที่ดี และเป็นกำลังใจสำคัญให้กับนักกีฬาไทยคนอื่นๆ

ส่วนประเภทเคเบิล เวคบอร์ด ชาย พีรณัฐ ฟักทองอยู่ นักเวคบอร์ดหนุ่มไทย พลาดท่าตกบอร์ด ทำได้ 36.20 คะแนน ชวดเข้ารอบชิงชนะเลิศ ไปอย่างน่าเสียดาย แต่ถึงอย่างไรก็ตาม พีรณัฐยังคงเป็นความหวังของวงการเวคบอร์ดไทย และเราเชื่อว่าเขาจะกลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิม

“แอนนิสชา-ทรงกลด” โชว์ลีลาสุดสะเด่า เข้ารอบชิงเวคบอร์ค ได้ลุ้นเหรียญ ศึกเวิลด์เกมส์ 2025

การเข้ารอบชิงชนะเลิศของทั้งแอนนิสชาและทรงกลดในการแข่งขันเวคบอร์ด ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของวงการกีฬาไทย แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถของนักกีฬาไทยในระดับนานาชาติ เราควรให้การสนับสนุนและส่งเสริมนักกีฬาเหล่านี้อย่างเต็มที่ เพื่อให้พวกเขาสามารถพัฒนาฝีมือและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติได้มากยิ่งขึ้น

ทำไมการสนับสนุนนักกีฬาเวคบอร์ดไทยถึงสำคัญ?

  • สร้างแรงบันดาลใจ: ความสำเร็จของ “แอนนิสชา-ทรงกลด” จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนไทยหันมาสนใจกีฬานี้มากขึ้น

  • พัฒนากีฬา: การสนับสนุนจะช่วยพัฒนากีฬาเวคบอร์ดในประเทศไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

  • สร้างชื่อเสียง: ความสำเร็จในระดับนานาชาติจะสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย

การแข่งขันเวิลด์เกมส์ครั้งนี้ เป็นโอกาสอันดีที่ “แอนนิสชา-ทรงกลด” จะแสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ และคว้าเหรียญรางวัลมาครองได้สำเร็จ ขอเป็นกำลังใจให้ทั้งสองคนและนักกีฬาไทยทุกคนที่เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้

ถึงแม้ว่าพีรณัฐจะไม่สามารถผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศได้ แต่ประสบการณ์ที่เขาได้รับจากการแข่งขันในครั้งนี้ จะเป็นบทเรียนสำคัญที่จะช่วยให้เขาพัฒนาฝีมือและกลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิมในอนาคต เรายังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของเขา และหวังว่าเขาจะสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยได้ในอนาคต

การแข่งขันกีฬาเวิลด์เกมส์ 2025 ยังไม่จบลงง่ายๆ มาร่วมส่งแรงใจเชียร์ทัพนักกีฬาไทยให้คว้าชัยชนะกลับบ้านกันนะครับ!

ที่มา – “แอนนิสชา-ทรงกลด” โชว์ลีลาสุดสะเด่า เข้ารอบชิงเวคบอร์ค ได้ลุ้นเหรียญ ศึกเวิลด์เกมส์ 2025

ไทยประณามเหตุวางทุ่นระเบิด ทหารเจ็บ อุปสรรคหยุดยิง

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. กระทรวงการต่างประเทศเผยแพร่แถลงการณ์ เรื่องการประท้วงต่อเหตุการณ์ครั้งที่ 3 ในการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล โดยระบุว่า ตามที่เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2568 กำลังพลกองร้อยทหารราบที่ 111 รวม 3 นาย ซึ่งทำการลาดตระเวนในดินแดนของไทยในพื้นที่บริเวณรอยต่อโดนเอาว์-กฤษณา จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้มีการเก็บกู้ทุ่นระบิดเรียบร้อยแล้ว ประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลนั้น หลักฐานทุ่นระเบิดที่พบสอดคล้องกับผลการตรวจสอบการ พบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของกองทัพบกก่อนหน้านี้ว่าเป็นทุ่นระเบิดที่วางใหม่ ดังนั้น การวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลใหม่นี้ถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และนับเป็นครั้งที่ 3 ที่กองกำลังไทยประสบเหตุการณ์เช่นนี้ในเวลาเพียงไม่ถึง 1 เดือนจากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้

รัฐบาลไทยขอประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลซึ่งถือเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย เป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักการพื้นฐานที่สำคัญของกฎหมายระหว่างประเทศที่ระบุไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และเป็นการละเมิดพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา) อย่างชัดเจน ไทยอยู่ระหว่างการมีหนังสือประท้วงเรื่องดังกล่าวไปยังกัมพูชา และประธานอนุสัญญาฯ

การกระทำดังกล่าวเป็นอุปสรรคอย่างร้ายแรงต่อการดำเนินการตามมาตรการหยุดยิงที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไว้ในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ วันที่ 7 ส.ค. 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ไทยจึงขอเรียกร้องฝ่ายกัมพูชาหยุดการกระทำที่ละเมิดอนุสัญญาฯ โดยทันที และให้ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมตามแนวชายแดนตามที่นายกรัฐมนตรีของทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันภายในกรอบทวิภาคี และตามที่ฝ่ายไทยได้เสนอต่อที่ประชุมจีบีซีที่ผ่านมา แต่ฝ่ายกัมพูชาไม่ตอบสนอง

ไทยประณามเหตุวางทุ่นระเบิด ทำทหารไทยเจ็บหนักอีก เป็นอุปสรรคข้อตกลงหยุดยิง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นที่น่ากังวลอย่างต่อเนื่อง ภายหลังเกิดเหตุการณ์ไทยประณามเหตุวางทุ่นระเบิดที่ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน แต่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อข้อตกลงหยุดยิงที่ทั้งสองฝ่ายได้ทำร่วมกัน

ผลกระทบจากการวางทุ่นระเบิด

การวางทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน นอกจากจะเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการขัดขวางการทำมาหากิน การเดินทาง รวมถึงการสร้างความหวาดกลัวและความไม่มั่นใจในความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน ยิ่งไปกว่านั้น ยังส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความร่วมมือในด้านต่างๆ

ไทยประณามเหตุวางทุ่นระเบิดครั้งนี้อย่างรุนแรง และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหยุดการกระทำดังกล่าวโดยทันที พร้อมทั้งให้ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย และสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่

แนวทางการแก้ไขปัญหา

การแก้ไขปัญหาไทยประณามเหตุวางทุ่นระเบิดอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนในพื้นที่ โดยมีแนวทางการแก้ไขปัญหาดังนี้:

  • การเจรจาและการสร้างความเข้าใจ: การเจรจาและการสร้างความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยและกัมพูชาเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และสร้างความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิด
  • การเก็บกู้ทุ่นระเบิด: การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อลดความเสี่ยงต่อประชาชน และสร้างความมั่นใจในความปลอดภัย
  • การให้ความรู้และสร้างความตระหนัก: การให้ความรู้และสร้างความตระหนักเกี่ยวกับอันตรายของทุ่นระเบิด เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อ
  • การช่วยเหลือผู้ประสบภัย: การช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากทุ่นระเบิด เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ

เหตุการณ์ไทยประณามเหตุวางทุ่นระเบิดครั้งนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดอย่างจริงจัง เพื่อสร้างสันติภาพและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน

ที่มา – ไทยประณามเหตุวางทุ่นระเบิด ทำทหารไทยเจ็บหนักอีก เป็นอุปสรรคข้อตกลงหยุดยิง

ณรัชต์ สามีมาดามแป้ง ขึ้นแท่นประธานสิงห์เจ้าท่า

พ.ต.อ.ดร.ณรัชต์ เศวตนันทน์ ขึ้นมาเป็นประธานสโมสร “สิงห์เจ้าท่า” การท่าเรือ เอฟซี คนใหม่! ข่าวนี้สร้างความฮือฮาในวงการฟุตบอลไทยอย่างมาก โดยล่าสุดท่านประธานได้จัดพิธีทำบุญสนาม แพท สเตเดียม เพื่อความเป็นสิริมงคลและเอาฤกษ์เอาชัยก่อนเปิดฤดูกาล ไทยลีก 2025-26 ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งภายในงานก็มี “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย และอดีตประธานการท่าเรือ มาร่วมงานแสดงความยินดีด้วยบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง

สำหรับ “บิ๊กเอ” พ.ต.อ.ดร.ณรัชต์ ที่ได้รับตำแหน่งประธานสิงห์เจ้าท่าคนใหม่นี้ เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะสามีของ “มาดามแป้ง” นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ และอดีตประธานการท่าเรือ การเข้ารับตำแหน่งครั้งนี้จึงนับเป็นการสานต่อเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสโมสรการท่าเรือ เอฟซี ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปอีก โดยท่านเข้ารับตำแหน่งต่อจาก นายเฉลิมโชค ล่ำซำ ลูกพี่ลูกน้องของมาดามแป้ง

ณรัชต์ สามีมาดามแป้ง ขึ้นแท่นประธานสิงห์เจ้าท่า

การเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของสโมสรการท่าเรือ เอฟซี ครั้งนี้ได้รับความสนใจจากแฟนบอลและผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการฟุตบอลเป็นอย่างมาก หลายคนต่างตั้งความหวังว่าภายใต้การนำทัพของ พ.ต.อ.ดร.ณรัชต์ ซึ่งมีประสบการณ์และความสามารถ จะสามารถนำพา “สิงห์เจ้าท่า” ประสบความสำเร็จและสร้างผลงานที่น่าประทับใจได้ในฤดูกาลที่จะถึงนี้

การเข้ามารับตำแหน่งประธานสิงห์เจ้าท่าของ พ.ต.อ.ดร.ณรัชต์ เศวตนันทน์ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนแปลงตัวบุคคล แต่ยังเป็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงกลยุทธ์และการบริหารจัดการของสโมสรอีกด้วย ด้วยวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสโมสรให้มีความเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น คาดว่าจะมีการปรับปรุงและพัฒนาในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการฝึกซ้อมของนักกีฬา การเสริมสร้างทีมเวิร์ค การบริหารจัดการด้านการเงิน และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับแฟนบอล

นอกจากนี้ การที่ “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ ยังคงให้การสนับสนุนและให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การบริหารงานของ ประธานสิงห์เจ้าท่า คนใหม่เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในวงการฟุตบอลของมาดามแป้ง จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการวางแผนกลยุทธ์และแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

ความคาดหวังที่มีต่อประธานสิงห์เจ้าท่าคนใหม่

แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งผู้นำย่อมมาพร้อมกับความคาดหวังที่สูงขึ้น แฟนบอลสิงห์เจ้าท่าต่างหวังว่า พ.ต.อ.ดร.ณรัชต์ จะสามารถนำพาทีมรักของพวกเขาไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการคว้าแชมป์ในรายการต่างๆ การพัฒนาศักยภาพของนักเตะ และการสร้างทีมให้แข็งแกร่งและเป็นที่น่าเกรงขาม

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร นักกีฬา สตาฟฟ์โค้ช และแฟนบอล หากทุกฝ่ายร่วมมือกันเป็นหนึ่งเดียว ก็เชื่อมั่นได้ว่าการท่าเรือ เอฟซี จะสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

การเข้ามาของ พ.ต.อ.ดร.ณรัชต์ เศวตนันทน์ ในตำแหน่งประธานสโมสรการท่าเรือ เอฟซี ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของสโมสรแห่งนี้ ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงที่จะพัฒนาสโมสรให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปอีก พร้อมกับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จาก “มาดามแป้ง” และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เชื่อมั่นได้ว่า “สิงห์เจ้าท่า” จะกลับมาผงาดอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งอย่างแน่นอน

เอาใจช่วยและเป็นกำลังใจให้ พ.ต.อ.ดร.ณรัชต์ และสโมสรการท่าเรือ เอฟซี ประสบความสำเร็จในเส้นทางลูกหนัง!

ที่มา – สามีมาดามแป้ง ‘ณรัชต์’ รับตำแหน่งประธานสิงห์เจ้าท่าคนใหม่

จับตา! รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนเยือนเมียนมา

สถานการณ์ในเมียนมายังคงเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตามอง ล่าสุด สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ว่า รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนเตรียมเยือนเมียนมา เพื่อสังเกตการณ์สถานการณ์ก่อนการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นปลายปีนี้

โมฮาหมัดกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า การเดินทางเยือนเมียนมาในครั้งนี้ “อาจเกิดขึ้น” ในวันที่ 19 ก.ย. โดยจะมีรัฐมนตรีต่างประเทศของอินโดนีเซีย ไทย และฟิลิปปินส์เข้าร่วมด้วย จุดประสงค์หลักคือเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และนำข้อมูลที่ได้ไปเสนอต่อผู้นำจากประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ในการประชุมสุดยอด ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในปลายเดือนตุลาคมนี้

การเยือนครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของอาเซียนในการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาในเมียนมา และสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่เป็นไปอย่างสันติและเป็นประชาธิปไตย

รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนเตรียมเยือนเมียนมา

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ประกาศยุติคำสั่งสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งครอบคลุมทั่วประเทศ ตั้งแต่วันรัฐประหาร 1 ก.พ. 2564 และประกาศแผนการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนธ.ค. นี้ ซึ่งโมฮาหมัดกล่าวว่า คณะผู้แทนจากอาเซียนจะติดตามการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น รวมถึงหารือว่า การจัดการลงคะแนนเลือกตั้งจะครอบคลุมทุกพื้นที่ในเมียนมาจริงหรือไม่

ประเด็นสำคัญที่คณะผู้แทนจากอาเซียนจะให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือความเป็นธรรมและความโปร่งใสของการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น รวมถึงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคมเมียนมา เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

รัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซียเสริมว่า ปัจจุบัน ยังมี 63 เมืองและภูมิภาคยังคงอยู่ภายใต้ภาวะฉุกเฉินเป็นการเฉพาะ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สู้รบที่ยังมีความขัดแย้งด้านอาวุธ หรืออยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมา สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการจัดการเลือกตั้ง และเป็นสิ่งที่อาเซียนต้องให้ความสำคัญ

ความท้าทายในการเยือนเมียนมาของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน

การเดินทางเยือนเมียนมาของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนในครั้งนี้ ถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญของอาเซียนในการแก้ไขวิกฤตในเมียนมา แต่ก็มีความท้าทายหลายประการที่รออยู่ ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนทางการเมือง ความขัดแย้งทางอาวุธที่ยังคงดำเนินอยู่ และความกังวลเกี่ยวกับความเป็นธรรมและความโปร่งใสของการเลือกตั้ง นอกจากนี้ การเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นกลางก็เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้คณะผู้แทนจากอาเซียนสามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง

  • ความไม่แน่นอนทางการเมืองในเมียนมา
  • ความขัดแย้งทางอาวุธที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่
  • ความกังวลเรื่องความเป็นธรรมในการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม การที่รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนตัดสินใจที่จะเดินทางไปเยือนเมียนมา แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของอาเซียนในการมีบทบาทในการแก้ไขปัญหา และสนับสนุนให้เมียนมากลับคืนสู่เส้นทางประชาธิปไตย

การสังเกตการณ์สถานการณ์ก่อนการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของเมียนมา และเป็นโอกาสที่อาเซียนจะแสดงบทบาทนำในการส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

การตัดสินใจของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่จะเดินทางไปยังเมียนมานั้น ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของอาเซียนในการแก้ไขปัญหาในเมียนมาอย่างจริงจัง แต่ความสำเร็จของการเยือนครั้งนี้ขึ้นอยู่กับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรัฐบาลทหารเมียนมา กองกำลังต่อต้าน และภาคประชาสังคม

การที่อาเซียนเข้าไปมีส่วนร่วมในการสังเกตการณ์การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ย่อมเป็นแรงผลักดันสำคัญที่จะส่งเสริมให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างเสรีและยุติธรรม ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจในกระบวนการทางการเมือง

เครดิตภาพ : AFP

สถานการณ์ในเมียนมายังคงต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด แต่การที่อาเซียนแสดงบทบาทอย่างแข็งขันในการแก้ไขปัญหา ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่จะนำไปสู่สันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคในที่สุด

ที่มา – รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนเตรียมเยือนเมียนมา สังเกตการณ์ก่อนเลือกตั้ง

“น้องเทนนิส” ควง “จูเนียร์” วิวาห์หวานชื่นมื่น

ขอแสดงความยินดีกับ “น้องเทนนิส” เรืออากาศโทหญิง พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ อดีตนักกีฬาเทควันโดทีมชาติไทยขวัญใจชาวไทย และ จูเนียร์ รามณรงค์ เสวกวิหารี อดีตจอมเตะหนุ่มทีมชาติไทย ที่ได้เข้าสู่พิธีวิวาห์อย่างหวานชื่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ วิลลา เดอ บัว ย่านบางเขน กรุงเทพฯ

น้องเทนนิส จูเนียร์ วิวาห์

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความรัก จากครอบครัว ญาติสนิท และเพื่อนพ้องที่มาร่วมเป็นสักขีพยานรักของทั้งคู่ โดยมี นายสิริชัย วงศ์พัฒนกิจ บิดาของน้องเทนนิส และ นายรณยุทธ เสวกวิหารี-น.ส.พัชรี สกุลเผือก บิดาและมารดาของจูเนียร์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความสุขและความยินดี

น้องเทนนิส จูเนียร์ วิวาห์

“น้องเทนนิส” ได้โพสต์ความรู้สึกผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “เหรียญทองในสนาม กับรักแท้ในชีวิต From gold medal moments to golden days together มาร่วมอวยพรบ่าวสาวกันนะคะ” สร้างความประทับใจให้กับแฟนๆ ที่ติดตามและให้กำลังใจเธอมาโดยตลอด

“น้องเทนนิส” ควง “จูเนียร์” เข้าประตูวิวาห์ บรรยากาศสุดแสนอบอุ่น

สำหรับประวัติของ “น้องเทนนิส” นั้น เธอเป็นนักกีฬาเทควันโดที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยอย่างมากมาย โดยเฉพาะการคว้าเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ถึง 2 สมัย คือ โอลิมปิกเกมส์ 2020 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และ โอลิมปิกเกมส์ 2024 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส สร้างประวัติศาสตร์เป็นนักกีฬาไทยคนแรกที่ทำได้

น้องเทนนิส จูเนียร์ วิวาห์

นอกจากนี้ เธอยังเคยคว้าเหรียญทองแดงในโอลิมปิกเกมส์ 2016 ที่นครรีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงและเป็นที่รักของคนไทยทั้งประเทศ

เส้นทางความรักของ “น้องเทนนิส” และ “จูเนียร์”

ความรักของ “น้องเทนนิส” และ “จูเนียร์” ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่สวยงาม ทั้งคู่เป็นนักกีฬาเทควันโดทีมชาติไทยเหมือนกัน ทำให้มีความเข้าใจและสนับสนุนซึ่งกันและกันเสมอมา เส้นทางความรักของทั้งคู่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ทั้งสองก็จับมือกันฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ จนกระทั่งได้ครองรักกันในที่สุด

พิธีวิวาห์ของ “น้องเทนนิส” และ “จูเนียร์” จึงเป็นเหมือนบทสรุปของความรักที่สวยงาม และเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตคู่ที่เต็มไปด้วยความสุขและความอบอุ่น เราขอร่วมแสดงความยินดีกับ “น้องเทนนิส” และ “จูเนียร์” อีกครั้ง และขอให้ทั้งคู่มีความสุขในชีวิตคู่ตลอดไป

ปัจจุบัน “น้องเทนนิส” ยังคงมุ่งมั่นกับการฝึกซ้อมและเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันในระดับนานาชาติต่อไป เธอยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักกีฬาเทควันโดรุ่นใหม่ๆ และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชนไทย

“น้องเทนนิส” และ “จูเนียร์” เป็นคู่ที่น่ารักและเหมาะสมกันมาก ขอให้ทั้งคู่ครองรักกันไปนานๆ นะคะ

ที่มา – “น้องเทนนิส” ควงแฟนหนุ่ม “จูเนียร์” เข้าประตูวิวาห์ บรรยากาศสุดแสนอบอุ่น

‘ปราสาทพนมรุ้ง’ เปิดแล้ว! เที่ยวได้หลังชายแดนสงบ

หลังจากปิดไปเนื่องจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ปราสาทพนมรุ้งและปราสาทเมืองต่ำได้กลับมาเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมอีกครั้งแล้ว ข่าวดีสำหรับคนที่อยากไปสัมผัสความงดงามของโบราณสถานสำคัญแห่งนี้!

‘ปราสาทพนมรุ้ง’ เปิดรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ปราสาทพนมรุ้งและปราสาทเมืองต่ำได้ปิดทำการชั่วคราวเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม เนื่องจากความไม่สงบตามแนวชายแดน สถานการณ์ปัจจุบันมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ทำให้ทางอุทยานฯ ประกาศเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ตามปกติ การเปิดครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย และประชาชนในพื้นที่เริ่มกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

น.ส.อ้อม โจมรัมย์ ชาวจังหวัดบุรีรัมย์ที่เดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านและแวะเที่ยวปราสาทพนมรุ้ง กล่าวว่าเธอรู้สึกคิดถึงโบราณสถานแห่งนี้ และรู้สึกเสียดายที่ทราบว่ามีการปิดไปในช่วงก่อนหน้านี้

ทำไมต้องไปเที่ยวชมปราสาทพนมรุ้ง?

นายภาคภูมิ อยู่พูน หัวหน้าอุทยานพนมรุ้ง กล่าวว่า การปิดทำการในช่วงที่มีสถานการณ์ความไม่แน่นอนนั้น เป็นไปเพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเป็นสำคัญ และเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย จึงได้ประกาศเปิดให้เข้าชมอีกครั้ง ท่านยังกล่าวอีกว่า ปราสาทพนมรุ้ง เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวจะได้ชมความมหัศจรรย์ของสถาปัตยกรรม และศึกษาประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจของเขาพนมรุ้ง

สำหรับใครที่กำลังวางแผนจะไปเที่ยวบุรีรัมย์ อย่าพลาดโอกาสไปเยี่ยมชมปราสาทพนมรุ้งนะครับ สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่สวยงามและน่าประทับใจ

วางแผนการเดินทางของคุณวันนี้ เพื่อสัมผัสความงดงามของปราสาทพนมรุ้งด้วยตัวคุณเอง!

ที่มา – ‘ปราสาทพนมรุ้ง’ เปิดรับนักท่องเที่ยวแล้ว หลังปิดช่วงสถานการณ์ ‘ไทย-กัมพูชา’

เพื่อไทย ส่ง ‘สง่า พรมเมือง’ ลงเลือกตั้งซ่อม

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการส่งผู้สมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เชียงราย เขต 7 แทนนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยพ้นสส.ว่า กรรมการบริหารพรรคได้มีมติส่ง นายสง่า พรมเมือง สมาชิกสภาจังหวัดเชียงราย ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เชียงราย โดยจะมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย ดำเนินการเรื่องการลงพื้นที่หาเสียง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับประวัติของนายสง่านั้น จบการศึกษาปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า และปริญญาโท MBA บริหารธุรกิจบัณฑิต มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ส่วนประวัติการทำงาน เป็นคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ สภ.เชียงแสน ตั้งแต่ปี 2564-2567 เป็นนายกสโมสรโรตารีเชียงแสนในปี 2566 และเป็นเลขาธิการสโมสรโรตารีเชียงแสนในปี 2567 เป็นผู้บริหาร บริษัท วันดีพืชผลการเกษตร จำกัด และ บริษัท วันดีโลจิสติกส์ จำกัด ในปี 2567-2568 โดยปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาจังหวัดเชียงราย เขตอำเภอเชียงแสน เขต 1.

เพื่อไทยเคาะส่ง ‘สง่า พรมเมือง’ลงเลือกตั้งซ่อมสส.เชียงราย

พรรคเพื่อไทยตัดสินใจส่งนายสง่า พรมเมือง ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เชียงราย เขต 7 ที่กำลังจะเกิดขึ้น ถือเป็นการประกาศความพร้อมในการรักษาฐานเสียงของพรรคในพื้นที่ดังกล่าว การตัดสินใจครั้งนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนและนักวิเคราะห์การเมืองเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เชียงราย ที่มีความสำคัญต่อภาพรวมทางการเมือง

ทำไมนายสง่า พรมเมือง จึงได้รับเลือกให้ลงสมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เชียงราย

การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยในการส่งนายสง่า พรมเมือง ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ อาจมีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง ประวัติการทำงานของนายสง่าที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการและความเข้าใจในพื้นที่เชียงรายเป็นอย่างดี การที่เขาเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาจังหวัดเชียงราย ทำให้เขามีความคุ้นเคยกับปัญหาและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญในการหาเสียงและสร้างความไว้วางใจจากประชาชน

นอกจากนี้ การที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย จะเป็นผู้ดำเนินการเรื่องการลงพื้นที่หาเสียง แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่พรรคเพื่อไทยให้กับการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ การมีแกนนำพรรคลงมาสนับสนุนอย่างใกล้ชิด จะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เชียงรายที่จะเกิดขึ้น

การเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เชียงราย ครั้งนี้จึงเป็นที่จับตาจากทุกฝ่าย การแข่งขันที่เข้มข้นและความคาดหวังของประชาชนในพื้นที่ จะเป็นตัวกำหนดผลลัพธ์ของการเลือกตั้งครั้งนี้ และมีผลต่อทิศทางทางการเมืองในอนาคตอย่างแน่นอน

  • การศึกษาและประสบการณ์ทำงานของนายสง่า พรมเมือง
  • บทบาทของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ในการสนับสนุนการหาเสียง
  • ความสำคัญของการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เชียงราย ต่อภาพรวมทางการเมือง

การที่พรรคเพื่อไทยส่งผู้สมัครที่มีความพร้อมและมีประสบการณ์ลงเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เชียงราย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการรักษาฐานเสียงและตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นบทพิสูจน์ความนิยมและความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อพรรคเพื่อไทย

ที่มา – ‘เพื่อไทย’เคาะส่ง ‘สง่า พรมเมือง’ลงเลือกตั้งซ่อมสส.เชียงราย

‘รองอธ.กรมอุทยานฯ’ ลุยคดีบุกรุกป่า 4,000 ไร่ หนองพลับ

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. นายวีระ ขุนไชยรักษ์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้เดินทางลงพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ตามคำสั่งนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานฯ เพื่อติดตามตรวจสอบการบุกรุกป่าในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและพื้นที่ปลอดภัยทางทหาร ท้องที่ตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมี นายนพพร ประทุมเหง่า ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (สบอ.3) สาขาเพชรบุรี และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมและชี้แจง ณ ห้องประชุม อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี

การลงพื้นที่ครั้งนี้ก็เพื่อเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายดำเนินการอย่างจริงจังและเด็ดขาด เป็นการแสดงเจตนารมณ์ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่า โดย นายวีระ ยังได้มอบสิ่งของเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานด้วยความทุ่มเท พร้อมขอบคุณทุกหน่วยงาน ที่ร่วมมือกันแก้ไขปัญหา

สำหรับคดีการบุกรุกเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และพื้นที่ปลอดภัยทางทหาร (ปข.605) ใน ต.หนองพลับ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เจ้าหน้าที่ได้ร่วมบูรณาการการทำงานร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เจ้าหน้าที่ทหาร และกรมธนารักษ์ ตั้งแต่วันที่ 8-9 กรกฎาคม ที่ผ่านมา จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มีการบุกรุกและครอบครองพื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและพื้นที่ราชพัสดุ (ปข.605) ประมาณ 4,000 ไร่

จากการสืบสวนพบว่า มีพื้นที่บางส่วนที่ผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ได้มาจากการซื้อผ่านการขายทอดตลาดของธนาคาร นอกจากนี้ยังพบว่ามีการใช้รถแบ็คโฮขนาดใหญ่ขุดเจาะหน้าดินในบริเวณกว้าง ซึ่งเจ้าของอ้างว่าได้รับอนุญาตจาก อบต.หนองพลับแล้ว แต่เมื่อตรวจสอบกลับไม่พบเอกสารอนุญาตที่ถูกต้องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาบุกรุกพื้นที่ตามกฎหมายผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินรวม 15 ราย และได้แจ้งความดำเนินคดีที่สถานีตำรวจภูธรหนองพลับเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ กรมอุทยานฯ ยังเตรียมตรวจสอบย้อนหลังถึงการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว ว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือไม่ และหากพบว่าไม่มีสิทธิ์ในพื้นที่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทางอุทยานฯ จะใช้อำนาจตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 เพื่อรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่บุกรุกป่าได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่งศาล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายให้รวดเร็วยิ่งขึ้นต่อไป.

ด้าน นายวีระ กล่าวว่า วันนี้ลงมาติดตามคดีการบุกรุกพื้นที่ กว่า 4,000 ไร่ ในพื้นที่ตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์. ซึ่งต้องบูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงานในการลงพื้นที่ทำงาน ทางกรม อุทยานได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ หลายสำนักในสังกัดกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เข้าช่วยเหลือในคดีนี้ หากพบผู้เกี่ยวข้องในคดีนี้เพิ่มเติมจะดำเนินคดีผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดและมอบให้สำนักป้องกัน

โดยผอ.สำนักเร่งดำเนินการ ส่วนพื้นที่ที่เกี่ยวพันกับหน่วยงานอื่น ที่ออกเอกสาร สิทธิ์ นส.3ก. ที่ทางเจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นการออกเอกสารสิทธิ์โดยไม่ชอบ ตนก็เร่งรัดให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจพิสูจน์ เพื่อเตรียมทำหนังสือแจ้งไปยังกรมที่ดินเพิกถอนสิทธิ์ตามมาตรา 61 ซึ่งคดีนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานอย่างเข้มแข็งเนื่องจากผืนป่า มรดกโลกแก่งกระจาน สูญเสียพื้นที่ไม่ได้ จะต้องอยู่ให้ลูกหลานไทยต่อไป.

‘รองอธ.กรมอุทยานฯ’ ลุยคดีบุกรุกป่า 4,000 ไร่ หนองพลับ-หัวหิน ลั่นใครเอี่ยวดำเนินทั้งหมด

‘รองอธ.กรมอุทยานฯ’ เร่งรัดคดีบุกรุกป่าหนองพลับ

จากกรณี ‘รองอธ.กรมอุทยานฯ’ ลุยคดีบุกรุกป่า 4,000 ไร่ หนองพลับ และพื้นที่ใกล้เคียงนั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าอย่างจริงจัง การบูรณาการความร่วมมือจากหลายหน่วยงานเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว การตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ที่ดินย้อนหลังและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดจะช่วยปกป้องผืนป่าอันเป็นมรดกของชาติให้คงอยู่ต่อไป

การดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการบุกรุกป่า ไม่ว่าจะเป็นผู้ถือครองที่ดินหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริต ถือเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำอีกในอนาคต ที่สำคัญที่สุดคือการรักษาผืนป่าแก่งกระจานให้คงอยู่เพื่อลูกหลานไทยต่อไป นี่คือเป้าหมายที่ควรค่าแก่การสนับสนุนและผลักดัน

การแก้ไขปัญหาการบุกรุกป่าไม่ใช่เพียงแค่การจับกุมผู้กระทำผิด แต่เป็นการสร้างความเข้าใจและความตระหนักถึงความสำคัญของป่าไม้ต่อระบบนิเวศและชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน การส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาป่า และการสร้างงานสร้างรายได้จากทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืน จะเป็นแนวทางที่ช่วยให้เราสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืนและมีความสุข

‘รองอธ.กรมอุทยานฯ’ ลุยคดีบุกรุกป่า 4,000 ไร่ หนองพลับ ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าหน่วยงานภาครัฐให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าอย่างจริงจัง การดำเนินการอย่างต่อเนื่องและโปร่งใสจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ

คดี ‘รองอธ.กรมอุทยานฯ’ ลุยคดีบุกรุกป่า 4,000 ไร่ หนองพลับ จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการจัดการปัญหาการบุกรุกป่าในประเทศไทย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการดำเนินการครั้งนี้จะประสบความสำเร็จและเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันปกป้องผืนป่าของชาติให้คงอยู่ตลอดไป

ที่มา – ‘รองอธ.กรมอุทยานฯ’ ลุยคดีบุกรุกป่า 4,000 ไร่ หนองพลับ-หัวหิน ลั่นใครเอี่ยวดำเนินทั้งหมด

‘บุ๋ม ปนัดดา’ กลายเป็นเป้านิ่ง ทั้งที่ยังไม่เริ่มงาน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อ ‘บุ๋ม ปนัดดา’ ออกมาเปิดใจถึงการถูกโจมตี ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เริ่มปฏิบัติหน้าที่ในฐานะโฆษกคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) จิตอาสา

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความรู้สึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า ตัวเธอเป็นเพียงโฆษก ศบ.ทก. ภาคประชาชน และทำหน้าที่ในมุมจิตอาสาเท่านั้น ทำให้เกิดความสงสัยว่าเหตุใดจึงมีบางกลุ่มรวมตัวกันโจมตีเธออย่างหนัก

บุ๋ม ปนัดดา’ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า หากถึงเวลาที่ต้องสื่อสารจริง เธอเข้าใจดีถึงบทบาทหน้าที่ในการเจรจา แนะนำ และนำเสนอข่าวที่เป็นความจริง โดยเน้นที่การใช้เสรีภาพและการทูตมากกว่าการเผชิญหน้า ดังนั้นจึงรู้สึกงุนงงที่ยังไม่ทันได้เริ่มงาน ก็กลับกลายเป็นเป้านิ่งให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์เสียแล้ว

‘บุ๋ม ปนัดดา’ กลายเป็นเป้านิ่ง ทั้งที่ยังไม่เริ่มงาน

เหตุผลเดียวที่ ‘บุ๋ม ปนัดดา’ ตอบรับที่จะเข้ามาช่วยเหลือหน่วยงานราชการ คือความรักที่มีต่อแผ่นดินเกิด และความต้องการที่จะใช้เสียงของตนเองชี้แจงในมุมที่ประเทศไทยถูกกล่าวหาอย่างไม่ถูกต้องเท่านั้น

ทำไม ‘บุ๋ม ปนัดดา’ ถึงถูกโจมตี ทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มงาน?

คำถามที่เกิดขึ้นในใจของหลายๆ คนคือ เหตุใด ‘บุ๋ม ปนัดดา’ จึงกลายเป็นเป้าโจมตี ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ อาจเป็นไปได้ว่า การที่เธอเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีจุดยืนที่ชัดเจน ทำให้มีผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับเธอออกมาแสดงความคิดเห็นในเชิงลบ

นอกจากนี้ การที่เธอเข้ามาทำหน้าที่เป็นโฆษกให้กับหน่วยงานราชการ อาจทำให้เกิดความกังวลใจในกลุ่มคนที่อาจมีผลประโยชน์ขัดแย้งกับภาครัฐ หรืออาจเป็นเพราะความเข้าใจผิดในบทบาทหน้าที่ของเธอ ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เป็นธรรม

อย่างไรก็ตาม ‘บุ๋ม ปนัดดา’ ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ของตนเองอย่างดีที่สุด โดยยึดมั่นในความถูกต้องและเป็นกลาง เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ ‘บุ๋ม ปนัดดา’ สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการทำงานเพื่อสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเผชิญกับความขัดแย้งและความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย การที่ ‘บุ๋ม ปนัดดา’ เลือกที่จะยืนหยัดเพื่อประเทศชาติ ถือเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนรุ่นใหม่

เราควรให้กำลังใจและสนับสนุนให้ ‘บุ๋ม ปนัดดา’ สามารถทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้ามผ่านอุปสรรคต่างๆ และพัฒนาไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน

มาร่วมส่งกำลังใจให้ ‘บุ๋ม ปนัดดา’ สามารถทำหน้าที่เพื่อส่วนรวมได้อย่างราบรื่น และเป็นกระบอกเสียงให้ประเทศชาติอย่างเต็มภาคภูมิ

ที่มา – ‘บุ๋ม ปนัดดา’ โอดยังไม่ทันทำหน้าที่ กลายเป็นเป้านิ่งให้โจมตี