ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘ทหารแนวหน้า’ ห่วง! ขอให้เบลอหน้าหากแชร์รูป

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แม้ว่าการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ระหว่างไทยและกัมพูชาจะสิ้นสุดลงด้วยดีภายใต้เงื่อนไข 13 ข้อ เพื่อรักษาสันติภาพร่วมกัน โดยมีประเทศมาเลเซียเป็นเจ้าภาพ และมีสหรัฐอเมริกาและจีนเข้าร่วมสังเกตการณ์ก็ตาม แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบกับระเบิดขณะลาดตระเวนในพื้นที่รอยต่อโดนเอาว์-กฤษณา จังหวัดศรีสะเกษ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บถึง 3 ราย

ประเด็นที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ขณะนี้ คือเรื่องราวที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ @บิ๋ม ฑาทิพย์ แฟนเพจ ได้ออกมาโพสต์ข้อความที่ส่งต่อมาจากเหล่า‘ทหารแนวหน้า’ ที่แสดงความกังวลใจภายหลังจากที่ภาพถ่ายใบหน้าของพวกเขาขณะปฏิบัติหน้าที่ได้ถูกเผยแพร่ออกไปในวงกว้าง

เธอระบุข้อความว่า “ด่วนเลยค่ะ!! ขอใช้พื้นที่ตรงนี้ขอร้องแทนพี่ทหารแนวหน้าหน่อยนะคะ” เพจใดที่ได้นำภาพของพี่ๆ ทหารไปโพสต์ หากไม่ต้องการลบภาพ ก็ขอความกรุณาช่วยเบลอใบหน้าให้ด้วย เนื่องจากขณะนี้พวกเขายังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเขตพื้นที่อันตราย และรู้สึกกังวลใจเป็นอย่างมากหลังจากที่ได้เห็นภาพของตนเองถูกเผยแพร่ออกไป

ภาพเหล่านี้ถูกถ่ายไว้โดยผู้ที่นำอาหารไปส่งให้แก่‘ทหารแนวหน้า’ เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่าได้นำอาหารมาส่งเรียบร้อยแล้ว “ทางพี่ทหารได้ย้ำไปแล้วว่าห้ามนำภาพนี้ไปเผยแพร่ที่ไหน แต่ภาพก็ถูกเผยแพร่ออกมาเป็นวงกว้าง ตอนนี้พี่ทหารแนวหน้าที่อยู่เขตอันตรายกังวลกันมากเลยค่ะ”

‘ทหารแนวหน้า’ กังวล! วอนขอจากใจ ถ้าใครแชร์รูปช่วยเบลอใบหน้าให้ด้วย

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการระมัดระวังในการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย การเผยแพร่ภาพถ่ายใบหน้าของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในแนวหน้า อาจทำให้พวกเขามีความเสี่ยงต่อการถูกระบุตัวตน และอาจนำไปสู่ภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของพวกเขาและครอบครัวได้

ดังนั้น หากท่านใดที่ได้พบเห็นภาพถ่ายของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในแนวหน้า และมีความประสงค์ที่จะเผยแพร่ภาพดังกล่าว ขอความกรุณาเบลอใบหน้าของทหารในภาพ เพื่อเป็นการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล และลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับพวกเขา

ทำไมต้องเบลอหน้า ‘ทหารแนวหน้า’ ที่ถูกแชร์?

การเบลอใบหน้าของ‘ทหารแนวหน้า’ ที่ถูกแชร์ต่อๆ กันไปบนโลกออนไลน์ ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม และเป็นการตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานเพื่อประเทศชาติ การกระทำเล็กๆ น้อยๆ นี้ สามารถสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ และช่วยปกป้องบุคคลที่เสียสละตนเองเพื่อส่วนรวม

เราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยและมีความรับผิดชอบ โดยการระมัดระวังในการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล และเคารพสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่น

ขอเป็นกำลังใจให้แก่‘ทหารแนวหน้า’ ทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ และขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความร่วมมือในการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย

ที่มา – ‘ทหารแนวหน้า’ กังวล! วอนขอจากใจ ถ้าใครแชร์รูปช่วยเบลอใบหน้าให้ด้วย

ไค EXO กับการรอคอย 6 ปีที่คุ้มค่าในไทย

อันยองแฟนๆ “บันเทิงเดลินิวส์” ที่น่ารักของ “นูน่าเมี้ยน” ทุกคน เจอกันเป็นประจำทุกสัปดาห์ในคอลัมน์ “SeoulStation” พื้นที่ที่ขนเอาเรื่องราวข่าวสารความพิเศษของวงการบันเทิง K-Pop นักแสดง และไอดอลเกาหลี มาอัปเดตให้ทุกคนได้เขามาอ่านกันอย่างเอ็กซ์คลูซีฟไม่เหมือนใคร สำหรับสัปดาห์นี้นูน่าก็ยังคงขนเอาความพิเศษมาฝากแฟนๆ ทุกคนอีกเช่นเคย โดยจะพาทุกคนไปพูดถึงการกลับมาเยือนประเทศไทยของ “ไค” (KAI) สมาชิกวงบอยแบนด์ชื่อดังระดับโลก “EXO” ในรอบ 6 ปี หลังจากที่มางานคอนเสิร์ตล่าสุดของ EXO ที่จัดขึ้นในประเทศไทยในรูปแบบวงเต็มคือ “EXO PLANET #5 – EXplOration – in BANGKOK” ซึ่งจัดขึ้น 3 รอบ ในวันที่ 20-22 กันยายน 2562 ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ซึ่งการกลับมาประเทศไทยในครั้งนี้ไคได้เดินทางกลับมาในฐานะ “ศิลปินเดี่ยว” และเต็มไปด้วยความหมายและความอบอุ่นอย่างแท้จริง

เพราะนี่ไม่ใช่แค่การกลับมาเพื่อทำงานตามปกติ แต่เป็นการกลับมาเพื่อพบปะแฟนๆ ชาวไทยอย่างใกล้ชิดในรอบหลายปี โดยมีตารางงานพิเศษที่แฟนๆ ตั้งตารอคอย ทั้งงานแฟนไซน์เดี่ยวครั้งแรกภายใต้ชื่อ Shopee x KAI ‘Wait on me’ FANSIGN EVENT” และงานคอนเสิร์ตเดี่ยวระดับเวิลด์คลาสครั้งแรกในประเทศไทย 2025 KAI SOLO CONCERT TOUR <KAION> IN BANGKOK” ซึ่งบอกได้ว่าทั้ง 2 กิจกรรมนี้ เต็มไปด้วยความหมายและความอบอุ่นอย่างแท้จริง เพราะนี่ไม่ใช่แค่การกลับมาเพื่อทำงานตามปกติ แต่เป็นการกลับมาเพื่อพบปะแฟนๆ ชาวไทยอย่างใกล้ชิดในรอบหลายปี

อย่างไรก็ตาม สำหรับแฟนๆ ของ “ไค” นอกจากการกลับมาแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่มีความหมายสำคัญไม่น้อยกว่ากันเลย นั่นก็คือ “2141” ซึ่งมันไม่ได้เป็นเพียงแค่จำนวน “ตัวเลข” หรือ จำนวน “วัน” ธรรมดาที่ผ่านไปเท่านั้น แต่มันคือสัญลักษณ์ของความรัก ความหวัง และความภักดีอันยาวนานที่พวกเขามีให้กับศิลปินคนนี้มาโดยตลอด ตัวเลขนี้คือ “ระยะเวลาที่แฟนคลับชาวไทยต้องเฝ้ารอการกลับมาพบกับไคในฐานะศิลปินเดี่ยวครั้งแรก” นับตั้งแต่ที่เขาเดบิวต์เดี่ยวอย่างเป็นทางการ หากย้อนกลับไปในช่วงที่ไคเริ่มต้นเส้นทางศิลปินเดี่ยว แฟนๆ ทั่วโลกต่างตั้งตารอโอกาสที่จะได้ชมคอนเสิร์ตเดี่ยวของเขาอย่างใกล้ชิด ได้สัมผัสกับเสน่ห์และพลังการแสดงที่เป็นเอกลักษณ์อย่างเต็มที่ แต่ด้วยสถานการณ์ต่างๆ ที่ไม่เอื้ออำนวย ทั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 และตารางงานที่แน่น ทำให้การเดินทางมายังประเทศไทยยังไม่เกิดขึ้นเสียที อย่างไรก็ตาม ความหวังของแฟนๆ ไม่เคยจางหายไป พวกเขาคอยสนับสนุนผลงานของไคในทุกๆ ก้าว ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยอัลบั้มใหม่ หรือผลงานอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งมีข่าวดีที่น่าตื่นเต้นที่สุดมาถึง

เมื่อมีการประกาศอย่างเป็นทางการถึง “2025 KAI SOLO CONCERT TOUR <KAION> IN BANGKOK” ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 2 สิงหาคม 2025 ความรู้สึกของแฟนๆ ก็เต็มไปด้วยความตื้นตัน เพราะ “การรอคอยอันยาวนาน 2141 วันกำลังจะสิ้นสุดลง” คอนเสิร์ตนี้จึงไม่ต่างจากรางวัลอันล้ำค่าที่มอบให้กับแฟนๆ ที่อดทนรอคอยมาอย่างไม่ย่อท้อ และคอนเสิร์ตครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การแสดงดนตรีทั่วไป แต่มันคือการเฉลิมฉลองของทั้งศิลปินและแฟนคลับ ซึ่งบอกเลยว่าไคเองก็เข้าใจและซาบซึ้งในความรักที่แฟนๆ ชาวไทยมีให้มาโดยตลอด ดังที่เขาได้กล่าวไว้ในงานแฟนไซน์ว่า “ผมรู้สึกเสียดายมากๆ ที่ทำไมผมเพิ่งจะมาตอนนี้ วันนี้ผมน่าจะมาเร็วกว่านี้ครับ” ซึ่งคำพูดนี้สะท้อนให้เห็นว่าเขารับรู้และเห็นคุณค่าของความรักและความอดทนของแฟนๆ มาโดยตลอด งานนี้ “นูน่าเมี้ยน” ก็มีโอกาสได้เข้าร่วมงานแฟนไซน์ในครั้งนี้ ก็เลยไม่พลาดที่เก็บบทสัมภาษณ์สุดประทับ และความอบอุ่นของไคที่ได้เจอแฟนๆ ชาวไทยเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปีมาฝากกัน!

SeoulStation : การรอคอย 6 ปีอันล้ำค่า ‘ไค EXO’ ยกแฟนไซน์-คอนเสิร์ตในไทยเหมือน ‘การเดท’

ทักทายแฟนๆ สักหน่อย?

ไค : “สวัสดีครับ ผมไคครับ (ภาษาไทย) ผมรู้สึกมีความสุขมากๆ ที่ได้อยู่ในประเทศไทยตอนนี้นะครับ คือจะบอกว่าผมไม่ได้มาประเทศไทยนานใช่มั้ยครับ คือมีทั้งงานแฟนไซน์ และงานคอนเสิร์ตของด้วย ผมรู้สึกมีความสุขมากๆ และอยากจะบอกทุกคนว่าคิดถึงมากเลยนะครับ”

กลับมาเจอแฟนคลับชาวไทยในรอบหลายปี พร้อมทั้งคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรก และงานแฟนไซน์เดี่ยวครั้งแรกในไทย รู้สึกอย่างไรบ้าง?

ไค : “คือวันนี้เราก็เจอกันในงานแฟนไซน์แบบนี้ แล้วพรุ่งนี้เราก็จะได้เจอกันอีกในงานคอนเสิร์ตของผมใช้มั้ยครับ ผมรู้สึกว่าตาราง 2 วันนี้ เหมือนผมกับแฟนๆ ชาวไทยมาเดทกันเลยครับ และผมก็เตรียมของขวัญมาให้แฟนๆ ด้วยครับ เดี๋ยวทุกคนจะได้รู้ แต่ของขวัญยังไม่ให้ตอนนี้นะครับ หลังจากนี้ไปในคอนเสิร์ตทุกคนจะได้เห็นแน่นอน ทุกคนต้องรอนะครับ”

ผลงานล่าสุดมินิอัลบั้มชุดที่ 4 ชื่อว่า “Wait On Me” อยากทราบว่า การรอคอยอะไรที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิตของคุณ?

ไค : “ผมรู้สึกว่าตอนนี้มีความสุขมากๆ เลยครับ มันคือการรอคอยที่จะมาเจอทุกคน และในที่สุดเราก็มาเจอกันแล้ว คือเมื่อกี้ตอนกิจกรรมช่วงแฟนไซน์ผมก็ได้เจอแฟนๆ ใกล้ชิดได้คุยกัน ผมก็รับรู้ถึงความรู้สึกของแฟนๆ บางคนก็มีร้องไห้ บางคนก็บอกรักผมครับ ก็คือรู้สึกทุกความรักเลยครับ และก็รู้สึกเสียดายมากๆ ที่ทำไมผมเพิ่งจะมาตอนนี้ วันนี้ ผมน่าจะมาเร็วกว่านี้ครับ”

แฟนๆ ชาวไทยน่ารักมั้ย?

ไค : “น่ารักมาก สวยมาก น่าเอ็นดูที่สุด (หัวเราะ)”

ถ้าให้เลือกได้ 1 อย่าง “น้องไค” อยากเรียนอะไรมากที่สุด (ถ้าอยากเรียนมวยไทย EXO-L ชาวไทยสามารสอนได้นะ)?

ไค : “EXO-L ชาวไทยเนี้ยนะจะสอนมวยไทยผม (ใช่ค่ะ) โกหกน่า จะสอนยังไงอ่ะครับ”

ช่วยเล่าเรื่องเล่าระหว่างการถ่ายทำ MV Adult Swim และ Walls Don’t Talk ในประเทศไทย?

ไค : “ก็คือหลังจากที่ผมกลับมาทำงาน ตารางงานแรกก็คือการมาถ่ายทำมิวสิควิดีโอที่ประเทศไทยครับ ผมก็เลยดีใจมากๆ เลย แล้วมีหลายๆ คนมากๆ เลยที่ชอบมิวสิควิดีโอ Adult Swim ผมก็เลยรู้สึกขอบคุณประเทศไทยมากเป็นพิเศษด้วย ก็เลยคิดไว้ในใจว่าอยากจะทำการแสดงโชว์เพลง Adult Swim ให้แฟนๆ ชาวไทยในประเทศไทยมาโดยตลอด แล้วก็คือในวันคอนเสิร์ตก็จะมีโอกาสแล้วครับ รู้สึกดีใจมากๆ ที่ฝันจะเป็นจริงแล้วครับ และในตอนที่ถ่ายทำมันจะมีซีนที่ทานก๋วยเตี๋ยวใช่มั้ยครับ คือจะบอกว่าก๋วยเตี๋ยวชามนั้นอร่อยมากครับ อร่อยมากจริงๆ ที่จริงทีมงานบอกว่าทานแค่คำเดียวพอ แต่พอเริ่มถ่ายทำแล้วรู้สึกว่าอร่อยมาก ผมก็เลยทานหมดเลย ก็คือทานมื้อเย็นตรงนั้นเลยครับ”

รู้มั้ยว่ามันคือเมนูก๋วยเตี๋ยวอะไร?

ไค : “ผมไม่ทราบครับ มันมีทั้งแบบน้ำ และแบบแห้ง ไม่มีสีชมพูในถ้วยนะครับ (แฟนคลับ : มีสีชมพู คือเมนูเย็นตาโฟ) หรอครับ ผมว่าความจำผมผิดแล้วครับ ผมจำผิด เพราะว่าตรงนั้นแสงมันมืด ถ้า EXO-L ชาวไทยบอกว่าใช่ก็คือใช่ครับ เย็นตาโฟ”

จากที่คุณได้ถ่ายรายการ “Jeon Gwa Ja” (รายการเรียลลิตี้รีวิวคณะ และตามติดชีวิตเด็กมหาวิทยาลัยในเกาหลีใต้) คิดว่าตัวเองชอบเรียนสาขาไหนมากที่สุด?

ไค : “สำหรับผม อันล่าสุดเลยที่ชอบมากที่สุด อีพีล่าสุดเลยครับ Senior University (มหาวิทยาลัยอาวุโส) คือตอนที่ผมรับใช้สังคมตอนเป็นทหาร ตอนนั้นคือผมก็ได้ดูแลผู้ใหญ่ใช่มั้ย ก็เลยเหมือนทำให้ผมได้ย้อนเวลากลับไปทำตรงนั้นอีกครั้งหนึ่งครับ แล้วก็ตรงนั้นผมได้เต้นแบบสนุกมากๆ มันมากๆ เลย และเต้นที่สุดเลยครับ ก็เลยสนุกครับ”

ช่วยทำท่าเอคโย่ที่น่ารักที่สุดหน่อย?

ไค : “ผมเลือกอันนี้ทำไม (ยิ้ม) ช่วงนี้เอคโยเวอร์ชั่นไทย หรือภาษาไทยที่น่ารักๆ สอนหน่อยได้มั้ยครับ (เอื้อยค้าบ) อันนี้คำนี้ผมรู้อยู่แล้วครับ เอื้อยครับพูดแบบปกติไม่ได้ ต้องเป็น “เอื้อยค้าบบบ” (เสียงอ้อนภาษาไทย) ผมอ่ะรู้อยู่แล้วต้องทำเสียงอ้อนแบบนี้ คือเมื่อกี้ตอนช่วงแฟนไซน์ ผมจำได้มีแฟนคลับคนหนึ่งอายุ 22 ปี เรียกผมว่าน้องไค ผมก็เลยถามว่าชอบผมตั้งแต่อายุเท่าไหร่หรอครับ เขาบอกว่าตั้งแต่ตอนอยู่ชั้นประถมศึกษา แล้วก็เรียกว่าน้องไค อันนี้คือได้ใช่มั้ยครับ (แฟนคลับ : ได้) แต่จะเรียกว่าน้องน้องไค หรือพี่ไคก็แล้วแต่แฟนๆ ชาวไทยอยากเรียกเลยครับ (แฟนคลับ : น้องไค)”

อยากบอกอะไรแฟนๆ บ้างมั้ย?

ไค : “ครั้งนี้ผมไม่ได้เดินทางกลับมาประเทศไทยนานมากๆ ก็เลยดีใจมากๆ ที่วันนี้ได้เจอทุกๆ คนในงานแฟนไซน์ดีๆ แบบนี้ ได้เจอทุกคน ได้จ้องตากัน ได้พูดคุยกัน ได้รับเอนเนอร์จี้ดีๆ แบบนี้ครับ วันนี้ความรักทั้งหมด และเอนเนอร์จี้ทั้งหมดที่ได้มาจากแฟนๆ ผมจะตั้งใจตอบแทนทุกคนในงานคอนเสิร์ตนะครับ ผมจะบอกในคอนเสิร์ตผมจะมอบเอนเนอร์จี้ และความรักที่ยิ่งใหญ่กว่าความรัก และเอนเนอร์จี้ที่ทุกคนให้มา ผมจะตอบแทนอย่างเต็มที่เลยครับ ขอบคุณที่รอคอยมานาน วันนี้เราก็ได้สร้างความทรงจำดีๆ กันในงานแฟนไซน์ สำหรับงานคอนเสิร์ตที่เหลือเรามาร่วมกันสร้างความทรงจำที่ดีกลับไปด้วยกันนะครับ และมาเจอกันบ่อยๆ นะครับ”

การกลับมาของไคในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการกลับมาทำงานตามตารางที่วางไว้เท่านั้น แต่ยังเป็นการกลับมาเพื่อ “เติมเต็มความสุขและความคิดถึง” ให้กับแฟนๆ ชาวไทยอย่างแท้จริง ซึ่งไคได้ให้ “คำมั่นสัญญาว่าความรักและพลังทั้งหมดที่ได้รับจากแฟนๆ” ในงานแฟนไซน์ จะถูกส่งต่อและตอบแทนอย่างเต็มที่ในคอนเสิร์ต นับเป็นการสร้างความทรงจำที่ดีร่วมกันระหว่างไคและแฟนๆ ชาวไทยอีกครั้ง ถือเป็นการปิดท้ายช่วงเวลาแห่งความสุขนี้อย่างสมบูรณ์แบบ และตอกย้ำให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไคและ EXO-L ชาวไทย ที่ไม่ว่าจะนานแค่ไหน “ความรักของพวกเขาก็ยังคงแข็งแรงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง”

และทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเครื่องพิสูจน์ได้เลยว่าตัวเลข 2141 วัน” จึงเป็นเหมือนเครื่องยืนยันว่าความสัมพันธ์ระหว่าง “ไค” และ “แฟนๆ ชาวไทย” นั้นแข็งแกร่งและลึกซึ้งเพียงใด มันคือเรื่องราวของ “ความรักที่ไม่มีวันหมดอายุ” และคอนเสิร์ต KAION” คือบทสรุปที่สวยงามของการรอคอยที่แสนจะคุ้มค่านี้ การแสดงในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการเติมเต็มความฝันของทั้งไคและแฟนๆ ให้เป็นจริงขึ้นมา และจะเป็นความทรงจำที่ล้ำค่าที่ทุกคนจะไม่มีวันลืม และนูน่าเชื่อเลยว่าแม้บทสรุปครั้งนี้จะจบลงแล้ว แต่ “การรอคอยครั้งใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง” ซึ่งการรอคอยครั้งนี้มันจะเป็น “การรอคอยที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม และความสุข” เพราะ EXO-L” ทุกคนรู้แล้วว่า “การรอคอยนี้มันจะแสนจะคุ้มค่าขนาดไหน”!.

คอลัมน์ “SeoulStation”
โดย “นูน่าเมี้ยน”

สำหรับใครที่พลาดงานแฟนไซน์ไม่ต้องเสียใจไป เพราะยังมีคอนเสิร์ต 2025 KAI SOLO CONCERT TOUR <KAION> IN BANGKOK ให้ทุกคนได้สนุกไปด้วยกัน

ทำไมการรอคอย 6 ปีของ ไค EXO ถึงคุ้มค่า?

การรอคอย 6 ปีอันล้ำค่า ‘ไค EXO’ ยกแฟนไซน์-คอนเสิร์ตในไทยเหมือน ‘การเดท’ ทำให้แฟนๆ ได้เห็นถึงความทุ่มเทและความรักที่ไคมีต่อแฟนคลับชาวไทยอย่างแท้จริง

ที่มา – SeoulStation : การรอคอย 6 ปีอันล้ำค่า ‘ไค EXO’ ยกแฟนไซน์-คอนเสิร์ตในไทยเหมือน ‘การเดท’

แรงงานเขมรกลับแล้ว 3 แสน! เร่งเปิดด่าน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาส่งผลกระทบต่อแรงงานข้ามชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ล่าสุด นายกองเอก ดร.รัฐวิทย์ ตั้งเกียรติพชร นายกสมาคมการค้าและการท่องเที่ยวชายแดนไทย-กัมพูชา จันทบุรี ได้ออกมาประเมินสถานการณ์จำนวน แรงงานเขมรกลับแล้ว ตั้งแต่เริ่มมีการสู้รบตามแนวชายแดน

จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ แรงงานเขมรกลับแล้ว จำนวนมาก โดยคาดการณ์ว่ามีจำนวนไม่ต่ำกว่า 300,000 คนที่เดินทางกลับประเทศกัมพูชาในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม คาดว่าจำนวนแรงงานที่เดินทางกลับจะเริ่มลดลง เนื่องจากจำนวนที่เดินทางกลับไปก่อนหน้านี้มีจำนวนมากพอสมควร และสถานการณ์ในประเทศไทยเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ทำให้แรงงานบางส่วนตัดสินใจที่จะอยู่ในประเทศไทยต่อไป

แรงงานเขมรกลับแล้วกว่า 3 แสนคน! ผลกระทบและความหวัง

นายกองเอก ดร.รัฐวิทย์ ยังได้กล่าวขอบคุณหน่วยงานความมั่นคง, สมช. และรัฐบาล ที่ได้เข้ามาเจรจาเพื่อหาทางออกด้วยสันติวิธี เนื่องจากสงครามและความขัดแย้งไม่เป็นผลดีต่อทั้งสองฝ่าย และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างมุมมองของคนในเมืองและคนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน ดังนั้น สภาความมั่นคงแห่งชาติ กองทัพ และรัฐบาลจึงควรเร่งแก้ไขปัญหาและเปิดด่านชายแดนให้เร็วที่สุด

ความสำคัญของการเปิดด่านชายแดนต่อเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่

การเปิดด่านชายแดนโดยเร็วมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการกลับมาใช้ชีวิตตามปกติของประชาชน ทั้งสองฝั่งชายแดน การค้าชายแดนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ และการกลับมาของ แรงงานเขมรกลับแล้ว จะช่วยเติมเต็มภาคส่วนแรงงานที่ขาดแคลนในหลายอุตสาหกรรม

  • การฟื้นฟูเศรษฐกิจชายแดน: การเปิดด่านจะช่วยกระตุ้นการค้าและการลงทุนในพื้นที่ชายแดน
  • การจ้างงาน: การกลับมาของแรงงานจะช่วยเติมเต็มความต้องการแรงงานในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ
  • การสร้างรายได้: การค้าและการจ้างงานจะสร้างรายได้ให้กับประชาชนทั้งสองฝั่ง

อย่างไรก็ตาม การเปิดด่านชายแดนจะต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังและคำนึงถึงมาตรการด้านสาธารณสุข เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ การเตรียมความพร้อมด้านสาธารณสุข การคัดกรอง และการควบคุมโรคเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้การเปิดด่านเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย

นอกจากนี้ รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะแรงงานและส่งเสริมการจ้างงานที่เป็นธรรม เพื่อให้แรงงานได้รับค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เหมาะสม และได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน การลงทุนในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะเป็นการสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

สถานการณ์ แรงงานเขมรกลับแล้ว กว่า 300,000 คน เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงผลกระทบอย่างกว้างขวางที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้ง การแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วและการวางแผนเพื่ออนาคตจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ประชาชนและเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนสามารถฟื้นตัวและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

การเร่งเปิดด่านชายแดนและการให้ความช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติที่ได้รับผลกระทบถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและสร้างความมั่นคงให้กับพื้นที่ชายแดน

ที่มา – แรงงานเขมรกลับแล้วกว่า 3 แสนคน วอนรัฐเร่งแก้ปัญหาเปิดด่านให้เร็วที่สุด

พาณิชย์หนุน! มหกรรมการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 บรรยากาศ ณ บริเวณหน้าวัดมงคลมิ่งเมือง หัวสะพานตายาย อำเภอเมือง จังหวัดสตูล เต็มไปด้วยความคึกคักจากภาครัฐ เอกชน และประชาชนในพื้นที่ ที่มาร่วมพิธีเปิด “มหกรรมการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย ณ จังหวัดสตูล (JUAL BELI – จูวัล บือลี)” ซึ่งจัดโดย กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ภายใต้แนวคิด “เสน่ห์สตูลแดนใต้ ผสานมิตรภาพการค้าข้ามพรมแดน” โดยได้รับเกียรติจากนางสาวดุษฎี พฤกษเศรษฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เป็นประธานในพิธีเปิด

นายพีรพัฒก์ อุทัยศรี ผู้อำนวยการกองความร่วมมือการค้าและการลงทุน เปิดเผยว่า การจัดงานในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับเศรษฐกิจพื้นที่ชายแดนและเขตพัฒนาพิเศษ โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนและเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการต่อยอดตลาดเดิม ขยายตลาดใหม่ เพิ่มการเข้าถึงเทคโนโลยีและช่องทางการค้าออนไลน์ โดยเฉพาะสำหรับกลุ่ม SMEs เกษตรกร และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางการค้าในภูมิภาคอื่น เพื่อตอบสนองต่อนโยบายของนายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยและเสริมสร้างความเชื่อมั่นจากทั้งในและต่างประเทศ

“จังหวัดสตูลมีศักยภาพเป็นประตูเชื่อมการค้าไทย–มาเลเซีย ทั้งทางบกและทางทะเล ผ่านด่านวังประจันและด่านสตูล เชื่อมโยงกับรัฐเปอร์ลิสของมาเลเซีย ซึ่งเป็นเมืองคู่แฝดตามนโยบาย Twin Cities ภายใต้ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จึงเหมาะสมอย่างยิ่งในการพัฒนาให้เป็นจุดยุทธศาสตร์ทางการค้าและการเชื่อมโยงตลาดกับอาเซียน” นายพีรพัฒก์ กล่าว

ภายในงานมีผู้ประกอบการไทยกว่า 120 ราย ทั่วประเทศ ร่วมออกบูธจำหน่ายสินค้า ครอบคลุมกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าเกษตร ไลฟ์สไตล์ ความงามและสุขภาพ รวมถึงสินค้าจากวิสาหกิจชุมชน พร้อมด้วยกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ การให้คำปรึกษาจากหน่วยงานพันธมิตร และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ซึ่งนายพีพัฒก์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “จากสถานการณ์ความไม่สงบในบางพื้นที่ที่ส่งผลต่อการค้า กรมการค้าต่างประเทศตระหนักถึงความท้าทายที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญ และพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการจากภูมิภาคต่าง ๆ เข้าร่วมกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่กำลังมองหาตลาดใหม่ หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น ปัญหาการค้าชายแดนไทย–กัมพูชา หรือภาวะผลผลิตล้นตลาด” โดยการจัดงานตลอดระยะเวลา 4 วัน ได้จัดขึ้นภายใต้เต็นท์ปรับอากาศขนาดใหญ่ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของจังหวัดสตูลที่มีการใช้รูปแบบดังกล่าวในการจัดกิจกรรม เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเข้าร่วมงานของผู้ประกอบการและประชาชนอย่างเต็มที่

นายพีรพัฒก์ กล่าวว่า “ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้งานมหกรรมการค้าชายแดนไทย-มาเลเซียครั้งนี้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยกรมการค้าต่างประเทศในฐานะเจ้าภาพหลักจะสามารถผลักดันให้มหกรรม ครั้งนี้เป็นมากกว่างานแสดงสินค้า แต่เป็นเวทีที่แท้จริงในการเปิดตลาด เพิ่มโอกาส และปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจชายแดนให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมเผยเสน่ห์ของสตูลแดนใต้ ผสานมิตรภาพทางการค้าข้ามพรมแดนตอบโจทย์ให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ก้าวเดินเคียงข้าง กระทรวงพาณิชย์ในการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้ก้าวไกล เชื่อมโยงสู่ตลาดภูมิภาคและอาเซียนอย่างมั่นใจ”

มหกรรมการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย

การจัดงาน มหกรรมการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค กระตุ้นการค้าการลงทุน และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้

ผลักดันเศรษฐกิจชายแดนด้วยมหกรรมการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย

การจัดงานในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการจัดแสดงสินค้า แต่ยังเป็นเวทีสำหรับการเจรจาธุรกิจ การแลกเปลี่ยนความรู้ และการสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ประกอบการ ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในอนาคต

สำหรับผู้ประกอบการที่พลาดโอกาสเข้าร่วมงานในปีนี้ อย่าเพิ่งหมดหวัง! กรมการค้าต่างประเทศยังมีแผนที่จะจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าชายแดนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนและผลักดันให้ธุรกิจไทยก้าวไกลสู่ตลาดสากล ดังนั้น คอยติดตามข่าวสารและเตรียมพร้อมเข้าร่วมกิจกรรมดี ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

มหกรรมการค้าชายแดนไทย-มาเลเซียล่าสุดแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของพื้นที่ชายแดนในการเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนที่สำคัญ ด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐและความร่วมมือจากภาคเอกชน เราสามารถปลดล็อกศักยภาพนี้และสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนให้กับประเทศ

ที่มา – พาณิชย์เปิดมหกรรม หนุนการค้าชายแดนไทย-มาเล

‘ภูมิธรรม’ ย้ำ! ปลอดภัย งดค่าน้ำไฟ 4 จว.ชายแดน

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ นาย​ภูมิธรรม​ เวชยชัย​ รองนายก​รัฐมนตรี​ และ​รมว.มหาดไทย​ รักษาราชการแทนนายก ฯ พร้อมด้วย นายมาริษ​ เสงี่ยมพงษ์​ รมว.ต่างประเทศ​ น.ส.จิราพร​ สินธุ​ไพร​ รัฐมนตรี​ประจำ​สำนักนายก ฯ​ พร้อมคณะ​ ประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด​ 4 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา​ ในการเดินทางลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ เพื่อประเมินสถานการณ์​ในพื้นที่​ ก่อนให้ประชาชนเดินทางกลับเข้าบ้าน​เรือน

นายภูมิธรรม​ กล่าวในที่ประชุมว่า การประชุมผู้ว่าทั้ง 4 จังหวัดชายแดน เพื่อทำความเข้าใจและตกลงกันให้ชัด​ จะดำเนินการต่อจากนี้ไปอย่างไร เนื่องจากภารกิจของเราตามแผนที่จะตกลงกันไว้ คือเป็นผู้พิทักษ์ส่วนหลัง มีหน้าที่ในการที่จะดูแลส่วนหลังให้ดีที่สุด ฉะนั้นการมาวันนี้ เป็นสถานการณ์หลังจาก พล.อ.ณัฐ​พล​ นาค​พาณิชย์​ รมช.กลาโหม รักษาราชการแทน​รมว.กลาโหม ได้ตกลงหยุดยิง​ ย้ำว่า​ ฃขณะนี้เราเชื่อมั่น​ โดยได้พิจารณากับฝ่ายกองทัพ ว่าน่าจะปลอดภัย ประชาชนสามารถกลับบ้านได้ ตนขอชื่นชม​ทุกคน ที่พยายามตั้งใจเรียนเต็มที่ และผู้ว่าราชการจังหวัดถือเป็นแม่ทัพหลังในแต่ละจุด จะทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่และดีที่สุดเพื่อตอบสนองประชาชน 

ขณะที่ นายมาริษ​ กล่าวกับผู้ว่าราชการจังหวัด​ ว่า​ ในส่วนของรัฐบาลมีหน้าที่ที่จะปกป้องอธิปไตยของประเทศ ปกป้องความปลอดภัยของประชาชนชาวไทย  ในส่วนของการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน รัฐราชการและรัฐบาล​ รัฐบาลประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานตั้งแต่เริ่มข้อขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา​ไม่ว่าจะเป็นกรอบของกระทรวงการต่างประเทศและทางกองทัพ มีความร่วมมือผลักดัน สอดรับซึ่งกันและกัน ทำให้ภาพของประเทศไทยในสายตาสากลดีมาก​ ไม่มีประเทศใดกล่าวตำหนิการใช้สิทธิในการตอบโต้เพื่อที่จะป้องกันตนเอง 

นายมาริษ​ กล่าวอีกว่า โดยหลังจากเหตุปะทะยุติลง​ มีหลายองค์กรระหว่างประเทศ ให้ความสำคัญกับสิ่งที่รัฐบาลไทยได้พูด คือเรื่องการให้ความช่วยเหลือ ตนไม่อยากให้ใช้คำว่าแค่มนุษยธรรม เพราะรัฐบาลต้องการที่จะช่วยเหลือประชาชนอยู่แล้ว ฉะนั้นในกลุ่มของต่างประเทศ ทุกประเทศชื่นชมการทำงานของทุกท่าน​ ซึ่งการที่ทุกภาพส่วนผนึกกำลังกัน และทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยนั้นดี​เป็นอย่างมาก 

นายภูมิธรรม​ กล่าวเสริมว่า​ ไม่ว่าประชาชนจะกลับบ้านแล้ว แต่ปัญหาของประชาชนจะดำเนินยังอยู่ ไม่ใช่ว่าปิดศูนย์แล้วจะจบกัน เยียวยาต่าง ๆ จะต้องลงไปให้ถึงหมู่บ้านทุกหมู่บ้านทันทีโดยเร็ว ไม่มีการหยุดต้องดำเนินการให้ครบถ้วนตามที่เป็นข้อสั่งการและเป็นกฎหมายของประเทศที่ได้ระบุไปแล้ว อย่างไรก็ตาม​ ปลัดกระทรวง​มหาดไทย​ ให้ข้อมูลว่า​ จังหวัดศรีสะเกษ​ เบิกจ่ายเป็นอันดับ 1​ เบิกจ่ายแล้ว 62 ล้านบาท​ ถือว่ามีประสิทธิภาพ ในส่วนพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี​ มีการเบิกจ่ายเพิ่มขึ้นจาก​ 5.5 หมื่นบาท​ เป็น​  1.5 ล้าน​บาทแล้ว​ แต่ก็ยังถือว่าอย่างน้อย​ จึงขอให้เร่งดำเนินการเบิกจ่ายให้ประชาชน

นาย​ภูมิธรรม​ กล่าวอีกว่า ขอบคุณทุกส่วนที่ช่วยกันทำงานอย่างเต็มที่ วันนี้ตนฟังแล้วจังหวัดสุรินทร์ก็ดำเนินการได้ค่อนข้างดี จึงอยากให้เป็นแบบในการทำงานและสามารถคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการช่วยเหลือประชาชน นำประชาชนเป็นศูนย์กลางทำให้ดีที่สุด และอย่างที่บอกเงินที่ให้มาถ้าไปใช้จ่ายให้กับประชาชน ไม่ต้องเหนียม ทำได้อย่างเต็มที่ เพียงแต่ว่าอย่าให้เกิดการรั่วไหลหรือเป็นปัญหา จึงขอให้ทุกคนเข้มงวดดูแลในเรื่องนี้ 

นาย​ภูมิธรรม​ กล่าวอีกว่า ข้อสั่งการในการดำเนินการครั้งนี้​ คือ​ ต้องอำนวยความสะดวกประชาชนกลับบ้าน ส่วนกลางได้ประสานงานขั้นต้นให้กระทรวงคมนาคมโดยการขนส่งทางบก และอีกส่วนหนึ่งคิดว่าเป็นปัญหากับหน่วยงานในพื้นที่ เราสามารถช่วยเหลือได้ในสิ่งต่าง ๆ ที่เรามีก็ให้เร่งดำเนินการ​ และต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนด้วย  ย้ำว่าเงินที่เหลือหากจำเป็นต้องใช้ก็ใช้​ เพราะฉะนั้นผู้ว่านายอำเภอ จะต้องประสานระดมทรัพยากรมาจัดสรรให้ได้ตามกรอบระเบียบในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน​ พร้อมกับประสานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) งดเว้นการเก็บค่าไฟฟ้าและน้ำ 2 เดือน คือเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมทในพื้นที่ประสบภัย ทั้งบ้านเรือนประชาชนและศูนย์อพยพ

นาย​ภูมิธรรม​ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังอยากให้ประสานงานกับอาชีวศึกษา​ เพื่อเข้ามาสร้าง​ และซ่อมแซมบ้านเรือนประชาชนด้วย​ พร้อมกับสำรวจอาชีพและการสาธารณสุข​ ที่แม้จะไม่มากนัก​ แต่อย่าทอดทิ้ง​ เนื่องจากมีผู้สูงอายุ​ยังคงเสียขวัญ​ ขณะเดียวกันการพูดกับต่างประเทศ ต้องมีหลักฐาน​ ไม่ใช่พูดเลื่อนลอย เหมือนกับต่างประเทศ การเก็บภาพบันทึกจะเป็นประโยชน์ในการต่อสู้ระยะยาว​ จึงจะต้องรักษาอธิปไตยของเราอย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นจึงอยากให้มีการวางแผนบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน​ พร้อมฝากกระทรวงการต่างประเทศ อย่าให้เกิดสงคราม​ เพราะหากเกิดสงครามแล้วก็เหนื่อย​ ไม่มีใครอยากให้เกิด 

นาย​ภูมิธรรม​ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องค่าตอบแทน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.​) จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในครั้งหน้า ที่ทำงาน 6 ชม.ขึ้นไป ไม่ถึง 12 ชม.จ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงตอบแทนวันละ 120 บาท แต่หากเกินจาก 12​ ชม. ขึ้นไป เราจ่ายให้เป็นวันละ 240 บาท ซึ่งงบประมาณในการจัดการคำนวณและประมาณ 117 ล้านบาท เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับ ชรบ. ยอดรวมเท่าที่สำรวจมาข้างต้นใน 7 จังหวัดชุด ชรบ.มีอยู่ประมาณ 32,740 นาย โดยแหล่งงบประมาณจะจัดหาให้ส่วนกลางเป็นผู้รับผิดชอบ

นาย​ภูมิธรรม​ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์หรือโดรน​ ที่จะเพิ่มให้มีประสิทธิภาพสูงมากยิ่งขึ้น​ เราก็พร้อมที่จะอนุมัติให้ เพราะขณะนี้ตนคิดว่าประชาชนทั้งประเทศก็มีความเข้าใจ​ ไม่ได้คิดว่าจะมาขัดขวางอะไร​ เพราะฉะนั้นกองทัพเสริมความเข้มแข็งให้ตามความสมควร​ ที่จะทำให้การปกป้องอธิปไตยได้ดีขึ้นรักษาชีวิตของทหารและประชาชนของเราครม.ก็คงไม่มีปัญหาก็ยินดี   

นายภูมิธรรม กล่าวต่อว่า ทุกคำสั่งการหลังจากนี้ไปขอให้คำนึงถึงอธิปไตยของประเทศเป็นหลักสำคัญ เพราะไม่มีใครยอมให้มาบุกรุกล้ำอธิปไตยของเราได้และชีวิตทรัพย์สินของประชาชนถือเป็นหัวใจ ตนเป็นผู้ที่ต้องการความสำเร็จเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ความสำเร็จที่มุ่งมั่นในครั้งนี้ เราทำได้เท่ากับเรารักษาชีวิตทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างเต็มที่ จึงขอให้ตรงนี้เป็นหัวใจในการแก้ไขปัญหาของประเทศ

นาย​ภูมิธรรม​ กล่าวเพิ่มเติม​ว่า ขอสดุดีวีรชนของประเทศ​ และให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ และขอขอบคุณกระทรวงมหาดไทยและผู้ประสบปฏิบัติงานในทุกกรมกอง​ ที่เกี่ยวข้อง มีส่วนช่วยในการพิทักษ์รักษาแผ่นดินชีวิตของประชาชนและอำนวยความสะดวกในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ

สำหรับพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับในระยะแรก ครอบคลุม 4 จังหวัดชายแดน ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ หน่วยงานภาครัฐทุกระดับ ทั้งกระทรวงมหาดไทย คมนาคม กลาโหม สาธารณสุข พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ การต่างประเทศ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ร่วมกันเตรียมความพร้อมด้านยานพาหนะ เส้นทางขนส่ง จุดพักระหว่างทาง และสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อให้ประชาชนเดินทางกลับด้วยความปลอดภัยสูงสุด พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำและดูแลตั้งแต่ศูนย์พักพิงไปจนถึงพื้นที่ปลายทาง

‘ภูมิธรรม’ ถกผู้ว่าฯ 4 จว.ชายแดน ย้ำ ปลอดภัยงดเก็บค่าน้ำ-ไฟ ก.ค.-ส.ค. 68

มาตรการช่วยเหลือ: งดเก็บค่าน้ำ-ไฟ ก.ค.-ส.ค. 68

จากสถานการณ์ชายแดนที่ผ่านมา รัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนใน 4 จังหวัดชายแดน โดยเฉพาะเรื่องการงดเก็บค่าน้ำ-ไฟ ก.ค.-ส.ค. 68 ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก การดำเนินการครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความห่วงใยที่รัฐบาลมีต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และเป็นสัญญาณที่ดีของการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตหลังสถานการณ์ตึงเครียด

นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงความสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมแซมบ้านเรือน การดูแลสุขภาพ การฟื้นฟูอาชีพ และการให้กำลังใจแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

การตัดสินใจของรัฐบาลที่งดเก็บค่าน้ำ-ไฟ ก.ค.-ส.ค. 68 เป็นการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนในช่วงเวลาที่ยากลำบาก และเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลพร้อมที่จะยืนหยัดเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์ หากคุณได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว อย่าลังเลที่จะติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอรับความช่วยเหลือ

ในภาพรวม การดำเนินการของรัฐบาลครั้งนี้เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องและเหมาะสม แต่สิ่งสำคัญคือการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าความช่วยเหลือที่มอบให้ถึงมือประชาชนอย่างแท้จริง และสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน การงดเก็บค่าน้ำ-ไฟ ก.ค.-ส.ค. 68 ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และหวังว่าจะมีการดำเนินงานในลักษณะนี้ต่อไปในอนาคต

ที่มา – ’ภูมิธรรม’ ถกผู้ว่าฯ 4 จว.ชายแดน ย้ำ ปลอดภัยงดเก็บค่าน้ำ-ไฟ ก.ค.-ส.ค. 68

รวบหนุ่มเชียงใหม่ ค้าเลื่อยยนต์ เจอเพียบ!

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท สั่งการให้พล.ต.ต.กฤตัชญ์ บำรุงรัตนยศ ผบก.สอท.4 พ.ต.อ.นรวัฒน์ คำภิโล, พ.ต.อ.ดำรงศักดิ์ อ่อนตา รอง ผบก.สอท.4พ.ต.อ.คมสัน มีภักดี ผกก.4 สอท.4 สนธิกำลังกก.4 บก.ปทส. เข้าค้นบ้านพักในเขตพื้นที่ ตำบลหนองผึ้ง อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ก่อนจับกุมนายสมชาย หลังสืบสวนพบว่า มีการลักลอบขายรวบหนุ่มเชียงใหม่ ค้าเลื่อยยนต์ผิดกฎหมายทางสื่อออนไลน์

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้ทำการสืบสวนทางสื่อออนไลน์ พบผู้กระทำความผิดลักลอบขายเลื่อยโซ่ยนต์ทางสื่อออนไลน์เพจเฟสบุ๊ค “ซื้อขายเลื่อยยนต์” จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานยื่นคำร้องขอหมายค้นต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ เข้าตรวจค้นบ้านดังกล่าว ก็พบอาวุธปืนลูกโม่ขนาด.22 จำนวน 1 กระบอก ปืนยาวอัดลมจำนวน 6 กระบอก ปืนสั้นอัดลมจำนวน 1 กระบอก พร้อมทั้งเครื่องกระสุนปืนจำนวนหนึ่ง และเลื่อยโซ่ยนต์ยี่ห้อสติล รุ่น 070จำนวน 7 เครื่อง แผ่นบังคับเลื่อยโซ่ยนต์ จำนวน 16 แผ่น และโซ่เลื่อยยนต์จำนวน 12 เส้น โดยของกลางอาวุธปืนและเลื่อยโซ่ยนต์นั้นไม่มีใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนและเอกสารเกี่ยวกับใบอนุญาตเลื่อยโซ่ยนต์จากนายทะเบียนแต่อย่างใด

สอบสวนให้การรับสารภาพว่า ชอบสะสมอาวุธปืนจึงได้รับจำนำอาวุธปืนและหาซื้ออาวุธปืนอัดลมตามรายการดังกล่าวมาจากร้านค้าของเก่าจำนวนหลายกระบอกเพื่อเอาไว้แขวนประดับฝาบ้าน ส่วนเลื่อยโซ่ยนต์นั้นตนรับซื้อมาจากร้านค้าของเก่าและรับซื้อมาจากชาวบ้าน เพื่อนำมาซ่อมแซมและปรับปรุงให้สามารถใช้งานได้ ก่อนจะนำลงประกาศขายตามเพจร้านค้าทางสื่อออนไลน์ต่างๆ เพื่อหารายได้เสริม ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่าเลื่อยโซ่ยนต์ดังกล่าวมีขนาดกำลังเครื่องจักรกลต้นกำลัง หรือขนาดความยาวแผ่นบังคับโซ่ยาวเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ ตามลักษณะเลื่อยโซ่ยนต์ จึงได้ตรวจยึดเป็นของกลางและดำเนินการและแจ้งข้อหา “มีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต,มีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่,ซ่อมแซมเลื่อยโซ่ยนต์เป็นธุรกิจเพื่อสินจ้างโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนเลื่อยโซ่ยนต์และจับกุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.สารภี ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

รวบหนุ่มเชียงใหม่ ค้าเลื่อยยนต์

รายละเอียดการจับกุมหนุ่มเชียงใหม่ ค้าเลื่อยยนต์

จากเหตุการณ์รวบหนุ่มเชียงใหม่ ค้าเลื่อยยนต์นี้ แสดงให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังในการควบคุมการซื้อขายสินค้าผิดกฎหมายออนไลน์ การซื้อขายเลื่อยยนต์และอาวุธปืนต้องมีใบอนุญาต หากไม่มีจะถือว่าผิดกฎหมาย การกระทำของหนุ่มเชียงใหม่รายนี้จึงถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

การจับกุมครั้งนี้เป็นผลมาจากการสืบสวนทางออนไลน์อย่างต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้สามารถติดตามและจับกุมผู้กระทำผิดได้ในที่สุด นอกจากนี้ การสนธิกำลังกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องยังช่วยให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

หากใครที่กำลังมองหาซื้อเลื่อยยนต์ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้ขายมีใบอนุญาตถูกต้อง และเลื่อยยนต์ที่ซื้อมีขนาดตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว

สรุปแล้ว การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถรวบหนุ่มเชียงใหม่ ค้าเลื่อยยนต์พร้อมทั้งอาวุธปืนจำนวนมากได้นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของสังคม

ที่มา – รวบหนุ่มเชียงใหม่ เปิดเพจค้าเลื่อยยนต์ ค้นบ้านผงะเจอปืนเพียบ

พร้อมพงศ์หนุนรัฐบาล **กวาดล้างยาเสพติดเด็ดขาด**

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาสนับสนุนการดำเนินนโยบายของรัฐบาลในการเดินหน้าปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ **กวาดล้างยาเสพติดเด็ดขาด** ให้เหมือนสมัยอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ที่เคยทำสำเร็จมาแล้ว

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า ยาเสพติดเป็นภัยร้ายที่ทำลายผู้เสพ ครอบครัว สังคม เศรษฐกิจ และประเทศชาติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ 20 จังหวัดภาคอีสาน ได้รับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนเกี่ยวกับปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดอย่างกว้างขวาง และเรียกร้องให้รัฐบาล **กวาดล้างยาเสพติดเด็ดขาด**

นายพร้อมพงศ์ยังชื่นชมการทำงานของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ที่ได้แต่งตั้งคณะกรรมการปราบปรามยาเสพติด และดำเนินการลงโทษข้าราชการที่ปล่อยปละละเลยให้มีการระบาดของยาเสพติด หรือปล่อยให้เปิดผับบาร์เกินเวลา ซึ่งเป็นแหล่งมั่วสุม นอกจากนี้ ยังมีการประเมินผลการทำงานของข้าราชการในแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง

นายพร้อมพงศ์เน้นย้ำว่า การปราบปรามยาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เริ่มต้นจากครอบครัว ชุมชน และหน่วยงานภาครัฐ โดยควรมีศูนย์รับแจ้งเบาะแสยาเสพติด เพื่อให้ประชาชนสามารถแจ้งข้อมูลได้อย่างปลอดภัย และส่งต่อข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

**กวาดล้างยาเสพติดเด็ดขาด**

นอกจากนี้ นายพร้อมพงศ์ยังเสนอแนะให้เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจกวดขันและสกัดกั้นสารตั้งต้นในการผลิตยาเสพติดและการลักลอบนำเข้ายาเสพติดตามแนวชายแดน และต้องติดตามไปยังต้นตอของขบวนการค้ายาเสพติด ดำเนินคดี ตรวจสอบธุรกรรมทางการเงิน และยึดทรัพย์ เพื่อไม่ให้มีการนำเงินไปใช้ในการกระทำผิดกฎหมาย

นายพร้อมพงศ์ยังกล่าวถึงผลงานของนายทักษิณ ชินวัตร ในยุครัฐบาลไทยรักไทย ว่าเป็นนโยบายที่ประชาชนยังคงคิดถึงอยู่เสมอ เพราะสามารถแก้ไขปัญหายาเสพติดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้หลายครอบครัวได้ลูกหลานกลับคืนมา วันนี้ ปัญหายาเสพติดได้กลับมาระบาดอย่างหนัก ทำให้ประชาชนเดือดร้อน ลูกหลานติดยาเสพติดได้ง่ายและในราคาถูก ส่งผลกระทบต่อครอบครัว ชุมชน และสังคม ทำให้เกิดปัญหาอาชญากรรม การลักเล็กขโมยน้อย ชิงทรัพย์ และทำร้ายร่างกาย

นายพร้อมพงศ์กล่าวอีกว่า พรรคไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทย ถือว่าการแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นนโยบายเร่งด่วน และจะดำเนินการ **กวาดล้างยาเสพติดเด็ดขาด** โดยไม่ละเว้นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

อะไรคือความสำคัญของการกวาดล้างยาเสพติดเด็ดขาด?

นายพร้อมพงศ์ได้กล่าวสนับสนุน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และนายภูมิธรรมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอย่างแข็งขัน และขอให้ระมัดระวังกลุ่มคนที่คิดร้ายต่อรัฐบาล พร้อมทั้งย้ำว่าการปราบปรามและ **กวาดล้างยาเสพติดเด็ดขาด** ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเรียกความเชื่อมั่นหรือกอบกู้ภาพลักษณ์ของรัฐบาล แต่เป็นเพราะปัญหายาเสพติดได้แพร่ระบาดอย่างหนักและส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน การปราบปรามยาเสพติดจึงเป็นการคืนทรัพยากรบุคคลให้กับครอบครัว สังคม และประเทศชาติ ซึ่งมีค่ายิ่งกว่าสิ่งใดๆ

การแก้ไขปัญหายาเสพติดต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน หากเราสามารถทำให้ชุมชนของเราปลอดจากยาเสพติดได้ สังคมของเราก็จะน่าอยู่และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ที่มา – ‘พร้อมพงศ์’ เชียร์รัฐบาล กวาดล้างยาเสพติดเด็ดขาด แนะเช็กบิลเส้นทางการเงินให้ถึงต้นตอ

สาวสุดช้ำ! ถ่ายโอนข้อมูลมือถือ รูปโผล่แอปหาคู่

สาวสุดช้ำ! เมื่อเธอได้ไปใช้บริการถ่ายโอนข้อมูลมือถือที่ร้านชื่อดังแห่งหนึ่ง แต่แล้วก็ต้องตกใจเมื่อพบว่ารูปภาพของตัวเองไปปรากฏอยู่ในแอปพลิเคชันหาคู่อย่าง Tinder ทั้งๆ ที่เธอไม่เคยสมัครใช้งานเลย เรื่องราวนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงอย่างมาก และนำไปสู่การแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หญิงสาวผู้เสียหายรายหนึ่งได้เข้าแจ้งความกับ ตำรวจสภ.วิชิต อ.เมือง จ.ภูเก็ต ว่ามีภาพของตัวเองไปปรากฏในแอปพลิเคชัน ทินเดอร์ (Tinder) แพลตฟอร์มหาคู่ออนไลน์ ทั้งที่ไม่เคยสมัครเข้าไปใช้แอปฯดังกล่าวมาก่อน เพียงแต่ก่อนหน้านี้ได้ให้พนักงาน “ร้านมือถือชื่อดัง” ถ่ายโอนข้อมูลมือถือเครื่องเก่า ไปยังเครื่องใหม่ เธอจึงสงสัยว่าน่าจะมีการนำข้อมูลไปใช้ ภายหลังตำรวจสืบสวนจนพบว่า มีพนักงานและผู้เกี่ยวข้องแอบนำข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เสียหายไปใช้จริง จึงติดตามจับกุมได้ทั้งหมด 6 ราย ดำเนินคดีในข้อหาความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

ในส่วนของบริษัทต้นสังกัด “ร้านมือถือชื่อดัง” ได้ดำเนินการให้พนักงานผู้ก่อเหตุพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของบริษัทแล้ว และดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีทางกฎหมายกับพนักงานที่ทำให้บริษัทเสียหายเช่นเดียวกัน พร้อมออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจและขออภัยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยย้ำถึงการให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลลูกค้า

พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล(สคส.) หรือ PDPC พร้อมด้วย นายอมรพันธุ์ นิติธีรานนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิ รักษาการผอ.สำนักตรวจสอบและกำกับดูแล ร.ท.ฐานันดร สำราญสุข ผอ.ฝ่ายเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ และนายธนาภัทร์ ไม้สน หัวหน้างานฝ่ายกำกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้เชิญบริษัท “ร้านมือถือชื่อดัง” เข้าพบเพื่อชี้แจงถึงมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย และให้ส่งเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการดำเนินการตาม PDPA จากเหตุดังกล่าว

เบื้องต้น บริษัทดังกล่าวได้รายงานเหตุการละเมิดมายัง สคส. ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้ว แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่า ยังมีประเด็นที่ยังมีข้อมูลไม่ครบถ้วนเพียงพอ เพื่อให้การปกป้องและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้แจ้งให้บริษัทชี้แจงและจัดส่งเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม ดังนี้

  • การประเมินความเสี่ยงและการทบทวนมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการเชิงองค์กรในการตรวจสอบและกำกับดูแลพนักงาน
  • รายงานผลการสอบสวนพนักงาน
  • การพิจารณาขยายผลการบังคับใช้กฎหมายเพื่อดำเนินคดีกับพนักงานที่กระทำผิดโดยเฉพาะความผิดตาม พ.ร.ก.ไซเบอร์(ฉบับที่ 2) กรณีนำข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลไปใช้ในการกระทำผิดอาญา
  • ผลการเยียวยาผู้เสียหาย

สาวสุดช้ำ! ถ่ายโอนข้อมูลมือถือ รูปโผล่แอปหาคู่

ทั้งนี้ ทาง สคส. ได้เน้นย้ำให้บริษัทดังกล่าวให้ความสำคัญกับการเยียวยาผู้เสียหาย และดำเนินการตรวจสอบภายในองค์กรอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต

ข้อควรระวังในการถ่ายโอนข้อมูลมือถือ

จากเหตุการณ์นี้ ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนถึงความปลอดภัยในการถ่ายโอนข้อมูลมือถือมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องใช้บริการจากร้านค้าภายนอก ควรเลือกใช้บริการจากร้านค้าที่มีความน่าเชื่อถือ และสอบถามถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างละเอียด

นอกจากนี้ ในระหว่างการถ่ายโอนข้อมูลมือถือ เราควรที่จะ:

  • เฝ้าดูขั้นตอนการถ่ายโอนข้อมูลอย่างใกล้ชิด
  • ตรวจสอบข้อมูลที่ถูกถ่ายโอนว่าถูกต้องครบถ้วนหรือไม่
  • สอบถามถึงวิธีการจัดการข้อมูลเก่าจากเครื่องเดิม
  • เปลี่ยนรหัสผ่านของบัญชีต่างๆ ที่สำคัญหลังจากถ่ายโอนข้อมูลเสร็จสิ้น

การป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่าเสมอ การระมัดระวังและใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการถูกละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลได้

สุดท้ายนี้ ฝากถึงประชาชนที่จะซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ กรณีต้องมีการถ่ายโอนข้อมูลภาพ-คลิปต่างๆ ในเครื่องเดิมให้ระวังและต้องคอยสอดส่องดูการถ่ายโอนข้อมูลภาพ-คลิปอย่างใกล้ชิดด้วย ป้องกันการเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ได้อีก. เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้เราทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาข้อมูลส่วนตัว และระมัดระวังในการใช้บริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลมากขึ้น

ที่มา – สาวสุดช้ำ! ให้ร้านถ่ายโอนข้อมูลมือถือ เจอรูปตัวเองโผล่หราในแอปฯหาคู่

สวนสัตว์เขาเขียวต้อนรับ “ลูกคาปิบารา” 3 ตัว

ข่าวดีรับวันแม่! สวนสัตว์เปิดเขาเขียวต้อนรับสมาชิกใหม่สุดน่ารัก “ลูกคาปิบารา” จำนวน 3 ตัว ที่เกิดเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา สร้างความตื่นเต้นและยินดีให้กับเจ้าหน้าที่และนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

สวนสัตว์เปิดเขาเขียวต้อนรับ “ลูกคาปิบารา” 3 ตัว

นายณรงวิทย์ ชดช้อย ผู้อำนวยการสวนสัตว์เปิดเขาเขียว เปิดเผยว่า “คาปิบารา” สัตว์ฟันแทะขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ได้ให้กำเนิดลูกน้อยถึง 3 ตัว จากพ่อชื่อ “เซียง” อายุ 5 ปี และแม่ชื่อ “ปุ๊กปิ๊ก“ อายุ 3 ปี ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถระบุเพศของลูกคาปิบาราได้ เนื่องจากต้องการปล่อยให้แม่เลี้ยงตามธรรมชาติ เพื่อให้ลูก ๆ เติบโตอย่างแข็งแรงที่สุด อย่างไรก็ตาม สุขภาพของลูก ๆ แข็งแรงสมบูรณ์และมีความน่ารักน่าเอ็นดูเป็นอย่างมาก

ปัจจุบัน สวนสัตว์เปิดเขาเขียวมีคาปิบารารวมทั้งหมด 21 ตัว นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมความน่ารักของครอบครัวคาปิบาราได้ที่ส่วนแสดงหนูยักษ์คาปิบารา โดยทางสวนสัตว์มีแผนที่จะทำการตั้งชื่อให้กับลูกคาปิบาราทั้ง 3 ตัวในเร็ว ๆ นี้

ลูกคาปิบารา

สิทธิพิเศษวันแม่แห่งชาติ เด็กเข้าชมฟรี!

นอกจากความน่ารักของลูกคาปิบาราแล้ว นายณรงวิทย์ยังกล่าวอีกว่า ในวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2568 สวนสัตว์เปิดเขาเขียวมอบสิทธิพิเศษให้เด็กอายุไม่เกิน 12 ปี หรือสูงไม่เกิน 135 ซม. เข้าชมฟรีตลอดทั้งวัน! พร้อมทั้งจัดกิจกรรมพิเศษสำหรับครอบครัวมากมาย อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ การแสดงจากเยาวชน มาสคอตแดนซ์ซิ่ง โชว์งูสวยงาม และกิจกรรม “ชวนแม่เที่ยวสวนสัตว์” พร้อมมอบดอกมะลิและของที่ระลึกให้กับคุณแม่ทุกท่าน

สำหรับคาปิบารา เป็นสัตว์ฟันแทะที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ เมื่อโตเต็มวัยจะมีน้ำหนักประมาณ 50–70 กิโลกรัม และสูงราว 45 เซนติเมตร พวกเขาชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง และมีความรักในการว่ายน้ำเป็นอย่างมาก มักจะแช่น้ำเกือบทั้งวัน และออกหาอาหารในช่วงเช้าและเย็น โดยอาหารส่วนใหญ่จะเป็นหญ้าและพืชน้ำ

หากท่านใดสนใจสัมผัสบรรยากาศพิเศษอีกรูปแบบหนึ่ง สามารถเข้าชม Khao Kheow Night Zoo เพื่อชมวิถีชีวิตของสัตว์ต่างๆ ในยามค่ำคืน ซึ่งแตกต่างจากช่วงเวลากลางวันอย่างสิ้นเชิง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 038-318444 ต่อ 213

การต้อนรับสมาชิกใหม่ “ลูกคาปิบารา” ทั้ง 3 ตัวนี้ ถือเป็นข่าวดีที่สร้างความสุขให้กับผู้ที่รักสัตว์ และเป็นโอกาสอันดีที่จะได้พาครอบครัวมาเที่ยวพักผ่อนและสัมผัสความน่ารักของสัตว์นานาชนิดที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว อย่าลืมแวะมาเยี่ยมชมความน่ารักของพวกเขากันนะครับ

ที่มา – สวนสัตว์เปิดเขาเขียวต้อนรับสมาชิกใหม่ “ลูกคาปิบารา” 3 ตัวสุดคิวต์ เตรียมตั้งชื่อเร็ว ๆ นี้ รับวันแม่แห่งชาติ เด็กเข้าฟรี

‘ภูมิธรรม’ ส่งผู้อพยพกลับสุรินทร์: ให้กำลังใจ!

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีและข้าราชการระดับสูง ได้ลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ เพื่อให้กำลังใจและมอบถุงยังชีพแก่ประชาชนผู้อพยพ ณ อาคารวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุรินทร์ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์

“ภูมิธรรม” ลงพื้นที่ให้กำลังใจและมอบถุงยังชีพแก่ประชาชนผู้อพยพ

นายภูมิธรรมกล่าวว่า การเดินทางมาในครั้งนี้เพื่อแสดงความห่วงใยต่อความยากลำบากของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภายนอกประเทศ โดยรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พยายามดูแลและช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งยกย่องทหารกล้าที่ทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยและดูแลประชาชนอย่างดีที่สุด

“ตอนนี้พี่น้องประชาชนทุกคนคิดถึงบ้านเป็นอย่างมาก และเราก็ได้จัดชรบ. อส. ดูแลบ้านเรือนพี่น้องอย่างดี ซึ่งรัฐบาลได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือ โดยในเบื้องต้นเราได้เพิ่มเงินในอำนาจผู้ว่าฯ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา จาก 20 ล้านเป็น 100 ล้านบาท และได้รับความสนับสนุนจากทุกส่วนราชการและภาคีเครือข่าย ทั้งวิทยาลัย มหาวิทยาลัย วัด บ้าน สถานศึกษา และสถานที่สาธารณะทั้งหมด ได้ร่วมทำอย่างเต็มที่ และตอนนี้ ทุกคนอยากกลับบ้านเต็มที่แล้ว ตามแผนขณะนี้ อปท.ทั้งหมดส่งเจ้าหน้าที่ลงไปสำรวจความเสียหายของที่พักอาศัยแล้ว ” นายภูมิธรรมกล่าว

นายภูมิธรรมกล่าวถึงแผนการช่วยเหลือและส่งผู้อพยพกลับภูมิลำเนา

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้อนุมัติหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยเพิ่มเงินช่วยเหลือในกรณีเสียชีวิตและทุพพลภาพ รวมถึงขยายวงเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการอพยพประชาชน การบริหารจัดการศูนย์พักพิงชั่วคราว และค่าตอบแทนสำหรับผู้ปฏิบัติงาน

นายภูมิธรรมยังได้กล่าวถึงการประสานงานกับกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานต่างๆ เพื่อจัดยานพาหนะในการส่งผู้อพยพเดินทางกลับภูมิลำเนา จ.สุรินทร์ อย่างปลอดภัย พร้อมทั้งกำชับให้ทุกภาคส่วนให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ตามอำนาจหน้าที่

การสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนในการช่วยเหลือผู้อพยพ

‘ภูมิธรรม’ ลงพื้นที่ให้กำลังใจ-ส่งผู้อพยพเดินทางกลับภูมิลำเนา จ.สุรินทร์

นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยยังได้ประสานกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการประปาส่วนภูมิภาค เพื่อพิจารณาบรรเทาผลกระทบค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคของประชาชนในพื้นที่ประสบภัย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความเอาใจใส่ของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่มีต่อประชาชน

มาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมสำหรับการส่งผู้อพยพเดินทางกลับภูมิลำเนา จ.สุรินทร์

  • การอนุมัติเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน
  • การขยายวงเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย
  • การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการอพยพและการจัดการศูนย์พักพิง

รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นที่จะให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และพร้อมที่จะปรับปรุงมาตรการต่างๆ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็วที่สุด

การลงพื้นที่ของนายภูมิธรรมและการดำเนินการต่างๆ ของรัฐบาล แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ แม้ว่าสถานการณ์จะท้าทาย แต่ความร่วมมือและการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน จะเป็นพลังสำคัญในการฟื้นฟูและพัฒนาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า

การส่งผู้อพยพเดินทางกลับภูมิลำเนา จ.สุรินทร์ เป็นภารกิจสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนจะกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขและปลอดภัย

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ ลงพื้นที่ให้กำลังใจ-ส่งผู้อพยพเดินทางกลับภูมิลำเนา จ.สุรินทร์