ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

จุฬาราชมนตรีเปิดงานมาอัลฮิจเราะฮ์ ปัตตานี

นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดปัตตานี เพื่อเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “งานมาอัลฮิจเราะฮ์ ประจำปี 1447” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 – 5 สิงหาคม 2568 ณ สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี โดยมี พลตรีเฉลิมชัย สุทธินวล ผู้อำนวยการศูนย์สันติวิธี ผู้แทนของแม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4, ผู้แทนจากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.), ปลัดจังหวัดปัตตานี, ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี, เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย, ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี, รองประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี รวมถึงคณะกรรมการจัดงาน ผู้นำศาสนา และตัวแทนจากภาครัฐ ภาคประชาสังคม และองค์กรศาสนาในพื้นที่ เข้าร่วมเป็นเกียรติในกิจกรรม

การจัดงานมาอัลฮิจเราะฮ์ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมฉลองการขึ้นปีใหม่อิสลาม (เดือนมุฮัรรอม ปีฮิจเราะฮ์ศักราช 1447) และเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของโลกมุสลิม คือ การฮิจเราะฮ์ (อพยพ) ของท่านศาสดามุฮัมมัดจากนครมักกะฮ์สู่นครมะดีนะฮ์ นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายเพื่อธำรงรักษาอัตลักษณ์วัฒนธรรมและประเพณีของมลายูมุสลิมในพื้นที่ภาคใต้ ส่งเสริมความสามัคคีในสังคมพหุวัฒนธรรม และเสริมสร้างความเข้าใจในหลักคำสอนอิสลามที่ถูกต้อง โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน ซึ่งถือเป็นพลังสำคัญของชุมชน

ภายในงานมีกิจกรรม ประกอบด้วย กิจกรรมบรรยายธรรมศาสนา, กิจกรรมเสวนาทางวิชาการ, กิจกรรมแข่งขันทางวัฒนธรรมและประเพณีพื้นบ้าน, กิจกรรมการแข่งขันทักษะวิชาการของผู้เรียนศูนย์ฯ (ตาดีกา), กิจกรรมออกบูทสินค้า และร้านค้าอื่นๆมากมาย

ทั้งนี้ พลตรีเฉลิมชัย สุทธินวล ผู้อำนวยการศูนย์สันติวิธี ในฐานะผู้แทนของแม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้สนับสนุนของรางวัลเพื่อใช้ในการจับฉลากภายในงาน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม

กิจกรรมอัลฮิจเราะฮ์จัดขึ้นเป็นประจำอย่างต่อเนื่องในหลายจังหวัดที่มีพี่น้องมุสลิมอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากซึ่งประกอบด้วย ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา และกรุงเทพมหานคร โดยมีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมความศรัทธา ความเข้าใจในหลักคำสอนอิสลาม และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรมของประเทศไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างใกล้ชิดจาก กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ในการเสริมสร้างพื้นที่สันติสุขผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้นำศาสนา และประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

จุฬาราชมนตรีเปิดกิจกรรมมาอัลฮิจเราะฮ์ประจำปี 1447 จังหวัดปัตตานี

การจัดงาน จุฬาราชมนตรีเปิดกิจกรรมมาอัลฮิจเราะฮ์ประจำปี 1447 จังหวัดปัตตานี ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมความเข้าใจและความร่วมมือในสังคมพหุวัฒนธรรม การรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ และการธำรงรักษาวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง

ความสำคัญของ มาอัลฮิจเราะฮ์

งาน จุฬาราชมนตรีเปิดกิจกรรมมาอัลฮิจเราะฮ์ประจำปี 1447 จังหวัดปัตตานี เป็นมากกว่าการเฉลิมฉลองปีใหม่ แต่เป็นการเน้นย้ำถึงคุณค่าของความศรัทธา ความสามัคคี และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมพหุวัฒนธรรม

การจัดงาน จุฬาราชมนตรีเปิดกิจกรรมมาอัลฮิจเราะฮ์ประจำปี 1447 จังหวัดปัตตานี เป็นประจำทุกปี แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนาและวัฒนธรรมต่างๆ ในประเทศไทย และเป็นแบบอย่างที่ดีของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

ที่มา – จุฬาราชมนตรีเปิดกิจกรรมมาอัลฮิจเราะฮ์ประจำปี 1447 จังหวัดปัตตานี

‘บิ๊กป้อม’เปิดมูลนิธิฯ รับห่วงบ้านเมือง

เมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ์ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) เปิดให้อวยพรวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 80 ปี ในวันที่ 11 ส.ค. 2568 ทั้งนี้ช่วงเช้าที่ผ่านมา พล.อ.ชิษณุพงศ์ รอดศิริ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหาร เป็นตัวแทน ผู้บัญชาการทหารบก รวมถึง พล.ท.อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 เข้าอวยพร ข้าราชการทหาร ตำรวจนักการเมือง ทยอยเข้ามาอวยพรต่อเนื่อง

โดยพล.อประวิตร มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมกล่าวว่า อายุ 80 แล้วจะไปแข็งแรงเหมือนคนหนุ่มได้อย่างไรยอมรับว่ายังเป็นห่วงประเทศชาติ และได้ลงพื้นที่ เยี่ยมเยือนประชาชน ที่ไม่อีโหน่อีเหน่อะไรแต่ได้รับความเดือดร้อน กับเหตุการณ์นี้ พร้อมให้กำลังใจทหารในแนวหน้า.

สถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น ทำให้หลายฝ่ายต่างจับตามองการเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ์ หรือที่รู้จักกันในนาม ‘บิ๊กป้อม’ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด และการเปิดบ้านให้ผู้ใกล้ชิดเข้าอวยพรวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 80 ปี

‘บิ๊กป้อม’ ถือเป็นบุคคลสำคัญในแวดวงการเมืองไทย ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญอย่างยาวนาน การออกมาแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมือง จึงได้รับการจับตามองเป็นพิเศษ นอกจากนี้ การเปิดมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อฯ ยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจจากประชาชนในวงกว้าง

‘บิ๊กป้อม’เปิดมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อฯ อวยพรวันเกิด รับห่วงบ้านเมือง

การที่ ‘บิ๊กป้อม’ ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมืองนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความห่วงใยที่ท่านมีต่อประเทศชาติ การแสดงความเห็นดังกล่าว อาจเป็นการส่งสัญญาณถึงบทบาทที่ท่านอาจจะเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอนาคต

อนาคตทางการเมืองของ ‘บิ๊กป้อม’

แม้ว่า ‘บิ๊กป้อม’ จะมีอายุ 80 ปีแล้ว แต่ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมา ทำให้ท่านยังคงเป็นบุคคลสำคัญที่น่าจับตามองในแวดวงการเมือง การออกมาแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมือง และการเปิดมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อฯ อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงบทบาทที่ท่านจะเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศต่อไป

การเมืองไทยในอนาคตยังคงเต็มไปด้วยความท้าทายและความไม่แน่นอน การมีผู้นำที่มีประสบการณ์และวิสัยทัศน์กว้างไกล จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อนำพาประเทศชาติก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ไปได้อย่างมั่นคง

สถานการณ์ปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เราสามารถวิเคราะห์และตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

ในท้ายที่สุดแล้ว อนาคตของประเทศไทยขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและการกระทำของพวกเราทุกคน การมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ และการสนับสนุนผู้นำที่มีความสามารถและวิสัยทัศน์ จึงเป็นหน้าที่ของพลเมืองที่ดี

การที่ ‘บิ๊กป้อม’ ยังคงแสดงความห่วงใยต่อบ้านเมือง สะท้อนให้เห็นว่าท่านยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม และพร้อมที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น แม้ว่าอายุจะมากขึ้นแล้วก็ตาม

ที่มา – ‘บิ๊กป้อม’เปิดมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อฯ อวยพรวันเกิด รับห่วงบ้านเมือง

‘บุญสิงห์’ เปิดแข่งบอร์ดเกมวิชาการ ปั้นทักษะเรียนรู้

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการแข่งขันบอร์ดเกมวิชาการ รอบชิงชนะเลิศระดับภูมิภาคและชิงถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2568 งาน “Suksapan Ed-Fest : Board Game 2025”

โดยมี นายพีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. ในฐานะรักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค. รองศาสตราจารย์ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการ สสวท. นายภกร รงค์นพรัตน์ รองผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค. นายอดุลย์ศักดิ์ บุญอเนก ผู้อำนวยการ สพม.กรุงเทพมหานคร เขต 1 และนายอำนาจ อัปษร รองผู้อำนวยการ สพม.กรุงเทพมหานคร เขต 2 พร้อมด้วยผู้บริหารสถานศึกษา คณะครูและนักเรียนจากทั่วประเทศ เข้าร่วมงาน

โดยนายบุญสิงห์ กล่าวว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศแก่ผู้เข้าแข่งขันในครั้งนี้ สร้างความปลื้มปิติแก่ผู้ร่วมงานทุกคน และขอขอบคุณครู ผู้ปกครองที่ร่วมส่งเสริมให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ รวมถึงผู้จัดงานที่ช่วยผลักดันให้งานนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

ที่ปรึกษารมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า สำหรับกิจกรรมครั้งนี้เปิดมุมมองใหม่ของการเรียนรู้ ด้วยการใช้บอร์ดเกมวิชาการถ่ายทอดเนื้อหาวิชาการ ที่ช่วยเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ วางแผน แก้ปัญหา โดยเฉพาะเรื่อง “ระบบนิเวศน์และสายใยอาหาร” ที่มีผลกระทบถึงมนุษย์ สัตว์ และพืชได้มากยิ่งขึ้น ท้ายที่สุดทุกคนก็จะได้ตระหนักถึงสภาวะต่างๆ ที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตภายในระบนิเวศน์ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่อไปในอนาคต

ด้านนายภกร รงค์นพรัตน์ รองผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค.กล่าวในนามของคณะผู้จัดงานว่า วัตถุประสงค์ของการจัดการแข่งขันในครั้งนี้เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ผ่านการเล่นอย่างสร้างสรรค์พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์การวางแผนการทำงานร่วมกันและการตัดสินใจอย่างมีเหตุผลผ่านกิจกรรมการเล่นบอร์ดเกมวิชาการ ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการศึกษาเชื่อมโยงไปถึงเนื้อหาในบทเรียนวิชาชีววิทยาและพัฒนาทักษะสมองที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในระดับสากล

องค์การค้าของสกสคร่วมกับสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีร่วมกันจัดการแข่งขันขึ้นใน 4 ภูมิภาคเป็นรอบคัดเลือกคือจังหวัดพิษณุโลกจังหวัดขอนแก่นจังหวัดราชบุรีและจังหวัดสุราษฎร์ธานีโดยมีโรงเรียนเข้าร่วมแข่งขันทั้งหมด 416 โรงเรียนมีผู้เข้าร่วมงาน 2,489 คนโดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสำนักการศึกษากรุงเทพมหานครและศูนย์การค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว

เป็นการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับภูมิภาคและรอบชิงชนะเลิศระดับถ้วยรางวัลพระราชทานซึ่ง ผลการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ชิงถ้วยรางวัลพระราชทานฯ ปี 2568 รางวัลชนะเลิศ: โรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1: โรงเรียนกระสังพิทยาคม รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2: โรงเรียนคุรุราษฎร์รังสฤษฏ์ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3: โรงเรียนหล่มสักวิทยาคม รางวัลชมเชยอันดับ 1: โรงเรียนวังทองพิทยาคม รางวัลชมเชยอันดับ 2: โรงเรียนเทศบาล 5 เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี รางวัลชมเชยอันดับ 3: โรงเรียนเบญจมราชานุสรณ์

นอกจากนี้ภายในงาน ยังมีกิจกรรม เสริมความรู้ บูธจากผู้ผลิตบอร์ดเกมในประเทศและต่างประเทศ บูธสื่อเสริมการเรียนรู้ดิจิทัลต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างเครือข่ายความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง

บอร์ดเกมวิชาการ: เปิดโลกการเรียนรู้

ทำไมบอร์ดเกมวิชาการถึงสำคัญ?

การแข่งขันบอร์ดเกมวิชาการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการนำเกมมาประยุกต์ใช้ในการศึกษา ซึ่งไม่เพียงเเต่สร้างความสนุกสนาน แต่ยังช่วยกระตุ้นทักษะที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้เเละการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการคิดวิเคราะห์ การวางแผน การแก้ปัญหา และการทำงานร่วมกัน ซึ่งทักษะเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทย

นอกจากนี้ บอร์ดเกมยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เนื้อหาทางวิชาการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องให้ความสนใจในปัจจุบัน การเล่นบอร์ดเกมที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศน์จะช่วยให้ผู้เล่นเข้าใจถึงความเชื่อมโยงและความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างๆ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศน์

การส่งเสริมให้เยาวชนไทยได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับบอร์ดเกมวิชาการจึงเป็นสิ่งที่ควรให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทยให้พร้อมสำหรับการเผชิญกับความท้าทายในอนาคต

ที่มา – ‘บุญสิงห์’ เปิดแข่งบอร์ดเกมวิชาการ ชี้ เปิดโลกเรียนรู้ ปั้นทักษะคิดวิเคราะห์-วางแผน-แก้ปัญหา

โรงเรียนเทศบาล 1 ตลาดบางลี่ ซ้อมแผนดับเพลิง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.วริศรา ศรีแสง ผู้อำนวยการ โรงเรียนเทศบาล 1 ตลาดบางลี่ ซ้อมแผนดับเพลิง (พานิชอุทิศ) สังกัดกองการศึกษา เทศบาลบาลเมืองสองพี่น้อง อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี พร้อมด้วยคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดโครงการฝึกอบรมการป้องกัน และระงับอัคคีภัยให้แก่ คณะครู และนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 1 ตลาดบางลี่ (พานิชอุทิศ) โดยได้รับความร่วมมือจาก นายธนกร ตันติไพจิตร นายกเทศมนตรีเมืองสองพี่น้อง น.ส.ศตบงกช ฉันทกูล ผู้อำนวยการกองการศึกษา น.ส.มลฤดี อินทร์ใจเอื้อ หัวหน้าฝ่ายบริหารการศึกษา น.ส.สินีนาถ โพธิพันธ์ นักวิชาการศึกษาชำนาญการ นำเจ้าหน้าที่ฝ่ายงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองสองพี่น้อง ร่วมเป็นวิทยากรอบรมให้ความรู้ พร้อมการสาธิตการผจญเพลิง โดยมีการจำลองสถานการณ์เหตุเพลิงไหม้อาคารเรียนเสมือนจริง เพื่อให้แก่คณะครู และนักเรียนได้รู้ถึงวิธีการป้องกัน และระงับเหตุเพลิงไหม้ในเบื้องต้น ภายในอาคารโดมโรงเรียนเทศบาล 1 ตลาดบางลี่ (พานิชอุทิศ)

โรงเรียนเทศบาล 1 ตลาดบางลี่ ซ้อมแผนดับเพลิง

นายธนกร ตันติไพจิตร นายกเทศมนตรีเมืองสองพี่น้อง กล่าวว่า เทศบาลเมืองสองพี่น้อง ให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัย จากการเกิดอัคคีภัย และเหตุเพลิงไหม้ จึงได้ร่วมกับ กองการศึกษา เทศบาลเมืองสองพี่น้อง เจ้าหน้าที่ฝ่ายงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองสองพี่น้อง คณะครู และนักเรียน โรงเรียนเทศบาล 1 ตลาดบางลี่ (พานิชอุทิศ) จัดโครงการฝึกอบรมดับเพลิง และซ้อมแผนป้องกันอัคคีภัย โดยมอบให้ฝ่ายงานป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย นำเจ้าหน้าที่ และบุคลากรผู้เกี่ยวข้องอบรมให้ความรู้ ในการป้องกันการเกิดอัคคีภัย และการผจญเพลิงในเบื้องต้น เพื่อสร้างความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยให้กับคณะครู นักเรียน เจ้าหน้าที่ และบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนทรัพย์สินของทางราชการ

โรงเรียนเทศบาล 1 ตลาดบางลี่ ซ้อมแผนดับเพลิง

น.ส.ริศรา กล่าวว่า เนื่องจากคณะครู และนักเรียน โรงเรียนเทศบาล 1 ตลาดบางลี่ (พานิชอุทิศ) ยังขาดประสบการณ์ความรู้ และทักษะในการป้องกันระงับอัคคีภัย จึงได้ร่วมกับ นายธนกร จัดทำแผนการป้องกันอัคคีภัย และซ้อมแผนการระงับอัคคีภัย โดยมีผู้ชำนาญการ และผู้ที่มีประสบการณ์โดยตรงเข้ามาให้ความรู้ อาทิ ทฤษฎีการเกิดเพลิงไหม้ การแบ่งประเภทของเพลิง และวิธีดับเพลิงประเภทต่างๆ จิตวิทยาเมื่อเกิดอัคคีภัย การป้องกันแหล่งกำเนิดของการติดไฟ เครื่องดับเพลิงชนิดต่างๆ วิธีการใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัย การวางแผนการป้องกัน และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ด้วยความปรารถนาดีจาก เจ้าหน้าที่ฝ่ายงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองสองพี่น้อง

โรงเรียนเทศบาล 1 ตลาดบางลี่ ซ้อมแผนดับเพลิง

ทำไมโรงเรียนเทศบาล 1 ตลาดบางลี่ ต้องซ้อมแผนดับเพลิง?

การฝึกซ้อมแผนดับเพลิงใน โรงเรียนเทศบาล 1 ตลาดบางลี่ ซ้อมแผนดับเพลิง มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การฝึกซ้อมช่วยให้คณะครูและนักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการดับเพลิงที่ถูกต้อง การอพยพอย่างปลอดภัย และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างความตระหนักถึงอันตรายจากอัคคีภัย และส่งเสริมให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการป้องกันและระงับอัคคีภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประโยชน์ของการซ้อมแผนดับเพลิงในโรงเรียน

  • สร้างความตระหนักถึงอันตรายจากอัคคีภัย
  • ให้ความรู้และทักษะในการดับเพลิงเบื้องต้น
  • ฝึกการอพยพอย่างปลอดภัย
  • ส่งเสริมความร่วมมือในการป้องกันอัคคีภัย
  • ลดความเสียหายจากอัคคีภัย

การฝึกซ้อมแผนดับเพลิงใน โรงเรียนเทศบาล 1 ตลาดบางลี่ ซ้อมแผนดับเพลิง เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะเป็นการป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากอัคคีภัย การเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกโรงเรียนควรให้ความสำคัญ เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากรทุกคน

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการซ้อมแผนดับเพลิง

จากการซ้อมแผนดับเพลิง ทำให้ได้เรียนรู้ว่าการมีสติและการทำตามขั้นตอนที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเผชิญหน้ากับสถานการณ์อัคคีภัย การรู้ตำแหน่งของอุปกรณ์ดับเพลิง การรู้วิธีใช้งาน และการช่วยเหลือผู้อื่น เป็นสิ่งที่ทุกคนควรตระหนักและฝึกฝนให้ชำนาญ เพื่อลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

การฝึกซ้อมแผนดับเพลิงครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความห่วงใยของเทศบาลเมืองสองพี่น้อง ที่มีต่อความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่ การสนับสนุนและให้ความรู้แก่ประชาชนในการป้องกันและระงับอัคคีภัย เป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วน เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่

ที่มา – โรงเรียนเทศบาล 1 ตลาดบางลี่ ซ้อมแผนดับเพลิง สร้างความปลอดภัย

รัฐบาลทหารเมียนมาทุ่มจ้างล็อบบี้ยิสต์ฟื้นสัมพันธ์สหรัฐ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ว่าบริษัทดีจีไอกรุ๊ป ซึ่งเป็นหนึ่งในล็อบบี้ยิสต์ของสหรัฐ ยื่นเอกสารต่อกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ เมื่อวันที่ 1 ส.ค. เพื่อขึ้นทะเบียนตัวแทนต่างชาติตามกฎหมายตัวแทนต่างชาติของสหรัฐ ( ฟารา ) ว่าบริษัทบรรลุข้อข้อตกลงมูลค่า 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 97.02 ล้านบาท ) ต่อปี กับกระทรวงข่าวสารเมียนมา เมื่อวันที่ 31 ก.ค. ที่ผ่านมา ในการดำเนินการรัฐบาลทหารเมียนมาทุ่มจ้างล็อบบี้ยิสต์ เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์กับสหรัฐ

ทั้งนี้ ดีจีไอ กรุ๊ป จะให้บริการด้านกิจการสาธารณะกับลูกค้า เกี่ยวกับการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างเมียนมากับสหรัฐ “เน้นที่การค้า การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการบรรเทาทุกข์ด้านมนุษยธรรม” และเอกสารลงนามโดยผู้บริหารสองคนของดีจีไอ กรุ๊ป คือ นายจัสติน ปีเตอร์สัน และนายไบรอัน แมคเคบ โดยปีเตอร์สันเคยทำงานให้กับรัฐบาลสมัยแรกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ด้วย

ขณะที่กระทรวงการคลังสหรัฐและกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ปฏิเสธให้ความเห็นอย่างเป็นทางการ ว่าความเคลื่อนไหวของดีจีไอ กรุ๊ป จะส่งผลกระทบต่อมาตรการคว่ำบาตรหลายส่วนที่สหรัฐยังคงบังคับใช้ฝ่ายเดียวกับรัฐบาลทหารเมียนมาอย่างไร

อนึ่งกระทรวงการคลังสหรัฐออกแถลงการณ์ เมื่อปลายเดือนก.ค. ที่ผ่านมา ถอนชื่อบริษัทและนักธุรกิจหลายคนซึ่งมีความใกล้ชิดกับรัฐบาลทหารเมียนมา ออกจากบัญชีรายชื่อการคว่ำบาตร ได้แก่ บริษัท “เคที เซอร์วิสเซส แอนด์ โลจิสติกส์” และนายโจนาธาน มโย จอ ต่อง ผู้ก่อตั้ง, บริษัท “เอ็มซีเอ็ม กรุ๊ป” และนายอ่อง หล่าย อู ผู้ก่อตั้ง และบริษัท “ซันแทค เทคโนโลยีส์” และนายซิต แต่ง อ่อง ผู้ก่อตั้ง นอกจากนี้ ยังมีอีกบุคคลหนึ่ง คือนาย ติน ลัต มิน

ปัจจุบัน เมียนมาเป็นแหล่งแร่ธาตุหายากที่สำคัญของโลก ซึ่งมีความต้องการสูงในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงด้านการทหารและสินค้าอุปโภคบริโภค โดยการจัดหาวัตถุดิบประเภทนี้ ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐบาลสหรัฐชุดปัจจุบัน ในการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์กับจีน ซึ่งควบคุมกำลังการผลิตแร่ธาตุหายากถึง 90% ของโลก.

เครดิตภาพ : AFP

รัฐบาลทหารเมียนมาทุ่มจ้างล็อบบี้ยิสต์ เพื่อฟื้นฟูสัมพันธ์กับสหรัฐ

การที่รัฐบาลทหารเมียนมาทุ่มจ้างล็อบบี้ยิสต์ เป็นจำนวนเงินมหาศาล เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา แสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างมากในการปรับปรุงภาพลักษณ์และผลประโยชน์ของตนเองในเวทีโลก แต่คำถามสำคัญคือ การกระทำนี้จะสามารถเปลี่ยนแปลงท่าทีของสหรัฐฯ ที่มีต่อรัฐบาลทหารเมียนมาได้จริงหรือไม่ และมาตรการคว่ำบาตรที่ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ จะได้รับการพิจารณาใหม่หรือไม่

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ

การเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ ต่อเมียนมา อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการค้าและการลงทุน การเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ และการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์กับจีน การที่เมียนมาเป็นแหล่งแร่ธาตุหายาก ทำให้สถานการณ์ยิ่งมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

  • การฟื้นฟูความสัมพันธ์อาจนำไปสู่การลงทุนที่เพิ่มขึ้นในเมียนมา
  • การจัดการทรัพยากรธรรมชาติอาจมีการเปลี่ยนแปลง
  • การแข่งขันกับจีนในด้านแร่ธาตุหายากอาจเข้มข้นขึ้น

การที่รัฐบาลทหารเมียนมาทุ่มจ้างล็อบบี้ยิสต์แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการปรับปรุงความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจเช่นสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม เส้นทางสู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์นั้นยังคงเต็มไปด้วยความท้าทาย และผลลัพธ์สุดท้ายยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

รัฐบาลทหารเมียนมาทุ่มจ้างล็อบบี้ยิสต์ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการล็อบบี้และการประชาสัมพันธ์ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ การใช้เงินจำนวนมากเพื่อปรับปรุงภาพลักษณ์และความสัมพันธ์ อาจเป็นกลยุทธ์ที่ได้ผล แต่ก็ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย เช่น สถานการณ์ภายในประเทศเมียนมา และท่าทีของสหรัฐอเมริกาเอง

ที่มา – รัฐบาลทหารเมียนมาทุ่มจ้างล็อบบี้ยิสต์ เพื่อฟื้นฟูสัมพันธ์กับสหรัฐ

ราคาทองวันนี้ 8 ส.ค. ปรับขึ้น 150 บาท

ราคาทองวันนี้ 8 ส.ค.68 เมื่อเวลา 09.05 น. ปรับตัวเพิ่มขึ้น 150 บาท สู่บริเวณ 51,850 บาท เมื่อเทียบกับประกาศราคาซื้อขายครั้งสุดท้ายของเมื่อวาน(พฤหัสบดี) ที่ระหว่างวันมีการประกาศราคาทองคำทั้งหมด 11 ครั้ง รวมราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 150 บาท

ส่งผลให้ ราคาทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 51,750 บาท ขายออกบาทละ 51,850 บาท และทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 50,710.20 บาท ขายออกบาทละ 52,650 บาท 

ราคาทองคำ Spot เช้าวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบระดับสูงบริเวณแถวๆ 3,386 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาทองคำโคเม็กซ์สหรัฐปิดตลาดเมื่อคืนที่ผ่านมาพุ่งขึ้น 20.30 ดอลลาร์ สู่บริเวณ 3,453.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เนื่องจากได้รับปัจจัยหนุนจากแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย หลังจากมาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มมีผลบังคับใช้ และนอกจากนี้ตลาดทองคำยังคงได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ที่เพิ่มมากขึ้นว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย หลังจากรายงานข้อมูลแรงงานล่าสุดของสหรัฐส่งสัญญาณอ่อนแอเกินคาด

ราคาทองวันนี้ 8 ส.ค. ปรับขึ้น 150 บาท

การปรับตัวขึ้นของราคาทองวันนี้ 8 ส.ค. นั้นได้รับปัจจัยหนุนหลายด้าน ทั้งจากสถานการณ์ระหว่างประเทศ และการคาดการณ์นโยบายทางการเงินของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก ทองคำจึงเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงเวลาที่ผันผวนเช่นนี้

ปัจจัยที่ส่งผลต่อ ราคาทองวันนี้ 8 ส.ค.

  • ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ: มาตรการกีดกันทางการค้าและความขัดแย้งระหว่างประเทศส่งผลให้เศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอน นักลงทุนจึงมองหาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ
  • นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด): การคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยกระตุ้นให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำ เนื่องจากทองคำมักจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเมื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ
  • ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ: โดยทั่วไปแล้ว เมื่อค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ราคาทองคำมักจะปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากทองคำมีราคาถูกลงสำหรับผู้ถือครองสกุลเงินอื่นๆ
  • อุปสงค์และอุปทาน: ความต้องการทองคำจากผู้บริโภคและนักลงทุนทั่วโลกก็มีผลต่อราคาเช่นกัน หากมีความต้องการสูงกว่าอุปทาน ราคาก็จะปรับตัวสูงขึ้น

สำหรับนักลงทุนที่กำลังพิจารณาลงทุนในทองคำ ราคาทองวันนี้ 8 ส.ค. ที่ปรับตัวขึ้นนี้ อาจเป็นจังหวะที่น่าสนใจในการเข้าซื้อ อย่างไรก็ตาม ควรศึกษาข้อมูลและวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายและความเสี่ยงที่ยอมรับได้

ติดตามข่าวสารและบทวิเคราะห์ ราคาทองคำ อย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนอย่างมีข้อมูล

ที่มา – ราคาทองวันนี้ 8 ส.ค. ปรับขึ้น 150 บาท

Awakening ทรงวาด 2568: มนต์เสน่ห์แห่งแสงสี

ย่านเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์อย่าง ‘ทรงวาด’ กำลังจะสว่างไสวเจิดจ้าขึ้นอีกครั้ง กับงาน Awakening ทรงวาด 2568 เทศกาลศิลปกรรมไฟและดิจิทัลครั้งแรก เตรียมตัวเดินชมแสงไฟท่ามกลางบรรยากาศเมืองเก่า ที่เปลี่ยนตึกโบราณ ศาลเจ้า ร้านชา ไปจนถึงมัสยิด ให้กลายเป็นพื้นที่ศิลปะ

เตรียมพบกับปรากฏการณ์ Awakening ทรงวาด 2568 ที่จะเปลี่ยนย่านทรงวาดให้กลายเป็นดินแดนแห่งแสงสีสุดตระการตา! งานนี้ไม่ได้เป็นแค่การประดับไฟสวยๆ แต่ยังเป็นการปลุกชีวิต และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของย่านนี้ ให้กลับมามีชีวาอีกครั้ง ภายใต้ธีม ‘Culturalight’ ที่ใช้แสงไฟเป็นตัวแทนสะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรม อันเป็นเอกลักษณ์ของทรงวาด

คุณจะได้เดินสำรวจงานศิลปะไฟและดิจิทัลถึง 14 ชิ้น จากฝีมือศิลปินทั้งไทยและต่างชาติ ที่กระจายอยู่ตามจุดต่างๆ ทั่วทั้ง 12 แห่งในย่านทรงวาด บอกเลยว่าทุกผลงานมีสตอรี่และน่าค้นหามากๆ เดินเพลินจนลืมเวลาแน่นอน! เตรียมกล้องให้พร้อม แล้วมาเก็บภาพความประทับใจในงาน Awakening ทรงวาด 2568 กันได้เลย

Awakening ทรงวาด 2568

ไปตื่นแสงกันได้กับ 12 จุดหลัก

สำหรับใครที่กำลังวางแผนจะไปชมงาน Awakening ทรงวาด 2568 เรามีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานที่จัดงานและการเดินทางมาฝากกัน:

สถานที่จัดงาน

งาน Awakening ทรงวาด 2568 จัดขึ้นทั่วทั้งย่านถนนทรงวาด โดยมีจุดจัดแสดงหลักๆ ทั้งหมด 12 จุด แต่ละจุดจะมีการติดตั้งงานศิลปะไฟและดิจิทัลที่แตกต่างกันออกไป ทำให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์ที่หลากหลายตลอดการเดินชมงาน

การเดินทาง

  • รถโดยสารประจำทาง: มีรถโดยสารประจำทางหลายสายที่ผ่านย่านทรงวาด คุณสามารถตรวจสอบสายรถเมล์ที่ผ่านเส้นทางนี้ได้จากเว็บไซต์ของ ขสมก.
  • รถไฟฟ้า MRT: ลงที่สถานีหัวลำโพง แล้วต่อรถโดยสารประจำทางหรือแท็กซี่ไปยังย่านทรงวาด
  • รถยนต์ส่วนตัว: สามารถจอดรถได้ที่ลานจอดรถบริเวณใกล้เคียงย่านทรงวาด แต่ควรเผื่อเวลาในการหาที่จอดรถเนื่องจากอาจมีผู้คนหนาแน่นในช่วงเวลาจัดงาน
  • เรือโดยสาร: เดินทางมายังท่าเรือราชวงศ์ และเดินไปยังย่านทรงวาดได้

ใครที่อยากสัมผัสบรรยากาศยามค่ำคืนของทรงวาดในมุมมองใหม่ๆ พร้อมชมงานศิลปะแสงสีสุดล้ำ ห้ามพลาดเลย!

วันที่: 8 – 17 สิงหาคม 2568
เวลา: 18:00 – 23:00 น.
สถานที่: ทั่วทั้งย่านถนนทรงวาด

งานนี้ไม่ได้มีดีแค่แสงสี แต่ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในย่านทรงวาดอีกด้วย การจัดงานเช่นนี้ ช่วยส่งเสริมให้ผู้คนได้รู้จักและเห็นคุณค่าของย่านเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ศิลปินได้แสดงความสามารถ และสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่เข้าถึงผู้ชมได้ในวงกว้าง

ผมคิดว่างาน Awakening ทรงวาด 2568 จะเป็นอีกหนึ่งอีเวนต์ที่น่าสนใจ และช่วยสร้างสีสันให้กับกรุงเทพฯ ได้อย่างแน่นอน ใครที่กำลังมองหากิจกรรมในช่วงวันหยุดยาว ลองแวะไปชมงานนี้กันนะครับ รับรองว่าคุณจะได้สัมผัสประสบการณ์ที่แปลกใหม่และประทับใจอย่างแน่นอน!

ที่มา – Awakening Song Wat 2025

ชัยภูมิ: ผู้ต้องหา**ทนแรงกดดันไม่ไหว!** มอบตัวคดีข่มขืน

จากเหตุการณ์ที่มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.วังตะเฆ่ จังหวัดชัยภูมิ ว่าถูก นายนันทวุฒิ ชนะกิจ หรือ “ตาน้อย” อายุ 40 ปี ข่มขืนกระทำชำเรา เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานและขอศาลอนุมัติหมายจับนายนันทวุฒิในข้อหา “ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้”

แม้จะมีการหลบหนีไปอาศัยกับญาติในต่างจังหวัด แต่นายนันทวุฒิทนแรงกดดันไม่ไหว! จากเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนที่ติดตามอย่างต่อเนื่องได้ จึงได้ประสานญาติซึ่งเป็นผู้นำชุมชนให้ติดต่อมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ โดยผ่านทางว่าที่ร้อยตรีเอกพล เรืองเพชร นายอำเภอหนองบัวระเหว

ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ส.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อช่วงค่ำวานนี้ (7 สิงหาคม 2568 )นายนันทวุฒิได้เดินทางเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ สภ.วังตะเฆ่ ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.สุขสันต์ ไตรทิพย์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยภูมิ และ พ.ต.อ.พัฐพน ศิริวัฒน์ ผู้กำกับการ สภ.วังตะเฆ่

ระหว่างการสอบสวน นายนันทวุฒิให้การปฏิเสธว่าไม่ได้ข่มขืนผู้เสียหาย โดยอ้างว่าเป็นการสมยอม แต่ยอมรับว่าได้ใช้ “นิ้วมือสอดใส่ของสงวน” ของเด็กหญิงวัย 15 ปี และอ้างว่าผู้เสียหายเป็นฝ่ายยั่วยุตนเองก่อนด้วยการกระทำอนาจารจนตนเองเกิดอารมณ์ทางเพศ

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้ทำบันทึกจับกุมและนำตัวนายนันทวุฒิส่งพนักงานสอบสวน สภ.วังตะเฆ่ เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป สถานการณ์นี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยยังคงมีความศักดิ์สิทธิ์ และผู้กระทำผิดย่อมได้รับโทษตามกฎหมาย

ทนแรงกดดันไม่ไหว! ผู้ต้องหาคดีข่มขืนเด็ก 15 ปี เข้ามอบตัวที่ชัยภูมิ

คดีข่มขืนกระทำชำเราเป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อเหยื่อและสังคมโดยรวม การที่นายนันทวุฒิ ทนแรงกดดันไม่ไหว! และตัดสินใจเข้ามอบตัว ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าผู้กระทำผิดเริ่มตระหนักถึงผลกรรมของการกระทำของตนเอง และพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ทำไมผู้ต้องหาถึงทนแรงกดดันไม่ไหว?

มีหลายปัจจัยที่อาจส่งผลให้นายนันทวุฒิ ทนแรงกดดันไม่ไหว! และตัดสินใจเข้ามอบตัว:

  • การติดตามอย่างใกล้ชิดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ: การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามอย่างต่อเนื่อง สร้างความกดดันอย่างมากให้กับผู้ต้องหา ทำให้รู้สึกว่าไม่มีที่หลบซ่อน
  • แรงกดดันจากสังคม: ข่าวการกระทำของนายนันทวุฒิ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงในสังคม ทำให้ผู้ต้องหาและครอบครัวได้รับผลกระทบ
  • สำนึกผิด: แม้ว่านายนันทวุฒิจะปฏิเสธข้อกล่าวหา แต่การที่ตัดสินใจเข้ามอบตัว อาจเป็นเพราะเริ่มสำนึกผิดต่อการกระทำของตนเอง

คดีนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้ทุกคนตระหนักถึงผลเสียของการกระทำผิดกฎหมาย และแสดงให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยยังคงมีความเข้มแข็งและพร้อมที่จะลงโทษผู้กระทำผิด

หากคุณหรือคนที่คุณรู้จักตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางเพศ อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้รับความยุติธรรมและได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสม

ที่มา – ทนแรงกดดันไม่ไหว! ผู้ต้องหาคดีข่มขืนเด็ก 15 ปี เข้ามอบตัวที่ชัยภูมิ

นาถะ NATHA แจงชัด หมอบีไม่เกี่ยว ย้ำเงินสู่มูลนิธิ

จากกรณีที่ “หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ” ได้โฟนอินเข้ามาในรายการ “แฉ” เพื่อตอบประเด็นร้อนเรื่องเงินบริจาควัดพระบาทน้ำพุ โดยยืนยันว่าทำตามดำริของหลวงพ่อ และถวายเป็นเงินสดครบทุกบาททุกสตางค์ พร้อมทั้งเปิดใจเกี่ยวกับรายได้หลักจากการทำงานส่วนตัวที่สูงถึงหลักล้าน นอกจากนี้ยังโต้แย้งข่าวลือเรื่องบ้านหรูราคา 50 ล้านบาท โดยชี้แจงว่าเป็นบ้านราคา 30 ล้านบาท และไม่ใช่เงินบริจาคอย่างแน่นอน ตามที่ข่าวได้นำเสนอไปก่อนหน้านี้

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แฟนเพจ “นาถะ NATHA” ได้ออกมาแถลงการณ์ชี้แจงว่า บริษัทนาถะดำเนินธุรกิจเพื่อสังคมอย่างแท้จริง โดยรายได้และกำไรทั้งหมดจะถูกนำไปสนับสนุนมูลนิธินาถะ เพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสตามเจตนารมณ์ของหลวงพ่ออลงกต พร้อมทั้งยืนยันว่า นายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือ “หมอบี” นั้น ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับการบริหารจัดการ หรือกิจการของบริษัททั้งสิ้น

นาถะ NATHA

ทางเพจ นาถะ NATHA ได้ระบุข้อความว่า “บริษัท นาถะ ในฐานะผู้ดำเนินกิจการ “นาถะ คาเฟ่” ทั้งสองสาขา รวมถึงผลิตภัณฑ์ต่างๆ ภายใต้แบรนด์ “นาถะ” ใคร่ขอเรียนชี้แจงให้ทุกท่านทราบโดยทั่วกันว่า จุดมุ่งหมายสำคัญในการดำเนินธุรกิจของเรา คือ การขับเคลื่อนกิจการเพื่อสังคมอย่างแท้จริง”

นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำว่า “รายได้และผลกำไรจากทุกกิจกรรมของบริษัทฯ จะถูกนำกลับไปใช้เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของ “มูลนิธินาถะ” ซึ่งก่อตั้งขึ้นภายใต้ดำริของ หลวงพ่ออลงกต เพื่อช่วยเหลือเด็กกำพร้า ผู้ยากไร้ รวมถึงผู้เปราะบางในสังคมไทย”

อีกทั้งยังระบุเพิ่มเติมว่า “บริษัทฯ ดำเนินงานด้วยความโปร่งใส ซื่อสัตย์ และตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเสียสละ เพื่อส่วนรวมมาโดยตลอด ในนามของบริษัทฯ”

จุดยืนของ นาถะ NATHA

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ นาถะ NATHA ต้องการเน้นย้ำมากที่สุดคือ “ขอเรียนแจ้งให้ทราบว่า นายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล (หมอบี) ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการบริหารจัดการ หรือการดำเนินกิจการของบริษัททั้งสิ้น ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจ และสนับสนุนเจตนารมณ์ของเราเสมอมา”

จากแถลงการณ์ดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ นาถะ NATHA ที่จะดำเนินธุรกิจเพื่อสังคมอย่างแท้จริง โดยมุ่งเน้นการนำรายได้และกำไรทั้งหมดไปช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสผ่านมูลนิธินาถะ ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของหลวงพ่ออลงกต นอกจากนี้ การออกมาชี้แจงถึงความไม่เกี่ยวข้องของหมอบีกับกิจการของบริษัท ยังเป็นการยืนยันถึงความโปร่งใส และความมุ่งมั่นในการดำเนินงานเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริงของ นาถะ NATHA การที่แบรนด์ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม และตอบข้อสงสัยที่มีต่อบุคคลภายนอก ถือเป็นเเบบอย่างที่ดีเเละสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อสังคม การที่ นาถะ NATHA ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับผู้บริโภคและผู้ที่เกี่ยวข้อง และตอกย้ำถึงเจตนารมณ์ในการดำเนินธุรกิจเพื่อสังคมอย่างแท้จริงของแบรนด์

ที่มา – ‘นาถะ NATHA’ ชี้แจงชัด ‘หมอบี’ ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ ย้ำรายได้มุ่งสู่มูลนิธิเพื่อสังคม

มาตรการช่วยเหลือชายแดน: แบงก์-ประกัน-ภาษี มีอะไรบ้าง

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากการประชุมเพื่อติดตามมาตรการช่วยเหลือชายแดน ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ของกระทรวงการคลัง ผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งมีหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม โดยเฉพาะ 4 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สบบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ได้แก่ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี

ที่ประชุม ได้มีโอกาสรับฟังความเห็นจาก 4 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา เพื่อรับทราบสถานการณ์จริง และได้รับข้อมูลการปฏิบัติงาน ผลของมาตรการที่ได้มีการออกไปแล้ว ที่ประชุมได้มีการการชี้แจงในประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับ มาตรการช่วยเหลือชายแดน

มาตรการช่วยเหลือชายแดน: แบงก์-ประกัน-ภาษี มีอะไรบ้าง

สำหรับมาตรการช่วยเหลือชายแดน ที่ออกมานั้น ครอบคลุมหลายด้านเพื่อบรรเทาผลกระทบและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ ได้แก่:

  • มาตรการด้านการเงินจากธนาคาร: หลายธนาคารได้ออกมาตรการพักชำระหนี้ ลดดอกเบี้ย หรือให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษแก่ผู้ประกอบการและประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
  • มาตรการด้านประกันภัย: บริษัทประกันภัยอาจมีมาตรการช่วยเหลือ เช่น การขยายระยะเวลาการชำระเบี้ยประกัน หรือการให้ความคุ้มครองเพิ่มเติมในกรณีที่เกิดความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบ
  • มาตรการด้านภาษี: รัฐบาลอาจออกมาตรการลดหย่อนภาษี หรือขยายเวลาการยื่นภาษี เพื่อช่วยลดภาระทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ

ใครที่สามารถขอรับมาตรการช่วยเหลือชายแดนได้บ้าง?

โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ซึ่งอาศัยอยู่ใน 4 จังหวัดที่กล่าวมาข้างต้น (สุรินทร์, บุรีรัมย์, ศรีสะเกษ, และอุบลราชธานี) จะมีสิทธิ์ขอรับความช่วยเหลือจากมาตรการช่วยเหลือชายแดน แต่เงื่อนไขและรายละเอียดอาจแตกต่างกันไปในแต่ละมาตรการ ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อมูลและติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติม

นอกจากมาตรการหลัก ๆ ที่กล่าวมาข้างต้น อาจมีมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ เพิ่มเติมจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน หากท่านได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ควรติดตามข่าวสารและตรวจสอบสิทธิ์ของท่านอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสมและทันท่วงที

การที่รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ เร่งออกมาตรการช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่และต้องการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ชายแดน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่องและควรสนับสนุนให้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

ที่มา – มัดรวมไว้แล้ว มาตรการช่วยเหลือชายแดน แบงก์-ประกัน-ภาษี มีอะไรบ้าง