ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ขอนแก่นจัดประกวด ผ้าลายพระราชทาน “สิริราชพัสตราภรณ์”

จังหวัดขอนแก่นเดินหน้าส่งเสริมผ้าไทย จัดงานประกวดผ้าลายพระราชทาน “สิริราชพัสตราภรณ์” และงานหัตถกรรมระดับจังหวัด ประจำปี 2568 อย่างยิ่งใหญ่ หวังผลักดันผ้าไทยสู่เวทีระดับประเทศ

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมแก่นเมือง ศาลากลางจังหวัดขอนแก่น นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานในพิธีเปิดการประกวดผ้าลายพระราชทาน “สิริราชพัสตราภรณ์” และงานหัตถกรรมระดับจังหวัด ประจำปี 2568 โดยมีนายประจวบ รักแพทย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ และภาคีเครือข่ายด้านผ้าไทย เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสืบสานพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ผสานองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อสร้างรายได้และพัฒนาทักษะให้แก่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการ OTOP ในจังหวัดขอนแก่น

ในปีนี้ มีผู้ให้ความสนใจส่งผลงานเข้าร่วมการประกวดทั้งสิ้น 500 ชิ้นงาน แบ่งเป็นประเภทผ้า จำนวน 495 ผืน และงานหัตถกรรม จำนวน 5 ชิ้น คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจะทำการพิจารณาคัดเลือกผลงานที่มีคุณภาพโดดเด่นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อส่งเข้าประกวดในระดับภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ จังหวัดอุดรธานี ในระหว่างวันที่ 13–14 กันยายน 2568 ที่จะถึงนี้ จากนั้น ผลงานที่ผ่านการคัดเลือกระดับภูมิภาค จะได้เข้าสู่รอบตัดสินระดับประเทศ ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นองค์ประธานในการตัดสินและพระราชทานรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวด

ผ้าลายพระราชทาน “สิริราชพัสตราภรณ์”

ภายในงาน ยังมีการจัดแสดงเดินแบบผ้าไทย “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” จากทั้ง 26 อำเภอของจังหวัดขอนแก่น และจากภาคีเครือข่ายแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดขอนแก่น ซึ่งสร้างความตื่นตาตื่นใจแก่ผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังมีการจัดบูธจำหน่ายสินค้า OTOP ประเภทผ้าและงานหัตถกรรม เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดการใช้และสวมใส่ผ้าไทยในชีวิตประจำวัน ภายใต้แนวคิด “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสทางการตลาดและยกระดับศักยภาพของผ้าไทย ให้สามารถแข่งขันได้ทั้งในตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ

เป้าหมายของการประกวดผ้าลายพระราชทาน “สิริราชพัสตราภรณ์”

  • สืบสานพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา
  • ต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นผสานองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่
  • สร้างรายได้และพัฒนาทักษะผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP
  • ส่งเสริมการใช้และสวมใส่ผ้าไทยในชีวิตประจำวัน
  • ยกระดับศักยภาพผ้าไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

การจัดงานประกวดผ้าลายพระราชทาน “สิริราชพัสตราภรณ์” ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการอนุรักษ์ ส่งเสริม และพัฒนาผ้าไทยให้คงอยู่คู่สังคมไทยสืบไป และยังเป็นการสร้างความภาคภูมิใจให้กับผู้ผลิตและผู้สวมใส่ผ้าไทยอีกด้วย ร่วมกันสนับสนุนและส่งเสริมผ้าไทย เพื่อให้มรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่านี้ คงอยู่สืบไปชั่วลูกชั่วหลาน

ที่มา – จ.ขอนแก่น จัดประกวดผ้าลายพระราชทาน “สิริราชพัสตราภรณ์” พร้อมงานหัตถกรรม ดันผ้าไทยสู่เวทีระดับประเทศ

แรงงานกัมพูชาข้ามแดนกลับบ้าน เริ่มน้อยลงแล้ว!

เมื่อวันที่ 8 ส.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังด่านชายแดนไทยกัมพูชา จันทบุรี เปิดตั้งแต่เวลา 09.00 น. นายกองเอก ดร.รัฐวิทย์ ตั้งเกียรติพชร พร้อมเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานร่วมกันบริหารจัดการแรงงานกัมพูชาข้ามแดนกลับบ้านที่เดินทางกลับประเทศ โดยอำนวยความสะดวกให้ กลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วย เด็ก และหญิงตั้งครรภ์ สามารถผ่านด่านได้ก่อน เพื่อความปลอดภัยจากอากาศร้อน

สถานการณ์แรงงานกัมพูชาข้ามแดนกลับบ้านที่ ด่านถาวรบ้านแหลม และ ด่านถาวรบ้านผักกาด จ.จันทบุรี พบว่าจำนวนแรงงานเริ่มลดลงแล้ว โดยวันนี้มีผู้เดินทางกลับรวมกันประมาณ 5,000 คน แบ่งเป็นที่ด่านบ้านแหลม 4,000 คน และด่านบ้านผักกาด 1,000 คน โดยด่านยังคงเปิด-ปิดตามเวลาที่กำหนดคือ 09.00-15.00 น. ส่วนประตูใหญ่ยังคงปิดอยู่ โดยรวมแล้วการเดินทางกลับเป็นไปอย่างปกติและเรียบร้อย

แรงงานกัมพูชาข้ามแดนกลับบ้าน

การอำนวยความสะดวกให้แก่แรงงานกัมพูชาข้ามแดนกลับบ้านในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของหน่วยงานราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการดูแลกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ เพื่อให้การเดินทางกลับประเทศของพวกเขามีความปลอดภัยและราบรื่นมากที่สุด แม้ว่าจำนวนแรงงานที่เดินทางกลับจะเริ่มลดลงแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ยังคงปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกคนจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด

สถานการณ์ปัจจุบันของแรงงานกัมพูชาข้ามแดนกลับบ้าน

จากรายงานล่าสุด พบว่าจำนวนแรงงานที่ต้องการเดินทางกลับประเทศกัมพูชาผ่านด่านชายแดนจันทบุรีเริ่มลดลง ซึ่งอาจเป็นผลมาจากหลายปัจจัย เช่น สถานการณ์การจ้างงานที่ดีขึ้นในประเทศไทย หรือความต้องการกลับไปพักผ่อนและเยี่ยมครอบครัวในช่วงเทศกาลสำคัญ อย่างไรก็ตาม ทางจังหวัดจันทบุรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้การเดินทางกลับประเทศของแรงงานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากที่สุด

  • การบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ: การแบ่งแยกช่องทางสำหรับกลุ่มเปราะบาง ช่วยลดความแออัดและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
  • การประสานงานระหว่างหน่วยงาน: การทำงานร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ทำให้การอำนวยความสะดวกเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
  • การประชาสัมพันธ์ข้อมูล: การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนแก่แรงงาน ช่วยลดความสับสนและความกังวล

การที่จำนวนแรงงานที่ต้องการข้ามแดนกลับบ้านเริ่มลดลง ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงเสถียรภาพของแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม เรายังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนแรงงานเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พวกเขาสามารถทำงานและใช้ชีวิตในประเทศไทยได้อย่างมีความสุขและปลอดภัย

การดูแลแรงงานข้ามชาติอย่างมีมนุษยธรรม ไม่เพียงแต่เป็นหน้าที่ของเราในฐานะเจ้าบ้านเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศ และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย

ที่มา – เริ่มน้อยลงแล้ว! ผู้ว่าฯจันทรบุรี นำทีมอำนวยความสะดวก ‘แรงงานกัมพูชา’ ข้ามแดนกลับบ้าน

สพฐ. จับมือรัฐ-เอกชน ยกระดับคุณภาพโรงเรียน

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดการประชุม “แนวทางความร่วมมือขับเคลื่อนโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา ประจำปี พ.ศ. 2568” โดยมีนายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงาน

ว่าที่ร.ต. ดร.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นจากความตระหนักร่วมกันของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ที่เห็นว่าการศึกษาคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ จึงได้ริเริ่มโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนาขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการศึกษา ซึ่งตลอดปีงบประมาณ 2568 โครงการได้รับการตอบรับอย่างดี โดยมีสถานศึกษาเข้าร่วม 137 แห่ง พร้อมรับการสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพจากหน่วยงานภาคเอกชนและภาคประชาสังคม 19 หน่วยงาน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีประสิทธิผลในสถานศึกษา

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับการประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการสรุปผลการดำเนินงาน ถอดบทเรียน และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน รวมถึงการร่วมกำหนดทิศทางของโครงการในระยะต่อไป ซึ่งองค์กรภาคเอกชนและภาคประชาสังคมที่เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ ประกอบด้วย มูลนิธิมีชัย วีระไวทยะ สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน กลุ่มมิตรผล ธนาคารกรุงเทพ มูลนิธิใจกระทิง ไทยเบฟเวอเรจ กลุ่มเซ็นทรัล ทรูคอร์ปอเรชั่น เครือเจริญโภคภัณฑ์ ประกันภัยไทยวิวัฒน์ และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดชัยภูมิ

สำหรับการประชุมมีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 180 คน ประกอบด้วยผู้แทนภาคีเครือข่าย ผู้บริหารและครูจากโรงเรียนในโครงการ ตลอดจนคณะทำงานของ สพฐ. ทั้งส่วนกลางและเขตพื้นที่ ซึ่งการดำเนินโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนาแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการรวมพลังจากทุกภาคส่วนในการยกระดับคุณภาพโรงเรียนไทย ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และความแข็งแกร่งของประเทศในระยะยาว

สพฐ. จับมือรัฐ-เอกชน เดินหน้ายกระดับคุณภาพโรงเรียน

การที่ สพฐ. จับมือกับภาครัฐและเอกชนเพื่อยกระดับคุณภาพโรงเรียน นับว่าเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาการศึกษาของชาติ การร่วมมือกันครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสนับสนุนด้านงบประมาณ แต่ยังเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์จากภาคส่วนต่างๆ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน การที่โรงเรียนได้รับโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรและองค์ความรู้ที่หลากหลาย จะช่วยให้สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และส่งผลดีต่อผู้เรียนโดยตรง

ความสำคัญของการยกระดับคุณภาพโรงเรียน

การยกระดับคุณภาพโรงเรียนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว เพราะการศึกษาคือรากฐานที่สำคัญที่สุดในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ การที่โรงเรียนมีคุณภาพที่ดี จะสามารถผลิตบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และทักษะที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศในทุกด้าน นอกจากนี้ การศึกษาที่มีคุณภาพยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และสร้างโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาที่ดีได้อย่างเท่าเทียมกัน

โครงการความร่วมมือระหว่าง สพฐ. ภาครัฐ และภาคเอกชนนี้ จึงเป็นสิ่งที่น่ายินดีและควรได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม และสามารถขยายผลไปยังโรงเรียนอื่นๆ ทั่วประเทศได้ในอนาคต การที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจัง จะช่วยให้การศึกษาไทยก้าวหน้าไปอีกขั้น และสามารถตอบสนองความต้องการของสังคมและเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การสนับสนุนจากภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยี สื่อการเรียนรู้ หรือการพัฒนาบุคลากรครู ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างศักยภาพของโรงเรียน การที่โรงเรียนสามารถปรับตัวและนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการเรียนการสอน จะช่วยให้ผู้เรียนมีความสนใจและกระตือรือร้นในการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การพัฒนาบุคลากรครูให้มีความรู้และทักษะที่ทันสมัย จะช่วยให้ครูสามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถตอบสนองความต้องการของผู้เรียนได้อย่างตรงจุด

การที่ สพฐ. ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการยกระดับคุณภาพโรงเรียน ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องและควรได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง การศึกษาไม่ใช่หน้าที่ของภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วนในสังคม การที่ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษา จะช่วยให้การศึกษาไทยมีความเข้มแข็งและสามารถตอบสนองความต้องการของสังคมได้อย่างแท้จริง

การลงทุนในการศึกษาคือการลงทุนในอนาคตของประเทศ การที่ สพฐ. ภาคเอกชน และภาครัฐร่วมมือกันเพื่อยกระดับคุณภาพโรงเรียน จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและจะส่งผลดีต่อประเทศชาติในระยะยาว เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการนี้จะประสบความสำเร็จและสามารถเป็นต้นแบบให้กับการพัฒนาการศึกษาในด้านอื่นๆ ต่อไป

ที่มา – สพฐ.จับมือรัฐ-เอกชน เดินหน้ายกระดับคุณภาพโรงเรียน

ด่วน! รวบ จนท.ส.ป.ก.-กำนัน ฮุบที่ป่า ‘ภูนับดาว’

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ป. นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายฯ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปปป. เข้าตรวจค้นสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดสระบุรี เพื่อจับกุม นายวิชยุตม์ อายุ 42 ปี ตำแหน่งนายช่างสำรวจชำนาญงาน ส.ป.ก.สระบุรี และ นายสิปปกร อายุ 57 ปี กำนันตำบลหนองย่างเสือ สองผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ข้อหา เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ, เป็นเจ้าหน้าที่รัฐร่วมกันปฏิบัติหรือเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ, เป็นเจ้าพนักงานแต่กลับร่วมกันกระทำการรับรองเอกสารอันเป็นเท็จ” ในคดีใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนเข้าบุกรุกหรือครอบครองที่ป่าไม้ ในพื้นที่ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี

สำหรับปฏิบัติการดังกล่าว สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้มีการตรวจสอบพบคาเฟ่รีสอร์ทหรู “ไร่ภูนับดาว” อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี มีการก่อสร้างบุกรุกผืนป่า จึงเร่งขยายตรวจสอบที่ไปที่มาของการเข้าครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวของนายทุน จนกระทั่งพบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนด้วยการออกเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 เพื่อใช้อ้างสิทธิเข้าครอบครอง

โดยกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐที่ร่วมกันกระทำผิดดังกล่าว มีด้วยกันทั้งหมด 6 คน ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดสระบุรี และ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอย่างกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หลังพบหลักฐานว่าทั้งหมดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกเอกสารสิทธิ์ให้กับนายทุนโดยมิชอบ มีการแบ่งกน้าที่กันทำงานอย่างชัดเจน อาทิ เซ็นใบรับรองสภาพพื้นที่เป็นเกษตรกรรมทั้งที่ยังเป็นป่า และ ออกรับรองคุณสมบัติผู้ขอโดยไม่ตรวจสอบจริง การจัดส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบรังวัดพื้นที่

เมื่อปรากฎหลักฐานการกระทำผิดที่แน่ชัด ทางพนักงานสอบสวน บก.ปปป. จึงเร่งรวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลออกหมายจับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด 6 ราย จนนำมาสู่ปฏิบัติการบุกเข้าจับกุมตัวเมื่อข่วงเช้าของวันนี้ ซึ่งเบื้องต้นขณะนี้สามารถจับกุมตัวได้แล้ว 3 ราย ประกอบด้วย นายวิชยุตม์ นายช่างสำรวจชำนาญงาน สปก.สระบุรี นายสิปปกร กำนันตำบลหนองย่างเสือ และ นายอรุณ อายุ 56 ปี ส่วนที่เหลืออีก 3 อยู่ระหว่างการติดตามตัว

อย่างไรก็ตามในส่วนความคืบหน้าภาพรวมของปฏิบัติการครั้งนี้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. จะมีการแถลงชี้แจงรายละเอียดอย่างเป็นทางการอีกครั้งในช่วงบ่ายของวันนี้

ด่วน! รวบ จนท.ส.ป.ก.-กำนัน ฮุบที่ป่า ‘ภูนับดาว’

ความคืบหน้าล่าสุดของคดี ด่วน! รวบ จนท.ส.ป.ก.-กำนัน ฮุบที่ป่า ‘ภูนับดาว’ เป็นที่จับตามองของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการที่ยังหลบหนี

ทำความเข้าใจคดี: ด่วน! รวบ จนท.ส.ป.ก.-กำนัน ฮุบที่ป่า ‘ภูนับดาว’

คดี ด่วน! รวบ จนท.ส.ป.ก.-กำนัน ฮุบที่ป่า ‘ภูนับดาว’ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการทุจริตในระบบราชการและการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การจับกุมผู้ต้องหาในครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนและหยั่งรากลึก

การตรวจสอบที่มาของเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการออกเอกสารโดยมิชอบในอนาคต นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องปรามการทุจริตและรักษาผืนป่าของชาติ

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบและแจ้งเบาะแสการทุจริตเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม

ด่วน! รวบ จนท.ส.ป.ก.-กำนัน ฮุบที่ป่า ‘ภูนับดาว’ เป็นคดีตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและการรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม เราหวังว่าการดำเนินคดีนี้จะเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของชาติ

ที่มา – ด่วน! ‘บิ๊กเต่า’ บุกรวบ ‘จนท.ส.ป.ก.-กำนัน’ เซ่นเอื้อนายทุนฮุบที่ป่า ‘ภูนับดาว’ ตามล่าอีก 3

ขวัญกำลังใจถึงทหารสุรินทร์: มูลนิธิแสง-ไซ้กีฯ

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. นายวรกิตติ์ เครือศรี ผู้สื่อข่าวภูมิภาค เดลินิวส์ ประจำ จ.สุรินทร์ในฐานะตัวแทน มูลนิธิแสง-ไซ้กี เหตระกูล ตัวแทนกองบรรณาธิการ เดลินิวส์ และกลุ่มพันธมิตรจากภาครัฐและเอกชน นำของช่วยเหลือไปมอบให้ ค่ายทหาร สุรินทร์ ถือเป็นขวัญกำลังใจ ‘มูลนิธิแสง-ไซ้กี เหตระกูล-เดลินิวส์-กลุ่มพันธมิตร’ ถึงมือทหารสุรินทร์ อย่างแท้จริง

มูลนิธิแสง-ไซ้กี เหตระกูล สื่อเดลินิวส์ และพันธมิตร ส่งมอบสิ่งของจำเป็นให้ทหารแนวชายแดน “สุรินทร์-อุบลฯ”

สืบเนื่องจาก สำนักงานเดลินิวส์ ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กทม. นำโดยนางประพิณ รุจิรวงศ์ นางสิริวรรณ พันธุ์ปรีชากิจ นายปารเมศ เหตระกูล กรรมการบริหารเดลินิวส์ มอบหมายให้ นายนต รุจิรวงศ์ เลขานุการคณะกรรมการบริหารฯ น.ส.นลิน รุจิรวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายกลยุทธ์องค์กรและการตลาด ในฐานะตัวแทนมูลนิธิแสง-ไซ้กี เหตระกูล ตัวแทนกองบรรณาธิการ และกลุ่มพันธมิตรจากภาครัฐและเอกชน อาทิ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน), บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ, บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด, บริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด (มหาชน), บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จัดส่งสิ่งของให้กับเจ้าหน้าที่ทหารตามแนวชายแดนในเขต จ.สุรินทร์ ดังกล่าว

การมอบสิ่งของในครั้งนี้ ถือเป็นขวัญกำลังใจ ‘มูลนิธิแสง-ไซ้กี เหตระกูล-เดลินิวส์-กลุ่มพันธมิตร’ ถึงมือทหารสุรินทร์ ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อประเทศชาติ โดยสิ่งของที่มอบให้นั้นเป็นสิ่งของจำเป็นในการดำรงชีพประจำวัน และอุปกรณ์ที่ช่วยในการปฏิบัติงาน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหลากหลายภาคส่วน แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจของคนไทยในการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

นอกจากสิ่งของที่มอบให้แล้ว การเดินทางมาเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจของคณะผู้แทน ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารหาญที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามแนวชายแดนเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการแสดงให้เห็นว่า พวกเขายังคงได้รับการใส่ใจและสนับสนุนจากคนในสังคมเสมอ แม้จะอยู่ห่างไกลจากบ้านเกิดและครอบครัว

ขวัญกำลังใจ ‘มูลนิธิแสง-ไซ้กี เหตระกูล-เดลินิวส์-กลุ่มพันธมิตร’ ถึงมือทหารสุรินทร์

การสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะพวกเขาเหล่านั้นคือผู้ที่เสียสละความสุขส่วนตัว เพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ การช่วยเหลือและสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือประชาชนทั่วไป จะช่วยให้พวกเขามีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ

ทำไมการมอบขวัญกำลังใจให้ทหารสุรินทร์จึงสำคัญ

เพราะทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน ต้องเผชิญกับความยากลำบากและความเสี่ยงภัยต่างๆ มากมาย ทั้งจากสภาพภูมิประเทศที่ไม่เอื้ออำนวย ภัยธรรมชาติ และภัยคุกคามจากภายนอก พวกเขาต้องมีความอดทน เสียสละ และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับอันตรายได้ตลอดเวลา ดังนั้น การได้รับกำลังใจและการสนับสนุนจากผู้อื่น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้พวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุข

ขวัญกำลังใจ ‘มูลนิธิแสง-ไซ้กี เหตระกูล-เดลินิวส์-กลุ่มพันธมิตร’ ถึงมือทหารสุรินทร์ จึงเป็นกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความปรารถนาดีของคนไทยที่มีต่อทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ และเป็นแบบอย่างที่ดีในการสร้างสรรค์สังคมที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

เราทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนได้ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคสิ่งของ การเขียนจดหมายให้กำลังใจ หรือการสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นเพื่อช่วยเหลือพวกเขา เพราะกำลังใจเล็กๆ น้อยๆ จากพวกเรา อาจเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ที่ช่วยให้พวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเข้มแข็งและภาคภูมิใจ

ที่มา – ขวัญกำลังใจ ‘มูลนิธิแสง-ไซ้กี เหตระกูล-เดลินิวส์-กลุ่มพันธมิตร’ ถึงมือทหารสุรินทร์

DJI เปิดตัว Osmo 360 ในไทยอย่างเป็นทางการ!

วงการคอนเทนต์เมืองไทยได้ก้าวเข้าสู่มิติใหม่แห่งการเล่าเรื่อง เมื่อ DJI แบรนด์ผู้นำด้านเทคโนโลยีกล้องระดับโลก จับมือ EC MALL ตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย จัดงานเปิดตัว DJI Osmo 360 กล้อง 360 องศาระดับเรือธงอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้ชื่องาน “Grand Reveal Experience Event” ซึ่งจัดขึ้น ณ The Cloud Event Venue

ในงานนี้ มีผู้บริหารจากทั้ง DJI Global และ DJI Thailand เดินทางมาร่วมงาน พร้อมแขกผู้มีเกียรติจากหลากหลายแวดวง รวมถึงอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังสายคอนเทนต์ที่เข้าร่วมสัมผัสประสบการณ์การใช้งานจริงของ DJI Osmo 360 แบบใกล้ชิด

DJI Osmo 360 คือกล้อง 360° รุ่นใหม่ที่มาพร้อมความสามารถในการบันทึกวิดีโอระดับ 8K/50fps เป็นครั้งแรกในอุตสาหกรรม พร้อมเซ็นเซอร์ขนาด 1 นิ้ว ความละเอียดภาพนิ่งสูงถึง 120MP และดีไซน์เซ็นเซอร์รูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสแบบเฉพาะตัว ซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่การรับภาพและให้คุณภาพสูงแม้ในสภาพแสงน้อย

เทคโนโลยีเซ็นเซอร์นี้ยังเป็นพื้นฐานเดียวกับที่ใช้ใน DJI Osmo Pocket 3 กล้องขนาดกะทัดรัดที่ได้รับความนิยมสูงจากผู้ใช้งานทั่วโลก ซึ่งเป็นการตอกย้ำความเชี่ยวชาญของ DJI ในการพัฒนาเซ็นเซอร์สำหรับกล้องคอนซูเมอร์ในระดับมืออาชีพ

ในงานเปิดตัว มีการสาธิตการใช้งานของ Osmo 360 โดย คุณอธิภัทร อภิบาลบัณฑิต ผู้จัดการฝ่ายฝึกอบรมระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ DJI ซึ่งได้แนะนำฟีเจอร์หลักของผลิตภัณฑ์ อาทิ:

  • ความสามารถในการถ่ายวิดีโอ 8K/50fps รอบทิศทาง
  • AI Gimbal Stabilization ช่วยให้ภาพนิ่งและคมชัดแม้ในขณะเคลื่อนไหว
  • โหมดถ่ายภาพ HDR Video และ Time-lapse
  • ฟีเจอร์ Live Streaming ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

พร้อมโซนทดลองจริงให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสการใช้งานจากสถานการณ์จริง โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญของ DJI คอยให้คำแนะนำตลอดทั้งงาน

คุณณรงค์ชัย เหลืองนฤมิตชัย ผู้อำนวยการบริษัท EC MALL กล่าวในงานว่า การได้เป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการกับ DJI ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันนวัตกรรมสู่ผู้ใช้งานในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นทั้งด้านการจัดจำหน่าย การบริการหลังการขาย และการสร้างคอมมูนิตี้สำหรับผู้รักการสร้างสรรค์คอนเทนต์ให้เติบโตไปพร้อมกัน

หนึ่งในไฮไลต์ของงานคือช่วงเสวนาบนเวที ซึ่งมีครีเอเตอร์ชั้นนำของไทยร่วมพูดคุยและแชร์ประสบการณ์หลังทดลองใช้ DJI Osmo 360 ได้แก่:

  • คุณ X (ชื่อสมมติ) – บล็อกเกอร์ท่องเที่ยวชื่อดัง
  • คุณ Y (ชื่อสมมติ) – ยูทูปเบอร์สายไลฟ์สไตล์
  • คุณ Z (ชื่อสมมติ) – ผู้กำกับภาพยนตร์อิสระ

ทุกเสียงต่างยืนยันถึงศักยภาพของ Osmo 360 ว่าเป็นกล้องที่เปลี่ยนวิธีคิดในการเล่าเรื่องโดยสิ้นเชิง ด้วยความละเอียดระดับ 8K และอินเตอร์เฟซที่ใช้งานง่าย ผู้ใช้สามารถบันทึกภาพแบบรอบทิศทาง แล้วเลือกมุมหรือเฟรมที่ต้องการในภายหลังอย่างยืดหยุ่น โดยไม่สูญเสียคุณภาพเมื่อนำไปตัดต่อหรือเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ

DJI Osmo 360 พร้อมให้เป็นเจ้าของแล้ววันนี้ที่ EC MALL ทั้ง 10 สาขาทั่วประเทศ โดยมีให้เลือก 2 ชุด ดังนี้:

  • DJI Osmo 360 Standard Combo
  • DJI Osmo 360 Creator Combo

พร้อมอุปกรณ์เสริมหลากหลายที่ออกแบบมาสำหรับการถ่ายทำทุกสถานการณ์ อาทิ Battery Extension Rod, Vortex Rotating Handle, Selfie Stick, และชุดติดตั้งสำหรับหมวกกันน็อก ฯลฯ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสั่งซื้อได้ที่: www.EC-MALL.com

DJI เปิดตัว “Osmo 360” อย่างเป็นทางการในประเทศไทย

ทำไม DJI Osmo 360 ถึงน่าสนใจ?

การเปิดตัว DJI Osmo 360 ในประเทศไทย ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยีการถ่ายภาพ 360 องศา กำลังเข้าใกล้ผู้ใช้งานทั่วไปมากขึ้น ด้วยราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ฟีเจอร์ที่ใช้งานสะดวก รวมถึงคุณภาพของภาพและวิดีโอที่ยอดเยี่ยม ทำให้ Osmo 360 กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับทั้งมืออาชีพและผู้เริ่มต้นที่ต้องการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่แตกต่างและน่าสนใจ

ที่มา – DJI เปิดตัว “Osmo 360” อย่างเป็นทางการในประเทศไทย

ภูมิธรรมลงศรีสะเกษ! ดูความเสียหาย 9 ส.ค.นี้

นายภูมิธรรม เวชยชัย เตรียมลงพื้นที่ศรีสะเกษพร้อมนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ ในวันที่ 9 สิงหาคมนี้ เพื่อตรวจสอบความเสียหายและข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา การลงพื้นที่ครั้งนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อประเมินสถานการณ์และให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงกำหนดการลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษในวันที่ 9 สิงหาคมที่จะถึงนี้ โดยจะเดินทางไปพร้อมกับนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อสำรวจความเสียหายในสถานที่ต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบ

“เราจะลงพื้นที่ไปดูสถานที่ต่างๆ ที่ได้รับความเสียหาย เช่น ปั๊มน้ำมัน ที่มีการระบุว่ายังไม่ได้รับการดูแล” นายภูมิธรรมกล่าว “และหากสามารถเข้าพื้นที่ได้ จะเข้าไปยังโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลที่ได้รับความเสียหายด้วย”

ภูมิธรรมลงศรีสะเกษ ตรวจสอบความเสียหาย

แนวทางการลงพื้นที่ครั้งนี้จะมีการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ก่อน เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นและไม่เป็นภาระต่อเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน หากสถานการณ์ไม่อำนวยหรือไม่พร้อม ก็จะเน้นการทำงานในส่วนแนวหลังที่เป็นไปได้ โดยนายภูมิธรรมได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทหารปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวดเช่นเดิม และขอความร่วมมือให้งดการต้อนรับใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อให้การลงพื้นที่เป็นไปตามสภาพความเป็นจริงมากที่สุด

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่ง คือการตรวจสอบกระแสข่าวเกี่ยวกับการไม่ได้รับงบประมาณในการเยียวยาและดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงการลงพื้นที่ไปยังโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ชำเม็ง ตำบลธงชัย จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อให้นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เห็นข้อเท็จจริงด้วยตาตนเอง เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการเจรจาและหาทางช่วยเหลือในระดับที่กว้างขึ้น

การลงพื้นที่ศรีสะเกษ: มุ่งเน้นช่วยเหลือประชาชน

“เราจะลงไปดูศูนย์อพยพ ที่มีประชาชนอยู่เป็นจำนวนมาก แม้มีบางส่วนทยอยกลับบ้านแล้ว” นายภูมิธรรมกล่าว พร้อมย้ำว่ายังไม่มีประกาศให้ประชาชนเดินทางกลับบ้านได้ในขณะนี้ เนื่องจากได้สั่งการให้กองทัพภาคที่ 2 หารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีเขตติดต่อชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อประเมินความพร้อมและความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก

ดังนั้น การพิจารณาให้ประชาชนกลับบ้านจะขึ้นอยู่กับความปลอดภัยในแต่ละพื้นที่ หากพื้นที่ใดปลอดภัย ก็จะอนุญาตให้ประชาชนกลับบ้านได้ โดยจะพิจารณาเป็นรายพื้นที่ไป

การลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษของนายภูมิธรรมและนายมาริษในครั้งนี้ ถือเป็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที การตรวจสอบข้อเท็จจริงและการประเมินสถานการณ์ในพื้นที่จริง จะช่วยให้รัฐบาลสามารถวางแผนและดำเนินการช่วยเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเป็นการยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลทุกข์สุขของประชาชนอย่างแท้จริง

การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมเดินทางไปด้วย แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะนำปัญหาและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ชายแดน ไปสู่การพิจารณาและแก้ไขในระดับประเทศและนานาชาติ ซึ่งอาจนำไปสู่ความร่วมมือและความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากต่างประเทศได้อีกด้วย

การเดินทางลงพื้นที่ศรีสะเกษครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลที่มีต่อประชาชนในพื้นที่ และความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง การลงพื้นที่ศรีสะเกษของนายภูมิธรรมและคณะ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการวางแผนและดำเนินงานเพื่อฟื้นฟูและพัฒนาจังหวัดศรีสะเกษต่อไป

การให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก เป็นสิ่งที่ควรยกย่อง และการพิจารณาให้กลับบ้านเป็นรายพื้นที่ เป็นแนวทางที่เหมาะสมและรอบคอบ

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ เผย เตรียมลงพื้นศรีสะเกษพร้อม ‘มาริษ’ ดูความเสียหาย-ข้อเท็จจริง 9 ส.ค.นี้

กมธ.กีฬา เตรียมความพร้อมเก็บตัวนักกีฬาทีมชาติไทย

คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา ได้จัดการประชุมเพื่อหารือเรื่องการเตรียมความพร้อมในการเก็บตัวนักกีฬาทีมชาติไทย ณ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรี โดยมีนายจำลอง อนันตสุข รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่4 และโฆษกคณะกรรมาธิการ พร้อมด้วยกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการด้านการกีฬา เข้าร่วมการประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

ประเด็นหลักในการประชุมครั้งนี้คือ การเตรียมความพร้อมในการเก็บตัวนักกีฬาทีมชาติไทย การบริหารจัดการมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรี และโรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี การประชุมได้รับเกียรติจากนายวิษณุ ไล่ชะพิษ ปฏิบัติหน้าที่อธิการบดีมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฉัตร์ชัย แสงสุขีลักษณ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรี ซึ่งได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งเกี่ยวกับนโยบายและการบริหารจัดการของมหาวิทยาลัย

นอกจากนี้ นางสมจิต บุญคงเสน ผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี ได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการโรงเรียนกีฬา และนายสานิตย์ เอี่ยมผู้ช่วย ผู้ฝึกสอนกีฬาแฮนด์บอลทีมชาติไทย ได้นำเสนอข้อมูลการเตรียมความพร้อมของทีมชาติไทยในการเก็บตัวฝึกซ้อม ซึ่งเป็นข้อมูลที่สำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพของนักกีฬาไทย

กมธ. การท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา ประชุมเตรียมความพร้อมเก็บตัวนักกีฬาทีมชาติไทย

ในช่วงท้ายของการประชุม ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันอภิปราย แลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ และเยี่ยมชมศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญในการพัฒนาสมรรถภาพทางกายของนักกีฬา

หลังจากนั้น คณะกรรมาธิการฯ ได้เดินทางไปยังศูนย์ฝึกกีฬาคนพิการแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมด้วยนายไมตรี คงเรือง นายกสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และนายอัครวิทย์ จิ๋วนารายณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย ภาค 2 เพื่อเยี่ยมชมการฝึกซ้อมนักกีฬาคนพิการ และรับฟังการบรรยายสรุป แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความพร้อมของนักกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ซึ่งจะจัดขึ้นต่อจากการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ พร้อมทั้งมอบสิ่งของจำเป็นให้แก่นักกีฬาและผู้ฝึกสอน

การเตรียมความพร้อมนักกีฬาทีมชาติไทย

การประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของคณะกรรมาธิการในการสนับสนุนและพัฒนากีฬาของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมความพร้อมของนักกีฬาทีมชาติไทยสำหรับการแข่งขันในระดับนานาชาติ การสนับสนุนด้านต่างๆ เช่น การฝึกซ้อม การพัฒนาบุคลากร และการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้นักกีฬาไทยประสบความสำเร็จในการแข่งขันต่างๆ

การที่คณะกรรมาธิการให้ความสำคัญกับการเก็บตัวนักกีฬาทีมชาติไทย แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในความสำคัญของการฝึกซ้อมอย่างเข้มข้นและมีประสิทธิภาพ การเก็บตัวฝึกซ้อมจะช่วยให้นักกีฬาได้พัฒนาทักษะและความสามารถของตนเองอย่างเต็มที่ รวมถึงเสริมสร้างความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในทีม

  • การสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์การกีฬามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนานักกีฬา
  • การสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งจำเป็น
  • การให้กำลังใจและสนับสนุนนักกีฬาอย่างต่อเนื่องจะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจ

โดยรวมแล้ว การประชุมครั้งนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาการกีฬาของประเทศไทย และเป็นสัญญาณที่ดีว่านักกีฬาไทยจะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ในการเก็บตัวนักกีฬาทีมชาติไทย และการแข่งขันในอนาคต

สิ่งสำคัญที่สุดคือการนำเอาข้อเสนอแนะต่างๆ ที่ได้จากที่ประชุมไปปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้นักกีฬาไทยได้รับการเตรียมความพร้อมที่ดีที่สุดและสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติได้

ที่มา – กมธ. การท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา ประชุมเตรียมความพร้อมเก็บตัวนักกีฬาทีมชาติไทย

จีน-ไทย ร่วมมืออาชีวศึกษา บ่มเพาะบุคลากร

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากเมืองกุ้ยหยาง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 8 ส.ค.ว่าคุณจรรยา พาบุ อดีตผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพบ้านไผ่ในจังหวัดขอนแก่น นำคณะผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาไทย 8 แห่งเข้าร่วมงานสัปดาห์ร่วมมือทางการศึกษาจีน-อาเซียน ในฐานะที่ปรึกษาความร่วมมือระหว่างประเทศของกลุ่มวิทยาลัยอาชีวศึกษาไทย

คุณจรรยาซึ่งเคยเดินทางเยือนหลายภูมิภาคของจีน ทั้งหูหนาน กว่างซี และยูนนาน เพื่อหารือความร่วมมือกับวิทยาลัยอาชีวศึกษาท้องถิ่น กล่าวว่า วิทยาลัยอาชีวศึกษาจีนมีเครื่องไม้เครื่องมือขั้นสูง เทคโนโลยีทันสมัย และหลักสูตรใหม่ ๆ มากมาย

ทั้งนี้ วิทยาลัยการอาชีพบ้านไผ่เริ่มต้นร่วมมือกับวิทยาลัยเทคนิคและอาชีวศึกษาเกษตรแห่งมณฑลยูนนาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งเริ่มต้นจากการแลกเปลี่ยนบุคลากรสู่การแลกเปลี่ยนนักศึกษา ต่อมาในปี 2560 วิทยาลัยการอาชีพบ้านไผ่ยังร่วมมือกับวิทยาลัยเทคนิคทรัพยากรน้ำและพลังงานน้ำกุ้ยโจวเพื่อแลกเปลี่ยนคณะครูสอนภาษาระหว่างกันด้วย

ปัจจุบัน วิทยาลัยอาชีวศึกษาไทย 7 แห่ง เปิดสอนหลักสูตรเกี่ยวกับทางรถไฟ ซึ่งทั้งหมดมีความร่วมมือกับวิทยาลัยอาชีวศึกษาจีน ขณะที่คุณจรรยาวางแผนขยายความร่วมมือไปยังเทคโนโลยีอีกหลายด้าน เช่น การร่วมมือกับวิทยาลัยอาชีวศึกษาการขนส่งอู่ฮั่นในด้านโครงการฝึกอบรมเทคโนโลยีเลเซอร์ ซึ่งฝ่ายไทยวางแผนจัดส่งคณะครู 10-30 คน เข้าร่วมฝึกอบรมที่จีนเพื่อเรียนรู้การพัฒนามาตรฐานหลักสูตร ในเดือนต.ค.นี้

ด้านคุณชาญชัย แสนจันทร์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคอุดรธานี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยอาชีวศึกษาของไทยกับจีนตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา กล่าวว่า วิทยาลัยเทคนิคอุดรธานีดำเนินความร่วมมือกับวิทยาลัยอาชีวศึกษาจีนราว 20 แห่ง ครอบคลุมด้านโลจิสติกส์ การเกษตร และยานยนต์พลังงานใหม่ พร้อมเสริมว่านักเรียนอาชีวะของไทยราว 30% สนใจอยากไปศึกษาต่อที่จีนด้วย

ดร. สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการไทย กล่าวว่า การพัฒนาการศึกษาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากประเทศสมาชิก ซึ่งจีนสามารถมีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปการศึกษาของอาเซียน โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีการศึกษา ขณะที่การร่วมฝึกอบรมบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านทางรถไฟความเร็วสูงถือเป็นความร่วมมืออันโดดเด่นระหว่างไทยกับจีน ซึ่งไทยจะยังคงจัดส่งนักเรียนไปจีนเพื่อฝึกอบรมความรู้เหล่านี้ต่อไป

ความร่วมมือระหว่างจีนและไทยในด้านอาชีวศึกษานับว่าเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้และความสามารถที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว การแลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยีระหว่างสองประเทศจะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาและสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับนักเรียนนักศึกษาไทย

จีน-ไทย เดินหน้าร่วมมือ “อาชีวศึกษา” บ่มเพาะบุคลากรหลากสาขา

ความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมให้เติบโตอย่างยั่งยืน การที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาของไทยและจีนได้ร่วมมือกันในหลากหลายสาขา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพและพร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทายในอนาคต

อนาคตความร่วมมือด้านอาชีวศึกษา จีน-ไทย

มองไปข้างหน้า ความร่วมมือด้าน จีน-ไทย ร่วมมืออาชีวศึกษา จะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของโลกที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การที่นักเรียนนักศึกษาไทยได้มีโอกาสเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ จากประเทศจีน จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันและสร้างความได้เปรียบในตลาดแรงงานได้เป็นอย่างดี

  • การแลกเปลี่ยนนักศึกษาและคณาจารย์
  • การพัฒนาร่วมกันของหลักสูตร
  • การฝึกอบรมเทคโนโลยีขั้นสูง

นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศอีกด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาต่อด้านอาชีวศึกษา การเลือกศึกษาในสาขาที่มีความร่วมมือกับประเทศจีนถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะจะได้รับโอกาสในการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ และได้รับประสบการณ์ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานในอนาคตอย่างแน่นอน

จีน-ไทย ร่วมมืออาชีวศึกษา เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่ออนาคตของเยาวชนไทยและเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

การส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือด้าน จีน-ไทย ร่วมมืออาชีวศึกษา จึงเป็นสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญและร่วมกันผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

ที่มา – “จีน-ไทย” เดินหน้าร่วมมือ “อาชีวศึกษา” บ่มเพาะบุคลากรหลากสาขา

ททท.น่าน สำรวจฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวหลังน้ำท่วม

นายโยธิน ทับทิมทอง ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานน่าน นำคณะเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในจังหวัดน่าน หลังสถานการณ์อุทกภัยน้ำท่วมคลี่คลาย เพื่อติดตามการฟื้นฟูและประเมินความพร้อมในการกลับมาเปิดรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง โดยได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ที่ได้เร่งระดมกำลังทำความสะอาดและฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับมาสะอาด สวยงาม พร้อมสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว

สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในจังหวัดน่าน ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน รวมถึงภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของจังหวัด เพื่อเป็นการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจของจังหวัดน่าน ททท.สำนักงานน่านจึงได้ลงพื้นที่สำรวจการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวหลังน้ำท่วมอย่างเร่งด่วน

จากการสำรวจพบว่า แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ที่ได้รับความนิยมในอำเภอปัว อำเภอบ่อเกลือ และอำเภอนาน้อย ยังคงสามารถท่องเที่ยวได้ตามปกติ โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ อาทิ ถนนเลข 3 หมู่บ้านสะปัน ,บ้านสกาด บ่อเกลือโบราณ หรือพิพิธภัณฑ์เครื่องเงิน ,โกโก้วัลเลย์ ,จุดชมวิวกิ่วม่วง ,อุทยานดอยภูคา,อุทยานศรีน่าน,อุทยานขุนสถาน นักท่องเที่ยวยังสามารถเดินทางไปสัมผัสอากาศบริสุทธิ์และวิถีชีวิตเรียบง่ายของชุมชนท้องถิ่นได้อย่างปลอดภัย รวมไปถึงที่พัก ร้านอาหาร คาเฟ่ ยังคงพร้อมให้บริการ

ในส่วนของแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและโบราณสถานสำคัญ อาทิ วัดพระธาตุแช่แห้ง พระอารามหลวง ซึ่งเป็นปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองของชาวน่าน ,วัดถ้ำเชตวัน,วัดเบ็งสกัด,วัดภูเก็ต,วัดก๋ง เปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าสักการะได้ตามปกติ รวมถึงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน และถนนคนเดินน่าน ที่ได้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในช่วงวันหยุดยาวนี้ หลังจากเจ้าหน้าที่และจิตอาสาช่วยกันทำความสะอาดฟื้นฟูพื้นที่จนกลับมาสะอาดเรียบร้อยพร้อมต้อนรับผู้มาเยือน

อย่างไรก็ตาม สำหรับวัดภูมินทร์ ซึ่งเป็นโบราณสถานสำคัญที่มีภาพจิตรกรรมฝาผนัง “ปู่ม่าน ย่าม่าน” อันเลื่องชื่อ ขณะนี้เปิดให้เข้าชมได้บางส่วน เพื่อรอการตรวจสอบโครงสร้างอย่างละเอียดจากกรมศิลปากร เพื่อความปลอดภัยและการอนุรักษ์อย่างถูกต้อง

ททท.สำนักงานน่าน ลงพื้นที่สำรวจการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวหลังน้ำท่วม

นายโยธิน เปิดเผยว่า ททท.สำนักงานน่าน ได้ร่วมกับทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนมาตรการฟื้นฟูการท่องเที่ยวอย่างเร่งด่วน โดยมุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นและประชาสัมพันธ์ให้แก่นักท่องเที่ยวทราบว่าน่านยังคงเป็นจังหวัดที่มีความงดงามและพร้อมต้อนรับผู้มาเยือนอย่างเต็มที่ พร้อมเชิญชวนนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนน่าน เพื่อสัมผัสเสน่ห์ของเมืองเล็ก ๆ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยมิตรภาพ วิถีชีวิตเรียบง่าย และธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์อย่างแท้จริง

ททท. สำนักงานน่านได้ให้ความสำคัญกับการสำรวจการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวหลังน้ำท่วมเป็นอย่างมาก เพื่อให้มั่นใจว่านักท่องเที่ยวจะได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการมาเยือนจังหวัดน่าน และเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดให้กลับมาฟื้นตัวโดยเร็ว

ความคืบหน้าการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวหลังน้ำท่วม

จากการสำรวจล่าสุด พบว่าการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวหลังน้ำท่วมในภาพรวมเป็นไปด้วยดี โดยหลายพื้นที่กลับมาเปิดให้บริการได้ตามปกติแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังมีบางส่วนที่ยังคงต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูเพิ่มเติม ซึ่งทาง ททท. สำนักงานน่าน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่

เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว ททท. สำนักงานน่าน ได้จัดทำแผนประชาสัมพันธ์เพื่อแจ้งข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์การฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวหลังน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง ผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์

“น่านยังสวยงามเหมือนเดิม และทุกคนที่นี่ก็ยังรอยิ้มและคำว่า ‘ยินดีต้อนรับ’ จากใจ…ให้กับนักท่องเที่ยวทุกท่าน” นายโยธินกล่าวทิ้งท้าย

จังหวัดน่านพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกท่านอีกครั้ง มาร่วมสัมผัสเสน่ห์น่านหลังน้ำท่วม ฟื้นฟูใจไปกับธรรมชาติที่สวยงามและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ แล้วคุณจะหลงรักน่านอย่างแน่นอน!

ที่มา – ททท.สำนักงานน่าน ลงพื้นที่สำรวจการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวหลังน้ำท่วม