ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ภูมิธรรม มอบรางวัลกำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีมอบรางวัลกำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม เนื่องในวันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประจำปี 2568 โดยมี น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รมช.มหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมการปกครอง ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง พร้อมด้วยกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่ได้รับรางวัล

โดยนายภูมิธรรม กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้ตระหนักและเห็นความสำคัญของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านมาโดยตลอด เพราะเป็นผู้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อผลสำเร็จของงานตามภารกิจของรัฐบาลและของกระทรวงมหาดไทยในการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เปรียบเสมือนสะพานที่เชื่อมโยงระหว่างการปฏิบัติงานระหว่างรัฐบาลกับประชาชนในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทยได้ไว้วางใจให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านทุกท่าน เป็นดั่งแม่ทัพกองหน้า ขับเคลื่อนภารกิจตามนโยบาย 5 ไร้ทุกข์ 3 สร้างสุขโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหายาเสพติดที่คุกคามชีวิต และครอบครัวของพี่น้องประชาชนทุกหมู่บ้าน ตำบล จนเป็นวิกฤติที่รุนแรง ซึ่งผู้นำท้องที่ต้องร่วมมือกันสร้างความตระหนัก เป็นตาสับปะรดแจ้งข่าวไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่เสมอ รวมถึงการจัดระเบียบสังคม และปราบปรามผู้มีอิทธิพล สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนมากที่สุด ดูแลสุขอนามัยประชาชน ส่งเสริมการศึกษาให้เด็กในหมู่บ้าน และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในชุมชนให้ประสบผลสำเร็จ เกิดประสิทธิภาพต่อพื้นที่มากที่สุด” นายภูมิธรรม กล่าว

นายภูมิธรรม กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัลกำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม พร้อมฝากให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ดำรงตนในฐานะผู้นำที่ดี ยึดถือประโยชน์สุขของประชาชนเป็นที่ตั้ง มุ่งมั่นขับเคลื่อนการทำงานเพื่อสร้างศรัทธา สร้างความเชื่อมั่นให้เกิดแก่สถาบันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทุ่มเทกำลังกายกำลังใจ เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างประโยชน์ให้กับประชาชนอย่างสุดกำลังความสามารถ

ด้านนายนิรัตน์ กล่าวว่า กรมการปกครองได้ยกย่อง เชิดชูเกียรติกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจ เสียสละ และทุ่มเทความรู้ความสามารถในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ในพื้นที่อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยในปี 2568 มีผู้ได้รับรางวัล รวม 264 คน ได้แก่ กำนันยอดเยี่ยม 131 คน และผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม 133 คน

ภูมิธรรม มอบรางวัลกำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม

ความสำคัญของรางวัลกำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม

การมอบรางวัลรางวัลกำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยมนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการเชิดชูเกียรติ แต่ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้อื่น และกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

  • การแก้ไขปัญหายาเสพติด
  • การจัดระเบียบสังคม และปราบปรามผู้มีอิทธิพล
  • การดูแลสุขอนามัยประชาชน
  • การส่งเสริมการศึกษาให้เด็กในหมู่บ้าน
  • การกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในชุมชน

การที่กำนันและผู้ใหญ่บ้านทุ่มเทแรงกายแรงใจในการพัฒนาชุมชนอย่างเต็มที่ สมควรได้รับการยกย่องและสนับสนุนจากทุกภาคส่วน

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ มอบรางวัลกำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม ยกย่อง เป็นแม่ทัพกองหน้าขับเคลื่อนสร้างสุขให้ประชาชน

‘ชูวิทย์’ แฉหมาก ‘ฮุนเซน’ ยิงปืนนัดเดียวได้นก 3 ตัว

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 68 ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีต สส. และ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความ ระบุหัวข้อว่า ฮุนเซน “ผู้ทรยศโลก แต่ไม่ยอมให้โลกทรยศ”

แม้เวลาผ่านไป ฝุ่นเริ่มจาง ชายแดนเริ่มสงบลง

แต่ชนวนเหตุที่ “ฮุนเซน” นำคลิปมาปล่อยทิ้งระเบิด ไม่มีใครรู้

จู่ๆ ก็จัดหนัก

ด้วยวัตถุประสงค์เดียว คือ “ต้องการล้มทักษิณ”

เมื่อ “อุ๊งอิ๊ง“ เป็นนายกฯ ภายใต้เงาบารมีของทักษิณ

ล้มอุ๊งอิ๊ง คือ ล้มทักษิณ

ล้มทักษิณ คือ ล้มพรรคเพื่อไทย

ล้มพรรคเพื่อไทย คือ ล้มรัฐบาลไทย

แต่ “ฮุนเซน” จะล้ม “ทักษิณ” ไปทำไม?

อำนาจของฮุนเซนในเขมรนั้นเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่มีใครกล้าหือกล้าอือ

ตลอดระยะเวลาที่ครองอำนาจกว่า 40 ปี ฝ่ายค้านฝ่ายตรงข้ามของฮุนเซน มีแค่ 2 ทางให้เลือก “ไม่หนีก็ได้กระสุน” ไม่มีทางเลือกอื่น

ขนาดฝ่ายค้านเขมรมาเที่ยวกรุงเทพฯ ยังถูกยิงตายกลางถนน

สม รังษี ผู้นำฝ่ายค้านตัวยง ยังลี้ภัยไปอยู่ฝรั่งเศส

คนอย่างฮุนเซนที่อยู่กับอำนาจมาทั้งชีวิต คงไม่ใช่แค่ไม่พอใจนายกฯ อุ๊งอิ๊งว่า “ไม่เป็นมืออาชีพ” แล้วโกธรเท่านั้น

อะไรที่ลึกกว่านั้น ?

อะไรที่ฮุนเซนต้องการมากกว่า?

อะไรที่ฮุนเซนอยากได้แล้วไม่ได้รับการตอบสนอง?

ในความเห็นผมจะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจาก “เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์“ ที่พรรคเพื่อไทยเดินสายโร้ดโชว์โปรโมท เพราะคาดว่าจะต่อยอดให้ประเทศ

ทุกประเทศรอบไทยมีหมด แล้วทำไมไทยจะมีไม่ได้?

ยิ่งที่เขมร มีบ่อนชุกกว่าปั๊มน้ำมันเสียอีก

สารพัดบ่อนปอยเปต สีหนุวิลล์ ที่จะเปิดได้ต้องฮุนเซนพยักหน้าคนเดียว

ตามด้วยส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจคาสิโนให้ตระกูลฮุนสูบปรนเปรอเปรมปรีดิ์มานาน

จะมีธุรกิจอะไรในเขมรเล่า ที่จะให้ฮุนเซนได้เร็วเท่าคาสิโน จีนจึงแห่กันมาเปิดไม่มีจำกัด

ใครใคร่เปิดบ่อนก็เปิด แต่ต้องจ่ายฮุนเซน นี่คือกฎเหล็ก

ยิ่งเปิดมาก ฮุนเซนก็รับมาก เป็นเงาตามตัว

จากเมืองที่ไม่มีอะไร จนเติบโตมีบ่อนทุกหัวระแหง เกิดสนามบิน เกิดการค้าต่อเนื่อง

แล้ววันหนึ่งเมื่อไอเดียบรรเจิด “เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์“ โผล่มา

เขมรในฐานะเมืองคาสิโนจึงได้รับผลกระทบ กระแทกที่กล่องหัวใจฮุนเซนเต็มๆ

ตอกย้ำตัดสัมพันธ์สะบั้นด้วย “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ที่รัฐบาลไทยถูกบีบจากรัฐบาลจีน ถึงกับส่งระดับผู้ช่วยรัฐมนตรีจีนมาบัญชาการ

จนไทยต้องตัดไฟพม่า ลามไปถึง “ฮุนเซน“ เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดอีกระลอก

จากนั้นทักษิณแฉลากไส้ตึกบัญชาการ 25 ชั้น ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ฮุนเซนไฟเขียว เพราะถือว่าไม่ได้หลอกคนเขมร (ไม่มีอะไรให้หลอก) แต่หลอกคนไทยได้เงินดี

ไทยเดือดร้อน เขมรไม่เดือดร้อน ดังนั้นฮุนเซนไม่สน

เจอไปหลายดอกฮุนเซนจึงวางแผน

อันเป็นที่มาของการ “ลวงให้พูด“ ผ่านการเจรจากับล่าม “นายฮวด” ที่มีการตอกย้ำอ้างประเด็นเรื่อง “ด่าน” ที่ทหารปิด ทำให้ฮุนเซนไม่พอใจ

จนไปถึงประโยคลวงสำคัญจากนายฮวด สื่อภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำกับนายกฯ อุ๊งอิ๊งว่า

“ท่านฮุนเซนไม่พอใจท่านแม่ทัพภาค 2 มาก”

นายกฯ อุ๊งอิ๊งจึงหลุดพูดในทำนองว่า ท่านแม่ทัพเป็นคนละพวก เพื่อเอาใจฮุนเซนให้อารมณ์เย็นลง เจตนาเพื่อให้การเจรจาสำเร็จ

เจอประโยคทองนี้เข้าไป ฮุนเซนจึงเก็บไว้แล้วปล่อยคลิปออกมา

กลายเป็นระเบิดลูกใหญ่ใส่ประเทศไทย โดยคิดว่า “ทักษิณจบแน่”

ด้วยความที่ฮุนเซนรู้จักไทยเป็นอย่างดี ผ่าน รัฐบาลไทยมาเป็นสิบรัฐบาล

แต่การเมืองเขมรไม่เคยเปลี่ยน ฮุนเซนเป็นนายกฯ คนเดียวยาวนานตั้งแต่ปี 2528

จึงทำให้ฮุนเซนเข้าใจบริบททั้งการเมือง การทหารของไทย

ฮุนเซนไม่มีเพื่อน ไม่มีนาย เพราะเป็นนายกฯ ไร้คู่แข่ง หากใครเป็นคู่แข่ง ไม่หนี ก็ตาย

ใจฮุนเซนจึงเหี้ยมโหดอำมหิตยิ่งนัก

เมื่อเปิดการปะทะกันกับไทย เขมรก็ทำตัวเป็น ประเทศที่โดนไทยกลั่นแกล้ง เหมือนยูเครนรบกับรัสเซีย

โดยอ้างว่าเขมรถูกรุกรานก่อน ฮุนเซนทำตัวเสมือน ”เซเรนสกี้“ ฟ้องโลกให้เห็นว่าถูกไทยรังแก

อ้างว่าเป็นประเทศเล็กๆ เล่นการเมืองบนเวทีระดับโลกโดยใช้ความเป็นประเทศยากจน ถูกไทยรุกราน ทำตัวน่าสงสารถูกเปิดสงคราม

ลีลาเขมรนั้นแสดงละครเก่ง ไม่ต้องพึ่งองค์กรใดๆ

ขณะที่ไทยพะว้าพะวัง เพราะถือว่าเป็นประเทศใหญ่กว่า ส่งเครื่องบิน F-16 ไปรบ

ฮุนเซนรู้ว่าการปล่อยคลิปทำลายนายกฯ อุ๊งอิ๊งกระทบถึงทักษิณ และรัฐบาลไทยโดยตรง

จึงทำตัวเป็นศัตรูกับรัฐบาลไทย หวังว่าแรงระเบิดของคลิปจะส่งผลถึงกองทัพ มวลชน และท้ายสุดความล่มสลายของรัฐบาลไทย

ฮุนเซนมองทะลุกระดานอำนาจ และรู้เรื่องความแตกแยกภายในของไทย

แผนนี้จึงเท่ากับ ”ยิงปืนนัดเดียว ได้นก 3 ตัว“

ยอมทำลายความสัมพันธ์ เก็บอำนาจของตัวเองที่มาจากเงินบ่อนสนับสนุน

จึงกล้าเปิดคลิป ทั้งๆ ที่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร?

นี่คือ ฮุนเซน “ที่ยอมทรยศโลก แต่ไม่ยอมให้โลกมาทรยศ”

ทำความเข้าใจ หมาก ‘ฮุนเซน’ ยิงปืนนัดเดียวได้นก 3 ตัว

จากบทวิเคราะห์ของชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ชี้ให้เห็นถึงเบื้องลึกเบื้องหลังที่ซับซ้อนกว่าที่เราเห็น ‘ฮุนเซน’ ยิงปืนนัดเดียวได้นก 3 ตัว จริงหรือไม่? ลองพิจารณาจากข้อมูลที่นำเสนอ

ทำไมต้อง ‘ยิงปืนนัดเดียวได้นก 3 ตัว’ ?

คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมฮุนเซนถึงต้องทำถึงขนาดนี้ การวิเคราะห์ของชูวิทย์ชี้ไปที่ผลประโยชน์ทางธุรกิจและการรักษาอำนาจของตนเอง

ฮุนเซนอาจมองว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในไทยและการเกิดขึ้นของ “เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์” จะส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของตนเองในธุรกิจคาสิโน ดังนั้น การ‘ฮุนเซน’ ยิงปืนนัดเดียวได้นก 3 ตัว จึงเป็นทางออกในการรักษาอำนาจและผลประโยชน์

  • การล้มทักษิณและรัฐบาลไทย
  • การแสดงบทบาทเป็นเหยื่อ
  • การรักษาอำนาจและผลประโยชน์ในกัมพูชา

การกระทำของฮุนเซน สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองระหว่างประเทศ ผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน และการช่วงชิงอำนาจที่ไม่มีวันสิ้นสุด การ‘ฮุนเซน’ ยิงปืนนัดเดียวได้นก 3 ตัว เป็นกลยุทธ์ที่แสดงให้เห็นถึงความเฉียบคมทางการเมืองของฮุนเซน

ที่มา – ‘ชูวิทย์’ แฉหมาก ‘ฮุนเซน’ ยอมทำลายสัมพันธ์ ยิงปืนนัดเดียวได้นก 3 ตัว

สถิติบาลีสนามหลวงปี 68: วัดพระธรรมกายเด่นสุด

สำนักงานแม่กองบาลีสนามหลวงประกาศผลสำนักเรียน/สำนักศาสนศึกษาดีเด่น ประจำปี 2568 ที่มีนักเรียนสอบประโยคบาลีสนามหลวงทุกประโยครวมกันได้มากที่สุด โดยแบ่งตามเขตการปกครองคณะสงฆ์ต่างๆ ได้แก่ ส่วนกลาง หนกลาง หนเหนือ หนตะวันออก และหนใต้ แต่ที่น่าจับตามองคือ สถิติบาลีสนามหลวงปี 68 ที่วัดพระธรรมกายสามารถทำคะแนนรวมได้สูงสุดในหนกลาง

เปิดสถิติ ‘บาลีสนามหลวง’ ปี 68 ‘วัดพระธรรมกาย’ มีนักเรียนสอบทุกประโยครวมกันได้มากสุด

มาดูรายละเอียดของแต่ละเขตการปกครองสงฆ์กันดีกว่า:

  • ส่วนกลาง: วัดโมลีโลกยาราม รวม 305 รูป
  • หนกลาง: วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี รวม 320 รูป
  • หนเหนือ: วัดตากฟ้า จ.นครสวรรค์ รวม 64 รูป
  • หนตะวันออก: วัดชัยศรี จ.ขอนแก่น รวม 52 รูป
  • หนใต้: วัดมหาธาตุวชิรมงคล จ.กระบี่ รวม 24 รูป

จะเห็นได้ว่าวัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี ครองแชมป์ในส่วนของหนกลาง ด้วยจำนวนนักเรียนที่สอบได้รวมกันถึง 320 รูป ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจ

รายละเอียดสถิติบาลีสนามหลวงปี 68 แต่ละหน

เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เรามาดูรายละเอียดของสำนักเรียน/สำนักศาสนศึกษาดีเด่น 10 อันดับแรกของแต่ละหนกัน:

ส่วนกลาง

  1. วัดโมลีโลกยามราม 305 รูป
  2. วัดศรีเอี่ยม 53 รูป
  3. วัดราชบพิธ 44 รูป
  4. วัดหงส์รัตนาราม 40 รูป
  5. วัดบางนาใน 31 รูป
  6. วัดกัลยาณมิตร 29 รูป
  7. วัดอาวุธวิกสิตาราม 25 รูป
  8. วัดสร้อยทอง 24 รูป
  9. วัดไตรมิตรวิทยาราม 24 รูป
  10. วัดปทุมวนาราม 23 รูป

หนกลาง

  1. วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี 320 รูป
  2. วัดชัยมงคล จ.ชลบุรี 50 รูป
  3. วัดบางพลีใหญ่ใน จ.สมุทรปราการ 39 รูป
  4. วัดบัวขวัญ จ.นนทบุรี 28 รูป
  5. วัดพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม 26 รูป
  6. วัดตะโก จ.พระนครศรีอยุธยา 19 รูป
  7. วัดแพรกษา จ.สมุทรปราการ 19 รูป
  8. วัดกษัตราธิราช จ.พระนครศรีอยุธยา 17 รูป
  9. วัดโคกกะเทียม จ.ลพบุรี 16 รูป
  10. วัดเขาสนามชัย จ.ประจวบคีรีขันธ์ 15 รูป

หนเหนือ

  1. วัดตากฟ้า จ.นครสวรรค์ 64 รูป
  2. วัดบ้านขุน จ.เชียงใหม่ 46 รูป
  3. วัดจองคำ จ.ลำปาง 29 รูป
  4. วัดพระธาตุศรีจอมทอง จ.เชียงใหม่ 16 รูป
  5. วัดศรีโคมคำ จ.พะเยา 14 รูป
  6. วัดสวนดอก จ.เชียงใหม่ 10 รูป
  7. วัดสังฆานุภาพ จ.กำแพงเพชร 8 รูป
  8. วัดมงคลธรรมกายาราม จ.เชียงราย 8 รูป
  9. วัดหนองกระดูกเนื้อ จ.นครสวรรค์ 7 รูป
  10. วัดไทรเหนือ จ.นครสวรรค์ 6 รูป

หนตะวันออก

  1. วัดชัยศรี จ.ขอนแก่น 52 รูป
  2. วัดสนมหมากหญ้า จ.อุบลราชธานี 48 รูป
  3. วัดเกียรติแก้วสามัคคี จ.ศรีสะเกษ 26 รูป
  4. วัดธาตุ จ.ขอนแก่น 25 รูป
  5. วัดคำเขื่อนแก้ว จ.อุบลราชธานี 15 รูป
  6. วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี 14 รูป
  7. วัดนาถวนาราม จ.ขอนแก่น 14 รูป
  8. วัดหนองแวง จ.ขอนแก่น 14 รูป
  9. วัดใหม่กรงทอง จ.ปราจีนบุรี 14 รูป
  10. วัดศรีชมชื่น จ.ขอนแก่น 13 รูป

หนใต้

  1. วัดมหาธาตุวชิรมงคล จ.กระบี่ 24 รูป
  2. วัดโคกสมานคุณ จ.สงขลา 16 รูป
  3. วัดคูหาสวรรค์ จ.พัทลุง 14 รูป
  4. วัดประดู่พัฒนาราม จ.นครศรีธรรมราช 8 รูป
  5. วัดหาดใหญ่สิตาราม จ.สงขลา 8 รูป
  6. วัดขันเงิน จ.ชุมพร 7 รูป
  7. วัดสุวรรณคีรี จ.ระนอง 7 รูป
  8. วัดพัฒนาราม จ.สุราษฎร์ธานี 6 รูป
  9. วัดพระมหาธาตุ จ.นครศรีธรรมราช 6 รูป
  10. วัดโคกเปี้ยว จ.สงขลา 5 รูป

จากข้อมูล สถิติบาลีสนามหลวงปี 68 นี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความสามารถของนักเรียนและคณาจารย์จากสำนักเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ ในการศึกษาและส่งเสริมพระปริยัติธรรม

การที่วัดพระธรรมกายมีนักเรียนสอบได้มากที่สุดในหนกลาง สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับการศึกษาพระปริยัติธรรมภายในวัด อย่างไรก็ตาม สถิติเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการประเมินคุณภาพการศึกษา ควรพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น คุณภาพของหลักสูตรและวิธีการสอน

ที่มา – เปิดสถิติ ‘บาลีสนามหลวง’ ปี 68 ‘วัดพระธรรมกาย’ มีนักเรียนสอบทุกประโยครวมกันได้มากสุด

ฝากขัง 2 อดีตพระดัง ทุจริตเงินวัด คดีสีกากอล์ฟ

จากกรณีอื้อฉาวที่สังคมจับตามอง เมื่อพบว่ามีพระชั้นผู้ใหญ่หลายรูปมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เสพเมถุน และมีความสัมพันธ์กับ น.ส.วิลาวัลย์ หรือ ‘สีกากอล์ฟ’ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ได้นำทีมตำรวจเปิดปฏิบัติการ ‘กอล์ฟทีม EP.1’ บุกเข้าตรวจค้น 3 จุดสำคัญในจังหวัดสุราษฎร์ธานี, พิจิตร และสมุทรสงคราม นำไปสู่การจับกุมอดีตพระชั้นผู้ใหญ่และบุคคลใกล้ชิดที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว สืบเนื่องมาจากการพบหลักฐานการยักยอกเงินวัดเพื่อนำไปดูแลสีกากอล์ฟ

ผู้ต้องหาในคดีนี้มีทั้งหมด 3 ราย ได้แก่ นายวิรัติ หรือ อดีตพระเทพวัชรสิทธิเมธี อดีตเจ้าคณะจังหวัดพิจิตร อายุ 60 ปี, นายทิวากร หรือ อดีตพระมหาทิวากร อดีตเจ้าอาวาสวัดใหญ่จอมปราสาท อายุ 59 ปี และ นายสันติชัย อายุ 38 ปี ซึ่งเป็นลูกศิษย์คนสนิทของอดีตพระมหาทิวากร

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ที่ศูนย์รับแจ้งความ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ตำรวจ บก.ปปป. ได้ควบคุมตัว นายวิรัติ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ออกจากตึกเพื่อส่งฝากขังที่ศาลอาญาฯ ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามถึงข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตเงินกว่า 3 ล้านบาท และจำนวนเงินที่มอบให้สีกากอล์ฟ แต่นายวิรัติปฏิเสธที่จะตอบคำถามใดๆ เพียงส่ายศีรษะก่อนที่จะขึ้นรถออกไป

ต่อมา นายสันติชัย ผู้ต้องหาในข้อหาสนับสนุนเจ้าพนักงานทุจริต ถูกควบคุมตัวออกมาในชุดเสื้อสีดำ สวมหน้ากากอนามัยสีขาว เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่าได้พาอดีตเจ้าอาวาสหลบหนีหรือไม่ เจ้าตัวได้ยืนยันหนักแน่นว่า “ไม่มีครับ ผมทำงานตามปกติ ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้”

ด้านนายทิวากร หรืออดีตพระมหาทิวากร ได้เดินตามออกมาในชุดเสื้อสีขาว สวมหน้ากากอนามัยสีขาวเช่นกัน ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงประเด็นการหลบหนีและการนำเงินวัดไปใช้ส่วนตัว เจ้าตัวตอบสั้นๆ ว่า “ไม่มีอะไรครับ ขอโทษครับ” ก่อนที่จะขึ้นรถตู้ไป

ฝากขัง 2 อดีตพระดัง ทุจริตเงินวัด คดีสีกากอล์ฟ

คดีนี้เป็นที่สนใจของประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ ซึ่งเป็นบุคคลที่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีงามในสังคม การกระทำดังกล่าวจึงสร้างความเสื่อมเสียให้กับวงการสงฆ์เป็นอย่างยิ่ง และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายต่อไป

ความคืบหน้าคดีฝากขัง 2 อดีตพระดัง

ความคืบหน้าล่าสุดในคดีฝากขัง 2 อดีตพระดัง ทุจริตเงินวัด คดีสีกากอล์ฟ คือการที่ศาลพิจารณาคำร้องขอฝากขัง และอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยจะมีการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป

สิ่งสำคัญที่สุดในกรณีนี้คือการรักษากระบวนการยุติธรรมให้เป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อให้ความจริงปรากฏและนำผู้กระทำผิดมารับโทษตามกฎหมาย ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใครก็ตาม การทุจริตเงินวัดเป็นเรื่องร้ายแรงที่ทำลายศรัทธาของประชาชน และส่งผลเสียต่อสังคมโดยรวม

เรื่องราวอื้อฉาวที่เกิดขึ้นนี้ ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของศีลธรรม จริยธรรม และความโปร่งใสในทุกภาคส่วนของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการศาสนา ซึ่งควรเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับประชาชน

การที่อดีตพระสงฆ์กระทำการทุจริตและประพฤติผิดศีลธรรมเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อความศรัทธาและความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อศาสนาพุทธ การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง การส่งเสริมศีลธรรม และการตรวจสอบการดำเนินงานของวัดอย่างเข้มงวด จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

และถึงแม้ว่าข่าวนี้จะทำให้หลายคนเสื่อมศรัทธา แต่ก็อย่าลืมว่ายังมีพระสงฆ์อีกมากมายที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ และยังคงเป็นที่พึ่งทางใจให้กับญาติโยม เราควรให้กำลังใจและสนับสนุนพระสงฆ์เหล่านั้น เพื่อให้พวกท่านสามารถทำหน้าที่เผยแผ่พระธรรมและเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณต่อไป

ดังนั้น การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับคดีฝากขัง 2 อดีตพระดัง ทุจริตเงินวัด คดีสีกากอล์ฟ อย่างใกล้ชิดจะช่วยให้เราเข้าใจถึงปัญหาและร่วมกันหาทางแก้ไขเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – ฝากขัง 2 อดีตพระดัง-ลูกศิษย์ คดีพัวพัน ‘สีกากอล์ฟ’ ทุจริตเงินวัด

สหรัฐฯ เพิ่มค่าหัวผู้นำเวเนซุเอลา เป็นสองเท่า!

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ว่า รัฐบาลวอชิงตัน ซึ่งไม่ยอมรับชัยชนะในการเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมาของมาดูโร กล่าวหาว่า ผู้นำเวเนซุเอลาเป็นหัวหน้าแก๊งค้าโคเคน

“ในวันนี้ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ และกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ประกาศเงินรางวัลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับข้อมูลที่นำไปสู่การจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ซึ่งเขาเป็นหนึ่งในผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติของเรา” นางพาเมลา บอนได รมว.ยุติธรรมสหรัฐ กล่าวในคลิปวิดีโอบนสื่อสังคมออนไลน์

อนึ่ง รัฐบาลวอชิงตันตั้ง ค่าหัวผู้นำเวเนซุเอลา ก่อนหน้านี้ไว้ที่ 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 809 ล้านบาท) เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา

New York Post

ขณะที่ นายอีวาน กิล รมว.การต่างประเทศเวเนซุเอลา กล่าวว่า รางวัลนำจับที่ “น่าสมเพช” ของบอนได เป็นการเบี่ยงเบนความสนใจที่ไร้สาระที่สุด เท่าที่รัฐบาลเวเนซุเอลาเคยเห็นมา

“ศักดิ์ศรีของมาตุภูมิของเราไม่ได้มีไว้ขาย และเราปฏิเสธปฏิบัติการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองที่หยาบคายเช่นนี้” กิล กล่าวเพิ่มเติมบนแพลตฟอร์มเทเลแกรม

ทั้งนี้ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐกล่าวหาว่า มาดูโรเป็นผู้นำแก๊งค้าโคเคนที่มีชื่อว่า “เดอะ คาร์เทล ออฟ เดอะ ซันส์” ซึ่งขนส่งยาเสพติดหลายร้อยตันเข้าสู่สหรัฐในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา และทำเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ

ด้านบอนไดกล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับมาดูโร มูลค่ามากกว่า 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 22,640 ล้านบาท) นับตั้งแต่เดือน ก.ย. ปีที่แล้ว แต่การปกครองด้วยความหวาดกลัวของมาดูโรยังคงดำเนินต่อไป ซึ่งภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ มาดูโรจะไม่รอดพ้นจากกระบวนการยุติธรรม และจะต้องรับผิดชอบต่ออาชญากรรมอันน่ารังเกียจของเขา.

เครดิตภาพ : AFP

สหรัฐเพิ่มค่าหัวผู้นำเวเนซุเอลาสองเท่า เป็นมากกว่า “1,600 ล้านบาท”

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและเวเนซุเอลาที่ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มค่าหัวผู้นำเวเนซุเอลาเป็นสองเท่า แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการกดดันและโค่นล้มรัฐบาลมาดูโร

การที่สหรัฐฯ กล่าวหาว่ามาดูโรเป็นผู้นำแก๊งค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของโลก เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงและอาจนำไปสู่การดำเนินการที่เข้มข้นยิ่งขึ้นจากสหรัฐฯ

ผลกระทบจากการเพิ่มค่าหัวผู้นำเวเนซุเอลา

การเพิ่มค่าหัวผู้นำเวเนซุเอลาอาจนำไปสู่ผลกระทบหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น:

  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและเวเนซุเอลาจะยิ่งตึงเครียดมากขึ้น
  • สถานการณ์ภายในเวเนซุเอลา: อาจเกิดความไม่มั่นคงทางการเมืองและสังคมภายในเวเนซุเอลา
  • การค้ายาเสพติด: อาจส่งผลกระทบต่อการค้ายาเสพติดในภูมิภาคลาตินอเมริกา

แม้ว่าการเพิ่มค่าหัวผู้นำเวเนซุเอลา จะเป็นการยกระดับแรงกดดันต่อมาดูโร แต่ก็ยังไม่แน่นอนว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเวเนซุเอลาได้จริงหรือไม่ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างสองประเทศนี้ จำเป็นต้องมีการเจรจาและการประนีประนอมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

การตัดสินใจของสหรัฐฯ ในการเพิ่ม ค่าหัวผู้นำเวเนซุเอลา ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสถานการณ์ทางการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคลาตินอเมริกาและทั่วโลก การเฝ้าติดตามสถานการณ์และการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – สหรัฐเพิ่มค่าหัวผู้นำเวเนซุเอลาสองเท่า เป็นมากกว่า “1,600 ล้านบาท”

GLO CUP 2025: สลากฯ ปลุกพลังเยาวชนสู่บอลโลก

ดั่งคำว่า “เยาวชนเปรียบดั่งเป็นผ้าขาว และอนาคตของชาติ” สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ในฐานะรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการเสี่ยงโชค ได้ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม จึงได้ร่วมกับมูลนิธิพัฒนาฟุตบอลไทย จัดการแข่งขันศึกฟุตบอลเยาวชน 8 คน ชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย “GLO CUP 2025 THAILAND CHAMPIONSHIP” รุ่นอายุไม่เกิน 13 ปี และ รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี เพื่อเป็นกิจกรรมคืนกำไรสู่สังคม โดยใช้กีฬาฟุตบอล เป็นสื่อกลางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนของประเทศ

พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากฯ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของ GLO CUP ว่า เกิดจากความตั้งใจที่จะทำโครงการเพื่อเยาวชน ก้าวไปเป็นอนาคตกำลังสำคัญของชาติ ซึ่งในปัจจุบันนี้มีสิ่งรุมเร้าค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะยาเสพติด การพนันออนไลน์ สำนักงานฯ จึงอยากให้เยาวชนห่างไกลจากสิ่งเหล่านี้ ด้วยการมีเวทีให้พวกเขาได้แสดงออก ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข

“ฟุตบอลคือกลไกสำคัญ เพราะเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในไทย อีกทั้งการแข่งขันระดับชาติในรุ่น U13 และ U15 ยังมีไม่มากพอ สำนักงานสลากฯ จึงคิดว่า GLO CUP จะเข้ามาเติมเต็มตรงจุดนี้ ซึ่งนอกจากส่งเสริมเยาวชนให้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์แล้ว ยังช่วยพัฒนากีฬาฟุตบอลไทยให้มีโอกาสก้าวไปสู่ระดับโลกได้”

ล่าสุด การแข่งขันได้เดินทางเข้าสู่รอบคัดเลือกกรุงเทพมหานคร ณ สนามธูปะเตมีย์ ซึ่งเป็นสนามที่ 4 ต่อจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง, ภาคตะวันออกและปริมณฑล และภาคกลางและตะวันตก โดยผลการแข่งขันฟุตบอล GLO CUP 2025 รอบคัดเลือกกรุงเทพมหานคร รอบ 24 ทีม รุ่นอายุไม่เกิน 13 ปี และรุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี ได้ตัวแทน 8 ทีมสุดท้าย ผ่านเข้ารอบชิงแชมป์ประเทศไทยเรียบร้อยแล้วดังนี้

รุ่น U13 ได้แก่ ทีม 1.กต.ตร.สภ. เมืองฉะเชิงเทรา, 2.อัสสัมชัญ ธนบุรี, 3.โรงเรียนปทุมคงคา, 4.โรงเรียนกีฬากรุงเทพ, 5.Khlong Luang Lake academy, 6.Prime Bangkok, 7.โรงเรียนพิบูลประชาสรรค์, 8.FUTBOYs ส่วนรุ่น U15 ได้แก่ ทีม 1.โรงเรียนราชวินิตบางเขน 2.โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี 3.โรงเรียนกีฬากรุงเทพมหานคร 4.สิงห์จูเนียร์(Nawong School) 5.โรงเรียนราชวินิต มัธยม 6.โรงเรียนเทพศิรินทร์ 7.ST Football และ 8.โรงเรียนวัดสุทธิวราราม

ส่วนผลการแข่งขัน สนามที่ 5 รอบภาคใต้ ที่สนามมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี ผลการแข่งขันในรอบคัดเลือกภาคใต้ ได้ 8 ทีมที่คว้าตั๋วเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศประเทศไทย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดย รุ่น U13 ได้แก่ 1.โรงเรียนจริยธรรมศึกษามูลนิธิ, 2.Somboonsard Academy, 3.Moves Football Academy และ 4.SRU Academy ส่วนรุ่น U15 ได้แก่ 1.โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย กระบี่ 2.PFA U14 x บอหมัดสปอร์ต 3.โรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญาในพระอุปถัมภ์ฯ และ 4.โรงเรียนเทพมิตรศึกษา

ขณะเดียวกัน สำนักงานสลากฯ ยังได้คัดเลือก “GLO STAR” รอบกรุงเทพมหานคร เพื่อคัดเลือกเยาวชนที่มีฝีเท้าโดดเด่นจาก GLO CUP กว่า 200 คน เข้าร่วมทดสอบทักษะเพื่อเฟ้นหาผู้เล่นเพียง 6 คน (รุ่น U13 และ U15 อย่างละ 3 คน) ได้รับสิทธิ์เดินทางไป ฝึกฟุตบอลกับ สโมสร อวิสป้า ฟุกุโอกะ จากเจลีก ประเทศญี่ปุ่น ฟรี เป็นเวลา 6 เดือน

ในโอกาสนี้ สำนักงานสลากฯ โดย นายชูชาติ มั่นครองธรรม รองผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้เข้าร่วมรับชมการฝึกซ้อม ตลอดจนมอบชุดการแข่งขันให้กับเยาวชน และอุปกรณ์กีฬา เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทีมที่ร่วมแข่งขันอีกด้วย

ท่านสามารถติดตามความเคลื่อนไหว GLO CUP 2025 ได้ที่ เว็บไซต์ www.glo.or.th, Facebook Fanpage : สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล, GLO CUP by มูลนิธิพัฒนาฟุตบอลไทย และ YouTube : GLO CUPโดยการคัดเลือกต่อไปที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ณ จังหวัดอุดรธานี ระหว่างวันที่ 12–17 สิงหาคม 2568 เพื่อค้นหาดาวรุ่งอีกหนึ่งภูมิภาคมุ่งหน้าสู่รอบชิงแชมป์ประเทศไทย

สำนักงานสลากฯ ระเบิดศึกฟุตบอล GLO CUP 2025

โครงการ GLO CUP 2025 ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแข่งขันฟุตบอล แต่เป็นเวทีสำคัญที่ช่วยสร้างโอกาสและพัฒนาเยาวชนไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ทั้งในด้านกีฬาและคุณธรรม สนับสนุนให้เยาวชนห่างไกลจากอบายมุข และมุ่งสู่การเป็นอนาคตของชาติอย่างแท้จริง

ทำไมฟุตบอล GLO CUP 2025 ถึงสำคัญ?

  • ส่งเสริมให้เยาวชนใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
  • พัฒนาทักษะด้านกีฬาฟุตบอล
  • สร้างโอกาสในการก้าวสู่ระดับอาชีพ
  • เสริมสร้างคุณธรรมและน้ำใจนักกีฬา
  • สนับสนุนการพัฒนาฟุตบอลไทยในระยะยาว

การแข่งขัน GLO CUP 2025 จึงเป็นมากกว่าการแข่งขันกีฬา แต่เป็นโครงการที่สร้างอนาคตและเป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนไทยทุกคน

ที่มา – สำนักงานสลากฯ ระเบิดศึกฟุตบอล GLO CUP 2025 ปลุกพลังเยาวชน พาฟุตบอลไทยสู่ระดับโลก

อบจ.สุพรรณบุรี: เยาวชนรุ่นใหม่รู้ทันอัคคีภัย

องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี (อบจ.สุพรรณบุรี) เล็งเห็นถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมรับมืออัคคีภัย จึงได้จัดโครงการฝึกอบรมการดับเพลิงเบื้องต้นและซ้อมแผนอพยพหนีไฟ “เยาวชนรุ่นใหม่รู้ทันอัคคีภัย” ขึ้น เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและทักษะที่จำเป็นให้กับเยาวชนในจังหวัด

ณ ห้องประชุมโรงเรียนสุพรรณภูมิ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี ดร.อุดม โปร่งฟ้า นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี มอบหมายให้ จ่าเอก รณชัย มณีอินทร์ หัวหน้าสำนักปลัด อบจ.สุพรรณบุรี พร้อมด้วยข้าราชการและพนักงาน ฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักปลัด อบจ. จัดโครงการฝึกอบรมการดับเพลิงเบื้องต้นและซ้อมแผนอพยพหนีไฟ “เยาวชนรุ่นใหม่รู้ทันอัคคีภัย” ประจำปีงบประมาณ 2568 (รุ่นที่ 2) โดยมีนางสาวอารีย์ บัญญัติ ผู้อำนวยการโรงเรียนสุพรรณภูมิ เป็นประธานเปิดโครงการฯ คณะครู นักเรียน เข้าร่วมโครงการฯ อย่างคับคั่ง

อบจ.สุพรรณบุรี จัดโครงการฝึกอบรมการดับเพลิงเบื้องต้นและซ้อมแผนอพยพหนีไฟ เยาวชนรุ่นใหม่รู้ทันอัคคีภัย

เยาวชนรุ่นใหม่รู้ทันอัคคีภัย

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์หลักคือการเตรียมความพร้อมด้านอุปกรณ์ดับเพลิงและพัฒนาบุคลากรให้มีความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ไฟไหม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นให้บุคลากรและนักเรียนตระหนักถึงอันตรายที่เกิดจากอัคคีภัย และสามารถใช้อุปกรณ์ดับเพลิงเบื้องต้นได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

เป้าหมายของโครงการ “เยาวชนรุ่นใหม่รู้ทันอัคคีภัย”

โครงการ “เยาวชนรุ่นใหม่รู้ทันอัคคีภัย” ตั้งเป้าหมายให้คณะครูและนักเรียนที่ใช้อาคารเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ:

  • เครื่องดับเพลิงเบื้องต้นและการใช้งาน
  • วิธีการดับไฟอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ
  • โครงสร้างของอาคารและระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้
  • แผนการอพยพหนีไฟและการปฏิบัติตาม

การฝึกอบรมประกอบด้วยภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับประเภทของไฟ สาเหตุของการเกิดไฟ การใช้อุปกรณ์ดับเพลิงชนิดต่างๆ อย่างถูกต้อง รวมถึงการฝึกซ้อมแผนอพยพหนีไฟ เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยกับเส้นทางและขั้นตอนการอพยพในกรณีเกิดเหตุการณ์จริง

นอกจากนี้ โครงการนี้ยังเป็นการสร้างจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อส่วนรวมให้กับเยาวชน โดยส่งเสริมให้เยาวชนเป็นส่วนหนึ่งในการป้องกันและระงับอัคคีภัยในโรงเรียนและชุมชนของตนเอง

การที่เยาวชนมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับอัคคีภัย จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง และเพิ่มความปลอดภัยให้กับชีวิตและทรัพย์สินของทุกคนในสังคม อบจ.สุพรรณบุรี จึงให้ความสำคัญกับการดำเนินโครงการ “เยาวชนรุ่นใหม่รู้ทันอัคคีภัย” อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่

การลงทุนในความรู้ด้านความปลอดภัยให้กับเยาวชนวันนี้ คือการสร้างเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งให้กับอนาคตของสังคม

ที่มา – อบจ.สุพรรณบุรี จัดโครงการฝึกอบรมการดับเพลิงเบื้องต้นและซ้อมแผนอพยพหนีไฟ “เยาวชนรุ่นใหม่รู้ทันอัคคีภัย”

สะพัด! ‘ณัฐพล’ เสียบปลัดแรงงานแทน ‘บุญสงค์’

ข่าวสะพัดวงการข้าราชการ! การโยกย้ายนายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ไปเป็นผู้ตรวจราชการพิเศษ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้สร้างความฮือฮาและเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยมีข่าวลือหนาหูว่าเต็งหนึ่งที่จะมานั่งเก้าอี้ ‘ณัฐพล’ เสียบปลัดแรงงาน คนใหม่นั้น คือ นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ซึ่งคาดว่าจะมานั่งในตำแหน่งเพื่อรอเกษียณอายุราชการที่เหลืออีก 1 ปี

สอดคล้องกับท่าทีของ นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่ระบุว่ากำลังมองหาปลัดกระทรวงคนใหม่ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของความรู้ความสามารถด้านการลงทุน เพื่อเข้ามาดูแลกองทุนประกันสังคมมูลค่ามหาศาลถึง 2.7 ล้านล้านบาท

แหล่งข่าวภายในกระทรวงแรงงานเปิดเผยว่า การย้ายนายบุญสงค์ไปยังสำนักนายกฯ นั้น มีสาเหตุจากกรณีการจัดซื้ออาคาร SKYY 9 ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีราคาสูงเกินจริง การดำเนินการดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการ “เชือดไก่ให้ลิงดู” เท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดทางให้มีการแต่งตั้ง ‘ณัฐพล’ เสียบปลัดแรงงาน คนใหม่แทนนายบุญสงค์ที่ยังเหลือวาระการทำงานอีก 1 ปีอีกด้วย น่าสังเกตว่าในสมัยที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ จากพรรคภูมิใจไทย ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ไม่มีการพิจารณาเรื่องการย้ายปลัดกระทรวงในระหว่างการสอบสวน แต่ในยุคของนายพงศ์กวิน กลับมีการเสนอให้ย้ายออกจากกระทรวง ในขณะที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งมีปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน ยังไม่มีการประชุมแม้แต่ครั้งเดียว

ที่ผ่านมา เก้าอี้ปลัดกระทรวงแรงงานมักถูกโยกย้ายโดยฝ่ายการเมือง โดยมักจะมีการนำบุคคลภายนอกเข้ามาดำรงตำแหน่ง โดยไม่ได้คำนึงถึงขวัญและกำลังใจของข้าราชการภายในกระทรวง ซึ่งหลายคนมีความรู้ความสามารถและควรได้รับโอกาสในการขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดก่อนเกษียณอายุราชการ ตัวอย่างของปลัดกระทรวงแรงงานที่มาจากภายนอก ได้แก่ นายอภัย จันทนจุลกะ จากกระทรวงมหาดไทย, นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จากกระทรวงยุติธรรม, นายสมชาย ชุ่มรัตน์ จากกระทรวงมหาดไทย, นายจรินทร์ จักกะพาก จากกระทรวงมหาดไทย และนายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม การแต่งตั้งบุคคลภายนอกให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงแรงงานในครั้งนี้ ก่อให้เกิดคำถามถึงความถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากสถานะของนายบุญสงค์ที่ถูกย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการพิเศษ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นั้น ยังถือว่าเป็นข้าราชการระดับปลัดกระทรวงอยู่หรือไม่ หากมีการแต่งตั้ง ‘ณัฐพล’ เสียบปลัดแรงงาน จริง จะส่งผลให้มีปลัดกระทรวงแรงงานถึง 2 คนในเวลาเดียวกันหรือไม่ หรือว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการเตรียมการไว้หลังจากคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีการจัดซื้ออาคาร SKYY9 สรุปผลการสอบสวน ซึ่งขณะนี้ผ่านมาแล้ว 1 เดือน จากกรอบเวลา 90 วัน แต่ยังไม่มีการประชุมของคณะกรรมการชุดดังกล่าวเลย

ประวัติโดยย่อของนายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์

สำหรับ นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ก่อนหน้านี้เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านส่งเสริมอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการ, หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม, อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม และปัจจุบันเป็นกรรมการอิสระ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)

‘ณัฐพล’ เสียบปลัดแรงงาน จริงหรือ?

จริงหรือไม่ที่ ‘ณัฐพล’ เสียบปลัดแรงงาน?

การเปลี่ยนแปลงในกระทรวงแรงงานครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองภายในและความท้าทายในการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลภาครัฐ การที่ตำแหน่งปลัดกระทรวงแรงงานถูกมองว่าเป็น “เก้าอี้ดนตรี” ที่มีการโยกย้ายบ่อยครั้ง อาจส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของข้าราชการ รวมถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงานของกระทรวงในระยะยาว การพิจารณาแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง ควรคำนึงถึงความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ และความเหมาะสม เพื่อให้สามารถนำพากระทรวงไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ได้อย่างยั่งยืน การแต่งตั้ง ‘ณัฐพล’ เสียบปลัดแรงงาน จะเป็นผลดีต่อกระทรวงแรงงานหรือไม่ ต้องติดตามดูกันต่อไป

ที่มา – สะพัด ‘เสี่ยโฟม’เด้ง ‘บุญสงค์’ ไปสำนักนายกฯ เปิดทาง ‘ณัฐพล’ รองปลัดดีอี ข้ามห้วยเสียบเก้าอี้ปลัดแรงงานเร็วๆ นี้

ฮึกเหิม! ทหารผ่านศึกรวมพลังส่งมอบกำลังใจถึงชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ที่บริเวณหน้าโรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าสมุทรสงคราม เขตเทศบาลเมืองสมุทรสงคราม เครือข่ายทหารผ่านศึกจังหวัดสมุทรสงคราม นำโดยนายพลคมสันต์พิสุทธิ์ ฮวดยินดี ประธานเครือข่ายทหารผ่านศึกจังหวัดสมุทรสงคราม และเหล่าสมาชิกอดีตทหารผ่านศึกได้ร่วมกันบริจาคสิ่งของเครื่องใช้และร่วมกันตั้งจุดรับบริจาคเครื่องอุปโภคบริโภคประเภทข้าวสาร อาหารแห้ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง นมกล่อง และกระดาษทิชชู่ รวมทั้งสิ่งของเครื่องใช้อื่นๆ โดยไม่รับเงินสด ก่อนส่งมอบผ่านโครงการสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขต จังหวัดราชบุรี และมณฑลทหารบกที่ 16 ไปช่วยเหลือและเป็นเสบียงให้กับทหารแนวหน้าชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีผู้ประกอบการร้านค้า พ่อค้า แม่ค้า ประชาชนในตลาดแม่กลอง นำสิ่งของบริจาคจำนวนมากรวมมูลค่ากว่า 1 แสนบาท

นายภาค กิจจำเนียร รองหัวหน้าโครงการสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขต จังหวัดราชบุรี ซึ่งรับผิดชอบดูแลเกี่ยวกับภารกิจสงเคราะห์ทหารผ่านศึกและอื่นๆที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ 5 จังหวัดได้แก่ สมุทรสงคราม นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ได้เป็นผู้รับมอบและนำขึ้นรถบรรทุกทหารเพื่อไปส่งต่อให้โครงการสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตจังหวัดราชบุรี และมณฑลทหารบกที่ 16 ก่อนมอบให้กับกองทัพภาคที่ 2 เพื่อนำไปแจกจ่ายถึงทหารแนวหน้าชายแดนไทย-กัมพูชา ต่อไป

นายพลคมสันต์พิสุทธิ์ กล่าวว่ากิจกรรมนี้เป็นการรวมพลังของทหารผ่านศึกในจังหวัดสมุทรสงครามซึ่งมีกว่า 2 พันนาย และโครงการสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตจังหวัดราชบุรี เพื่อเป็นกำลังใจไปยังทหารกล้าที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา แม้เหตุการณ์ขณะนี้จะสงบจากการเจรจา GBC แต่ทหารยังต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อป้องกันการรุกรานอธิปไตยดินแดนจากประเทศเพื่อนบ้านต่อไป จึงจำเป็นต้องมีเครื่องอุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอ โดยมีผู้ประกอบการร้านค้า พ่อค้า แม่ค้า ประชาชน และผู้ที่มาจับจ่ายซื้อของในตลาดแม่กลองนำสิ่งของต่างๆ มามอบให้ยังจุดรับบริจาคเป็นจำนวนมาก สิ่งของทั้งหมดมีมูลค่าประมาณกว่า 1 แสนบาท ได้นำขึ้นรถบรรทุก 6 ล้อจากมณฑลทหารบกที่ 16 จังหวัดราชบุรีที่ได้นำกำลังมาขนขึ้นรถเพื่อนำไปส่งมอบให้กองทัพภาคที่ 2 เพื่อส่งต่อไปยังทหารกล้าที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา สร้างขวัญและกำลังใจต่อไป

ทหารผ่านศึกรวมพลังส่งมอบกำลังใจถึงชายแดนไทย-กัมพูชา

โครงการ ทหารผ่านศึกรวมพลังส่งมอบกำลังใจถึงชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นโครงการที่แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความห่วงใยของคนไทยที่มีต่อทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อปกป้องประเทศชาติ การสนับสนุนและส่งกำลังใจให้แก่ทหารเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง

ความสำคัญของการส่งกำลังใจถึงชายแดนไทย-กัมพูชา

  • สร้างขวัญและกำลังใจ: การที่ทหารทราบว่ามีคนห่วงใยและสนับสนุนพวกเขา ทำให้พวกเขามีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่
  • แสดงความขอบคุณ: เป็นการแสดงความขอบคุณต่อความเสียสละของทหารที่ปกป้องประเทศชาติ
  • ส่งเสริมความสามัคคี: การร่วมมือกันสนับสนุนทหารเป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีของคนในชาติ

นอกจากสิ่งของที่บริจาคแล้ว การส่งจดหมายหรือข้อความให้กำลังใจก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้าได้เช่นกัน

การรวมพลังของทหารผ่านศึกรวมพลังส่งมอบกำลังใจถึงชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ได้เป็นเพียงแค่การบริจาคสิ่งของ แต่เป็นการแสดงออกถึงความรักชาติและความสามัคคีที่เข้มแข็ง ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและมั่นคง

ขอชื่นชมทุกภาคส่วนที่ร่วมมือกันในโครงการนี้ และขอเป็นกำลังใจให้ทหารกล้าทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อปกป้องประเทศชาติของเรา ทหารผ่านศึกรวมพลังส่งมอบกำลังใจถึงชายแดนไทย-กัมพูชา คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าคนไทยไม่เคยทอดทิ้งกัน

ที่มา – ทหารผ่านศึกรวมพลังส่งมอบกำลังใจถึงชายแดนไทย-กัมพูชา

ดาวรุ่งวัย 18 ปีโค่นโอซากะ คว้าแชมป์แคนาเดียน โอเพ่น

วิคตอเรีย เอมโบโก ดาวรุ่งวัย 18 ปี สร้างปรากฏการณ์สุดยิ่งใหญ่ คว้าแชมป์แคนาเดียน โอเพ่น ไปครองได้อย่างเหลือเชื่อ! ในศึกเทนนิสดับเบิลยูทีเอ 1000 รายการ แคนาเดียน โอเพ่น ที่นครมอนทรีออล ประเทศแคนาดา ประเภทหญิงเดี่ยว รอบชิงชนะเลิศ เอมโบโกโชว์ฟอร์มสุดร้อนแรง

ดาวรุ่งวัย 18 ปีโค่นโอซากะ คว้าแชมป์แคนาเดียน โอเพ่น

ถึงแม้จะเป็นการเข้าชิงชนะเลิศครั้งแรกในชีวิต แต่ดาวรุ่งจากแคนาดารายนี้ก็ไม่หวั่น สามารถเอาชนะ นาโอมิ โอซากะ อดีตแชมป์ 4 แกรนด์แสลมจากญี่ปุ่น ไปได้ด้วยสกอร์ 2-6, 6-4, 6-1 คว้าแชมป์แคนาเดียน โอเพ่น ไปแบบสุดเซอร์ไพรส์ หักปากกาเซียนกันไปทั้งโลก! เส้นทางของเอมโบโกเริ่มต้นฤดูกาลนี้ด้วยอันดับ 333 ของโลก แต่ด้วยความมุ่งมั่นและพัฒนาการที่รวดเร็ว ทำให้เธอไต่อันดับขึ้นมาอยู่ที่ 85 ของโลก และหลังจากการคว้าแชมป์ครั้งนี้ เธอจะก้าวกระโดดขึ้นไปรั้งอันดับ 34 ของโลกเลยทีเดียว

MONTREAL, CANADA – AUGUST 07: Victoria Mboko of Canada addresses the spectators following her victory against Naomi Osaka of Japan during the Women’s Singles Final match on day twelve of the WTA 1000 National Bank Open at IGA Stadium on August 7, 2025 in Montreal, Quebec, Canada. Minas Panagiotakis/Getty Images/AFP (Photo by Minas Panagiotakis / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / Getty Images via AFP)

เส้นทางสู่แชมป์แคนาเดียน โอเพ่นของวิคตอเรีย เอมโบโก

ชัยชนะในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการคว้าแชมป์แรกในระดับดับเบิลยูทีเอ 1000 ของเอมโบโกเท่านั้น แต่ยังเป็นการประกาศศักดาให้โลกได้รับรู้ถึงการแจ้งเกิดของดาวรุ่งพุ่งแรงคนใหม่แห่งวงการเทนนิสหญิงอีกด้วย ด้วยวัยเพียง 18 ปี และพัฒนาการที่รวดเร็ว ทำให้หลายคนจับตามองว่าเธอจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นระดับท็อปของโลกได้ในอนาคตอันใกล้นี้

ในส่วนของรายการเอทีพี โตรอนโต มาสเตอร์ส ที่นครโตรอนโต ประเภทชายเดี่ยว รอบชิงชนะเลิศ เบน เชลตัน มือวางอันดับ 4 จากสหรัฐ โชว์ฟอร์มสุดยอดสยบ คาเรน คาชานอฟ มือวางอันดับ 11 จากรัสเซีย ไปด้วยสกอร์ 6-7 (5-7), 6-4, 7-6 (7-3) เชลตัน วัย 22 ปี กลายเป็นนักเทนนิสชาวอเมริกันที่อายุน้อยที่สุดที่สามารถคว้าแชมป์เอทีพี มาสเตอร์ส 1000 นับตั้งแต่ แอนดี ร็อดดิค เคยทำได้ที่ไมอามี เมื่อปี 2004 พร้อมกันนี้ยังส่งผลให้อันดับโลกของเขาขยับจากอันดับ 7 ขึ้นไปอยู่อันดับ 6 อีกด้วย

TORONTO, ONTARIO – AUGUST 07: Ben Shelton of United States celebrates with the trophy after defeating Karen Khachanov during the Singles Final of the National Bank Open Presented by Rogers at Sobeys Stadium on August 07, 2025 in Toronto, Ontario. Matthew Stockman/Getty Images/AFP (Photo by MATTHEW STOCKMAN / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / Getty Images via AFP)

สรุปแล้ว การแข่งขันเทนนิสแคนาเดียน โอเพ่นในปีนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าประทับใจ ทั้งการแจ้งเกิดของดาวรุ่งอย่าง วิคตอเรีย เอมโบโก ที่คว้าแชมป์แคนาเดียน โอเพ่นไปครองอย่างยิ่งใหญ่ และการกลับมาของ เบน เชลตัน ที่สามารถคว้าแชมป์เอทีพี มาสเตอร์ส 1000 ได้สำเร็จ แฟนเทนนิสทั่วโลกคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่านักกีฬาเหล่านี้จะสร้างผลงานที่น่าตื่นเต้นอะไรได้อีกในอนาคต

ที่มา – ดาวรุ่งวัย18ปีโค่นโอซากะคว้าแชมป์แคนาเดียน โอเพ่น