ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ผู้นำอิสราเอลลั่น! ต้องการ “ยึดครอง” ฉนวนกาซา

สถานการณ์ในฉนวนกาซายังคงเป็นที่จับตา ล่าสุดผู้นำอิสราเอลประกาศชัดเจนถึงความตั้งใจที่จะ “ยึดครอง” ฉนวนกาซา ซึ่งสร้างความกังวลและความสงสัยให้กับนานาชาติถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของอิสราเอล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล ว่านายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล กล่าวระหว่างการให้สัมภาษณ์พิเศษกับสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ ว่าอิสราเอลมีแผน “ยึดครองฉนวนกาซาโดยสมบูรณ์” และจะมีการขอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติแผนการขยายขอบเขตของปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ ซึ่งอาจนำไปสู่การที่ทหารอิสราเอลปฏิบัติการตามเขตชุมชนของฉนวนกาซามากขึ้น เพื่อค้นหาเบาะแสเกี่ยวกับตัวประกันที่ยังคงถูกควบคุมตัวอยู่

เนทันยาฮูยืนยันว่า “เป้าหมาย” ของอิสราเอล “ไม่ใช่การปกครอง” แบบที่ส่งทหารเข้าไปในพื้นที่หลังชนะสงครามหกวัน เมื่อปี 2510 แล้วถอนทหารออกไปเมื่อปี 2548 แต่เป็น “การล้อมวงด้านความมั่นคง” เพื่อความปลอดภัยของอิสราเอลเท่านั้น

ขณะเดียวกัน เนทันยาฮูยืนยันว่า จะมีการส่งมอบฉนวนกาซาให้แก่กองกำลังของกลุ่มประเทศอาหรับ “เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม” เพื่อจัดการบริหารและปกครองที่เหมาะสมให้แก่ประชาชนในพื้นที่ และเน้นว่า กลุ่มฮามาส “ต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด”

อย่างไรก็ตาม มีการวิเคราะห์จากหลายฝ่ายทั้งในอิสราเอลและต่างประเทศ ว่าการที่เนทันยาฮูมองว่า วิธีนี้คือ “วิธีเดียว” ในการทำลายกลุ่มฮามาส และช่วยเหลือตัวประกันที่เหลืออยู่ทั้งหมด เนื่องจากการเจรจารอบใหม่ยังแทบไม่คืบหน้า และอิสราเอลกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากนานาประเทศ ให้เร่งยุติสงคราม และเพิ่มการส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้แก่ประชาชนในฉนวนกาซาด้วย

ผู้นำอิสราเอลลั่นต้องการ “ยึดครอง” ฉนวนกาซา

“ยึดครอง” ไม่ใช่ “ปกครอง”: ความแตกต่างที่สำคัญ

คำกล่าวของเนทันยาฮูที่เน้นย้ำว่าเป็นการ “ยึดครอง” ไม่ใช่ “ปกครอง” สร้างความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ การ “ปกครอง” มักหมายถึงการเข้าไปบริหารจัดการและดูแลพื้นที่นั้นๆ ในขณะที่ “การยึดครอง” เน้นที่การควบคุมทางทหารและความมั่นคง โดยไม่ได้มีพันธะในการดูแลความเป็นอยู่ของประชากรอย่างเต็มที่

ท่าทีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของอิสราเอลในการกำจัดภัยคุกคามจากกลุ่มฮามาสอย่างเด็ดขาด แม้จะต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติก็ตาม การ “ยึดครองฉนวนกาซา” จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่อิสราเอลเชื่อว่าจะสามารถสร้างความมั่นคงและป้องกันการโจมตีในอนาคตได้

อย่างไรก็ตาม แผนการนี้ก็เต็มไปด้วยความท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นการต่อต้านจากกลุ่มฮามาส การบริหารจัดการพื้นที่หลังการยึดครอง และการดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา ซึ่งเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง

นานาชาติยังคงจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายอดทนอดกลั้นและหาทางออกทางการเมืองเพื่อยุติความขัดแย้งอย่างยั่งยืน การแก้ไขปัญหาฉนวนกาซาจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการทหาร แต่ต้องคำนึงถึงมิติทางด้านมนุษยธรรมและการเมืองควบคู่กันไปด้วย

อนาคตของฉนวนกาซาจะเป็นอย่างไรต่อไป? และการ “ยึดครอง” จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนได้จริงหรือไม่? เป็นคำถามที่ยังไม่มีใครสามารถตอบได้อย่างชัดเจน

ที่มา – ผู้นำอิสราเอลลั่นต้องการ “ยึดครอง” ไม่ใช่ “ปกครอง” ฉนวนกาซา

ทรัมป์พร้อมพบปูติน ยันไม่จำเป็นต้องเจอเซเลนสกี

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า เขามีแผนที่จะพบหารือกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย “ภายในอีกไม่กี่วันข้างหน้า” โดยจะมีการกำหนด “เส้นตาย” ที่ทรัมป์ต้องการให้อีกฝ่ายยุติสงครามในยูเครน อย่างไรก็ตาม ทรัมป์กล่าวว่า “เรื่องนั้นขึ้นอยู่กับปูติน” และเขา “จะรอฟังและรอดูท่าทีของผู้นำรัสเซียในเรื่องนี้ก่อน”

ที่น่าสนใจคือ ทรัมป์แสดงความพร้อมที่จะพบหารือกับปูติน แม้ว่าผู้นำรัสเซียไม่ได้พบหารือกับประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน โดยทรัมป์กล่าวว่า “ไม่จำเป็น” ที่ผู้นำรัสเซียต้องเจอกับผู้นำยูเครน ในขณะที่เซเลนสกียังคงยืนกรานว่า ตนเอง “ต้องมีส่วนร่วม” ในการพบกันระหว่างทรัมป์กับปูตินในครั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตของการเจรจาสันติภาพ

ทรัมป์พร้อมพบปูติน ยันไม่จำเป็นต้องเจอเซเลนสกี

หากการพบหารือระหว่างทรัมป์กับปูตินเกิดขึ้นจริง จะเป็นครั้งแรกที่ผู้นำสหรัฐในตำแหน่งได้พบหน้ากับผู้นำรัสเซีย นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน และผู้นำรัสเซีย ประชุมร่วมกันที่เมืองเจนีวาของสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปี 2564 ส่วนทรัมป์พบหน้ากับปูตินครั้งล่าสุด ระหว่างการประชุมกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 แห่ง หรือ จี20 ที่เมืองโอซากาของญี่ปุ่น เมื่อปี 2562 การกลับมาพบกันอีกครั้งของสองผู้นำโลกจึงเป็นที่จับตามองอย่างยิ่ง

ด้านนายยูริ อูชาคอฟ ที่ปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศของผู้นำรัสเซีย กล่าวว่า การพบหารือระหว่างทรัมป์กับปูตินจะเกิดขึ้น “ในสัปดาห์หน้า” โดยผู้นำรัสเซียมองว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เป็นสถานที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวในทำเนียบขาวกล่าวว่า การพบหารืออาจเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า แต่ยังไม่มีการตกลงกันเกี่ยวกับสถานที่

ทำไมทรัมป์ถึงบอกว่า ปูติน “ไม่จำเป็น” ต้องเจอกับเซเลนสกี?

การที่ทรัมป์ออกมากล่าวว่าปูติน “ไม่จำเป็น” ต้องเจอกับเซเลนสกี สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย เนื่องจากที่ผ่านมา การเจรจาเพื่อแก้ไขความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนมักเกิดขึ้นโดยมีตัวแทนจากทั้งสองฝ่ายเข้าร่วม อย่างไรก็ตาม ทรัมป์อาจมองว่าการพบปะโดยตรงกับปูติน จะเป็นช่องทางที่ทำให้เขาสามารถโน้มน้าวให้รัสเซียยุติสงครามได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การที่ทรัมป์ให้ความสำคัญกับการพบปะกับปูตินโดยไม่จำเป็นต้องมีเซเลนสกี อาจสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวที่แนบแน่นระหว่างทรัมป์และปูติน ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม วิธีการดังกล่าวอาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการมองข้ามบทบาทของยูเครนในฐานะคู่ขัดแย้งโดยตรง

การที่ทรัมป์ออกมาแสดงท่าทีเช่นนี้ บ่งชี้ว่าหากเขาได้รับเลือกกลับมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกครั้ง นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่มีต่อรัสเซียและยูเครนอาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในยุโรปตะวันออกอย่างแน่นอน

การพบหารือที่อาจเกิดขึ้นระหว่างทรัมป์และปูติน ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากผลลัพธ์ของการเจรจาอาจมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่ออนาคตของยูเครนและระเบียบโลก การที่ทรัมป์พร้อมพบปูติน ยันไม่จำเป็นต้องเจอเซเลนสกี กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความไม่แน่นอนครั้งใหม่ และเป็นสิ่งที่ประชาคมโลกต้องจับตามองด้วยความระมัดระวัง

สิ่งที่น่าสนใจคือ: ท่าทีที่เปลี่ยนไปของทรัมป์อาจสะท้อนถึงยุทธศาสตร์ใหม่ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งหรือไม่? และหากการพบปะเกิดขึ้นจริง จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ความขัดแย้งในยูเครนอย่างไร?

ที่มา – ทรัมป์พร้อมพบปูติน ยืนยันผู้นำรัสเซีย “ไม่จำเป็น” ต้องเจอกับเซเลนสกี

บุกจับผับเถื่อนรังสิต นักเที่ยว 380 คน ฉี่ม่วง 173

เมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 8 ส.ค. นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายเรืองลักษณ์ เรืองยังมี ผอ.สำนักการสอบสวนและนิติการ ว่าที่ร้อยตรี ธีระพล โชคนำชัย นายอำเภอธัญบุรี พ.ต.อ.ปริญญา ทองมา ผกก.สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ พร้อมชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครองเข้าทำการปิดล้อมตรวจค้น SKIN PUB RANGSIT ซอยรังสิต-นครนายก 21 ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี

เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึงพบด้านในมีการเปิดเพลงโดยมีนักท่องเที่ยวชายหญิงประมาณ 380 คน ระหว่างเต้นกินรำกินกันอย่างเมามัน เจ้าหน้าที่จึงสั่งให้นักดนตรีหยุดเล่นและเปิดไฟ เพื่อทำการตรวจค้นสิ่งของผิดกฎหมาย รวมทั้งตรวจหายาเสพติด ทำการตรวจปัสสาวะนักท่องเที่ยว พนักงานร้านและการ์ดของทางร้านทั้งหมด โดยเบื้องต้นพบยาเสพติดหลายชนิดร่วงอยู่ที่พื้นเจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐานและมีการใช้ชุดตรวจตรวจสอบเบื้องต้น จากการตรวจปัสสาวะเบื้องต้นพบผู้ที่มาเที่ยวมีปัสสาวะม่วงชายหญิงรวม 173 คนทั้งหมดจะถูกส่งตัวไปดำเนินคดี/บำบัดรักษาตามกระบวนการของกฎหมายต่อ

นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง เปิดเผยว่า ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง สำนักการสอบสวนและนิติการ ร่วมกับทางฝ่ายปกครองจังหวัดปทุมธานี ฝ่ายปกครองอำเภอและตำรวจสภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ได้ร่วมกันเข้าตรวจสอบค้น Skin Pub ตามที่ได้รับร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรมของกระทรวงมหาดไทยว่าที่ร้านแห่งนี้มีการเสพยาเสพติดกันภายในร้าน และเป็นผับเถื่อนที่ไม่ได้รับอนุญาติตามกฏหมายหรือผับเถื่อน พนักงานฝ่ายปกครองจึงได้จับกุมผู้จัดการร้าน เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาใน 4 ฐานความผิด ได้แก่ 1.ตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต 2.จำหน่ายสุราเกินกว่าเวลาที่กฎหมายกำหนด 3. จำหน่ายสุราให้กับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี 4.ยุยงส่งเสริมให้เด็กประพฤติตนไม่เหมาะสม นอกจากนี้การปล่อยปละละเลยให้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในร้านเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. จึงเสนอให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจตามคำสั่ง สั่งปิดสถานบริการแห่งนี้เป็นเวลา 5 ปี

สำหรับการดำเนินการในครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีนายภูมิธรรม เวชยชัย. รองนายกรัฐมนตรีไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่ได้มอบไว้ให้กับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมการปกครอง ได้สั่งการให้ออกดำเนินการโดยด่วนเพื่อสนองนโยบายของนายภูมิธรรม เวชยชัย.

บุกจับผับเถื่อนรังสิต ผับเถื่อนกลางดึก นักเที่ยว 380 คน ฉี่ม่วง 173 ราย

การบุกจับผับเถื่อนครั้งนี้ ถือเป็นปฏิบัติการสำคัญในการปราบปรามสถานบันเทิงผิดกฎหมายในพื้นที่รังสิตและจังหวัดปทุมธานี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการลักลอบเปิดสถานบันเทิงที่ไม่ได้รับอนุญาต และการปล่อยปละละเลยให้มีการใช้ยาเสพติดในสถานบันเทิง

รายละเอียดการบุกจับผับเถื่อนรังสิต

  • สถานที่: SKIN PUB RANGSIT ซอยรังสิต-นครนายก 21 ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี
  • จำนวนนักเที่ยว: ประมาณ 380 คน
  • ผลการตรวจปัสสาวะ: พบนักเที่ยวปัสสาวะม่วง 173 คน (ชาย/หญิง)
  • ข้อหาของผู้จัดการร้าน:
    • ตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต
    • จำหน่ายสุราเกินกว่าเวลาที่กฎหมายกำหนด
    • จำหน่ายสุราให้กับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี
    • ยุยงส่งเสริมให้เด็กประพฤติตนไม่เหมาะสม
  • มาตรการ: เสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีสั่งปิดสถานบริการเป็นเวลา 5 ปี

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ประกอบการสถานบันเทิงตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด การปล่อยปละละเลยให้มีการกระทำผิดในสถานบันเทิง ไม่เพียงแต่จะนำมาซึ่งบทลงโทษทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของธุรกิจอีกด้วย

นอกจากนี้ ผู้ที่ใช้บริการสถานบันเทิงก็ควรมีความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่

การบุกจับผับเถื่อนครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และเป็นสัญญาณเตือนให้ผู้ที่คิดจะกระทำผิดกฎหมายต้องได้รับผลกรรมที่ตามมา

ที่มา – บุกจับผับเถื่อนรังสิต ผับเถื่อนกลางดึก นักเที่ยว 380 คน ฉี่ม่วง 173 ราย

รวบเอเย่นต์ค้ายาบ้า ระนอง สั่ง ‘บังรอน’

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. พ.อ.อภิชัย เรืองฤทธิ์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 25 ได้รับรายงานจาก ทหารร้อย ร.2521 ประจำจุดตรวจศิลาสลัก สนธิกำลังร่วมกับ ตำรวจ และฝ่ายปกครองอำเภอกระบุรี เข้าทำการเรียกตรวจค้น รถกระบะตอนเดียว ยี่ห้อ โตโยต้า วีโก้ สี บรอนเงิน ทะเบียน ชุมพร

ขณะกำลังมุ่งหน้าเข้า จ.ระนอง และพบชาย อายุ 22 ปี ซึ่งนั่งมาข้างคนขับมีอาการพิรุธ จึงทำการตรวจค้นในกระเป๋าเดินทางสีดำ ซึ่งอยู่หลังรถกระบะ ก่อนพบยาบ้าจำนวน 30 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ โดยรับสารภาพเป็นยาเสพติดของตน พร้อมนำพาตรวจค้นบ้านพัก ในพื้นที่ อ.กระบุรี พบยาบ้าอีก จำนวน 4,018 เม็ด และอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ จำนวน 2 กระบอก

พร้อมขยายผล ไปยังต้นทางที่มีการสั่งยาบ้า พบต้นทางคือ “บังรอน” ก่อนจะมีการนัดหมาย โดย “บังรอน” ให้ลูกน้องมาส่งของกลาง ยาบ้าจำนวน 2 มัด โดยวางบริเวณโคนเสาป้ายบอกชื่อหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบ ไม่พบตัวผู้นำส่งยา สามารถตรวจยึดยาบ้าได้ จำนวน 4,002 เม็ด รวมยาบ้าทั้งสิ้น จำนวน 8,050 เม็ด

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมกำลังอยู่ในระหว่างขยายผลเครือข่าย “บังรอน” หรือ นายสุรชัย เงินทองฟู อดีตพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ของประเทศไทย ที่หายตัวไปบริเวณตะเข็บชายแดนไทย-เมียนมา มาร่วม 27 ปี.

รวบเอเย่นต์ค้ายาบ้าในพื้นที่ จ.ระนอง อึ้งโทรฯสั่งซื้อกับ ‘บังรอน’ โดยตรง

ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการจับกุมครั้งใหญ่ในพื้นที่จังหวัดระนอง โดยเจ้าหน้าที่สามารถรวบเอเย่นต์ค้ายาบ้าในพื้นที่ จ.ระนอง อึ้งโทรฯสั่งซื้อกับ ‘บังรอน’ โดยตรง ซึ่งเป็นเครือข่ายยาเสพติดรายสำคัญ การจับกุมนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่

การขยายผลไปยังเครือข่าย “บังรอน” ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญอีกขั้นหนึ่ง เนื่องจาก “บังรอน” เป็นอดีตพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่หลบหนีไปนาน การที่เจ้าหน้าที่สามารถเชื่อมโยงผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมไปยัง “บังรอน” ได้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของเครือข่ายยาเสพติดและการทำงานอย่างต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่ในการติดตามจับกุม

รายละเอียดการจับกุมเอเย่นต์ค้ายาบ้าในพื้นที่ จ.ระนอง

  • วันที่: 8 สิงหาคม
  • สถานที่: จุดตรวจศิลาสลัก, อ.กระบุรี จ.ระนอง
  • ผู้ต้องหา: ชายอายุ 22 ปี
  • ของกลาง: ยาบ้า 8,050 เม็ด, อาวุธปืนไทยประดิษฐ์ 2 กระบอก

การจับกุมเกิดขึ้นจากการสนธิกำลังระหว่างทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ในการแก้ไขปัญหายาเสพติด การตรวจค้นรถกระบะและการพบยาบ้าในกระเป๋าเดินทางของผู้ต้องหา แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการซุกซ่อนยาเสพติด แต่เจ้าหน้าที่ก็สามารถตรวจพบได้

การขยายผลไปยังบ้านพักของผู้ต้องหาและการพบยาบ้าเพิ่มเติม แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของผู้ต้องหากับเครือข่ายยาเสพติดที่ใหญ่กว่า การที่ผู้ต้องหารับสารภาพว่าเป็นเจ้าของยาเสพติด ทำให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างรวดเร็ว

รวบเอเย่นต์ค้ายาบ้าในพื้นที่ จ.ระนอง อึ้งโทรฯสั่งซื้อกับ ‘บังรอน’ โดยตรง ถือเป็นข่าวที่น่าสนใจและแสดงให้เห็นถึงปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดในพื้นที่ การที่ผู้ต้องหาสั่งซื้อยาบ้าโดยตรงกับ “บังรอน” แสดงให้เห็นถึงความใกล้ชิดระหว่างผู้ค้ารายย่อยและผู้ค้ารายใหญ่ การจับกุมครั้งนี้อาจนำไปสู่การขยายผลไปยังเครือข่ายยาเสพติดที่ใหญ่กว่าและนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิดเพิ่มเติม

ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการแก้ไข การจับกุมผู้ค้ายาเสพติดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา การป้องกันและบำบัดผู้ติดยาเสพติดก็มีความสำคัญเช่นกัน นอกจากนี้ การสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและการสร้างโอกาสให้กับเยาวชน ก็เป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันไม่ให้เยาวชนเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

การที่เจ้าหน้าที่กำลังขยายผลเครือข่าย “บังรอน” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง การติดตามจับกุม “บังรอน” ซึ่งเป็นอดีตพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ ถือเป็นเป้าหมายที่สำคัญอย่างยิ่ง การจับกุม “บังรอน” จะเป็นการทำลายเครือข่ายยาเสพติดที่สำคัญและจะส่งผลกระทบต่อการค้ายาเสพติดในพื้นที่

ถึงแม้การจับกุมครั้งนี้จะเป็นความสำเร็จที่สำคัญ แต่ก็ยังคงมีงานอีกมากที่ต้องทำในการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน การทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนและการมีนโยบายที่ชัดเจน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้หมดไปจากสังคมไทย

การที่เอเย่นต์รวบเอเย่นต์ค้ายาบ้าในพื้นที่ จ.ระนอง อึ้งโทรฯสั่งซื้อกับ ‘บังรอน’ โดยตรงนั้น แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่ การตัดวงจรนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ

ที่มา – รวบเอเย่นต์ค้ายาบ้าในพื้นที่ จ.ระนอง อึ้งโทรฯสั่งซื้อกับ ‘บังรอน’ โดยตรง

ยุโรปถกคาร์บอน เกษตรไทยต้องเร่งปรับตัว!!

CBAM มีจุดประสงค์เพื่อป้องกัน Carbon Leakage หรือการย้ายฐานการผลิตจากยุโรปไปยังประเทศที่มีมาตรการสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดน้อยกว่า และยังเป็นเครื่องมือปกป้องผู้ผลิตในยุโรปไม่ให้เสียเปรียบด้านการแข่งขัน ตลอดจนส่งสัญญาณกดดันให้ประเทศคู่ค้ายกระดับนโยบายสิ่งแวดล้อมของตัวเอง กลายเป็นสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า “Brussels Effect”

ในระยะแรก CBAM ครอบคลุมสินค้านำเข้าเพียง 6 กลุ่ม ได้แก่ เหล็ก อะลูมิเนียม ซีเมนต์, ปุ๋ยไนโตรเจน ไฟฟ้า และไฮโดรเจน ผู้นำเข้าต้องซื้อ ใบรับรองคาร์บอน (CBAM Certificates) ตามปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ฝังอยู่ในสินค้านำเข้า โดยมีราคาผูกกับตลาดคาร์บอนของสหภาพยุโรป (EU ETS) ซึ่งหมายความว่ายิ่งประเทศผู้ส่งออกปล่อยคาร์บอนสูงเท่าไร ต้นทุนการส่งออกเข้าสู่ยุโรปก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย

แม้ในปัจจุบัน CBAM จะเน้นไปที่ภาคอุตสาหกรรมหนักเป็นหลัก แต่สัญญาณใหม่กำลังเกิดขึ้นในยุโรปเมื่อสภายุโรปมีการพูดคุยเกี่ยวกับตลาดซื้อขายคาร์บอนในภาคเกษตร (Agricultural Emissions Trading System: AgETS)

ยุโรปเริ่มถกเรื่องตลาดคาร์บอนภาคเกษตร: สัญญาณเตือนล่วงหน้า

ภาคเกษตรเป็นหนึ่งในตัวการสำคัญที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะมีเทน (CH4) จากปศุสัตว์ และ ไนตรัสออกไซด์ (N2O) จากปุ๋ยเคมี แต่ที่ผ่านมาภาคเกษตรยุโรปยังไม่ถูกเก็บคาร์บอนราคาเต็มเหมือนภาคอุตสาหกรรม ในปี 2023 รัฐสภายุโรปและคณะกรรมาธิการยุโรปเริ่มหารืออย่างจริงจังเกี่ยวกับการออกแบบ ตลาดซื้อขายคาร์บอนในภาคเกษตร (AgETS) ซึ่งจะเริ่มการสร้างระบบเพื่อวัดการปล่อยคาร์บอนจากฟาร์มทั้งขนาดเล็กและใหญ่

โดยรายงานของรัฐสภายุโรปในเรื่องนี้มีข้อถกเถียงเกี่ยวกับตลาดซื้อขายคาร์บอนในภาคเกษตรที่น่าสนใจ 3 เรื่องคือ

1. จะกำหนดให้เกษตรกรจ่ายคาร์บอนโดยตรง (On-farm ETS) หรือจะเก็บจากโรงงานปุ๋ยและอาหารสัตว์ (Upstream ETS) และโรงงานแปรรูปเนื้อและนม (Downstream ETS)

2. จะทำอย่างไรให้เกษตรกรขนาดเล็กไม่เสียเปรียบ และสามารถเข้าถึงประโยชน์จากการขายเครดิตคาร์บอน

3. จะลดความเสี่ยง Carbon Leakage เชิงสินค้าเกษตรได้อย่างไร หากยุโรปผลิตน้อยลงแต่โลกยังบริโภคเท่าเดิม

เหตุที่เรื่องนี้น่าสนใจเพราะการผลักดัน AgETS คือ จุดเริ่มต้นสำคัญก่อนขยาย CBAM สู่ภาคเกษตร เพราะเมื่อยุโรปตั้งราคาคาร์บอนในประเทศได้อย่างเป็นระบบ ก็มีแนวโน้มสูงที่จะใช้ CBAM ครอบคลุมสินค้าจากต่างประเทศ เพื่อให้เกิดสนามแข่งขันที่เท่าเทียมเพื่อปกป้องเกษตรก่อนในกลุ่มของตัวเอง

หาก CBAM ขยายสู่ภาคเกษตร ไทยจะได้รับผลกระทบอย่างไร

แน่นอนว่าหากสหภาพยุโรปขยาย CBAM มาสู่สินค้าเกษตรจริงในอนาคต ผลกระทบต่อไทยจะเกิดขึ้นทันที เพราะไทยคือผู้ส่งออกอาหารรายสำคัญไปยังยุโรป ไม่ว่าจะเป็นเนื้อไก่แปรรูป ข้าว กุ้งแช่แข็ง ผลไม้ และน้ำมันปาล์ม สินค้าเหล่านี้มีห่วงโซ่การผลิตที่ยังปล่อยคาร์บอนสูง โดยเฉพาะจากการใช้ปุ๋ยเคมีและการเลี้ยงปศุสัตว์ ฉะนั้นหาก CBAM ขยายมาครอบคลุมสินค้ากลุ่มนี้ ผลกระทบจะเกิดขึ้นในหลายระดับพร้อมกัน

ผลกระทบแรกคือต้นทุนการส่งออกสูงขึ้น เพราะผู้นำเข้าต้องซื้อใบรับรองคาร์บอนตามรอยเท้าคาร์บอนของสินค้า หากสินค้าไทยปล่อยคาร์บอนสูงกว่าคู่แข่ง ราคาขายจะเสียเปรียบทันที ผลกระทบต่อมาคือ ความเสี่ยงเสียส่วนแบ่งตลาดยุโรป หากประเทศคู่แข่งลดคาร์บอนได้ก่อน สินค้าของประเทศเหล่านั้นจะได้เปรียบด้านราคาและภาพลักษณ์ในทันที ขณะที่ผู้ส่งออกไทยอาจถูกแทนที่อย่างช้าๆ และที่สำคัญกว่านั้นคือ โอกาสเกิดแรงกดดันต่อทั้งห่วงโซ่เกษตรของไทย ตั้งแต่เกษตรกรรายย่อย โรงงานแปรรูป จนถึงผู้ส่งออก ทุกฝ่ายต้องเริ่มเก็บข้อมูลรอยเท้าคาร์บอนและปรับกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หากปรับตัวไม่ทัน ไทยอาจสูญเสียความสามารถแข่งขันในตลาดที่มีมูลค่าสูงอย่างยุโรปได้

ในภาพรวม หาก CBAM ขยายสู่ภาคเกษตร ผลกระทบต่อประเทศไทยจะไม่ใช่เพียงเรื่องของต้นทุนส่งออกที่เพิ่มขึ้น แต่ยังหมายถึงแรงกดดันให้ทั้งระบบการผลิตอาหารต้องเปลี่ยนแปลง ไทยจะต้องก้าวเข้าสู่ยุคที่ “คาร์บอนคือค่าใช้จ่าย” อย่างเต็มตัว การชะลอการปรับตัวอาจทำให้ไทยสูญเสียความได้เปรียบทางการค้า และเปิดโอกาสให้ประเทศคู่แข่งที่พร้อมกว่าแย่งชิงตลาดสำคัญไป

ถึงเวลาภาคเกษตรไทยต้องเร่งปรับตัว

สัญญาณจากสหภาพยุโรปชัดเจนว่า โลกการค้ากำลังเดินเข้าสู่ยุคที่คาร์บอนกลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจสำคัญ และไม่ใช่เพียงอุตสาหกรรมหนักเท่านั้นที่ต้องเผชิญแรงกดดัน หากมาตรการ CBAM ขยายสู่ภาคเกษตร ภาคเกษตรไทยซึ่งพึ่งพาตลาดส่งออกและห่วงโซ่การผลิตแบบดั้งเดิมจะเผชิญความท้าทายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การปรับตัวจึงต้องเริ่มทันทีและต้องทำทั้งระบบ โดยอาจมีประเด็นพิจารณาดังนี้

1. สร้างตลาดคาร์บอนในประเทศให้เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะการพัฒนา Emissions Trading System (ETS) ภายในประเทศ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยมีเวทีซื้อขายและปรับตัวก่อนเผชิญ CBAM และสนับสนุนให้เกษตรกรและโรงงานสามารถขายคาร์บอนเครดิตจากการลดการปล่อย เป็นรายได้เสริมได้

2. ผลักดันกฎหมายด้านสภาพภูมิอากาศให้มีผลบังคับใช้ โดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. … ภายใต้มาตรา 9 ที่เปิดทางสู่การใช้ ETS และมาตรการกำหนดราคาคาร์บอน หากกฎหมายนี้เกิดขึ้นจริง จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้าง ความโปร่งใสด้านคาร์บอนฟุตพรินต์ และลดความเสี่ยงทางการค้า

3. ลงทุนในเทคโนโลยีและระบบตรวจสอบคาร์บอน (MRV) โดยมีการเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่ฟาร์มถึงโรงงาน เพื่อเตรียมพร้อมต่อการตรวจสอบจากต่างประเทศ และสนับสนุนเทคโนโลยี การผลิตคาร์บอนต่ำ เช่น ปุ๋ยชีวภาพ ระบบจัดการมูลสัตว์ และพลังงานหมุนเวียนในโรงงาน

บทสรุป : การแข่งขันยุคใหม่คือการแข่งขันด้านคาร์บอน

CBAM ของยุโรปไม่ใช่เพียงมาตรการภาษีการค้า แต่คือ สัญญาณเตือนว่าคาร์บอนกำลังกลายเป็นตัวชี้ขาดทางเศรษฐกิจ หากไทยปรับตัวช้า สินค้าเกษตรและอาหารอาจสูญเสียความสามารถแข่งขัน และถูกกีดกันทางการค้าด้วยต้นทุนคาร์บอนที่สูงขึ้น ในทางกลับกัน หากประเทศไทยสามารถสร้างตลาดคาร์บอนและระบบ ETS ที่เข้มแข็ง และผลักดันกฎหมายสภาพภูมิอากาศให้บังคับใช้ได้จริง เราจะไม่เพียงลดความเสี่ยง แต่ยังสามารถแปลงคาร์บอนต่ำเป็นจุดขายในตลาดโลก เพราะในยุคที่สังคมโลกกำลังจับตาเรื่องสภาพภูมิอากาศ ผู้ที่ลดคาร์บอนได้ก่อนคือผู้ชนะในสนามการค้าใหม่.

เมื่อ ‘ยุโรป’ ถกเถียงตลาดซื้อขายคาร์บอนถึงเวลาเกษตรไทยต้องเร่งปรับตัว!!

ทำไมเกษตรไทยต้องเร่งปรับตัว?

เพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการกำหนดมาตรการทางการค้าที่เกี่ยวข้องกับคาร์บอนกำลังจะส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การปรับตัวจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสใหม่ๆ ในตลาดโลก หากเกษตรไทยยังไม่เร่งปรับตัว เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยอาจสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงตลาดยุโรปได้

ที่มา – เมื่อ ‘ยุโรป’ ถกเถียงตลาดซื้อขายคาร์บอนถึงเวลาเกษตรไทยต้องเร่งปรับตัว!!

สิริพงศ์ชี้ ปัญหาเบิกจ่ายงบอุบลฯ ล่าช้า

จากกรณีมีคำสั่งย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี จากปัญหาการเบิกจ่ายงบเยียวยาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ที่กมธ.การปกครองตรวจสอบแล้วพบว่ามีการเบิกไปเพียง 55,000 บาท

เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวสะท้อนถึงความหย่อนยานในการบริหารราชการแผ่นดิน อันเกิดจากการที่รัฐมนตรีผู้กำกับดูแลไม่ได้ลงพื้นที่และไม่ติดตามงานจึงไม่รู้ว่ามีปัญหาอยู่

“ผมเคยทำงานในกระทรวงศึกษาธิการ เข้าใจดีว่าโดยปกติการเบิกงบประมาณมักจะล่าช้า แต่หน้าที่ของฝ่ายการเมืองคือการติดตามตรวจสอบข้อมูลเพื่อให้เกิดการเบิกจ่ายที่มีประสิทธิภาพ ถ้าแค่ถาม ข้าราชการมักจะไม่กล้าบอกว่ามีปัญหา เพราะมันเชื่อมโยงกับผลงาน ถ้าไม่มีใครลงไปดู ก็ไม่มีใครรู้ว่ามันติดขัดตรงไหน” นายสิริพงศ์ กล่าว

นายสิริพงศ์ ได้ยกตัวอย่างกรณี สส. พรรคภูมิใจไทย ที่ลงพื้นที่พูดคุยกับส่วนราชการ นายอำเภอและผู้ว่าราชการในหลายจังหวัด รวมถึงให้ข้อเสนอแนะ ในประเด็นการเบิกจ่ายงบประมาณ จึงทำให้มีการเบิกจ่ายที่ดีขึ้น ซึ่งในกรณีของจังหวัดอุบลราชธานี ท่านผู้ว่าฯ ขาดความเข้าใจ เพราะศูนย์ดูแลผู้อพยพตั้งอยู่นอกพื้นที่ฉุกเฉิน จึงเกรงว่าการใช้เงินอาจผิดระเบียบ

“ผู้ว่าฯ ท่านทำงาน แต่มีความกังวลในหลักเกณฑ์การใช้เงิน ซึ่งหากรัฐมนตรีเจ้าสังกัดลงพื้นที่ สร้างความเข้าใจ ช่วยทบทวนขั้นตอนที่ไม่จำเป็นและออกประกาศพร้อมคู่มือกำกับเหมือนตอนผมอยู่กระทรวงศึกษา ก็จะไม่มีปัญหา แต่นี่ทั้งๆที่สส.เอาปัญหามาบอกผ่านกระทู้แล้ว กลับไม่เชื่อ โทรถามผู้ว่าฯกลางสภา มันไม่ใช่วิธีแก้ไขปัญหา สุดท้ายก็อย่างที่เห็น” นายสิริพงศ์ กล่าว

นายสิริพงศ์ ยังกล่าวถึงกระแสข่าวที่พยายามโยงว่าเป็นเพราะมีการแต่งตั้งผู้ว่าฯมาไม่ดี โดยกล่าวว่า การแต่งตั้งผู้ว่าฯนั้นเสนอโดยปลัดและต้องผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี มีนายกรัฐมนตรีร่วมพิจารณา และน.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวานิชย์ ก็เป็น รมช.มหาดไทยแล้วในตอนนั้น ถ้าคิดว่าเป็นปัญหา ท่านจะรับผิดชอบอย่างไร

“ผมว่าท่านควรตระหนักว่าปัญหาเกิดจากอะไรเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำอีก มากกว่าจะหาข้อแก้ตัว” นายสิริพงศ์ กล่าว.

‘สิริพงศ์’ชี้ปัญหาเบิกจ่ายงบช่วยศูนย์อพยพ ‘อุบลฯ’รมต.ไม่ติดตามงานทำให้เกิดความล่าช้า

จากกรณีที่นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณช่วยเหลือศูนย์อพยพในจังหวัดอุบลราชธานีนั้น ได้จุดประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการและการกำกับดูแลจากภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง การที่รัฐมนตรีไม่ลงพื้นที่ติดตามงานอย่างใกล้ชิด ทำให้อาจไม่ทราบถึงปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการเบิกจ่ายงบประมาณ

ความสำคัญของการติดตามงานจากรัฐมนตรี

นายสิริพงศ์ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการที่รัฐมนตรีต้องลงพื้นที่เพื่อติดตามงานด้วยตนเอง การสอบถามข้อมูลจากข้าราชการเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะข้าราชการอาจไม่กล้าเปิดเผยปัญหาที่แท้จริงเนื่องจากเกี่ยวข้องกับผลงานของตนเอง การลงพื้นที่ตรวจสอบจะช่วยให้รัฐมนตรีได้เห็นสภาพปัญหาจริงและสามารถแก้ไขได้อย่างตรงจุด นอกจากนี้ การที่รัฐมนตรีลงมาให้ความช่วยเหลือและให้คำแนะนำ จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอีกด้วย

ปัญหาการเบิกจ่ายงบประมาณในอุบลราชธานี

ในกรณีของจังหวัดอุบลราชธานี นายสิริพงศ์กล่าวว่าผู้ว่าราชการจังหวัดมีความกังวลเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การใช้เงิน เนื่องจากศูนย์ดูแลผู้อพยพตั้งอยู่นอกพื้นที่ฉุกเฉิน ทำให้เกรงว่าการใช้เงินอาจผิดระเบียบ หากรัฐมนตรีเจ้าสังกัดลงพื้นที่สร้างความเข้าใจและช่วยทบทวนขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ แต่ในกรณีนี้ ส.ส. ได้นำปัญหามาบอกแล้ว แต่กลับไม่ได้รับความเชื่อถือและไม่ได้มีการแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที

ข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหา

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเช่นนี้อีกในอนาคต นายสิริพงศ์เสนอว่ารัฐมนตรีควรตระหนักถึงสาเหตุของปัญหาและให้ความสำคัญกับการติดตามงานอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ควรมีการทบทวนขั้นตอนการเบิกจ่ายงบประมาณให้มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการออกคู่มือกำกับที่ชัดเจนเพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ

สรุป: ปัญหา ‘สิริพงศ์’ชี้ปัญหาเบิกจ่ายงบช่วยศูนย์อพยพ ‘อุบลฯ’รมต.ไม่ติดตามงานทำให้เกิดความล่าช้า สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการกำกับดูแลและติดตามงานจากรัฐมนตรี การแก้ไขปัญหา ‘สิริพงศ์’ชี้ปัญหาเบิกจ่ายงบช่วยศูนย์อพยพ ‘อุบลฯ’รมต.ไม่ติดตามงานทำให้เกิดความล่าช้า ต้องอาศัยความเข้าใจในสภาพปัญหาจริงและการแก้ไขที่ตรงจุด เพื่อให้งบประมาณสามารถนำไปใช้ช่วยเหลือผู้ที่ต้องการได้อย่างทันท่วงที การแก้ไขปัญหา ‘สิริพงศ์’ชี้ปัญหาเบิกจ่ายงบช่วยศูนย์อพยพ ‘อุบลฯ’รมต.ไม่ติดตามงานทำให้เกิดความล่าช้า ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส.

ที่มา – ‘สิริพงศ์’ชี้ปัญหาเบิกจ่ายงบช่วยศูนย์อพยพ ‘อุบลฯ’รมต.ไม่ติดตามงานทำให้เกิดความล่าช้า

รวบแล้ว! หนุ่มแฟนสาวนางนกต่อ ลวงยิงที่เปลี่ยว

จากกรณีที่ นายจักรกฤษณ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 27 ปี ชาวจังหวัดปทุมธานี นัดพบหญิงสาวกลางดึก แต่กลับถูกลวงไปในที่เปลี่ยวและถูกไล่ยิงระทึกกว่า 20 กิโลเมตร จนรถเสียหลักพุ่งตกคลองลึก 2 เมตร ในพื้นที่ สภ.ช้างใหญ่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา และมีชาวประมงมาช่วยทุบกระจกออกจากรถจนรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อกลางดึกวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา

ความคืบหน้าล่าสุด วันที่ 7 ส.ค. ที่ สภ.ช้างใหญ่ จ.พระนครศรีอยุธยา พ.ต.อ.ภูมิธัช โฆษิตวนิชพงศ์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ร่วมสอบปากคำ นายสงกรานต์ หรือ “เป้” อายุ 26 ปี ชาวจังหวัดนนทบุรี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลังถูกชุดสืบสวน สภ.ช้างใหญ่ นำหมายจับเข้าจับกุมตัวได้ที่ห้องพักในจังหวัดนนทบุรี และใช้เวลาสอบสวนนานกว่า 4 ชั่วโมง

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้เชิญตัว นางสาวตะวัน ที่ถูกนายจักรกฤษณ์อ้างว่าเป็นนกต่อส่งโลเคชันนัดให้มาเจอ มาให้ปากคำด้วย ซึ่งในเบื้องต้นยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาใด ๆ และสอบสวนในฐานะพยาน

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวนายสงกรานต์ หรือ “เป้” ออกมาจากห้องสืบสวน ผู้สื่อข่าวได้เข้าไปสอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยนายสงกรานต์ให้การ ปฏิเสธ ว่าไม่ได้ใช้อาวุธปืนยิงนายจักรกฤษณ์ และอ้างว่าตนเป็นผู้ทักแช็ตไปเองให้นายจักรกฤษณ์ออกมาหา เพราะเห็นข้อความที่ผู้เสียหายทักมาหานางสาวตะวัน แฟนสาวของตน และในคืนเกิดเหตุนายจักรกฤษณ์เป็นฝ่ายขับรถเฉี่ยวชนกับรถของตนเองจนเสียหลักตกคลองเอง โดยในคืนนั้นตนขับรถมาพร้อมกับเพื่อนอีก 3 คน และนางสาวตะวันแฟนสาว

ด้าน นางสาวตะวัน เปิดเผยว่า ตนคบหากับนายเป้มานานหลายปีแล้ว และนายจักรกฤษณ์ก็รู้เรื่องนี้ดี แต่ยังคงทักแช็ตมาหาอยู่เสมอ ซึ่งนายเป้ก็ทราบทุกครั้งเพราะตนไม่ได้ปิดบังรหัสโทรศัพท์ สามารถเข้าดูได้ จนเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม นายจักรกฤษณ์ทักมาชวนไปกินข้าวแต่ตนปฏิเสธ และวันที่ 6 สิงหาคม ก็ทักมาชวนอีกครั้ง นายเป้เห็นข้อความจึงทักแช็ตไปนัดหมายให้มาพบกันที่บริเวณสามโคก จ.ปทุมธานี

เมื่อนายจักรกฤษณ์ขับรถมาถึงแต่ยังไม่ทันได้พูดคุยอะไรก็ขับรถออกไปทันที ทำให้นายเป้ขับรถไล่ตาม ระหว่างทางนายจักรกฤษณ์เป็นฝ่ายขับรถเบียดรถของนายเป้ก่อน จึงเกิดการขับไล่กันไปตลอดเส้นทาง เธอยืนยันว่านายเป้ไม่มีอาวุธปืนตามที่มีการกล่าวหา และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นายจักรกฤษณ์เป็นผู้ขับรถเบียดจนรถเสียหลักพุ่งตกลงไปในคลองด้วยตนเอง ไม่ได้มีการทำร้ายหรือใช้อาวุธแต่อย่างใด

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ข้อมูลว่า ผู้ต้องหารายอื่นที่มีชื่อพาดพิงจากคำให้การของผู้เสียหาย ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนขยายผลจากปากคำนายเป้ หากพบพยานหลักฐานเชื่อมโยงก็จะออกหมายจับเพิ่มเติมทันที

รวบแล้วหนุ่มแฟนสาวนางนกต่อ หลังลวงหนุ่มไปยิงในที่เปลี่ยว อ้างเหยื่อขับรถตกคลองเอง

คดี รวบแล้วหนุ่มแฟนสาวนางนกต่อ หลังลวงหนุ่มไปยิงในที่เปลี่ยว อ้างเหยื่อขับรถตกคลองเอง กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องแรงจูงใจในการก่อเหตุ และความสัมพันธ์ซับซ้อนระหว่างผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด การที่นายสงกรานต์อ้างว่าเป็นการป้องกันแฟนสาว และอุบัติเหตุที่เกิดจากการขับรถเบียดกันเองนั้น ยังคงเป็นข้อโต้แย้งที่ต้องรอการพิสูจน์ต่อไป

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดี รวบแล้วหนุ่มแฟนสาวนางนกต่อ

จากคำให้การของทั้งสองฝ่าย มีรายละเอียดที่น่าสนใจหลายประการที่ยังไม่สอดคล้องกันอย่างชัดเจน เช่น เรื่องอาวุธปืนที่นายสงกรานต์ปฏิเสธว่าไม่มี รวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนท้องถนนว่าใครเป็นฝ่ายเริ่มเบียดก่อนกัน พยานหลักฐานเพิ่มเติม เช่น กล้องวงจรปิดตามเส้นทาง และผลการตรวจพิสูจน์รถยนต์ จะเป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนาคดีนี้

นอกจากนี้ ประเด็นที่นางสาวตะวันถูกอ้างว่าเป็นนกต่อ ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียด แม้ว่าเบื้องต้นจะยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา แต่หากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางแผนล่อลวงจริง ก็อาจถูกดำเนินคดีในข้อหาที่เกี่ยวข้องได้

การสอบสวนขยายผลไปยังผู้ต้องหารายอื่น ๆ ที่ถูกพาดพิงถึง ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ภาพรวมของคดีชัดเจนยิ่งขึ้น การรวบรวมพยานหลักฐานที่แน่นหนา และการสอบสวนที่รอบด้าน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย และสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้เสียหาย

คดี รวบแล้วหนุ่มแฟนสาวนางนกต่อ หลังลวงหนุ่มไปยิงในที่เปลี่ยว อ้างเหยื่อขับรถตกคลองเอง นี้ยังคงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดต่อไป เพราะมีหลายประเด็นที่ยังไม่ชัดเจน และต้องการการพิสูจน์ความจริงอย่างถี่ถ้วน การรายงานข่าวอย่างถูกต้องและเป็นกลาง จะช่วยให้สังคมได้รับทราบข้อมูลที่ครบถ้วน และเข้าใจถึงรายละเอียดของคดีอย่างถูกต้อง

สำหรับใครที่ต้องการติดตามข่าวสารเกี่ยวกับคดี รวบแล้วหนุ่มแฟนสาวนางนกต่อ หลังลวงหนุ่มไปยิงในที่เปลี่ยว อ้างเหยื่อขับรถตกคลองเอง อย่างต่อเนื่อง สามารถติดตามได้จากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และรอฟังผลการสรุปสำนวนคดีจากเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อไป

ที่มา – รวบแล้วหนุ่มแฟนสาวนางนกต่อ หลังลวงหนุ่มไปยิงในที่เปลี่ยว อ้างเหยื่อขับรถตกคลองเอง

พาณิชย์เปิดศูนย์ MOC ช่วยธุรกิจรับมือ “ภาษีทรัมป์”

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดตัวศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จของกระทรวงพาณิชย์ (MOC One Stop Service : OSS) @Ratchada ณ อาคารกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ถนนรัชดาภิเษก โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และผู้ประกอบการเข้าร่วม

ศูนย์ MOC OSS @Ratchada ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย “พาณิชย์พึ่งได้” ที่มุ่งให้กระทรวงพาณิชย์เป็นที่พึ่งของผู้ประกอบการไทยในทุกระดับ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอน และการค้าระหว่างประเทศถูกกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้ารูปแบบใหม่ เช่น ภาษีของสหรัฐฯ การเปิด พาณิชย์เปิดศูนย์ MOC ช่วยธุรกิจรับมือ “ภาษีทรัมป์” ครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

“วันนี้ผมมาที่ศูนย์ MOC OSS @Ratchada ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เราเตรียมไว้เพื่อบูรณาการการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้า ให้สามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการได้แบบครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษาเรื่องภาษี การเยียวยา การขอข้อมูล รวมถึงช่องทางช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสทางการค้า” นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในภาวะที่สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ 19% ที่จะเริ่มมีผล การมีศูนย์ OSS ที่สามารถให้คำตอบและคำแนะนำได้อย่างรวดเร็วจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับภาคธุรกิจ การ พาณิชย์เปิดศูนย์ MOC ช่วยธุรกิจรับมือ “ภาษีทรัมป์” จึงเป็นเรื่องที่ทันท่วงที

“ที่ผ่านมาเราใช้สายด่วน 1169 เป็นหลัก ซึ่งอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการ ศูนย์ OSS จึงเข้ามาเติมเต็มให้ประชาชนที่มีคำถามสามารถ Walk-in เข้ามาปรึกษาได้ทันที โดยจะมีเจ้าหน้าที่ประจำทุกวัน และกำลังพิจารณาเปิดบริการในวันเสาร์-อาทิตย์ด้วย เพื่อรองรับความต้องการให้ครอบคลุมมากที่สุด”

โดยขณะนี้ศูนย์บริการฯ มี 2 ช่องทาง ได้แก่

  • Walk-in รับบริการหน้าเคาน์เตอร์
  • โทรศัพท์ ผ่านสายด่วนส่งออก 1169 หรือ 02-513-1909

สำหรับหน่วยงานที่เข้าร่วมให้บริการ 12 หน่วยงาน ประกอบด้วย 8 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ได้แก่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กรมการค้าต่างประเทศ (DFT) กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ (DTN) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) กรมการค้าภายใน (DIT) สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (TPSO) และสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD และอีก 4 หน่วยงานภายนอก ได้แก่ หอการค้าไทย สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กรมศุลกากร และ EXIM Bank

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเตรียมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรฯ สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า และสมาคม SMEs ให้เข้าร่วมให้บริการด้วย

“เราจะทำให้ศูนย์นี้เป็นที่พึ่งของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะรายย่อย SMEs หรือรายใหญ่ หากมีปัญหาเรื่องการส่งออก ภาษี หรือการเปิดตลาดใหม่ ก็สามารถมาที่นี่ได้ ศูนย์นี้จะอธิบายทุกขั้นตอนให้เข้าใจง่าย และจะช่วยลดอุปสรรค เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลก”

นายจตุพร ยังกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ประกอบการอย่างจริงจัง โดยเตรียมมาตรการรองรับภาษีทรัมป์ไว้แล้ว ทั้งในด้านข้อมูล การลดต้นทุน และการหาตลาดใหม่ ทั้งนี้ อยู่ระหว่างการเจรจากับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อหาข้อสรุปเชิงนโยบาย โดยรักษาการนายกรัฐมนตรี (นายภูมิธรรม เวชยชัย) ก็ได้หารือเรื่องงบประมาณสำหรับการเยียวยาไว้เบื้องต้นแล้ว

“หากศูนย์นี้มีความพร้อม ผมจะขอเรียนเชิญท่านรักษาการนายกรัฐมนตรีมาเปิดศูนย์ด้วยตนเอง รัฐบาลมุ่มมั่นยืนเคียงข้างผู้ประกอบการทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นรายเล็ก รายใหญ่ หรือเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการการค้าโลก” นายจตุพร กล่าว

พาณิชย์เปิดศูนย์ MOC ช่วยธุรกิจรับมือ “ภาษีทรัมป์”

ทำไมต้องมี ศูนย์ MOC ช่วยธุรกิจรับมือ “ภาษีทรัมป์”?

การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การมีศูนย์ให้คำปรึกษาและช่วยเหลืออย่างครบวงจรจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวและรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การ พาณิชย์เปิดศูนย์ MOC ช่วยธุรกิจรับมือ “ภาษีทรัมป์” จึงเป็นสัญญาณที่ดีในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย

ศูนย์ MOC One Stop Service @Ratchada ไม่เพียงแต่ให้คำปรึกษา แต่ยังเป็นแหล่งรวมข้อมูลและเครื่องมือที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการลดต้นทุน เพิ่มโอกาสทางการค้า และเข้าถึงตลาดใหม่ๆ ได้อีกด้วย นอกจากนี้ การบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างๆ จะช่วยให้การบริการมีความครบถ้วนและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

ศูนย์​ MOC​ One​ Stop​ Service ถือ​เป็น​กลไก​สําคัญ​ใน การ​ขับเคลื่อน​นโยบาย​ “พาณิชย์​พึ่ง​ได้”​ ที่​มุ่ง​ให้​กระทรวง​พา​ณิชย์​เป็น​ที่พึ่ง​ของ​ผู้​ประกอบการ​ไทย​ใน​ทุก​ระดับ​ โดยเฉพาะ​ในช่วง​ที่​เศรษฐกิจ​โลก​เผชิญ​ความ​ไม่​แน่นอน​ และ​การ​ค้า​ระหว่าง​ประเทศ​ถูก​กระทบ​จาก​มาตรการ​กีดกัน​ทางการ​ค้า​รูปแบบ​ใหม่

การเปิดศูนย์ MOC One Stop Service @Ratchada เป็นก้าวสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก หากคุณเป็นผู้ประกอบการที่กำลังมองหาความช่วยเหลือหรือคำปรึกษา อย่าลังเลที่จะใช้บริการของศูนย์แห่งนี้!

ที่มา – พาณิชย์ เปิดศูนย์ MOC One Stop Service @Ratchada ระดม 12 หน่วย ช่วยธุรกิจรับมือ “ภาษีทรัมป์”

เพชร กรุณพล ซัดข่าวปลอม สส.พรรคประชาชน ไม่ได้ไปต่อ!

จากกรณีที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับรายชื่อ “สส.พรรคประชาชน” ที่ถูกอ้างว่าไม่ได้ไปต่อในการลงเลือกตั้งรอบหน้านั้น ได้สร้างความสับสนและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง ล่าสุด นายกรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมาตอบโต้และชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าว

นายกรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรคประชาชน กล่าวว่า พรรคประชาชนขอยืนยันว่าข่าวดังกล่าว “ไม่เป็นความจริง” และไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด เขากล่าวเพิ่มเติมว่า ในห้วงเวลาที่การเมืองเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และการเลือกตั้งครั้งใหม่อาจเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ มีความเป็นไปได้ว่าการปล่อยข่าวปลอมลักษณะดังกล่าว อาจเป็นกลยุทธ์หรือความพยายามของบางฝ่ายในการปลุกปั่น เพื่อหวังให้เกิดความแตกแยกและความไม่ไว้วางใจกันภายในพรรค

เพชร กรุณพล ซัดกลยุทธ์ปล่อยข่าวปลอม สส.พรรคประชาชน

นายกรุณพลยังกล่าวอีกว่า พรรคประชาชนจะไม่ปล่อยให้ข่าวปลอมดังกล่าว มาทำให้เสียสมาธิในการเดินหน้าทำงานต่อไปอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นให้กับประชาชน พรรคยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติอย่างเต็มที่ และจะไม่ยอมให้การปล่อยข่าวเท็จมาบั่นทอนกำลังใจ

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การปล่อยข่าวปลอมจึงเป็นเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้เพื่อหวังผลทางการเมืองอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้น ประชาชนจึงควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะเชื่อหรือแชร์ข้อมูลต่างๆ ต่อไป

การตอบโต้ข่าวปลอมของ เพชร กรุณพล ต่อกรณี สส.พรรคประชาชน

การออกมาตอบโต้ข่าวปลอมอย่างรวดเร็วและชัดเจนของนายกรุณพล ถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการปกป้องชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของพรรคประชาชน และเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้ที่ปล่อยข่าวเท็จว่า พรรคจะไม่ยอมให้มีการบิดเบือนข้อมูล เพื่อหวังผลทางการเมือง

พรรคประชาชนมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชน

แม้จะมีการปล่อยข่าวเท็จออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่พรรคประชาชนยังคงยืนหยัดในการทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ พรรคยังคงมุ่งเน้นการนำเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่

การทำงานอย่างหนักของ สส.พรรคประชาชน และสมาชิกพรรคทุกคน ถือเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และพิสูจน์ให้เห็นว่า พรรคประชาชนเป็นพรรคการเมืองที่มุ่งมั่นที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นให้กับสังคมไทย

  • การตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อถือ
  • การใช้วิจารณญาณในการรับข่าวสาร
  • การสนับสนุนพรรคการเมืองที่ทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ดังนั้น ขอให้ประชาชนทุกคนร่วมกันตรวจสอบข้อมูลข่าวสารอย่างรอบคอบ และสนับสนุนพรรคการเมืองที่ทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อสร้างสังคมไทยที่เข้มแข็งและมั่นคงต่อไป

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารท่วมท้น การมีสติและวิจารณญาณในการรับข้อมูลจึงสำคัญอย่างยิ่ง อย่าปล่อยให้ข่าวปลอมมาบั่นทอนความหวังและทำลายความเชื่อมั่นที่เรามีต่อกัน

ที่มา – ‘เพชร กรุณพล’ซัดกลยุทธ์บางฝ่ายปล่อยข่าวปลอม‘สส.พรรคประชาชน‘ไม่ได้ไปต่อเลือกตั้งรอบหน้า

ฮุน มาเนต ดัน “ทรัมป์” ลุ้นโนเบล **สันติภาพติดจรวด!**

วันที่ 7 ส.ค. 68 ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์เอกสารการเสนอชื่อ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ชิงรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ พร้อมข้อความระบุ

ตามความประสงค์ของประชาชนชาวกัมพูชาทั้งในประเทศและต่างประเทศ และเพื่อแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อ ฯพณฯ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งท่านได้ให้ความใส่ใจเป็นการส่วนตัวในการริเริ่มและผลักดันให้เกิดการหยุดยิงระหว่างกองกำลังกัมพูชาและกองกำลังไทย รวมถึงการติดตามผลการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะบรรลุสันติภาพอย่างสมบูรณ์ระหว่างทั้งสองประเทศ

ข้าพเจ้า ในนามของนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ได้ส่งจดหมายอย่างเป็นทางการไปยัง คณะกรรมการโนเบลสาขาสันติภาพแห่งประเทศนอร์เวย์ เพื่อเสนอชื่อ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับการพิจารณาสำหรับ รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

——

สมเด็จหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา

พนมเปญ, 7 สิงหาคม 2568

คณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์

ประตู 51 ของเฮนริก อิบเซน

0255 ออสโล, นอร์เวย์

เรียน สมาชิกคณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์ที่เคารพทุกท่าน

ข้าพเจ้าในฐานะนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เสนอชื่อ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 45 และ 47 ให้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพอย่างเป็นทางการ เพื่อยกย่องผลงานอันทรงคุณค่าของท่านในการส่งเสริมสันติภาพโลก การเสนอชื่อครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นถึงความซาบซึ้งของข้าพเจ้าเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความกตัญญูอย่างสุดซึ้งของประชาชนชาวกัมพูชาสำหรับบทบาทสำคัญยิ่งของท่านในการฟื้นฟูสันติภาพและเสถียรภาพบริเวณชายแดนระหว่างกัมพูชาและไทย

ความเป็นผู้นำอันโดดเด่นของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งโดดเด่นด้วยความมุ่งมั่นในการแก้ไขความขัดแย้งและป้องกันสงครามหายนะผ่านการเจรจาต่อรองที่มีวิสัยทัศน์และนวัตกรรม แสดงให้เห็นล่าสุดในบทบาทสำคัญในการเป็นตัวกลางเจรจาหยุดยิงอย่างทันทีและไม่มีเงื่อนไขระหว่างกัมพูชาและไทย การแทรกแซงอย่างทันท่วงทีนี้ ซึ่งช่วยป้องกันความขัดแย้งที่อาจสร้างความเสียหายร้ายแรง มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการป้องกันการสูญเสียชีวิตจำนวนมาก และปูทางไปสู่การฟื้นฟูสันติภาพระหว่างสองประเทศ

นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของความสำเร็จอันโดดเด่นของประธานาธิบดีทรัมป์ในการลดความตึงเครียดในภูมิภาคที่ผันผวนที่สุดของโลก การแสวงหาสันติภาพอย่างต่อเนื่องผ่านการทูตของเขา สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของอัลเฟรด โนเบล อย่างสมบูรณ์แบบ นั่นคือการยกย่องผู้ที่มีคุณูปการอันโดดเด่นต่อภราดรภาพระหว่างประเทศและการส่งเสริมสันติภาพ

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ผมหวังว่าการเสนอชื่อ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 45 และ 47 ให้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ จะได้รับการพิจารณาอย่างดี

สันติภาพติดจรวด!

เรื่องราวการเสนอชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพโดย ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กลายเป็นที่ฮือฮาในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศ การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดการหยุดยิงระหว่างกองกำลังกัมพูชาและไทย ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนถูกเปรียบเปรยว่า สันติภาพติดจรวด!

ทำไมต้องเป็น “ทรัมป์”? เบื้องหลังการเสนอชื่อชิงโนเบล **สันติภาพติดจรวด!**

การที่ฮุน มาเนต เลือกเสนอชื่อทรัมป์ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัมพูชาและสหรัฐฯ ในยุคที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี นอกจากนี้ การที่ทรัมป์เข้ามาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างกัมพูชาและไทยได้อย่างรวดเร็ว ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเห็นว่า ทรัมป์สมควรได้รับการยกย่องในฐานะผู้สร้างสันติภาพ

อย่างไรก็ตาม การเสนอชื่อ สันติภาพติดจรวด! ครั้งนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าทรัมป์จะได้รับการการันตีว่าจะได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เพราะคณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์ จะต้องพิจารณาจากปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ผลงานด้านสันติภาพอื่นๆ ของทรัมป์ และความคิดเห็นของนานาชาติ

การเสนอชื่อทรัมป์ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ และบทบาทของผู้นำในการสร้างสันติภาพ แม้ว่าการตัดสินใจของฮุน มาเนต จะได้รับการสนับสนุนจากชาวกัมพูชาจำนวนมาก แต่ก็มีหลายฝ่ายที่ตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการเสนอชื่อทรัมป์ เนื่องจากประวัติการทำงานของเขายังมีข้อถกเถียงหลายประการ

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การที่เหตุการณ์ชายแดนไทย-เขมรสงบลงอย่างรวดเร็วนั้น ถูกนำมาเปรียบเทียบกับการโหลดเกม 5G ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตาม การสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรวดเร็วเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยความเข้าใจ ความร่วมมือ และความไว้วางใจจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ถึงแม้ว่าการที่ฮุน มาเนต เสนอชื่อ “ทรัมป์” ลุ้นโนเบลในครั้งนี้ จะเป็นเรื่องที่น่าสนใจและสร้างความฮือฮา แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหันมาร่วมมือกันเพื่อสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพก็ตาม

การเสนอชื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” ลุ้นรางวัลโนเบลสันติภาพ โดยฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป เพราะการตัดสินใจของคณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์ จะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศอย่างแน่นอน มาร่วมกันจับตาดูว่า สุดท้ายแล้วเรื่องราวของ สันติภาพติดจรวด! นี้ จะจบลงอย่างไร

ที่มา – “สันติภาพติดจรวด! ‘ฮุน มาเนต’ เสนอชื่อ “ทรัมป์”ลุ้นโนเบล หลังชายแดนไทย-เขมรหยุดยิงเร็วกว่าโหลดเกม 5G”