ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

วันๆของซุป’ตาร์! “ชมพู่ อารยา” รวมโมเมนต์น่ารักของลูกๆ

ครอบครัวของคุณ ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต ถือเป็นหนึ่งในครอบครัวซุปตาร์ที่ได้รับความนิยมและรักจากแฟนๆชาวไทยอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะมีสมาชิกใหม่เพิ่มเข้ามาในครอบครัว แต่ความรักจากแฟนๆกลับไม่มีลดน้อยลงเลย และล่าสุด น้องแอบิเกล ลูกสาวคนเล็กของชมพู่ ก็ได้รับความนิยมจากแฟนๆเป็นอย่างมาก

โดยล่าสุด ชมพู่ อารยา ได้แชร์มุมมองชีวิตในรอบสัปดาห์ผ่านอินสตาแกรมให้แฟนๆได้ติดตาม เผยให้เห็นถึงทั้งช่วงเวลาที่ผ่อนคลาย ออกกำลังกาย ตลอดจนช่วงเวลาในการส่งลูกๆไปโรงเรียน ซึ่งภาพเหล่านี้ล้วนสะท้อนถึงความอบอุ่นและความรักของครอบครัวอย่างชัดเจน

ชมพู่ อารยา เผยโมเมนต์ลูกๆ น่ารักจนฮีลทั้งโลก

มีหลายโมเมนต์ที่แฟนๆไม่ควรพลาด โดยเฉพาะช่วงที่ น้องเกล หมดแรงจนหลับไป และยังมีช่วงที่ พี่สายฟ้า เขียนจดหมายถึงพ่อแม่ด้วยลายมือภาษาอังกฤษอย่างน่ารัก ทำเอาแฟนๆทั้งประเทศต้องแห่คอมเมนต์ยกย่องและพูดถึงความน่ารักของเด็กๆในครอบครัวนี้อย่างไม่รู้เบื่อ

แฟนๆแห่ชื่นชมความห่วงใยของพี่สายฟ้าและน้องเกล

นอกจากความน่ารักแล้ว ยังมีหลายๆคอมเมนต์จากแฟนๆที่ชื่นชมในทั้ง สายฟ้า พายุ และ น้องเกล ที่แสดงถึงความรักและความห่วงใยให้กับครอบครัวรวมถึงคุณพ่อคุณแม่ด้วย ซึ่งอีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงการอบรมที่ดีของ ชมพู่ อารยา และคุณน็อตที่สามารถปลูกฝังคุณธรรมให้กับลูกๆได้อย่างยอดเยี่ยม

  • ความน่ารักของน้องเกลที่หลับอย่างไร้เดียงสา
  • ลายมือจดหมายจากพี่สายฟ้าถึงพ่อแม่
  • อุบัติเหตุสุดน่ารักที่กลายเป็นภาพฮีล
  • ความอ่อนโยนของครอบครัวบ้านชมพู่

ชมพู่ อารยา ไม่เพียงแต่เป็นซุปตาร์ที่มีผลงานโดดเด่นในวงการบันเทิงเท่านั้น แต่ยังเป็นแม่ที่รักและใส่ใจลูกมากอีกด้วย การถ่ายทอดโมเมนต์ชีวิตในแต่ละวันผ่านโซเชียลมีเดียจึงได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับแม่ๆทั่วโลก

สุดท้ายแล้ว ครอบครัวของชมพู่ไม่เพียงแต่ทำให้พวกเราได้ติดตามความน่ารักของเด็กๆเท่านั้น แต่ยังส่งข้อคิดเล็กๆเกี่ยวกับความรัก ความห่วงใย และความอบอุ่นของครอบครัวที่แท้จริง

ที่มา – วันๆของซุป’ตาร์! “ชมพู่ อารยา” รวมโมเมนต์น่ารักของลูกๆ

ไม่พบหัวข้อ: ทนายชนินทร์เผยมุมมองอาชีพทนายความ

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568 นายชนินทร์ แก่นหิรัญ ทนายความจากสำนักงานเขากระโดง ได้ออกมาโพสต์บนเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับ ไม่พบหัวข้อ ของอาชีพทนายความที่มีความหลากหลายของบทบาทและภาระหน้าที่

ทนายชนินทร์ระบุว่า ตนเองไม่ได้เป็นทนายดังระดับประเทศ แต่มีประสบการณ์ในการทำงานตามเส้นทางกฎหมายมานานหลายสิบปี เขากล่าวว่า หน้าที่ของทนายความนั้นยืนอยู่บนกฎหมาย ไม่ใช่บนการเมือง และเขามักจะทำหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่นในคุณธรรมและจรรยาบรรณ ปกป้องสิทธิ์ของลูกความภายใต้กรอบของกฎหมาย

ไม่พบหัวข้อในบทบาททนายครอบครัว

ทนายชนินทร์กล่าวตรงไปตรงว่า เขาเป็นทนายความครอบครัวของ “ชิดชอบ” และเป็นทนายของคุณอนุทิน ชาญวีรกูล มานานกว่า 20 ปี การได้รับมอบหมายให้ทำงานในหลายสถานประกอบการด้านรัฐและรัฐวิสาหกิจเป็นการรักษาผลประโยชน์องค์กรตามหน้าที่เท่านั้น แม้บทบาทของเขาจะถูกจับตามองในบางประเด็น เช่น การเป็นประธานอนุกรรมการกฎหมายของรฟท.ในปี 2563 แต่นั่นเป็นช่วงเวลาหลังจากที่คดีสำคัญเกี่ยวกับเขากระโดงได้สิ้นสุดแล้ว จึงไม่มีผลเชื่อมโยง

สื่อและจรรยาบรรณวิชาชีพ

นายนี้ย้ำว่า ในโลกการเมืองและกฎหมาย ทุกพรรคการเมืองมีทนายประจำตัว แต่สิ่งที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนคือการใช้สื่อเป็นเครื่องมือเพื่อผลทางการเมือง ซึ่งอาจบิดเบือนความจริงและทิ้งหลักจรรยาบรรณทางวิชาชีพ ทนายชนินทร์มั่นใจว่าเสียงของความจริงจะปรากฏในที่สุด

“ผมจึงอยากฝากน้องๆ ทนายรุ่นใหม่ว่า ไม่มีผลประโยชน์อื่นใดสำคัญไปกว่าการยืนบนความถูกต้อง ทนายความไม่จำเป็นต้องมีชื่อเสียงระดับประเทศ แต่หากทำด้วยหัวใจและความถูกต้อง ก็ถือว่ามีความภูมิใจในอาชีพสูงสุดแล้ว” ทนายชนินทร์กล่าว

ทนายชนินทร์ย้ำว่า ตัวเขายอมรับว่าเคยรับงานหลายคดีเพื่อเลี้ยงชีพ แต่ก็มีบางกรณีที่เลือกให้บริการแก่ผู้ที่ถูกกระทำโดยไม่หวังผลตอบแทน เพราะเขาเชื่อว่า ความชอบธรรมและการปกป้องสิทธิ์ประชาชนคือหัวใจสำคัญของวิชาชีพ

แม้จะ ไม่พบหัวข้อ ที่ชัดเจนในการเก็บข่าวหรือโพสต์ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา แต่การเปิดเผยความคิดเห็นของทนายชนินทร์ทำให้เห็นถึงมุมมองการทำงานที่มุ่งเน้นความจริง ความถูกต้อง และความยุติธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยเติมเต็มความหมายของอาชีพทนายความอย่างแท้จริง

หากคุณเป็นผู้ที่กำลังศึกษาเส้นทางอาชีพทนายความ อย่าลืมนำไปคิดถึงหน้าที่และจรรยาบรรณที่สำคัญเหล่านี้ เพื่อให้คุณสามารถสร้างชื่อเสียงที่ดีในสายตาของสังคมได้อย่างมั่นคง

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

จีนตอนใต้ประกาศเตือน “ไต้ฝุ่นคาจิกิ” เตรียมรับมือพายุฝน-ลมแรง

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ที่ผ่านมา ว่าคณะกรรมการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติแห่งมณฑลไห่หนาน ได้ออกประกาศเตือนประชาชนเกี่ยวกับ ไต้ฝุ่นคาจิกิ ซึ่งกำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้พื้นที่ตอนใต้ของประเทศจีน โดยมีแนวโน้มจะนำพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และฝนตกหนักมาสู่พื้นที่หลายแห่ง

ไต้ฝุ่นคาจิกิ เตรียมเข้าโจมตีพื้นที่ชายฝั่งจีน

เนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าว ทางหน่วยงานท้องถิ่นได้ประกาศยกระดับการรับมือเหตุฉุกเฉินระบบควบคุมน้ำท่วมและพายุไต้ฝุ่นขึ้นเป็นระดับ 2 เมื่อช่วงค่ำของวันเสาร์ (23 ส.ค.) ซึ่งเป็นสัญญาณว่าสถานการณ์เริ่มเพิ่มความรุนแรงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในพื้นที่ทะเลและเกาะต่าง ๆ ในมณฑลไห่หนาน

การระงับบินทั้งหมดที่สนามบินซานย่า

หนึ่งในมาตรการที่ได้รับการดำเนินการอย่างรวดเร็ว คือการระงับการบินทั้งหมดที่ ท่าอากาศยานนานาชาติซานย่า เฟิ่งหวง เริ่มตั้งแต่เวลา 10.00 น. (09.00 น. ตามเวลาประเทศไทย) ของวันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม โดยเที่ยวบินที่มีกำหนดหลังจากเวลานี้จะถูกยกเลิกทั้งหมด เพื่อความปลอดภัยของนักเดินทางและพนักงานในอุตสาหกรรมการบิน

นอกจากนี้ เมืองซานย่าได้จัดให้มีการอพยพประชาชนจากพื้นที่ชายฝั่งที่ได้รับผลกระทบสูง ไปยังสถานที่ปลอดภัย เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการพัดถล่มของ ไต้ฝุ่นคาจิกิ

มณฑลกวางตุ้งเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ด้านศูนย์บัญชาการควบคุมน้ำท่วม พายุไต้ฝุ่น และบรรเทาภัยแล้งของมณฑลกวางตุ้ง ได้ออกประกาศใช้มาตรการรับมือเหตุฉุกเฉินระดับ 4 หลังจากพบว่าน่านน้ำในพื้นที่มีลมแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของไต้ฝุ่นที่มีแนวโน้มพัฒนาเป็นพายุขนาดใหญ่

สถานีอุตุนิยมวิทยาของมณฑลกวางตุ้งกล่าวเพิ่มเติมว่า พื้นที่คาบสมุทรเหลยโจว รวมถึงบริเวณเมืองเม่าหมิง หยางเจียง และเจียงเหมิน จะได้รับผลกระทบจากรายการดังกล่าวในช่วงระหว่างวันอาทิตย์และวันจันทร์ (24-25 ส.ค.)

ในสถานการณ์เช่นนี้ การเตรียมความพร้อมสำหรับผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเป็นสิ่งที่จำเป็น ทั้งการปิดหน้าต่างให้แน่น ไม่ใช้รถยนต์ในพื้นที่เปิดโล่ง และเตรียมสิ่งของจำเป็น เช่น น้ำ อาหาร ไฟฉาย พัสดุอุปกรณ์ ฯลฯ เพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ชั่วคราวหากเกิดการตัดไฟหรืออุบัติเหตุทางธรรมชาติมากยิ่งขึ้น

การเฝ้าระวังและการรายงานข่าวจากเจ้าหน้าที่อุตุนิยมวิทยา ยังคงต้องดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นข้อมูลให้แก่ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำไปวางแผนและการรับมือในอนาคต

หากคุณวางแผนเดินทางไปยังพื้นที่ใต้ของจีนในช่วงสัปดาห์หน้า แนะนำว่าควรเฝ้าระวังข่าวอย่างใกล้ชิด ตรวจสอบข่าวอากาศจากหน่วยราชการ และจะปลอดภัยมากยิ่งขึ้นหากสามารถเลื่อนการเดินทางออกไปก่อนสถานการณ์ปลอดภัยนิ่ง

ที่มา – จีนตอนใต้ประกาศเตือน “ไต้ฝุ่นคาจิกิ” เตรียมรับมือพายุฝน-ลมแรง

อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด เชื่อมั่นแพทองธาร ขอทุกฝ่ายอย่ากดดันศาลฯ

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยคดีคลิปเสียงของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม โดยหลายฝ่ายต่างกังวลว่าหากรัฐบาลแพทองธารรอดจากการตัดสินครั้งนี้ อาจนำไปสู่การชุมนุมประท้วงของฝ่ายค้าน

อย่างไรก็ตาม นายอนุสรณ์เห็นว่า การวิเคราะห์เชิงคาดเดาในลักษณะนี้ถือเป็นการกดดันศาลรัฐธรรมนูญโดยไม่จำเป็น ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้น เนื่องจากการดำเนินการของศาลถือเป็นหน้าที่หลักในการบริหารความยุติธรรม และเขาเชื่อว่า แพทองธาร สามารถใช้สิทธิของตนเองในการต่อสู้ และเสนอข้อเท็จจริงเพื่อปิดคดีได้อย่างเต็มที่

อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด เชื่อมั่นแพทองธาร ขอทุกฝ่ายอย่ากดดันศาลฯ

นายอนุสรณ์กล่าวว่า สังคมควรให้โอกาสทุกฝ่ายในการทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นศาลที่พิจารณาอย่างเป็นธรรม หรือผู้ถูกร้องเรียนที่สามารถต่อสู้ในทางกฎหมายได้ อีกทั้งระบุว่า ผลการพิจารณาของศาลไม่ว่าจะออกมาในทางใด สังคมไทยจำเป็นต้องยอมรับและดำเนินต่อไปอย่างสงบ ไม่ใช้วิเคราะห์เชิงตีความในเชิงกดดัน

เคารพสิทธิในการชุมนุม ขออยู่ในกรอบกฎหมาย

“ปกติม็อบชุมนุมก็มีมาตลอดคนที่ออกมาชุมนุมหลายครั้งก็มองหาหัวข้อในการต่อต้านอยู่แล้ว ซึ่งถือเป็นสิทธิที่ประชาชนควรได้รับ ขอเพียงแค่อยู่ในกรอบของกฎหมาย ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น” นายอนุสรณ์กล่าว และเสริมว่า สังคมควรเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมและแสดงความคิดเห็น ภายใต้หลักของประชาธิปไตยและนิติธรรม

  • เคารพกระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นระบบ
  • ให้โอกาสทุกฝ่ายในการแสดงความเห็น
  • รับมือกับสถานการณ์อย่างสันติ
  • ป้องกันการกดดันทางการเมืองต่อศาล

เมื่อถามถึงว่าตนเองมีแนวทางรับมือหากเกิดการชุมนุมต่อจากคำตัดสิน นายนุสรณ์เผยว่า ตัวเขาในฐานะรองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ไม่ได้มีการเตรียมรับมือใด ๆ โดยเฉพาะ เพราะเชื่อมั่นว่าทุกฝ่ายควรปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ และทำงานในกรอบของกฎหมายให้อย่างเต็มที่

ในมุมมองของนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด การที่ประชาชนออกมาแสดงความคิดเห็นหรือชุมนุมเป็นเรื่องปกติของประชาธิปไตย แต่ต้องอยู่ในรูปแบบที่ไม่ทำลายสถาบันของประเทศ และไม่ลอยตัวเหนือกฎหมาย เราจึงต้องทำงานร่วมกันเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการเมืองและสังคมต่อไป

หากคุณต้องการปฏิบัติตามวิถีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง การเคารพตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทุกฝ่ายควรร่วมมือกันส่งเสริม

ที่มา – ‘อนุสรณ์’ เชื่อมั่น ‘นายกฯอิ๊งค์’ ขอทุกฝ่ายอย่ากดดันศาลฯ

ทวี-พล.อ.นิพัทธ์ ตรวจเยี่ยมการควบคุมสารตั้งต้นเคมีภัณฑ์

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และประธานคณะอนุกรรมการควบคุมสารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติด ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานควบคุมสารตั้งต้นเคมีภัณฑ์ที่สำคัญ พร้อมคณะผู้บริหารในพื้นที่จังหวัดตาก โดยมี นายนิยม เติมศรีสุข ผู้ช่วยรมว.ยุติธรรม นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก นายมานะ ศิริพิทยาวัฒน์ รองเลขาธิการ ป.ป.ส. และเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรแม่สอดให้การต้อนรับ

ทวี-พล.อ.นิพัทธ์ ตรวจเยี่ยมการควบคุมสารตั้งต้นเคมีภัณฑ์

การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ เป็นการติดตามและประเมินแนวทางการดำเนินการป้องกันการลักลอบขนส่งสารเคมีที่สามารถใช้ในการผลิตยาเสพติด โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนจังหวัดตาก ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการจัดส่งสารเคมีไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหายาเสพติดมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในหลายพื้นที่ โดยหนึ่งในสาเหตุที่สำคัญคือ การมีอุตสาหกรรมการผลิตยาเสพติดที่แฝงอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน จึงจำเป็นต้องหาทางตัดวงจรของสารตั้งต้นเคมีภัณฑ์ที่ถูกใช้ในการผลิตเหล่านี้ตั้งแต่ต้นทาง

แนวทางการควบคุมที่เข้มงวด

รัฐบาลได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนมาตรการควบคุมสารตั้งต้นเคมีภัณฑ์为抓手สำคัญ การตรวจยึดสารเคมีในพื้นที่ชายแดนตลอดปี พ.ศ. 2567–2568 มีถึง 12 ราย โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.ตาก มีถึง 5 รายใหญ่ ซึ่งก่อนหน้านี้มีการสืบสวนพบโกดังซุกสารเคมีกว่า 800 ตันใน อ.แม่สอด เพื่อรอขนส่งให้ประเทศเพื่อนบ้าน

  • ตรวจยึดสารเคมีผิดกฎหมาย 12 ราย
  • พบโกดังซุกสารเคมี 800 ตันใน จ.ตาก
  • เน้นการควบคุมสารตั้งต้นเพื่อตัดวงจรผลิตยาเสพติด

รัฐมนตรีทวีเผยว่า การตรวจเยี่ยมหรือลงพื้นที่ในครั้งนี้เพื่อให้ความสำคัญกับการตั้งแนวทางร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการควบคุมอย่างใกล้ชิดกับการนำเข้า-ส่งออกสารเคมี พร้อมจัดให้มีการติดตามผลและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แผนการลดปัญหายาเสพติดเกิดผลเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ คณะยังได้เวียนชมพื้นที่ปฏิบัติงานของด่านพรมแดนแม่สอด และท่าข้ามสินค้าชายแดน เพื่อดูแนวทางการคัดกรองสินค้า การตรวจพิเศษ และเทคโนโลยีการสแกนสินค้าที่มีความแม่นยำสูง เพื่อหาแนวทางให้ดีขึ้นมากยิ่งขึ้น

สรุป: การควบคุมสารตั้งต้นเคมีภัณฑ์เป็นจุดจบของวงจรการผลิตยากลุ่มเสพติดที่สำคัญมาก การร่วมมือของภาครัฐและเจ้าหน้าที่ในการตัดวงจรเหล่านี้จะช่วยลดภาระของสังคม และส่งเสริมให้เกิดสังคมที่ปลอดภัยและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา – “ทวี”-“พล.อ.นิพัทธ์” ตรวจเยี่ยมการดำเนินงาน ควบคุมสารตั้งต้นเคมีภัณฑ์สำคัญ

มาริษ จ่อร้องนานาชาติที่เจนีวา จี้จัดการกัมพูชาไม่หยุดรุกล้ำไทย

ล่าสุด กรณีที่ทหารกัมพูชารุกล้ำพื้นที่อธิปไตยของไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการตรวจพบทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้รัฐบาลไทยเตรียมขยับระดับการทูตกับนานาชาติ โดยเฉพาะผ่านการเดินทางของ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไปยังนครเจนีวา เพื่อกระตุ้นความร่วมมือระหว่างประเทศในการจัดการกับปัญหานี้อย่างจริงจัง

มาริษ จ่อร้องนานาชาติที่เจนีวา

จากข้อมูลที่เปิดเผย เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม นายกฯ นิกรเดช พลางกูร โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา หน่วยทหารไทยตรวจพบว่ามีการเข้ามาปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่ใกล้เคียงกับเนิน 350 จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งอยู่ในเขตอธิปไตยของไทย ทหารไทยได้ขับไล่ฝ่ายตรงข้ามออก และตรวจสอบพื้นที่ แล้วพบทุ่นระเบิดสังหารชนิด PMN-2 จำนวน 3 ลูก พร้อมอาวุธอื่น ๆ อีกจำนวนหนึ่ง

กัมพูชารุกล้ำไทยอย่างเห็นได้ชัด

การกระทำดังกล่าวของฝ่ายกัมพูชาถูกมองว่าเป็นการละเมิดขอบเขตอธิปไตยของประเทศไทยอย่างชัดเจน และขัดต่อพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาออตตาวา รวมถึงข้อตกลงหยุดยิงของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศของไทยได้รวบรวมหลักฐานทั้งหมดเพื่อส่งให้คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (ไอโอที) เพื่อติดตามและเฝ้าระวังพฤติกรรมของฝ่ายกัมพูชาอย่างใกล้ชิด

นายนิกรเดชกล่าวเสริมว่า นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ จะเดินทางไปยังนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในช่วงสัปดาห์นี้ เพื่อหารือกับประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลการใช้ทุ่นระเบิด รวมถึงพบคณะกรรมการการปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวา (Committee on Cooperative Compliance) เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าของกัมพูชา และเรียกร้องให้นานาชาติสนับสนุนให้กัมพูชาร่วมมือในการเก็บกู้ระเบิดในพื้นที่ชายแดนร่วมกันอย่างรับผิดชอบ

  • รัฐบาลไทยยืนยันการปกป้องอธิปไตยอย่างเต็มที่
  • มีการรวบรวมหลักฐานเพื่อส่งให้คณะกรรมการไอโอที
  • นายมาริษอยู่ในกระบวนการเจรจาและตั้งข้อสังเกตบนเวทีนานาชาติ

ทั้งหมดนี้เป็นผลให้สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงอยู่ในความตึงเครียด แต่รัฐบาลไทยมีแผนการทูตที่เข้มแข็ง เพื่อใช้ระบบสากลในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

สิ่งสำคัญที่ทุกฝ่ายควรได้รับรู้คือ ประเทศไทยไม่ได้เพียงแต่ปกป้องดินแดนของตนเอง แต่ยังเตรียมพร้อมที่จะเป็นพันธมิตรที่รับผิดชอบกับเวทีนานาชาติ เพื่อความสงบสุขของภูมิภาค

หากคุณสนใจติดตามข่าวสารการทูตและการป้องกันชายแดนแบบไร้ข้อโต้แย้ง ต้องติดตามเว็บไซต์ของเราเพื่อไม่พลาดข่าวสำคัญ

ที่มา – ‘มาริษ’ จ่อร้องนานาชาติที่เจนีวา จี้จัดการ ‘กัมพูชา’ ไม่หยุดรุกล้ำไทย-ลอบวางทุ่นระเบิด

โรงพยาบาลเอกชนตรวจแรงงานต่างด้าวต้องขึ้นทะเบียน สบส.ชัดเจน

ช่วงนี้กระแสข่าวเกี่ยวกับการ ตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าว โดยสถานพยาบาลเอกชนกำลังได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะหลังจากที่ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่า โรงพยาบาลเอกชนใดก็ตามที่ต้องการให้สามารถดำเนินการ ตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าว ได้ จะต้องขึ้นทะเบียนกับกรมสบส. ก่อนเป็นอันขาด

โรงพยาบาลเอกชนตรวจแรงงานต่างด้าวต้องขึ้นทะเบียน

ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวชัดเจนว่า เจตนาในการกำหนดข้อกฎหมายนี้ เพื่อให้มั่นใจในเรื่องมาตรฐานการตรวจ เช่น การยืนยันอัตลักษณ์ของแรงงานต่างด้าว การใช้ห้องแลปและห้องเอ็กซเรย์ที่มีคุณภาพ และการตรวจหาโรคต่างๆ ที่อาจเป็นอันตราย เช่น โรคเรื้อน โรคเท้าช้าง ซิฟิลิส และวัณโรค ซึ่งจะต้องมีการควบคุมและกำกับอย่างเข้มงวด หากให้เอกชนดำเนินการโดยไม่ขึ้นทะเบียนก่อน

ไม่ได้ลักลั่น 2 กระทรวงชัดเจน

ในการชี้แจงครั้งนี้ ทพ.อาคม ย้ำด้วยว่า เรื่องนี้ไม่ใช่กรณีที่ 2 กระทรวงขัดแย้งกัน แต่เป็นเพียงการปฏิบัติตามกฎหมายที่มีอยู่ ซึ่งประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่เกี่ยวข้องได้ออกมาตั้งแต่ปี 2567 และมีผลบังคับใช้ทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโรงพยาบาลเอกชนที่ต้องการเข้ามามีบทบาทในกระบวนการตรวจแรงงานต่างด้าว

แม้ว่าโรงพยาบาลเอกชนจะขึ้นทะเบียนกับ กรมการจัดหางาน ไปแล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะสามารถดำเนินการตรวจ แรงงานต่างด้าว ได้ทันที ยังคงต้องขออนุญาตขึ้นทะเบียนกับ กรมสบส. เพิ่มเติม เพราะถือเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องตามกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ

คลินิกไม่มีสิทธิตรวจแรงงานต่างด้าว

ทั้งนี้ ย้ำอีกครั้งว่า คลินิกไม่ว่าจะเป็นคลินิกทั่วไปหรือคลินิกที่ขึ้นทะเบียนกับกรมการจัดหางานแล้ว ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าวได้ โดยเด็ดขาด เพราะตามกฎหมายเฉพาะที่ออกโดยกระทรวงสาธารณสุข อนุญาตเพียงโรงพยาบาลที่ผ่านการขึ้นทะเบียนเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันมีเพียง 41 แห่งที่ขึ้นทะเบียนกับ สบส. เท่านั้น

หากตรวจโดยไม่ได้รับอนุญาตจาก กรมสบส. ถือว่าผิดกฎหมายและจะถูกดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งจะมีการเข้าตรวจสอบสถานพยาบาลทั้งหมด เพื่อให้แน่ใจว่าปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด

อย่างไรก็ตาม การปลดล็อคให้เอกชนเข้ามามีบทบาทในการตรวจแรงงานต่างด้าว เพื่อช่วยลดภาระของภาครัฐที่อาจไม่สามารถตรวจได้ครบ 2 ล้านคนตามที่มีอยู่ จึงเป็นมาตฐานใหม่ที่เกิดขึ้นในปี 2567 แต่ไม่ใช่การให้ความยืดหยุ่นแบบไม่ต้องขึ้นทะเบียนเด็ดขาด

หากคุณเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่ดำเนินการตรวจ แรงงานต่างด้าว อยู่ในปัจจุบัน ขอให้ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้ขึ้นทะเบียนกับ สบส. แล้ว ไม่เช่นนั้นอาจถูกดำเนินคดีได้

อย่าเสี่ยงตรวจแรงงานต่างด้าวหากยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน เพราะความผิดอาจตามมาได้แบบย้อนหลัง ไม่ว่าคุณจะขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานใดมาก่อนหน้านี้ เพราะเพื่อความปลอดภัยของสุขภาพประชาชน กฎหมายฉบับเฉพาะต้องได้รับการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

ที่มา – รองอธิบดีสบส. ย้ำเอกชนตรวจต่างด้าว อ้างขึ้นทะเบียนกับกรมการจัดหางานแล้วไม่ได้ ไล่ตรวจย้อนหลังแน่

ฝันสู่ครูมืออาชีพ! ตรวจสนามสอบครูผู้ช่วย ภาค ค ปี 68

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) พร้อมด้วยนางวรางคณา ไชยเรือน ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (ผอ.สศศ.) ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมสนามสอบแข่งขันในภาค ค เพื่อคัดเลือกบุคลากรเข้ารับราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วย ประจำปี 2568 ณ โรงเรียนพิบูลประชาสรรค์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญที่สนับสนุนความฝันของผู้ที่ต้องการเป็น ครูมืออาชีพ อย่างมีมาตรฐาน

ฝันสู่ครูมืออาชีพ! ตรวจสนามสอบครูผู้ช่วย ภาค ค ปี 68

การสอบแข่งขันในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อคัดเลือกบุคลากรที่เหมาะสมกับตำแหน่งวิชาชีพและการปฏิบัติงานในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สำนักงาน กพฐ.) ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปที่มีความพร้อมทั้งศักยภาพและทักษะสามารถเข้าร่วมสอบเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการในตำแหน่งสำคัญด้านการศึกษา

ณ สนามสอบโรงเรียนพิบูลประชาสรรค์ ซึ่งเป็นสถานที่จัดสอบภาค ค นางรำไพ บุตรธนู ผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา และคณะกรรมการอื่น ๆ จากสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ได้ให้การต้อนรับและนำท่านผู้ช่วยเลขาธิการกพฐ. เข้าตรวจพื้นที่สอบอย่างละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่าการดำเนินงานทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างถูกต้องตามระเบียบและมีความโปร่งใส

บรรยากาศสนามสอบอย่างเข้มงวดและเรียบร้อย

ในการสอบครั้งนี้มีผู้เข้าสอบจำนวน 795 ราย ทั้งนี้บรรยากาศโดยรวมเป็นไปอย่างเรียบร้อยและเข้มงวด โดยผู้บริหารระดับสูงได้ให้คำแนะนำและให้กำลังใจแก่คณะกรรมการผู้คุมสอบ รวมถึงผู้เข้าสอบ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนมีโอกาสในการแสดงศักยภาพอย่างเท่าเทียมกัน

การจัดสอบในครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของหน่วยงานที่ต้องการคัดเลือกบุคลากรที่ไม่เพียงแต่มีความรู้ทางวิชาการเท่านั้น แต่ยังมีความพร้อมทั้งด้านจริยธรรม ความรับผิดชอบ และความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของ ครูมืออาชีพ ที่แท้จริง

  • การจัดสอบที่โปร่งใสและมีมาตรฐาน
  • การเน้นคุณภาพของผู้สอบเข้า
  • วัตถุประสงค์ที่ชัดเจนในการคัดเลือกครูผู้ช่วย
  • การให้ความสำคัญกับจริยธรรมและวิชาชีพครู
  • เปิดโอกาสให้ทุกคนมีโอกาสฝันสู่ครูมืออาชีพ

จากภาพรวมของการสอบแข่งขันในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าคณะกรรมการฯ ได้วางระบบที่เน้นความรอด้วยกัน อีกทั้งยังส่งเสริมความมั่นคงของระบบการศึกษาไทยอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นที่น่ายินดีสำหรับทั้งผู้เข้าสอบที่มีโอกาสก้าวเข้าสู่เส้นทางการเป็นผู้ร่วมพัฒนาการศึกษาของประเทศ และสำหรับสังคมโดยรวม

หากคุณเองมีหนทางสู่ความฝันเป็นครู อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อมอย่างมืออาชีพ เพราะเส้นทางของครูผู้ช่วยที่ดี คือจุดเริ่มต้นของครูมืออาชีพที่แท้จริง

ที่มา – ฝันสู่ครูมืออาชีพ! ผู้ช่วยเลขาธิการกพฐ. ตรวจสนามสอบครูผู้ช่วย ภาค ค ปี 68 เรียบร้อย-โปร่งใส

โตโยต้า “โปรได้ใจ คุ้มไซส์ BIG” ที่งาน BIG MOTOR SALE 2025

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เปิดฉากโปรโมชั่นแรงในงาน “BIG MOTOR SALE 2025” พร้อมข้อเสนอพิเศษ “โปรได้ใจ คุ้มไซส์ BIG” สำหรับลูกค้าที่จองรถยนต์โตโยต้าภายในงาน หรือผ่านผู้แทนจำหน่ายทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 22-31 สิงหาคม 2568 ณ บูธ A03 ฮอลล์ EH 101-102 ไบเทค บางนา

โตโยต้า “โปรได้ใจ คุ้มไซส์ BIG” จัดเต็มในงานใหญ่

สำหรับโปรโมชั่นพิเศษในครั้งนี้ ลูกค้าจะได้รับดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 72 เดือน หรือเลือกผ่อนเริ่มต้นในอัตราพิเศษ ส่งท้ายด้วยฟรีประกันชั้น 1 และสิทธิประโยชน์มากมายอีกเพียบ ไม่ว่าจะซื้อรถรุ่นใดของโตโยต้า ไม่ว่าจะเป็น SUV สุดนิยมอย่าง YARIS CROSS, COROLLA CROSS, INNOVA ZENIX หรือรถสปอร์ต CAMRY และ ALPHARD ตระกูล HILUX REVO และ FORTUNER รวมถึง NEW YARIS ATIV HEV 2025 รุ่นไฮบริดประหยัดน้ำมันสูงสุด 29.4 กม./ลิตร

รถยนต์ไฮบริดจากโตโยต้า คุ้มค่าจริง

ภายใต้คอนเซปต์ “เอกสารครบ ผ่านเงื่อนไข รับรถไว” ลูกค้าจะสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์โตโยต้าได้รวดเร็วภายในงาน โดยได้รับการดูแลอย่างครอบคลุมจากบริการตลอดอายุการใช้งาน และเครือข่ายศูนย์บริการกว่า 450 แห่งทั่วประเทศ พร้อมรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริดยาวนานสูงสุดถึง 10 ปี

นอกจากนี้ ยังมีบริการประเมินรถยนต์เก่าจาก Toyota Sure โดยผู้เชี่ยวชาญภายในบูธโตโยต้า เพื่อให้ลูกค้าสามารถเปลี่ยนรถคันใหม่ได้อย่างคุ้มค่า ทันสมัย และสะดวก

  • โปรโมชั่นดอกเบี้ย 0% สูงสุด 72 เดือน
  • ฟรีประกันชั้น 1 ทุกรุ่นที่ร่วมรายการ
  • บริการประเมินรถเก่า โดย Toyota Sure
  • สิทธิพิเศษจาก Toyota Leasing และธนาคารพันธมิตร

สำหรับใครที่สนใจ โตโยต้า “โปรได้ใจ คุ้มไซส์ BIG” อย่าพลาด!! ร่วมเป็นเจ้าของรถยนต์โตโยต้าคุณภาพ ราคาย่อมเยา และโปรโมชั่นเด็ดๆ ได้ในงาน “BIG MOTOR SALE 2025” ระหว่างวันที่ 22-31 สิงหาคมนี้ ที่บูธ A03 ไบเทค บางนา หรือที่ผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ

ที่มา – โตโยต้า จัดให้ “โปรได้ใจ คุ้มไซส์ BIG” ที่งาน “BIG MOTOR SALE 2025”

โขลงช้างป่าแม่ด้วนไล่ 2 นักท่องเที่ยววิ่งหนีเข้าป่า

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา เป็นวันที่นักท่องเที่ยวหลายคู่ต้องจดจำเป็นพิเศษ หลังพบว่าตนเองกลายเป็นเป้าหมายของโขลงช้างป่าแม่ด้วนจำนวนกว่าสิบตัว ที่แตกฝูงพุ่งตรงมายังตำแหน่งที่กำลังเดินทางผ่านอยู่บริเวณผาตะแบก ก่อนถึงป้อมเขาเขียว 1 กม. ฝั่งจังหวัดปราจีนบุรี โดยมีนักท่องเที่ยวชาย-หญิง 2 คน ถูกช้างกลุ่มดังกล่าวไล่จนต้องทิ้งรถจักรยานยนต์วิ่งหนีเข้าป่ากระเจิงอย่างหวาดเสียว

โขลงช้างป่าแม่ด้วนไล่ให้ตื่นระทึก

มีรายงานว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน กลุ่มโขลงช้างป่าจากแม่ด้วนจำนวนมาก วิ่งออกมาแบบจู่โจม ทำให้นักท่องเที่ยวตกใจวิ่งหนีเข้าป่า โชคดีที่มีพลเมืองดีที่อยู่ใกล้เหตุการณ์ใช้รถกระบะเข้าไปช่วยเหลือรับผู้ประสบเหตุออกมาได้ทัน หลังจากนั้นจึงกลับไปช่วยกันนำรถจักรยานยนต์ที่ถูกทิ้งไว้กลับมาได้อย่างปลอดภัย

เหตุเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีผู้เล่นในพื้นที่มาก

หนึ่งในผู้ประสบเหตุได้เผยว่า ตนเองกำลังเดินทางจากจังหวัดนครนายกมุ่งหน้าไปยังจังหวัดชัยภูมิ ผ่านทางดังกล่าวเหมือนที่เคยมาเป็นประจำ แต่ในวันนั้นดันมาพบเจอโขลงช้างป่าแม่ด้วนไล่แตกฝูงอย่างที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน ทำให้ต้องรีบขับหนีแบบไม่คิดใคร่ เพราะความปลอดภัยของตนเองเป็นสำคัญ

ท่ามกลางความตื่นตระหนกของผู้ประสบเหตุ ยังมีเหตุพ่วงเกิดขึ้นอีกกรณีหนึ่ง คือรถกระบะที่ใช้ช่วยเหลือได้ถอยชนกับรถเก๋งที่กำลังหลบหนีจากโขลงช้างในเวลาเดียวกัน แต่โชคดีที่ทั้งสองฝ่ายยังสามารถพูดคุยกันและตกลงกันได้อย่างสงบ เหตุไม่ถึงขั้นรุนแรง และที่สำคัญคือไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตแต่อย่างใด

โขลงช้างป่าแม่ด้วนกลับเข้าป่าหลังเกิดเหตุ

หลังจากเกิดเหตุเสร็จสิ้น โขลงช้างป่าแม่ด้วนกลุ่มดังกล่าวก็ได้เดินต่อเข้าสู่ป่าลึกและหายตัวไป ท่ามกลางความตกใจของนักท่องเที่ยวในพื้นที่และพลเมืองดีที่อยู่ใกล้เหตุการณ์

เหตุการณ์นี้ได้สร้างความตื่นตัวให้กับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นอุทยานแห่งชาติ หรือหน่วยป้องกันระบำบ้านเมืองจังหวัด เพื่อเตรียมมาตรการป้องกันในพื้นที่เสี่ยง และเตือนนักท่องเที่ยวให้ระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง

สิ่งที่ควรทราบเพิ่มเติมในการเดินทางผ่านเส้นทางธรรมชาติล้วน คือการเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสอบถามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ ตรวจสอบสภาพพื้นที่ก่อนเดินทาง รวมไปถึงการเตรียมอุปกรณ์ป้องกันตัวที่จำเป็น เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ เช่น โขลงช้างป่าแม่ด้วนไล่หรือสัตว์ป่าที่อาจเกิดพฤติกรรมไม่คาดคิด

หากใครวางแผนเดินทางไปยังพื้นที่ธรรมชาติในอนาคต ต้องอย่าลืมคำเตือนและประสบการณ์จากกรณีครั้งนี้ด้วยนะครับ และอย่าลืมเช็คข่าวสารอัปเดตความเคลื่อนไหวของสัตว์ป่าทุกครั้งก่อนออกเดินทาง

ที่มา – โขลงช้างป่าแม่ด้วนนับสิบแตกฝูง ไล่ 2 นักท่องเที่ยวทิ้งรถวิ่งหนีเข้าป่ากระเจิง!