ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ผลโพลเผยคนไทยเชื่อมั่นกองทัพฯ

ผลสำรวจจากซูเปอร์โพลชี้ให้เห็นถึงความภูมิใจและความสุขของคนไทยต่อกองทัพไทย โดยเฉพาะความเชื่อมั่นในตัวแม่ทัพภาค 2 และ “ผู้กองอะตอม” ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง

ผลโพลเผยคนไทยเชื่อมั่นกองทัพ ภูมิใจทหาร ชื่นชอบแม่ทัพภาค 2 กับ “ผู้กองอะตอม”

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยรายงานผลสำรวจเรื่อง “ความภูมิใจ ความสุขของคนไทย” จากกลุ่มตัวอย่างกว่า 1,093 คน ทั่วทุกภาคส่วนของประเทศ ระหว่างวันที่ 20 – 23 สิงหาคมที่ผ่านมา

ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่า ร้อยละ 92.6 ของผู้ตอบแบบสอบถามรู้สึกภูมิใจใน “ความกล้าหาญและเสียสละของทหารไทยที่ปกป้องแผ่นดิน” ส่วนร้อยละ 91.7 ระบุว่าภูมิใจใน “กองทัพไทย” อย่างมากถึงมากที่สุด โดยมีเพียง 2.9% เท่านั้นที่ไม่แสดงความภูมิใจ

ความชื่นชอบต่อบุคคลในหน่วยทหาร

ผลโพลเผยคนไทยเชื่อมั่นกองทัพ ภูมิใจทหาร ชื่นชอบแม่ทัพภาค 2 กับ “ผู้กองอะตอม” โดยความนิยมของบุคลากรทหารชายแดนไทย–กัมพูชามีอันดับสูงสุด ได้แก่ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง “แม่ทัพภาค 2” ร้อยละ 64.5 และรองลงมาคือ “ร้อยเอกหญิง ปวิชญา วลีสุขสันต์ (ผู้กองอะตอม)” อยู่ที่ร้อยละ 63.8

  • แม่ทัพภาค 2 – 64.5%
  • ผู้กองอะตอม – 63.8%
  • นักบินรบ F-16 และกริพเพน – 61.7%
  • นักรบชุดดำ-ตชด. – 58.9%
  • กลุ่มอาสาสมัคร – 55.3%

ข้อมูลนี้สะท้อนว่า ความชื่นชอบต่อกำลังพลแนวหน้ากระจุกตัวในระดับสูง แสดงให้เห็นถึงการยอมรับต่อตัวบุคคลและศักยภาพการปฏิบัติงานของหน่วยเฉพาะ

สุขภาพจิตและภาคภูมิใจของสังคม

ความสุขที่มาจากการปกป้องอธิปไตยและการเกื้อกูลในช่วงวิกฤตมีค่าเฉลี่ยสูงถึง 88.6% โดยตัวเลขสูงสุดคือ “กองทัพไทยยึดคืนแผ่นดินไทยได้” (94.3%) รองลงมาคือ “ทหารสู้รบด้วยความกล้าหาญ” (91.2%) สงครามและความขัดแย้งแม้จะเป็นประเด็นละเอียดอ่อน แต่ผลการป้องปรามและช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

จากผลลัพธ์นี้ ทุนความภูมิใจ ซึ่งก่อให้เกิดอารมณ์เชิงบวกระดับสูง จึงสามารถส่งผลเสริม “ทุนความไว้วางใจเชิงสถาบัน” ต่อกองทัพ ทำให้เกิดความสัมพันธ์เชิงบวกในเชิงสังคมอย่างยั่งยืน

โดยสรุป ผลโพลเผยคนไทยเชื่อมั่นกองทัพ ภูมิใจทหาร ชื่นชอบแม่ทัพภาค 2 กับ “ผู้กองอะตอม” สะท้อนถึงความเชื่อมั่นถ้วนหน้าของสังคมไทยต่อกองทัพในภาพรวม พร้อมแรงผลักดันให้เกิดการสื่อสารเชิงคุณค่าที่ผสมผสานระหว่าง “ความกล้าหาญ” และ “ความเอื้ออาทร” อย่างกลมกลืน

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารสาธารณะและผลักดันความไว้วางใจในระยะยาว การเน้นเรื่องเล่าที่ผสมผสานคุณค่าความกล้าหาญเข้ากับมนุษยธรรม จะช่วยยกระดับบทบาทของหน่วยทหารให้เป็น “ทูตสังคม” ชั้นแนวหน้า เช่นเดียวกับการส่งเสริมให้เยาวชนได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์และคุณค่าของบรรพบุรุษเพื่อต่อยอดสู่พลเมืองที่มีคุณภาพ

อย่างไรก็ตาม ความภูมิใจและความเชื่อมั่นของสังคมไทยต่อทหารนั้น ยังต้องผูกพันด้วยความรับผิดชอบและการเคารพสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในความยั่งยืนของความไว้วางใจสถาบัน

ที่มา – ผลโพลเผยคนไทยเชื่อมั่นกองทัพ ภูมิใจทหาร ชื่นชอบแม่ทัพภาค 2 กับ “ผู้กองอะตอม”

ย้อนเส้นทาง ‘วีนา ปวีนา’ นางงามผู้ไม่ยอมแพ้ 8 ปีกว่าคว้ามง

เรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จที่รอคอยมานานกว่า 8 ปีเลยทีเดียวสำหรับ “วีนา-ปวีนา ซิงห์” นางงามสาวลูกครึ่งไทย-อินเดีย อายุ 29 ปี ที่ในที่สุดสามารถคว้ามงกุฎ “Miss Universe Thailand 2025” จากจังหวัดสระบุรีมาครองได้สำเร็จ ปิดตำนาน “นางรอง” ที่เธอผ่านมาอย่างสง่างาม

ย้อนเส้นทาง ‘วีนา ปวีนา’ นางงามผู้ไม่ยอมแพ้ 8 ปีกว่าคว้ามง

เส้นทางความมุ่งมั่นของวีนาไม่ใช่เรื่องง่าย เธอประกวดมาแล้วทั้งสิ้น 4 ครั้งในรอบ 8 ปี โดยเริ่มต้นจากการเป็นตัวแทนจากจังหวัดเชียงใหม่ในปี Miss Universe Thailand 2018 ซึ่งเข้ารอบ 5 คนสุดท้ายและคว้าตำแหน่งรองอันดับ 2 มาครอง

แรงบันดาลใจที่ผลักดันให้เดินหน้า

อีกครั้งในปี 2020 เธอกลับมาแข่งขันอีกครั้งในฐานะตัวแทนจากจังหวัดบางแสน และทำผลงานได้อย่างโดดเด่นจนได้ตำแหน่งรองอันดับ 1 ในปี 2023 เธอกลับมาอีกครั้งเป็นตัวแทนจากจังหวัดภูเก็ต และได้ตำแหน่งรองอันดับ 2 อีกครั้ง

การผันตัวมาเป็น “Miss Universe Thailand 2025” จากจังหวัดสระบุรีในปีนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่เปล่งปรายอย่างแท้จริง ความมุ่งมั่น การฝึกฝน และการไม่ยอมแพ้ คือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้

  • ปี 2018: รองอันดับ 2
  • ปี 2020: รองอันดับ 1
  • ปี 2023: รองอันดับ 2
  • ปี 2025: คว้ามง Miss Universe Thailand 2025

วีนาเป็นหนึ่งในนางงามที่คงความสม่ำเสมอและมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง หยิบยกความแตกต่างของตัวเอง และเปลี่ยนมันให้เป็นจุดเด่นที่น่าจดจำ เธอไม่เพียงแค่แข่งขันเพื่อตัวเอง แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วไป

ในวันนี้ วีนา ปวีนา ซิงห์ กลายเป็นตัวแทนของประเทศไทยในเวที Miss Universe 2025 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เส้นทางที่ยาวนานกว่า 8 ปีได้ปิดฉากลงด้วย传奇游戏แห่งความสำเร็จ

ความสำเร็จของวีนาสอนให้เราได้เรียนรู้ว่า ความมุ่งมั่น กับความไม่ยอมแพ้ จะพาเราไปสู่จุดหมายได้เสมอ เราเชื่อว่าต่อไปนี้ วีนาจะสร้างความภูมิใจให้ประเทศไทยอย่างเต็มเปี่ยม

หากคุณยังไม่ลองฝึกฝนตัวเองในสิ่งที่คุณรักและมุ่งมั่น อย่ารอช้า! เพราะทุกฝันล้วนเป็นไปได้ เมื่อคุณไม่ยอมแพ้เลย

ที่มา – ย้อนเส้นทางมุ่งมั่น ‘วีนา ปวีนา‘ นางงามผู้ไม่เคยยอมแพ้ ปิดตำนาน ‘นางรอง’ กัดฝันสู้ 8 ปีจนคว้ามงสำเร็จ

‘ภูมิธรรม’ สั่งการผู้ว่าฯติดตามพายุ ‘คาจิกิ’

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 24 สิงหาคม นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้เปิดเผยว่า พายุโซนร้อนกำลังแรง “คาจิกิ” ซึ่งมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ขณะนี้อยู่ห่างจากเมืองดองฮอย ประเทศเวียดนาม ประมาณ 570 กิโลเมตร และเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกด้วยความเร็ว 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

แผนกอุตุนิยมวิทยาประเมินว่า พายุอาจมีกำลังแรงขึ้นเมื่อเข้าสู่อ่าวตังเกี๋ย และจะเริ่มอ่อนกำลังหลังขึ้นฝั่งเวียดนามตอนบนภายในวันที่ 25-26 สิงหาคม 2568 อย่างไรก็ตาม แม้ไม่ขึ้นฝั่งไทย แต่“คาจิกิ”จัดเป็นพายุที่มีความรุนแรงสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้น พายุหมุนเขตร้อน อาจนำฝนตกหนักไปยังหลายพื้นที่ เช่น ภาคอีสานตอนบน ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ฝั่งตะวันตก และกรุงเทพมหานคร

‘ภูมิธรรม’ สั่งการผู้ว่าฯติดตามพายุ ‘คาจิกิ’

ด้วยสถานการณ์ที่มีแนวโน้มส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง รองนายกรัฐมนตรีได้สั่งการไปยัง ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 แห่ง และกรุงเทพมหานคร ให้ร่วมมือติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชนทั่วประเทศ

รอข่าวสารผ่านวอร์รูมกลาง

ในส่วนของการบริหารสถานการณ์ในกรณีฉุกเฉินนั้น นายภูมิธรรมยังได้แจ้งว่าให้มีการตั้งวอร์รูมขึ้นในทุกพื้นที่ เพื่อประสานงานและประเมินสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งหากพบว่าพื้นที่ใดมีแนวโน้มจะเกิดเหตุฉุกเฉิน ผู้ว่าราชการจะต้องสั่งการผ่านผู้อำนวยการอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อดำเนินการทันที

  • เตรียมแผนอพยพพื้นที่เสี่ยง
  • ดูแลปัจจัยด้านอาหาร การกิน และสิ่งจำเป็นอื่นๆ
  • เตรียมพื้นที่ปลอดภัยรองรับผู้ลี้ภัย
  • ขับเคลื่อนการช่วยเหลือในกรณีเกิดภัยพิบัติแบบฉับพลัน

นอกจากนี้ ยังกำชับให้ตรวจสอบวัตถุที่มีความสูง เช่น ป้ายโฆษณา หรือสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใกล้ทางน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้ถล่มหรือถูกลมแรงกระหน่ำ ซึ่งอาจสร้างอันตรายต่อความปลอดภัยของประชาชน

สำหรับพื้นที่ติดทะเล นายภูมิธรรมกล่าวเสริมว่า ควรติดตามคลื่นสูงอย่างใกล้ชิด และจัดการห้ามประชาชนและนักท่องเที่ยวเล่นน้ำ รวมถึงพิจารณาการเดินเรือของเรือโดยสาร เรือประมง หากสถานการณ์รุนแรง ต้องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำพาเรือที่ออกไปแล้วกลับมาฝั่งอย่างปลอดภัย

ย้ำอีกครั้งว่า ‘ภูมิธรรม’ สั่งการผู้ว่าฯติดตามพายุ ‘คาจิกิ’ อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน นอกจากนี้ ประชาชนสามารถโทรสอบถามข้อมูลหรือขอความช่วยเหลือได้ตลอด 24 ชม. ผ่านสายด่วนนิรภัย 1784

หากคุณอยู่ในพื้นที่ที่รับผลกระทบจากพายุ “คาจิกิ” อย่าประมาท และควรเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ทุกขณะ ข่าวจากเว็บไซต์ข่าว

ดิว อริสรา กล่าวคำอาลัยพ่อทั้งน้ำตา เปิดข้อความในวาระสุดท้าย

ช่วงชีวิตของนักแสดงสาว “ดิว อริสรา” ต้องเจอกับความทุกข์หลายประการ ทั้งในเรื่องส่วนตัวและคดีความ จนต้องเดินทางไปพักใจต่างประเทศ แต่ในช่วงเวลานั้น “เฮียหลี” หรือพ่อของเธอ “วิชิต ทองบริสุทธิ์” ก็จากไปโดยไม่มีโอกาสได้เจอกันเป็นครั้งสุดท้าย

ดิว อริสรา กล่าวคำอาลัยพ่อทั้งน้ำตา

ครอบครัวของดิวจึงตัดสินใจรักษาร่างของพ่อไว้ 100 วัน เพื่อรอเธอได้กลับมาส่งท้ายพ่อด้วยความเคารพและรัก ในวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ดิวได้จัดพิธีแห่ศพอย่างเรียบง่าย มีพี่ชาย สญาคริยา ญาติพี่น้อง และเพื่อนสนิทเข้าร่วม

คำอาลัยจากหัวใจ

ในพิธีดังกล่าว ดิว อริสรา ได้อ่านคำอาลัยด้วยน้ำเสียงสั่นเคลือบด้วยความเศร้า เธอเล่าให้ทุกคนฟังถึงข้อความจากคุณพ่อในช่วงวาระสุดท้าย ถึงแม้เธอจะอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่พ่อกลับไม่เคยตำหนิ กลับส่งข้อความให้กำลังใจอย่างน่าซาบซึ้ง

ข้อความที่ดิวเปิดเผยก็คือ “ถึงแม้ลูกคนนี้จะพลาดพลั้ง ทำผิดพลาดอยู่บ่อยครั้ง แต่ป๊าไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียวที่จะรู้สึกผิดหวังในตัวที่ดิว แม้กระทั่งวาระสุดท้ายในชีวิตป๊า ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดิวกำลังเผชิญปัญหาในชีวิตอยู่ ทำให้เราไม่มีโอกาสได้พบกันใกล้ๆ แต่เราได้มีโอกาส FaceTime พูดคุยกัน… ป๊ารักลูกเสมอ ทุกสิ่งทุกอย่างป๊าไม่เคยคิดไม่ดีต่อลูกๆทุกคน ป๊าให้อภัยลูกๆทุกคนเสมอ และป๊ารักลูกๆทุกคนตลอดไป“

ระหว่างที่กล่าวคำอาลัย ดิวเกือบจะร้องไห้ออกมา เธอไม่อาจควบคุมความเศร้าได้ เพราะรักในตัวพ่ออย่างลึกซึ้ง หลังจากนั้นเธอได้ร้องเพลง “เรื่องจริง – sin singular” เพื่อเป็นการอำลาพ่ออย่างเต็มหัวใจ

แม้ช่วงเวลานี้จะเต็มไปด้วยความเสียใจ แต่ก็เป็นการปลอบใจให้ตัวเองว่าความรักที่มีให้กันและกันจะยังคงอยู่ในความทรงจำของทุกคนตลอดไป

การสูญเสียคนในครอบครัวเป็นสิ่งที่ยากจะลืมเลือน แต่ทุกคำพูด และความรักของพ่อที่ได้ถ่ายทอดไว้ ย่อมเป็นพลังใจที่สำคัญในวันที่เธอเจ็บปวดอย่างหนัก

อดีตความหลังอาจเจ็บปวด แต่คำพูดของพ่อดึกดื่นที่ว่า “ป๊าให้อภัยลูกทุกคน” ย่อมเป็นคำพูดที่เติมพลังให้เธอเดินหน้าต่อในวันข้างหน้า

หากคุณเคย经历过ช่วงเวลาที่ยากลำบากทางใจ สิ่งที่คนใกล้ตัวให้คุณไว้อาลัยไว้ ย่อมเป็นแรงผลักดันให้คุณหายเจ็บได้เช่นกัน

ที่มา – ‘ดิว อริสรา’ กล่าวคำอาลัยพ่อทั้งน้ำตา เปิดข้อความในวาระสุดท้าย ‘ป๊าให้อภัยลูกทุกคน’

“อนุชา” บุกตลาดนัดวัดกลางบางแก้ว ดันแคมเปญ SAN “สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน” สกัดโรค NCD

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายอนุชา สะสมทรัพย์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นายฐิติพันธ์ จูจันทร์โชติ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เดินทางไปยัง ตลาดนัดวัดกลางบางแก้ว อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนแคมเปญสุขภาพและสุขาภิบาลอาหารภายใต้แนวคิด “สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน” (SAN) โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนห่างไกลจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว

“สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน” ป้องกันโรค NCDs ตั้งแต่ต้นทาง

การเข้าพื้นที่ในครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนจากภาครัฐว่าอยากให้ภาคประชาชน เจ้าหน้าที่ และผู้ประกอบการ ตระหนักถึงความสำคัญของสะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะในสิ่งแวดล้อมในการประกอบอาหาร การจัดการวัตถุดิบ และภาชนะที่ใช้ในการปรุง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อสุขภาพของประชาชน

ตลาดนัดเป็น “พื้นที่เสี่ยง” ต่อโรค NCDs ที่ต้องอยู่ในสายตา

ตลาดนัดมีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันของคนทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้น้อย แต่ก็ถือเป็นพื้นที่ที่ต้องได้รับการดูแลพิเศษอย่างต่อเนื่อง เพราะหากStores ภายในตลาดไม่ได้มาตรฐานมากเพียงพอ เสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเชื้อโรคและมลพิษทางอาหาร ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะสุขภาพที่ไม่ดี โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงกับโรคกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคอ้วน

นอกจากนี้ ท่านรองโฆษกฯ ยังกล่าวว่า “อาหารที่ดีไม่ควรมีเพียงรสชาติที่อร่อยเท่านั้น แต่ต้องมีคุณภาพและปลอดภัยสำหรับการรับประทาน ด้วยการควบคุมสุขาภิบาลที่ดี ทั้งร้านค้าและผู้บริโภคจึงสามารถมั่นใจได้ว่าทุกจาน จะถูกจัดเตรียมอย่างพร้อมเพรียงต่ออายุขัยและความเป็นอยู่ที่ดีของคนไทย”

  • ส่งเสริมตลาดนัดมาตรฐาน SAN
  • ลดความเสี่ยงจากโรคเรื้อรัง (NCDs)
  • ให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการอย่างมีจริยธรรม
  • ปกป้องผู้บริโภคด้วยจรรยาบรรณด้านอาหาร

แคมเปญในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การตรวจสอบว่าร้านใดสะอาดหรือไม่ แต่เป็นองค์ประกอบของการสร้างความตระหนักรู้ การให้คำแนะนำอย่างตรงจุด และการร่วมมือจากผู้ผลิต ผู้ประกอบการ จนถึงผู้บริโภคเอง “สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน” จึงไม่ใช่เพียงแค่สโลแกน แต่คือแนวทางในการสร้างอนาคตแห่งสุขภาพของชาติ

หากคุณอยากให้ครอบครัวมีสุขภาพแข็งแรง ต้องเริ่มจากการเลือกร้านอาหารที่สะอาด ปลอดภัย และได้มาตรฐานเสมอ ร่วมมือกับรัฐ เพื่อสร้าง “สุขภาวะ” ที่ยั่งยืน

ที่มา – “อนุชา” พาบุกตลาดนัดวัดกลางบางแก้ว ดันแคมเปญ SAN “สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน” สกัดโรค NCD

เกาหลีเหนืออวดความสำเร็จทดสอบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานใหม่ 2 รุ่น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ว่า สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ซึ่งเป็นเสียงของรัฐบาลเปียงยาง ได้ออกมาประกาศว่า นายคิมจองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้เดินทางไปยังพื้นที่แห่งหนึ่งเพื่อสังเกตการณ์การซ้อมยิง ขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานใหม่ 2 รุ่น ซึ่งได้รับการพัฒนาให้มีสมรรถนะที่เหนือกว่ารุ่นก่อน ๆ

เกาหลีเหนืออวดความสำเร็จทดสอบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานใหม่ 2 รุ่น

รายงานจาก KCNA ระบุว่า แม้จะไม่เปิดเผยข้อมูลเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับ ขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน 2 รุ่นใหม่ ที่เพิ่งได้รับการทดสอบ แต่ได้เน้นย้ำว่า ผลการทดลองระบุว่า ขีปนาวุธทั้งสองรุ่นนั้นมีระบบเทคโนโลยีที่มีความสามารถสูงในการทำลายเป้าหมายทางอากาศหลากหลายประเภท ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญสำหรับ arsenal ด้านอาวุธของเกาหลีเหนือ

ท่านผู้นำสั่งเร่ง “ภารกิจสำคัญ” ก่อนการประชุมใหญ่พรรคคนงาน

นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า คุณคิมjong-un ได้สั่งการอย่างตรงไปตรงมาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางทหาร “ต้องเร่งดำเนินการให้ภารกิจสำคัญที่เกี่ยวข้องกับระบบอาวุธให้สำเร็จก่อนการประชุมใหญ่ของพรรคคนงานครั้งต่อไป” ซึ่งเป็นการเปิดฉากการแสดงศักยภาพทางทหารของประเทศอย่างชัดเจน

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากที่ กระทรวงกลาโหมเกาหลีเหนือ ได้ประกาศประณามการซ้อมรบประจำปีของเกาหลีใต้และสหรัฐฯ ที่มีชื่อว่า “Freedom Shield” ซึ่งมีกำหนดการตั้งแต่ 18 ส.ค. ถึง 28 ส.ค. โดยเรียกการกระทำนี้ว่า “เป็นการกระทำที่วางแผนไว้ล่วงหน้าเพื่อยั่วยุและข่มขู่” ตามรายงานข่าว

เมื่อวันที่ 19 ส.ค. เหตุการณ์ตึงเครียดยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อทหารเกาหลีเหนือเข้าไปใกล้เขตแดนทางทหาร (MDL) และทหารเกาหลีใต้ได้ยิงกระสุนปืนเตือนเพื่อเตือนให้พวกเขายุติการละเมิดเขตแดน ซึ่งกองทัพเกาหลีใต้ยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเพื่อตอบโต้ความเคลื่อนไหวที่ไม่เหมาะสมของฝั่งตรงข้าม ซึ่งหลังจากได้ยินเสียงปืน ทหารเกาหลีเหนือได้ล่าถอยกลับไป

ทั้งนี้ ความตึงเครียดระหว่าง 2 ประเทศยังคงเป็นสมรภูมิที่ต้องจับตา ทั้งในแง่ของพัฒนาการด้านอาวุธและการแสดงพลังทางการทูต การทดสอบ ขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานใหม่ 2 รุ่น จึงไม่ใช่แค่การสาธิตพลัง แต่เป็นการเตือนสติเยี่ยงโลกว่า เกาหลีเหนือยังคงเดินหน้าในเส้นทางการทหารอย่างไม่หวั่นไหว

การรายงานข่าวนี้มีนัยสำคัญทั้งในด้านกลยุทธ์ทางทหารและบรรยากาศทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากการเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมใหญ่ของพรรคก้าวหน้าแรงครั้งใหม่ของเกาหลีเหนืออีกด้วย

ที่มา – เกาหลีเหนืออวดความสำเร็จ ทดสอบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน 2 รุ่นใหม่

นอภ.เมืองลพบุรียันหลวงพ่ออลงกตไม่มีความผิด

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม นายรัฐพล ธุระพันธ์ นอภ.เมืองลพบุรี ได้ออกมาชี้แจงกรณีที่ชื่อของ “หลวงพ่ออลงกต” ถูกเปรียบเทียบกับ “นายอลงกต พลมุข” อดีตข้าราชการอำเภอผักไห่ที่เสียชีวิตแล้ว โดยระบุชัดเจนว่า หลังการตรวจสอบเลขบัตรประชาชน 13 หลักของทั้งสองคนนั้นไม่ตรงกัน

นอภ.เมืองลพบุรียันหลวงพ่ออลงกตไม่มีความผิด

จากการติดตามข้อมูลเพิ่มเติม พบว่า หลวงพ่ออลงกต ได้ยื่นเปลี่ยนชื่อเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2552 ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ว่าทั้งสองเป็นคนละบุคคลกัน แม้จะมีชื่อเดียวกันและวันเกิดใกล้เคียง แต่เมื่อดูจากสูติบัตรและข้อมูลอื่น ๆ พบว่าท่านมีภูมิลำเนาที่จังหวัดขอนแก่น ส่วนในใบสุทธิฯ ที่มีการแจ้งวันเกิดไม่ตรงกัน เป็นเรื่องที่สำนักพุทธศาสนาอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

ข้อมูลจากสำนักทะเบียนราษฎร์ยืนยันความชัดเจน

นายรัฐพลกล่าวว่า จากข้อมูลของฝ่ายปกครองและสำนักทะเบียนราษฎร์ ถือว่ากรณีนี้ได้ปิดไว้เรียบร้อยแล้ว และหลวงพ่ออลงกตไม่มีความผิดในประเด็นที่ถูกกล่าวอ้าง ยืนยันว่าเป็นเพียงความสับสนจากข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเกี่ยวกับการตรวจสอบมูลนิธิของวัดพระบาทน้ำพุที่อยู่ระหว่างดำเนินการ โดยทุกปีมีการรายงานผลการทำงานของมูลนิธิในวันที่ 31 มีนาคม ซึ่งในช่วงล่าสุดได้มีการแจ้งเรื่องทรัพย์สินและที่ดินมูลค่ารวมหนึ่งล้านบาทต่อมูลนิธิ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าตรงกับวัตถุประสงค์ของการจดตั้งหรือไม่

ชุมชนลพบุรีตั้งข้อสังเกตในกิจกรรมมูลนิธิ

“ใจฟ้าอาคาเดมี่” ซึ่งถูกชี้ว่าเป็นของมูลนิธิธรรมลักษณ์ และมูลนิธิอาทรประชานาถ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบชัดเจน โดยทางผู้บังคับบัญชาจะต้องชี้แจงอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม รายงานด้านที่ดินเพิ่มขึ้นจากเดิม แสดงให้เห็นว่ามีการขยายกิจกรรมของมูลนิธิในลักษณะที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

  • มูลนิธิฟ้าสร้างไทย: ปิดไปแล้วเมื่อ 31 ตุลาคม 2567
  • มูลนิธิธรรมลักษณ์ และอาทรประชานาถ: อยู่ระหว่างตรวจสอบ

อีกหนึ่งประเด็นที่เกิดขึ้นในช่วงปลายสิงหาคม คือการกล่าวอ้างของเพจ “แฉวีรกรรมหมอบี” ที่พาดพิงถึง “เจ้าของร้านเพชรงานดัง” ในเมืองลพบุรี ว่าเชื่อมโยงกับความเคลื่อนไหวของวัดพระบาทน้ำพุ และเรื่องในเครือข่ายฟอกเงิน ซึ่งหากดูจากสถานการณ์จริง ปรากฏว่าเจ้าของร้านเพทราไม่ได้เกี่ยวข้องกับวัดแต่อย่างใด

ร้านเพชรมีความตั้งใจในการดำเนินธุรกิจค้าขายครีมเสริมความงาม และช่วยเหลือชุมชนโดยการแจกอาหารให้กลุ่มเปราะบาง นอกจากนี้ ท่านยังถูกกล่าวอ้างว่า “มีสามีเป็นตำรวจ” ซึ่งความจริงแล้ว นายตำรวจที่ถูกกล่าวถึงเป็นเพียงคนรู้จักที่ใช้เวลาโลดแล่นอกราชการในการดูแลความปลอดภัยของร้าน ไม่ใช่สามีตามที่ถูกกล่าวอ้างแต่อย่างใด

หลังจากเกิดข้อประเด็นดังกล่าว ทางผู้เสียหายได้รวบรวมหลักฐานทุกอย่างเข้าแจ้งความกับ พล.ต.ต.จักรทิพย์ วงศ์ชูสกุล ผกก.สภ.เมืองลพบุรี เพื่อดำเนินคดีกับเพจ “แฉวีรกรรมหมอบี” ซึ่งได้ลบโพสนี้ออกไปเนื่องจากเผชิญกระแสทัวร์แรง

การตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไป โดยหวังว่าองค์กรที่เกี่ยวข้องจะสามารถทำหน้าที่ได้อย่างโปร่งใส และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเป็นผู้สังเกตการณ์ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นอย่างแท้จริงในทุกระบบ ไม่ว่าจะเป็นวัดหรือมูลนิธิที่ขับเคลื่อนโดยองค์กรศาสนา

ที่มา – ‘นอภ.เมืองลพบุรี’ ยัน ‘หลวงพ่ออลงกต’ ไร้ความผิด ชี้เลขบัตรปชช.ไม่ตรงกับ ‘อดีตขรก.ผักไห’

เกราะเหล็กตัดไม่เหมาะบริจาค ต่างจากเหล็กทั่วไป แถมกันกระสุนไม่ได้

จากกรณีแฟนเพจ “thaiarmedforce.com” ได้โพสต์เตือนเกี่ยวกับ เกราะเหล็กตัด ที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อใช้เป็นเกราะป้องกันกระสุนอย่างแท้จริง แม้ว่าแผ่นเหล็กนี้จะมีความสามารถในการหยุดกระสุนได้ในระดับหนึ่ง แต่แรงกระแทกและเศษกระสุนที่กระจายออกมานั้น อาจทำให้ผู้ใส่เกิดบาดเจ็บรุนแรงหรือถึงขั้นเสียชีวิตได้ แฟนเพจจึงแนะนำให้หน่วยงานที่รับบริจาคหยุดใช้ เกราะเหล็กตัด เหล่านี้ทันที เนื่องจากไม่มีประโยชน์ต่อความปลอดภัยของทหาร

เกราะเหล็กตัดให้ประโยชน์น้อย และอันตรายมาก

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งซึ่งคาดว่าเป็นทหาร มีการโพสต์แนะนำเกี่ยวกับการบริจาคเกราะกันกระสุน โดยเฉพาะกับ เกราะเหล็กตัด ที่ผู้บริจาคจำนวนมากนำไปบริจาคให้กับทหาร โดยมีการเน้นย้ำว่า เกราะเหล็กตัด จากเหล็กธรรมดาที่ไม่มีมาตรฐานไม่ได้เป็นเกราะป้องกันกระสุนจริง และไม่มีประสิทธิภาพที่เพียงพอในการรับมือกับกระสุนปืนยาว

รายละเอียดจากผู้ใช้เฟซบุ๊ก

โพสต์ดังกล่าวระบุว่า “ใครที่คิดจะบริจาค เกราะเหล็กตัด จากเหล็กธรรมดาที่ไม่ได้มาตรฐานจากร้านขายเหล็กทั่วไปให้ทหาร คิดให้ดีบริจาคให้ถูกหน่วยถูกที่ครับ ใช้ประโยชน์ได้น้อยมาก หนักมากแต่กันกระสุนปืนยาวไม่ได้จริง” อีกทั้งเพิ่มเติมว่า “แนวหน้าไม่มีใครใส่หรอก เพราะรุ่นที่กันได้มีราคาสูงแต่ประสิทธิภาพก็ยังไม่ดี ทำให้กระสุนแตกกระจายไปโดนส่วนอื่น หรือเพื่อนบาดเจ็บแทน หรือแย่กว่านั้นคือโดนตาหรือโดนคอ”

ทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับการบริจาค

ผู้ใช้เฟซบุ๊กยังแนะนำว่า ถ้าผู้มีจิตศรัทธาต้องการบริจาคเพื่อช่วยเหลือทหาร ควรซื้อเสื้อเกราะเปล่าๆ ที่มีจำหน่ายในแอปพลิเคชันต่างๆ ซึ่งสามารถใช้งานได้จริง และเหมาะสมกับหน่วยที่จะนำไปใช้มากกว่า

  • กันกระสุนได้ดีกว่าเหล็กตัด
  • น้ำหนักเบาเหมาะกับการใช้งาน
  • ใช้งานในสภาพการรบได้จริง

“บางหน่วยอาจจะพอใช้แก้ขัดได้ ถ้าบริจาคให้หน่วยช่วยรบ หน่วยสนับสนุนการรบ และหน่วยขนส่งอย่างพลขับรถล้อ หน่วยปืนใหญ่ หรือทหารม้า ที่อยู่ในพื้นที่ยิงสนับสนุนฝ่ายส่งกำลังบำรุง น่าจะพอป้องกันสะเก็ดระเบิดไว้ได้ และโอกาสโดนปืนยาวนั้นต่ำมาก” โพสต์ระบุเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม สำหรับหน่วยแนวหน้า เช่น ทหารราบ ทหารพราน หรือหน่วยแนวหน้าอื่นๆ ย้ำว่าไม่ควรใช้ เกราะเหล็กตัด อย่างเด็ดขาด เนื่องจากไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกระสุนปืนยาว และอาจทำให้กระสุนแตกแยกกระเจิง ทำร้ายอวัยวะสำคัญของตนเองหรือผู้อื่นแทน

“แต่หน่วยแนวหน้าอย่างทหารราบ ทหารพราน หน่วยหน้าแนวอื่นๆ ใช้ไม่ได้ มันกันไม่ได้ครับ ถึงกันได้ก็แฉลปไปโดนส่วนอื่นที่สำคัญกว่า อาจตายไวกว่าเดิมครับ กันกระสุนปืนยาวไม่ได้ ขอบคุณทุกคนครับ”

สรุป

การบริจาคควรมีความรู้เท่าทัน และเข้าใจความต้องการจริงของผู้รับ เพื่อไม่ให้ของบริจาคกลับกลายเป็นอุปสรรคต่อความปลอดภัยของผู้ใส่ การเลือกบริจาคเฉพาะของที่มีคุณภาพและตรงกับมาตรฐาน เช่น เสื้อเกราะหรือเกราะมาตรฐานทหารบก จะช่วยสนับสนุนกำลังใจและกำลังกายของทหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ผู้รู้แนะนำ ‘เกราะเหล็กตัด’ ไม่เหมาะบริจาค ต่างจากเหล็กทั่วไป แถมกันกระสุนไม่ได้

บัตรทองรักษาป่วยเล็กน้อยที่ร้านยา-คลินิก 2 ครั้งต่อเดือน

ผู้ถือบัตรทองจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมในการรักษาอาการป่วยเล็กน้อยเริ่มวันที่ 1 กันยายน 2568 โดยสามารถเข้ารับบริการที่ร้านยาคุณภาพหรือคลินิกเวชกรรมได้สูงสุด 2 ครั้งต่อเดือน ซึ่งนับเป็นหนึ่งในทางเลือกใหม่สำหรับผู้มีสิทธิบัตรทองในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

บัตรทองรักษาป่วยเล็กน้อยที่ร้านยา-คลินิก 2 ครั้งต่อเดือน

จากข้อมูลที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แจ้ง เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. ได้อธิบายถึงแนวทางใหม่ในการให้บริการแก่ผู้ถือบัตรทอง โดยระบุว่าจะมีการขยายช่องทางการรักษาอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย (common illness) จำนวน 32 ถึง 42 อาการ ผ่านหน่วยบริการนวัตกรรม ซึ่งรวมถึง ร้านยาคุณภาพ, คลินิกเวชกรรม, คลินิกพยาบาล และบริการ Telemedicine ทั้งผ่านแอปพลิเคชันและตู้ห่วงใย โดยสามารถใช้สิทธิได้สูงสุดเดือนละ 2 ครั้ง

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการใช้สิทธิ์ 2 ครั้งต่อเดือน

หากผู้ถือบัตรทองใช้สิทธิเข้ารับบริการที่ร้านยาในการรักษาครั้งแรก และในครั้งที่สองไปใช้บริการที่คลินิกเวชกรรม ถือว่าใช้สิทธิครบถ้วนในเดือนนั้นแล้ว หากรู้สึกอาการไม่ดีขึ้นหลังใช้สิทธิ 2 ครั้ง ควรไปรักษาต่อที่สถานพยาบาลหลักที่ลงทะเบียนไว้ ซึ่งระบบจะสามารถติดตามประวัติการใช้งานได้อย่างแม่นยำผ่านบัตรประชาชน

นอกจากนี้ ทพ.อรรถพร ยัง提醒 ว่าผู้ใช้สิทธิบัตรทองจำเป็นต้องเก็บรักษาบัตรประชาชนให้ปลอดภัยอย่างมาก เพราะหากมีการรั่วไหลออกมายังผู้ไม่ประสงค์ดี อาจนำไปใช้ในการแอบอ้างเข้ารับบริการแทนเจ้าของบัตรจริง และอาจทำให้สูญเสียสิทธิ์โดยไม่รู้ตัว

  • ใช้สิทธิได้สูงสุด 2 ครั้งต่อเดือน
  • เลือกรับบริการที่ร้านยา คลินิกเวชกรรม ฯลฯ ได้อย่างสะดวก
  • หากอาการยังไม่ดีขึ้น ไปรับบริการที่โรงพยาบาลประจำ
  • ระวังการเปิดเผยบัตรประชาชน

การเปลี่ยนแปลงในปี 2568 นี้เป็นความพยายามของภาครัฐในการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนผู้ถือบัตรทอง โดยเฉพาะในกรณีที่มีอาการป่วยเล็กน้อย ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปโรงพยาบาลทุกครั้ง ทำให้ทั้งประหยัดเวลาและมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้นในการเข้าถึงบริการสุขภาพ

หากคุณเป็นผู้มีบัตรทอง ควรเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเข้ารับบริการในวันที่ 1 กันยายนนี้ด้วยการตรวจสอบสิทธิ์และสถานพยาบาลใกล้บ้านที่สามารถให้บริการแบบปฐมภูมิได้ การมีสิทธิ์นี้จะทำให้การรักษาเป็นเรื่องง่าย รวดเร็ว และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ที่มา – ดีเดย์ 1 ก.ย.นี้ บัตรทองป่วยเล็กน้อยรักษาที่ร้านยา-คลินิก 2 ครั้งต่อเดือน

พิมพิมประภาทำหูฟังหล่นหายบนเครื่องบิน

เรื่องราวที่ทำเอาชาวเน็ตแห่คอมเมนต์ไม่หยุด เมื่อ พิม พิมประภา ตั้งประภาพร นักแสดงสาวสุดฮอต กลายเป็นข่าวดังอีกครั้งหลังจากโพสต์คลิปประสบการณ์บินเครื่องระหว่างเดินทางไปเซี่ยงไฮ้ โดยในคลิปเล่าเหตุการณ์ที่ว่าขณะเครื่องบินกำลังจะลงจอด เธอรู้สึกว่าหูฟังไร้สายที่ใส่อยู่หายไปข้างหนึ่ง คาดว่าหล่นลงไปในซอกเบาะที่ลึกจนมองไม่เห็น

พิมพิมประภาทำหูฟังหล่นหายบนเครื่องบิน

จากเหตุการณ์ดังกล่าว พิมได้ร้องขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่บนเครื่องบิน ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ไม่ลังเลที่จะรื้อเบาะที่นั่งเพื่อช่วยค้นหาหูฟังที่หล่นหาย จนสามารถกู้คืนมาได้ในที่สุด บรรยากาศในคลิปเผยให้เห็นว่าพิมแสดงออกถึงความเกรงใจและขอโทษเจ้าหน้าที่อยู่ตลอดเวลา เป็นเรื่องราวที่ทำเอาผู้ชมหลายคนประทับใจในท่าทีของทั้งสองฝ่าย

ชาวเน็ตแห่คอมเมนต์

หลังจากที่คลิปนี้ถูกเผยแพร่ออกไปบนโซเชียล มีชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์เพียบ โดยมีความคิดเห็นที่หลากหลาย คนส่วนหนึ่งชื่นชมความน่ารักของพิม ที่ไม่ใช่แค่น่ารัก แต่ยังมีมารยาทในการใช้บริการอย่างดี อีกฝ่ายหนึ่งก็มองว่า นี่อาจเป็นอีกหนึ่งคอนเทนต์แปลกๆ ที่เธอรังสรรค์ขึ้นในระหว่างการเดินทาง

  • ผู้ใช้งาน: ‘น่ารักมาก พนักงานดีน่ารัก’
  • ผู้ใช้งาน: ‘มีเรื่องวุ่นวายเสมอเมื่อเธอเดินทางไปต่างประเทศ’

ทั้งนี้ ยังมีเน็ตไอดอลด้านการบินเข้ามาให้ข้อมูลชี้แจงเพิ่มเติมอีกว่า เหตุที่เจ้าหน้าที่ต้องใส่ใจในเรื่องหูฟังหายไม่ใช่เพียงเพราะมีความต้องการใช้งานของผู้โดยสารเท่านั้น แต่เป็นมาตรการด้านความปลอดภัย เพราะของเล็ก ๆ อย่างหูฟังหากหล่นลงไปในเส้นสายของเครื่องบิน อาจทำให้เกิดอันตรายต่อระบบหรือกลไกภายในเครื่องได้

ความคิดเห็นจากผู้ใช้

เรื่องราวครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่กลายเป็น话题 теп็นข่าวไปทั่วโลกออนไลน์ และนับได้ว่า ‘พิมพิมประภาทำหูฟังหล่นหายบนเครื่องบิน’ ได้เขาให้เห็นถึงความตั้งใจของเจ้าหน้าที่สายการบินในการให้ความช่วยเหลือผู้โดยสารอย่างเต็มที่ รวมถึงความน่ารักในตัวของนักแสดงสาวที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างน่าประทับใจ

หากคุณเคยเจอเหตุการณ์ที่แปลก คล้ายกันระหว่างเดินทาง มาแชร์ประสบการณ์ของคุณเพื่อให้เราได้รู้ว่าคุณเป็นคนที่มีดวงแบบไหนในสายตาของเทวดาบิน ที่ได้บินเจออะไรแปลกๆ ไม่น้อยไปกว่าพิมเลยละ

ที่มา – ‘พิม พิมประภา’ ทำหูฟังหล่นหายบนเครื่องบิน เจ้าหน้าที่ต้องรื้อเบาะหา ‘วุ่นทั้งลำ’